วิทยา อินาลา หารือเรื่องสัญญาเงินกู้จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการใช้เงินกู้และความเป็นไปได้ที่มี "ฮิดเดน อะเจนดา" นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกู้เงินจากเอดีบี 300 ล้านยูเอสดอลลาร์ หรือ 9,900 ล้านบาท และมีคำเตือนเกี่ยวกับการกู้เงินในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครพนมหรือสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ก็จะมาขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของสัญญาเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งอันนี้มันจะมีร่างสัญญาเงินกู้อยู่ ๒ ฉบับ ซึ่งฉบับแรกก็คือร่างสัญญาเงินกู้จากธนาคารโลก หรือเราเรียกว่า พับลิก เซคเตอร์ รีฟอร์ม ดีเวลลอปเมนท์ โพลิซี โลน หรือเรียกย่อ ๆ ก็คือพีเอสอาร์ดีพีแอลนะครับ แล้วอีกอันหนึ่งก็คือร่างสัญญาเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียก็คือแคปิตอล มาร์เก็ต ดีเวลลอปเมนท์ โปรแกรม (Capital Market Development Program) หรือซีเอ็มดีพี (CMDP) ตรงนี้ผมก็อยากจะมีข้อคิดเห็นว่าจากที่รัฐบาลไปกู้เงินมา อันดับแรกไปกู้มาจากเวิลด์ แบงก์ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ (US dollar) ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน ๓๓ บาทต่อ ๑ ยูเอสดอลลาร์ เป็นเงินไทยก็คือ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท เหตุผลที่กู้มาท่านบอกว่าเอาไปพัฒนาอยู่ ๓ แบบ ก็คือว่า
๑. ด้านความสําเร็จในด้านการรับมือกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ
๒. เอามาช่วยในเรื่องของความสําเร็จด้านการพัฒนาระบบการบริหาร งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ การเงินและการคลัง ของประเทศ
๓. ความสําเร็จในด้านการบริหารจัดการระบบราชการและการให้บริการ ของหน่วยงานราชการ ซึ่งจากที่ท่านสําแดงมาตรงนี้รายละเอียดที่ท่านกู้มา ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปใช้อย่างที่ ๑ อย่างที่ ๒ อย่างที่ ๓ อย่างละกี่ล้านบาท ไม่มีข้อมูล ไม่มีอะไรให้เลย อันนี้เป็นข้อสงสัยว่ามันมีอะไรเป็นฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) หรือเปล่า
อันที่ ๒ ก็คือการกู้เงินจากเอดีบีหรือว่าธนาคารพัฒนาเอเชีย วงเงิน ๓๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ถ้าเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ๓๓ บาทต่อ ๑ ยูเอสดอลลาร์ก็คือ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าหลัก ๆ ก็คือเอาไปใช้ในการพัฒนาตลาดทุน พูดง่าย ๆ ตลาดทุนบ้านเราก็คือเรื่องของตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับว่า ตอนนี้การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน นอกจากเราจะต้องมีการออมเงินหรือว่ามีการลงทุน แต่การลงทุนหรือการออมส่วนใหญ่เราไปฝากกับสถาบันการเงินคือธนาคารพาณิชย์ แต่ในเรื่องของตลาดทุนหรือว่าตลาดหลักทรัพย์รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสําคัญเท่าไร เพราะฉะนั้นจากการวิจัยจากข้อมูลของเอ็มเอสซีไอ (MSCI) ของประเทศญี่ปุ่นหรือของ เจแปน อินเดกซ์ (Japan Index) ณ เดือนกันยายน ๒๕๕๒ เขาวิจัยมาจาก ๑๐ ประเทศ ก็คือมี ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไต้หวัน ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศมาเลเซีย ไทยแลนด์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ ในปี ๒๕๔๘ นี้ ขนาดของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีอัตราส่วน ๓ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง แต่เปรียบเทียบกับทางประเทศจีนตอนนั้นมี ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์มี ๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฮ่องกงมี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่พอมาถึงปี ๒๕๕๒ คืออีก ๔ ปีต่อมาคือหลังจาก ปี ๒๕๔๘ มาปี ๒๕๕๒ ส่วนแบ่งตลาดของประเทศไทยลดลงครับ จาก ๓ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศจีนนี่จาก ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศอื่น อย่างประเทศสิงคโปร์จาก ๘ เปอร์เซ็นต์ลดมา ๗ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าประเทศไทยจาก ๓ เปอร์เซ็นต์ลดมา ๒ เปอร์เซ็นต์ อัตราส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างจะสูง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าท่านกู้มาแล้ว ๓,๓๐๐ ล้านบาท ท่านต้องไปพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยให้นักลงทุน ต่างประเทศให้ความสนใจ เพราะอะไรครับ เพราะว่าตลาดหลักทรัพย์ก็คือตลาดทุน เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะเรียกเงินทุนของเอกชนซึ่งมีต้นทุนที่ตํ่า อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วอีกอันหนึ่งผมดูตลาดหลักทรัพย์บ้านเราเรื่องของค่าพีอี เรโช (P/E Ratio) ค่าพีอี เรโช สะท้อนให้เห็นอะไรครับ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าท่านจะไป เรียกระดมทุนต้นทุนของท่านจะสูง เปรียบเทียบกับพีอี (P/E) ของประเทศมาเลเซีย เอาง่าย ๆ ประเทศบ้านเรา ๑๕.๘ เท่า แต่เมืองไทยพูดถึงเซต (Set) นะครับ เมน (Main) หลักของเราก็คือ ๑๑.๓ ถามว่า พีอี เรโช ของเรากับของประเทศมาเลเซียต่างกันนี่ถามว่านักลงทุนเขาจะไปลงทุนที่ไหน แน่นอนครับ เขาไปลงทุนที่ประเทศมาเลเซีย เพราะว่าถ้าพีอีตํ่านี่การระดมทุน ต้นทุนในการระดมทุน ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ต้นทุนที่ถูก เพราะฉะนั้นบริษัทเมืองไทย สมมุติว่าเขาอยากจะไปลงทุนแบบเข้าตลาดหลักทรัพย์เมืองไทยกับตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซีย เขาก็จะเลือกเอาที่ประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซีย เพราะว่าพีอีของเขานั้นสูงเขาจะระดมเงินทุนที่ต้นทุนได้ถูกกว่าอย่างประเทศสิงคโปร์ พีอี เรโช ก็คือ ๑๕.๓ เท่า อันนี้ก็คือข้อมูลให้กับทางคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังครับว่าท่านเอามาแล้ว กู้มา ๓,๓๐๐ ล้านบาท ท่านต้องทําให้ได้จริง ๆ แล้วท่านมีตัวชี้วัดอย่างไรบ้างว่าเอามาแล้ว ๓,๓๐๐ ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ของเราจะ เป็นอย่างไร มาร์เก็ต แกป (Market gap) เราจะเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนบ้านเรา เพื่อให้บริษัทเอกชนของเราเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วเอาเงินเข้ามาในต้นทุนที่ตํ่าจะทําอย่างไรบ้าง ทีนี้จากที่ท่านบอกว่าท่านไปกู้เอดีบี ๓,๓๐๐ ล้านบาท จากประวัติประเทศไทยเราเป็นสมาชิกเริ่มต้นของเอดีบีคือปี ๑๙๕๕ ถ้าเป็น พ.