สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศวาระการเตรียมการผู้สูงอายุ ซึ่งได้พิจารณา แล้วจึงได้อนุญาต จํานวน ๓ ท่าน คือ ๑. ท่านสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๒. ท่านศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้ชํานาญการประจําคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ๓. ท่านประกาศิต กายะสิทธิ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบรองรับสังคมผู้สูงวัยและผู้ด้อยโอกาส และเป็นผู้อํานวยการสํานักส่งเสริม สุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะกองทุน สํานักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ ขอเชิญ ผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ อยากจะกราบเรียนไว้เบื้องต้นที่เราตกลงว่าถ้ามีเรื่องอื่น ๆ จะได้ขอแจ้งไว้ก่อนแล้วไปพูดทีหลัง กระผมมีในวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ วันนี้จะขอหารือ เกี่ยวกับเรื่องที่ทางกรรมาธิการวิสามัญของสภาเราส่งเป็นเรื่องความปลอดภัยทางถนน ซึ่งปีนี้คิดว่าเราทําได้ ก็จะเข้ามานําเรียนความคืบหน้าสถานการณ์สักเล็กน้อยตอนช่วงวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ก็เรียนไว้เพื่อทราบเป็นเบื้องต้นก่อน กราบขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจงแนวทางการดําเนินงานขับเคลื่อนการปฏิรูป ที่สําคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” วาระ ๑. ปฏิรูปแรงงาน สําหรับ ผู้มีรายชื่อดังกล่าวได้แก่ ๑. ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม และเป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงประเด็นหรือควิกวิน (Quick Win) ๒. ท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค และเป็น อดีตประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๓. พลเอก ปราการ ชลยุทธ กรรมาธิการและที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคม และเป็นรองประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ท่านเป็น อดีตแม่ทัพภาคที่ ๔ อดีต ผอ.กอ.รมน.ภาค ๔ ขอเรียนเชิญท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านที่เคารพครับ วันนี้ เป็นการประชุมแถลงความคืบหน้าและปัญหาอุปสรรคของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม การปฏิรูปประเทศที่ทาง ป.ย.ป. ได้กําหนดไว้ ของเรา เสนอไปทั้งหมด ๑๔๔ เรื่อง ซึ่งขณะนี้เรามี ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่องที่เราต้องดําเนินการอยู่ จากการได้พูดคุยกับท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ เมื่อวันที่ ๓ เมษายนที่ผ่านมานั้น เราได้สาระสําคัญอยู่พอสมควร ใน ๒๗ วาระ ที่มีอยู่วันนี้เราจะนําเสนอ ๒ วาระ ๓ เรื่อง เรื่องแรก เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบแรงงาน และเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องการเตรียมการ ผู้สูงอายุซึ่งมีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน

ในลําดับแรกผมอยากจะเสนอวาระการปฏิรูปแรงงาน เรื่อง การจดทะเบียน แรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ จากการศึกษา ควบคุม และการอนุญาต การทํางานของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยพบว่า นโยบายแต่ละรัฐบาลไม่มีความแน่นอน โดยที่ผ่านมาจะใช้นโยบายผ่อนผัน อนุญาตให้ แรงงานข้ามชาติสามารถอาศัยและทํางานในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวโดยการจดทะเบียน ตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นรายครั้ง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาความต้องการแรงงานข้ามชาติได้ เพราะการเปิดจดทะเบียนจะเป็นการต่ออายุให้กับแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการจดทะเบียนให้กับแรงงานข้ามชาติกลุ่มเดิม แต่สําหรับแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทํางานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายยังไม่สามารถควบคุมจํานวนได้ เนื่องจาก ประเทศไทยขาดการบูรณาการในด้านข้อมูลแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน ผู้รับผิดชอบเรื่องการให้ใบอนุญาตการทํางานเวิร์กเพอร์มิต (Work Permit) กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบเรื่องทะเบียนแรงงานข้ามชาติ กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบเรื่องการตรวจสุขภาพ สํานักงานตรวจคนเข้าเมืองรับผิดชอบเรื่องการอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติเข้ามา ในราชอาณาจักร เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทําให้ขาดการบูรณาการ และข้อสําคัญที่สุด สถิติตัวเลข แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยของแต่ละหน่วยงานไม่ค่อยตรงกัน ประกอบกับความต้องการ ของแต่ละสถานประกอบการปัจจุบัน ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ต้องการใช้แรงงานไร้ฝีมือเป็นจํานวนมาก ซึ่งหากประเทศไทยยังขาดระบบการบริหารจัดการ ข้อมูลด้านแรงงานที่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ และเมื่อมีนายหน้าเข้ามาทํามาหากินลักษณะอย่างนั้น ก็จะทําให้ต่อเนื่องไปถึงขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเราได้ยกระดับขึ้นมาเป็น เทียร์ ๒ วอตช์ลิสต์ (Tier2 Watch List) ซึ่งถ้าเรามีการจดทะเบียนผ่านแดนถาวรข้ามชาติแล้ว ในอนาคตเราอาจจะขึ้นเป็นเทียร์ ๒ (Tier2) ธรรมดาก็เป็นได้ ถ้าเราอยู่ในระดับเทียร์ ๒ วอตช์ลิสต์ (Tier2 Watch List) ไปอยู่ ๒-๓ ปี เราก็อาจจะถูกปรับให้ลงไปเท่าเดิม ในการนี้ อยากจะขออนุญาตให้ท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการผู้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว และท่าน พลเอก ปราการ ชลยุทธ ที่ปรึกษากรรมาธิการ เป็นผู้นําเสนอรายละเอียด ส่วนในเรื่องการเตรียมการผู้สูงอายุนั้น หลังจากที่จบเรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติแล้วถึงจะต่อ ๒ เรื่องของการเตรียมการ ผู้สูงอายุ ในขั้นนี้ขออนุญาตท่านศิริชัย ไม้งาม เชิญเลยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม

นายศิริชัย ไม้งาม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ใคร่ขออนุญาตนําเสนอรายงานของการปฏิรูปแรงงานในกลุ่ม “คน” ซึ่งเป็นเรื่องของ การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ เข้าสู่ระบบ เราต้องยอมรับว่าวันนี้ปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้มีการนําเสนอผ่านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนไปถึงรัฐบาล ซึ่งได้มีการบรรจุเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่เร่งด่วนและสมควรที่จะทํา จากปัญหา เหตุผล และความจําเป็นนั้น การปฏิรูปการบริหารจัดการของแรงงานข้ามชาติจะมีเรื่องที่สําคัญ ๓ เรื่องที่เกี่ยวข้อง ๑. ระบบการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ๒. ระบบการคุ้มครอง และสวัสดิการแรงงานข้ามชาติ ๓. การมีองค์กรในการจัดการและดูแลปัญหาแรงงานข้ามชาติ ทั้งระบบ สามารถที่จะจัดการเบ็ดเสร็จได้ในองค์กรเดียว ให้มีคณะกรรมการ มียุทธศาสตร์ ระยะยาวและการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่ ๑ การบริหารจัดการแรงงาน จะต้องครอบคลุมทั้งหมด ๔ เรื่อง

๑. การจดทะเบียนแรงงาน จะต้องมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกกลุ่ม สามารถลดความเสี่ยงของการแสวงหาผลประโยชน์และการค้ามนุษย์จากกลุ่มที่แฝงตัวเข้ามา ในการเป็นนายหน้า

๒. การพัฒนาสถานะของแรงงานข้ามชาติ ผ่านการพิสูจน์สัญชาติที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงได้จริง

๓. กระบวนการการนําเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีความสอดคล้อง กับสถานการณ์จริงความต้องการใช้แรงงานของประเทศ

๔. การป้องกันและการปราบปรามการค้ามนุษย์ของผู้ที่โยกย้ายถิ่นฐาน ขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการนายหน้า

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของระบบการคุ้มครองและสวัสดิการของแรงงาน เรื่องสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทํางานที่คนงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึง และเป็นปัญหาในการที่เกิดขึ้นเพราะแรงงานต่าง ๆ นั้นเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย การบริหารจัดการ ในการเชื่อมโยงเรื่องฐานข้อมูลและการปฏิบัติการที่จะควบคุมดูแลให้เป็นไปตาม กฎหมายแรงงาน กฎหมายหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม และกองทุนเงินสังคม อีกเรื่องหนึ่ง คือการที่จะต้องดูแลแรงงานข้ามชาตินั้นให้เป็นไปตามองค์การแรงงาน ระหว่างประเทศที่กําหนดไว้

เรื่องที่ ๓ การจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่จําเป็นจะต้องมีคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ ที่ขณะนี้เราไม่มีคณะกรรมการระดับชาติที่ขาด การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การเมือง สําหรับ ในระดับปฏิบัติการก็มีลักษณะการกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน ยากที่จะบูรณาการของระบบที่ทําให้การบริหารจัดการนั้นยังอยู่ในวังวน ของการแก้ไขปัญหาเป็นรายปีต่อปีไป

ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปและการพัฒนา

๑. ขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวรได้ตลอดทั้งปี เป็นการเฉพาะกับแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีชายแดนติดกับประเทศไทยเท่านั้น เช่นเดียวกับการยกเว้นการจดทะเบียนแรงงาน ที่ผ่านศูนย์บริการแรงงาน ในระยะเริ่มต้นเห็นควรที่จะต้องกําหนดระยะเงื่อนเวลา ๓ ปี เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้หน่วยงานในระดับปฏิบัติการนั้นทํางานได้สะดวกและมี การประเมินผลเป็นระยะ ๆ ถ้าจุดผ่านแดนมีความไม่เพียงพอ อย่างเช่นกรณีของชายแดน ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเมียนมา ระยะทางเขตชายแดนทั้งหมด ๒,๔๐๐ กว่ากิโลเมตร ซึ่งมีจุดผ่านแดนถาวรเพียงแค่ ๔ จุดเท่านั้น ก็สามารถที่จะนํา จุดผ่อนปรนนั้นมาเป็นจุดที่สามารถจดทะเบียนได้ตามความเหมาะสม การกําหนด ค่าธรรมเนียมขั้นตอนต่าง ๆ นั้นควรที่จะต้องต่ํากว่าปัจจุบัน และเพื่อเป็นการจูงใจให้กับแรงงาน ที่สามารถจะนํามาซึ่งในการจดทะเบียน คณะรัฐมนตรีควรมอบหมายให้กับกระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะบูรณาการความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ

๒. ขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะมี การปรับปรุงกลไกในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการคุ้มครองแรงงาน โดยมี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธาน และมีคณะกรรมการประกอบไปด้วยปลัดกระทรวงและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดยุทธศาสตร์ของการพัฒนา การบริหารจัดการและการคุ้มครองแรงงาน ทั้งระบบ การบริหารจัดการฐานข้อมูลแรงงาน เพื่อให้คํานึงถึงการบริหารจัดการของแรงงาน ในแต่ละกลุ่ม ได้แก่ ๑. กลุ่มที่ลักลอบเข้ามาใหม่ ๒. กลุ่มที่หลบหนีเข้ามานานแล้ว แต่ยังทําผิดกฎหมาย ๓. กลุ่มที่อยู่ในกระบวนการพัฒนาสถานะที่ถูกกฎหมาย ๔. กลุ่มที่เข้ามา อย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว

ความคืบหน้าของการขับเคลื่อน ซึ่งเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ วันที่ ๘ มิถุนายน คณะกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายซึ่งมีการประชุมร่วมกันและมีมติที่ให้ไปถามความเห็น ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้มีการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ๒ ครั้ง ครั้งแรกวันที่ ๑๗ มิถุนายน ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ปี ๒๕๕๙ ซึ่งที่ประชุม ทุกหน่วยงานเห็นชอบในหลักการ ส่วนขั้นตอนการดําเนินการและค่าใช้จ่าย ตลอดจนภารกิจ และศักยภาพนั้น ขอให้ทุกหน่วยงานไปปรับตามความเหมาะสม ในเรื่องนี้ก็ทําให้เห็นว่า เรื่องได้ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย และมีมติเพื่อเห็นชอบในการนําเสนอกับรองนายกรัฐมนตรี คือท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อทราบ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และกรรมาธิการด้านสังคมได้มีการเชิญทาง กรมการจัดหางานเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าของส่วนต่าง ๆ และเมื่อ วันที่ ๒๔ มีนาคม การประชุมของ กขร. มีการประชุมและได้กําหนดการปฏิรูปในประเภทที่ ๓ ในเรื่องของควิกวิน (Quick Win) และเรื่องนี้ได้มีการบรรจุ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ที่ดําเนินการ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการประชุมและได้ขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และประธาน กขร. เพื่อขอหารือแนวทาง ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปแรงงาน และการจดทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรเพื่อจัดระเบียบ

ปัญหาและอุปสรรค นโยบายในการนําเข้าของแรงงานข้ามชาติตามเอ็มโอยู (MOU) ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานได้พยายามที่จะลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย โดยกําหนดให้ ๑. การนําเข้าแรงงานข้ามชาติต้องดําเนินการตามเอ็มโอยู (MOU) เนื่องจากเห็นว่า การนําแรงงานเข้ามาถูกต้องนั้นจะทําให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นประเด็นเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ นโยบายของกระทรวงแรงงานซึ่งมีความชัดเจนที่จะไม่มีการขยายอายุการทํางานของแรงงาน ข้ามชาติอีก หากนายจ้างมีความจําเป็นที่จะต้องจ้างงาน ต้องไปผ่านด้วยเฉพาะแรงงาน ที่เข้ามาตามข้อตกลงเท่านั้น ๒. ในเรื่องของการไม่มีคณะกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ อย่างแท้จริงก็ทําให้หน่วยงานต่าง ๆ นั้นไม่สามารถที่จะดําเนินการได้

ข้อเสนอแนะ ซึ่งกําหนดในการขับเคลื่อนเร่งด่วนภายใน ๑ ปี รัฐบาล ควรกําหนดนโยบายการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวรตามข้อเสนอ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยเร็ว และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ที่ดําเนินการตามกฎหมาย ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นในแนวทางใหม่ที่จะต้อง ถือว่าเป็นขั้นแรกและเป็นเรื่องที่สําคัญของการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติในระบบ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการบริหารจัดการแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน ถ้าทําให้แรงงานที่ผิดกฎหมายสามารถเข้าสู่ระบบได้เป็นอันดับแรก จะเป็นจุดเริ่มต้นในการนําไปสู่การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการคุ้มครองแรงงานตามที่กฎหมายกําหนด รวมทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องให้ความสําคัญและให้การมีส่วนร่วมของทุกหน่วยงาน การที่มี การประชุมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรัฐบาล ส่วนราชการต่าง ๆ และ สปท. จะทําให้ การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติในปัจจุบันนั้นไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือเพียงแค่กระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น เห็นสมควรที่ทุกภาคส่วนจะต้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากสถานการณ์แรงงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเห็นสมควรว่าความรับผิดชอบที่จะต้องทํางานร่วมกัน ที่จะต้องมีการติดตามความคืบหน้า และปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติ และผลักดันรายงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปของ ระบบแรงงานนั้นให้เกิดเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กําหนด ๑ ปี ขอขอบคุณครับ

พลเอก ปราการ ชลยุทธ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลเอก ปราการ ชลยุทธ สปท. หมายเลข ๙๓ ขออนุญาตนําเสนอ เพื่อเสริมในการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องแรงงานที่มีความสัมพันธ์กับความมั่นคงของประเทศ ๑ ประเด็น สถานการณ์ตามพื้นที่ชายแดนของประเทศไทยที่มีอาณาเขตติดต่อ กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางบกและทางน้ํายังเป็นพื้นที่ที่ทุรกันดาร มีช่องทางแทรกซึม ตามภูมิประเทศที่ห่างไกล จากการดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัจจุบันนี้ประเทศของเรายังต้องใช้ กําลังของกองทัพจัดตั้งกองกําลังป้องกันชายแดนรอบประเทศ ๗ กองกําลัง โดยใช้กําลัง ทั้งของกองทัพบก กองทัพเรือ และตํารวจตระเวนชายแดนเพื่อคุ้มครองและรักษาบูรณภาพ แห่งดินแดน และอีกประการหนึ่งที่สําคัญก็คือการป้องกันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งมีแทรกซึมเข้ามาจากพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ในพื้นที่ชายแดนนั้นมีบุคคลประเภทต่าง ๆ ที่ใช้พื้นที่ที่ห่างไกลและทุรกันดารแทรกซึมเข้ามา เช่น ขบวนการค้ายาเสพติดที่มีกองกําลัง ติดอาวุธคุ้มครอง มีบุคคลบนพื้นที่สูงที่เรายังไม่สามารถจดทะเบียนได้หมด มีผู้หลบหนีภัย ของการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน มีต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง มีเรื่องของแรงงานต่างด้าว ผิดกฎหมาย มีอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียกรวมกันว่า ตัวพาหะ ของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะจัดการกับปัญหา ณ จุดชายแดน กองกําลัง ทั้งตํารวจและทหารนั้นถ้าใช้มาตรการเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีผลกระทบกับธุรกิจการค้า ซึ่งประกอบการอยู่แถวพื้นที่ชายแดน เพราะฉะนั้นบางครั้งก็ต้องมีการจัดระเบียบ และมาตรการจัดระเบียบที่ได้นําเสนอเพื่อขับเคลื่อนผ่านสภาแห่งนี้ก็จะเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคง ณ พื้นที่ชายแดน และสามารถที่จะสร้างความมั่นคงปลอดภัย ด้านแรงงานในอนาคต กระผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อคณะกรรมาธิการได้รายงานความคืบหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปผมขอเชิญ ท่านสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ยังมีอีกรายงานหนึ่ง ต่อเลยใช่ไหม เชิญท่านประธานครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

อยากให้เป็นช่วง ๆ ไป ตอนนี้เป็นเรื่องการปฏิรูประบบแรงงานก่อน เสร็จแล้วค่อยมีการเตรียมการผู้สูงอายุอีก ๒ เรื่อง ให้เรื่องนี้เสร็จไปก่อนครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ เพราะวันนี้มีเพียง ๒ รายงาน

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามที่ท่านประธานได้แสดงความจํานงนะครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นตามรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม สมาชิกท่านใดจะแสดงความคิดเห็นขอเชิญนะครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : เผอิญผมอยากจะขออภิปรายในฐานะ สมาชิก สปท. กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ จะขออภิปรายเพิ่มเติมตั้งข้อสังเกตในกรณีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ณ จุดผ่านแดน สําหรับเรื่องนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เราควรจะเริ่มต้นมานาน แต่เริ่มต้น ณ ปีนี้โดยจาก สปท. ไปผมว่าถึงแม้จะช้าก็ดีกว่าไม่ได้ทํา สําหรับเรื่องนี้เกี่ยวพัน กับกระผมโดยตรง เหตุที่ว่าเกี่ยวพันกับกระผมโดยตรง เผอิญผมเคยดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการ ตรวจคนเข้าเมือง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๐ จนถึงปี ๒๕๔๓ เวลา ๔ ปี มีความยุ่งยากกับเรื่องแรงงานที่อพยพจากเพื่อนบ้านเรา คือกัมพูชา เมียนมา แล้วก็ สปป. ลาว แล้วปัจจุบันนี้แรงงานจากประเทศเวียดนามก็เข้ามาเป็นปัญหายุ่งยากมาก ไม่เป็นระบบ เรื่องนี้ผมเคยหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น คงไม่ต้องเอ่ยชื่อท่าน ว่าเราควรจะมีจุดนัดพบแรงงาน ณ ชายแดนทันที พยายามล็อบบี (Lobby) ในฐานะเป็น ข้าราชการประจําแต่ก็ไม่สําเร็จ เผอิญคณะกรรมาธิการด้านสังคมโดยท่านศิริชัย ประธาน คณะอนุกรรมาธิการด้านแรงงานก็มาทําเรื่องนี้ ผมก็ได้พยายามที่จะเติมเสริมแต่งข้อมูล ให้เป็นจริง ซึ่งก็มีหลาย ๆ ท่านให้การสนับสนุนโดยเฉพาะฝ่ายที่ทํางานเกี่ยวกับความมั่นคง มองเห็นเรื่องนี้เป็นหลัก ไม่อย่างนั้นเราก็จะพูดกันว่ามีแรงงานต่างด้าวจํานวนนี้ ทางราชการ บอกว่ามีกี่ล้านคน แต่ไม่เป็นทางการอีกกี่ล้านคน เป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งนั่นเป็นปัญหา ที่เกิดผ่านมาแต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ แต่ปัญหาใหม่ที่จะเข้ามาประเทศต้องเข้าสู่ระบบ เพราะว่า ชายแดนรอบประเทศเรามีเยอะแยะมีระยะไกลมาก แค่ประเทศไทยกับเมียนมา ไทยกับกัมพูชา ไทยกับ สปป. ลาวก็เยอะมาก แล้วมีช่องทางธรรมชาติอีกมหาศาล แล้วก็เป็นช่องว่างสําหรับ ขบวนการที่หารายได้โดยไม่ถูกต้องนําแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศเรามาอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นระบบ และเมื่อเข้ามาแล้วก็เป็นเกี่ยวกับปัญหาเรื่องค้ามนุษย์อีกอย่างต่อเนื่องมหาศาล เพราะฉะนั้นการนําเสนอวันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะเราสามารถที่จะจัดระบบระเบียบได้ โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพประสานกับผู้ประกอบการว่าต้องการแรงงานประเภทไหน จํานวนเท่าไร ณ จุดผ่านแดน ให้มีการทําบัตร มีการตรวจโรค มีการทําอะไร ณ จุดผ่านแดน และมีการปฐมนิเทศ ณ จุดผ่านแดน เพื่อให้เป็นเรื่องเป็นราว และรวมทั้งพัฒนาบัตรเพื่อที่จะให้แรงงานเหล่านี้ไม่เคลื่อนที่ จะเปลี่ยนนายจ้างตลอดเวลา หลบหนีตลอดเวลา แต่ถึงแม้ว่าข้อเสนออันนี้ซึ่งเป็นข้อเสนอ ในเบื้องต้นถ้าเผื่อได้มีการนําไปดําเนินการแล้วก็เชื่อว่าคงจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นผมเองก็ขออภิปรายสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่เพราะว่านับวันแต่จะมีปัญหา มากขึ้น แล้วปัจจุบันนี้เทคโนโลยีก็สามารถที่จะนํามาใช้ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีในการที่จะ ควบคุม อีกทั้งเป็นการจูงใจให้เข้ามาจดทะเบียนเพื่อที่จะได้คุ้มครองดูแลให้เขาได้รับสิทธิ ตามกฎหมายไทยที่เรามีพันธะอยู่ ผมก็ขออภิปรายเบื้องต้นเพียงแค่นี้เป็นการสนับสนุน ซึ่งผมเองอยู่ในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมอยู่แล้ว ก็ขออภิปราย สนับสนุนกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอขอบคุณครับ

ขอบคุณท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ เราเพิ่งผ่านเทศกาล สงกรานต์มาได้วันสองวัน ผมก็สนับสนุนในเรื่องเหล่านี้แล้วก็อยากจะเห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มิฉะนั้นเราก็ยังไม่พ้นบ่วงของคําครหาการค้ามนุษย์และการค้าแรงงานข้ามชาติ ก่อนจะถึงตรงนั้น ผมอยากให้ท่านดูธรรมะสักข้อหนึ่ง เชิญเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ระหว่างที่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ยังไม่มา ผมไปฟังธรรมะของท่านพุทธทาสในระหว่างที่หยุดหลายวัน ธรรมะของท่านพุทธทาสเทศน์ เรื่องอตัมมยตา อตัมมยตาท่านเทศน์ไว้ว่าจิตที่หลุดพ้น จิตที่ไม่ปรุงแต่ง และการที่กรรมาธิการ เสนอเรื่องเหล่านี้แสดงว่าท่านหลุดพ้นแล้ว จิตไม่ปรุงแต่ง อะไรที่เห็นเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติท่านก็เสนอ และเชื่อว่ารัฐบาลภายใต้การนําของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ไม่ปรุงแต่ง ท่านก็ทําอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ภาพต่อไปก็คือภาพนี้นะครับ เรากําลังพูดเรื่องแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทย แต่อยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วย แต่ผมมีข้อแม้ นี่คือภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวรัชกาลที่ ๙ ในพระบรมโกศ ท่านทรงงานช่างคือต่อเรือใบ ทุกคนก็เห็นแล้ว และต่อมารัฐบาลภายใต้การนําของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ก็เสนอ ครม. กําหนดให้วันที่ ๒ พระองค์เป็นพระบิดาแห่งมาตรฐาน การช่างไทย ที่ผมต้องพูดเรื่องนี้ก็คือว่าเราพูดเรื่องแรงงานในประเทศไทย พูดเรื่องแรงงาน จากเพื่อนบ้านข้ามเข้ามาในประเทศไทย เราไม่เคยพูดทั้งระบบเลย เราพูดเป็นเรื่อง ๆ ไป การพูดเป็นเรื่อง ๆ ไปบางทีมันไม่ต่อเป็นระบบแล้วเราก็แก้ปัญหาแรงงานอย่างนี้ไม่ได้มา ตั้งแต่ผมตั้งกระทรวงแรงงาน ช่วยท่านปลัดกระทรวง ขอประทานโทษ ท่านไสว พราหมณี ตั้งกระทรวงแรงงานเมื่อปี ๒๕๓๖ แยกออกมาจากกระทรวงมหาดไทย และผมก็เป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคนแรก เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๖ เราก็แก้กันมาอย่างนี้ เพราะเรา ไม่ได้พูดเรื่องแรงงานไทยอย่างเป็นระบบก่อน แล้วก็นําแรงงานต่างชาติเข้ามาเมื่อปี ๒๕๓๕ อย่างไม่เป็นระบบ ทุลักทุเลเรื่อยมาจนถึงวันนี้ และผมยินดีที่ท่านกรรมาธิการกําลัง จะทําเฉพาะเรื่องนิดเดียว การจดทะเบียนให้เป็นระบบขึ้นผมก็ชื่นชม แล้วเมื่อสักครู่ ท่าน สปท. ขอประทานโทษ ท่านชิดชัยเป็น ผบช. สตม. ผมเป็นกรรมการ คณะกรรมการ ตรวจคนเข้าเมือง ผมเป็นอยู่ ๑๐ ปี เห็นภาพชัดว่ามีปัญหาอะไรแต่เราก็แก้กันไม่ถูกจุด ภาพต่อไปครับ ภาพต่อไปครับ ต้องถือว่าแรงงานสร้างโลกนะครับ ท่านเห็นไหมว่าถ้าไม่มีแรงงาน ไม่ว่า จะแรงงานไทยหรือแรงงานประเทศไหนก็ตามโบสถ์วัดเบญจมบพิตรจะสวยงามอย่างนี้ไหมครับ กรวด หิน ดิน ทราย มันจะขึ้นเป็นอาคารแบบนี้ไหมครับ ไม่มี แรงงานเท่านั้นที่ทํางาน ให้เราอยู่และสร้างโลก ตึกรามบ้านช่องถ้าไม่มีแรงงานมีไหมครับที่จะเกิดขึ้น ตึกกําลัง จะสูงระฟ้า แล้วถามว่าแรงงานอย่างนี้ในอดีตแรงงานไทยทํา ปัจจุบันไม่ทําแล้วครับ มันจึงมาเกิดปัญหาที่ท่านกําลังพูดกันอยู่ ภาพต่อไปครับ ภาพอย่างนี้ในอดีตแรงงานไทยก็ทํา เดี๋ยวนี้ทําไหมครับ ก็ไม่ทํา ไม่ทําเราก็จําเป็นที่จะต้องเอามาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าเอ่ยชื่อเลยอย่างน้อย ๓ ประเทศเข้ามาทํางาน อย่างนี้ทําไหมครับ สกปรกคนไทยไม่ทําแล้ว เราก็ขาดแคลนแรงงาน เราจึงจําเป็นต้องนําเข้าให้เป็นระบบ ภาพต่อไปครับ นี่คือแผนที่ ประเทศไทยกับกัมพูชามีพื้นที่เท่าไรครับ กัมพูชาระยะทาง ๗๙๘ กิโลเมตร และมีไม่กี่ด่าน ต่อไปครับ นี่คือ สปป. ลาวมีพื้นที่ที่ติดต่อกับชายแดนไทย ๑,๘๑๐ กิโลเมตร จะเข้าตรงไหนก็ได้ แรงงานที่เคลื่อนย้ายไม่เป็นระบบ มีด่านเท่าไรครับ ไม่ถึง ๑๐ ด่าน ต่อไปครับ นี่ชายแดน ที่ติดกับเมียนมา ๒,๔๐๑ กิโลเมตร แรงงานจะข้ามไปข้ามมาตรงไหนก็ได้ถ้าเราไม่จัดให้เป็นระบบ สะดวก รวดเร็ว ทางใต้ของมาเลเซียปัญหามีน้อยมาก ส่วนใหญ่เราข้ามไปก็มีพื้นที่ติดต่อกันถึง ๖๔๗ กิโลเมตร ใน ๔ ประเทศ ๕,๖๕๖ กิโลเมตร ถ้าเราไม่ทําให้เป็นระบบที่ดีก็ยังมีปัญหา เรื่องแรงงานเดินข้ามไปข้ามมาแล้วก็หนี แล้วก็มีปัญหาข้อครหาของต่างประเทศ ภาพต่อไปครับ นี่คือปัจจุบันนี้เมื่อเราจัดแรงงานเข้ามาในประเทศไทยให้เป็นระบบแล้ว กระทรวงแรงงาน ก็บอกว่าแรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาในประเทศไทยต้องมีพาสปอร์ต (Passport) แต่ก่อนไม่มี เข้ามาแล้วก็ถ่ายรูป ผมไปยืนถ่ายรูปให้แรงงานที่มาจากชายแดนแล้วก็ทําบัตรอย่างทุลักทุเล เดี๋ยวนี้ก็เป็นระบบมากขึ้น ภาพต่อไปครับ ผมเปิดในเว็บเพจ (Web Page) แล้วผมก็มี ความรู้สึกว่าหลังจากที่รู้ว่าจะมีเรื่องนี้เข้า ท่านดูสิครับ เขาก็จะบอกว่าการนําเข้าอย่างเป็นระบบ เป็นอย่างไรแล้ว ภาพนี้ดีมากท่านดูสิครับ เป็นระบบ ๆ อันนี้เฉพาะเมียนมานะครับ และเดี๋ยวนี้กระทรวงแรงงานโดยท่านรัฐมนตรีปัจจุบันท่านศิริชัยก็ทําเป็นระบบดีมากขึ้น รัฐบาลภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านก็ดูแลเรื่องนี้เอาใจใส่เพื่อจะให้ หลุดพ้นจากเทียร์ ๓ (Tier3) มาเป็นเทียร์ ๒ (Tier2) หรือในอนาคตจะเป็นเทียร์ ๑ (Tier1) อย่างที่กรรมาธิการว่า ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราไม่จัดการแรงงาน ในประเทศไทยเสียก่อน ณ วันนี้ท่านทราบไหมว่าขาดแคลนแรงงานอะไรบ้าง ท่านประธานครับ ผมถามไปยังกรรมาธิการเลยว่าเราขาดแรงงานประเภทไหน เท่าไร ตัวเลขมีไม่ชัดนะครับ จนแล้วจนรอดก็มีไม่ชัด และเราก็นําเข้ามาอย่างไม่ชัดอีกเช่นเดียวกัน ยกเว้นแรงงาน บางประเภทเท่านั้นที่ตัวเลขยังเบลอ (Blur) อยู่ เช่น แรงงานประมง หรือผู้รับใช้ที่บ้าน ผมอยากกราบเรียนว่าเราต้องเริ่มอันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ผมอยากกราบเรียน ท่านกรรมาธิการว่าต้องทําแรงงานไทยให้เป็นระบบเสียก่อน การพัฒนาแรงงานไทยให้เป็น ระบบเสียก่อนแล้วนําเข้าอย่างที่ท่านว่าผมก็เห็นด้วย แต่ไม่ใช่หมายถึงว่าท่านยังไม่รู้เลยว่า แรงงานไทยขาดแคลนเท่าไร ขาดแคลนประเภทไหน ขาดที่ไหน ขาดอย่างไร แล้วท่าน ก็เอาเข้ามา ๆ ในที่สุดก็จะเป็นปัญหาในอนาคต ผมไปดูแรงงานที่ระนองเมื่อเป็นอธิบดีนะครับ แล้วก็ไปอยู่ที่สมุทรสาคร เกือบจะเป็นเมืองของต่างชาติไปเลย ผมจึงนําเสนอเพื่อพิจารณา ๓ ข้อครับ

๑. ต้องรีบพัฒนาแรงงานไทยให้เป็นระบบอย่างที่ผมบอก ตั้งแต่โรงเรียน ไปโรงเรียนอาชีวะ หรือสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือการฝึกแรงงานโดยนายจ้างก็ตาม ให้เป็นระบบว่าแรงงานนี้ควรจะมีฝีมือเท่าไร ไร้ฝีมือเท่าไร กึ่งฝีมือเท่าไร ต้องรู้กําลังแรงงาน ของแต่ละประเภทภายในประเทศ ท่านทราบไหมครับ ผมเชื่อว่ายังไม่ทราบ

๒. ให้การนําแรงงานต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยต้องเป็นการเคลื่อนย้าย แรงงานอย่างเป็นระบบว่าเขาจะออกจากหมู่บ้านที่ไหน แขวงไหน เมืองไหน แล้วจะมาอยู่กับใคร ในประเทศไทย ต้องมีต้นกําเนิดและปลายที่จะรับให้เป็นระบบ ผมเสนออีกข้อหนึ่ง ควรจะ เปลี่ยนชื่อกระทรวงแรงงานให้ทันสมัยอย่างต่างชาติเขา เป็นชื่อกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ เพราะว่าขณะนี้แรงงานมันพูดกันโดยความรู้สึกของคนก็คือว่าค่อนข้างจะไร้ฝีมือ แล้วยิ่งที่ ท่านนําเข้าคือเราให้เฉพาะคนงานไร้ฝีมือ เพราะฉะนั้นผมอยากเสนอท่านประธานว่า สิ่งที่ผมเสนอใน ๓ ข้อนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านในวันนี้และวันข้างหน้าในอนาคต อย่างเดียวก็คือว่าผมอยากจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงาน ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนหรือเขาจะมา บ้านเราก็ให้เป็นระบบครบวงจร กราบขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการว่า ไปฝากผีฝากไข้ไว้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ระดับชาติและคิดว่าในที่สุดจะแก้ปัญหาได้ ประเด็นก็คือว่าเรามีสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับชายแดนก็มักจะไปว่ากันที่นั่นเป็นสําคัญ แล้วก็เสนอไปที่ ครม. แล้วก็ส่งไปที่สภานิติบัญญัติ หรือสภาผู้แทนราษฎรถ้าเผื่อจะต้องออกเป็นกฎหมายได้ การตั้งคณะกรรมการกันเรื่อย ๆ แล้วก็มีนายกรัฐมนตรีผมก็ได้คัดค้านมาตลอด เพราะผม เห็นว่าหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ น่าจะนั่งคุยกันที่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็มีข้อยุติ เสนอไปที่ ครม. จะทําให้การทํางานคล่องตัวกว่า แล้วเรื่องควรจะไปยุติที่ ครม. ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ คิดว่าการไปจดทะเบียนขออนุมัติกันที่ ณ จุดถาวร ๖๘ แห่ง ให้เป็นถาวรทั้งหมดก็เป็นการทํางานแค่ตรงกลางทาง ขณะที่ที่ต้นทางนั้นเรามีเอ็มโอยู (MOU) กับรัฐบาลเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา ก็ทราบมาว่าได้มีการเจรจากับรัฐบาลเวียดนามด้วยเพื่อจะทําเอ็มโอยู (MOU) เมื่อจะมีเอ็มโอยู (MOU) อยู่แล้วเราก็ต้องให้มีการเจรจาในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลอย่างถาวรตลอดเวลาว่า จะร่วมกันในการที่ดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างไร เราในฐานะประเทศผู้รับต้องเจรจา กับรัฐบาลเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา แล้วก็เวียดนาม อันนี้เป็นเรื่องแรก แล้วทําไมถึงไม่มีการเจรจา แล้วใครรับผิดชอบ จะเป็น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ หรือกระทรวงแรงงาน อันนี้สามารถที่จะกําหนดได้ แล้วเราต้องโยนภาระไปให้กับประเทศเหล่านั้นว่าเขาต้องดูแล คนของเขา แล้วก็เลยไปโยงกับหลักเศรษฐกิจพื้นฐานว่าด้วยอุปสงค์ อุปทาน ลอว์ ออฟ ซัปพลาย แอนด์ ดีมานด์ (Law of Supply and Demand) ทาง ๔ รัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้ต้องบอกให้กับเราได้ว่าในโควตา สมมุติว่าในกรณีของ สปป. ลาวกับกัมพูชาก็ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คนนั้น จะเพิ่มไหม เท่าไร อย่างไร แล้วเขาต้องทําการบ้านมาก่อนว่าแรงงาน ที่เขาจะส่งมานั้นที่ไม่มีฝีมือจํานวนเท่าไร แล้วถ้าเผื่อจะมีฝีมือ อะไรได้บ้างที่เขาสามารถ จะมาทํางาน แล้วก็ต้องฝึกอบรมคนของเขาก่อนที่จะออกเดินทางจากประเทศเขา ในเรื่องพื้นฐานครับ การใช้ส้วม การล้างมือ อะไรต่าง ๆ ระบบความปลอดภัย ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เขาจะต้องรู้ก่อนที่จะออกเดินทาง เมื่อมีเอ็มโอยู (MOU) อยู่แล้วทําให้เป็นระบบได้นะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ เราก็พูดกันว่าเรื่องการใช้หนังสือเดินทาง มาทําบัตรโน่นบัตรนี่ แต่ว่ามีวิวัฒนาการทางด้านไอทีดิจิทัล (IT Digital) แล้ว ก็ขอให้เป็น บัตรอาเซียน (ASEAN) ว่าด้วยแรงงานได้ไหม ทํากับ๔ ประเทศนี่ก่อน แล้วเราก็ควรเจรจา ในแง่กลับกับมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เราส่งแรงงานไป ถ้าเผื่อมีบัตรอาเซียน (ASEAN) ว่าด้วยการแรงงาน ก็ง่ายในการที่จะติดตามใครเป็นใครต่าง ๆ แล้วก็ไม่ต้องมาสาระวน กับการมาขึ้นทะเบียนที่กระทรวงแรงงาน ใช้เวลา ๑ ปีต่ออายุอะไรสลับสับสนเป็นปัญหา เป็นช่องทางของการค้ามนุษย์ แล้วก็การทุจริตคอร์รัปชันอย่างใหญ่หลวงที่เราก็ทราบ ประเด็นปัญหากันอยู่นะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้าเผื่อผมมีแรงงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ผมอยู่อีก อําเภอหนึ่งแต่จะมาต่ออายุให้กับแรงงานของผม ก็ต้องมาที่อําเภอเมืองก็เสียเวลา ใช้เวลาทั้งวัน แล้วถ้าเผื่อแรงงานผมมี ๑๕ คน ๒๐ คน หมดอายุไม่เท่ากัน ทั้งเดือนไม่ต้องทําอะไรครับ เสียเวลาไปครึ่งหนึ่งที่จะมาอําเภอเมืองที่ชลบุรีมาพบกับทางฝ่ายแรงงาน อันนี้ก็ต้องแก้ปัญหา ก็อยากจะเสนอว่าอย่างนั้นมอบงานต่าง ๆ เหล่านี้ไปให้ อบต. อปท. ได้หรือไม่ แล้วก็โยง มาที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทย แล้วก็หน่วยงานแรงงานต่างด้าว ของกระทรวงแรงงาน ทําให้เป็นระบบ ให้ง่าย ให้สะดวก แล้วก็ต้องให้มีความยืดหยุ่น ในการที่เขาจะย้ายด้วย ก็มีประเด็นปัญหาของการขโมยแรงงานกันต่าง ๆ เหล่านี้ มันไม่เป็น การสะดวกนะครับ แต่ผมอยากจะขอเสนอเป็นประเด็นนี้ที่เราควรจะตกลงกันให้แน่ชัดว่า แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นสิ่งที่จําเป็นยิ่งของชีวิตเศรษฐกิจของไทย เขาไม่ใช่ เป็นปัญหาครับ ปัญหาคือระบบวิธีการบริหารจัดการ แต่ตัวแรงงานต่างด้าวนั้นเป็นสิ่งจําเป็น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วของระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทย เพราะว่าอัตรา การเติบโตในเด็กของเราต่ํามาก เราไม่มีคนที่จะทํางาน แล้วคนไทยก็มีการศึกษาดีขึ้น มีความชํานาญมากขึ้น งานหลาย ๆ อย่างคนไทยไม่ยอมทําครับ เราก็ต้องพึ่งแรงงาน เพราะฉะนั้นเขามีประโยชน์ต่อสังคมไทย เราก็ต้องดูแลเขาให้ดี แล้วก็ฉันใดฉันนั้นครับ ตามหลักต่างปฏิบัติตอบแทน เราส่งแรงงานไปที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน อิสราเอล แล้วก็แทบจะทุกประเทศในตะวันออกกลาง เราอยากจะให้แรงงานไทยได้รับ การปฏิบัติอย่างมนุษยธรรมที่ดีจากประเทศเหล่านั้น เราก็ต้องปฏิบัติกับแรงงานเมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา แล้วก็เวียดนามเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าเราต้องทําใจเสียก่อนเราก็จะได้ สบายใจ เป็นการที่จะทําจิตใจหรือว่าเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) ว่าเขาเป็นผู้มีคุณประโยชน์ ต่อประเทศ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแล แล้วเราก็ต้องฝึกอบรมบุคลากรของเรา ข้าราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม สื่อก็ต้องรู้ว่าแรงงานต่างด้าวมีความสําคัญเป็นประโยชน์ เขาแทบจะ เรียกว่ามีบุญคุณต่อสังคมไทยเสียด้วยซ้ํา เราต้องเพียรพยายามจะทําทุกสิ่งทุกอย่างให้เขา อยู่ได้ด้วยดี ทํางานให้กับเรา เสียภาษีให้กับเรา แล้วก็เป็นผู้ร่วมอยู่อาศัยในสังคมไทยที่เคารพ กฎหมาย แล้วเราต้องช่วยกันปกป้องไม่ให้เขาไปอยู่ในวงการมิจฉาชีพทั้งหลาย ทั้งในระบบ ราชการ แล้วก็นอกระบบราชการครับ เราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ากลุ่มมาเฟีย (Mafia) ใครมีอิทธิพล ใครลักลอบ ทํากันจริง ๆ จัง ๆ ในยุคปฏิรูปอันนี้นะครับ ส่วนเรื่องความมั่นคงตลอดชายแดน เมื่อสักครู่ท่าน พลเอก ปราการได้กล่าวไว้บ้าง อันนั้นก็เป็นเรื่องที่จะกระทํา ผมก็ได้เสนอ ก่อนหน้านี้ว่าเรื่องชายแดนนั้นให้มีการตั้งทบวงกิจการชายแดนไหม หรือจะมีการตั้ง กระทรวงความมั่นคงภายใน รวบรวมงานของตํารวจชายแดน ตํารวจน้ํา ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากรให้เป็นทบวงขึ้นกับกระทรวงกลาโหมก็ได้ครับ แล้วเราจะได้ดูการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยตลอดแนวชายแดน ไม่ใช่เรื่องของแรงงานการค้ามนุษย์ แต่อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งหมด แล้วผมก็อยากจะเสนอว่าเรื่องความมั่นคงตลอดแนวชายแดน เรื่องแรงงาน ทิศทาง เศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้พัวพันกันอย่างมาก เวลาที่เราเหลืออยู่ใน สปท. เราจะมาพูดคุยกันเรื่องนี้ให้ลึกขึ้นไปได้อีกได้ไหมจะได้เสนอต่อรัฐบาล เมื่อ ๒-๓ วันที่แล้ว เพื่อนสมาชิกของเรา พลเรือเอก พะจุณณ์ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อสื่อมวลชนว่าน่าจะโละทีม เศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. แล้วผมก็ได้พูดประเด็นนี้ในสภาหลายครั้งว่านโยบายเศรษฐกิจ ๓ ปีที่ผ่านมาไม่ได้ตอบสนองการลดความเหลื่อมล้ําของสังคมไทย ไม่ได้ไปแก้ปัญหาพื้นฐาน มีแต่นโยบายประชานิยมเล็ก ๆ น้อย ๆ แจกคนจน ๑,๕๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท แล้วก็มีโครงการ ที่ลอยอยู่บนอากาศ ที่ดิจิทัล สมาร์ต ซิตี (Digital Smart City) คําพูดสวย ๆ ทั้งนั้น แต่ว่าเรา ยังมีปัญหาพื้นฐานของความเหลื่อมล้ําในสังคม เรามาถกกันในเรื่องนี้ให้ไปถึงแก่นสาร จะได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลคู่ขนานกันไป เราจะทําอย่างไรกับแรงงานไทยให้ไปอยู่สู่สังคม ๔.๐ ดิจิทัลได้ ในขณะเดียวกันเราจะได้แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เขามีประโยชน์ต่อประเทศไทยด้วย ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ครับ

