สุรเดช จิรัฐิติเจริญ เสนอแนะให้รัฐบาลไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โยธา โดยใช้ระบบ PPP และให้เอกชนบริหารจัดการ พร้อมแนะนำให้รัฐลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วย และเรียกร้องให้ใช้ผู้รับจ้างและวิศวกรไทยมากที่สุด และให้จ่ายเงินในสกุลไทยเพื่อควบคุมต้นทุน
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณาในระเบียบวาระที่ ๔.๕ เรื่อง ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล ญี่ปุ่นและร่างสัญญาเงินกู้และร่างสัญญาคํ้าประกันเงินกู้ จํานวน ๓ ฉบับ ซึ่งมาขอ ความเห็นชอบในกรอบการกู้ยืมเงินตามมาตรา ๑๘๐ จากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตามที่ทางรัฐบาลได้กล่าวถึงหลักการและเหตุผล ซึ่งสาระสําคัญที่ผมอ่านแล้วก็เห็น มีความจําเป็นในการที่จะเห็นชอบในการกู้ยืมเงิน เนื่องจากว่ารัฐบาลเองหรือประเทศไทยเอง มีความจําเป็นที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะว่าประเทศไทยนั้นขาดการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานเป็นจํานวนมากแล้ว ส่วนรายละเอียดในเรื่องของสัญญาเงินกู้กับ ประเทศญี่ปุ่นนั้นที่บอกว่า ในโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณ ถนนนนทบุรี ๑ ความรับผิดชอบโดยกรมทางหลวงชนบท ในวงเงิน ๗,๓๐๗ ล้านเยน ก็เป็นสิ่งที่จําเป็น เป็นการเสริมสร้างหรือเป็นการทําให้การขนส่งหรือการเดินทางของ กรุงเทพฯ และปริมณฑลสะดวกสบายยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งโครงการของกรมทางหลวงชนบทนั้น ก็มีโครงการอย่างเช่น ถนนราชพฤกษ์ก็ดี หรือสะพานพระราม ๔ ก็ดี หรือสะพานวงแหวน อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนโครงการรถไฟฟ้ำสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ ๒ รับผิดชอบโดยการรถไฟฟ้ำขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในวงเงิน ๑๖,๖๓๙ ล้านเยน ก็เช่นเดียวกันโครงการนี้ก็เริ่มดําเนินการแล้ว ดังนั้นการที่จําเป็นที่จะต้องกู้เงินเพื่อลงทุน ในโครงการนี้เนื่องจากว่าเป็นการเชื่อมรถไฟฟ้ำซึ่งจะระบายหรือขนส่งพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะย่านบางใหญ่ แถวตลิ่งชันเข้ามายังกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ จําเป็น ท่านประธานครับ แต่ผมมีข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นไปได้ รถไฟฟ้ำสายสีม่วงที่บอกว่าบางใหญ่-บางซื่อ อันนี้ระยะที่ ๒ นะครับ ถ้าต่อระยะที่ ๓ จากบางใหญ่-บางซื่อ เป็นบริเวณเตาปูน ถ้าต่อไปอีก ๑ สถานีเป็นระยะที่ ๓ ถ้าจาก สายบางใหญ่-บางซื่อ ถ้าต่อไปยังสายเกียกกาย ศรีย่าน เทเวศร์ วังบูรพา ผ่านฟ้ำลีลาศ ซึ่งระยะทางนี้แค่เพียง ๖ กิโลเมตร และสายสีม่วงนี้ถ้าเป็นระยะที่ ๓ นั้นอีก ๑ สถานี ก็สามารถเชื่อมไปที่สถานีเกียกกาย ซึ่งจะรองรับรัฐสภาแห่งใหม่ของเราที่จะสร้างเร็ววันนี้ ดังนั้นผมเห็นว่ารัฐบาลเองนอกเหนือจากระยะที่ ๒ แล้ว ควรจะมีระยะที่ ๓ ที่จะต่อขยาย ไปยังสายสีม่วงเช่นเดียวกัน