ศ. ไทยก็คือปี ๒๕๐๙ จากประวัติมาจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ รัฐบาลไทย ไปกู้เอดีบี ๘๖ ครั้ง หากครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๘๗ จากปี ๒๕๐๙ ถึงปี ๒๕๕๓ ๔๔ ปี กู้ทั้งหมด ๘๗ ครั้ง เฉลี่ยแล้วรัฐบาลกู้เอดีบีปีละ ๒ ครั้ง ถ้าอนาคตรัฐบาลบริหารเงินกู้ไม่เป็น เศรษฐกิจไม่ดี การกู้ก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปีหนึ่งมากกว่า ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ต่อไปความเชื่อถือ ของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อันนั้นก็ให้ท่านช่วยพิจารณาหน่อยก็แล้วกันนะครับ ทีนี้ ผมมาดูเป็นข้อ ภาษาไทยเขาเรียกอะไรครับ เป็นสิ่งเตือนใจว่าการกู้เงินกู้ขนาดไหนดี กู้ขนาดไหนไม่ดี คิดง่าย ๆ ก็คือหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากสิ้นปี ๒๕๕๒ นี้ประเทศที่มี หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงสุด ท่านรู้ไหมครับว่าคือประเทศอะไร ประเทศอะไรที่มีเงินเฟ้ อ มากที่สุด จะมีเรื่องร้องเรียนกันนะครับ มีเรื่องโจ๊กกันนะครับ ปกติผมก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องโจ๊ก เขาบอกว่าคนไปรับประทานอาหารที่ประเทศซิมบับเว เขาถามว่าอาหารตรงนี้ราคาเท่านี้ ๆ ถามว่าท่านจะจ่ายตอนนี้ไหม ราคาเท่านี้ สมมุติว่าราคา ๑๐๐ เหรียญ แต่ถ้ากินข้าวเสร็จ ๑๐๐ เหรียญจะไม่ใช่แล้ว ท่านต้องจ่ายเป็นดับเบิล (Double) ๒๐๐ เหรียญ เพราะฉะนั้น เงินเฟ้ อของประเทศซิมบับเวสูงมาก ๆ ปัญหาคือเขาไปกู้หนี้มา หนี้ต่อจีดีพี หนี้สาธารณะ ต่อจีดีพีของประเทศซิมบับเว เมื่อสิ้นปี ๒๕๕๒ นี้คือ ๓๐๔.๓ เปอร์เซ็นต์ อันดับหนึ่งเลย สูงสุดนะครับ อันดับสองอยู่ที่ไหนครับ อยู่ที่เอเชียเรานี่แหละครับ ประเทศที่เป็ น มหาอํานาจเศรษฐกิจของเอเชียคือประเทศญี่ปุ่ นครับ ๑๙๒.๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศซิมบับเวต่างกันครับ ทีนี้ถามว่า ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ๑ นาทีครับ ประเทศกรีซที่มีปัญหาทุกวันนี้ ประเทศกรีซมีจีดีพี ๑๑๓ เปอร์เซ็นต์ เมืองไทยล่ะครับ ๔๕.๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าท่านกู้อย่างนี้ทุกวันนี้ผมว่า จีดีพีเมืองไทยผมว่าน่าจะถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว หนี้สาธารณะต่อจีดีพี แต่ถามว่าการกู้เงินมานี่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจใช่ไหม ใช่ครับ กู้มาแล้วนี่เศรษฐกิจ มันต้องดี กู้ ๑๐๐ บาทเข้าผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจต้องออกมาเกิน ๑๐๐ บาท ประเทศกรีซกู้ ๑๐๐ บาทเข้าไปเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ไม่ดี กู้แล้วมีส่วนที่มันรั่วออกไป แทนที่จะเข้า ๑๐๐ บาท ไม่เข้า แล้วเครื่องยนต์เสียอีกออกมาได้ ๕๐ บาท นี่ละครับ คือประเทศกรีซมีปัญหาครับ แล้วถามว่าประเทศไทยเราล่ะครับเป็ นอย่างไรครับ ผมกลัวตรงนี้ครับ ประเทศไทยเราก็เหมือนกันครับ กู้ ๑๐๐ บาทก่อนที่จะเข้าเครื่องสูบของ เศรษฐกิจนี่แทนที่จะเข้า ๑๐๐ บาท ๕๐ บาทได้ไหม ๓๐ บาทได้ไหม สุดท้ายเครื่องยนต์ ไม่ดีอีกออกมาอีก ไม่ถึง ๒๐ บาทปัญหาเศรษฐกิจตามมาแน่นอน ขอบคุณครับ ท่านประธาน