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกหมายเลข ๑๔๓ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าสภาพของการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวนั้น เป็นปัญหาที่สําคัญของประเทศมาอย่างเรื้อรังและยาวนาน เรามีความจําเป็นที่จะต้องใช้ แรงงานต่างด้าวเป็นจํานวนมากนับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จนปัจจุบันนี้ นับได้ประมาณ ๒๐ ปี ผมยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวนั้นเป็นตัวจักรสําคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของชาติในปัจจุบันนี้อย่างเข้มแข็ง หากเราไม่สามารถที่จะหาแรงงานต่างด้าว มาทํางานได้นั้นประเทศชาติจะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและแน่นอน โดยเฉพาะงาน ที่เรียกว่า ๓ ดี (3D) ที่คนไทยไม่ทํา ปัจจุบันนี้ก็คืองานเดอร์ตี (Dirty) แดนเจอรัส (Dangerous) หรือดิฟฟิคัลต์ (Difficult) หรือยากลําบากทั้งหลาย คนไทยไม่ทําครับ ทั้ง ๆ ที่เรามีคนแต่เราไม่มี แรงงาน ในสภาพอดีตนั้นแรงงานต่างด้าวดังกล่าวข้ามไปข้ามมาเป็นแรงงานเถื่อน ในที่สุด รัฐก็จับมาออกใบอนุญาต โดยมีการทํา ทร. ๑๘ ตรวจสุขภาพ ออกใบอนุญาตให้ประกอบ กิจการงาน แล้วก็สืบเนื่องในลักษณะอย่างนี้เรื้อรังมาจนกระทั่งปัจจุบัน ไม่มีระบบที่เป็น ระบบสากล มีระบบที่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศที่เป็นเจ้าของแรงงานเพื่อนบ้านของเรา ในการที่จะให้ความเห็นชอบต่อการปฏิบัติต่อแรงงานหรือการจดทะเบียนแรงงานซึ่งเป็น คนของชาติเขา จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ได้รับทราบว่ามีความร่วมมือหรือมีเอ็มโอยู (MOU) และมีแนวคิดที่จะจัดจดทะเบียน ณ จุดผ่านแดนโดยทําเป็นระบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) นั้น นับว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ในอดีตเราไม่สามารถ ทราบได้ว่าแรงงานแต่ละชาติที่เข้ามานั้นมีจํานวนเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง ไม่ทราบเลยครับ ชายหญิงมีลูกกี่คน หากจะหาข้อมูลเหล่านี้นั้นเราหาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เรามีหน่วยงานภาครัฐ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการที่จะจัดระบบบริหาร จัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบนั้นนับเป็นสิ่งที่จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง การที่ท่านได้เสนอว่าจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่จุดผ่านแดน ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ให้ท่านเห็นสภาพปัญหา จังหวัดจันทบุรีในขณะนี้มีความต้องการแรงงานต่างด้าว เป็นจํานวนมากเนื่องจากเป็นฤดูของการเก็บเกี่ยวผลไม้ ซึ่งล้งผลไม้ หรือล้งที่จะผลิตผลไม้ แพ็กเกจ (Package) ผลไม้ ตรวจสอบคุณภาพผลไม้เพื่อส่งออกต่างประเทศให้ทันต่อ ความต้องการของต่างประเทศและทันต่อผลผลิตที่ออกนั้นจําเป็นที่จะต้องใช้คนงาน จํานวนมาก ในแต่ละล้งจะใช้คนงานไม่ต่ํากว่า ๑๐๐ คน หรือ ๒๐๐ คน และมีเป็นพัน ๆ ล้ง ครั้งหนึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสมัย ที่ท่าน พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ใช้มาตรา ๔๔ ให้อํานาจกับผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศพื้นที่ที่จะให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทําอาชีพ ที่จะให้เข้ามาทํา รวมทั้งระยะเวลาที่จะให้เข้ามาทํางานในประเทศไทย ครั้งนั้นจังหวัดจันทบุรี ที่มีปัญหาเรื่องแรงงานได้รับอานิสงส์อันนี้ และในปี ๒๕๕๘ นั้นก็สามารถที่จะส่งออกผลไม้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระบบเดิมคือใช้แรงงานเถื่อนในปัจจุบันนี้ คือแรงงานที่เข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีใบผ่านแดน ก็เป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งในปัจจุบันนี้ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะผ่อนปรน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เราผ่อนปรนมาตั้งแต่ประมาณ ปี ๒๕๔๐ หรือก่อนหน้านั้นแล้ว เกือบ ๒๐ ปีที่ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก เราก็คง จะต้องบริหารจัดการแรงงานให้เป็นระบบ ให้รู้ว่าเข้ามาอยู่ที่ไหน อย่างไร เข้ามาทําอะไร มีการจดทะเบียนถูกต้องตรวจสอบได้ ประเทศเจ้าของแรงงานก็มีความพึงพอใจที่ได้รับ ผลประโยชน์ในการจดทะเบียน เราก็มีความพึงพอใจที่ได้รับแรงงานเข้ามาทํางานที่ถูกต้อง แต่การที่เราไม่ผ่อนปรนและจะจัดจุดจดทะเบียนให้เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) นั้น ท่านต้องเตรียมการให้พร้อม ในขณะนี้ถ้าท่านจดทะเบียนที่ด่านหรือที่จุดใดก็ตาม ท่านจะต้องมีองค์ประกอบในหลายส่วน โดยเฉพาะส่วนสําคัญในอดีตนั้น หลังจากที่ผ่าน มาแล้วต้องทํา ทร. ๑๘ ที่อําเภอเมืองหรืออําเภอต่าง ๆ ที่แรงงานต่างด้าวสังกัด เสร็จแล้วไป ตรวจสุขภาพ ตรวจสุขภาพเสร็จมาขอใบอนุญาตที่แรงงาน กว่าจะทําทุกขั้นตอนนายจ้าง แทบจะเป็นลม และในปัจจุบันนี้เอ็มโอยู (MOU) ที่ทําอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากสามารถจัดระบบบริการให้อยู่ที่จุดเดียวได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงสําหรับ ผู้ประกอบการที่จะต้องอาศัยแรงงาน ซึ่งในขณะนี้ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งก็คือแรงงาน เมื่อเข้ามาแล้ว มาทําใบอนุญาต มีชื่อนายจ้างเรียบร้อยแล้วว่าเป็นนาย ก แต่เมื่อทํางานกับ นาย ก ระยะเดียว นาย ก ต้องเสียเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อราย นาย ก มีคนงาน ๑๐ คน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ทํางานได้เดือนเดียว คนงาน ๑๐ คนยกขบวนหนีไปหมด เหมือนที่ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ต้องขออภัยนะครับที่เอ่ยชื่อท่าน เมื่อสักครู่ ท่านได้อภิปรายว่าต้องหาทางไม่ให้แรงงานเหล่านั้นเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนนายจ้างได้โดยง่าย มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาไม่รู้จบ ผู้ที่ใช้แรงงานก็ไม่อยากที่จะเสียเงินจํานวนมากโดยไม่มีอนาคต หรือไม่มีหลักประกันเลยว่าคนงานเหล่านั้นจะอยู่กับตนเองในระยะเวลาเท่าไร ควรจะมี มาตรการในการกําหนดการเปลี่ยนนายจ้าง เช่นนายจ้างที่จะรับใหม่นั้นต้องได้รับความยินยอม จากนายจ้างเดิมหรือมีข้อบังคับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกําหนดไว้ นอกจากนั้นในการบริหาร แรงงานต่างด้าว ที่สําคัญยิ่งก็คือเราควรจะได้พึงปฏิบัติต่อแรงงานเหล่านั้นเฉกเช่น หรือใกล้เคียงกับคนในชาติของเราเอง ให้สิทธิ ให้ความเสมอภาคที่ใกล้เคียงกัน ให้มีมนุษยธรรมเพียงพอ ในอดีตเราก็โดนเรื่องของ การค้ามนุษย์เพราะเราปฏิบัติต่อแรงงานในสภาพที่ไม่เหมาะสม ตราบใดที่ค่าแรงขั้นต่ํา ของประเทศไทยยัง ๓๐๐ บาทต่อวัน เราจะมีแรงงานต่างชาติหรือต่างด้าว ๓ ประเทศ รอบประเทศไทยมุ่งที่จะเข้ามาทํางานไม่รู้จบ เพราะว่าค่าแรงขั้นต่ําของเขานั้นวันละ ๑๐๐ กว่าบาท ต่ํากว่าประเทศไทยมาก เพราะฉะนั้นการเข้ามาทํางานในประเทศไทยจึงเป็นความมุ่งหวัง และความคาดหวังของแรงงานดังกล่าวที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในเมืองไทยด้วยมีค่าตอบแทน ที่สูงกว่า ถึงแม้ว่าเราจะจัดระบบของการบริหารจัดการแรงงานที่ดีอย่างไรก็ตาม เราก็จะต้อง เตรียมคนไทยให้มีความพร้อมในการที่จะได้ทํางานดังกล่าวทั้ง ๆ ที่เราก็มีคน แต่เราไม่มีคนที่จะ ทํางานในลักษณะงานที่ได้นําเรียนไปเบื้องต้น สุดท้ายหวังว่าในการจัดการบริหารแรงงาน ให้มีประสิทธิภาพนั้นจะสําเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ซึ่งในขณะนี้จังหวัดจันทบุรีก็เป็นระยะเวลาที่ต้องการ ใช้แรงงานเป็นจํานวนมาก หากจัดการได้มีประสิทธิภาพผู้ประกอบการจะมีผลประโยชน์เยอะ ในอดีตผู้ประกอบการแต่ละแห่งต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ๑๒ หน่วยงาน มีหน่วยงานเดียว ที่ไม่มาข้องแวะคือหน่วยงานของตํารวจรถไฟไม่มาครับ นอกนั้นต้องจ่ายหมด ตัวนี้เป็นต้นทุน ในการที่จัดซื้อผลผลิตของจังหวัดจันทบุรีหรือผลผลิตของเกษตรกรในเขตภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุดอะไรต่าง ๆ ที่จะส่งออกต่างประเทศ และนําเงินตราต่างประเทศ เข้ามาหลายหมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นหากเราได้สนับสนุนกลไกในการบริหารจัดการ แรงงานของเขาให้มีประสิทธิภาพเขาพร้อมที่จะจ่ายค่าจดทะเบียน ขอให้มีระบบการบริการ ที่รวดเร็ว ถูกต้อง และสามารถควบคุม คอนโทรล (Control) คนงานเหล่านั้นให้ทํางานต่อไปได้ ก็เพียงพอแล้ว ขอจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านอธิการบดีไวกูณฑ์ ท่านต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ที่ได้นําเสนอความคืบหน้าเรื่องการปฏิรูปแรงงานในหัวข้อ เรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ ท่านประธานครับ ผมเปิดอ่านทบทวนสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมนําเสนอแล้วนี่ก็สรุปว่าข้อเสนอของท่านต้องการให้รัฐบาลเปิดจุดผ่านแดนถาวร ๒๘ จุด ที่เรามีอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านหลัก ๆ ก็คือเมียนมา สปป. ลาว แล้วก็กัมพูชา ๒๘ จุด ให้รับจดทะเบียนตลอดทั้งปี เหตุที่เสนออย่างนี้ก็ด้วยความมุ่งหวังว่าจะทําให้แรงงาน เข้าสู่ระบบและจะป้องกันการเอกซ์พลอยเทชัน (Exploitation) หรือการหาประโยชน์จากแรงงาน โดยมิชอบ ก็คือเก็บค่าหัวก็ดีหรือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนเขาต่าง ๆ จ่ายค่าแรงน้อยกว่า ที่ควรจะเป็นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งถ้าเป็นข้อเสนออย่างนี้ผมก็คงไม่มีอะไรที่จะไม่เห็นด้วย ก็ต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว แต่ผมอยากจะให้มองลึกไปกว่านั้น ถ้าท่านกรรมาธิการ จะเสนอไปยังรัฐบาลด้วยว่าการรับจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวก็เพื่อให้เขาเข้าสู่ระบบ เพื่อให้เขามีหลักประกัน เพื่อให้เขาไม่ถูกเอาเปรียบ เพื่อให้เขาได้รับสวัสดิการพอสมควรกับ ความเป็นมนุษย์ของเขา ก็ควรจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการรับจดทะเบียนว่าใครมาขอ จดทะเบียนอย่างไหนจะรับจดทะเบียน อนุญาตให้เข้ามาทํางานในประเทศไทย และอย่างไหนจะไม่รับจดทะเบียน คือต้องมีหลักเกณฑ์ทั้งรับจดทะเบียนและหลักเกณฑ์ ทั้งไม่รับจดทะเบียนด้วย เราคงไม่มีการรับจดทะเบียนแบบรับจดทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์ อยู่ปากซอยบ้านผมเต็มไปหมดแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ก็มีเสื้อวินสวย ๆ มาใส่แล้วก็ยังขับ ย้อนศร ขับปาดรถ ไม่เคารพกฎจราจรเหมือนเดิมนะครับ ก็เพียงแต่มีเสื้อวินเพื่อไม่ให้ มาเสียค่าหัวคิวเท่านั้น แต่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการน่าจะศึกษาแล้วก็ลงลึกไปอีกว่าแรงงาน ต่างด้าวเกณฑ์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมีอย่างไร ผมเองก็มีคําถามอยู่ในใจ ตั้งแต่รับราชการแล้วเพราะก็เคยไปประจําการอยู่ต่างประเทศ เห็นเรามีสํานักงานที่ปรึกษา ผู้ช่วยทูตด้านแรงงานอยู่ประมาณ ๒๐ กว่าประเทศทั่วโลกคอยช่วยแรงงานไทยไม่ให้ ถูกเอาเปรียบ ซึ่งแรงงานไทยก็ไปขายแรงงานแบบเป็นสกิลเลเบอร์ (Skill Labour) ไปอยู่ใน สวนส้มที่อิสราเอล หรือไปก่อสร้างที่ไต้หวัน หรือไปอยู่ในแคมป์ (Camp) ก่อสร้างที่มาเลเซีย ผมก็เคยเห็น ทําให้ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่างานที่เมืองไทยไม่มีทําหรือถึงต้องไปลําบาก จากครอบครัวไปขายแรงงาน ได้เงินก็ไม่กี่หมื่นบาทเพื่อหวังจะเก็บเงินเป็นล้านบาท แล้วก็กลับมา ครอบครัวก็แตกแยก ลูกก็ไม่มีพ่อเลี้ยง ขณะที่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามา มากขึ้น ๆ ตอนนี้เป็นล้านคน เขาก็ต้องมาใช้สวัสดิการสังคม มาใช้ถนน มาใช้โรงพยาบาล แล้วการศึกษาเขาล่ะ ผมถามเพื่อน ๆ บอกว่าแรงงานต่างด้าวถ้าจดทะเบียนถูกต้องก็ได้ ค่าแรงขั้นต่ําตามกฎหมาย ๓๐๐ บาท แต่จริง ๆ เขาได้ ๓๐๐ บาทหรือเปล่า เพราะถ้า นายจ้างอ้างว่าฉันหาข้าวให้กิน ๓ มื้อ มีเพิงสังกะสีให้อยู่ต้องหักด้วย จริง ๆ ก็ได้ ๑๕๐ บาท อย่างมากก็ ๒๐๐ บาท ความเป็นอยู่เป็นซับคลาส (Sub-class) เป็นซับซิติเซน (Sub-citizen) เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นปัญหาที่ท่านควรจะตีโจทย์ให้แตกก็คือเราควรจะรับแรงงานต่างด้าว เข้ามาอยู่ในประเทศไทยสักแค่ไหน สักเท่าไร เพราะแรงงานต่างด้าวถ้าเรารับเข้ามาแล้ว ปฏิบัติต่อเขาไม่ดีก็จะฝังว่าเมื่อเขากลับไปบ้านเขาสักวันหนึ่งเขาก็จะรู้สึกว่าถูกเราเอาเปรียบ ถูกประเทศไทยเอาเปรียบ ถูกคนไทยเอาเปรียบ เช่นเดียวกับสมัยหนึ่งเด็ก ๆ ผมเป็น ข้าราชการใหม่ ๆ ก็จําได้ว่าแรงงานไทย ไปทํางานแบบนี้เลย แบบที่แรงงานต่างด้าวมาทํางาน อยู่ในสิงคโปร์ และรัฐบาลสิงคโปร์ก็บอกว่าแรงงานไทยเมาเหล้า หรือว่าทะเลาะเบาะแว้ง ก็จับใส่เรือส่งกลับมา ผมก็ยังจําได้ว่าผมยังเจ็บแค้นสิงคโปร์อยู่จนบัดนี้ว่าทํากับคนไทย เหมือนกับเป็นเซกคันด์ คลาส ซิติเซน (Second Class Citizen) ในสิงคโปร์ มันก็ยังฝังลึกอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะถาม แล้วขอให้คณะกรรมาธิการด้านสังคมช่วยทําก็คือว่า แรงงานต่างด้าวนี้รับมาแค่ไหนถึงจะเพียงพอ และหลักเกณฑ์ในการรับคืออะไร หลักเกณฑ์ ในการไม่รับคืออะไร แล้วแรงงานต่างด้าวมีส่วนทําให้คนไทยตกงานมากขึ้น คนไทยไม่มีงานทํา แล้วต้องไปทํางานในต่างประเทศมากขึ้นหรือเปล่า เพราะถ้าเราบอกว่าเปิดถาวรเพื่อแก้ปัญหา ถูกเอารัดเอาเปรียบเรียกค่าหัวคิว แต่รับจดทะเบียนเหมือนจดทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์ อย่างนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย คือใครมาจดทะเบียนก็จด แล้วต้องยอมรับว่าปัญหาแรงงานต่างด้าว ความไม่สะดวกของระบบราชการต่อให้จดมันก็ต้องมีค่าหัวคิวเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมก็เห็นด้วยว่าเพื่อความคุ้มครองสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน ไม่ให้เขาเอารัดเอาเปรียบ ก็ควรจะมีระบบจดทะเบียน ไม่ใช่เป็นเปิด ๆ ปิด ๆ ทําให้เขาต้องไปวิ่งเต้นเปิดมาทั้งปี แต่ที่สําคัญกว่านั้น ต้องมีหลักเกณฑ์ว่าจะรับจดทะเบียนอย่างไร ไม่ใช่ว่าใครมาขอจดก็รับจด แบบวินมอเตอร์ไซค์ ต้องว่าอันไหนจําเป็น อันไหนไม่จําเป็น ไม่จําเป็นก็คือไม่ให้เข้า ไม่รับ ให้ชัดเจนไปเลย แล้วกฎหมายก็ต้องศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการด้านสังคม จะให้ประโยชน์กับรัฐบาลได้มากกว่านี้ถ้าวิเคราะห์ว่าจุดสมดุลของการรับแรงงานต่างชาติ เข้ามาในประเทศไทย มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีโคโนมิก (Economic) เกณฑ์อย่างไร และในที่สุดมาถึงจุดที่มาแย่งงานคนไทยหรือเปล่า หรือทําให้คนไทยต้องไปหวังลม ๆ แล้ง ๆ ที่จะไปทํางานที่ประเทศไต้หวัน ประเทศอิสราเอล หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็ถูกเอาเปรียบ แบบเดิม แล้วคุณภาพชีวิตคนไทยก็ไม่ดี ต้องจากบ้านจากเมืองไป เราจะหาจุดสมดุลนี้ ได้อย่างไร ก็ขอฝากไว้ด้วย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญสมาชิกท่านต่อไปนะครับ ท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายอนุสิษฐ คุณากร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ผม อนุสิษฐ คุณากร หมายเลขสมาชิก ๑๘๓ ครับ ผมคิดว่าเรื่องที่กรรมาธิการ คณะนี้ได้นําเสนอมานั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง สิ่งที่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งนั้น หมายถึงว่ากระบวนการในเรื่องของการแสดงสถานะตัวบุคคลของแรงงานที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายหรือโดยชอบด้วยกฎหมาย อย่างต่อเนื่องก็ดี เป็นเรื่องที่มีความสําคัญค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่สําคัญครับ การจดทะเบียนแรงงาน ที่เป็นข้อเสนอของกรรมาธิการชุดนี้คงไม่ใช่เป็นเรื่องของการจดทะเบียนเพื่อจะจัดระเบียบ แรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบ เพราะว่าการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบนั้น ไม่เฉพาะเรื่องการจดทะเบียนครับ ในระยะเวลาที่ผ่านมาผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยและยอมรับว่า เราหลิ่วตา เราหลับตาในบางเรื่องที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จะทําให้ระบบเศรษฐกิจของเรา อยู่รอด จนในท้ายที่สุดครับ สีเทา ๆ เหล่านี้มันกลายเป็นเรื่องของการทุจริต เป็นเรื่องของ การประพฤติมิชอบ เป็นเรื่องของการค้ามนุษย์ เป็นเรื่องของกระบวนการนําพา จนในท้ายที่สุด มีคําที่เรียกว่าเป็นอิลลีกัลมูฟเมนต์ (Illegal Movement) ก็คือการเคลื่อนตัวของประชาชน อย่างผิดกฎหมาย เพื่อย้ายจากภูมิภาคหนึ่งมาสู่อีกภูมิภาคหนึ่ง สิ่งที่เรากําลังทําในวันนี้ ผมคิดว่าเป็นจุดหนึ่งเท่านั้นนะครับ เพราะว่าการใช้อํานาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีที่จะใช้เป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๗ นั้น เป็นเรื่องของ การใช้อํานาจพิเศษเฉพาะกรณี ประเด็นของการจดทะเบียนโดยใช้อํานาจพิเศษเฉพาะกรณีนั้น ในท้ายที่สุดจะกลายเป็นเรื่องของการใช้อํานาจอย่างเป็นปกติ อย่างเป็นประจํา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ กว่าเป็นต้นมา เราขยายการจดทะเบียนแรงงานตั้งแต่มีแรงงานในระดับหลักแสน จนขณะนี้ มีแรงงานในระดับหลักล้าน ซึ่งเป็นความจําเป็นของประเทศ แต่สิ่งที่เราต้องจดทะเบียนแล้ว เราบอกว่าต่อไปนี้จะไม่จดอีกแล้ว ต่อไปนี้จะทําให้กระบวนการการจดทะเบียนนั้นให้มีระบบ ตั้งแต่ คสช. เข้ามาบริหารจัดการในเรื่องของวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ท่านจะเห็นได้ว่า คสช. เองก็มีนโยบายในการที่จะผลักดันแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับ สิ่งแวดล้อมหรือองค์ประกอบของประเทศนั้น ไม่ได้เอื้ออํานวยให้การจดทะเบียนสามารถจัดระบบแรงงานเข้าสู่ระบบระเบียบที่ถูกต้องได้ ด้วยเหตุผลหลายประการครับ

ประการแรก กระบวนการทํางานของคนต่างด้าวนั้นถูกจํากัดด้วยพื้นที่ ถูกจํากัดด้วยนายจ้าง ถูกจํากัดด้วยการบริหารจัดการภาครัฐที่ยังมีจุดบกพร่อง ยกตัวอย่างเช่น การใช้อํานาจของพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองของ ตม. ในการที่จะตรวจจับบุคคลที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยครับ พื้นที่ต้องกักสําหรับคนเหล่านี้ ขณะนี้ในประเทศไทยผมคิดว่าทางผู้บริหารของสํานักงานตํารวจแห่งชาติแล้วก็ผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ดูแลในเรื่องเหล่านี้คงจะทราบดีว่าพื้นที่ต้องกักเราไม่พอ เราสามารถกักคนได้ผมคิดว่า ไม่เกิน ๕,๐๐๐ คนทั้งประเทศ สิ่งที่เรากําลังจะจดทะเบียนเป็นเพียงแค่การนําคนเข้ามา สู่ระบบ แต่สิ่งแวดล้อมอื่นล่ะครับที่เราจะทําให้คนเหล่านี้ผิดกฎหมาย เรามีมาตรการอะไรครับ เข้าไปรองรับ การออกจากนายจ้าง การย้ายพื้นที่ บุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นบุคคล ผิดกฎหมายทันที แล้วเราก็เปิดพื้นที่ในจุดผ่านแดนถาวรเพื่อจะเข้าไปจดทะเบียนให้คน เหล่านี้อีก คนเหล่านี้จะต้องกลับออกไปนอกประเทศในฐานะที่เป็นบุคคลที่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าในลักษณะของการจดทะเบียนให้กับแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายแล้วทํางานอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นปัญหาของการบริหารจัดการในเรื่องเหล่านี้ ปัญหาคือผู้ที่เข้ามาลักลอบ แล้วดําเนินการผิดกฎหมายถ้ากลับไปจดทะเบียนที่จุดผ่านแดนถาวร ประเด็นการจดทะเบียน ที่จุดผ่านแดนถาวรนั้นหมายความว่าเป็นการจดทะเบียนที่ถูกต้องมีการนําคนเข้าไป แล้วทางการพม่าเองรับรองให้สถานะแล้วก็กลับเข้ามาจดทะเบียน ณ ตม. ของประเทศไทย ในจุดผ่านแดนถาวร ยังมีจุดผ่อนปรนการค้า ยังมีจุดผ่านแดนชั่วคราวยังมีช่องทางธรรมชาติ ที่จะให้บุคคลเหล่านี้ทะลักเข้ามาในประเทศไทยอย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นขณะนี้กลายเป็นว่า การเข้ามาทํางานในประเทศไทยบางส่วน ผมได้คุยกับพม่าบางกลุ่มเขาบอกว่าบางทีเข้าไป จดทะเบียนอาจจะไม่ได้ประโยชน์เท่าไรนักเพราะเสียเงิน แล้วเสียนี่ไม่ใช่เสียตามเรต (Rate) ที่รัฐบาลกําหนดนะครับ มีค่าหัวคิว มีกระบวนการส่งต่อมายังพื้นที่ตอนในของประเทศไทย เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นสําคัญที่ผมคิดว่าการจดทะเบียนนั้นไม่เพียงพอ แต่ก็อยากเสนอว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ บางประเทศใช้วิธีการจดทะเบียนอย่างที่กรรมาธิการได้กรุณา ให้ข้อแนะนํา คือจดได้ทั้งปี จดได้ตลอดเวลา จดได้ ณ ทุกสถานที่ไม่ใช่เพียงแค่ชายแดน เพราะว่าการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวของเราตามมาตรา ๑๗ นั้นเป็นการจดฝ่ายเดียว แต่ถ้าการเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง ปี ๒๕๒๒ นั้น จะต้องมี เอ็มโอยู (MOU) จะต้องมีข้อตกลง จะต้องมีการข้ามแดนโดยถูกกฎหมาย แต่คนเป็นล้านคน ท่านไม่ได้จดทะเบียนในลักษณะที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ แต่เราจดโดยอาศัยข้อยกเว้น ของมาตรา ๑๗ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง ปี ๒๕๒๒ เรื่องเหล่านี้เป็นข้อควรระวังว่าเมื่อเรา เสนอเงื่อนไขเหล่านั้นไปแล้วคงจะต้องมีเงื่อนไขอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๗ ตามมา การย้าย นายจ้างจะย้ายได้อย่างไร จําเป็นต้องมีไตรภาคีในระดับของแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หรือไม่ เมื่อประเทศเห็นความจําเป็นของบุคคลเหล่านี้ที่เราจะต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน เราต้องดูแลในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ต้องให้สวัสดิการที่เป็นมาตรฐานที่เป็นสากล ผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้กระทรวงแรงงานเองคงไม่สามารถทําเรื่องเหล่านี้ได้แต่เพียงผู้เดียว เรื่องนี้ เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งเราเคยมียุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาแรงงาน ๓ สัญชาติ เมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา ซึ่งในยุทธศาสตร์นั้นขณะนี้ก็มีการขับเคลื่อนมา จนในท้ายที่สุด เรามีการจดทะเบียน เรามีการตั้งเงินกองทุนแรงงานต่างด้าวต่าง ๆ แต่การแก้ไขปัญหา ก็ดูเหมือนว่าเราไม่มีการจัดการในเรื่องของระเบียบและวิธีการที่เป็นระบบอย่างชัดเจนมากนัก ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้รัฐบาลเองก็พยายามจะหาทางแก้ไข แต่ถ้าเรามุ่งเน้นในเรื่องของการจดทะเบียน โดยอาจจะขาดการมององค์ประกอบที่สําคัญอีกหลายประการ ตัวผู้ประกอบการเอง ตัวการบริการจัดการของภาครัฐในระดับพื้นที่ กองกําลัง ๗ กองกําลังที่อยู่ชายแดนที่เรา ทุ่มเทการทํางานไปอยู่บริเวณชายแดนนั้น บางส่วนต้องเรียนว่าก็มีคนใช้อํานาจในทาง ที่ไม่ชอบ หาประโยชน์จากการเข้าออกเมือง หาประโยชน์จากการจดทะเบียนในเรื่อง เหล่านี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนแล้วอยากจะฝากทาง กรรมาธิการครับ กฎหมายหลายฉบับที่ขับเคลื่อนในเรื่องแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ร.บ. ทะเบียนราษฎร์ พ.ร.บ. การทํางานคนต่างด้าว แล้วยังมี เรื่องของการควบคุมโรคอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ประกันสังคม สิ่งที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าอาจจะต้องเป็นข้อเสนอเพื่อจะนําไปสู่การวางแผนและการกําหนด ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ผมเห็นด้วยกับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ณ จุดผ่านแดนถาวร สําหรับในจุดอื่น ๆ นั้น การจดทะเบียนในพื้นที่อื่น ๆ นั้นผมคิดว่า ในอนาคตถ้าเราคิดว่าบุคคลเหล่านี้ที่มีเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เมียนมาเองยังไม่สามารถ เข้ามาพิสูจน์สัญชาติได้อย่างเต็มที่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประเด็นที่เราคงจะต้องนําเสนอภาพ ในเชิงยุทธศาสตร์ ในเชิงบูรณาการของทุกหน่วย เพื่อทําให้พัฒนาการในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาการวางระเบียบ การจัดระบบ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวนั้นสามารถดําเนินการ ไปได้อย่างมีทิศทางที่ถูกต้องในอนาคตครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไป พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องการจดทะเบียน แรงงานต่างด้าว ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาหลายท่าน ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง การปฏิรูปในด้านแรงงาน ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่สําคัญและเป็นปัญหา ที่สลับซับซ้อนยืดเยื้อมายาวนาน ผมเองในสมัยดํารงตําแหน่งเป็นเสนาธิการทหาร เมื่อ ๑๒ ปีที่แล้วนี้ก็ทํางานในเรื่องนี้ เป็นประธาน เป็นผู้อํานวยการศูนย์แก้ไขปัญหาแรงงาน เข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ผ่านกองกําลังทั้ง ๗ กองกําลังที่มีทั้งพลเรือน ตํารวจ ทหาร เป็นเจ้าหน้าที่ในการร่วมกันแก้ไข หลายครั้งที่ได้ไปตรวจเยี่ยมการทํางานของเจ้าหน้าที่ ก็พบว่าการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นทุกวัน ทุกชั่วโมง เกิดขึ้นทุกด่าน ทุกแห่ง ทั้งตามแนวชายแดนของเราหลายพันกิโลเมตรกับเพื่อนบ้าน ๓ ประเทศ ที่สําคัญคือ เมื่อเขาเข้ามาเราจับกุมได้ไปปล่อยอีกที่หนึ่งเดี๋ยวเขาก็กลับเข้ามาอีกที่หนึ่ง ก็หมุนเวียนไปมา อย่างนี้ เพราะฉะนั้นการเข้ามาทํางานของแรงงานข้ามชาติจากเพื่อนบ้านเราก็เป็นปัญหา ที่วนเวียน รัฐบาลแต่ละรัฐบาลที่เข้ามารวมถึงรัฐบาลปัจจุบันก็พยายามแก้ไขกัน อย่างสุดความสามารถ ก็วนอยู่ในเรื่องของการให้ขึ้นทะเบียนเพื่อผ่อนผันแรงงานข้ามชาติ ได้อยู่ต่อไปอย่างถูกกฎหมาย การปรับสถานะแรงงานข้ามชาติให้เป็นผู้เข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย แล้วก็การนําเข้าแรงงานข้ามชาติอย่างถูกกฎหมายจากประเทศต้นทาง ซึ่งก็เห็นได้จาก การที่เราได้ทําเอ็มโอยู (MOU) กับเมียนมา กับหลายประเทศในการที่จะให้มีการคัดกรอง แรงงานที่จะเข้ามาสู่ประเทศเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย อย่างเช่น ท่านอนุสิษฐ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ซึ่งรู้เรื่องนี้ดีที่สุดคนหนึ่งก็ยืนยันว่าเป็นปัญหาของคน ของผู้ปฏิบัติ ของอามิสสินจ้าง ของการค้ามนุษย์ซึ่งมีรางวัลค่อนข้างสูงไม่ต่างจากการค้ายาบ้า ค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ที่ก็ไม่มีใครแก้ไขได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็น ปัญหาที่สําคัญที่สุด ถ้าตราบใดที่เจ้าหน้าที่บางส่วนผู้ที่หากินกับเรื่องนี้ยังไม่ยอมถอยกลับมา ยังไม่ยอมทําให้ถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น แนวความคิดของคณะกรรมาธิการที่ให้จดทะเบียนที่จุดผ่านแดนถาวรผมก็สนับสนุน ก็เป็น หนทางหนึ่งในการที่จะลดปัญหาการเข้ามาของแรงงานอย่างไม่ถูกกฎหมาย เราต้องมองไป ในอนาคตว่าขณะนี้เราเข้าสู่เออีซี (AEC) นะครับ ถึงแม้จะดูเงียบ ๆ ไป จนคนเลิกพูดถึงแล้ว ตอนก่อนจะเข้าเออีซี (AEC) นั้นก็พูดกัน เตรียมการกันอย่างเข้มข้น วันนี้ผมนั่งอยู่ในสภานี้ ได้ยินเออีซี (AEC) ไม่กี่ครั้งเอง ทั้งที่เป็นสภาที่ควรจะพูดถึงเรื่องนี้ค่อนข้างมากคือประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งในนั้นก็จะมีข้อกําหนดของเลเบอร์โฟลว์ (Labour Flow) ของการเคลื่อนไหว ของการที่จะเข้ามาทํางานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ที่เปิดขึ้น ในแต่ละปี ปีแรกก็เปิด ๘-๙ อาชีพ อันนี้ไม่ใช่งานของเลเบอร์ (Labour) แต่ก็เป็นงาน อีกระดับหนึ่ง ก็มาเกี่ยวข้องกับการเข้ามาทํางานเช่นกัน ซึ่งเราก็ต้องเตรียมการรองรับ ในเรื่องเหล่านี้ สําหรับแรงงานที่เข้ามาทํางานในบ้านเราก็อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้พูดว่า เรามีการตอบแทนที่ดีกว่า อาจจะมีสวัสดิการที่ดีกว่าด้วย แล้วก็มีซัปพลาย (Supply) ก็เป็นเรื่องของดีมานด์ (Demand) และซัปพลาย (Supply) ในเรื่องแรงงานที่คนไทยเอง ไม่อยากทํา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงานกรรมกรต้องแบกหาม งานในเรือประมง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นต่างชาติทั้งสิ้น ก็นําไปสู่ปัญหาไอยูยู (IUU) ที่ใช้เด็ก ใช้สตรีไปทํางาน ที่ผิดระเบียบของต่างประเทศ จนเราต้องโดนใบเหลืองอยู่หลายครั้งหลายครา เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาในเรื่องแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาตินี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ก็ต้องพยายามกันไปนะครับ คสช. ได้ออกคําสั่งเมื่อตอนเข้ามาปกครองประเทศตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ให้มีคณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ ก็ทํางานมาจนถึงทุกวันนี้ก็มีมุมมอง ของนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนว่าการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาตินั้นถ้าใช้อํานาจ ใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ อาจจะทําให้เกิดข่าวลือ เกิดการตื่นตระหนก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเหมือนกัน เพราะแรก ๆ เราได้มีการเข้าปิดล้อม ตรวจค้นผู้ที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตหรือบัตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในการตรวจค้นนั้นก็ดีที่เราได้พบผู้ที่มาทํางานผิดกฎหมาย อย่างเช่น ค้าประเวณี หรือแรงงานเด็กต่าง ๆ ซึ่งทําให้เราสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นไปได้อีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ขอสนับสนุนแนวทางหรือความพยายามในการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีอย่างน้อยก็ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ขึ้นไปที่อยู่ในประเทศเราโดยไม่มีสถานะที่ถูกต้อง อย่างน้อยก็เป็นการป้องกัน เป็นการเตรียมการเพื่อแก้ไขไว้ก่อน แล้วก็ค่อยแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ที่ยังคงมีอยู่ให้ลดน้อยลงให้มากที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการการปฏิรูปคนที่พวกเราช่วยกันทํา ถ้าคนของเรา เจ้าหน้าที่ของเรามีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างแล้ว การแก้ปัญหาทั้งหลายนั้นก็คงจะสําเร็จลุล่วงไปได้ ก็ขอขอบคุณและขอสนับสนุนครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป ขอเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูงนะครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ที่ได้เสนอเรื่องแรงงานนี้ขึ้นมาเข้าสู่สภา เพราะถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งในภาพรวมของประเทศ หลาย ๆ ท่านก็เห็นแล้ว แต่ในฐานะ ที่ในพื้นที่ชายแดนผมว่ามีความวิกฤตอย่างมาก เพราะฉะนั้นควรจะเป็นประเด็นสําคัญที่ได้นําไปสู่การพิจารณา ผมก็ขอเรียนว่าประสบการณ์ ของผมจากการที่รับราชการในเขตพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะที่จังหวัดสระแก้วเป็นเวลาถึง ๑๑ ปี ปัญหาในเรื่องแรงงานก็คล้าย ๆ กับที่ท่านอธิการบดีไวกูณฑ์ได้นําเสนอ แต่ว่ามีทั้งเหมือน และแตกต่างกัน ของจังหวัดจันทบุรีเป็นปัญหาในเรื่องของภาคเกษตรที่เป็นผลไม้ แต่ของ สระแก้วหนักกว่าอีก เป็นทั้งเมืองผลไม้ เป็นแรงงานในเรื่องพืชไร่ และเรื่องการเกษตร ในเรื่องของการทํานา เพราะฉะนั้นจะมีปัญหาค่อนข้างซับซ้อนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายแดนสระแก้วอาจจะไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะฉะนั้นการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ อยากจะฝากเป็นข้อคํานึงให้กรรมาธิการได้พิจารณา คือชายแดนสระแก้ว ๑๖๕ กิโลเมตร ที่ติดกับกัมพูชา ไม่มีภูเขาสูง ไม่มีแม่น้ํา อันนี้เป็นจุดสําคัญที่อาจจะแตกต่างกัน หรือว่า ภูมิประเทศชายแดนหลาย ๆ แห่งในรอบประเทศเราก็อาจจะแตกต่างกัน แต่ที่สระแก้ว จะเห็นชัดเลย มีวิถีอันหนึ่งซึ่งอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการให้ทราบ เขาเรียกวิถีคนชายแดน ซึ่งแตกต่างกัน แต่ละชายแดนก็อาจจะไม่เหมือนกัน อย่างที่ชายแดนสระแก้วมีวิถีคนชายแดน ก็คือ ๑. ชายแดนที่นี่ไม่มีแม่น้ํา ภูเขา เพราะฉะนั้นวิถีเขาก็คือเดินไปมาหาสู่กัน ที่สระแก้ว มีด่านถาวรแห่งเดียวเองคือที่คลองลึก โรงเกลือ ปอยเปต เป็นด่านถาวร นอกจากนั้น ก็จะมีจุดผ่อนปรนชั่วคราวอีก ๓ แห่ง แล้วก็มีช่องธรรมชาติอีก ๒๐ กว่าแห่ง เพราะฉะนั้น มีแห่งเดียวจุดผ่านแดนถาวร สมัยท่านประธานเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ไปดูแล้วก็สนับสนุนให้มีประตูชัยที่สระแก้วเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของด่านถาวร เกิดขึ้นมา วิถีของคนชายแดนก็คือ