แค่เพียงสถานีเดียวก็ไปยังเกียกกายแล้ว ถ้าต่อไปยังเส้นนี้ เลียบไปทางสายอย่างที่กราบเรียนแล้วว่าผ่านศรีย่านไปยังเทเวศร์ วังบูรพา ผ่านฟ้ำลีลาศ แล้วก็ไปพาหุรัดก็จะสามารถเชื่อมไปยังสายสีนํ้าเงิน ซึ่งสายสีนํ้าเงินนั้นเป็นวงรอบอยู่แล้ว เพราะสายสีนํ้าเงินนั้นเป็นสายระหว่างบางซื่อไปหัวลําโพง ซึ่งมีโครงการจากหัวลําโพงไป ท่าพระ บางแค รถไฟฟ้ำสายสีม่วงถ้าท่านประธานมีความกรุณาเสนอแนะไปยังรัฐบาล ถ้าต่อเชื่อมอย่างนี้จะทําให้สามารถระบายรถหรือทําให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ดีขึ้น แล้วก็เป็นการเชื่อมต่อกับรัฐสภาแห่งใหม่ของเรา เพราะว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้ใช้เวลา ก่อสร้างอย่างน้อย ๕ ปี แล้วอีกสายหนึ่งนะครับ นอกเหนือจากสายสีม่วงที่ทางรัฐบาลเสนอ ผมเห็นว่าสายสีส้มคือเป็นการขนส่งฝั่งตะวันออก เนื่องจากว่ารถไฟฟ้ำที่ก่อสร้างทั้งหมด ปัจจุบันนี้มีแต่ใช้ขนส่งภายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลฝั่งตะวันตกนะครับ แต่รถไฟฟ้ำฝั่งตะวันออกที่รองรับประชาชนฝั่งตะวันออกไม่มีนะครับ สายสีส้มซึ่งเป็น โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างศูนย์วัฒนธรรมไปยังถนนรามคําแหง ไปยังบางกะปิและมีนบุรี เส้นทางนี้ระยะทางแค่ ๑๐ กว่ากิโลเมตร ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งจากการสํารวจแล้วสามารถ รองรับประชาชนได้ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน ซึ่งสายนี้อยากให้รัฐบาลนั้นให้ความสําคัญ ซึ่งจะรองรับประชาชนฝั่งตะวันออก เนื่องจากว่ารถไฟฟ้ำมหานครก็ดี หรือรถไฟของ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ดี รองรับฝั่งตะวันตกมากแล้วแต่ว่าฝั่งตะวันออกยังไม่มี อย่างนั้นก็ขอเสริมนะครับ แต่ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่าปัญหาที่ว่าสัญญาเงินกู้ ของไจก้าที่ผ่านมาอันนี้ไม่ได้เป็นสัญญาแรก เราเอง รัฐบาลไทยเอง เคยใช้สัญญาเงินกู้ ไจก้ามา อย่างเช่นสายสีแดงคือบางซื่อไปรังสิต ซึ่งรัฐสภาแห่งนี้ก็ได้รับความเห็นชอบเงินกู้ ของไจก้าเช่นเดียวกัน และสัญญาเงินกู้ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบหรืออนุมัติแล้วร่วมปี ก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เราต้องเสียค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ตอนนี้เป็นเวลา ๘ เดือนแล้ว เสียค่าเงินกู้เฉย ๆ โดยที่ว่า ๑๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเงิน ๑๐ กว่าล้านบาทนั้น จะว่ามากก็ไม่มากแต่เสียโอกาสในการลงทุน เราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เงิน กู้มาแล้ว สภาเห็นชอบแล้ว ไจก้าอนุมัติแล้ว ก็ไม่สามารถใช้เงินได้ ดังนั้นก็ขอให้ทาง รัฐบาลช่วยไปพิจารณาดูเร่งรัดด้วยครับ
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ปัญหาเงินไจก้าที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาพิจารณา เงินกู้ไจก้า แต่ว่าไจก้าที่สภาเห็นชอบ รัฐบาลอนุมัติแล้วที่ผ่านมา โดยเฉพาะสายสีแดงคือ บางซื่อ-รังสิตนั้นเป็นปัญหาอีกมากมาย นอกเหนือจากที่ว่าอนุมัติเงินแล้วยังไม่สามารถ เบิกจ่ายได้