ข้อ ๑ เขาไปมาหาสู่กัน เดินทางข้ามกันไป แต่งงานกันไป สลับสับเปลี่ยนกันไป ไทยได้เขมร เขมรได้ไทยก็ถือว่าเป็นคนพื้นบ้านกัน ภาษาก็ใช้เขมรบ้าง ใช้ไทยบ้างอะไรต่าง ๆ ทําบุญวัดเดียวกัน ส่วนใหญ่จะมาทําบุญที่วัดไทย แล้วสิ่งที่สําคัญก็คือว่าของเขามีแรงงาน เราไม่มีแรงงาน แต่เรามีงานด้านการเกษตร เพราะฉะนั้นพวกนี้จะมาเช้าเย็นกลับไปเป็นมา ประจําทุกวัน ทีนี้จะให้เขาไปจดทะเบียนที่ด่านถาวรหรือ ซึ่งมันขัดกับวิถีของคนชายแดน ก็ฝากในประเด็นนี้ไว้ แล้วจะทําอย่างไร เขาได้แรงงาน เขาได้เงินจากบ้านเราไป ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท สมมุติว่าได้สัก ๓๐๐ บาท เขาซื้อกับข้าว ซื้อข้าวของกลับบ้านเขาผมว่า เหลือกลับถึงบ้านไม่ถึง ๓๐ บาท นี่ก็คือเป็นเรื่องของเศรษฐกิจการค้า แล้วในแง่ของ ความมั่นคงถ้าเศรษฐกิจชายแดนเขามีเศรษฐกิจดีเขามีรายได้ เขาก็ไม่มาก่อความไม่สงบ ตามแนวชายแดน เพราะฉะนั้นข้อคํานึงก็อยากจะให้คิดถึงวิถีของคนชายแดน ซึ่งทาง สปป. ลาว อาจจะอย่างหนึ่ง ในเมียนมาก็อาจจะอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข้อควรคํานึงที่เป็น สิ่งสําคัญ

ข้อ ๒ ผมอยากจะฝากประเด็นที่ว่าสระแก้วเรามีด่านถาวรที่ด่านคลองลึก ปอยเปต เรามีศูนย์การค้าที่ตลาดโรงเกลือ ซึ่งจะถือว่าเป็นตลาดการค้าโอเพนแอร์ (Open Air) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหรือในโลกก็ได้ ตอนนี้มีประมาณ ๕,๐๐๐ ห้องที่มีการค้าขาย ชายแดน มีสินค้าสมัยก่อนเกิดขึ้นมาเพราะว่าท่าน พลเอก ประวิตร เห็นความสําคัญ เมื่อก่อนก็เอาเกลือไปจอดไว้ที่ชายแดน ลงรถไฟไปกองไว้ข้างทางรถไฟแล้วก็ขนเกลือไปสู่ กัมพูชาอีกทอดหนึ่งเพื่อไปถนอมอาหารในทะเลสาบถนอมเรื่องปลาแล้วก็กลับมา แต่ตอนหลัง การค้าเริ่ม ทางฝ่ายกัมพูชาก็จะมีตลาดการค้าที่ปอยเปต ไทยก็มีโรงเกลือ ท่านก็เลยให้มี การสร้างตลาด ตอนแรกเป็นหลังคาจากธรรมดา ตอนหลังก็ให้ อบจ. ทําศูนย์การค้าขึ้นมาเป็น ตลาดการค้ามี ๒๐๐ ห้อง เดี๋ยวนี้มี ๕ เจ้าของหรือ ๖ เจ้าของทั้งเอกชนด้วย มี ๕,๐๐๐ กว่าห้อง มูลค่าการค้าไม่ต่ํากว่า ๒๐๐ ล้านบาท แต่กําลังจะล่มสลายเพราะว่าทางราชการเราได้ปราบปราม ตอนหลังเจตนารมณ์ของตลาดโรงเกลือผิดไป คือเดิมสินค้ามือสองจากยุโรปที่มาช่วยกัมพูชา ก็เอามาขายที่ประเทศไทย คนไทยก็นิยมชมชอบเพราะว่าเป็นสินค้าของดี แล้วฝรั่งก็ใช้จะไม่บุบสลายเท่าไร แล้วมีสินค้า อื่น ๆ ร้อยแปดพันเก้าเยอะแยะมาก ตอนหลังกลายเป็นว่ามีสินค้าก๊อบปี้เข้ามาก็เลย ถูกปราบปราม จริง ๆ แล้วโรงเกลือมีดีกว่านั้นไม่ใช่เฉพาะสินค้าก๊อบปี้ ไม่รวยก็สวยได้ ที่โรงเกลือ ปัญหาแรงงานที่สระแก้ว ท่านเชื่อไหมตอนเช้าเป็นข้อตกลงระหว่างท้องถิ่น กับราชการชายแดนท้องถิ่นไทย-กัมพูชาว่าให้เขาเข้ามาค้าขายที่ตลาดโรงเกลือได้วันหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ คน ถ้าเช้าก็เจ็ดโมงเช้า ถ้าท่านเคยวิ่งมาราธอน เหมือนเป่านกหวีดตัดริบบิ้นปั๊บ คลื่นมนุษย์จากกัมพูชาจะวิ่งเข้ามาสู่ชายแดนไทยทันทีแล้วตอนเย็นก็กลับไป นี่เป็นวิถีของ คนชายแดนเขา แล้วเขาก็ซื้อข้าวซื้อของกลับไป อันนี้เราแก้ปัญหาด้วยจังหวัดร่วมกับหน่วยงาน ต่าง ๆ รวมทั้งกัมพูชา เราจะทําอย่างไรควบคุมให้เขามาแล้วต้องกลับตอนเย็น มาเช้า เย็นกลับ ซึ่งเขาก็ปฏิบัติกัน ตอนแรกก็มีกัมพูชาเก็บสตางค์ เขาเรียกตั๋วค่าเข้า ๑๐ บาท แต่ไทยไม่เก็บ ตอนหลังเราก็เลยไม่รู้จะทําอย่างไรเขาเข้ามาแล้วไม่ออก เราก็ทําบัตรบาร์โค้ด (Barcode) ขึ้นมาโดยจังหวัด ตอนนั้นสมัยผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ ตม. ไปออกบัตรอิมมิเกรชันการ์ด (Immigration Card) ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่มีกฎหมายรองรับแต่ว่าเราสามารถกํากับ และถ้าใคร ไม่กลับถือว่ายกเลิกบัตรเลย นี่คือการแก้ปัญหาชายแดนที่เราได้ร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าเป็น พลเรือน ตํารวจ ทหาร อันนี้ ๒๐,๐๐๐ คน แล้วเขาก็ไม่ไปไหน เขาก็มาเป็นลูกจ้างค้าขาย เย็นก็กลับ

ข้อ ๓ ผมอยากจะฝากว่าการแก้ปัญหาการค้าชายแดนเรื่องแรงงานก็คิดว่า ใช้ระบบเดียวไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้ ๓ ระบบ ระบบที่ ๑ ผมคิดว่าปัญหาชายแดน เป็นสิ่งสําคัญ แต่ละพื้นที่ชายแดนไม่เหมือนกัน ควรจะต้องมอบอํานาจให้จังหวัด โดยมีคณะกรรมการในระดับจังหวัด เดี๋ยวนี้ คสช. ได้ให้ความสําคัญให้มีศูนย์ดํารงธรรม ในระดับจังหวัดและอําเภอ ผมว่าโยนปัญหานี้แล้วให้อํานาจในระดับพื้นที่เขาแก้ปัญหาด้วยกัน ว่าเขาจะต้องแก้ปัญหาแรงงานในพื้นที่เขาอย่างไร แต่ละจังหวัดในพื้นที่ชายแดนอาจจะ ไม่เหมือนกันแต่ก็ต้องให้อยู่ในหลักเกณฑ์ อันนี้จะเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างดี อย่างเช่นสมัย ผมเคยอยู่ที่จังหวัด ปัญหาเรื่องตัดอ้อย เวลาตัดอ้อยก็ต้องการแรงงาน ไม่ใช่มาเช้าเย็นกลับ แล้วจะทําอย่างไร เราก็ตกลงกันให้มีการจดทะเบียนของผู้ประกอบการ แล้วเราเรียกประชุม คณะกรรมการชายแดนท้องถิ่น ก็มีทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ตํารวจ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมา ก็เอาอย่างนี้ สมาคมชาวไร่อ้อยคุณไปสํารวจลูกไร่ของคุณว่าคุณต้องการแรงงานเท่าไร ปลูกอ้อยเท่าไร แล้วก็มาขึ้นทะเบียนไว้ เราก็ส่งทะเบียนไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ แจ้งมาเลยว่าคราวนี้ สัปดาห์นี้คุณต้องตัดอ้อย สมมุติ ๑๐ ไร่ ต้องการแรงงาน ๑๐ คนกี่วันบอกมา แล้วก็แจ้งให้ทางตํารวจ ทหารชายแดนรับทราบแล้วก็ไปรับมา เมื่อครบ ๑๐ วันต่อไม่ได้ ต้องส่งกลับ แล้วจะตัดครั้งต่อไปก็จะทําแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็สามารถควบคุมแรงงาน ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ แต่ว่าต้องขึ้นอยู่กับจังหวัดใครจังหวัดมัน อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ แก้ปัญหาภายในจังหวัดเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าระบบนี้จะเป็นระบบที่สําคัญ ก็คือรัฐบาล อาจจะต้องมอบอํานาจให้ศูนย์ดํารงธรรมจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการทุกหน่วยงาน แก้ไขปัญหาแรงงานในพื้นที่ของเขา

ข้อ ๔ ปัญหาแรงงานที่อยู่ในระบบ อย่างเช่นโรงงานอุตสาหกรรม อะไร ต่าง ๆ ที่เข้ามานอกเขตชายแดนจังหวัด อันนี้เข้าสู่ระบบตามที่ท่านกรรมาธิการเสนอ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะว่าจะได้ควบคุม ถ้าเผื่อว่าตรวจแล้วโรงงานไหนจ้างแรงงานเถื่อน ปิดเลยครับ อย่างนี้จะไม่มีใครไปฝืนกติกาตามที่คณะกรรมาธิการเสนอแรงงานที่ ๓ อันนี้ อาจจะต้องเข้มน้อยลงหน่อย แรงงานที่มารับจ้างที่ไม่ใช่แรงงานภาคเกษตร อย่างเช่น เป็นลูกจ้างตามร้านอาหาร ตามอะไรที่อยู่ตามแนวชายแดนหรืออยู่ที่ไหนก็จะมีกฎกติกา อีกอย่าง ถ้าแก้ทั้ง ๓ ระบบนี้ไปด้วยกันผมคิดว่าการแก้ปัญหาแรงงานที่เข้ามาสู่ประเทศเรา จะง่ายขึ้น แล้วแก้ปัญหาในเรื่องชายแดนได้เป็นอย่างดี ก็ขอกราบขอบพระคุณ แล้วก็ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการด้านสังคมที่ได้เสนอแรงงานนี้เข้าสู่สภา ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้ายตามที่แจ้งความประสงค์อภิปราย ขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าปัญหาที่คณะกรรมาธิการ ได้หยิบยกขึ้นมาเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกันระหว่างสังคมกับเศรษฐกิจ เพราะจริง ๆ พื้นฐานของการที่ แรงงานข้ามชาติเข้ามาทํางานในประเทศเราอาจจะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เกิดจากการที่ทางเขาเองไม่มีงานทําในประเทศของเขา เราเองมีความต้องการแรงงาน เลยเข้ามา เพราะฉะนั้นเวลาเข้ามาจํานวนมากโดยขาดเรื่องการจัดการก็เกิดปัญหาสําคัญขึ้นมา แบบที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ใจความจริง ๆ ของเรื่องนี้ ที่จริง รัฐบาลหลายยุคสมัยก็พยายามปรับปรุงแก้ไขกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายเฉพาะ ระยะสั้น ระยะยาวอะไรต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่แล้วซึ่งคณะกรรมาธิการได้รายงานไปแล้ว แต่ผมคิดว่าเรื่องใหญ่จริง ๆ อยู่ที่ระบบของการจัดการหรือการควบคุมแรงงานข้ามชาติ ที่มาอยู่ในประเทศไทย ผมว่านี่คือปัญหาใจกลางของเราเป็นปัญหาใหญ่ เราพยายามเสนอ หลาย ๆ เรื่องที่พยายามควบคุมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นี่คือเรื่องใหญ่เท่านั้นเอง แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงคือเรายังไม่สามารถควบคุมได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง ที่ปรากฏกันอยู่ แต่ในระยะหลังผลของแรงงานข้ามชาติถ้าเราดูแลกันไม่ดีจะเกิดผล ในทางเศรษฐกิจที่จะถูกลดระดับเป็นเทียร์ ๒ (Tier2) เทียร์ ๓ (Tier3) อย่างที่พูดกันแล้ว คือระดับของแรงงานข้ามชาติที่มาอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ใช้ในสิ่งที่ไม่ได้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่จะเกิดปัญหาเฉพาะบ้านเราอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด แต่เกิดปัญหาคือฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศที่จะถูกประเมินจากประเทศทางตะวันตก อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งเป็นเหตุที่เราเข้ามาจัดการ ผมคิดว่าถ้าเราดูเรื่องการควบคุม แรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องหลัก ทําอย่างไรที่สามารถควบคุมให้ได้หมด ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุด อยู่ที่การบริหารจัดการ การบริหารจัดการเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของปัญหานี้ ซึ่งแน่นอน ในหลายปัญหาเราก็มีปัญหาเรื่องนี้ ถ้าเราแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น ๓ ระดับ อันนี้จะเป็น ข้อเสนอให้ท่านลองไปพิจารณาเพื่อจะต่อยอดการศึกษาที่ท่านมีอยู่ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ไม่มากก็น้อย

เรื่องแรก ก็คือเรื่องระดับกลไกทางนโยบาย ผมคิดว่าข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ที่ท่านยกมายังเป็นปัญหาอยู่ กลไกนโยบายในการจัดการแรงงานข้ามชาติคืออะไร เท่าที่ ผมอ่านในเอกสารของท่านอาจจะไม่มี หรือมีแต่ขาดความสมบูรณ์ หรือจําเป็นต้องปรับปรุง อันนี้คือเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าตามที่ปรากฏในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เขียนว่า ไม่มีคณะกรรมการนโยบายอันนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วเอกสารที่ท่านเสนอมา หมายความว่าในเรื่องของเอกภาพก็ดี เรื่องความชัดเจนนโยบายก็ดี ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าทําให้เกิดความชัดเจนทางนโยบายได้อันนี้จะเป็นข้อเสนอ อันหนึ่ง ผมคิดว่าจะเป็นการสําคัญมากก็คือข้อเสนอของเราที่เสนอว่าการจัดการเชิงนโยบาย คณะกรรมการนโยบายควรจะดําเนินการอย่างไร อันนี้เป็นข้อเสนออันหนึ่งซึ่งผมคิดว่า ถ้าเรามีตรงนี้ก็จะเกิดความสมบูรณ์มากขึ้นนะครับ กลไกนโยบายอันที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องสําคัญ เมื่อสักครู่ท่านผู้ว่าราชการศานิตย์ได้พูดมาแล้วก็คือเรื่องกลไกนโยบาย ระดับจังหวัด ผมเชื่อว่าจากการที่เราดูหลาย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นหลัก หรือข้อเสนอของ สปท. ที่ศึกษาก็ดี ปัญหาอันหนึ่งคือเอกภาพ ในการดําเนินนโยบายระดับจังหวัด ตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ ถ้าท่านได้ต่อยอดอีกนิดหนึ่งว่า กลไกการจัดการเชิงนโยบายของจังหวัดเป็นเอกภาพหรือยัง ถ้ายัง ผมอยากให้มีการเสนอ แบบที่ท่านผู้ว่าราชการศานิตย์ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ จริง ๆ แล้วถ้ากลไกการจัดการแรงงานข้ามชาติ ไม่สามารถทําได้หน่วยใดหน่วยหนึ่ง ต้องทําหลายหน่วย แต่การทําหลายหน่วย ต่างคนต่างทํา โดยไม่มีการบูรณาการจะเกิดความสับสนและเป็นช่องว่าง ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ผมคิดว่าถ้าเราเห็นว่ากลไกการจัดการในระดับจังหวัดยังพูดไม่ชัด ยังมอบอํานาจให้กับจังหวัด ไม่ชัดผมอยากให้ตรงนี้มีความชัดเจนขึ้นมา เพราะจริง ๆ กลไกการจัดการด้านนโยบาย ระดับชาติอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกลไกการจัดการระดับจังหวัดด้วย ถ้ากลไกระดับจังหวัด มีอํานาจชัดเจน มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดําเนินการสามารถบูรณาการสั่งการหน่วยงาน ในพื้นที่ได้ และเอาข้อจํากัดหรือข้อพิเศษของจังหวัดมาพิจารณาอาจจะมีส่วนในการควบคุม แรงงานข้ามชาติได้มากขึ้น อันนี้ข้อแรก ผมอยากเสนอเรื่องกลไกด้านนโยบาย

เรื่องที่ ๒ คือการบริหารจัดการ กลไกการบริหารจัดการมีค่อนข้างหลายหน่วย ที่สําคัญมากคือฝ่ายเลขานุการ ซึ่งเท่าที่ทราบก็คงจะเป็นกระทรวงแรงงาน ก็คงต้องมี การประเมินว่ากระทรวงแรงงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายเลขานุการได้ครอบคลุม หรือไม่ อย่างไร ถ้าสามารถครอบคลุมได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ายังปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ไม่ครอบคลุม จะปรับปรุงเพิ่มเติมอะไรบ้างตรงนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากนะครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องของการปฏิบัติการ เรื่องการปฏิบัติการที่สําคัญมาก ๆ ผมคิดว่า เรื่องฐานข้อมูลเป็นเรื่องสําคัญ การจัดการแรงงานข้ามชาติ หรือการควบคุมแรงงานข้ามชาติ ที่เราพูดถึงกันนี้เรื่องสําคัญมากที่สุดต้องดําเนินการเรื่องฐานข้อมูลก่อน เพราะฐานข้อมูล จะเป็นตัวสําคัญในการจะตอบว่าควบคุมได้หรือไม่ ถ้าขณะนี้เรามีฐานข้อมูลควบคุมได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ คน แต่แรงงานข้ามชาติมีประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนหรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ตามที่สมาชิกได้พูดไปแล้ว แสดงว่าระบบฐานข้อมูลเรายังไม่สามารถจัดการและควบคุม เพียงพอเราจะจัดการอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก อันที่ ๒ ผมเห็นด้วยว่า การควบคุมอันหนึ่งที่ท่านเสนอมาก็คือการจัดการที่ด่านถาวร ตรงนี้ผมเห็นด้วยในหลักการ อยู่แล้ว แต่ผมอยากจะเรียนเสนอในข้อคิดเห็นว่าถ้าเราสามารถจัดการแรงงานข้ามชาติ ในด่านถาวรได้ สามารถครอบคลุมได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ของการควบคุมประชากรแรงงานข้ามชาติ ตรงนี้ ถ้ายังเป็นส่วนน้อยเราจะเพิ่มเติมอย่างไรได้ เพราะผมคิดว่าการข้ามมาในหลาย ๆ จุด ที่ไม่ผ่านด่านถาวร ส่วนหนึ่งมาจากข้อจํากัดทางธรรมชาติหรือสภาพของท้องถิ่นเหมือนที่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพูดเมื่อสักครู่นี้ ผมคิดว่าถ้าเราศึกษาเฉพาะแต่ละพื้นที่บริบทอาจจะ ต่างกัน บางพื้นที่เราสามารถควบคุมได้ที่ด่านถาวรเพราะมีช่องดําเนินการค่อนข้างน้อย แต่บางพื้นที่บางจังหวัดเขามีการข้ามทางประเพณีหรือทางวัฒนธรรมกันอยู่ การจะเอาคน จํานวนมากไปขึ้นทะเบียนที่ด่านถาวรอาจจะไม่สะดวก ตรงที่เข้ามารายทางจะจัดการอย่างไร ในจุดผ่อนปรนจะสามารถควบคุมทะเบียนได้หรือไม่ อันนี้ทําให้เราได้ควบคุมมากขึ้น อันที่ ๓ ถ้าเราเสนอมาตรการได้แล้วควรจะมีการทดลองพื้นที่ของจังหวัดของใดก็ได้ให้มีผลทางปฏิบัติ ให้ชัดเจน แล้วก็มีมาตรการในการป้องกันในจุดลักลอบอื่น ๆ เพื่อให้คนจํานวนมากเข้ามา จดทะเบียนตรงด่านตรงนี้ หรือถ้ามีพื้นที่ประเพณีอยู่แล้วเราจะขยายควบคุมได้อย่างไร ตรงนี้ค่อนข้างจะเป็นประโยชน์ แล้วจะใช้การธุรกิจ หรือห้างร้าน หรือพื้นที่ตอนใน ให้เป็นระเบียบอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ฝ่ายจังหวัดเขาคงจะทราบดี แล้วก็สามารถทําให้การขึ้นทะเบียนหรือการจดทะเบียนครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งถ้ากรรมาธิการได้ต่อยอดอีกสักนิดหนึ่ง ให้เห็นว่าถ้าเราเสนอทั้งระบบ ทั้งนโยบาย ทั้งการจัดการ และการปฏิบัติ เพื่อให้เกิด การควบคุมประชากรแรงงานข้ามชาติให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเราจะดําเนินการอย่างไร และจะปรับปรุงในเรื่องไหนบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ถ้าทําตรงนี้แล้วจะสมบูรณ์ได้มากขึ้น แล้วก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติอย่างสูง แล้วก็จะเกิดประโยชน์กับ ทางด้านเศรษฐกิจของเราอย่างมาก ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ ขอเชิญครับ

นายปรีชา บุตรศรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ก่อนอื่นผมต้อง ขออภัยที่ไม่ได้ลงชื่ออภิปรายไว้ แต่ว่าพอนั่งฟังแล้วก็เกิดความคิดที่อยากจะให้ความเห็น ในบางประเด็น กระผม ปรีชา บุตรศรี หมายเลข ๙๔ ก็ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติม ในบางประเด็น

ประการแรก ผมคิดว่าเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดระบบข้อมูล ด้านแรงงานให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองทั้งโดยชอบ ด้วยกฎหมายแล้วก็โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เราต้องมีความชัดเจนว่า ต้องการแรงงานต่างด้าวประเภทไหน อย่างไร จํานวนเท่าไร เราจะอนุญาตให้เข้ามาได้แค่ไหน อย่างไร เวลานี้เราไม่มีการจัดระบบข้อมูลพวกนี้ ผมก็อยากเห็นการจัดระบบข้อมูลพวกนี้ ให้มีความชัดเจนขึ้น อันนี้เป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ คําว่าระบบแรงงานต่างด้าว หรือระบบแรงงานในประเทศไทยก็ดี ผมมีประสบการณ์อยู่อย่างหนึ่ง ตอนที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ผมได้สร้างนวัตกรรม ด้านแรงงานง่าย ๆ ผมเรียกว่าธนาคารแรงงาน ธนาคารแรงงานคืออะไรครับ ผมอยากทํา ความเข้าใจนิดหนึ่ง ก็คือเราเอากลุ่มประชาชนมาพัฒนาอาชีพด้านต่าง ๆ เช่น อาชีพด้าน เก็บผลไม้ เมื่อเราอบรมเขาแล้วเราก็ออกใบประกาศนียบัตรให้ อาชีพด้านกรรมกรโบกปูน กรรมกรเหล็ก กรรมกรไม้หรือว่าการจัดสวนอย่างนี้เราก็มีการลงทะเบียน เป็นการลงทะเบียน ด้านแรงงานที่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นเราอยากจะเห็นการนําระบบนี้มาใช้การลงทะเบียน ทั้งประเทศในเรื่องของแรงงานแล้วก็มีการออกเป็นใบประกาศนียบัตรให้อย่างชัดเจน ถ้าเราทําได้อย่างนี้เราก็สามารถควบคุมระบบแรงงานของเราได้ เมื่อเราเอาอาชีพต่าง ๆ คนต่างด้าวที่เข้ามาขั้นต้นควรจะต้องมีการลงทะเบียนให้ชัดเจนว่าเขามีความรู้ด้านไหน อย่างไร เขาเป็นช่างไม้ เขาเป็นช่างปูนหรืออะไร ในระยะต่อไปเราอาจจะมีการจัดระบบ การพัฒนาฝีมือเขาให้มีความเชี่ยวชาญขึ้น มีความชํานาญขึ้น เพื่อเขาจะได้ค่าจ้างที่สูงขึ้น ระบบที่ ๒ ก็คือเรามีระบบเงินทุนหมุนเวียน จะพบว่าแรงงานต่างด้าวเวลาเข้ามาเป็นภาระ ของนายจ้างที่จะต้องออกเงินล่วงหน้าให้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสุขภาพก็ดี เรื่องของการทําเวิร์กเพอร์มิต (Work Permit) ก็ดี หรือว่าเรื่องของหนังสือเดินทางก็ดี เพราะว่าคนต่างด้าวพวกนี้ไม่มีสตางค์หรอกครับ เวลาหนีเข้ามาจากต่างประเทศและเข้ามา อยู่ในเมืองไทยบางคนก็ไปก่อปัญหาอาชญากรรมเพราะไม่มีเงิน แม้แต่คนไทยอบรมแล้ว ไม่มีเงินที่จะไปลงทุน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเงินอันนี้เป็นเงินกองทุนที่เราควรจะต้องหา เป็นกองทุนไว้ที่จะพัฒนาเรื่องนี้ ช่วยเหลือกองทุนพวกแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเงินไปทําพวกนี้ ให้เขาได้กู้ยืม ก็จะช่วยทําให้ปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ลดลงได้ เมื่อเราลงทะเบียนแรงงาน ทั้งระบบแล้ว ในขณะเดียวกันเราก็ลงทะเบียนผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน ผู้ประกอบการ เขาต้องการแรงงานด้านไหน อย่างเช่นโรงงานอุตสาหกรรมไหนต้องการแรงงานด้านไหนบ้าง ช่างไฟฟ้า ช่างปูน ช่างเหล็ก ช่างไม้ เมื่อเราจัดระบบข้อมูลนะครับ สมมุติว่าจังหวัดหนึ่ง เราควรจะมีธนาคารแรงงานของจังหวัดขึ้นมา ในระดับชาติก็ควรจะต้องมีธนาคารแรงงาน ระดับชาติเชื่อมโยงข้อมูลกันทั้งประเทศ เมื่อนายจ้างต้องการจ้างแรงงานก็สามารถที่จะ เสิร์ช (Search) ข้อมูลระบบธนาคารแรงงานอันนี้ให้เป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งประเทศ ก็จะช่วยจัดระบบแรงงานได้ดียิ่งขึ้น ก็อยากจะเรียนว่าจากประสบการณ์ตรงที่ผมเคยทํา ได้ผลในระดับหนึ่งเพราะว่าสามารถจัดระบบได้แค่ในจังหวัดที่ชัดเจน เวลาคนต้องการ เก็บผลไม้ก็เข้ามาที่ธนาคารแรงงานก็สามารถว่าจ้างคนงานไปได้เลย และที่สําคัญก็คือ ความไว้วางใจครับ เวลานี้สมมุติว่าเราจะไปจ้างคนเขามาทํางานในบ้านเป็นช่างไม้ ช่างปูน ช่างไฟ ต่าง ๆ ก็ดีเราไม่ไว้วางใจ เพราะว่าเราไม่รู้หัวนอนปลายตีนต่าง ๆ ไม่มีการลงทะเบียน ไม่มีการออกใบรับรองต่าง ๆ ไว้ เขาจะมาฆ่าเราเมื่อไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการจัดระบบ การลงทะเบียนที่ชัดเจนก็จะทําให้เกิดความไว้วางใจ ก็เหมือนแท็กซี่เราไม่รู้ว่าใคร ถ้ามีใบอนุญาตทํางานที่ชัดเจนก็จะสร้างความไว้วางใจได้ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเสริม ให้กับคณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาลองดูครับ ผมก็มีความเห็นสั้น ๆ แค่นี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านปรีชา บุตรศรี เมื่อสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรผมขอปิด การอภิปราย ต่อไปขอเชิญทางคณะกรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามของสมาชิก เชิญท่านศิริชัย ไม้งาม ครับ

นายศิริชัย ไม้งาม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบแรงงาน เราต้องยอมรับว่าปัญหาของแรงงานข้ามชาตินั้นเป็นปัญหา ที่ไม่มีการวางแผนและไม่มีการดําเนินการในการแก้ไขปัญหา จนทําให้แรงงานข้ามชาตินั้น เข้ามาอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมายเป็นจํานวนมาก แรงงานที่คาดการณ์ว่า จะอยู่ในประเทศประมาณไม่ต่ํากว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ข้อมูลจากการที่แรงงานมาจดทะเบียน กับกรมการจัดหางานในประเทศไทยมีเพียงแค่ ๒,๘๐๐,๐๐๐ คน เข้ามาทั้งหมดใน ๕ กลุ่มนั้น เป็นแรงงานที่ได้รับการผ่อนผันให้มีการมารายงานตัว มาทําบัตรสีชมพูเป็นจํานวนถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ผมเรียนว่านโยบายของรัฐบาลวันนี้ก็คือใช้การต่อทะเบียนเป็นรายปี โดยที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานประกาศชัดว่าจะไม่มีการจดทะเบียนอีกแล้ว นั่นหมายถึงว่าแรงงานที่มาจดทะเบียนตั้งแต่แรกก็สามารถทํางานต่อไปได้ ถึงแม้ผิดกฎหมาย ก็ผ่อนผันให้ทํางานไป แต่แรงงานที่หลบและไม่มาจดทะเบียนนั้นมาจากสาเหตุก็คือ ๑. นายจ้าง ก็เป็นประเภทที่เรียกว่าไม่รับผิดชอบ และหวังว่ารัฐบาลจะเปิดจดทะเบียนแรงงานต่อไป ผมคิดว่านี่คือจุดที่ทําให้ทางกระทรวงแรงงานประกาศไม่มีการจด ก็หวังว่าแรงงาน ที่ผิดกฎหมายนี้ก็คงที่จะต้องไปดําเนินการให้ถูกต้องต่อไป การผ่อนผันนั้นจะสิ้นสุดประมาณ เดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๑ และการต่อทะเบียนที่กระทรวงแรงงานก็ได้รับทราบว่าการจดทะเบียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอถัดมาอีกปีหนึ่งลดลงเหลือแค่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่มาจด ด้วยเหตุที่นายจ้างไม่พามาจดหรือความไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม ซึ่งการประสานงานกับการพิสูจน์สัญชาติก็มีการได้พูดคุยระดับกระทรวง กับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเมียนมา สปป. ลาว กับกัมพูชา เท่าที่เราได้ทราบ จากทางกรมการจัดหางานว่ายังไม่มีการดําเนินการ ทางประเทศเพื่อนบ้านโดยเมียนมา ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาในการพิสูจน์สัญชาติโดยมีศูนย์บริการทั้งหมด ๕ จังหวัด แล้วก็ ๖ ศูนย์ครับ ในการดําเนินการนั้นก็เพื่อที่จะได้ทําให้เห็นว่าคนงานของประเทศเพื่อนบ้านมาอยู่ก็ได้มี การดําเนินการอย่างที่จะมีการแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าคําถามจากสมาชิก สปท. ที่เคารพ ทั้ง ๑๐ ท่านนั้นล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ คราวนี้ผมอาจจะขออนุญาตตอบเป็นบางกรณี บางประเด็น ส่วนใหญ่ก็พูดถึงเรื่องเราจะรู้ข้อมูลอย่างไรว่าแรงงานข้ามชาตินั้นความต้องการ อยู่ที่ไหน อย่างไร จํานวนมากเท่าไร คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงาน และระบบคุ้มครองผู้บริโภคได้ทําการศึกษางานอีกชิ้นหนึ่งก็คือการปฏิรูประบบการจัดการ ข้อมูลแรงงานของชาติ วันนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่แรงงานข้ามชาติ แรงงานภายในชาติที่เราไม่เคยมีระบบฐานข้อมูลเลย หวังว่าอีกไม่นานครับ ผมเชื่อว่าอีกไม่กี่สัปดาห์ รายงานของการบริหารจัดการฐานข้อมูลนั้น ก็จะนําความคิดเห็นของท่าน และการนําเสนอต่อที่ประชุมให้มีการได้รับทราบ และพูดถึง เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ทางคณะอนุกรรมาธิการแรงงานก็ได้ทําการศึกษาผ่านไปแล้ว ก็คือการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อยกระดับขีดความสามารถของการที่จะนําแรงงานไทย ไปสู่การแข่งขัน ในเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการ วันนี้คณะกรรมการแรงงานต่างด้าว ของกระทรวงแรงงานมีอยู่แล้ว แต่เท่าที่เราทราบแทบจะไม่มีการประชุมเลย ไม่มีการวางแผน ไม่มีการดําเนินการใด ๆ เลย ประชุมแค่ ๑ ครั้ง หรือ ๒ ครั้ง ดังนั้นคณะกรรมการนโยบาย ยุทธศาสตร์ของชาติเป็นสิ่งที่สําคัญที่จะเป็นเวทีในการพูดคุยและมอบหมายให้กับคณะกรรมการ ในระดับจังหวัดที่เราเห็นด้วย การจดทะเบียนแรงงานเราคงจะดําเนินการทั้งในส่วนของ แรงงานข้ามชาติที่อยู่ชายแดนที่เขามาเช้าเย็นกลับ หรือมาตามฤดูกาลภายในเวลาไม่เกิน ๑ เดือน ซึ่งขณะนี้ในแต่ละจังหวัดก็ได้มีการดําเนินการอยู่แล้ว อันนี้เป็นกลไกที่สามารถบริหารจัดการ แรงงานในพื้นที่ได้ อันนี้ก็คงไว้การจดทะเบียนของแรงงานที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และอีกอันหนึ่งคือแรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเราจะดําเนินการอย่างไร เพราะไม่มี การจดแล้ว สุดท้ายก็คือเมื่อครบ ๑ ปี แรงงานที่ผิดกฎหมายนั้นต้องกลับไปประเทศของเขา และดําเนินการภายใต้เงื่อนไขของการจดทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรที่ถูกต้อง อย่าลืมครับ แรงงาน ๑,๓๐๐,๐๐๐ คนที่มาทําบัตรสีชมพูนั้น วันนี้ได้มีการบันทึกข้อมูลของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะพูดถึง ๒,๘๐๐,๐๐๐ คนก็เพียงแค่ครึ่งหนึ่ง แต่อีก ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคนนั้นที่ยังผิด นั่นคือกลไกที่เราเห็นว่าจะทําให้การแก้ไขปัญหาแรงงานนั้นเป็นไปที่ต้องใช้ระยะเวลา ในเรื่องของการวางแผนยุทธศาสตร์ผมคิดว่าก็มีความสําคัญ และเห็นว่าเราควรที่จะต้อง ดําเนินการในการที่วางแผนอย่างเต็มที่ ก็คงขออนุญาตในการที่จะชี้แจง และข้อเสนอ ของทุกท่านนั้นคณะกรรมาธิการก็คงที่จะต้องดําเนินการในการที่จะผลักดันขับเคลื่อนต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานอโณทัยครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

ก่อนจะไปเรื่อง เตรียมการผู้สูงอายุ ขอเรียนเกี่ยวกับเรื่องแรงงานข้ามชาติสักเล็กน้อยครับ ได้รับคําแนะนําจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งหมด ๑๐ ท่าน ซึ่งผมต้องขอกราบ ขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ แต่ละประเด็นที่ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะมานั้นผมคิดว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง มีสิ่งหนึ่งซึ่งเราได้ประเมินจากการทํางานมานั้น ผมคิดว่าระบบ ฐานข้อมูลที่กําลังจะดําเนินการเสนออยู่คงจะช่วยตอบปัญหาได้มากพอสมควร ในขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ต้นเดือนที่ผ่านมาเราได้พบกับท่านสุวิทย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ เราได้พูดประเด็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีได้แนะนําว่าให้คณะกรรมาธิการ ประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งวงเล็กโดยใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก็จะเป็นผลดีต่อไป ซึ่งคณะกรรมาธิการ น้อมรับไว้ แล้วถ้านัดหมายไม่ได้ทางท่านรัฐมนตรีก็จะนัดหมายให้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นความคืบหน้ามาถึง ณ ขณะนี้ ส่วนเรื่องการเตรียมการผู้สูงอายุนั้น จริง ๆ แล้วทางภาครัฐได้มีการดําเนินการไปค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงการคลังโดยกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ได้ออกแคมเปญ (Campaign) อะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ที่ทางกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมทํานั้น เป็นการเสริมในเรื่องต่าง ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์และเห็นว่า ยังไม่ได้ทําเพื่อให้เพิ่มขึ้นมา บางท่านอาจจะนึกว่าทําไมคณะไม่ทํางานทั้งระบบ ทั้งระบบ รัฐบาลได้ทําอยู่ แรงงานก็เหมือนกันไม่ใช่ไม่ได้ทํา แต่เราไปเสริมในสิ่งที่คิดว่ามันขาด และควรจะทําให้ดีขึ้น เรื่องเตรียมการผู้สูงอายุนั้นเราเสนอไป ๒ เรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็น อานิสงส์กับผู้สูงอายุประมาณ ๑๐,๕๐๐,๐๐๐ คนในขณะนี้เป็นอย่างมาก คือเรื่องการพัฒนา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิต และดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งอันนี้ ป.ย.ป. จัดไว้เป็นประเภทที่มีอิมแพกต์ (Impact) สูง ซึ่งผม ยังไม่เข้าใจเลยว่าในเรื่องพัฒนากฎ ระเบียบ เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. แต่ทําไมไปจัดอยู่ในระบบที่มีอิมแพกต์ (Impact) สูง ความจริงเรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้เสนอมาเป็นเรื่องแรก ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ และได้ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ส่งเรื่องทั้งหมดไปถึง กระทรวงมหาดไทย แต่ว่าไม่ทราบว่าติดปัญหาอุปสรรคประการใด จนกระทั่งในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมานั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือกําชับไปเลย ผมจะไตเติล (Title) สักนิดเดียวแล้วก็เข้าเรื่องแล้วทางท่านวิเชียรจะได้พูดครับ คือทางท่านนายกรัฐมนตรี ได้ออกหนังสือ ๒๘ มกราคม ให้หน่วยงานคือกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์นั้นประสานงานดําเนินการเรื่องนี้ให้มีความคืบหน้า ก็คือเรื่อง การพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดําเนินการพัฒนา คุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุ แล้วเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการขับเคลื่อนเติมเต็มแบบบูรณาการ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ คือ ศพอส. นั่นเอง ก็จะมีทางท่านวิเชียรแล้วก็ ท่านอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุได้กล่าวรายละเอียดต่อไปครับ เชิญท่านวิเชียรครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวสักครู่นะครับ ขอดําเนินการตามขั้นตอนประชุมก่อนนะครับ เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทางการดําเนินงานขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สําคัญ และเร่งด่วน คือ ๒๗ วาระเร่งด่วนที่จะดําเนินการภายใต้ ป.ย.ป. ในปี ๒๕๖๐ นะครับ ในกลุ่ม “คน” วาระปฏิรูปแรงงาน ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ประมวลความเห็นของสมาชิก และจัดทําสรุปเพื่อส่งไปยังกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศต่อไปนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาแนวทางการดําเนินงานวาระการเตรียมการผู้สูงอายุ ซึ่งมี ๒ เรื่องในวาระนี้นะครับ ก็คือ เรื่อง การพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุและข้อเสนอ การปฏิรูป เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ส่วนรายชื่อผู้ชี้แจง ก่อนที่ผมจะอ่านรายชื่อผู้นําเสนอและผู้ชี้แจง เห็นท่านกษิต ภิรมย์ ยกมือขึ้นมา ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอกราบประทานโทษครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในการร่วมอภิปรายผมได้ให้ความสําคัญ เป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการเจรจาในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยเฉพาะกับประเทศ ที่เรามีเอ็มโอยู (MOU) บันทึกช่วยจําว่าด้วยแรงงานต่างด้าว คือ เมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา แล้วผมก็ทราบว่าได้มีการเจรจากับรัฐบาลเวียดนามด้วย อยากจะขอฟังประเด็นนี้ว่า จะเป็นข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปอันสําคัญของกรรมาธิการที่จะเสนอต่อรัฐบาลหรือไม่ แล้วผมก็อยากจะขอเท้าความไปนิดหนึ่งว่าประเด็นปัญหาของแรงงานผ่านนายหน้า ทั้งหลายนั้น ในที่สุดรัฐสภาของอิสราเอลได้สั่งห้ามรัฐบาลอิสราเอลไม่ให้ดําเนินการ และบังคับให้รัฐบาลอิสราเอลเจรจากับรัฐบาลไทยในการทําเอ็มโอยู (MOU) ระดับรัฐบาล ต่อรัฐบาล เพื่อจะควบคุมดูแลการส่งแรงงานไทยไปที่ประเทศอิสราเอลนั้นให้อยู่ใน กรอบกฎหมาย ปราศจากการค้ามนุษย์หรือการเอารัดเอาเปรียบใด ๆ เมื่อเราได้สามารถ ที่จะกระทําอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับรัฐบาลของอิสราเอลได้ แล้วทําไมกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ หรือว่ารัฐบาลไทยจะไม่ทํากับอีก ๓-๔ ประเทศให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วก็ในแง่กลับกันทําไมเราจะไม่ทํากับรัฐบาลของฮ่องกง ของเกาหลีใต้ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในกรณีที่แรงงานไทยเราไปในต่างประเทศ คือผมก็เห็นว่าการที่จะไปทําอะไรครึ่งทาง ณ จุดผ่านแดนไม่เป็นการเพียงพอครับ ผมขอย้ําประเด็นนี้ และขอทราบว่าทาง ท่านกรรมาธิการจะสรุปเรื่องนี้เป็นสาระสําคัญของการที่จะเสนอต่อรัฐบาลหรือไม่ อยากจะฟังคํายืนยันอันนี้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติซึ่งท่านเป็นอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศสําคัญ ๆ ผมให้ความเคารพท่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งผมคิดว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนําเสนอไปปรึกษาหารือกับท่านรัฐมนตรีสุวิทย์เป็นข้อเสนอแนะ ในเอกสารต่าง ๆ ที่เราทําไปมันหมดแล้ว แต่ว่าเมื่อเราพบกันในวงเล็กผมคงจะเรียนให้ท่านทราบว่า เป็นข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติซึ่งมีความห่วงใยในเรื่องเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างประเทศต่าง ๆ แต่ประเทศต่าง ๆ นี้มีทั้งผลได้ผลเสียต้องพิจารณากันอย่างละเอียด ผมคงนําเสนอได้ ขอรับปากว่าจะนําเสนอต่อรัฐบาลครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานนะครับ สําหรับการพิจารณาในวาระเร่งด่วนถัดไป ซึ่งก็ยังอยู่ในกลุ่มการปฏิรูป “คน” เป็นวาระการเตรียมการผู้สูงอายุนะครับ จะมีรายชื่อ ผู้นําเสนอและชี้แจงดังนี้ ๑. นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงประเด็น หรือควิกวิน (Quick Win) ๒. ท่านวิเชียร ชวลิต รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๓. นายสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๔. นางสาวศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้ชํานาญการประจําคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๕. นายประกาศิต กายะสิทธิ์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ผู้อํานวยการ สํานักส่งเสริมสุขภาวะประชากร กลุ่มเฉพาะกองทุนสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงแนวทางการดําเนินการวาระปฏิรูป ในเรื่องนี้ ซึ่งท่านก็ได้นําเสนอไปแล้วนะครับ แล้วก็ขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต ได้นําเสนอ ความคืบหน้าของการเตรียมการผู้สูงอายุครับ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม วิเชียร ชวลิต รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องระบบรองรับ สังคมสูงวัย ขออนุญาตเรียนว่าใน ๒ เรื่องหลังของกรรมาธิการที่นําเรียนต่อที่ประชุมในครั้งนี้ จริง ๆ แล้วทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาแล้วก็ส่งให้วิป (Whip) ได้ไปพิจารณาแล้ว ต้องเรียนว่าทั้ง ๒ เรื่องที่หยิบยกมาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงแล้วเกี่ยวเนื่องกัน

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในฐานะที่เรื่องของการเตรียมการรองรับ สังคมสูงวัยมีหลายเรื่องหลายประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันเป็น ประเด็นที่จะต้องมีการเตรียมการรองรับในการเตรียมความพร้อม เพราะว่าประเทศเรา เป็นประเทศที่มีภาวะของการเป็นสังคมสูงวัยที่อยู่ในอันดับ ๒ ของประเทศในอาเซียน (ASEAN) แล้วก็คิดว่าความเป็นสังคมสูงวัยของไทยนั้นมีหลายอย่าง หลายประการที่ต้องมี การเตรียมการรองรับนะครับ เพราะว่าโดยสภาพปัญหาผมต้องขออนุญาตเรียนว่า คงจะข้ามประเด็นไปในเรื่องของสภาวะหรือสถานการณ์ของสังคมสูงวัยหรือว่าจํานวน ประชากรนะครับ แต่อยากจะเรียนเริ่มต้นว่าสภาพปัญหาของสังคมสูงวัยของเราที่ควรจะได้ หยิบยกแล้วก็ขออนุญาตเกริ่นนํามาเล่าต่อที่ประชุมสักนิดหนึ่งว่าภาวะของผู้สูงวัยของไทยนั้น เดิมทีเดียวเราพึ่งพาคนในครอบครัวเป็นหลัก ข้อมูลเดิมมีถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ผู้สูงวัยคือ เมื่อพ้นวัยทํางานแล้วพึ่งพาลูกหลานในครอบครัว ปัจจุบันลดลงแต่ก็ยังอยู่ในตัวเลข หรือประมาณการที่สูงพอสมควร ก็คือว่าผู้สูงวัยนั้นพึ่งพาลูกหลานถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่สูงพอสมควร เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ารัฐบาลได้ดําเนินการ ตอนนี้ใช้เงินไป ในวงเงินประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการดูแลหรือจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งก็เป็นเงินจํานวนไม่มากนัก เรียกว่าน้อยทีเดียวเพราะว่าเป็นการช่วยสนับสนุนผู้สูงวัย คงไม่ใช่เงินเดือนหรือว่าค่าใช้จ่ายที่จะทําให้ผู้สูงวัยนั้นใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเดือน ๖๐๐ บาท สําหรับผู้ที่อายุ ๖๐ ปี แล้วก็ปรับเป็นขั้นบันไดใครที่มีอายุยืนยาวจนถึง ๙๐ ปีขึ้นไป ก็จะได้เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็กําลังพิจารณา โดยกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาที่จะปรับเงินหรือว่าการดูแลเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่ใช่เป็น การแก้ปัญหาได้ด้วยวิถีทางเดียว สิ่งที่จะแก้ปัญหาให้กับสังคมผู้สูงอายุคงมีหลายเรื่อง หลายประเด็น แต่สภาพปัญหาดังที่ผมเรียนแล้วว่าเมื่อสังคมผู้สูงอายุพึ่งพาลูกหลาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเตรียมการในอนาคตที่สําคัญก็คือจํานวนลูกหลานหรือคนเกิดใหม่ ของเรานั้นมีสัดส่วนที่น้อยมาก แล้วก็จะทําให้ผู้สูงอายุกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจเพราะว่า ไม่มีคนดูแลในอนาคตก็จะทําให้เกิดปัญหา ก็เป็นที่มาที่อยากจะเรียนว่าในปัจจุบันนั้น เรามีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีองค์กรหรือมีหน่วยงาน ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ก็คือกรมกิจการผู้สูงอายุ วันนี้ท่านอธิบดีก็ได้กรุณามาร่วมกับคณะกรรมาธิการ ที่จะเรียนชี้แจงในหลายเรื่องหลายประเด็นให้กับที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ต้องเรียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีบุคลากรที่จะทําหน้าที่ในการกําหนด ยุทธศาสตร์แนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือดูแลผู้สูงอายุ แต่ไม่สามารถที่จะเป็นบุคลากร ที่จะให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ข้อเสนอของ สปท. ที่เราได้เสนอไปในสาระสําคัญที่เป็นปัญหาอุปสรรคแต่เดิมก็คือเสนอให้มีการกําหนดกฎ ระเบียบเพื่อที่จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าไปทํางานหรือแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน หรือผู้ที่เป็นผู้สูงอายุในสังคมได้ เพราะว่าที่ผ่านมามีอยู่ ๔ ประเด็น ที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่าเดิมทีเดียวไม่มีกฎ ระเบียบเรื่องนี้รองรับ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นงานที่ปรับมาใหม่ คือเดิมทีเดียวนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะทํางานด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือถนน หนทางด้านอื่น ๆ เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมื่อมาทํางานด้านสังคม การไม่มีกฎ ระเบียบรองรับกําหนดเอาไว้ชัดเจนว่าทําอะไรได้บ้าง ใช้ได้แต่กฎ ระเบียบ ที่เป็นกฎ ระเบียบของส่วนกลางก็จะเป็นงานในลักษณะของการประชุม สัมมนา ชี้แจง ทําความเข้าใจก็ไม่สามารถที่จะดูแลได้ตรงประเด็นกับความต้องการของผู้สูงวัยในสังคม หรือในชุมชนท้องถิ่นได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีกฎ ระเบียบที่จะทํางานด้านนี้ ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายที่ไปดําเนินการไปทําก็มีข้อโต้แย้งกัน ทํามาก ทําน้อย ให้มาก ให้น้อย ดูแลผู้สูงวัย ดูแลผู้สูงอายุ ในเงื่อนไขที่แตกต่างแล้วแต่หน่วยการปกครองท้องถิ่น จะไปดําเนินการ เมื่อไม่มีกฎ ระเบียบ สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเมื่อไปตรวจก็มีข้อท้วงติง ในหลายเรื่องหลายประเด็น เพราะฉะนั้นก็เป็นความจําเป็นที่ควรจะมีหรือต้องมีกฎ ระเบียบ ในการรองรับด้านนี้ ปัญหาประการที่ ๒ ก็คือข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของผู้สูงอายุยังไม่ได้มีการจัดรวมเป็นระบบหรือระบบฐานข้อมูลที่ชัดเจน บางที่ก็ทํา หรือทําแตกต่างกันไป ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นปัญหาก็คือกําลังคนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะมีความรู้ มีความชํานาญในเรื่องเหล่านี้ก็ยังขาดแคลนอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยเกิดประเด็นที่ ๔ ที่เป็นปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คืองบประมาณที่กําหนดไว้ในเรื่องนี้ก็มีจํากัด คือจัดสรรไว้ไม่มากนัก บางหน่วยก็ลังเลในเรื่องข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเราถึงได้พิจารณาเห็นว่าหากมีการออกกฎ ระเบียบเรื่องพวกนี้ก็จะทําให้ท้องถิ่น มีความมั่นอกมั่นใจ และสามารถดําเนินการได้ตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคม ของท้องถิ่น ข้อเสนอของ สปท. ที่เสนอไปแล้วอย่างที่ทุกท่านทราบว่าเรื่องนี้ได้นําเสนอ ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไปแล้ว แล้วก็ส่งไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ท้ายที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยไปพิจารณาดําเนินการตามข้อเสนอของ สปท. ด้วยวัตถุประสงค์ ที่อยากจะเรียนว่าการเสนอเรื่องนี้อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าต้องการให้ท้องถิ่นเป็นกลไกที่สําคัญ ในการที่จะขับเคลื่อนหรือดูแลผู้สูงอายุ เพราะว่าเงื่อนไขที่สําคัญที่สุดก็คือผู้สูงอายุนั้นใกล้ชิด กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็เข้าอกเข้าใจ รวมทั้งท้องถิ่นเองก็มีความรู้ ความเข้าใจ ในการที่จะดูแลและให้บริการได้ดี ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นราชการ ส่วนภูมิภาคในนามของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีกําลังคนที่ไม่สามารถจะไปรองรับและให้บริการได้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะยกตัวอย่างกฎ ระเบียบที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปดําเนินการแล้วจะเป็น การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงวัยที่เราเสนอไว้มีอยู่ ๙ เรื่อง มีทั้งเรื่องของ สุขภาพอนามัย เรื่องของการเข้าถึงบริการสังคมของชุมชน เรื่องของการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตของผู้สูงวัย เรื่องที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภคตามความจําเป็นอย่างทั่วถึง เรื่องการส่งเสริมการฝึกอาชีพรายได้ และสนับสนุนการประกอบอาชีพที่เหมาะสม เรื่องการพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วม ในกิจกรรมทางสังคม นันทนาการ และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เรื่องการจัดสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็น สาธารณะ และเรื่องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ อันนี้เป็นตัวอย่างของเรื่องการดําเนินการว่าจะออกกฎ ระเบียบใด ในข้อเสนอนี้ก็จะมี คณะกรรมการร่วมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วม เป็นกรรมการที่จะกําหนดในการที่จะให้ท้องถิ่นไปดูแลผู้สูงวัย นี่คือข้อเสนอที่เป็นกลไก สําคัญซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพ ผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ในประเด็นที่ ๒ ของรายงานในข้อเสนอนี้ หลักการสําคัญนี้นะครับ ก่อนที่ผม จะได้ขออนุญาตให้ท่านอธิบดีสมคิด สมศรี จากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้นําเรียนถึงความก้าวหน้ารวมทั้งทิศทางของ ศพอส. ต่อไป ผมอยากจะเรียนถึงจุดสําคัญที่เกี่ยวโยงกันทั้ง ๒ เรื่อง ก็คือว่า ศพอส. เป็นองค์กร ภาคประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นะครับ ในเวลาที่ผ่านมานี้ชมรมผู้สูงอายุทั้งประเทศมีอยู่สัก ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าชมรม วันนี้เขารวมตัวกันแล้วและเขาก็ไปทํากิจกรรมต่าง ๆ ใช้สถานที่ที่วัดบ้าง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล หรือว่าใช้สถานที่อื่น ๆ เป็นที่ พบปะแล้วก็ประชุมหารือทํางานร่วมกัน ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอนชัดเจน ศพอส. ก็จะเข้ามา ช่วยจัดการดูแลพวกเรื่องเหล่านี้ ลําพังแต่กลไกภาครัฐถ้าไปดําเนินการเรื่องพวกนี้ก็จะ ทําให้เป็นการขยายส่วนราชการ เป็นการเพิ่มกําลังคน เพิ่มภาระต่าง ๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้นความเป็นองค์กรภาคประชาชนถ้าหากดําเนินการโดยไม่ได้รับการสนับสนุน ก็จะทําให้การทํางานนั้นไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ การที่ ศพอส. ผมขออนุญาตใช้ชื่อย่อดังนี้ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนนี้ก็ได้รับการสนับสนุนอยู่หลายที่ หลายจุด หลายท่านคงจะได้เห็นข่าวคราวว่าท้องถิ่นนั้นท้องถิ่นนี้ไปเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุ ก็เป็นลักษณะเดียวกันนะครับ ไปกําหนดเครื่องแบบเครื่องแต่งกายอะไรก็เป็นการให้ความรู้ ก็แล้วแต่มิติที่จะเน้นไปในแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้นถ้าหาก ศพอส. ได้รับการส่งเสริม แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นในเรื่องต่าง ๆ เท่าที่จําเป็นก็จะทําให้การทํางานด้านนี้ ประสบผลสําเร็จ แล้วจุดประสงค์สําคัญที่สุด ศพอส. เป็นที่รวมของภาคประชาชน ภายใต้ การสนับสนุน ถ้าท่านเห็นในแผ่นใสในวีดิทัศน์ท่านก็จะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหลายกระทรวง ที่มีส่วนร่วม ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ หน่วยงาน องค์กร เช่น สสส. สปสช. เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเป้าประสงค์ที่อยากจะเรียน ให้ท่านทราบว่าทั้ง ๒ เรื่องมีความเกี่ยวโยงและเชื่อมโยงกัน ก็อยากจะเรียนเป็นข้อเสนอ ให้ที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อพิจารณาประกอบในการส่งเสริมให้มีการแก้กฎ ระเบียบ และส่งเสริมให้การแก้กฎ ระเบียบนั้นเอื้อไปสนับสนุนให้ ศพอส. ขับเคลื่อน และประสบผลสําเร็จต่อไป ขออนุญาตท่านประธาน และท่านสมาชิกได้รับฟัง ที่ท่านสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ จะได้นําเรียนในรายละเอียดว่า ศพอส. นั้นหน้าตา เป็นอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงเป็นรอบ ๒ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็เน้นไปประเด็นความคืบหน้า เพราะว่าเรื่องของต้นแบบ ศพอส. รวมทั้งการแก้กฎ ระเบียบ แล้วก็เรื่องของการมีต้นแบบ ในการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุนั้นสภาฟังมาแล้ว ๑ รอบ ครั้งนี้เป็นรอบของการขับเคลื่อน ภายใต้ ป.ย.ป. ที่ผมเน้นย้ํามากนะครับ จะไม่ฉายหนังม้วนเก่า จะฉายหนังภาค ๒ แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็มาดูว่าคืบหน้าไปอย่างไร ติดขัดอย่างไร สมาชิกมีความเห็นที่จะเสนอแนะ ในประเด็นวันนี้วันหน้าอย่างไร ไม่ใช่เมื่อวานนี้ ไม่ใช่อภิปรายหลักการ วันนี้ไปไกลกว่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยฝากท่านอธิบดีที่จะนําเสนอต่อไป ขอเชิญท่านสมคิด สมศรี ครับ

นายสมคิด สมศรี ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ผู้นําเสนอและผู้ชี้แจงรายงานผลงานนะครับ ขออนุญาต กราบเรียนนําเสนอและชี้แจงรายละเอียดพอสังเขปดังนี้ ประเด็นสถานการณ์นั้นอย่างที่ท่านประธานได้กราบเรียนแล้วก็คงขออนุญาตข้ามไป เนื่องจากว่าทุกท่านได้ทราบมาหลายเวทีและหลายที่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วเราก็ยัง ทราบอยู่ว่าทุกวันนี้เป็นตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตัวสุดท้ายเลยที่หลายท่านอาจจะยัง ไม่เคยได้ยิน ซึ่งปี ๒๕๘๓ นั้นหลังจากจบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแล้วในปี ๒๕๗๙ ในปี ๒๕๘๓ นั้น ยูเอ็น (UN) คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะแซงหน้าในส่วนของสิงคโปร์ครับ ในส่วนของการขับเคลื่อนงานนั้น เครื่องมือ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในส่วนของกระทรวง พม. และรัฐบาลได้มีแผนการขับเคลื่อนนั้น มิใช่เพิ่งเกิดครับ แผนผู้สูงอายุ ๒๐ ปีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ถึงปี ๒๕๖๔ ซึ่งปัจจุบันแผนผู้สูงอายุฉบับนี้ยังใช้อยู่ ในเครื่องมือและกฎหมายที่เกี่ยวข้องส่วนที่ ๒ ที่เราทราบกันดีแล้วก็คือยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งในด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาค และเท่าเทียมกันได้กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และในส่วนที่ ๓ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ ๑๒ ได้แก่การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ํา การเสริมสร้าง และพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ในเครื่องมือตัวที่ ๔ คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ออกคําสั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้มอบหมายให้กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการ งบประมาณเพื่อลดความซ้ําซ้อน แล้วก็กระจายให้ทั่วถึงและเป็นธรรมตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นต้นมา ดังนั้นในปีที่แล้วงบประมาณในเรื่องของการบูรณาการทุกช่วงวัยก็ดี งบประมาณบูรณาการของผู้สูงอายุก็ดี ปีที่แล้วงบประมาณบูรณาการได้รับอยู่ ๑,๐๔๑ ล้านบาท ผู้ทรงเกียรติครับ แต่ในปีนี้จากการขับเคลื่อนงานในปีนี้ซึ่งได้ผ่าน ความเห็นชอบไปแล้วถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดังนั้นการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุวันนี้ ทางรัฐบาลให้ความสําคัญยิ่ง แล้วก็ขับเคลื่อนงานให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ในส่วนที่ ๕ ก็ยังมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เป็นนโยบายเร่งด่วนเรื่องการจ้างงาน ในเรื่องของที่อยู่อาศัยและสินเชื่อตลอดจนการออม จากที่ผมกล่าวแล้วเครื่องมือและกฎหมาย ที่บอกในการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุ ดังนั้นในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้กําหนดในเชิงนโยบายว่าในการขับเคลื่อนงานนั้นวันนี้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ขอให้ดําเนินการขับเคลื่อนงานในเชิงบูรณาการ ข้ามกรมข้ามกระทรวง และขับเคลื่อน ในเชิงประชารัฐซึ่งมีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันในการขับเคลื่อน ดังนั้น ในการขับเคลื่อนงาน ในส่วนของกรมกิจการผู้สูงอายุได้ขับเคลื่อนงาน ได้บูรณาการหน่วยงาน ระดับกรมหรือเทียบเท่ารวมกันทั้งหมด ๑๘ องค์กร ซึ่งองค์กรที่ท่านรู้จักกันดีอยู่แล้วก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซึ่งดูแลพี่น้องส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ในส่วนที่ ๒ ที่ท่านทราบกันดีก็คือกองทุน สสส. และกองทุน สปสช. ตลอดจนกองทุนการออม และกองทุนผู้สูงอายุที่มีอยู่ในกรมกิจการผู้สูงอายุเอง ๔ กองทุนนี้ก็จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นแนวทาง ดังนั้นในการบูรณาการทั้งภาครัฐและเอกชนใน ๑๘ องค์กรนั้นเราได้กําหนด รูปแบบการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาในการขับเคลื่อนนั้น เราไม่เคยได้ยินว่าในการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุจะมีการครอบคลุมทั้ง ๔ มิติ ดังนั้น ในคณะบูรณาการ ๑๘ องค์กร รวมทั้งวันนี้เรายังมีกรมธนารักษ์ได้เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะเอ็มโอยู (MOU) กันในเร็ววันนี้ ตลอดจนสภากาชาดไทยก็ยังได้เข้ามาช่วยเราด้วย ก็จะเป็น ๒๐ องค์กรระดับกรม ดังนั้นในการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุตามยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เราจึงกําหนดกรอบขับเคลื่อนงาน ไว้ ๔ มิติบวก ๑ ครับ วันนี้ท่านจะได้เห็นจากสื่อและจากทุกองค์กรที่ขับเคลื่อนงาน จะพูดตรงกันว่าในการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุนั้นประกอบด้วย ๔ มิติบวก ๑ คือ มิติที่ ๑ ด้านเศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจจะไปตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่เป็นผู้ด้อยโอกาสที่ตกเส้น ความยากจนอยู่ ๓๔.๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ ๒ มิติในด้านเศรษฐกิจนั้น ผู้สูงอายุที่มีอายุ ๖๐ ปี ขึ้นไปยังต้องการมีงานทําจํานวน ๓๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในมิติเรื่องเศรษฐกิจสําคัญยิ่ง ที่จะต้องขับเคลื่อน มิติที่ ๒ มิติเรื่องของสังคม ในมิติสังคมใช่ว่าจะให้ผู้สูงอายุออกไปสู่สังคม มิติสังคมใช้พื้นที่เป็นฐาน ใช้แอเรียเบส (Area based) เป็นตัวตั้ง ก็คือโรงเรียนผู้สูงอายุนั่นเอง นั่นก็คือ ศพอส. ที่ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิเชียรได้กล่าวไปแต่ต้นก็คือศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพ ศพอส. ที่กระทรวง พม. มีอยู่ทั่วประเทศแล้ว ๘๗๘ แห่งเป็นตัวขับเคลื่อน ต้นแบบ แล้วร่วมกับเอ็มโอยู (MOU) กับกรมปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือวันนี้โรงเรียนผู้สูงอายุ เกิดขึ้นมีรูปแบบของ ๔ มิติ ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเกิดขึ้นทุกวัน วันนี้ในส่วนของ ท้องถิ่นเองขับเคลื่อนแล้วประมาณ ๖๐๐ กว่าแห่ง ดังนั้นทั้ง ๒ ส่วนรวมกันแล้ววันนี้ขับเคลื่อน ทุกวันก็มี ๑,๐๐๐ กว่าแห่งให้ผู้สูงอายุมาใช้กิจกรรมร่วมกันในสังคม ผู้สูงอายุจะออกมาใช้ ใน ศพอส. มาใช้ที่โรงเรียนผู้สูงอายุร่วมกัน เช่นในยุทธศาสตร์จะบอกไว้ว่า ถ้าผู้สูงอายุ อยู่ที่บ้านผู้สูงอายุก็จะป่วย ผู้สูงอายุก็จะเหงา ผู้สูงอายุก็ซึม ก็จะทําให้ผู้สูงอายุเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น ดังนั้นในเชิงยุทธศาสตร์เราจะต้องดึงผู้สูงอายุออกจากบ้านมาอยู่ที่โรงเรียนผู้สูงอายุ หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต มีกิจกรรมสังคมร่วมกัน เช่น การร้องเพลงคาราโอเกะร่วมกัน การเล่นเปตองร่วมกัน การมาอ่านหนังสือร่วมกัน มาเต้นรําร่วมกัน มาออกกําลังกาย อย่างเบา ๆ ร่วมกัน ดังนั้นในกิจกรรมตรงนี้ โรงเรียนผู้สูงอายุ หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต หรือ ศพอส. หรือจะเรียกอีกทางหนึ่งก็คือซีเนียร์คอมเพล็กซ์ (Senior Complex) ซึ่งแบ่งเป็นระดับเล็ก ระดับกลาง และระดับใหญ่ได้เช่นกัน มิติที่ ๓ มิติสุขภาพ ในส่วนมิติ สุขภาพแต่เดิมผู้สูงอายุจะต้องไปที่ รพสต. คือโรงพยาบาลตําบล แต่วันนี้จากผลที่เรา ขับเคลื่อนงานเอ็มโอยู (MOU) กับ ๑๘ องค์กร วันนี้ รพสต. ก็จะขับเคลื่อนกิจกรรมมาที่ ศพอส. มาที่โรงเรียนผู้สูงอายุใน ๑ อาทิตย์ บางที่ก็ ๑ เดือน บางที่ก็ ๑ อาทิตย์ บางที่ก็ ๒ อาทิตย์ แล้วแต่ความเหมาะสม รพสต. ก็จะมาขับเคลื่อนงาน มาดูแลผู้สูงอายุในเซ็นเตอร์ (Center) ก็คือ ศพอส. นี่คือมิติสุขภาพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในมิติเศรษฐกิจถ้าดีแล้ว มิติสังคม ถ้าออกจากบ้านแล้วผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกันก็จะทําให้มิติสุขภาพดีขึ้นตามไปด้วย มิติที่ ๔ มิติสุดท้ายก็จะเป็นมิติเรื่องสภาพแวดล้อม เมื่อนักเรียนหรือผู้สูงอายุที่มาใช้กิจกรรมร่วมกัน จากผลของการเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับ สปสช. สปสช. ได้แก้เกณฑ์ของ สปสช. เอง เดิมลงที่ท้องถิ่น ณ วันนี้ได้แก้เกณฑ์ให้มาลงที่ ศพอส. ด้วยในเกณฑ์ที่ ศพอส. กําหนด ที่มาลง ศพอส. นั้นยังได้กําหนดเกณฑ์ที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าวันนี้ผู้สูงอายุที่ติดเตียง ทั้งสิ้นทั่วประเทศมีถึง ๑๘๐,๐๐๐ คน แต่งบประมาณที่ สปสช. ให้รายละ ๕,๐๐๐ บาทนั้น มีเพียง ๑๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ใน ๑๐๐,๐๐๐ คนนี้ก็ยังเป็นภาระที่ท้องถิ่นจะต้องนําไป บริการด้วย ดังนั้นในคณะ ศพอส. หรือโรงเรียนผู้สูงอายุที่ขับเคลื่อนโดยเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันกับท้องถิ่น นักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมกันก็สามารถนําเงินในส่วนนี้ของ สปสช. ๕,๐๐๐ บาทไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ที่บ้าน นั่นก็คือในมิติสภาพแวดล้อมมิติที่ ๔ ตลอดจนกรมกิจการผู้สูงอายุมีงบประมาณในการซ่อมบ้านผู้สูงอายุอยู่ ๒,๕๐๐ กว่าหน่วย และบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาสังคมประชารัฐ ขออนุญาตเอ่ยนาม วันนี้ยกตัวอย่างเช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็ได้กรุณามอบหมายงบประมาณที่จะมาซ่อมบ้าน ผู้สูงอายุให้เราเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น ๒๐๐ กว่าหลังเป็นต้น ดังนั้นในการขับเคลื่อนงาน ในการซ่อมบ้านผู้สูงอายุก็เช่นเดียวกัน ในส่วนของโรงเรียนผู้สูงอายุ หรือ ศพอส. หรือนักเรียนนี้ละโดยผู้สูงอายุ เพื่อผู้สูงอายุก็จะทําการซ่อมบ้านผู้สูงอายุ ณ ที่นั้น ๆ ในแอเรีย (Area) นั้น ๆดังนั้นในการขับเคลื่อนงานทั้ง ๔ มิติจะเป็นในเชิงชนบท ในส่วน มิติเมืองนั้นจะบวกด้วย ๑ มิติที่ ๔ บวก ๑ ก็คือเนื่องจากสภาพแวดล้อมแล้วยังต้องมี บริการสาธารณะ วันนี้การบริการสาธารณะในเมืองใหญ่ในงบประมาณกลุ่มจังหวัด ในงบประมาณภาคที่สํานักงบประมาณโดยรัฐบาลให้ความเห็นชอบมองไปถึงว่าในจังหวัด ใหญ่ ๆ สมควรจะมีบริการสาธารณะ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ขับเคลื่อนเมื่อปีที่แล้วเป็นตัวอย่างร่วมกับกรุงเทพมหานคร นั่นก็คือรถเมล์ชานต่ํา ที่จะให้บริการผู้สูงอายุในเมืองหลวงแล้วก็ในเมืองใหญ่ ๆ ต่อไป นี่คือในเชิงนโยบาย ในการขับเคลื่อน ๔ มิติบวก ๑ ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ จากการบูรณาการขับเคลื่อน ๑๘ องค์กรบวก ๒ ที่จะเอ็มโอยู (MOU) กับกรมธนารักษ์ และสภากาชาดไทยต่อไปนั้น จากแนวทางการขับเคลื่อน ๑๘ บวก ๒ ทางรัฐบาลยังมองเห็นระดับกระทรวงยังขับเคลื่อนต่อ วันนี้ในระดับกระทรวงได้เอ็มโอยู (MOU) สํานักที่ท่านเห็นเมื่อเดือนที่แล้วทําเนียบรัฐบาล ยังมีการบูรณาการระดับกระทรวงเอ็มโอยู (MOU) ขึ้นอีก ๔ กระทรวงหลัก ซึ่งใน ๔ กระทรวงหลัก ก็จะประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง พม. ซึ่งใน ๔ กระทรวงหลักก็ยกจากระดับกรมเป็นระดับกระทรวง โดยใช้ฐานของ ศพอส. นั่นละครับเป็นฐานในการขับเคลื่อน จากผลการขับเคลื่อน ศพอส. ซึ่งเราเอ็มโอยู (MOU) กันแล้วนั้น และทั้งกระทรวงมีตัวชี้วัดแล้วนั้น วันนี้จากเอ็มโอยู (MOU) เราเอ็มโอยู (MOU) กันเสร็จจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น ๑,๗๕๒ ตําบล ใน ๑,๗๕๒ ตําบล ที่ สปสช. ขับเคลื่อนอยู่มี ศพอส. ของ พม. คือกรมกิจการผู้สูงอายุอยู่ ๘๗๘ แห่ง ดังนั้น อีก ๘๗๔ แห่งทางกลุ่มกิจการผู้สูงอายุในฐานะที่รัฐบาลได้ตั้งเป็นโฟคัลพอยต์ (Focal Point) เป็นเจ้าภาพบูรณาการงบประมาณ จึงตั้งงบประมาณเพื่อที่จะสนับสนุนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการกระจายอํานาจและการถ่ายโอนให้แก่ท้องถิ่น ก็คือการตั้ง ศพอส. ในปี ๒๕๖๑ เพิ่มขึ้นตามที่เอ็มโอยู (MOU) สปสช. ตามไปด้วย ๑,๗๕๒ ตําบลที่จะครอบคลุม ในปีหน้า แล้วถัดไปในปี ๒๕๖๒ ก็จะครอบคลุม ๓,๐๐๐ ตําบล และในปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ภายใน ๔ ปีก็จะครอบคลุมทั้งประเทศ เมื่อครอบคลุมทั้งประเทศแล้ว ใน ๔ กระทรวงหลัก ที่เราเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันก็จะกําหนดมาตรฐาน วันนี้ได้รับความอนุเคราะห์ จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ท่านณรงค์ พิพัฒนาศัย ท่านเป็นประธาน ท่านได้เห็นชอบ ให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งในการกําหนดมาตรฐาน มาตรฐานประกอบด้วย ๓ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ก็คือเรื่องของสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ วันนี้หลายองค์กร หลายหน่วยงานยังไม่มีมาตรฐานเดียวกัน วันนี้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติได้ตั้ง คณะอนุกรรมการขึ้นแล้วนะครับ

ส่วนที่ ๒ คนดูแลผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน สมควรจะต้องมีมาตรฐานระดับไหน มีความรู้อย่างไร อันนี้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติก็ได้กําหนดแล้วครับ

ส่วนที่ ๓ ซึ่งจะต้องดูเรื่องมาตรฐาน ก็คือเรื่องหลักสูตรเช่นเดียวกันครับ หลักสูตรตัวนี้ก็คือหลักสูตรแคร์กิฟเวอร์ (Caregiver) นั่นเอง

ดังนั้นการดูแลผู้สูงอายุทั้ง ๓ ส่วนนี้ คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. ก็ได้ผลักดันให้เกิดคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ดังนั้นในระยะเวลาอันใกล้นี้เมื่อมาตรฐานกําหนดเราก็จะได้ส่งเสริมสนับสนุนให้กับท้องถิ่น ได้รับถ่ายโอน ศพอส. รับไปดําเนินการเพื่อให้มีมาตรฐาน แล้วก็ส่งเสริมสนับสนุน ภาคประชารัฐให้มีการขับเคลื่อนกระจายอํานาจต่อไป ทั้งนี้ท่าน พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านได้ขับเคลื่อนนโยบายในเชิงประชารัฐ วันนี้ท่านได้ประสานกับจังหวัดนครพนม ได้ประสานกับผู้ใจบุญภาคเอกชน ซึ่งจะทําให้เป็นตัวอย่างในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ต้นแบบขึ้น ก็ได้รับความกรุณา ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้มอบเงิน และจังหวัดนครพนมได้มอบที่ให้มาซ่อมสร้างอาคารพุทธสมาคมซึ่งไม่ได้ใช้แล้ว มูลค่า ๑๘ ล้านบาท และกระทรวง พม. ได้สนับสนุนงบประมาณสาธารณูปโภคลงไปอีก รวมแล้วเบ็ดเสร็จ ๒๕ ล้านบาทเศษ วันนี้คุณเจริญและคุณหญิงวรรณาได้มอบให้กับ กระทรวงแล้ว ตรงนี้จะเป็นซีเนียร์คอมเพล็กซ์ (Senior Complex) จะเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ เป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตต้นแบบของผู้สูงอายุที่จังหวัดนครพนมได้เกิดขึ้นแล้ว ในเชิงประชารัฐ ดังนั้นวันนี้ในการขับเคลื่อนงานในเชิงประชารัฐ ก็เป็นรูปแบบ เป็นต้นแบบ เป็นรูปธรรม และในการขับเคลื่อนตรงนี้มิใช่ราชการขับเคลื่อน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จะประกอบด้วยคณะทํางานโดยผู้สูงอายุ เพื่อผู้สูงอายุ ใน ศพอส. ต้นแบบที่นครพนม ของประชารัฐที่เกิดขึ้นนี้จะมีคณะกรรมการประกอบด้วย ๓ คณะ คณะที่ ๑ คณะกรรมการบริหาร คณะที่ ๒ คณะกรรมการดําเนินงาน คณะที่ ๓ ได้แก่มูลนิธิที่ตั้งขึ้นมารองรับ ดังนั้น ใน ๓ คณะนี้เป็นผู้สูงอายุในจังหวัดนครพนมทั้งสิ้น เป็นผู้ใจบุญ เป็นผู้มาขับเคลื่อนงาน เป็นข้าราชการบํานาญ และเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในบริบทตรงนั้นทั้งสิ้น ได้มาขับเคลื่อนงาน ให้เป็นต้นแบบและเป็นรูปธรรมที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดนครพนม ทั้งนี้ จากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ก็ยังมีมติอีกว่าในมติเร่งด่วนของรัฐบาลเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ประกอบด้วย ๔ มาตรการ ในมาตรการเร่งด่วนก็จะประกอบด้วย มาตรการเรื่องของการจ้างงานผู้สูงอายุ มาตรการในเรื่องของที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ มาตรการ สินเชื่อผู้สูงอายุ แล้วมาตรการสุดท้ายก็คือมาตรการเรื่องการออม ดังนั้นในส่วนของ ๔ มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลได้มีมติ ครม. นั้น กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. แล้วก็ จากการบูรณาการ ได้ขับเคลื่อนงานในเรื่องของการจ้างงานผู้สูงอายุ ตามเอ็มโอยู (MOU) กระทรวงแรงงานได้ขยายผู้สูงอายุให้ทํางานได้ถึงอายุ ๗๐ ปี กรมการจัดหางานได้เปิด สํานักงานจัดหางานรองรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ผู้สูงอายุสามารถไปลงทะเบียนขึ้นทํางานได้ที่ กรมการจัดหางานทุกจังหวัด แล้วในส่วนของกรมการจัดหางานก็ยังเปิดเว็บไซต์ (Web Site) อีกครับ เปิดเว็บไซต์ (Web Site) ให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปลงสมัครในเว็บไซต์ (Web Site) ได้ด้วย ดังนั้นในส่วนของภาครัฐ กรมการจัดหางานเป็นเจ้าภาพหลักที่เราทํางานร่วมกัน ในเชิงบูรณาการตามเอ็มโอยู (MOU)