และอีกปัญหาหนึ่งคือสัญญาซึ่งงานโยธาที่ผ่านมา สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ มีเงื่อนไขว่าต้องให้ผู้ประกอบการไทยมีหุ้นส่วนอย่างน้อย ๕๗ เปอร์เซ็นต์ในการถือหุ้น หรือในการที่จะเข้าประกวดราคา ในการจอยท์ เวนเจอร์ (Joint venture) ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่สัญญาที่ ๓ เรื่องเครื่องกลรถไฟฟ้ำก็ไม่ระบุไว้ว่าต้องเป็นผู้ประกอบการไทย ดังนั้น ถ้าเราไม่กําหนดเพราะว่าเงินกู้นั้นเป็นเงินกู้ที่เรากู้มาพร้อมดอกเบี้ย ดังนั้นเราควรจะ คุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสได้รับงานหรือมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการขนส่งมวลชนโดยเฉพาะรถไฟฟ้ำ ซึ่งต่อไปในกรุงเทพมหานครต้องใช้รถไฟฟ้ำ อีกมากมาย หรือแม้กระทั่งในหัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่ก็ดี จังหวัดนครราชสีมาก็ดี หรือจังหวัดภูเก็ตก็ดี หลายจังหวัดที่มีความต้องการที่ต่อไปต้องใช้ รถไฟฟ้ำ ดังนั้นเราควรจะให้ผู้ประกอบการไทยได้มีการเรียนรู้เทคโนโลยี มีการถ่ายทอด เทคโนโลยีซึ่งในโอกาสต่อไปเราสามารถทําได้
และอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมาปัญหาคือเงินตรา การจ่ายเงิน ทุกสัญญา เราจ่ายเงินเป็นสกุลบาท แต่สัญญาไจก้าเขาไม่ยอมบังคับให้เราต้องจ่ายเป็นเงินสกุล ต่างประเทศ ดังนั้นถ้าเราจ่ายเงินในสกุลต่างประเทศนั้นความผันผวนในการจ่าย เนื่องจากว่าเรากู้เป็นเงินเยน (Yen) ก็จริงอยู่ แต่เราก็สามารถรีเวิร์ส (Reverse) ว่าต้นทุน ในการโคท (Quote) ราคา ในการเสนอราคาจะเป็นเงินกี่ล้านบาท ถ้าเราจ่ายเงินตรา ต่างประเทศนั้นความผันผวนก็จะมาก ตอนนี้เงินเยนแข็งขึ้นเงินดอลลาร์อ่อนลง เงินปอนด์ เงินยูโร (Euro) อ่อนลง ความผันผวนเราจะควบคุมต้นทุนในการบริหารจัดการ ไม่ได้ ที่ผ่านมาที่เรากู้เงินไจก้าในสายสีแดงคือบางซื่อ-รังสิต วงเงิน ถึง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยังมีปัญหาอยู่ แล้วปัญหาอีกอันหนึ่งคือสายนี้เช่นเดียวกัน ในมติ ครม. บอกว่าโครงการนั้นไม่ให้ใช้อนุญาโตตุลาการ เป็นมติ ครม. แล้ว แต่ทางไจก้า ไม่ยอมว่าต้องใช้อนุญาโตตุลาการ ประสบการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะ โครงการใหญ่ ๆ นะครับ ผมเห็นว่าโครงการใหญ่ ๆ ที่มีใช้ถ้าเข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการนั้นรัฐบาลไทยเสียเปรียบหรือแพ้ทุกที เพราะว่าระบบศาลไทยนั้นผมว่า มีความเชื่อมั่น มีความเชื่อถือ มีความเป็นกลาง ดังนั้นเองเราควรจะใช้กระบวนการ ถ้ามีการขัดแย้งควรจะฟ้ องร้องที่กระบวนศาลของไทย ศาลแพ่ง หรือศาลยุติธรรม ไม่ควรใช้อนุญาโตตุลาการนะครับ แต่รัฐบาลเองก็ต้องยอม เป็นข้อยกเว้นมติ ครม. ที่ต้องใช้ เพราะจะกู้เงินเขา ยอมยกเว้นในการใช้มติ ครม. ของรัฐบาลนะครับ
ถัดมานอกเหนือจากปัญหาที่ผ่านมาที่กราบเรียนไปแล้วผมเองก็ขอเสนอ ข้อสังเกตเล็กน้อยว่าที่ดินย่านพหลโยธินบริเวณบางซื่อนั้นจะเป็นสายสีแดงก็ดี สายสีม่วงก็ดี สายสีนํ้าเงินก็ดี จุดตัดอยู่ตรงนั้น ที่ดินบางซื่อนั้นเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึง ๑,๘๐๐ ไร่ ถ้ารัฐบาลเองยังไม่มีมาสเตอร์ แพลน (Master plan) ในการบริหารจัดการ ที่ดินนั้นการคมนาคมจะไม่มีประสิทธิภาพ ที่ผมติดตามมาปัจจุบันนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ดี หรือ สนข. ก็ดี ยังไม่มีแผนผังการใช้พื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นเองถ้าเราไม่มีแผนผังการใช้ ปล่อยให้เซ็นทรัล (Central) ไปเช่าก็ดี ปตท. เช่าก็ดี อ.ต.ก. เช่าก็ดี แม้กระทั่งหน่วยงานรัฐ บางแห่งเช่าอยู่ โดยที่ไม่มีการวางระบบ วางผังเมืองนั้น ศูนย์กลางการคมนาคมในบริเวณ บางซื่อซึ่งต่อไปในอนาคตจะมี แม้กระทั่งการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทยจะใช้อีกมาก จะติดต่ออย่างนั้น ก็ขอฝากเรียนท่านประธานผ่านทางรัฐบาลช่วยดูการใช้ประโยชน์ ในที่ดินบริเวณบางซื่อด้วยนะครับ
ส่วนโครงการเงินกู้ดังกล่าวของไจก้าผมขอเสนอข้อเสนอแนะเป็นข้อ ๆ ว่า ควรจะลงทุนในโครงการที่คุ้มค่าในการลงทุนโดยเรียงลําดับความสําคัญก่อน อย่างที่ กราบเรียนว่าโครงการรถไฟฟ้ำเรามีมากมายนะครับ แต่ว่าเราจะขึ้นโครงการไหนก่อน อย่างเช่น โครงการสายสีชมพู แจ้งวัฒนะ ที่จะรองรับศูนย์ราชการนะครับ แต่ปริมาณ จราจรหรือปริมาณผู้ใช้ประโยชน์เพียง ๗๐,๐๐๐ คนต่อวัน แต่สายสีส้มนั้นสามารถรองรับ ผู้โดยสารถึง ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อวันเช่นนี้นะครับ แล้วก็เป็นการที่จะระบายหรือขนส่ง ผู้โดยสารหรือประชาชนในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้
อีกเรื่องหนึ่งเรียกว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเกิดว่าโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้ำหรือรถไฟต่าง ๆ ก็ดีถ้าให้เอกชนลงทุนเป็นไปไม่ได้ รัฐควรจะลงทุน แต่รัฐลงทุนแล้ว ถ้าบริหารจัดการเองก็ขาดทุน ดังนั้นเองผมขอเสนอแนะว่าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น งานโยธาก็ดี หรืองานต่าง ๆ ก็ดี รัฐควรจะลงทุน เพราะถือว่านอกเหนือจาก ความคุ้มค่าแล้ว จะเป็นเรื่องการประหยัดพลังงาน หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิต ซึ่งมีผลตอบแทนทางอ้อมอีกมากมาย แต่การบริหารจัดการระบบเครื่องยนต์ ไฟฟ้ำ หรือการเดินรถ หรือการบริหารจัดการต่าง ๆ ควรจะให้ระบบพีพีพี (PPP) ให้เอกชนมีส่วนร่วม เพราะว่าเขาสามารถที่จะมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพในการบริหารเขาจะดีกว่า และเรา สามารถที่จะใช้ระบบตั๋วร่วมได้ และเราสามารถที่จะกําหนดราคาได้ว่าจะเป็นที่ระดับ ราคาเท่าไรนะครับ