ในส่วนที่ ๒ กรมผู้สูงอายุ ก็ขับเคลื่อนเองโดยตรงร่วมกับสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) หุ้นส่วน ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน ก็จะประกอบด้วยโรงงานที่เป็นต้นแบบ อย่างที่ท่านเห็นในสื่อวันนี้ ยกตัวอย่างเช่นซีเอ็ดบุ๊กเซ็นเตอร์ ก็ปรับจากการรับบุคคลทั่วไป มาเป็นการรับบุคคลผู้สูงอายุเข้าไปทํางาน เป็นต้น แล้วก็ยังมีในส่วนของประชารัฐ ที่ท่านรัฐมนตรีเป็นประธานในการจ้างงาน วันนี้ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังมาช่วยเรา ขับเคลื่อนงานในการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลเราตั้งเป้าไว้ในปีนี้ในนโยบาย เร่งด่วนก็คือ ๓๙,๐๐๐ อัตรา ใน ๓๙,๐๐๐ อัตรานี้มาจากวันนี้ผู้สูงอายุที่ทํางานทั้งในระบบ และนอกระบบรวมทั้งสิ้น ๓,๙๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้นวันนี้เป็นการนําร่อง เรากําหนด ภาคประชารัฐและภาครัฐในการขับเคลื่อนงานในปีนี้เพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๓๙,๐๐๐ อัตรา ดังนั้นใน ๓๙,๐๐๐ อัตราในการขับเคลื่อนงาน วันนี้ท่านรัฐมนตรีอดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้เป็นประธาน แล้วท่านก็ได้นั่งประชุมในการขับเคลื่อนงานนี้ วันนี้ผลของการขับเคลื่อนงาน ก็จะออกมาอย่างเป็นรูปธรรมภายในเร็ววันนี้

ส่วนที่ ๒ ในเรื่องที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยตามที่มติ ครม. ได้แจ้งไปเป็นนโยบายเร่งด่วน ๔ พื้นที่ กรมผู้สูงอายุ กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนร่วมกับกรมธนารักษ์ใน ๔ พื้นที่ ประกอบด้วย ๑. จังหวัดชลบุรี ๒. จังหวัดเชียงใหม่ ๓. จังหวัดเชียงราย และ ๔. จังหวัดนครนายก ในพื้นที่ ของกรมธนารักษ์ แต่ในส่วนการขับเคลื่อนงานของกระทรวง พม. เพื่อให้เป็นต้นแบบ เพื่อให้ เป็นตัวอย่าง เพื่อให้มีมาตรฐาน เพื่อให้เป็นทางเลือกกับผู้สูงอายุ เราได้ประสานบูรณาการกับสภากาชาดไทย แล้วท่านรัฐมนตรีได้กรุณาพาเราไปดูโครงการ ของภาคเอกชนและของสภากาชาดไทยก็คือสวางคนิวาสที่บางปู ดังนั้นวันนี้เราเอาต้นแบบ ของบางปูก็คือสวางคนิวาสมาเป็นบรรทัดฐานแล้วก็มาเป็นคณะทํางาน ซึ่งท่านรัฐมนตรี อดุลย์ แสงสิงแก้ว ท่านได้นั่งเป็นประธานเอง ตั้งคณะทํางานประชุมการขับเคลื่อนทุกวัน วันนี้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งจะเป็นต้นแบบในพื้นที่ของกระทรวง พม. เองนั้นได้มาสเตอร์แพลน (Master Plan) แล้วครับ ๖๓๒ ยูนิต จํานวนอาคาร ๑๔ อาคาร ซึ่งจะนําเสนอท่านรัฐมนตรี ในปลายเดือนนี้ เมื่อท่านเห็นชอบแล้วจะได้ดําเนินการลงเสาเอกแล้วก็ได้ปลูกสร้างเพื่อให้เป็น ทางเลือกให้กับผู้สูงอายุต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นวันนี้เมื่อมาตรฐานที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กําหนด ถ้าได้กําหนดเสร็จแล้วก็ยังสามารถผลักดันขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนสามารถ ไปขับเคลื่อนต่อด้วยครับ

ในส่วนของสินเชื่อผู้สูงอายุและการออมนั้น วันนี้การออมเราก็เอ็มโอยู (MOU) กับกองทุนการออม เราได้ตั้งงบประมาณให้กองทุนการออมขับเคลื่อน ในปีนี้ ค่าเป้าหมายของกองทุนการออมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นล้านคน ดังนั้นในมิติของมาตรการ เร่งด่วนของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเราก็วางระบบขับเคลื่อนไปทั้งระบบ และสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตหลังจากมาตรฐานเกิดขึ้น หลังจาก ๔ มาตรการในการขับเคลื่อนเราก็จะเห็น ในการขับเคลื่อนทั้ง ๔ ในวันนี้ โรงเรียนผู้สูงอายุเกิดขึ้นทุกวัน ๔ มิติ การขับเคลื่อนงาน ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และการขับเคลื่อนในการจ้างงานวันนี้ภาคเอกชนออกมาขานรับ ดังที่ท่านเห็นจากสื่อ ดังนั้นในการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลได้ขับเคลื่อนในเชิงระบบแล้วก็ นําไปสู่ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ในปี ๒๕๖๐ นี้อย่างที่บอก ๘๗๘ แห่งเป็นตัวตั้ง ศพอส. ปีหน้า ๑,๗๕๒ ปี ๒๕๖๒ จะ ๓,๐๐๐ แล้วก็ภายใน ๔ ปีจะครบทุกตําบล ดังนั้นเมื่อทั้งหมด พร้อมแล้วก็ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่น ท้องถิ่นก็จะเป็นคนดูแล ในส่วนของกรมกิจการผู้สูงอายุ จะบูรณาการร่วมกัน สสส. สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกําหนดมาตรฐาน และจะเป็น ศูนย์ผลิตแคร์กิฟเวอร์ (Caregiver) จะเป็นคนรับรอง จะเป็นคนดูแล จะเป็นคนควบคุม เป็นคนกํากับ ในการขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีต่อไป ขออนุญาต นําเรียนในชั้นต้นไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปขอเชิญสมาชิก อภิปรายท่านแรกคือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มาทันเวลาหลังจากไปสงกรานต์มาแล้วเพราะเราพูดถึงเรื่องสูงอายุ คนไทย จํานวนมากน่าจะค่อนประเทศได้ไปกราบคุณพ่อคุณแม่และปู่ย่าตายายมาเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ อย่างไรก็ตามผมอยากจะนําเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขอภาพแรกครับ เป็นสัจธรรมของมนุษย์ วัฏสงสาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านกําลังพูดของแท้มีมาตั้งแต่สร้างโลกจนถึงปัจจุบันแล้วก็ต่อไป ในอนาคต ภาพต่อไปครับ ท่านเห็นภาพนี้แล้วท่านจะบอกว่าน่ารักไหมครับ ไม่มีใครบอกว่า ไม่น่ารัก เกิดเป็นเด็ก ๆ ก็น่ารักใช่ไหมครับ พอเกิดไปแล้วก็โตเป็นเด็ก อย่างที่เราพูดถึง เรื่องการศึกษา แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ทํางาน และในที่สุดการเดินทางจากเกิดแล้วเริ่มแก่ ต้องแก่ก่อนครับ แต่ว่าผู้สูงอายุคุณยายคู่นี้มีความสุขกินหมาก ชีวิตก็มีคุณภาพ พอเกิด แก่ แล้วทําไมรู้ไหมครับ เจ็บครับ เจ็บเลยไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เจ็บคือป่วยไข้ แล้วในที่สุด พระสวดอภิธรรม ต้องถึงตรงนี้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านต้องเดินทางตามนี้เลย หรือเรียกว่าทันสมัยหน่อย โรดแมป (Roadmap) ไม่มีเว้นรวมทั้งผมด้วย เพราะ ๗๐ ปีไม่ช้าแล้ว วันนี้ ๗๐ ปีแล้ว ก็เลยต้องพูดเรื่องผู้สูงอายุสักหน่อย คือพูดเรื่องตัวเองนะครับ ต่อไปครับนี่นะครับ ที่ผมนํารูป อย่างนี้มาขณะนี้ในแผ่นดินไทยเต็มไปหมดโดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะว่าลูกเต้าทั้งหลาย เขาออกมาทํางานในเมืองใหญ่ก็ทิ้งลูกคือหลานของคุณตาไว้ นี่คือเด็กนะครับ อันนี้เด็กชาย ต่อไปครับ เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ๆ เลยยังเดินไม่ได้ ก็อีกแล้ว ให้ผู้สูงอายุดูแลเด็ก แล้วเด็ก จะเป็นอย่างไร คุณภาพเด็กก็แย่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง พม. ก็ดูแลอยู่ แต่อย่างไรก็ดูแลไม่ทั่วถึง แล้วผมจะอภิปรายต่อไปว่าควรจะทํา อย่างไร ต่อไปครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐบาลนี้พยายาม ดูแลผู้สูงอายุ แม้แต่กําลังมีข่าวเมื่อปิด ๔-๕ วันนี้ท่านโฆษกรัฐบาลบอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท เป็นประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๕๐๐ บาท ซึ่งกําลังคิดกันอยู่ว่าเขาจะทําอย่างไร อันนี้ก็มีความสุขอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชรา ในสังกัดกระทรวง พม. ที่ดีที่สุดก็คือบางแคกับสวางคนิวาส แต่อันนี้ผมไม่บอกว่ามาจากไหน ต่อไปครับ นี่ของแท้ที่เป็นข่าวในหน้า ๑ มาแล้ว คุณยายอายุ ๙๓ ปี หนาว ไม่มีข้าวจะกิน ตานั่งอยู่ตรงโน้น ลูกเต้าไม่มีแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ไหนหมดแล้ว หลานก็ไม่มี อยู่ ๒ คน ถามว่า เราจะให้เป็นข่าวอย่างนี้อีกเยอะไหม นี่ผมเอามาจากข่าวนะครับ ถ้าพ่อแม่เราเป็นอย่างนี้บ้าง จะมีความรู้สึกอย่างไร พี่น้องประชาชนคนไทยที่ฟังวิทยุรัฐสภาหรือดูทีวีของรัฐสภา ท่านจะรู้สึกอย่างไร พอเป็นข่าวอย่างนี้คนก็แห่ไปช่วย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ร้อยแปดจิปาถะ เจ้าหน้าที่ ปลัด อปท. ประธาน อบต. ไปดูกันใหญ่ แต่ถามว่าอยู่อย่างนี้ มากี่ปีแล้ว ผมว่าไม่ใช่เพิ่งเกิด แล้วอย่างนี้มีเยอะมาก ผมดูแล้วน่าสงสารนะครับ ท่านก็ไม่อยาก เลือกเกิดเป็นอย่างนี้หรอก รวมทั้งพวกเรา ทีนี้ผมเสนออย่างนี้มาเพื่อให้สะท้อนเห็นสังคมว่า เราจะดูแลผู้สูงอายุหรือบรรพบุรุษเราอย่างไร ผมเสนออย่างนี้ว่า ๑. เราต้องวางรากฐาน ของคนไทยในด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบก่อน ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุนี้สูง ท่านถามอธิบดีได้ว่ามากมาย รวมทั้งที่เมื่อสักครู่บอกเลยเขาเรียกว่านอนป่วยติดเตียง ๑๘๐,๐๐๐ คน ที่ยังตกสํารวจเชื่อว่ายังมีอีก ทีนี้ถามว่าแล้วผมคิดอย่างไร เมื่อสักครู่ ท่านบอกแล้วว่ามี ๔ กระทรวงหลัก ๘ หน่วยงาน ทั้ง สสส. สปสช. รวมทั้งภาคเอกชน ท่านกล่าวสักครู่ที่นครพนม แต่ถามว่าแค่นี้ดูแลไหวไหม ไม่ไหวหรอกครับ เมื่อเราพูดถึง เรื่องการดูแลเด็กปฐมวัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านกรรมาธิการก็บอกว่าการดูแลเด็ก เข้าโรงเรียนอนุบาลสายไปแล้ว ต้องดูแลตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน แล้วผม ก็อภิปรายว่าไม่ใช่ ต้องดูแลตั้งแต่ก่อนที่เขาจะแต่งงานกัน ก่อนจะมีลูก สุขภาพต้องแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีโรคที่ติดต่อทางกรรมพันธุ์ ถ้าเราไม่ดูแลอย่างนี้โครงสร้างไม่ดีตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่อยู่ในท้องจนมาเป็นผู้ใหญ่ กินไม่เป็น นอนไม่เป็น เที่ยวไม่เป็นอย่างที่ตีกันตามคลิป (Clip) ๒-๓ วันนี้ แล้วอย่างไรครับ พอพิการมารัฐบาลก็ต้องดูแล ข้อ ๒ ต้องจัดให้ความรู้กับ ผู้สูงอายุ ให้ท่านสามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพโดยใช้หลักธรรม ข้างบ้าน เกื้อกูลกันไหม ถ้าข้างบ้านเกื้อกูลจะไม่เป็นอย่างนี้ ที่อย่างภาพเมื่อสักครู่ ปลัด อปท. หรือประธาน อบต. ที่รับเรื่องดูแลไหม ถ้าดูแลผมเชื่อว่าไม่หลุดมาถึงหน้า ๑ หนังสือพิมพ์หรอกครับ มันสะท้อนหัวใจนะครับ ก็ต้องใช้หลักธรรมะ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต้องดูแลกันอย่าละเลย ๓. ต้องจัดให้ผู้สูงอายุมีงานทําตามความสามารถ การไม่มีงานทําผู้สูงอายุก็ว้าเหว่ แต่ถ้ามีงานทําเหมือนในบางประเทศที่ผมไปเห็นมา ตัวอย่าง ที่ดีที่สุดคือญี่ปุ่น อายุมากแล้วเดินหลังโก่งแล้วแต่คอยดูความสะอาดบนชานชาลาสถานีรถไฟ พอคนหนุ่มคนสาวเห็นผู้สูงอายุดูแลความสะอาด จะทิ้งขยะ จะทําอะไรก็ไม่ค่อยกล้า ยังมีงานอีกหลายประเภทที่สามารถให้ผู้สูงอายุทําได้ตามวัย อันนี้ก็ต้องจัดระบบให้เรียบร้อยว่า จะให้ทําที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่อยู่บางแคให้ไปทําสมุทรปราการ หรืออยู่บางเขนให้ไปทําฝั่งธนบุรี ก็ต้องให้เหมาะสมกับอายุท่าน สําคัญที่สุดคือ ๔. ต้องให้ อปท. ที่ท่านพูดแล้ว และผมเห็น ในรายงานของท่านแล้ว ได้แก่ อบต. เทศบาล และ อบจ. เป็นหน่วยงานหลัก ไม่ใช่กระทรวงนะครับ ถ้าเมื่อไรคิดว่าจะให้กระทรวงแรงงาน กระทรวง พม. กระทรวงมหาดไทยลงไปดูผมว่า ไม่ใช่แล้ว ไม่มีใครรู้ดีว่าผู้ป่วย หรือผู้ด้อยโอกาส หรือเด็กพิการ ร้อยแปดจิปาถะ อยู่ที่ไหน ผู้ว่าราชการจังหวัดรู้ไหม ผมว่าไม่รู้ ปลัดกระทรวงไม่รู้ ต้อง อปท. เขาอยู่กับพื้นที่ และ อปท. ทํางานอย่างเดียวไหวไหม ไม่ไหว เพราะบาง อบต. มีปลัด อบต. กับเจ้าหน้าที่อีก ๓-๔ คน ที่หมายถึงเป็น อบต. เล็ก ๆ จะไปทําอะไรอย่างไรไหว ต้องหาเพื่อนร่วมทาง ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผิดชอบ นั่นคืออะไร คือต้องไปดึงวัด เราก็ทิ้งวัดไปนาน ถ้าเราไปกราบเรียน มหาเถรสมาคมว่าขอให้วัดช่วยดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วย ดึงผู้สูงอายุเข้าวัดแล้วก็ช่วยกันดูแล นอกจากวัดแล้วอะไร โรงเรียน ทุกตําบลมีโรงเรียน ครูบาอาจารย์ก็มีช่วยดูแล มัสยิด โบสถ์คริสต์ มาช่วยดูแลก็จะแบ่งเบาภาระช่วยงานทําได้เยอะ ที่ผมเสนอทั้งหมดผมคิดว่า เราจะต้องบูรณาการทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งวัดวาอาราม โบสถ์คริสต์ต่าง ๆ ให้ร่วมกันทํา รวมทั้งผู้ใหญ่ใจดีที่ร่ํารวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็แบ่งปันมาช่วยสังคมด้านนี้ ผู้สูงอายุ ของประเทศไทยก็จะดังกระฉ่อนไปทั่วโลกว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกคนรักเมตตาผู้สูงอายุ ผมขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ตรงเวลาเป๊ะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะท่านสุรินทร์ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสังคมไทยและรัฐบาลมีทางเลือกว่าจะให้ใครเป็น ผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือคนชราโดยเฉพาะที่ช่วยตนเองไม่ได้ พร้อมกับอาจจะมีภาระที่ต้องเลี้ยง ลูกหลานเพราะว่าพ่อแม่ไปทํางานในต่างจังหวัด อันดับแรกก็อาจจะเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะอยู่ในพื้นที่ อันดับที่ ๒ อาจจะเป็น อบต. อปท. หรือ อบจ. ในระดับท้องถิ่น หรืออาจจะมอบงานนี้ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากส่วนกลางโดยกระทรวงมหาดไทยก็ได้ แต่ว่าคนที่อยู่กับคนชราทุกวันเท่าที่ผมทราบประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน คือ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุข ผมขอเสนอย้อนกลับไปผ่านท่านประธานไปที่คณะกรรมาธิการว่า ทําไมไม่มอบงานดูแลคนชรานี้ให้กับ อสม. เพราะเขาก็ทําอยู่แล้วอยู่ในพื้นที่ แล้วถ้าเผื่อเรา ตัดสินใจมอบ อสม. ซึ่งเขาคงได้รับเข้าใจว่าเดือนละ ๖๐๐ บาทต่อคน จะเป็นไปได้ไหมว่าขอให้ อบจ. อปท. หรือ อบต. แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งต่างก็มีงบอยู่จํานวนหนึ่งนั้นเอาเงินส่วนหนึ่ง สมมุติว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์มาลงขันร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการที่จะ เสริมสร้างทักษะความรู้ความสามารถของ อสม. ในการที่จะดูแลคนชรา แล้วก็โดยปริยาย ถ้าเผื่อคนชรามีลูกหลานอยู่ด้วยก็จะได้ดูแลบุตรหลานเหล่านั้น ผมอยากจะเสนอให้ อสม. เป็นหน่วยงานหรือว่าองค์กรที่จะรับผิดชอบดูแลคนชราในต่างจังหวัด ในท้องถิ่นห่างไกล เป็นสําคัญเสียก่อน ส่วนอันที่ ๒ เมื่อชราแล้วเป็นเรื่องของการเจ็บป่วย ก็ต้องเป็นของ กระทรวงสาธารณสุขอีกเช่นกันว่าเราจะเสริมสร้างสถานพยาบาล คลินิกท้องถิ่นระดับตําบล ได้หรือไม่ แล้ว อสม. ก็ดูแลที่บ้านได้แล้วอาจจะพาไปที่สถานพยาบาลเหล่านี้ด้วย เป็นอันดับที่หนึ่งเสียก่อน อันนี้สําหรับคนชราที่อยู่ที่บ้านช่องของตนเอง ส่วนอันที่ ๒ คู่ขนานกันไปก็อยากจะเสนอต่อท่านประธานไปที่กรรมาธิการด้วยว่าต้องเร่งให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพิ่มให้ได้ครบทุกจังหวัด สถานดูแลคนชรา ให้ทั่วประเทศไทย สําหรับคนชราที่ไม่สามารถจะอยู่ที่บ้านของตนเองหรือว่าของลูกหลานได้ แล้วเขาก็ต้องให้มีที่อยู่ที่เป็นส่วนกลางคือให้ไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์แล้วก็ให้เป็นภารกิจหลัก ของกระทรวง พม. ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุขในการที่จะจัดหาแพทย์อะไรต่าง ๆ มาดูแลเป็นระยะ ๆ อันนี้สําหรับคนชราที่อาจจะเป็นร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ยังดูแลตัวเอง ไม่ได้ อสม. อันที่ ๑ ที่อยู่ในบ้านของตนเองที่เข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ของคนชรา ส่วนอันที่ ๓ สําหรับคนชราที่แข็งแรง อย่างพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ในห้องนี้ส่วนใหญ่ ก็อายุ ๖๐ ปี ถ้าเผื่ออยากจะเรียนรู้อะไรก็น่าที่จะให้มีช่องทางในการที่จะเข้าถึง ซึ่งข้อมูลข่าวสาร ตอนนี้ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนวาดเขียน อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทางฝ่ายปกครองท้องถิ่นอาจจะร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล ในการที่จะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้สูงอายุนั้นสามารถที่จะเพิ่มทักษะของตนเองด้วย อาจจะ หาอาชีพเสริมก็ได้ นั่นก็เป็นวิถีทางอีกอันหนึ่ง อันที่ ๒ คือหลายท่านก็มีประสบการณ์ แล้วเมื่อมาทํางานเป็นใหญ่เป็นโตที่กรุงเทพฯ ก็ยังกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอน จะทําอย่างไร ให้บุคลากรที่อายุเพิ่งจะ ๖๐ ปีต้น ๆ สามารถที่จะทํางานให้กับบ้านเมืองได้ ผมก็อยากจะ เสนอว่าเป็นตัวผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายก อบจ. ก็ดี ควรจะนําเอาอดีตข้าราชการ ที่เกษียณอายุแล้วเหล่านี้มาเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทางได้หรือไม่ ผมได้เคยเสนอ สมมุติว่า ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่ปรึกษาฝ่ายปกครองจังหวัด จะเป็นนายก อบจ. หรือว่าจะเป็นผู้ว่าทางด้านการต่างประเทศ แล้วเราก็มีจังหวัดที่อยู่ติดประเทศเพื่อนบ้าน ๓๐ กว่าจังหวัด อันนี้เป็นตัวอย่าง หรือว่าอดีตอธิบดีจากกระทรวงศึกษาธิการจะเข้าไปร่วมเป็น คณะกรรมการการศึกษาของจังหวัดนั้น ๆ หรือไม่ทางภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในการที่จะช่วยส่งเสริมแล้วก็ขับเคลื่อนคุณภาพของการศึกษาในระดับท้องถิ่นเพื่อลด ความเหลื่อมล้ําของการที่มีโรงเรียนชั้นดีกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานครหรือว่าที่เมืองหลัก ๆ หรือจังหวัดหลัก ๆ ของประเทศด้วย ลดความเหลื่อมล้ํา ลดช่องว่าง เสริมสร้างความเสมอภาค แล้วเข้าถึงซึ่งโอกาสการศึกษา โดยเอาประสบการณ์จากผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มาช่วย แล้วก็อาจจะขยายไปในเรื่องอื่น ๆ จะเป็นการสาธารณสุขอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เชิญชวนให้ข้าราชการที่เกษียณแล้วได้เข้ามาทํางานเพื่อส่วนรวมด้วย ณ บ้านเกิดเมืองนอน ของตนเอง และทุกคนก็มีเงินบําเหน็จบํานาญกันแล้วก็ไม่จําเป็นที่จะต้องมีเงินเดือนประจํา แต่อาจจะมีค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นกําลังใจ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราน่าที่จะคิดกันว่า เราจะใช้ประโยชน์จากผู้สูงอายุที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปที่ยังแข็งแรงนั้นอย่างไร แล้วก็ผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถจะช่วยตนเองเราจะดูแลอย่างไร ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานมองในภาพรวมแล้วก็เสนอมาเป็นแพ็กเกจ (Package) เป็นรูปเป็นร่างกันเลยว่า แล้วเราจะแก้ปัญหาสังคมไทยที่จะมีประชากรเป็นผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น ๆ ในอนาคตก็คง ประมาณสักร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยแต่ว่าก็ยังแข็งแรงกันอยู่แล้วก็สามารถ ที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ อีกประเด็นหนึ่งก็คือการที่จะไปมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมก็เห็นว่าตอนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นประธานอะไรเยอะแยะมากมายแล้วท่านก็คงจะ รับงานไม่ไหว ส่วนจะไปมอบให้ท้องถิ่นโดยเฉพาะ อบจ. อปท. ที่เห็น ๆ กันอยู่นั้นแล้ว เขาจะไปหาบุคลากรมาอยู่ที่สํานักงานเขาอย่างไร ที่จะรู้เรื่องของการดูแลคนชรา การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ก็เท่ากับว่าต้องเปลี่ยนระบบการทํางานและทักษะของ อบต. กับ อปท. อย่างใหญ่หลวง ก็เป็นเรื่องของการกระจายอํานาจ มอบอํานาจ และการกําหนด อํานาจของการปกครองท้องถิ่นให้แน่ชัด ตราบใดที่เรายังไม่ได้กําหนดให้แน่ชัดเราก็จะได้ยิน เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าท้องถิ่นเหล่านี้ก็จะมีการใช้งบประมาณเพื่อจัดอีเวนต์ (Event) งบก่อสร้าง ซ่อมแซม แล้วผู้บริหารราชการที่มาจากการเลือกตั้งก็มักจะมีบริษัทรับเหมา ในอาณัติของตนเอง มันต้องมารื้อกันทั้งหมดเพื่อจะดูว่าท้องถิ่นสามารถที่รองรับงานทางด้าน การบริการสังคมได้จริงจังหรือไม่ ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีมติไปขอให้รัฐบาลเสนอบอกว่า เรื่องการดูแลคนชรามอบให้ท้องถิ่นในเมื่อเขายังไม่มีความพร้อม หรือยังไม่มีกฎหมายบังคับ ก็เป็นหน้าที่ของเขาเพราะเป็นคนในบ้านของเขาเขาต้องดูแล หรืออีกอันหนึ่งคือคิดไปให้ไกลว่า รวมโอน อสม. มาอยู่ในสังกัดของท้องถิ่นได้หรือไม่ ต้องมองในภาพกว้าง มองเรื่องการปฏิรูป ระบบบริหารราชการแล้วก็เรื่องการกระจายอํานาจ ถ้าเผื่อเราอยากจะมอบให้ท้องถิ่น ก็ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งและต้องกําหนดภารกิจให้แน่ชัดด้วย ระหว่างนี้เราจะทําเรื่อง เฉพาะหน้าได้ไหม การจะฝึกอบรมบุคลากรของท้องถิ่นแล้วก็ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องที่เกี่ยวกับ อสม. อะไรที่เราสามารถจะกระทําได้ก็ทําไป อะไรที่ยังจะต้องรอ การตัดสินใจหรือการแก้ไขกฎหมายของรัฐบาลก็ให้ดําเนินการไป ในยุคปฏิรูปคําสั่งของรัฐ น่าจะทําให้เราสามารถที่จะทํางานได้รวดเร็วกว่านี้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านกษิตมากค่ะ ผู้อภิปรายท่านต่อไปคือดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. เรียนเชิญค่ะ

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ ผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สมาชิก หมายเลข ๐๖๓ ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ กระแสใหม่ ขอเรียนเสนอข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยความคืบหน้าของการพัฒนา เศรษฐกิจสูงวัยของประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ในการเสริมการทํางานการขับเคลื่อนการปฏิรูป เรื่องการเตรียมผู้สูงอายุ ก่อนอื่นผมก็ต้องขอสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมเกี่ยวกับการพัฒนากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเอื้อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถดําเนินงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและดูแลผู้สูงอายุใน ๔ มิติ ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมเสนอ ซึ่งนับว่าเป็นการส่งเสริม แบบบูรณาการ ซึ่งจะมีกลไกทางด้านการจัดการเงินสวัสดิการ การจัดหางานให้กับผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้มีการสร้างซีเนียร์คอมเพล็กซ์ (Senior Complex) กลไกด้านการปกครอง และกลไกทางสังคมอยู่หลายกลไก ประเด็นที่ผมจะขอเรียนเสนอเพิ่มเติมเป็นข้อมูลสําคัญ ต่อการดําเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนหากจะมีการดูแลผู้สูงอายุให้ได้ผล ซึ่งประเด็นที่จะเรียนเสนอนั้นเกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจซึ่งเป็นการใช้จ่ายเงินซึ่งรัฐเตรียมไว้ สําหรับอุดหนุนผู้สูงอายุให้คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อุปกรณ์ วัสดุต่าง ๆ ที่สมควร จะผลิตขึ้นในประเทศไทยถือว่าเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากจํานวน ผู้สูงอายุนั้นจะเพิ่มขึ้น ๆ นอกจากนี้การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสําหรับคนไทย เพื่อการดูแลแล้วก็การพัฒนาบุคลากรที่เป็นแคร์กิฟเวอร์ (Caregiver) สําหรับผู้สูงอายุนั้น ก็จะช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้อย่างยั่งยืน ผมใคร่ขออนุญาต ฉายสไลด์ (Slide) ประกอบซึ่งจะมีข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งท่านสมาชิกที่ต้องการก็สามารถ ก๊อบปี้ได้นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

อันแรกสุดก็จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับผลการแถลงข่าว ของท่านอธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์เจษฎา โชคดํารงสุข เราค้นพบว่าผู้สูงวัยนั้น ตกอยู่ในความเสี่ยงถ้าหากว่ามีอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการพลัดตกหกล้ม ซึ่งมีปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นคือเฉลี่ยประมาณวันละ ๓ คน หรือว่าปีละ ๘๐๐ คน ในปี ๒๕๕๘ มีผู้สูงอายุ เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มถึง ๑,๐๔๙ คน นอกจากนั้นเหตุต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพลัดตก หกล้มนั้นเกิดขึ้นจากการหกล้มนอกบริเวณบ้านถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ หกล้มในบ้านร้อยละ ๓๑ ข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวที่จะบอกเราว่าเราจะต้องจัดการเกี่ยวกับบ้านให้มีราวสําหรับจับให้มั่นคง ป้องกันการหกล้มหรือว่าพื้นซึ่งจะต้องไม่ลื่นเพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด ประเด็นหลาย ๆ อย่าง เหล่านี้หากได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ การทํางานของ อปท. ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนั้น ก็จะเป็นไปได้ด้วยความประหยัด แล้วก็สามารถใช้วัสดุในประเทศไทย ได้มีการสํารวจว่า คนสูงอายุต้องการอะไร ซึ่งก็จะมีความต้องการหลาย ๆ อย่างนอกเหนือไปจากที่เราทราบดี คือการดูแลของรัฐ พวกเงิน พวกสวัสดิการ คนดูแล แล้วก็งาน ก็จะมีประเด็นที่ผู้สูงวัยนั้น ต้องการอุปกรณ์ช่วยอํานวยความสะดวกในบ้าน และอุปกรณ์เหล่านี้แม้มีเงินแต่ไม่รู้ที่ซื้อ ไม่มีคนบริการที่เหมาะสมก็จะสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ สิ่งที่ต้องการ ตัวอย่างเช่นปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน ชนิดกดครั้งเดียวก็ส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการแล้วก็รู้ด้วยว่าเป็นบ้านใคร แล้วก็จะต้องทําอะไร ประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์เป็นอันที่ต้องการมากที่สุด อันที่ ๒ ก็คือราวจับในห้องน้ํา อันที่ ๓ คือวัสดุปูพื้นที่กันลื่นได้ ๓ อันนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องหกล้ม ส่วนที่เหลือที่ต้องการ น้อยลงสักนิดหนึ่งก็คือลูกบิดเปิดประตูแบบคันโยกเพื่อความสะดวก เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ที่ปรับได้ภายในห้อง แล้วก็การเพิ่มความกว้างของประตูห้อง เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะต้อง มีการปรับปรุงบ้าน นอกจากนั้นมีการสํารวจถามเรื่องพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพ ก็จะมี เรื่องอาหาร เรื่องการตรวจสุขภาพ การออกกําลังกาย และการพักผ่อน ซึ่งจําเป็นที่จะต้อง หาจุดบริการที่เกิดขึ้นในชุมชน ตัวอย่างเช่น ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร โรงพยาบาลเอกชน ราคาปานกลาง เป็นต้น สําหรับอาหารเองก็มีความต้องการประเภทที่เป็นอาหารสดเดลิเวอรี (Delivery) ร้านอาหารสุขภาพแบบบุฟเฟ่ต์ (Buffet) อาหารสําหรับผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ เป็นต้น นอกจากนั้นเรื่องการเคี้ยวอาหารที่นุ่มย่อยง่าย ก็จะเป็นสิ่งที่ต้องการซึ่งจําเป็นจะต้องหาผู้ผลิตและผู้จําหน่าย อุปกรณ์ช่วยอํานวยความสะดวก ที่ใช้กันแล้วอยู่ในประเทศไทยและควรจะส่งเสริมให้มีการใช้มากขึ้น ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ ที่ใช้งานง่ายพร้อมกับปุ่มกดพิเศษ กดเพียงปุ่มเดียวก็สามารถแจ้งเหตุสุขภาพได้ หรือแจ้งเหตุ อัคคีภัย หรือแจ้งเหตุร้ายอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องยกหูและไม่ต้องอธิบายว่าบ้านอยู่ที่ไหน เพียงปรับระดับด้วยกลไก อาจจะใช้มือหมุนหรือว่าใช้ไฟฟ้า ชุดเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ซึ่งออกแบบให้มีที่จับในตําแหน่งต่าง ๆ ที่จะช่วยในการนั่งและลุกขึ้นยืนได้สะดวกยิ่งขึ้น ราวจับบันไดเพื่อประคองตัวและพื้นกันลื่น โถชักโครกที่มีราวจับในตัว ลิฟต์บันไดหรือเก้าอี้ลิฟต์ ที่จะช่วยยกผู้สูงอายุนั้นขึ้นไปชั้นบนได้ แล้วก็ราวจับต่าง ๆ ในห้องน้ํา นอกจากนั้นการมีเว็บไซต์ (Web Site) หรือแอปพลิเคชัน (Application) สําหรับสามารถค้นได้เป็นภาษาไทย แล้วก็ ใช้สะดวกเกี่ยวข้องกับยาต่าง ๆ ว่ามียาอะไรที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ได้แล้วก็ปริมาณขนาดไหน สําหรับเรื่องการดูแลสุขภาพ ก็จะมีพวกอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คนไทยได้ทําขึ้น แล้วก็เข้าขั้นที่ได้รับ มาตรฐาน สามารถผลิตขึ้นขายได้ ก็อย่างเช่นวอล์กเกอร์ (Walker) สําหรับช่วยลุกยืนของ ผู้สูงอายุและผู้พิการ หรือไม้เท้าสําหรับแจ้งเตือนการล้ม รองเท้าเพื่อสุขภาพ อันนี้ก็รวมถึง รองเท้าที่เหมาะสําหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานซึ่งจะมีแผลได้ง่าย และที่สําคัญซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้พูดไปแล้ว ก็คือการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือแคร์กิฟเวอร์ (Caregiver) กลุ่มอาหาร ที่มีผู้ผลิตขายออกแล้ว ตัวอย่างเช่นการนํากุยช่ายไปปรับโฉมเพื่อบดผักเส้นใยเหนียว ให้อ่อนนุ่ม ผู้สูงวัยรับประทานได้สะดวก หรืออาหารแช่แข็งที่ปรุงขึ้นเหมาะสําหรับตามโรค เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่สามารถเข้าไมโครเวฟ (Microwave) และรับประทานได้เลย อาหารพร้อมบริโภคที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยสร้างเสริม สุขภาพของผู้สูงอายุให้แข็งแรง ผงชาพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพที่ประกอบด้วยธัญญาหารต่าง ๆ น้ําเชื่อมจากกล้วยตาก ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ได้มาจากตัวกล้วยตากธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติว่า น้ําเชื่อมเพียง ๑ ช้อนชามีคุณค่าเท่ากับทานกล้วยน้ําว้าถึง ๓-๔ ลูก หรือไอศกรีมซึ่งอาจจะใช้ กระเจี๊ยบเขียวที่มีปริมาณต่ํา ซึ่งทําให้ผู้ป่วยเบาหวานนั้นสามารถรับประทานได้โดยสะดวก และอร่อยโดยไม่มีปัญหาเรื่องน้ําตาล ประเด็นที่ผมใคร่ขอเรียนเสนอเพิ่มเติมเพื่อใช้ ในการผลักดันก็คือการเตรียมประชากรตั้งแต่วัยก่อนเกษียณให้เป็นผู้สูงวัยที่มีความพร้อม ในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีงาน มีเงิน มีสังคม และความต้องการต่าง ๆ ที่ได้จาก ผลการสํารวจซึ่งออกไปเป็น ๓ ด้าน ก็คือ การจัดสภาพแวดล้อมให้สังคมทุกวัยอยู่ร่วมกันได้ ในบ้านเดียวกัน ความต้องการด้านสุขภาพ ความต้องการด้านอาหาร ทั้งนี้ มิติที่เกี่ยวกับ กรรมาธิการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจก็คือว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แม้ท่านจะจัดเงินให้ จัดศูนย์บริการให้ แต่หากว่าเรายังนําเข้าจากต่างประเทศนั้นคือความไม่พอเพียง แต่ถ้าหากว่าเรามีการสนับสนุนและใช้ผลิตภัณฑ์ของคนไทยที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรม เหมาะสมก็สามารถที่จะทําให้การเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยนั้นเป็นไปได้อย่างยั่งยืน ท้ายสุดนะครับ ประเด็นข้อเสนอตามมาตรการที่ทํากันอยู่แล้วก็คือนิคมผู้สูงอายุ แล้วก็ การส่งเสริมเมืองน่าอยู่สําหรับสังคมสูงวัย มาตรการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้านวัตกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ําสําหรับผู้สูงวัย ทั้งนี้ ควรจะผลิตในประเทศเพื่อจะได้ไม่เสียดุลการค้า มาตรการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและการบริการภาครัฐให้ทั่วถึงและเท่าเทียม ผมใคร่ขอเรียนเสริม เพื่อสนับสนุนการนําเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปนะคะ ก็เป็นท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมคณะนี้อีกครั้งหนึ่ง คําว่า อีกครั้งหนึ่ง ก็แปลว่าเคยได้รับ คําขอบคุณจากผมมาแล้ว วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ เรื่องนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภานี้ แล้วสภานี้ก็ได้รับความเห็นชอบ เรื่องการปฏิรูปในหัวข้อการเตรียมการผู้สูงอายุ เป็นหัวข้อ ที่มีความสําคัญยิ่ง วันนี้คงไม่พูดในรายละเอียด เพราะผมจําได้ว่าผมได้อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว ครั้งนี้คณะกรรมาธิการมารายงานความคืบหน้าของการขับเคลื่อน การอภิปรายก็คงไป ในแนวของการบอกทิศทางการขับเคลื่อนอย่าให้หลงทางเท่านั้น คงเป็นเรื่องของการขัดสี แรเงาให้สวยงามขึ้น ต้องยอมรับว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ใกล้เข้ามาแล้วครับ สําหรับประเทศไทยก็คือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในไม่ช้านี้ สมัยก่อนเวลาเรา อวยพรคู่บ่าวสาวก็จะบอกว่าให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง เดี๋ยวนี้เมื่อใดที่เราอวยพรอย่างนี้คู่บ่าวสาวก็จะแลบลิ้นใส่เรา ผมกําลังพูดว่าหนุ่มสาว ในยุคปัจจุบันนี้ปฏิเสธการมีบุตรหรือการมีบุตรจํานวนมาก ต่างกับคนสมัยก่อน ประกอบกับ ด้านการแพทย์ ด้านสาธารณสุขเจริญก้าวหน้าไปมาก แก่ง่ายตายยาก ก็แปลว่าต่อไปนี้ สัดส่วนของผู้สูงวัยจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASEAN) รองจาก สิงคโปร์เท่านั้นเอง อีกไม่นานไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เป็นด้านสังคมผู้สูงวัย จะมาถึงประเทศไทยของเราอย่างแน่นอนครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ประเด็นนี้ผมอยากจะขัดสี จะแรเงา ประเด็นแรก ท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ไม่ควรจะมองข้ามในการที่จะตั้งชื่อ ท่านตั้งชื่อว่าการเตรียมการผู้สูงอายุ ในการตั้งชื่อ ท่านต้องตั้งชื่อให้สื่อความหมาย ได้ใจความตรงตามเนื้อเรื่อง ถ้าท่านตั้งชื่อว่าการเตรียมการผู้สูงอายุ ผมไม่ได้ความหมายว่า ให้ผู้สูงอายุไปเตรียมการ เตรียมการเพื่อคุณจะเป็นผู้สูงอายุหรือรัฐจะเตรียมการเพื่อรองรับ ผู้สูงอายุที่จะมากขึ้น ก็เสนอแนะให้กรรมาธิการตั้งชื่อเสียใหม่ ไม่ต้องไปดูฤกษ์ ท่านอาจจะ ตั้งชื่อให้ครอบคลุมว่าการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างนี้ชัดเลยครับ พร้อมทั้งตัวผู้สูงอายุเอง พร้อมทั้งภาครัฐที่จะต้องเตรียมการให้เขา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดูไปที่แผนการปฏิรูปตามรายงาน ในหน้า ๔ ผมใช้เวลาไม่มากครับ เพราะเป็นเรื่องเก่า มาหักพวงมาลัยให้ตรงเท่านั้นเอง หน้า ๔ บอกว่าการขับเคลื่อนในขณะนี้มีเจ้าภาพ ๒ กระทรวง ก็คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย ในหน้า ๔ ของแผนแรกนะครับ ทีนี้เมื่อเป็นอย่างนี้มิติของการขับเคลื่อนจะไม่ครอบคลุม เพราะในการที่จะ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เมื่อสักครู่คณะกรรมาธิการก็ชี้แจงไปแล้วจะต้องครบทุกมิติ ก็คือในเรื่องของด้านสุขภาพ ในเรื่องของด้านเศรษฐกิจ และในเรื่องของด้านสังคม ในด้านสุขภาพยังไม่มี กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาในแผนในรายงานของท่านนะครับ ท่านยังไม่มีกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแล เรื่องสุขภาพ จะมาสร้างการรับรู้ให้ผู้สูงวัยได้เตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง ๕ อ อาหาร อากาศ ออกกําลังกาย อารมณ์ การขับถ่าย ในเรื่องของการที่จะมีโรงพยาบาลสําหรับ ผู้สูงวัยเป็นการเฉพาะหรือเป็นโรงพยาบาลปกติแต่มีแผนกผู้สูงวัย นําเรียนนะครับ ไม่ใช่เป็นการหาเสียง ขณะนี้กรุงเทพมหานครกําลังสร้างโรงพยาบาลสําหรับผู้สูงวัย เป็นการเฉพาะที่บางขุนเทียน เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ๓๐๐ เตียง กรุงเทพมหานคร ได้นําแผนการปฏิรูปประเทศไปทําแล้วครับ กําลังสร้างอยู่ ท่านไปดูทะเลกรุงเทพฯ ท่านขับเส้นตรงไปท่าข้ามที่จะลงไปบางขุนเทียน ทะเลกรุงเทพฯ ตรงนั้นละครับ ซ้ายมือ กําลังสร้างโรงพยาบาลสําหรับผู้สูงวัยเป็นการเฉพาะ ในทางด้านเศรษฐกิจ ท่านมีกระทรวง ที่เกี่ยวข้องเข้ามาครบแล้วหรือยัง ถ้าท่านจะตั้ง จะขับรถคันนี้ ขับเคลื่อนไปที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง พม. และกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น กระทรวงแรงงานล่ะครับ การใช้แรงงานผู้สูงวัยในอนาคต การจัดงานให้กับผู้สูงวัย อย่างเหมาะสมในอนาคตเป็นเรื่องจําเป็นครับ เราต้องสร้างผู้สูงวัยให้เป็นพลังของชาติ ไม่ใช่เราเอาผู้สูงวัยมาเพื่อทําการสงเคราะห์เท่านั้น เพราะต่อไปนี้เราจะขาดแคลนแรงงาน ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ผมให้ดูตัวอย่างเล็ก ๆ ที่เรานําไปใช้ครับ กรุงเทพมหานคร ยังไม่ทิ้งผู้สูงวัย สัดส่วนของเจ้าหน้าที่ ของพนักงาน ของลูกจ้างกรุงเทพมหานคร เราจะให้โควตาผู้สูงวัย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พยาบาล เกษียณแล้วอายุ ๗๐ ปียังฉีดยา อยู่ที่สํานักงานสาธารณสุขเขต อายุ ๗๐ ปี เพราะเขาไม่ต้องออกแรงเหมือนถือค้อน ไปตอกตะปู แค่ปักเข็มฉีดยาเรายังใช้เขาอยู่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ การจัดหางานจะต้องมาดูเรื่องนี้ครับ ด้านสังคม กระทรวง ทบวง กรม ที่รับผิดชอบ เข้ามาเป็นเจ้าภาพครบแล้วหรือยัง ผมให้ดูตัวอย่างอีกครับ ของกรุงเทพมหานคร ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้สังคมผู้สูงวัย เรามีโรงเรียนสอนลีลาศสําหรับผู้สูงวัย กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครมีห้องสมุดผู้สูงวัย กําลังจะมีห้องสมุดศาสตร์พระราชา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กน้อยที่กรุงเทพมหานครถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องเตรียมความพร้อม ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้สูงวัยให้ทันกันกับสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่รอให้ผู้สูงวัยมากองอยู่ข้างหน้าแล้วแก้ปัญหาตามหลัง ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่ผมพูดไว้เมื่อคราวที่แล้วตอนอภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ ในที่ประชุมนี้ในเรื่องผู้สูงวัย แต่ในรายงานไม่ปรากฏครับ ผมขอทวงครับ ขอทวงถามก็คือ ผมอภิปรายในประเด็นว่าจะต้องมีเจ้าภาพที่มีฐานข้อมูลของผู้สูงวัยอย่างเป็นเอกภาพ ไม่อย่างนั้นท่านแก้ปัญหาไม่ได้ ใครจะเป็นเจ้าภาพ เจ้าภาพจะต้องมีฐานข้อมูลของผู้สูงวัย อย่างครบถ้วนในทุกด้าน ในทุกมิติอย่างเป็นเอกภาพ เช่นยอดผู้สูงวัยทั้งหมด กระทรวงแรงงาน ก็ไปอย่างหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขก็อย่างหนึ่ง กระทรวง พม. ก็อย่างหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยก็อีกอย่างหนึ่ง กทม. ก็อีกอย่างหนึ่ง สํานักงานสถิติก็อีกอย่างหนึ่ง ตกลงท้ายที่สุดผมดูในกูเกิล (Google) มันต้องมีครับ ฐานข้อมูลนี้จะต้องครอบคลุม ยอดผู้สูงวัยทั้งหมด แยกชาย หญิง ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอภิปรายไปแล้วเปิดดูได้ แยกตามกลุ่มอายุ แยกตามสุขภาพ ทํางานได้ ทํางานไม่ได้ ติดเตียง นอนเตียง คุณวุฒิ ประสบการณ์ในการทํางาน สถานภาพทางสังคม อื่น ๆ ดูแลตัวเองได้ ยังทํางานได้ ยังต้องการที่จะทํางาน สิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นข้อมูลดิบ แล้วกระทรวง ทบวง กรมที่เป็นเจ้าภาพ อย่างครบทุกมิติเอาข้อมูลนี้ไปเพื่อการปฏิรูป เพราะถ้าข้อมูลยังกระจัดกระจายอยู่อย่างนี้ ผมทวงอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านไม่มีทางปฏิรูปสําเร็จ นั่นคือการที่ผมขึ้นมานั่งรถคนนี้ ท่านกําลัง ขับเคลื่อนและผมกําลังบอกทางกับท่าน เราต้องไปกันให้ถูกทางครับ ผมฝากตัวอย่างหนึ่งครับ ตัวอย่างเล็ก ๆ แต่เชื่อว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมหรือความพร้อม ของเรา ต้องยอมรับว่าผู้สูงวัยส่วนหนึ่งยังทํางานได้ ผู้สูงวัยอีกส่วนหนึ่งทํางานได้เพียงเล็กน้อย อีกส่วนหนึ่งทํางานไม่ได้ แถมจะดูแลตัวเองไม่ได้เสียด้วยซ้ําก็ตกเป็นภาระของลูกหลาน ตกเป็นภาระของลูกหลานจนกระทั่งบริษัทประกันเอาไปขายประกันว่าจะได้ไม่เป็นภาระ ของลูกหลาน การตกเป็นภาระของลูกหลานนี้เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง ปัจจุบันนี้ลูกหลาน ที่พอจะมีกินไม่มีเวลาดูหรอกครับเพราะออกไปหากิน จําเป็นจะต้องจ้างคนมาดูแล น่าจะต้องเป็นกระทรวง พม. กระมังครับ ศูนย์บริการต่าง ๆ ที่ดูแลผู้สูงวัยหรือผู้ป่วย ท่านไปดูแลศูนย์เหล่านั้นบ้างไหม มาตรฐานเป็นอย่างไร ใช่หรือเปล่าครับ ผ่านการฝึก มาเป็นอย่างดีอย่างนั้นอย่างนี้ ผมมีประสบการณ์ตรง จ้างมาดูแลคุณแม่ผม ๒ วัน ๓ วัน ตามผู้ชายไปไม่เคยผ่านการฝึกอบรมอะไรมาเลย ฉะนั้นท่านต้องไปดูแลศูนย์นี้ก่อนครับ ในสังคมที่ลูกออกไปหากิน ลูกออกไปทํางาน ดูแลผู้สูงวัยไม่ได้ จ้างคนมาดูแลแทน เขาต้องดูแลแทนอย่างมีคุณภาพ ท่านเพียงดูแลตรงนี้ก่อนเท่านั้นเองครับ ส่วนหนึ่ง ของผู้สูงวัยที่ลูกหลานดูแลได้ก็ยังอยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นผู้สูงวัยที่ไม่เครียด ยังมีความอบอุ่นจากลูกหลานที่ดูแล จะไม่เป็นโรคซึมเศร้าแล้วฆ่าตัวตาย ผมฝากแค่ศูนย์นี้ ศูนย์เดียวท่านไปดูให้หน่อยครับ มีหลายศูนย์ มีเบอร์โทรศัพท์จะมาเอาที่ผมก็ได้ ผมรวบรวมไว้ทั้งหมด ท่านโทรไปศูนย์ลาดพร้าว ท่านโทรศูนย์ตลิ่งชัน ท่านโทรไปศูนย์พรานนก มีครบหมด แล้วศูนย์นี้ท่านไปดูเถอะสภาพเป็นอย่างไร อย่าให้เหมือนโชกุนแล้วกันครับ ขอบคุณครับ

ผู้อภิปรายท่านต่อไปนะคะ คือท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ของ สปท. ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องผู้สูงอายุแล้วก็เอากลับเข้ามาทบทวนกัน ในวันนี้นะคะ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดก็คือในรัฐธรรมนูญที่เราลงประชามติกันไป แล้วก็มีผลบังคับใช้แล้ว มีคําว่า ผู้สูงอายุ อยู่ ๓ ที่ แล้วสิ่งที่เรากําลังจะพูดกันนี้ก็เป็น เรื่องของการทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นจริง ตั้งแต่ในมาตรา ๒๗ มาตรา ๗๑ ที่สําคัญนะคะ แล้วอีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๑๒๘ เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนในการเป็นกรรมาธิการ แต่ว่าในมาตรา ๒๗ พูดถึงสิทธิ เป็นหลัก เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ในเรื่องของการอํานวยความสะดวกให้กับ ผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังพูดถึงกันก็เป็นการดําเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุได้สิทธิ ในเรื่องนี้ ตลอดจนมาตรา ๗๑ ที่เป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แล้วประเด็น ที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่จะต้องคํานึงถึงเรื่องของความเสมอภาค ที่สําคัญมากกว่านั้นก็คือเรื่องวัย เรื่องเพศ ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ดิฉันอยากจะให้ ความสําคัญเพิ่มเติมนะคะ ถ้าจะพิจารณาเรื่องของผู้สูงอายุแล้วก็คงต้องมีการเตรียมการ ในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นอยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมมากกว่าการมองไปที่ศูนย์พัฒนา คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ศพอส. ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนภายใน ๑ ปี แต่ดิฉันอยากจะให้อีก หลาย ๆ เรื่องก็ดําเนินการพร้อมกันไปด้วยนะคะ ตอนนี้ในประเทศเรามีสถิติในเรื่องของ ผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลําพังคนเดียวก็เยอะ เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุทั้งหมด แล้วก็ ๑๙ เปอร์เซ็นต์อยู่ลําพัง ๒ คนกับคู่สมรส ซึ่งแสดงว่าต่างคนก็ต่างเป็นผู้อาวุโสแต่ก็ต้อง อยู่กันตามลําพัง แล้วนอกจากนี้จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุของไทย ที่ศึกษาเมื่อ ๒-๓ ปีก่อนก็พบว่ามีความแตกต่างกันระหว่างเพศในเรื่องของความเป็นอยู่ เช่นผู้สูงอายุที่เป็นเพศหญิงไม่สามารถที่จะกลั้นปัสสาวะได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑ ใน ๕ ขณะที่ผู้ชายประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการรับประทานอาหารเองไม่ได้ มีผู้สูงอายุประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ คือชายหญิงใกล้เคียงกันรับประทานอาหารเองไม่ได้ เคลื่อนไหวเองไม่ได้ ผู้หญิง ๔ เปอร์เซ็นต์ ผู้ชาย ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าต้องมีผู้ช่วย นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของอาบน้ําเองไม่ได้ แปรงฟันเองไม่ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเมื่อรวมกันแล้ว เป็นจํานวนที่มากพอสมควรแล้วใครเป็นคนดูแลพวกเขา คงไม่ใช่เอามาไว้ที่ศูนย์ที่ท่านพูดถึง แต่ว่าก็คงจะอยู่ในบ้านแล้วทําอย่างไร หรือว่าถ้ามีเงินหน่อยก็เอาไปไว้ในศูนย์ที่ต้องเสียเงิน แล้วก็จะมีคนดูแล แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถที่จะทําแบบนั้นได้แล้วจะทําอย่างไร อันนี้ เป็นเรื่องที่เราคงจะต้องมาทบทวนพิจารณาแล้วจะทําอย่างไร นอกจากนี้สิ่งที่ควรจะเสนอ ในเรื่องของการปฏิรูปก็คือปัญหาเหล่านั้นนะคะ ปัญหานี้นํามาสู่เรื่องของอัตราพึ่งพิง ในที่สุดอัตราพึ่งพิงก็สูง พึ่งพาแรงงาน เราต้องไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติซึ่งมาทํางานแทน เพราะว่าเด็กเกิดน้อย ผู้สูงอายุเยอะ แล้วการดูแลผู้สูงอายุสุดท้ายไปอยู่ในมือของคนต่างชาติ ก็มีนะคะ ภาวะค่าใช้จ่ายของรัฐก็สูงขึ้น ขาดการดูแล ผู้สูงอายุในชีวิตประจําวัน ไม่มีคนดูแล เหล่านี้ สถานดูแล สถานที่อยู่ก็ไม่เหมาะสม ซึ่งดิฉันต้องขอบคุณที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเรื่องของการต้องไปดูแลสถานที่อยู่ของผู้สูงอายุด้วยแต่ก็คงไม่สามารถที่จะ ดูแลได้ทั้งหมด เพราะมิฉะนั้นเราคงจะไม่เห็นในเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือในทีวี (TV) มารับบริจาคกันอยู่เรื่อย ๆ นะคะ นอกจากนี้เรื่องสุขภาพและเรื่องรายได้ เพราะว่าผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งไม่มีรายได้ ๓๗ เปอร์เซ็นต์บอกว่าบุตรช่วยเหลืออยู่ แต่ผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตร จะทําอย่างไร บางส่วนยังทํางานอยู่ได้ประมาณอีก ๓๔ เปอร์เซ็นต์ เบี้ยยังชีพ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บํานาญ ๕ เปอร์เซ็นต์ มีเงินออม ๔ เปอร์เซ็นต์ พึ่งพาพี่น้อง ๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าพี่น้อง นี่ก็พึ่งพาได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องมีมาตรการมากขึ้น มาตรการอะไร เรื่องของ การบูรณาการดิฉันเห็นด้วยกับท่าน สปท. หลายท่าน เรื่องของผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องของ กระทรวง พม. หรือกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ว่ามันเป็นเรื่องของหลาย ๆ ภาคส่วน ที่จะต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแต่ท้องถิ่น แต่ชุมชนต้องเข้ามาร่วม รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข ไปจนกระทั่งถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ได้พูดถึงเรื่องของการวิเคราะห์ วิจัย เรื่องของการค้นคิดอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามาช่วยผู้สูงอายุ นี่ต้องเป็นหน้าที่ ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นด้วย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์เรานั้นร่วมกับการทํางาน ของมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ เรื่องของสาธารณสุขต่าง ๆ แล้วก็เรื่องของการขนส่ง สาธารณะ ซึ่งท่านก็บอกว่าจะต้องมีรถที่เหมาะสมอะไรอย่างนี้นะคะ แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะออกไปนอกบ้านแล้วทําแบบนั้นได้แล้วจะทําอย่างไร อาคาร ที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เมื่อคิดที่จะก่อสร้างอาคารต้องออกแบบอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็ต้อง ฝากไปถึงสํานักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่ ๒ กระทรวงเท่านั้นนะคะ เมื่อมีคําของบประมาณมา มีแบบมาก็ต้องมาดูว่ามีการออกแบบในเรื่องนี้หรือไม่ เรื่องของการออม ซึ่งอันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ต้องเข้ามาอีกว่า จะทําอย่างไร ตลอดจนเรื่องของการคลังที่จะต้องมาดูแลเรื่องสวัสดิการหรือว่าผลิตภัณฑ์ ที่ออกแบบ เพราะฉะนั้นคําว่าเกรย์อีโคโนมี (Gray Economy) ถึงเกิดขึ้น เป็นเรื่องของธุรกิจ สําหรับผู้สูงอายุ เราก็ควรจะมีการส่งเสริมตรงนี้ อาจจะมีมาตรการด้านภาษี หรือการส่งเสริม นวัตกรรมต่าง ๆ ในระยะยาวจะทําอย่างไร ตลอดจนการจัดหางาน ซึ่งดิฉันเห็นด้วย กับท่าน สปท. หลายท่านนะคะ เรื่องของภารกิจที่จะต้องทําเพื่อผู้สูงอายุที่มีความรู้ แทนที่จะเอาไปเรียนหนังสือ แต่งตัวเป็นนักเรียน ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าดิฉันสูงอายุมากกว่านี้ ดิฉันก็คงจะไม่ไปโรงเรียนของท่าน ดิฉันอยากจะใช้ศักยภาพของตัวเองมากกว่าไปนั่งเรียน แล้วแต่งตัวเป็นเด็ก ๆ แล้วนั่งเรียนแบบนั้นซึ่งมันก็ไม่เหมาะ ดิฉันคิดว่ามีหลายคนที่อยากจะ ทํางานเพื่อชาติต่อไป เพราะฉะนั้นศักยภาพที่จะทํางานเพื่อสังคมก็มี ชมรมผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จะทําประโยชน์ให้กับชุมชนก็น่าจะจัดตั้งขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคําว่า แอเรียเบส (Area based) คงต้องหมายถึงการดูแลศักยภาพของพื้นที่ ศักยภาพของบุคคล แล้วก็ทุนทางสังคมที่มีในพื้นที่นั้น แล้วก็ต้องการการวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งตรงนี้ ยังไม่มีแผนเรื่องของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละชุมชนเราคงต้องมี เพราะไม่อย่างนั้น จะเป็นแอเรียเบส (Area Based) ไม่ได้ ก็จะเป็นเชิงฟังก์ชัน (Function) เชิงแผนงาน ที่ส่งไปจากข้างบนแล้วก็ไปบอกว่าเป็นแอเรีย (Area) แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานที่คิดจากข้างบน แล้วก็ส่งลงไปอยู่ข้างล่าง ก็ไม่เรียกว่าแอเรียเบส (Area based) เพราะแอเรียเบส (Area based) ต้องเป็นแผนที่มาจากข้างล่างด้วย แล้วก็เป็นการทํางานร่วมกันของทุกภาคส่วน และมีการดําเนินงานที่มีการแนะนําการกํากับดูแล และมีการติดตามประเมินผล ถึงจะเรียกว่าแอเรียเบส (Area based) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ดิฉันก็อยากจะฝากเพิ่มเติม ในเรื่องของแนวทางสําหรับผู้สูงอายุ เผื่อว่าท่านจะไปเขียนข้อเสนอเพิ่มเติม แล้วไหน ๆ ก็เดินหน้ามาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วก็มีการขับเคลื่อนมาพอสมควร ก็คงจะต้องฝากไปถึง คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ หรือเรื่องของสาธารณสุข เช่นระบบบํานาญและการออม สําหรับผู้สูงอายุนี้จะทําอย่างไร เพราะว่าหลายคนยังขาดหลักประกันในเรื่องรายได้ ท่านบอกว่ามีการลงทะเบียนผู้สูงอายุที่จะไปทํางาน ดิฉันก็สงสัยเหมือนกันว่างานสําหรับ ผู้สูงอายุนี้จะให้ไปทําอะไร ไปทําความสะอาด หรือจะไปทําอะไร มีหลายเรื่องที่จะต้องคิด ละเอียดอ่อนไปนะคะ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจะเป็นอย่างไร เราคงไม่ได้มองเฉพาะผู้สูงอายุแต่ละคน แต่เราต้องมองถึงภาพใหญ่ของประเทศ โดยภาพรวม ถ้าต้องแบกภาระแบบนี้รัฐจะต้องเตรียมการอย่างไร เพราะฉะนั้นคงต้องคิดเป็นภาพใหญ่ และผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินเก็บหลังชีวิตการทํางานเขาจะอยู่อย่างไร นอกจากนี้ตลอดจน การส่งเสริมการเกิดเปรียบเทียบ อาจจะต้องไปคิดถึงขั้นนั้น เราคงจะดูเฉพาะผู้สูงอายุ อย่างเดียวไม่ได้ คงต้องดูการเกิดเปรียบเทียบ เพราะว่ามีผลต่อเรื่องของแรงงานในอนาคต ตลอดจนเรื่องของส่งเสริมการออกแบบสินค้าที่อํานวยความสะดวก ซึ่งอันนี้ดิฉันได้พูดไปแล้ว แต่ดิฉันอยากจะเพิ่มเติมเล็กน้อย เพราะว่าในเรื่องของการมีผู้สูงอายุที่มีศักยภาพควรได้รับ การส่งเสริมให้มีงานทํา แล้วผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมนั้นสามารถที่จะดึงดูดผู้ลงทุนจาก ต่างประเทศได้ ก็ต้องฝากไว้สําหรับตรงนี้ และขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ เพราะสักวันหนึ่ง ดิฉันคงต้องไปใช้บริการของท่านเหมือนกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ พูดเป็นคนท้าย จริง ๆ เกือบทุกเรื่องที่ผมจะพูดปรากฏว่า ก่อนหน้าผมสมาชิกเกือบทุกท่านก็ได้พูดไปจนเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็พยายาม จะหาช่องที่ยังไม่มีใครพูด ก็หาไม่พบ แต่เป็นสิ่งที่คิดว่าอย่างไรต้องอภิปรายเพื่อเติมเต็ม ในสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ทําเอาไว้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ประเด็น เรื่องผู้สูงวัยนั้นเป็นประเด็นที่กําลังครึกโครมแล้วก็เป็นที่กล่าวขวัญกันในนานาประเทศ ทุกประเทศก็ว่าได้ สังคมไทยนั้นมีคํากล่าวว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ําตา แต่ในกรณีนี้นั้น ผมคิดว่าคงไม่มีใครประสงค์เช่นนั้น สังคมสูงวัยที่เราประสบอยู่เป็นปัญหาที่จะมากขึ้น เรื่อย ๆ ในอนาคต ถ้าเห็นตัวเลข เห็นสถิติต่าง ๆ แล้ว ต้องบอกว่าน่าตกใจ หลาย ๆ ท่านได้พยายามที่จะพูดตัวเลขไปแล้ว ในปี ๒๕๕๙ ผู้สูงวัยนั้น มีอยู่ประมาณ ๑๐.๗ ล้านคน คิดเป็นประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันตัวเลขขยับขึ้นมาแล้ว เป็นประมาณ ๑๑.๒ ล้านคน คิดเป็น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ และในปี ๒๕๖๔ อีกไม่นานครับ ๓ ปี ๔ ปีข้างหน้าแค่นั้นเอง เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์เพราะตัวเลขของผู้สูงวัยนั้น จะขยับขึ้นเป็นประมาณ ๑๓ ล้านกว่าคน ฟังตัวเลขแล้วน่าตกใจ แต่จะน่าตกใจและน่ากลัว มากขึ้นถ้าเราได้ทราบว่าในบรรดาผู้สูงวัยทั้งหมดนั้นพบว่าคนที่อยู่คนเดียวตามลําพัง เชื่อไหมครับ มีอยู่ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คนเศษ ๙๐๐,๐๐๐ คนนี้คิดเป็นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนผู้สูงวัยทั้งหมด และตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นอีก จะพบว่า ในบรรดาผู้สูงวัยทั้งหมด ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงวัยที่มีสภาวะของร่างกายหรือสุขภาพ ที่เรียกว่า เจ็บป่วยไม่มากก็น้อย ๙๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๙๕ คนจาก ๑๐๐ คน ฟังแล้วน่าตกใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะเติมเต็มที่ทางกรรมาธิการท่านได้พูด และก่อนหน้าจะอภิปราย ผมได้คุยกับท่านสุรินทร์ ท่านบอกว่าหมอช่วยพูดเรื่องสุขภาพหน่อย พูดเยอะ ๆ เรื่องนี้ เป็นปัญหาเยอะ ผมก็เห็นด้วยกับท่าน ก็คงจะขออนุญาตเติมเต็มในสิ่งนี้ เพราะมิติต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้ทําเอาไว้นั้นสมบูรณ์แล้วครับ มิติที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยนั้น ได้แก่เศรษฐกิจ รายละเอียดของท่านก็ว่าไป สังคม รายละเอียดก็ว่าไป สุขภาพ อันดับสุดท้าย คืออนามัยและสิ่งแวดล้อม ผมจะเติมเต็มเรื่องของสุขภาพเพราะได้รับการขอร้องให้พูดถึง ในเรื่องนี้มาก และผมก็เห็นอยู่กับตา ได้ยินอยู่กับหู ประสบการณ์ตัวเองก็มีมากพอสมควร เพราะผมเป็นหมอ เป็นแพทย์ทางด้านสมอง ก็ดูแลผู้สูงอายุมามากพอสมควร พิกลพิการ อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคต่าง ๆ สมองเสื่อม ผมดูมาเยอะครับ แล้วก็เคยมีส่วนร่วมในชมรม ผู้สูงอายุของโรงพยาบาลบางแห่ง สังคมสูงวัยนั้นสิ่งที่เขาต้องการหลายท่านได้พูดแล้ว อันดับแรก คือเงิน อันดับที่ ๒ คืองาน อันดับที่ ๓ คือสังคม ขออนุญาตเติมอันดับที่ ๔ คือสุขภาพที่ดี เงินนั้นเราบอกแล้วว่าแหล่งที่มาก็มาจากหลายทาง แต่พบว่าสังคมเรา เป็นสังคมอุปถัมภ์ค้ําจุนคนในครอบครัว ผู้สูงวัยก็ได้รับการช่วยเหลือจุนเจือจากบุตรหลาน อันนี้เป็นอันดับแรก รองลงมาก็คือการทํางานด้วยตนเอง รองลงมาก็คือบําเหน็จบํานาญ แล้วก็เงินออมต่าง ๆ เงินต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่นั้นถ้าขาดเพียงอย่างเดียวแล้วเงินที่หามา จะไปไหนเสีย ก็หมดไปกับค่าแพทย์ ค่ายา ค่าเดินทางไปพบแพทย์ นั่นคือเรื่องสุขภาพครับ เพราะฉะนั้นการเตรียมการผู้สูงวัยที่เรากําลังจะพูดถึงนั้นไม่ใช่เตรียมเมื่ออายุประมาณ ๕๗ ปี ๕๘ ปี ๕๙ ปี ใกล้จะ ๖๐ ปี ใกล้จะเป็นผู้สูงวัยแล้ว สายไปเสียแล้ว ทุกภาคส่วน ประชารัฐ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลคนทุกคนในสังคมตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะถ้าดูแลเมื่อสูงวัยแล้ว อายุ ๖๐-๗๐ ปีแล้วต้องบอกว่าช้าไปแล้ว ใกล้จะพิกลพิการแล้ว เส้นเลือดในสมองใกล้จะแตกแล้ว เป็นเบาหวานก็มีโรคแทรกซ้อนแล้ว เส้นเลือดหัวใจเริ่มตีบ ต้องไปฉีดสี ต้องไปขยายหลอดเลือดหัวใจ สิ้นเปลืองเงิน สิ้นเปลืองงบประมาณอีก เป็นจํานวนมาก ดังนั้นการเตรียมการผู้สูงวัยนั้นต้องเตรียมทั้งหมดครบ ๓๖๐ องศา ตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยสูงวัย ๔๐-๕๐ ปี ใกล้จะ ๖๐ ปีต้องเรียนรู้แล้ว เรียนรู้การดูแลสุขภาพตนเอง เรียนรู้การตรวจเช็ก (Check) ร่างกาย เรียนรู้การออกกําลังกาย และ ๕ อ ดังที่ได้มี ผู้กล่าวไปแล้ว อาหาร ออกกําลังกาย อารมณ์ อนามัยสิ่งแวดล้อม และการขับถ่ายอุจจาระ เป็นต้น ท่านประธานครับ มีตัวเลขที่บอกว่าคนไทยมีการสํารวจสภาวะสมองเสื่อมปัจจุบันนี้นะครับ ประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ ๑๐๐ คนจะมีคนสมองเสื่อมอยู่ประมาณ ๘ คนหรือ ๙ คน ต้องบอกว่า ๘ คนหรือ ๙ คนนั้นอยู่ในสภาวะสมองเสื่อมที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ ถ้าเป็นโรคที่เรียกว่าอัลไซเมอร์ (Alzheimer) แล้วยิ่งถ้าอยู่คนเดียวเป็นอะไรที่น่าอเนจอนาถ เป็นอย่างมาก โดยภาพรวมทั้งหมดปัญหาสุขภาพที่ผมจะกล่าวถึงนี้ขอยกให้เป็นประโยคหนึ่ง ที่มีความสําคัญเป็นอย่างมากที่ฝากทางท่านกรรมาธิการช่วยประสาน เพราะสิ่งที่ท่าน ได้ทําเอาไว้คือการเซ็นเอ็มโอยู (MOU) ในเอกสารหน้า ๗ กับหน่วยงานต่าง ๆ ประมาณ ๑๗ หน่วยงานนั้น ใน ๗๗ หน่วยงานนั้นมีหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ อาทิ กรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์หรือสาธารณสุขอยู่ถึง ๕ หน่วยงาน ซึ่งมาก ต้องขอเรียนว่าควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าทุกข์ที่เป็นทุกข์มหันต์ของผู้สูงอายุ เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพคือการเข้าถึงบริการสุขภาพ นี่คือประโยคทองที่ผมขอฝากทาง กรรมาธิการท่านเอาไว้ สาเหตุมาจากความแออัดคับคั่งของผู้ป่วยที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาล พูดถึงคําว่าสุขภาพพูดลอย ๆ แล้วเมื่อเจ็บป่วยต้องไปโรงพยาบาล ท่านเชื่อไหมว่าเคยมีการสํารวจ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสูงวัยสูงอายุที่ไปโรงพยาบาลต้องใช้เวลาคือ ๑ วันเต็ม ๆ ในการเข้าถึง บริการสุขภาพนับตั้งแต่ไปโรงพยาบาล พบแพทย์ รอการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ รอตรวจแล็บ (Lab) รอรับยา ทั้งหมดกระบวนการนี้คือ ๑ วันเต็ม ๆ บางครั้งเสียเวลา ๑ วันเต็ม ๆ เพียงแค่ขอไปวัดความดันโลหิตที่โรงพยาบาล ผมเคยเจอคนไข้เป็นจํานวนมากเขาไม่รู้จัก เครื่องวัดความดันโลหิตมาก่อนในชีวิต พอตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงต้องเหมารถ เพื่อไปวัดความดันสูงหรือไม่สูงก็รักษาไป เพราะฉะนั้นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหรือประชารัฐที่จะต้องจัดช่วยกันดูแลคือทําอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึง บริการสุขภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีคุณภาพมาตรฐาน อันนี้ผมฝากไว้ สิ่งที่จะทําได้ คือฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ในอดีตกระทรวงสาธารณสุขเคยใช้วิธีการขอความร่วมมือ ขอความเมตตาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในสังกัดสําหรับผู้สูงวัยอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปว่ามีช่องทาง อย่างไรที่จะสามารถทําให้ผู้ป่วยที่อายุมากสูงวัยเข้าถึงบริการได้ แต่การเข้าถึงนั้นเข้าถึง เพียงแค่สเตป (Step) แรก หรือขั้นตอนแรกของการไปโรงพยาบาลแค่นั้นเองครับ คือการทํา ประวัติข้อมูล การทําเวชระเบียนเขาจะได้เร็วขึ้น แต่หลังจากนั้นช่องทางต่าง ๆ เต็มไปด้วย การเสียเวลาอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ผมได้รับฟีดแบ็ก (Feedback) มาตลอด ทุกวันนี้ ให้หาเส้นให้ ให้หาช่องทางให้ จะไปโรงพยาบาลนั้นขอช่องทาง ขอลัดคิว ขออย่างโน้น ขออย่างนี้ ผู้สูงวัยอายุ ๗๐ ปีมาขอให้ผมหาฟาสต์แทร็ก (Fast Track) หาช่องทางลัด ในการเข้าตรวจรักษาหรือในการพบแพทย์ ผมฟังแล้วมันน่าอนาถ มันควรจะเป็นคุณภาพ และมาตรฐานที่รัฐจัดให้กับผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นท่านทําอย่างไรก็ได้ที่ให้มีฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ในทุกช่องทางไม่ว่าทําบัตร ทําประวัติในการพบแพทย์ ในการตรวจวินิจฉัย ไม่ใช่ออกจากห้องแพทย์แล้วไปรอเอกซเรย์อีก ๒ ชั่วโมง รอเอกซเรย์ ๒ ชั่วโมงเสร็จหมอสั่ง เจาะเลือดด้วย ไปรอเจาะเลือดอีก ๑ ชั่วโมง แล้วรออีก ๒ ชั่วโมงสําหรับรอฟังผล ฟังผลแล้ว รอพบแพทย์อีก ๒ ชั่วโมง แล้วก็รอรับยาอีก ๒ ชั่วโมง แล้วมันจะไม่ให้วันหนึ่งได้อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านลองคิดถึงสภาพของผู้สูงวัยอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปีที่ไปโรงพยาบาลแล้ว อยู่ในสภาพอย่างนี้ ผมว่าเป็นอะไรที่ลําเค็ญเกินไป มาตรการการขอร้องหรือขอความร่วมมือนั้น คงไม่เพียงพอ ผมพูดครั้งนี้เป็นปากเสียงให้กับผู้สูงวัยทั้งประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าจะพลิก ที่เป็นการปฏิรูปจริง ๆ ฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ให้เป็นจริงแล้วเกิดขึ้นทุกขั้นตอน ผู้สูงวัยไปโรงพยาบาลอายุ ๘๙ ปี ๙๐ ปี ไปโรงพยาบาลทําทุกอย่างขั้นตอนควรจะได้กลับมา รับประทานอาหารเที่ยงอาหารกลางวันที่บ้านครับ ไม่ใช่ทุกวันนี้รับประทานอาหารค่ํา ที่โรงพยาบาลซึ่งอนาถเกินไป เพราะฉะนั้นผมฝากเอาไว้สําหรับทางกรรมาธิการ เอกสาร ทั้งหมดท่านทําเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวท่านได้ใจผู้สูงวัยทั้งประเทศมหาศาล แล้วสิ่งที่ ประชาชนจะได้นั้น ครอบครัวก็จะได้ เขาก็จะมีความสุข นอกจากเงิน งาน สังคมแล้ว ผมฝากเรื่องสุขภาพคือการเข้าถึงบริการสุขภาพ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สปท. ค่ะ ดิฉันตั้งใจจะพูดเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพ แต่ว่า ต้องขอบคุณคุณหมอเฉลิมชัยที่ท่านได้กล่าวครอบคลุมไว้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ว่ามีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการเพื่อเสริมให้รายงานของท่านคิดว่าจะได้สมบูรณ์พร้อม เพราะว่าท่านได้ทํารายงานนี้มาอย่างครอบคลุมมากอยู่แล้ว เราทุกคนยอมรับกันว่าขณะนี้ ปัญหาของผู้สูงวัยคือผู้ที่ได้รับใช้ประเทศมาอย่างยาวนาน พอถึงเวลาที่เขาจะได้รับการดูแล ทางด้านสาธารณสุข ทางด้านสังคม สาธารณูปโภคต่าง ๆ ดีมากขึ้น เขาก็อยู่นานขึ้น แล้วก็มีจํานวนเพิ่มมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นปัญหาอันหนึ่งของประเทศ ก็ขอเรียนว่าถ้าหาก จะให้ผู้สูงวัยเหล่านี้ได้มีชีวิตอย่างมีคุณภาพตามที่พวกเราต้องการจนกว่าเขาจะสิ้นชีวิตไป จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมากทีเดียว ต้องเรียนให้ทราบว่าสิ่งที่เราจะต้องเตรียมการอันหนึ่ง ก็คือการที่รัฐจะต้องหารายได้ไว้เตรียมตัวสําหรับประชากรสูงวัยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในไม่ถึง ๑๐ ปีข้างหน้า ดิฉันก็อยากจะขอเพิ่มเติมในข้อเสนอแนะการขับเคลื่อน อย่างเร่งด่วนว่านอกจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์แล้ว กระทรวงการคลังท่านก็ควรจะคิดเรื่องนี้ เพราะว่าขณะนี้ ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการกึ่ง ๆ ทางด้านสุขภาพ ทางด้านการรักษาพยาบาลมาจาก งบประมาณของรัฐทั้งหมดครอบคลุมประชาชนเกือบทั้งประเทศ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของคนไทย แล้วทั้งหมดมาจากเงินภาษี มีส่วนของประกันสังคมเท่านั้นที่ผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ประกันตน สมทบ ๑ ใน ๓ ของสวัสดิการข้าราชการก็เป็นที่รัฐออกให้ทั้งหมดตามที่ได้รักษาพยาบาล ส่วนที่เหลือนอกจากนั้นประมาณ ๕๐ ล้านคนก็เป็นเงินมาจากภาษีทั้งนั้น แล้วฐานภาษี ของประเทศนี้ก็ค่อนข้างจะแคบ ท่านก็คงจะทราบว่าภาษีรายได้มีคนเสียจริง ๆ ก็ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนประมาณนั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งหมดแล้วก็เพิ่มขึ้นตลอดเวลาสําหรับ ค่ารักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากระทรวงการคลังจะต้องคิด กระทรวงสาธารณสุขเอง ก็จะต้องคิดว่าเราจะหารายได้เพิ่มเติมเหล่านี้มาจากไหนนะคะ การขยายฐานภาษีเป็นสิ่งที่ จําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทําให้มากกว่านั้น ในเรื่องของการรักษาพยาบาลสําหรับผู้มีฐานะ ทางเศรษฐกิจพอที่จะช่วยเหลือได้ เรื่องของคอสต์แชริง (Cost Sharing) หรือการประกัน สุขภาพเสริม นอกเหนือไปจากสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพแล้วเป็นสิ่งที่ควรจะเร่งรัดให้เกิดขึ้น เพื่อเติมเงินเข้าสู่ระบบ แล้วจะใช้เงินเหล่านี้ไปในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของแวต (VAT) ซึ่งเงื้อง่ามานานแล้ว อาจจะต้อง ถึงเวลาที่จะต้องคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าการที่จะเติมเงินเข้าสู่ระบบให้ได้ผล อย่างรวดเร็วนี้ก็คงจะต้องอาศัยในเรื่องของการเพิ่มภาษีของแวต (VAT) อีกด้านหนึ่ง เหมือนกัน เพราะว่าการที่จะดูแลอย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องดูแลทั้งสุขภาพส่วนบุคคล และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ลักษณะที่อยู่ เราจะเห็นได้ว่าในขณะนี้มีผู้สูงอายุเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อสูงอายุ มากขึ้น สิ่งที่จะปรากฏชัดก็คือการเสียสมรรถภาพในการทรงกาย เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่า มีข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นว่าผู้สูงอายุหกล้มจนกระทั่งพิการหรืออะไรมากมาย เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ยังสนับสนุนว่าบางทีบ้านพักคนชราซึ่งมีลักษณะการก่อสร้างที่เอื้ออํานวย ต่อการดํารงชีวิตของผู้สูงอายุอาจจะเป็นสิ่งที่จําเป็นในขณะนี้สําหรับทุกจังหวัดที่ควรจะมี อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ยากจนและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ไม่เอื้ออํานวยต่อการดํารงชีวิต สามารถที่จะมีที่อยู่ที่ให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ ในบั้นปลายของชีวิต เพราะฉะนั้นก็ควรจะได้ดําเนินการ แล้วก็สามารถที่จะดําเนินการ ของบประมาณได้อย่างเร่งด่วน สตาร์ต (Start) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ก็ยังสามารถที่จะ ดําเนินการได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องการ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะร่วมกันเรียกร้องในทุกกระทรวงก็คือเรื่องของ สาธารณูปโภคที่เป็นสาธารณะสําหรับสังคมผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่าราวเกาะบันไดควรจะมี ทุกองค์กรของรัฐที่จะต้องติดเอาไว้ เพราะว่าจะช่วยในการที่จะป้องกันอุบัติเหตุ บันไดเลื่อน ที่จําเป็นสําหรับ อาจจะมากเกินไป แต่ดิฉันคิดว่าต่อไปก็จะจําเป็น บันไดเลื่อนสําหรับ สะพานลอยข้ามถนน เคยเห็นผู้สูงอายุหลายคนยอมที่จะโดนตํารวจจับแล้วก็ปรับ เพราะเขาบอกว่าเขาไม่มีแรงที่จะปีนขึ้นสะพานลอย เช่นเดียวกับขึ้นบันไดเลื่อน ขึ้นขนส่ง สาธารณะต่าง ๆ เช่นรถไฟฟ้าก็คงจะจําเป็นสําหรับสังคมผู้สูงอายุด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ จะต้องปรับทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันเหลือสุดท้ายที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือเรื่องเศรษฐกิจ ของผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่าบางทีรัฐอาจจะต้องคิดว่าการที่จะให้ผู้สูงอายุแต่ละคนได้เงิน ๘๐๐ บาท หรือแม้กระทั่ง ๑,๕๐๐ บาท จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะว่าพูดถึงค่าครองชีพ ในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ท่านเหล่านั้นดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ ถ้าเผื่อท่าน เอามาปรับในสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภค เช่นบ้านพักที่มีคุณภาพ เช่นสถานพยาบาลที่มีคุณภาพ เช่นการขนส่งซึ่งให้ความสะดวกกับผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ผู้สูงอายุดํารงชีวิตได้อย่างมี คุณภาพ โดยเฉพาะบ้านพักผู้สูงอายุที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รวมทั้งอาหารที่เหมาะสม ประกอบกับศูนย์พัฒนาคุณภาพผู้สูงอายุจะทําให้ท่านเหล่านั้นสามารถจะดํารงชีวิตอยู่ ได้อย่างมีคุณภาพ แทนที่จะมาแจกเงินคนละ ๑,๐๐๐ บาท หรือคนละ ๙๐๐ บาท แล้วปล่อยให้เขาไปอยู่ในบ้านซึ่งผุพัง ไม่มีส้วมที่เหมาะสมอะไรพวกนี้ แล้วก็อด ๆ อยาก ๆ คือไม่พอกินแน่ ๆ อันนี้ก็อยากจะฝากเอาไว้