ข้อเสนอแนะข้อถัดมานะครับว่าระบบเชื่อมต่อ เรามีรถไฟหลายสาย ทําเชื่อมต่อ ดังนั้นเองที่ผ่านมาจะเป็ น รฟม. ก็ดี จะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ดี จะเป็นกรุงเทพมหานครก็ดี ซึ่งมีรถไฟฟ้ำรับผิดชอบอยู่หลายหน่วยงาน การเชื่อมต่อนั้น บางทีเชื่อมต่อไม่มีประสิทธิภาพ แม้กระทั่งรถไฟฟ้ำด้วยกันระบบรถไฟฟ้ำนั้นต้องเชื่อมต่อ รถ บขส. ขสมก. หรือส่วนบุคคลอย่างนั้น หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อไปยังสนามบิน การเชื่อมต่อ อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูการเชื่อมต่อให้ดีนะครับ เพราะว่าถ้าประสิทธิภาพ ในการเชื่อมต่อดีเขาก็สะดวก ไม่ใช่ว่าขึ้นสายหนึ่งแล้วต้องเดินลากกระเป๋ำอีกไกล ๆ ก็ไม่ สะดวก หรือเดินตากแดด ดังนั้นขอเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าระบบเชื่อมต่อในการแมส ทรานซิท (Mass transit) หรือการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่นั้น ควรจะพิจารณาให้อย่างดีและรอบคอบ
เรื่องถัดมานะครับ อย่างที่กราบเรียนไว้ว่าเรากู้เงินมา จ่ายเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้นควรจะส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ควรใช้ผู้รับจ้างไทย ควรใช้วิศวกรไทย ควรใช้นักบัญชีและนักกฎหมายไทยให้มากที่สุดนะครับ เพราะว่าเราเองที่เรากระตุ้น เศรษฐกิจนั้นมีตัวมัลติไพลเออร์ (Multiplier) หรือตัวคูณในการหมุนเวียนเงิน ดังนั้นเงินที่ เรากู้มาโครงการไทยเข้มแข็งก็ดีลงทุนในส่วนนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่ม จะสร้างการหมุนเวียน ของเงินอีกมากมาย และการจ้างงานอีกหลายอย่าง แล้วก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันได้เช่นเดียวกัน
ส่วนเรื่องถัดมานะครับ เงินสกุล อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าควรใช้เงิน สกุลไทย ไม่ควรจ่ายเป็นเงินสกุลต่างประเทศ เพราะว่าเรามีความผันผวน เราจะควบคุม ต้นทุน เพราะว่าในการจ่ายเงินเราต้องตั้งงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดินในการจ่าย เราต้องมีรายได้จากเงินบาท ดังนั้นควรจะจ่ายเป็นเงินบาท ถ้าเราจ่ายเป็นเงินตรา ต่างประเทศการควบคุมหรือต้นทุนเราจะบริหารจัดการไม่ได้นะครับ
และเรื่องสุดท้ายนะครับ กฎหมายไทย อย่างที่กราบเรียนแล้วว่า ข้อเสนอแนะนะครับ ไม่ควรอ่อนข้อเพราะว่าในเมื่อประสบการณ์เมืองไทยผ่านไปแล้ว หลายครั้ง โครงการใหญ่เมื่อไร ใช้อนุญาโตตุลาการเมื่อไร มีความขัดแย้งเมื่อไร รัฐบาลไทยเราแพ้ทุกทีไม่ทราบเป็นเพราะอะไร ดังนั้นควรจะให้เข้าสู่กระบวนการ ศาลยุติธรรม เพราะว่าข้อแม้ไจก้าจะมีบอกว่า เพราะที่ผมพูดนี่คือปัญหาหรือ ประสบการณ์ที่ผ่านมาของไจก้าในโครงการสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ทั้งนั้น ดังนั้น ควรจะเขียน สภาแห่งนี้คงแค่พิจารณากรอบเงินกู้ แต่รัฐบาลเองคงต้องไปเจรจา ในรายละเอียด ซึ่งรายละเอียดที่สภาแห่งนี้มีแค่แผ่นเดียว รายละเอียดผมขอฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีไปดูให้รอบคอบว่าทําไมใช้อนุญาโตตุลาการ เพราะว่าเอาคนอื่นมา ไม่รู้ว่าผลประโยชน์มหาศาลนะครับ อาจจะทําให้การพิจารณาบิดเบือนไปได้ ดังนั้นผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเงินกู้ของไจก้าตามที่ กราบเรียนแล้วข้างต้น ขอบพระคุณครับ