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งควรจะต้องทําตั้งแต่บัดนี้ในปีนี้ เป็นข้อเสนอแนะก็คือเรื่องของ การออม ดิฉันคิดว่าในข้อมูลที่ทําเซอร์เวย์ (Survey) ระบุว่าคนไทยเริ่มคิดถึงการออม เมื่ออายุ เปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดคืออายุประมาณ ๔๕ ปี หรือ ๕๐ ปี ซึ่งคิดว่าสายเกินไปเสียแล้วที่จะได้ผลจากการออมอย่างสามารถจะดํารงชีวิตอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการออมควรจะเป็นเรื่องที่บรรจุอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ให้เด็ก ได้คํานึงถึงเรื่องของการออมควบคู่ไปกับการดําเนินชีวิตของเขาในอนาคต เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มทํางานควรจะได้คิดถึงการออม แล้วกองทุนการออมทั้งหลายควรจะกระจายไปสู่ พื้นที่ในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในจังหวัดอะไรพวกนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงกองทุน การออมได้อย่างสะดวก และให้เริ่มออมตั้งแต่เมื่อเริ่มทํางาน เมื่อเขาเข้าวัยสูงอายุ ผลประโยชน์ที่เขาได้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การดํารงชีวิตของเขามีคุณภาพดีมาก ยิ่งขึ้น อันนี้ดิฉันก็ขอฝากเอาไว้สําหรับเรื่องของข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนเร่งด่วนด้วย ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผมขอชื่นชมและสนับสนุนการนําเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่องการเตรียมการผู้สูงอายุ เพราะว่าในวันนี้ตามคํานิยาม ของสหประชาชาตินั้น ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว กล่าวคือ มีประชากร อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ ๑๐ ของประชากรทั้งประเทศ และอีกไม่กี่ปีจะก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือมีประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ที่มีอายุต่ําสุดอายุ ๔๑ ปี ผู้ที่มีอายุสูงสุด ๘๙ ปี ในสภานี้มีอายุเฉลี่ย ๖๓.๒๙ ปี ถ้านับ ตามอายุเฉลี่ยแสดงว่าสภานี้อยู่ในระดับของผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุ แต่ผมอยากเรียนว่า ผู้สูงอายุนั้นถ้าดูจากสถิติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว มีผู้สูงอายุที่ติดเตียงอยู่ประมาณร้อยละ ๒ ผู้สูงอายุที่ติดบ้านประมาณร้อยละ ๑๙.๕ ผู้สูงอายุ ติดสังคมร้อยละ ๗๙.๕ ความหมายก็คือผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังเป็นผู้สูงอายุที่ทํางานได้ ออกสังคมได้ ทํากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ได้ จากอายุเฉลี่ยของสภานี้ที่ผมกล่าวคือ ๖๓.๒๙ ปี ล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงอายุที่ทําประโยชน์ต่อสังคมได้ ผมจึงอยากให้มองว่าสังคมผู้สูงอายุนั้น ในวันนี้และในวันข้างหน้าเป็นปรากฏการณ์ปกติของสังคม คือเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุ เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเราควรจะมองความเป็นผู้สูงอายุนี้เป็นเรื่องปกติ และความเป็นผู้สูงอายุนี้มีประโยชน์ต่อสังคมด้วย ท่านได้นําเสนอในประเด็นที่เกี่ยวกับสังคม อย่างดีเยี่ยมอยู่แล้ว ผมอยากเรียนประเด็นทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้สูงอายุ เป็นผู้ที่อยู่ในสังคมโดยทั่วไปแล้ว จึงควรที่จะต้องดําเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุได้เป็นพลัง ที่สําคัญในทางเศรษฐกิจมากกว่า ที่จะมองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระทางเศรษฐกิจและสังคม แม้ว่าส่วนหนึ่งจําเป็นที่จะต้องดูแล ในเชิงของสวัสดิการก็เป็นสิ่งที่จะต้องดําเนินการ แต่ส่วนที่เหลือที่ยังอยู่ในสังคมได้ตามปกติ ที่ยังทํางานได้ตามปกติน่าจะมีมาตรการที่สําคัญในการสนับสนุนให้สังคมเช่นนี้เดินไปได้ นั่นก็คือควรจะมีมาตรการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านภาษีที่จะให้สิทธิประโยชน์กับโครงการที่มี ความสําคัญในอุตสาหกรรม สินค้าผู้สูงอายุ เพราะว่าในสังคมสูงอายุนั้นมีสินค้าบางประเภท ที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ทั้งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ในบ้าน สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสัญจรไปมา สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม การขนส่งทั้งปวง ควรที่จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีสําหรับการวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สินค้าของผู้สูงอายุ นอกจากนั้นเพื่อที่จะจูงใจให้มีผู้เชี่ยวชาญในการดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ เรื่องของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย นวัตกรรมต่าง ๆ ก็ตาม ควรที่จะให้ สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเงินได้สําหรับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ในอัตราพิเศษแตกต่างจากอัตรา ภาษีเงินได้ทั่วไป นอกจากนั้นน่าจะมีการพิจารณาในเรื่องของการลดหรือยกเว้นอากรขาเข้า สําหรับชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตหรือให้บริการอุตสาหกรรมสําหรับผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าสําหรับผู้สูงอายุ และนอกจากนั้นควรจะยกเว้นอากรขาเข้าสําหรับของที่นําเข้า เพื่อการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมสําหรับผู้สูงอายุ การให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจที่จะสนับสนุนการปฏิรูปทางด้านสังคมที่ได้นําเสนอ ไปแล้ว เพื่อที่จะให้ผู้สูงอายุที่เป็นสังคมที่สําคัญขึ้นมาทุกวันเป็นสังคมปกติทั่วไปที่สามารถ อยู่ในสังคมได้ ที่สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจได้ ขณะนี้รัฐบาลได้มีเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งกําลังพิจารณาเพิ่มอัตราเบี้ยผู้สูงอายุอยู่ รัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีในเรื่องของ การทํางานของผู้สูงอายุ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสําหรับนิติบุคคลที่จ้างแรงงาน ผู้สูงอายุไปแล้ว แต่สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ผมได้เรียนนําเสนอนั้นน่าจะช่วยทําให้สังคม ผู้สูงอายุได้เป็นสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น กรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจ คือท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ได้เสนอไปแล้ว ๓ เรื่อง ซึ่งผมขอเรียนเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งว่าควรจะมีมาตรการส่งเสริมเมืองน่าอยู่สําหรับสังคมผู้สูงวัย มาตรการจัดซื้อจัดจ้างสินค้านวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ําสําหรับผู้สูงวัยที่ผลิต ในประเทศ คือการส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจัดซื้อจัดจ้าง สินค้านวัตกรรมเหล่านี้ มาตรการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการบริการภาครัฐให้ทั่วถึง และเท่าเทียมสําหรับผู้สูงวัย ผมขออนุญาตเรียนเสนอเพิ่มเติมจากการชื่นชมผลงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคมดังที่ได้กล่าวแล้วครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายเพิ่มไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ดิฉันขอปิดการอภิปรายนะคะ แล้วขอเรียนเชิญท่านประธาน กรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญค่ะ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านวิเชียรชี้แจง เดี๋ยวผมค่อยตบท้ายนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวิเชียรค่ะ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขอบคุณท่านสมาชิกถึง ๘ ท่าน ที่ได้ร่วมให้ข้อคิด ข้อพิจารณา ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ผมแยกแยะแล้วปรากฏว่าเป็นเรื่องที่มีความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ แล้วก็เรื่องการจัดการค่อนข้างมาก แต่ว่ามีเรื่องหนึ่งที่ท่านทั้งหลาย ได้ให้ข้อแนะนําต่าง ๆ แล้วบังเอิญในคณะกรรมาธิการมีท่านผู้ร่วมชี้แจงคือท่านอธิบดี กรมกิจการผู้สูงอายุอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ขออนุญาตเรียนว่ามีหลายเรื่องที่เกี่ยวโยงกับ ภารกิจในฐานะเป็นเจ้าภาพหลักของส่วนราชการที่จะไปดําเนินการ ก็จะได้ฝากในเรื่องที่เป็น ส่วนราชการหรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับไปดําเนินการได้ ขออนุญาตเรียนว่าที่เป็นข้อเสนอแนะของ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เรื่องช่องทาง ตอนแรก ผมฟังก็เป็นห่วงเพราะว่าคนอายุ ๖๐ ปีแล้วเป็นผู้สูงวัยไปโรงพยาบาลตอนนี้ เห็นผู้ที่ไป โรงพยาบาลเข้าคิวอยู่ก็เป็นผู้สูงวัยเกือบทั้งหมดเลย แต่ว่าก็ดีใจตอนท่านบอกว่าเอาคนที่อายุ ๗๐-๘๐ ปี ที่มีลักษณะทางกายภาพที่ไม่สะดวกในการที่ใช้เวลามาก คิดว่าเป็นข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์และดียิ่ง ก็จะได้ผนวกเป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับไปพิจารณาดําเนินการต่อ หลายท่าน เช่น ท่านพรพันธุ์ ท่านสถิตย์ ได้พูดถึงเรื่อง ทางเศรษฐกิจ ท่านทวีศักดิ์ ขออนุญาตเรียนว่าในเชิงเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในขาของการสนับสนุน เรื่องศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะเราตระหนักดีว่าข้อพิจารณาในเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นเงื่อนไขสําคัญที่จะทําให้ผู้สูงอายุนั้นมีชีวิตที่ดี และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเรียนไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือว่าคณะกรรมาธิการด้านสังคมกําลังจะนําเสนอเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานผู้สูงอายุ ในลําดับต่อไป ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลด้านเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุ มีข้อพิจารณา เรื่องการที่จะทํากิจการหรือว่าผลิตสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ก็คงจะเป็นเรื่องที่รับไป เพื่อจะส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ซึ่งผมคิดว่าในส่วนของกิจการ ต่าง ๆ หรือภาคธุรกิจเองกําลังพิจารณาหรือเพ่งเล็งไปด้านนี้ เพราะว่าจะเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ ในอนาคต ท่านอื่น ๆ ที่ได้เสนอในเชิงการจัดการ ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจ ร่วมกันในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเรื่องการแก้กฎ ระเบียบ ของท้องถิ่น ซึ่งอันนี้เราระบุไว้ในหน้า ๔ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวง พม. กับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจโดยตรง แต่ว่าในเชิงบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุนั้นจะอยู่ในส่วนท้าย ก็คือเรื่องของการร่วมงานระหว่าง กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องก็มี ๗-๘ กระทรวง และอาจจะมีกระทรวงอื่นที่จะต้อง ไปร่วมขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับการผลิตต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ขออนุญาตเรียนว่า ขอบคุณในข้อเสนอแนะต่าง ๆ อื่น ๆ คิดว่าอยู่ในส่วนที่เราจะไประบุอยู่ในรายงานของเรา เพิ่มเติมตามที่ท่านได้ให้ข้อแนะนํามา ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ทุกท่านครับ ได้ฟังข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่านแล้วด้วยความขอบพระคุณ อย่างสูง ดอกลําดวนเป็นดอกประจําจังหวัดศรีสะเกษนั้นมีทั้งหมด ๔ กลีบ ดอกลําดวนนี้ เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ ๔ กลีบนั้นหมายถึงว่าเป็น ๔ มิติในรูปเชิงบูรณาการที่พวกเรา ทุกคนได้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ หรือสภาพแวดล้อม แต่ในวันนี้ ที่เราเสนอไป ๒ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเชิงบูรณาการ เป็นสภาพของไมโคร (Micro) ซึ่งเรา แยกส่วนย่อยให้เติมเต็ม เพราะในขณะเดียวกันทางภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย หรือแม้กระทั่ง กระทรวงการคลัง ขณะนี้เขามีมาตรการต่าง ๆ ออกมาสนับสนุนผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก ค่อนข้างจะครบวงจร ผมถือว่าประเทศไทยในขณะนี้มีส่วนสําคัญอย่างยิ่งในการผลักดัน ให้ผู้สูงอายุมีการเตรียมความพร้อมและมีคุณภาพที่ดีต่อไปในอนาคต ตามที่คุณหมอเฉลิมชัย ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านว่าอายุเฉลี่ยของสภาแห่งนี้ ๖๓.๒๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขอเพิ่มเติมอีก สักนิดหนึ่งว่าผมนั่งเปิดดูทําเนียบประวัติของเพื่อนสมาชิกทุกท่านแล้วผมนับที่ถ้าเกิดหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมถือว่าไม่ถึง ๖๐ ปีถ้าเกิดก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมถือว่าเลย ๖๐ ปีปรากฏว่า มีสมาชิกพวกเรา ศูนย์ข้อมูลของเราก็คือว่า ๑๔๙ ท่านที่เกิดก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ นั่นหมายความว่าเป็นผู้สูงอายุ ๑๔๙ ท่าน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จาก ๑๙๕ ท่านแล้วก็ประมาณ ๗๖.๔๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าในที่นี้มีผู้สูงอายุเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นในขณะนี้รัฐบาล กําลังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น ๑,๒๐๐ บาท หรือ ๑,๕๐๐ บาท คือจากเดิม ๕๐๐ บาท แล้วมาเพิ่มเป็นขั้นบันได ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ในสมัยผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาตอนนั้นก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนักที่ว่า บริหารงานโดยพรรคการเมืองซึ่งให้ทุกคนที่พูดเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยว่าผู้สูงอายุ ที่มีศักยภาพไม่ยากจนไม่ควรจะได้รับส่วนนี้ แต่ทางพรรคการเมืองกลัวเสียคะแนนเสียง ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้ ๗๖.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๔๙ ท่านผมว่า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่น่าจะเคย รับเบี้ยยังชีพ อาจจะมีบางท่านหลงเหลืออยู่ให้ลูกหลานไปรับอาจจะมีบ้าง เพราะฉะนั้น ผมมีความคิดว่าถ้าเป็นไปได้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราน่าจะเป็นตัวอย่าง ผู้สูงอายุ ๑๔๙ ท่านนี้ไม่ขอรับเบี้ยยังชีพเลย สําหรับผู้สูงอายุก็เป็นการที่เอาเบี้ยยังชีพส่วนที่จะให้ของเรา รัฐบาลควรจะเสีย ๖๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีไปให้ผู้สูงอายุที่ยากจนจริง ๆ ยังมีอีก ประการหนึ่ง ถ้าพูดถึงว่ารัฐบาลตั้งกองทุนชราภาพขึ้นมาเมื่อไร ซึ่งกําลังจะตั้งเร็ว ๆ นี้ ก็จะนํากองทุนนี้ไปเสริมเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประมาณ ๑,๕๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า ก็จะพออยู่ได้เพราะวันหนึ่งก็ตก ๕๐ บาทอะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วถ้าถึงตอนนั้นกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมอาจจะขอเป็นเจ้าภาพเรี่ยไรแล้วแต่พวกเรา จะมีจิตอนุโมทนาช่วยกองทุนชราภาพคนละเท่าไรก็ตามแต่ศรัทธา อันนั้นคณะกรรมาธิการ อยากจะขอเรียนเลยถ้าพูดถึงว่ารัฐบาลตั้งกองทุนชราภาพ ผมเรียนว่าหลังจากที่ได้คุยกับ รัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ เมื่อวันที่ ๓ เมษายนที่ผ่านมานั้น ท่านรัฐมนตรีบอกเลยว่า ถึงแม้เราจะเสนอการขับเคลื่อนไปเป็นแพ็กเกจ (Package) เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ตาม แต่ถ้ามีเรื่องใด ๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อโครงการนั้น ๆ และเป็นเชิงบูรณาการที่ทําให้ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราสามารถเพิ่มเข้าไปได้ สามารถไปคุยวงเล็กได้ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นของพวกเราในวันนี้ผมจะนําเข้าไปผนวก เพราะว่าหลาย ๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่ดี หลาย ๆ เรื่องผมไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ที่คิดว่าจําเป็นจะต้องเข้าไปพูด ในการขับเคลื่อนเพราะว่าสังคมผู้สูงอายุนั้นยังมีปัญหาอีกมากมายที่จะต้องเพิ่มเติม วันนี้ก็ขอกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ได้ร่วมกันระดมสมอง เพื่ออนาคตของประเทศชาติ ขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา และรับทราบแนวทางการดําเนินงานการขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สําคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” วาระเตรียมการผู้สูงอายุแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ ประมวลความเห็นของสมาชิกและจัดทําสรุปเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป ประเทศต่อไป จบการพิจารณาแนวทางการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมทั้ง ๒ วาระแล้ว ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ มีสมาชิก เชิญท่านชูชาติค่ะ

นายชูชาติ อินสว่าง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชูชาติ อินสว่าง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๔๑ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๗ วันนั้นได้มีการก่อตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ รัฐสภา วันนี้ครบ ๒๓ ปี กระผมขออนุญาตในนามของผู้สูงวัย ๖๕ ปี อายุ ๖๕ ปีแล้วครับ ขออนุญาตใช้เวทีนี้ตรงนี้ขอบพระคุณวิทยุรัฐสภาที่วันนี้ครบรอบ ๒๓ ปี อยู่ด้วยความเข้มแข็ง อยู่ด้วยความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนตลอดไป ทุกครั้งที่เปิดวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาปัญญาเกิด ขอบพระคุณครับ ขออนุญาตอํานวยอวยพรให้วิทยุโทรทัศน์รัฐสภาวันนี้ด้วย เพราะว่า ซีดี (CD) ทั้งหลาย เทป (Tape) บันทึกภาพทั้งหลายได้มาจากวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาทั้งสิ้น ขออนุญาตใช้เวทีนี้อํานวยพรดังกล่าวด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านชูชาติค่ะ ดิฉันขอให้วิทยุรัฐสภาทําหน้าที่อย่างเข้มแข็งต่อไป อีกนาน ต่อไปมีสมาชิกท่านใด เชิญท่านดุสิตค่ะ ใครก่อนคะ ท่านดุสิตยกก่อนหรือเปล่าคะ เชิญท่านนิกรก่อนก็ได้ค่ะ ท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เรียน ท่านประธานเมื่อเช้าว่าในวาระที่ ๖ ผม นิกร จํานง สปท. ลําดับที่ ๗๙ จะมีเรื่องประเด็นหารือ ต่อที่ประชุมก็คือจะเป็นการรายงาน เนื่องจากว่าในวันสงกรานต์ปีที่แล้ว นี่เราจบสงกรานต์แล้ว สภาแห่งนี้มีความกังวลเพราะว่าในปีที่แล้วมีอุบัติเหตุการเสียชีวิตจากสงกรานต์ ๔๔๒ ราย เพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๕๙ เราก็เลยได้มีการพูดคุยกัน แล้วก็มีการทําเรื่องเข้ามาในสภาแห่งนี้ขอให้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วก็มีความเห็นร่วมกันว่า ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนขึ้นมาแล้วก็ได้มอบหมาย ให้ผมเป็นประธาน มีสมาชิกเราที่นี่เป็นสมาชิกกันหลายคน เราใช้เวลาอยู่ประมาณ ๓ เดือน จัดทําแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เสนอไปยังรัฐบาล ในขณะนั้นยังใช้ ๒ ฝ่ายอยู่ ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย เราก็เสนอไปเสร็จครับ ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี งานของคณะกรรมาธิการก็จบสิ้นลงไป กรรมาธิการในขณะนั้นก็มีความเห็นว่าเรื่องนี้คงจะเป็นประเด็นยาว ดังนั้นก็เลยรวมกัน ตั้งเป็นชมรมไทยปลอดภัยขึ้น ก็เสนอให้ผมเป็นประธานคณะกรรมการชมรม ก็มีสมาชิก ในที่ประชุมนี้อยู่หลายท่านเป็นสมาชิกชมรม เราก็ติดตามสถานการณ์ดู ปรากฏว่าในช่วง ปีใหม่ที่เราเสนอไป คือสภาแห่งนี้เองเราก็นําเรื่องเข้าสภา แผนระยะสั้นช่วง ๗ วัน เราจะใช้ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แผนระยะกลางเป็นแผนแม่บท ๕ ปี เสนอไปยังรัฐบาลว่า ให้มีแผนแม่บท แผนระยะยาว ๒๐ ปี ก็เสนอไป ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าหลังจากนั้นมาแผนระยะสั้นเนื่องจากว่ามีความเร่งด่วนหลายกรณี ทางรัฐบาลก็ไม่ได้ดําเนินการได้เท่าที่ควร อาจจะประกอบกับว่าเป็นช่วงที่เขาไว้ทุกข์กันอยู่นะครับ ก็ปรากฏว่ามีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ๒๘ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นมาก ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ แล้วหลังจากนั้นเองทางโกลบอลฟอรัม (Global Forum) ที่อังกฤษ ก็ได้เชิญมาที่สภา ผมก็ได้เป็นตัวแทนสภาโดยความเห็นชอบของท่านประธานไปร่วมประชุม ที่อังกฤษเป็นเวิลด์ฟอรัม (World Forum) ร่วมกันไปทั้งหมดหลายสิบประเทศนะครับ ก็ได้ข้อสรุปมาประกาศเป็นเวสต์มินสเตอร์เดแคลเรชัน (Westminster Declaration) ซึ่งผมนํากลับเข้ามาที่ประชุมนี้แล้วว่ามีประเด็นอะไรบ้างเกี่ยวข้องกับองค์การอนามัยโลก หลังจากนั้นมาเทศกาลปีใหม่ผ่านไปด้วยความเป็นห่วง เราก็อยู่ในรูปของสภาแห่งนี้ ก็คือคณะกรรมการชมรมไทยปลอดภัยก็เป็นห่วงสงกรานต์ อันนี้ครบรอบสงกรานต์ วันที่ ๑๓ มีนาคมก่อนถึงสงกรานต์ ๑ เดือน ตามแผนของเราว่าเราต้องมีการดําเนินการ ๑ เดือน ผมเองในฐานะประธานชมรมได้ไปยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถึงรองนายกรัฐมนตรี ๒ ท่าน ท่านวิษณุกับท่านประวิตร ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะเป็นผู้ดูแล ศูนย์ดําเนินการความปลอดภัยทางถนน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทางรัฐบาล ก็ตอบสนองเป็นอย่างดี หลังจากนั้นก็มีการประกาศ ซึ่งท่านก็คงเตรียมของท่านอยู่แล้ว เพราะว่าได้สัญญากับประชาชนช่วงปีใหม่ว่าจะมีการดําเนินการเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด ก็ได้วันที่ ๑๔ เรื่องเข้า ครม. เป็นคําสั่ง คสช. ที่ ๑๔ คําสั่ง คสช. ที่ ๑๕ เรื่องรัดเข็มขัด เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งตรงนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่าในวันที่ ๓ เมษายน ท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้มีหนังสือมาเชิญประธานชมรมไทยปลอดภัยให้ไปร่วมประชุม เพื่อเอาแผนที่เราไปเสนอเอาเข้าที่ประชุม ผมได้มีโอกาสไปประชุมร่วมก็ได้พูดคุยกัน หลายประเด็น อยากจะเรียนว่าทางรัฐบาลเองเอาจริงเอาจังมาก และมีความเข้าใจผิดอยู่ ประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมในฐานะเป็นคนกลางก็อยากจะพูด ณ ที่นี้ว่าประเด็นที่เกิดขึ้นในเรื่อง เกี่ยวกับรถกระบะที่นั่งข้างหลัง จริง ๆ แล้วมิได้เป็นคําสั่งใด ๆ ของ คสช. เลย ผมเคยเป็น อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ทราบว่าเป็นเรื่องพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องรถยนต์ คือห้ามรถกระบะถือเป็นรถบรรทุก ไม่ได้พูดว่าให้นั่งหลัง ดังนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ไม่ให้นั่งอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นคําสั่งในมาตรา ๔๔ แต่อย่างใดเลย แต่เกิด ความเข้าใจผิดกันมากมาย ตอนหลังก็มีการคลี่คลายว่ามันสัมพันธ์กับเรื่องความเร็ว ให้ลดความเร็วตามที่กฎหมายกําหนดก็คือเป็น ๘๐ กิโลเมตรในเมือง ซึ่งท่านประวิตร ได้สั่งการแล้วตอนนั้น แล้วก็ ๙๐ กิโลเมตรหมายถึงบนถนนสายหลัก แต่เนื่องจาก ความไม่เข้าใจก็เลยเข้าใจผิดกันไประยะหนึ่ง ที่จริงตรงนี้เป็น พ.ร.บ. รถยนต์ใช้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๒๒ แล้ว มีมาก่อนแล้ว ผมเองเคยมีโอกาสอยู่ครั้งหนึ่งก็คือว่ารถที่ขึ้นบนทางยกระดับ ตอนนั้นตกลงมาตาย ๘ ศพ ตายหมด ช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็สั่งการให้มีระเบียบว่าถ้าไม่มีที่ครอบห้ามขึ้นทางด่วน จนปัจจุบันก็ยังไม่ขึ้น แต่ว่าข้างล่าง ประชาชนใช้ชีวิตกันอยู่เป็นปกติคือนั่งรถกระบะขนของแล้วก็นั่งกันไป แต่ปัญหาก็คือ ความเร็วแล้วก็จํานวนนั่ง ซึ่งรัฐบาลเองหลังจากนั้นได้ออกคําสั่งโดยสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และทางกรมการขนส่งทางบกให้นั่งได้ไม่เกิน ๖ คน ความเร็วไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตร ซึ่งสรุปแล้ว ช่วงสงกรานต์เราจะเห็นว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุตรงนี้ที่เสียชีวิตด้วยรถกระบะลดลงเป็นอย่างมาก ชัดเจนนะครับ วันนี้เป็นวันที่สรุปแล้วของ ๗ วัน ก็เรียนว่าเป็นเรื่องที่อยากจะชื่นชมต่อรัฐบาล ที่ได้ทําเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผลสรุปออกมาว่าการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นในรอบทั้งหมดเสียชีวิตไป ทั้งหมด ๓๙๐ ราย เป็นเสียชีวิตจากปีที่แล้ว ๔๔๒ ราย ถามว่าจํานวนลดลงเท่าไรจากปีที่แล้ว ผมก็อยากจะเรียนว่าจํานวน รัฐบาลไม่ได้คํานวณมาให้ แต่ผมคํานวณแล้ว ๑๑.๗๖ เปอร์เซ็นต์ ลดจากปีที่แล้ว แต่ประเด็น ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าติดตามเรื่องนี้ ผมยังไม่กล้า พูดมาตลอดว่าจะลดได้เท่าไร อย่างไร เพราะว่าจริง ๆ แล้วเทรนด์ (Trend) ของการเพิ่ม ถนนเพิ่ม รถเพิ่ม ความเป็นไปได้ปีนี้ที่จะเสียชีวิตไม่ใช่ ๔๔๒ รายเดิมมันจะบวกประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วบวก ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นตัวเลขที่ฝ่ายวิชาการไปประเมินก็คือประมาณว่า ๕๑๐ ราย นั่นคือตัวเลขของปีนี้ ดังนั้นในการที่เราสามารถลดลงมาได้ถึง ๓๙๐ รายไม่ได้หมายความว่าลด ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ว่า นั่นคือ ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว แต่ต้องลดจากความเป็นไปได้ หรือเทรนด์ (Trend) การเพิ่มของปีนี้บวก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๕๑๐ รายดังนั้นถ้าจะคํานวณลักษณะ แบบนั้นเราสามารถจะลดได้ถึง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงถ้าคํานวณจากความเป็นจริงไม่ใช่ คํานวณจากปีที่แล้ว ก็อยากจะเรียนว่าต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ได้ดําเนินการเรื่องนี้ อย่างเคร่งครัด ข้อสรุปก็คือว่าเปอร์เซ็นต์จํานวนมากซึ่งทางคุณหมอได้พูดแล้วตอนที่เรา เอาเรื่องเข้าว่ามอเตอร์ไซค์ยังเป็นสาระสําคัญ ปัจจุบันนี้ผมยกตัวอย่างจังหวัดพิจิตร จังหวัดพิจิตรเองเราเสนอไปว่าเขามีอัตราการตายมากที่สุด ๔ ปี คือ ๕๕๒ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับตัวเอง ผมได้รู้จักกับผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรค่อนข้างดีนะครับ ก็ได้มีการพยายาม ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคมแล้ว เคร่งครัดทุกอย่าง อําเภอทุกอําเภอเตรียมการเป็นอย่างดี ไม่ให้มีการจัดสงกรานต์เกินเวลา ให้ดูแลเรื่องเมาจนกระทั่งมีวัยรุ่นไม่พอใจขับรถไปชน นายอําเภอ ปรากฏว่าจังหวัดพิจิตรเองจากปีที่แล้ว ๑๗ ราย ปีนี้พยายามกันเต็มไม่รู้จะเต็ม อย่างไร ครบทุกอย่าง ๑๒ ราย ท่านประธานที่เคารพ หมายความว่าปัญหาเรื่องมอเตอร์ไซค์ ที่คุณหมอได้นําเสนอนี้ ท่านประธานกรรมาธิการสาธารณสุขเสนอไว้นี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ในการจะลด เพราะมันเหมือนฝังอยู่ในสังคมไทย จะต้องมีการจัดการกันระยะยาว เกี่ยวกับ การไม่ใส่หมวกกันน็อกก็ดี การดื่มแล้วขับก็ดีมันฝังรากลึกมากเรื่องนี้ เคร่งครัดขนาดนี้ ยังเสียชีวิตจาก ๑๗ ราย เหลือ ๑๒ ราย อันนี้เป็นตัวอย่างได้ ก็อยากจะเรียนว่าผมได้พูดคุยกัน และคิดว่าเรื่องนี้จะเสนอ ที่เราเสนอไปโดยเอารายงานของสภาไปก็คือว่าให้ดูแลเรื่องเทศกาล แล้วก็ให้ใช้แผน ๕ ปีคือแผนแม่บทนี้ใช้ทั้งปี ๗ วันก็คือ ๗ วันเท่านั้นเอง ๗ วันนี้ทําให้ประชาชน ยอมรับมาตรการใหม่ ๆ ของรัฐได้ เราก็ต้องดําเนินการต่อไป ส่วนเรื่องรถกระบะก็มีความเห็นว่า อยากจะให้ดํารงแบบเดิม ก็คือลดความเร็วลงมาแล้วนั่งกันอย่าเกินสัก ๖ คนประมาณนี้ ก็จะปลอดภัยมากขึ้น แต่ว่าถ้าห้ามเลยประชาชนก็คงจะลําบากอย่างมาก ก็เลยอยากจะ นําเรียนว่าขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณานะครับ ขณะนี้ผมเองจากที่ทางสภาส่งไป เขาได้เชิญไปเป็นเคาน์ซิล (Council) ของเวิลด์ โกลบอล เน็ตเวิร์ก (World Global Network) ก็จะดูแลเรื่องระบบความปลอดภัยทางถนนคัฟเวอร์ (Cover) ทั้งโลก โดยร่วมกับยูเอ็น (UN) และทางดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ในโอกาสนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านว่าขณะนี้งานของ สปท. ที่เสนอไปเราทําได้แล้ว สงกรานต์ปีนี้กับปีที่แล้วเราลดลงได้แล้ว ก็อยากจะกราบเรียน ขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยสนับสนุน และถึงกรรมาธิการไม่อยู่แล้วแต่ชมรมไทยปลอดภัย จะเดินหน้าต่อไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ กราบขอบพระคุณทุกท่านผ่านท่านประธานนะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ก็ขอชื่นชมท่านนิกร จํานง ที่ได้มีความพยายามตั้งใจที่จะดําเนินการ ในเรื่องความปลอดภัยทางถนนมาอย่างตลอด และมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละแม้ว่าจะมีอุปสรรค มีอะไรต่าง ๆ นานา ก็ขอให้ท่านดําเนินการต่อไปนะคะ ขอบคุณแทนประชาชนคนไทยด้วย ที่ทําให้ตายกันน้อยลง ขอบคุณมากนะคะ เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จํานง

ผมเพิ่มอีกนิดเดียวครับ คือเราเปลี่ยนจากปีที่แล้ว ที่เราเสนอ อยากจะเรียนท่านสมาชิกว่าเราเสนอเป็นลด ๕ เปอร์เซ็นต์ปีใหม่ แต่ตอนหลัง ผมเปลี่ยนระบบก็คือว่าขอเป็นลดความสูญเสียมุ่งสู่ศูนย์ ก็คือทูซีโร (To zero) แม้ว่า ทําไม่ได้ก็คือกดกันไปเต็มที่ ก็อยากจะเรียนว่าเราทําเป็นศูนย์ได้จริง อยากจะเรียน ท่านประธานว่าถ้าเราจําได้รถตู้คราวนั้น ๒๕ ศพ คราวเดียวใช่ไหม แต่ครั้งนี้ ๗ วัน ที่ผมเปลี่ยนไปแทนที่จะ ๗ วันอันตรายซึ่งผมคิดขึ้นมาเองคํานี้ เปลี่ยนมาเป็น ๗ วัน ลดความสูญเสีย ปรากฏว่าในระบบขนส่งสาธารณะคุมกันอย่างหนัก ขนส่งทางบก มีผู้โดยสารตายเป็นศูนย์ครับ หมายความว่าไม่ตายเลยสักคนเดียว ก็ถือว่าอย่างน้อยปีหนึ่ง เราก็ทําให้เป็นศูนย์ได้ ที่เหลือก็ต้องสู้กันต่อไป กราบเรียนเพื่อทราบครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เชิญท่านต่อไป ท่านดุสิต เครืองาม ค่ะ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ ผมมีความประสงค์ที่จะขออภิปรายในวาระอื่น ๆ เกี่ยวกับ เรื่องแนวทางและทิศทางของ สปท. ในช่วงเวลาที่เหลืออีก ๑๒๐ วันนี้นะครับ แต่บังเอิญท่านนิกร จํานง ซึ่งท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการเรื่องความปลอดภัยทางถนน ก็ต้องขอกล่าวเรียนยืนยันนะครับว่าทุก ๆ ๑ ชีวิตที่เราสามารถลดความสูญเสียได้ ทําให้เรา ช่วยเหลือครอบครัวของผู้ที่จะต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นภรรยา สามี ลูก หรือพ่อแม่ แล้วก็ ทําให้แก้ไขปัญหาความยุ่งเหยิง ความเดือดร้อนทางสังคม แล้วก็ทางเศรษฐกิจได้มากมาย ก็ต้องถือว่าเป็นผลงานในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เรียกว่าได้ผลทันการณ์ แล้วก็ ได้ผลทันทีที่เราได้เสนอออกไปนะครับ ขอกลับมาประเด็นเรื่อง ๑๒๐ วันที่เหลือจากนี้ ของ สปท. นะครับ แต่ว่าถ้านับตัวเลขแล้วก็เหลือแค่ ๑๑๐ วัน แป๊บเดียว ๑๐ วัน หมดไปแล้ว การทํางานของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ท่านประธานก็ทราบดีว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ที่ผมขออนุญาตลุกขึ้นมาอภิปราย ตรงนี้ก็เพื่อที่จะได้เป็นการเตือนความจํา แล้วก็จะได้สื่อข้อมูลไปยังพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศด้วยที่เขากําลังคาดหวังการทํางานของ สปท. เราอยู่ กฎหมายที่ สปท. เรามี ความเกี่ยวข้องกันมีด้วยกันโดยตรง ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๗ และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาแล้วนะครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ สนช. เขาก็กําลังจะเริ่มต้นลงมือพิจารณา ซึ่งมีชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการจัดทําแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศ มี ๓ ฉบับ ด้วยกัน ถามว่า สปท. เราจะต้องอ่านกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนั้นแล้วต้องมาประมวลกลยุทธ์ ในการทํางานของเราอย่างไรบ้าง ผมขอสรุปแบบนี้นะครับว่า ถ้าย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า คือ พ.ศ. ๒๕๕๗ และ พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้น ในมาตรา ๓๙/๒ เขาเขียนไว้ว่า สปท. ให้ดําเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปโดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วน และความสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลือ ซึ่งเราทุกคนก็ได้ปฏิบัติหน้าที่กันมาจนใกล้จะครบวาระแล้ว เราก็ได้มีการคัดเลือกเรื่องที่คิดว่าเร่งด่วน แล้วก็ดูถึงสัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลืออันสั้น มาแล้วระดับหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันแล้ว ถ้าเราไปอ่านในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็จะเขียนเอาไว้ว่าในมาตรา ๒๕๙ จะให้มีการตราและมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ จะต้องตราพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดีดลูกคิดมาก็จะตรงกับวันที่ ๔ สิงหาคมที่จะถึง ในเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ถามว่า สปท. เรายังจะต้องทําอะไรอีกต่อไป ในมาตรา ๒๖๖ บทเฉพาะกาล เขาเขียนไว้ว่ากําหนดให้ สปท. ทําหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศประกาศใช้ แม้ว่าอะไรมาก่อนถ้าพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอน ดําเนินการปฏิรูปประเทศมาก่อน แม้ว่าจะเป็นเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน สปท. เราก็จะหมดหน้าที่ของเราในวันนั้นที่ประกาศใช้ทันที เรียกว่าเฟิสต์ คัม เฟิสต์ เอนด์ (First Come First End) นั้นนะครับ อะไรมาก่อนตรงนั้นก็จบก่อน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม จะต้องไม่ยาวเกินกว่า ๑๒๐ วันเป็นแน่นอน แล้วหลาย ๆ ท่านก็คงทราบดีว่ารัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ดังกล่าวไปถึง สนช. แล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนนะครับ แล้วถ้าข้อมูลเช็ก (Check) มาไม่ผิดในวันที่ ๒๐ เมษายน คือในวันมะรืนนี้ สนช. ก็จะเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในวาระที่หนึ่ง แล้วบังเอิญ ผมก็ได้สอบถามกันแล้วในกลุ่มไลน์ (Line) ก็เป็นที่สบายใจว่าในชั้นของข้อตกลงระหว่าง สปท. และ สนช. ในวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันว่าเมื่อใดก็ตามถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปแล้วละก็ สปท. ก็จะมีตัวแทนเข้าไปร่วมเป็น กรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือว่าส่งไปจาก สปท. เราก็ตามที่ เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน ในการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ผมเองก็คงตั้งความหวังไว้ว่าจะมีตัวแทนจาก สปท. เรา เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่แน่ใจอีกว่าการเสนอชื่อนั้น สปท. เราจะเสนอชื่อทันหรือเปล่า ในการที่จะเสนอชื่อเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญนั้นจะต้อง เสนอภายในวันที่ ๒๐ ใช่หรือไม่ ก็ฝากให้ท่านประธานช่วยกรุณาเช็ก (Check) และตรวจสอบดู แล้วก็ใคร หรือมีจํานวนกี่คนที่เข้าไปนั่งอยู่ในนั้น ผมเข้าใจว่าเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศนั้นน่าจะมีอะไร เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะสืบเนื่องในการทํางานเรื่องการปฏิรูปประเทศให้มีความยั่งยืนต่อไป เมื่อเป็นดังนั้นผมก็จึงขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อเสนออยู่ประมาณสัก ๔ ข้อ เพื่อให้ ท่านประธานหรือว่าวิป (Whip) หรือว่าสภา สปท. เราได้รับทราบแล้วก็นําไปพิจารณากันว่า ในช่วงเวลาที่เหลืออีก ๑๑๐ วันนั้นเราควรจะต้องมีโรดแมป (Roadmap) สั้น ๆ ตรงนี้ว่า จะต้องมีการทําอะไรบ้าง เท่าที่ผมพอจะนึกได้แล้วก็นึกออกในตอนนี้ก็คือ ข้อที่ ๑ เราน่า จะต้องมีการสํารวจตรวจสอบว่าเรื่องที่จะเสนอเข้ามาพิจารณานั้นยังมีค้างกันอยู่อีกกี่เรื่อง จัดลําดับความสําคัญหรือว่าเช็ก (Check) ไปที่กรรมาธิการแต่ละคณะ ข้อที่ ๒ เนื่องจาก พระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศนั้น มีอยู่บางมาตราเขาเขียนไว้ดีบอกว่า ในการทําแผนการปฏิรูปประเทศนั้นจะต้องนําเอาข้อมูลเก่า หรือว่ารายงานเก่าจาก สปช. ที่หมดวาระไปแล้ว แล้วก็ข้อมูลหรือว่ารายงานจาก สปท. นําไปใช้ประกอบการพิจารณาในการจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศในระยะยาวต่อไป ผมมานั่งคิดดูว่าแล้วคณะกรรมการที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตนั้น ถ้าเขาบอกว่าขอดูรายงาน หรือข้อเสนอการปฏิรูปของ สปท. มีอะไรบ้าง เขาจะหยิบยกไปใช้ประกอบในการปฏิรูปต่อไป ไปหาได้ที่ไหน หาได้อย่างไร มีเรื่องอะไรอยู่บ้าง จัดเป็นหมวดหมู่ไว้หรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้น ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นภาคบังคับแล้วครับ หนีไม่พ้นที่สภา สปท. เราจะต้องมีการรวบรวม ผลงานขึ้นมาเป็นเล่มเพื่อปิดจ็อบ (Job) หรือภารกิจของเรา ผมก็เลยขอเสนอว่าการรวบรวม ผลการรายงานนั้นอยากจะให้ทําในรูปแบบที่สามารถสืบค้นได้ง่าย สมมุติอยากจะรู้ว่า เราทําการปฏิรูปเอาเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) เข้าไปเลย ผู้สูงอายุ ไม้โตเร็ว ถนน แรงงาน เด็ก อะไรแบบนี้ การแพทย์ฉุกเฉินอะไรก็ว่ากันไป เคาะปุ๊บสามารถเจอได้เลยจากรายงานของเรา ก็อยากจะให้ ทําลักษณะเป็นเชิงสารานุกรมที่สามารถมีดัชนีสืบค้นได้ง่าย นี่คือข้อเสนอข้อที่ ๒ นะครับ ข้อที่ ๓ ลําพังแต่การที่เราจะจัดทําสรุปผลงานของ สปท. เรา เป็นเอกสารก็คงจะจืดชืด ไม่มีรสชาติ ก็น่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ซึ่งอาจจะเรียกว่าสัมมนาก็ได้ แต่คงไม่ใช่ในห้องสภาแห่งนี้ เราอาจจะไปใช้สถานที่ข้างนอกแล้วก็ต้องพูดให้ประชาชน พูดให้ตัวแทนของข้าราชการ พูดให้ตัวแทนของหน่วยงานต่าง ๆ เขาได้รับฟังว่าเรามีภาพรวม ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วทั้งหมดที่ทํางานกันมาเกือบ ๒ ปี มีหัวข้ออะไรบ้าง แบ่งเป็นหมวดหมู่ได้อย่างไรบ้าง มีสาระสําคัญ และที่สําคัญคือจะนําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง แล้วเรื่องอะไรที่นําไปสู่การปฏิบัติแล้ว อะไรที่ยังไม่นําไปสู่การปฏิบัติก็มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะได้นําไปสานต่อ และข้อที่ ๔ ข้อสุดท้ายนี้ผมไม่แน่ใจว่า จะเหมาะสมจริง ๆ หรือเปล่า ๓ ข้อแรกนั้นผมคิดว่าไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ข้อที่ ๔ นี้ถ้าเรายอมรับ ในสภาพของตนเองเราก็ต้องมีการประเมินตนเอง เราจะยอมประเมินตนเองไหม ประเมินตนเอง ไม่ได้หมายความว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นหรือว่าเราทํางานไม่ดี การประเมินตนเองนั้น อาจจะเกิดมาจากหน่วยงานข้างนอกเขายังไม่ได้นําเรื่องของเราไปใช้ในการขับเคลื่อน การปฏิรูป หรือเขายังไม่ได้นําไปสู่การปฏิบัติ ผมก็ขอเสนอว่าเราก็น่าจะมีการจัดทํารายงาน ว่าด้วยสัมฤทธิผล เพราะว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้บอกว่าให้เราเข้ามาทํางานแบบเร่งด่วน ภายในเวลาที่จํากัดและคํานึงถึงความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปประเทศ แล้วเรากําลัง จะพ้นจากหน้าที่ไป และเรายังไม่รู้ตัวเราเองว่าเรื่องที่เราเสนอไปเป็นร้อย ๆ เรื่องนั้นสัมฤทธิผล ไปแล้วกี่เรื่อง หรือกําลังเกือบจะ หรือว่าขออนุญาตใช้คําพูดของท่านนิกร จํานง เกยตื้นก็ยังดี หรือศัพท์ทางอื่นเขาบอกว่า ชิงหัวหาดไว้ก่อน ก็ยังดีนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าอ้างตามภารกิจ ในรัฐธรรมนูญแล้ว ผมว่าเผลอ ๆ เราจะต้องทําดัชนีชี้วัดเพื่อสํารวจสัมฤทธิผลการทํางานของ สปท. เรา ก็อาจจะรวบรวมข้อมูลที่กรรมาธิการซึ่งเขารู้ดีที่สุดนะครับ แล้วก็เชิญ มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) มาสรุปกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมาที่สภาใหญ่นี้ ไปทํากันที่ไหนก็ได้ ในห้องประชุมปกติ ในชั้นกรรมาธิการหรือว่าอนุกรรมาธิการก็แล้วแต่ แล้วก็นําเอาสัมฤทธิผลว่า ได้ดําเนินการอะไรไปแล้วแค่ไหนมาแจ้งให้สภาเราทราบ ซึ่งจะทําให้การทํางานของสภา สปท. สามารถปิดภารกิจไปได้อย่างสง่าและสวยงาม จึงขอกราบเรียนนํามาเพื่อเสนอครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันจดของท่านหมดทั้ง ๔ ข้อเลยนะคะ ก็จะนําไปเสนอในวิป (Whip) แล้วก็หารือว่าเราจะดําเนินการเรื่องนี้อย่างไร แต่อย่างไรก็ขอแจ้งให้ทราบว่า เราจะมีการจัดทําผลงานของเราเล่มที่ ๓ เราทําไปแล้วเล่มที่ ๑ เล่มที่ ๒ ทีละ ๖ เดือน เราก็จะทําผลงานเล่มที่ ๓ ซึ่งสุดท้ายทั้งหมดนี้เป็นเล่มปิดจ็อบ (Job) เล่มหนึ่ง จากรายงาน ทั้ง ๓ เล่มก็คงจะเอามาทําแบบท่านดุสิตว่าได้นะคะ เชิญท่านคุรุจิตค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ สิ่งที่กระผมอยากจะขอหารือท่านประธาน และสมาชิกในวันนี้ ก็ในนามของประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการของเราก็ได้มีการหารือกันมาเป็นระยะ ๆ ว่าปัจจุบันก็เข้าสู่ หน้าร้อนแล้ว เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เมื่อเช้าเราก็รดน้ําสงกรานต์ด้วยน้ําเพื่อให้เกิด ความเยือกเย็นขึ้นมา หน้าร้อนของทุกปีประเทศไทยเราก็จะใช้ไฟฟ้าสูงเป็นประวัติการณ์ ปีที่แล้วก็ทําลายสถิติใช้ไฟสูงถึง ๒๙,๖๐๐ เมกะวัตต์ แล้วปีนี้ก็คาดว่าจะสูงเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ท่านประธานครับ ท่านลองหันไปดูทางขวาหรือทางซ้ายที่เขาบอก อุณหภูมิสภาในห้องประชุมนี้ครับ ทางขวาผมตอนนี้ ๒๑.๙ องศาเซลเซียส ทางซ้าย ๒๒.๖ องศาเซลเซียส ผมคิดว่าเรานั่งอยู่ในห้องประชุมนี่ก็หนาว ห้องประชุมนี่ใหญ่กว่า ห้องบอลรูม (Ballroom) อีกนะครับ แล้วเปิดไฟ ๗ ชั่วโมงในการประชุม ถ้าเราเพิ่มอุณหภูมิ เพียงสัก ๑ หรือ ๒ องศาเซลเซียสก็ยังพอเย็นสบายอยู่ได้ เราก็จะช่วยประหยัดไฟฟ้า ให้กับทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เป็นตัวอย่างกับประชาชน ในการประหยัดพลังงานด้วย เรามีตัวเลขการศึกษานะครับ ถ้าเราเพิ่มอุณหภูมิ เครื่องปรับอากาศสัก ๑ องศาเซลเซียส ก็สามารถจะประหยัดไฟฟ้าลงได้ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเครื่องปรับอากาศชนิดไหน เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะหารือท่านประธาน ฝากไปยังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คงไม่ต้องถึง ๒๕ องศาเซลเซียส ๒๖ องศาเซลเซียส เราก็แก่แล้วนะครับ แต่ผมคิดว่า ๒๔ องศาเซลเซียส เราก็สามารถ จะประชุมได้อย่างเย็นสบาย และบางทีเราอาจจะใส่เสื้อที่ไม่ต้องหนาแบบนี้มาแล้วเราออกไป ก็ร้อนอยู่ ก็ขอทําหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการพลังงานเชิญชวนให้ช่วยประหยัดพลังงาน ในหน้าร้อนเพื่อเราจะได้ลดการใช้ไฟฟ้าลง แล้วก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านคุรุจิตค่ะ เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าดําเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ อะไรเลย เพราะว่าสมาชิกหลายท่านบ่นว่าหลายจุดในห้องนี้นั่งไม่ได้เลยหนาวมากนะคะ สุภาพบุรุษใส่สูทใส่อะไรแล้วก็ยังหนาวนั่งไม่ได้ บนบัลลังก์นี่ก็เย็นค่ะ แม้แต่ในห้องอาหาร ก็เหมือนกันซึ่งก็เย็นจัด ก็ขอให้สํานักงานเลขาธิการรัฐสภาดําเนินการได้เลย เพิ่มเป็น ในห้องประชุมขอ ๒๔ องศาเซลเซียส ทดลองก่อนว่าเราอึดอัดกันไหม ถ้าเราอึดอัด เดี๋ยวค่อยมาตกลงกันเรื่องง่าย ๆ นะคะ ในห้องอาหารด้วย เพิ่มเป็น ๒๔ องศาเซลเซียส แม้กระทั่งห้องประชุมเล็ก ๆ ทุกห้องก็เหมือนกัน ดิฉันไม่เข้าใจ ไม่ทราบว่าเป็นเซ็นทรัลแอร์ (Central Air) หรือเปล่า ถ้าเป็นเซ็นทรัลแอร์ (Central Air) ก็ขอให้คุมอุณหภูมิไว้ที่ ๒๔ องศาเซลเซียสทั้งหมด ขอบคุณมากค่ะ ท่านอลงกรณ์บอกว่าขอให้ใส่ผ้าไทยหน้าร้อน ไม่ต้องใส่สูทมาประชุมก็ได้ค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเฉลิมชัย เครืองาม ค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียว ท่านประธานครับ ตามที่มีสมาชิกเสนอเรื่องความร่วมมือระหว่าง สนช. กับ สปท. ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทราบว่าวิป (Whip) ๒ ฝ่ายก็คุยกันว่าจะยินยอมให้ทาง สปท. เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ด้วย ผมอยากจะเรียนถามทั้งท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง แล้วก็รองประธาน คนที่สอง ว่ารูปแบบ ที่เราจะส่งตัวแทนของเราเข้าไปเป็นกรรมาธิการคณะนั้นจะเป็นอย่างไรได้มีการกําหนด รายชื่อไว้แล้วหรือไม่อย่างไร เพราะว่าถ้าวันนี้วันอังคาร การพิจารณากฎหมายของ สนช. ในวาระที่หนึ่ง ก็คือวันพฤหัสบดีนี้คือมะรืนนี้แล้วนะครับ ซึ่งปกติแล้วเท่าที่ผมผ่านมา ในขั้นตอนระบบงานอย่างนี้ของสภาตอนนี้เรารู้แล้วว่าอย่าง ส.ว. จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการ เราจะรู้แล้วว่าใครเข้าไป เพราะถึงเวลาพอผ่านวาระที่หนึ่งลงมติเสร็จปั๊บตัวแทนวิป (Whip) สนช. เขาก็จะขึ้นอ่านรายชื่อเลย ไม่ทราบท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง หรือรองประธาน คนที่สอง พอจะให้ข้อมูลตรงนี้ให้แก่สมาชิกได้ทราบหรือไม่ อย่างไร จะเป็นมติของ สปท. ทั้งหมดว่าโดยอัตโนมัติท่านจะส่งใครก็ได้ หรือจะเป็นวิป (Whip) ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า วันพฤหัสบดีนี้วิป (Whip) จะมีประชุมไหม หรือจะเป็นอํานาจของประธาน สปท. ขออนุญาตครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านรองประธานอลงกรณ์ค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงเป็นความตกลงร่วมระหว่างกรรมการประสานงาน สนช. สปท. ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปก็มีโควตาให้ สปท. เข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างกฎหมายนั้น ๆ ๑ ท่านหรือว่า ๒ ท่านนะครับ ส่วนขั้นตอนกระบวนการ ในการนําเสนอก็ให้เสนอชื่อที่ท่านประธานแล้วก็เข้าสู่การพิจารณาในส่วนของวิป (Whip) เรามีการประชุมทุกเช้าวันพฤหัสบดีอยู่แล้วซึ่งก็ทัน กรณีหากว่า สนช. เขาพิจารณาวาระที่หนึ่ง ก็คงใช้เวลาพอควรก่อนที่จะมีการลงมติ ถ้าเห็นชอบก็ต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็คิดว่าทัน แม้ว่าจะกระชั้นก็ตาม เพราะว่าเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรงนะครับ ทีนี้ในส่วนทางวิป (Whip) ของ สปท. เอง อีกช่องทางหนึ่ง ท่านก็เสนอผ่านประธาน กรรมาธิการทุกคณะ เพราะว่าทุกคณะก็เป็นกรรมการวิป (Whip) สปท. อยู่แล้ว คืออยากให้ เข้าไปสู่การพิจารณาในส่วนของวิป (Whip) เท่านั้นเอง

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตครับท่านประธาน จริง ๆ แล้ว ก็มีกฎหมายอีกหลายฉบับนะครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ แล้วหลายเรื่อง ก็เป็นเรื่องของกรรมาธิการด้านการเมืองที่ท่านเสนอข้อมูลเอาไว้โดยมติของ สปท. รูปแบบ จะเป็นเช่นเดียวกันใช่ไหมครับ คือรายชื่อของผู้ที่จะเข้าเป็นกรรมาธิการวิสามัญนี้ก็คือให้วิป (Whip) เป็นผู้พิจารณาใช่ไหมครับ ทุกฉบับเลย กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมาย กกต. กฎหมายเลือกตั้ง ทุกฉบับนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านรองประธานอลงกรณ์ค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเท่าที่ผมจําได้เราไม่ได้มีการตกลงกับในส่วนของ สนช. ไว้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าทํางานร่วมกันมาแล้วก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือ ในการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะกฎหมายหลัก ๆ ๔ ฉบับ ดังนั้นผมคิดว่าก็เสนอชื่อมา ถ้าเป็นด้านการปฏิรูปการเมืองก็ผ่านทางกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง แต่ถ้าท่านไม่ได้อยู่ใน คณะนั้นก็สามารถส่งชื่อเข้ามาโดยผ่านท่านประธาน ท่านประธานก็นําเข้าที่ประชุม ไปพิจารณาร่วมกันว่าผู้ใดจะมีความเหมาะสมนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีสมาชิกประสงค์จะหารือเรื่องอื่นอีกไหมคะ ถ้าไม่มี วันนี้หมดวาระแล้ว เชิญท่านดุสิตค่ะ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขอบพระคุณท่านประธานครับ กระผม ดุสิต ก็เป็นเรื่องที่อยากจะขอเรียนแจ้งเพื่อทราบกันนะครับ จะได้แชร์ข้อมูลกันว่า ในร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ในร่างนั้นเขียนเอาไว้ อยู่มาตราหนึ่ง ความจริงแล้วก็เริ่มต้นไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันนี้ว่า จากนี้ไปในการที่จะตรากฎหมายทุกฉบับจะต้องมีการทําประชาพิจารณ์ ฉันใดก็ฉันนั้น ในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศก็ดี หรือแม้แต่กระทั่ง แผนการทําการปฏิรูปประเทศก็ดี ในอนาคตเมื่อมีคณะกรรมการปฏิรูปเกิดขึ้นมาใหม่แล้ว เขาจะมีการถามกันว่าเรื่องนี้ ๆ เคยทําประชาพิจารณ์มาแล้วหรือยัง เคยสอบถามหน่วยงาน ต่าง ๆ ไว้บ้างแล้วหรือยัง เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เราทํามาในชีวิตของการเป็น สปท. กลายเป็นว่า การศึกษาเพื่อจะทํารายงานเสนอการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้ข้อมูล หรือเราออกไปฟังข้อมูลข้างนอกล้วนแล้วแต่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน อันนี้ก็เพียงแต่มาเล่าสู่กันฟัง ล้วนแล้วแต่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่า จะปฏิรูปเรื่องอะไรก็ตามมันจะมีน้ําหนักสูงมากในการที่จะบอกว่าผ่านขั้นตอนการรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยฝากแชร์กันว่าส่วนเวลาที่เหลืออีกประมาณ ๑๐๐ กว่าวันตรงนี้ ถ้าเราจะทําการเสนอการปฏิรูปเรื่องใดถ้ามีการสอบถามหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเชิญเขามาหรือเราไปพบเขา แล้วก็มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกคณะกรรมาธิการเขาก็ทํากันอยู่แล้ว แต่ว่าก็มาเรียนเล่าสู่กันฟังว่า มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทําให้เรื่องการปฏิรูปนั้น ๆ สามารถนําไปสู่การปฏิบัติ ได้ง่ายขึ้นครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านดุสิตค่ะ เป็นคําแนะนําที่มีประโยชน์มากนะคะ เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จํานง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง นะครับ ลําดับที่ ๗๙ ที่จริงแล้วเรื่องแผนถ้าท่านประธานจําได้ผมเคยเสนอในที่ประชุมนี้ว่าอยากจะให้มี การอภิปรายเป็นการทั่วไปว่าเราจะดําเนินการเรื่องนี้ได้อย่างไรก่อนที่รัฐธรรมนูญออกมา แล้วผมเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น และผมก็เชื่อว่าในขณะนั้น พ.ร.บ. นี้รัฐบาลจะทําเอง แล้วจะคล้ายกับการกระจายอํานาจเป็นอย่างยิ่ง สุดท้ายทางรัฐบาลก็ดึงไปทําเอง โดยการที่ว่า ให้ทางกฤษฎีกาเป็นคนยกร่าง ก็เป็นไปตามนั้นเป็นไปตามหมวดปฏิรูป ทีนี้ก็ไม่เป็นไรนะครับ ประเด็นที่สําคัญผมอ่านดูทั้งยุทธศาสตร์ ทั้งแผนแล้วก็อยากจะเรียนว่า เป็นไปตามที่ท่านอลงกรณ์ได้พูดไว้ว่าเราไม่ได้มีการตกลงว่าจะมีการเป็นกรรมาธิการร่วม แต่ถ้าเป็นได้ก็จะเป็นเรื่องดี ประเด็นที่สําคัญก็คือผมเชื่อว่าใน พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ มีอยู่ส่วนหนึ่งที่เขียนชัดมากแล้วก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็คือว่าในการเขียนทั้งแผน และยุทธศาสตร์ให้พิจารณาข้อเสนอหรือความเห็น หรือรายงานของ สปท. คือกําหนดไว้ชัดมาก โดยเฉพาะในเรื่องยุทธศาสตร์แล้วก็เรื่องแผน และยุทธศาสตร์ก็มีการคลี่คลายมากจากที่ เรามีมติไปแล้วเดิมว่าจะเป็นแผน ๒๐ ปี และตอนหลังมีการกําหนดเป็น ๕ ปี ๕ ปีแล้วปรับได้ และถ้ามีสถานการณ์พิเศษให้ใช้สภาเป็นคนปรับ และปรับได้ ผมรับได้เพราะตอนนั้น ผมต่อต้านมาก ถ้ามีระยะยาว ๒๐ ปีผมรับไม่ได้ แต่ตอนนี้ปรับแล้ว ประเด็นก็คือว่า งานของ สปท. ขณะนี้ที่เราคุยกันในคณะกรรมาธิการว่ารีบด่วนที่จะต้องเสนอ เพราะว่า ถ้าไม่ใช่ใน ๒๗ รายการนั้นมันอาจจะไม่เข้าในระบบ แต่ถ้าหากว่าเราได้เสนอผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นความเห็นของ สปท. ที่ผ่านที่ประชุมแล้วก็สามารถจะเกี่ยวข้องกับ ทั้ง ๒ ฉบับนั้นก็คือการปฏิรูปก็ดี แล้วก็เรื่องยุทธศาสตร์ก็ดี และที่สําคัญจะมีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาเป็น ๑๒ คณะอย่างที่ว่า การศึกษามีอยู่แล้วเพราะว่ากําหนดไว้แล้ว ตํารวจมีอยู่แล้ว ที่เหลือความเห็นผม ผมคงไม่เข้าไปอยู่ในระบบนี้อยู่แล้ว แต่ว่าการที่ เราดําเนินการไปตรงนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการ ๑๔ คนตามแผนซึ่งผมคิดว่าเขาไม่เปลี่ยน ในนั้นอาจจะต้องมีจาก สปท. เข้าไปเป็นเพื่อต่อเนื่องการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๕๘ ก็คิดว่าจะเป็นเรื่องดี ถ้าหากว่าเราจะได้รีบทําทั้งหมดคือไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เคยกระตุ้น ไว้ก่อนเหมือนอย่างที่ท่านดุสิตได้พูดว่าอยากจะให้เร่งรีบกัน เพราะไม่อย่างนั้นงานของเราคือ ได้เท่าไรเราก็เอาในเวลาที่เหลืออยู่ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันได้บันทึกไว้แล้วนะคะ เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานครับ เนื่องจาก เวลายังมีเหลือก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเรื่องที่ว่าจะเสนอตัวแทนเข้าไปเป็น กรรมาธิการวิสามัญ ผมก็คิดมาตลอดว่ารูปแบบควรจะเป็นอย่างไร ทีนี้ถ้าจะมีการประชุม ของ สนช. วันพฤหัสบดีนี้ และท่านรองประธาน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านอลงกรณ์ ท่านบอกว่าจะมีการประชุมวิป (Whip) ในเช้าวันนั้นเวลามันก็จะคาบเกี่ยวกัน ด้วยความเห็น ส่วนตัวนะครับ ผมว่ารูปแบบควรจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งว่าวันนี้ไหน ๆ เราก็มีประชุม สปท. แล้ว ให้เราเห็นหน้าเห็นตาตัวแทนเราที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญเสียวันนั้น จะไม่ดีกว่าหรือที่จะไปเขาประชุมเลิกหรือยัง จะถึงวาระที่จะเสนอหรือยัง เสนอชื่อไปเลยไหม โดยความเห็นส่วนตัวนะครับ ซึ่งท่านรองประธานอลงกรณ์อาจจะไม่เห็นด้วย บังเอิญ ผมเห็นท่านยงยุทธอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เนื่องจากท่านเป็น ประธานคณะกรรมการชุดนี้ในการพิจารณาเตรียมการ ตอนนั้นเราช่วยกันร่างกฎหมาย แผนและขั้นตอนนี้ขึ้นมา ท่านอาจจะถอนตัวนะครับ แต่ผมขออนุญาตในห้องประชุม แห่งนี้ว่าผมขอเกริ่นกล่าวนําท่านยงยุทธว่าอยากจะให้ท่านไปเป็นตัวแทนของ สปท. ในคณะกรรมาธิการวิสามัญครั้งนั้น ๆ ถ้าท่านจะกรุณา แต่ถ้าท่านถอนตัวก็โอเค (Okay) ก็กลับไปในหลักการแรกคือให้บรีฟ (Brief) วันนั้น เช้าวันพฤหัสบดีนั่นละครับ ที่ สนช. เขาเข้าประชุมกัน ท่านก็เสนอใครเข้ามา วันนี้เราจะได้เห็นหน้าเห็นตาตัวแทนของ สปท. ที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณากฎหมาย ซึ่งผมถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นกฎหมายที่มีความสําคัญมาก ผมขออนุญาตท่านยงยุทธ ถ้าท่านจะกรุณารับ ที่จะเป็นตัวแทนของ สปท. หรือสมาชิกท่านอื่นเห็นอย่างไรก็สุดแท้แต่ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวันชัยค่ะ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่ามีเวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นการหารือในเรื่องนี้จึงเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็กราบขออภัยเพื่อนสมาชิกที่อาจจะเกรงว่าเลิกประชุมแล้ว ยังจะพูดอะไรกันต่อ ขออภัยจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ฟังเพื่อนสมาชิก หลายท่านพูดประเด็นเรื่องแผนและขั้นตอน ขออภัยเอ่ยนามท่านดุสิต รวมทั้งผมเองก็ได้อ่านกฎหมายพอสมควร นั่นแปลว่าต่อไปนี้มีการแปลงร่างของการปฏิรูป บ้านนี้เมืองนี้เป็น ๓ รูปแบบด้วยกันท่านประธาน เดิมจาก สปช. แปลงร่างมาเป็น สปท. และต่อไปนี้กําลังจะแปลงร่างของ สปท. ไปเป็นคณะกรรมการปฏิรูปใน พ.ร.บ. ว่าด้วยแผน และขั้นตอนการปฏิรูป คณะกรรมการชุดนี้จึงมีความสําคัญครับท่านประธาน นั่นหมายความว่า ตลอดระยะเวลา ๕ ปีนี้ คนที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ จะปฏิรูปประเทศนี้ รวมทั้งเรื่องของตํารวจด้วย ซึ่งเขาเขียนไว้ชัดเจนว่าเรื่องใดควรทําเสร็จในระยะเวลาเท่าใดตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด คณะกรรมการปฏิรูปจะมีส่วนสําคัญในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขประเทศนี้ในประเด็นต่าง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดแปลงร่างมาเป็น พ.ร.บ. แผนและขั้นตอน ๑๑ ด้านครับ ท่านประธาน ใน ๑๑ ด้านนั้นมีคณะกรรมการซึ่งเป็นประธานด้านละ ๑ คน และกรรมการ อีก ๑๔ คน ผมคิดรวม ๆ แล้วน่าจะมีสมาชิกหรือคณะกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูป รวมแล้ว ๑๖๕ คน อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าใน ๑๖๕ คนซึ่งจะต้องเป็นคณะกรรมการ ในการดําเนินการเรื่องการปฏิรูป กฎหมายเขียนไว้ชัด เอามาจากไหนครับ เอามาจาก ที่รัฐธรรมนูญกําหนด เอามาจาก พ.ร.บ. ที่กําหนดไว้ว่าให้เอามาจาก สปช. สปท. ที่ทํา และดําเนินการให้สัมฤทธิผล รัฐบาลต้องดําเนินการตามที่คณะกรรมการปฏิรูปเสนอ รวมทั้ง ส.ว. ก็มีส่วนในการช่วยกันกํากับดูแลผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสัมฤทธิผล เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ชุดนี้จึงมีส่วนสําคัญอย่างมาก และผมมีความเชื่อว่าท่านสมาชิก สปช. สปท. รวมทั้งบุคคล ที่มีความรู้ความสามารถจากที่ทํางานเรื่องนี้ในที่นี้ เผลอ ๆ อาจจะต้องไปเป็นคณะกรรมการ ใน ๑๖๕ คน เพราะเป็นการตั้งโดยคณะรัฐมนตรี และถามว่าบุคคลเหล่านี้จะมาจากไหนครับ แน่นอนก็คงต้องเป็นบุคคลซึ่งกฎหมายกําหนดว่ามาจากภาครัฐส่วนหนึ่ง ภาคเอกชน ส่วนหนึ่ง ภาคประชาสังคมส่วนหนึ่ง นั่นแปลว่าหลากหลายทั้งหมด มาทั้ง สปช. สปท. และส่วนอื่น ๆ อีก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานในระยะเวลาที่เหลือ ถ้าคณะกรรมการปฏิรูปชุดต่อไปตามกฎหมายที่ว่านี้จะไปหยิบเรื่องที่เราเสนอมาแต่ละเรื่อง แต่เราทําไว้ก็สามารถค้นได้ หาได้ แต่เราเหลือเวลาเพียงประมาณสัก ๒-๓ เดือนครับ ท่านประธาน กฎหมายนี้ ๒๐ กว่ามาตรา ผ่านวาระแรกวันที่ ๒๐ ใช้เวลาตั้งกรรมาธิการ พิจารณาแปรญัตติรวมทั้งพิจารณาไม่เกิน ๓๐ วัน จากนั้นผมว่า ๖๐ วัน ๙๐ วันเสร็จ ชุดนี้ก็สลายไป แปลงร่างไปตรงโน้น คณะรัฐมนตรีต้องตั้งภายใน ๑๕ วัน ประเด็นที่สําคัญที่ท่านดุสิตพูดไว้ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมว่าเวลาที่เราเหลืออยู่ประมาณ ๒ เดือน ๓ เดือน เราจะทํารายงาน ทําสรุปเรื่อง หรือประเด็นอันสําคัญเพื่อเพราะเขาเขียน ไว้ชัดว่าต้องเอาจาก สปช. สปท. เราจะมีส่วนใดที่ทํางานตรงนี้ไว้เพื่อรองรับการทํางานของ คณะกรรมการปฏิรูปชุดนั้น แปลว่าหยิบมาก็ดู หยิบมาก็ง่าย ดูก็รู้เรื่อง แล้วก็เข้าใจ แล้วก็ สามารถเอาไปขับเคลื่อนได้ต่อไปเลย และติดอยู่ประเด็นไหน เสนอไปแล้วอย่างไร มีอะไร ที่เป็นข้อที่ไม่สามารถทําได้ ทําไม่ได้ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแต่ละเรื่องทั้งหมด มีรายละเอียดอย่างที่ว่านี้อยู่แล้ว ถ้าเราจะทําเป็นเล่ม เป็นเรื่อง รวมถึงปัญหา ตลอดจน อุปสรรคหรือความไม่สําเร็จก็จะเป็นเรื่องดีมาก แปลว่าง่ายมากต่อคณะกรรมการปฏิรูป ชุดต่อไป จึงกราบเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพราะเวลาบางท่านอาจจะได้ ไปเป็นคณะกรรมการปฏิรูปหยิบปั๊บ ตอบปุ๊บ เดินเรื่อง เดินเครื่อง เพราะทุก ๓ เดือน ต้องรายงานต่อรัฐสภาด้วยว่าแต่ละเรื่องนั้นท่านปฏิรูปอะไรเป็นอย่างไร ทั้งรัฐธรรมนูญ ก็กําหนด กฎหมายก็กําหนด เรื่องต่อไปนี้จะเป็นความสําคัญและเป็นประวัติศาสตร์ว่า สภาปฏิรูป สภาขับเคลื่อนเขาได้ทําไว้แล้วมาสําเร็จในคณะกรรมการปฏิรูป ก็กราบเรียนมา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านอลงกรณ์บอกว่าเราจะทํา เชิญท่านอลงกรณ์ค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ข้อเสนอท่านวันชัยดีมาก เนื่องจากว่าท่านเป็น อดีต สปช. แล้วตอนที่ สปช. หมดวาระ แต่ก่อนหมดวาระนี้ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๘ เราได้จัดทํารายงานสําคัญอยู่ ๓ ชุดด้วยกัน ชุดที่ ๑ คือชุดที่เป็นพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ก็คือการรวม ๓๗ วาระ แล้วก็มี ๑๐๐ กว่าเรื่อง แต่ละคณะกรรมาธิการจะทําไป ๑ เล่ม ๒ เล่ม หรือ ๓ เล่มก็แล้วแต่ ตามเนื้อหาของผลการรายงานในแต่ละคณะ ยกตัวอย่างเช่น กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อสารมวลชนเขาก็จะทําเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ไว้ ๑ เล่ม ยกตัวอย่างระบุเลยว่าเป็นวาระปฏิรูปที่ ๑๗ การปฏิรูปสื่อสารมวลชน แล้วในนั้น มี ๓ เรื่อง ๑ ๒ ๓ เพราะฉะนั้นถ้าท่านสมาชิกจําได้ในช่วงเดือนแรก ๆ ของ สปท. ที่เราประชุม ทางสภาก็ได้เชิญอดีตประธานกรรมาธิการของแต่ละคณะของ สปช. ได้มานําเสนอสรุปว่า ได้ศึกษารายงานปฏิรูปแต่ละวาระ แต่ละด้าน แต่ละเรื่องเป็นอย่างไร แล้วก็มีหนังสือ ที่เป็นกล่องใหญ่ ๆ นั่นละครับ รวมบรรจุไว้ให้สมาชิกได้กลับไปอ่าน นั่นคือรูปแบบที่ ท่านวันชัยได้เสนอมา ซึ่งผมคิดว่าเมื่อ สปท. สานต่องานจากทาง สปช. แล้ว แล้วเราทํางานมา ปีเศษใกล้จะครบวาระ ขณะนี้มีอยู่ที่เราส่งไปเข้าใจว่า ๑๔๖ เรื่องด้วยกันทั้งรายงานปฏิรูป แล้วก็ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป แต่ละคณะก็สมควรที่จะต้องจัดทําเป็นรูปเล่มเพื่อส่งมอบต่อ ให้ใคร ก็คือกรรมการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นก็จะเป็นการส่งไม้ต่อที่เห็นถึงพัฒนาการ ของการปฏิรูปทั้งเชิงการศึกษา แล้วก็ในเรื่องของรายละเอียดของการปฏิบัติการในเรื่องของ การปฏิรูป สมัย สปช. นี้นะครับ ตอนนั้นเราเริ่มต้นด้วยการวางความคิดก่อนหรือว่า คอนเซปชวลดีไซน์ (Conceptual Design) คือความคิดรวบยอดก่อนจะปฏิรูปเรื่องอะไร ใน ๑๑ ด้านไปคิดกันมาก่อน แล้วก็มาเสนอในฟลอร์ (Floor) ใหญ่ อันนี้ก็จะได้ คอนเซปชวลดีไซน์ (Conceptual Design) ของการปฏิรูปแต่ละด้าน พร้อมกันนั้นก็ให้ทําภาพอนาคตด้วย ซึ่งก็ได้ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรี ปัจจุบัน และเป็นเลขานุการ ป.ย.ป. ตอนนั้นก็เป็นประธานคณะกรรมการจัดทํารายงาน เรื่องออกแบบอนาคตประเทศไทย ก็คล้าย ๆ ยุทธศาสตร์ชาติ มองประเทศในอนาคต ยาวไกลออกไป ๒๐ ปีเหมือนกัน ชุดที่ ๒ ที่เราทําก็คือชุดสังเคราะห์ภาพรวมการปฏิรูป อันนี้ก็ให้ดอกเตอร์สีลาภรณ์ นาครทรรพ ตอนนี้ก็มาเป็น ๑ ในประธานอนุกรรมการ ของกรรมการเตรียมการปฏิรูปของ ป.ย.ป. ท่านจัดทําชุดที่สําคัญมากชุดที่ ๒ คือสังเคราะห์ ภาพรวมการปฏิรูป ก็คือประมวลภาพทั้งหมดของการทํางาน สปช. ในทุกด้านเลย และมาทําเป็นรายงาน ๑ เล่ม ส่วนชุดที่ ๓ คือแต่ละคณะทํา เพราะฉะนั้นวาระที่ ๑-๓๗ จะมี ๓๗ เล่มด้วยกัน บวกด้วยรายงานออกแบบอนาคตประเทศไทยซึ่งเหมือนเป็น ไทยแลนด์วิชัน (Thailand Vision) แล้วอีกเล่มก็คือเล่มสังเคราะห์การปฏิรูปประเทศไทย ก็คือผนวกเอาทั้ง ๓๗ วาระใน ๑๑ ด้านที่ทํางานกันมา มารวมให้เป็น ๑ เล่ม รวมทั้งหมด ก็คือหนังสือ ๓ ชุดด้วยกัน แต่มีทั้งหมด ๓๙ เล่ม ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้กราบเรียนท่านประธาน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์มาก ก็ขออนุญาต ตอนที่มารายงานตัว มาประชุมกันนัดแรก ๆ เลย ก็ขอมอบให้ไป ท่านสมาชิก สปท. ก็จะได้รับไป ๒. ก็คือว่าเชิญประธานกรรมาธิการมา แล้วก็เชิญท่านผู้ที่จัดทําเล่มออกแบบ อนาคตประเทศไทย คือดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ แล้วท่านที่ทําเรื่องของสังเคราะห์ การปฏิรูปคือดอกเตอร์สีลาภรณ์มานําเสนอ ถ้าท่านจําได้นะครับ ในช่วงเข้าใจว่าจะเป็น เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม หลังจากนั้นได้ภาพรวมแล้วเราก็ประชุม ถ้าจําไม่ผิด ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๓ ธันวาคม หรืออย่างไร วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๓ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ที่เรามีการประชุมหลังจากฟังงานของ สปช. มาแล้วก็ประชุมกันแล้วก็มานําเสนอ ในแต่ละด้าน แล้วก็มีมติ สปท. โดยรวมว่าเอาตามที่ทางกรรมาธิการแต่ละคณะ สปท. ของเราวางแนวทาง อันนั้นก็คือเป็นตัวหลักของการทํางานของเราตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๘ จนกระทั่งมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย ผมคิดว่าที่ท่านวันชัยเสนอ ถ้ามีสัก ๒ ชุดนะครับ คือท่านหนึ่งก็รับไปทําตัวสังเคราะห์ สังเคราะห์ภาพรวมให้ร้อยเรียงถึงกันหมดใน ๑๑ ด้าน แล้วก็ ๑๔๖ เรื่องในกรอบ ๓๗ วาระที่เราสานต่องานมา ๒. ก็คือชุดที่เป็นชุดรายงาน รวมผลสรุปในเล่มที่ ๓ ของเรา แล้วชุดที่ ๓ ก็คือแต่ละคณะจัดทํา อาจจะมีเพิ่มเติมคือ ชุดที่เป็นกรรมาธิการชุดพิเศษต่าง ๆ เช่นกรณีเรื่องของความปลอดภัยทางถนน หรือว่า ชุดทางด้าน ๒ ๓ ๔ ๕ ก็แล้วแต่ รวบรวมเสร็จก็ส่งมอบต่อไป ซึ่งจะทําให้เห็นว่าการปฏิรูป ของเราทําอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เป็นขั้นตอน แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้น หลักฐาน ข้อมูล แนวคิด แล้วก็การสานต่อไปสู่ทางปฏิบัติ เพราะว่าเวลาที่เลือกตั้งแล้ว รัฐบาลจะต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศทุก ๓ เดือนต่อรัฐสภา โดยที่จะมี กรรมการปฏิรูปประเทศ แล้วก็มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะทําหน้าที่เหมือนแฝดอิน-จัน คอยดูว่าการดําเนินงานที่ทางรัฐบาลรายงานมันใช่หรือเปล่า แต่ละกระทรวงดําเนินการปฏิรูปไป มันถูกทิศ ถูกทาง ถูกแนวหรือไม่ที่ยุทธศาสตร์ชาติกําหนดเป้าหมายไว้และมีแผนปฏิรูป แต่ละเรื่องไว้ ถ้าเห็นว่าไม่เป็นเช่นนั้นก็จะได้ดําเนินการในกระบวนการของการที่จะมี สภาพบังคับบางประการเพื่อให้รัฐบาลได้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไข หรือดําเนินการให้สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป เพราะฉะนั้นหลักฐาน ข้อมูล เอกสาร ผมคิดว่าสําคัญมาก และจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่แต่เฉพาะในส่วนของรัฐบาลหรือรัฐสภาหน้าเท่านั้น แต่สาธารณชนก็ควรได้รับรู้ว่านี่เป็นการปฏิรูปประเทศของเราซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของ เห็นด้วย สนับสนุน แล้วเราก็ไปหารือในวิป (Whip) ของเราดูว่าจะดําเนินการอย่างไรต่อไปนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เรียนเพิ่มเติมว่าใน ๑๔๖ เรื่อง รายงานที่เราทําเสร็จไปแล้ว ผ่านสภาไปแล้ว เราจัดเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก คืออยู่ใน ๓๗ วาระของ สปช. อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเรื่องใหม่ที่เสนอเอง เพราะฉะนั้นเวลาเราโยงเราจะสามารถโยงได้อย่างที่ ท่านรองประธานอลงกรณ์ว่าเพราะเรายังทํางานสืบสานต่อจาก สปช. มา มีสมาชิกท่านใด จะอภิปรายอีกไหมคะ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ดิฉันขอขอบพระคุณสมาชิก ทุกท่านที่กรุณาสละเวลาและให้ความสนใจกับวาระนี้เป็นอย่างมาก และปิดประชุมค่ะ สวัสดีค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๑๒ นาฬิกา