วิเชียร ชี้ปัญหาสังคมสูงวัย หนุนปรับระบบดูแลผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐

วิเชียร ชวลิต หารือปัญหาสังคมสูงวัยที่ทวีความรุนแรงและเสนอแนวทางปรับปรุงระบบดูแลผู้สูงอายุ โดยเน้นการกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนข้อมูลและบุคลากรในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลมีความทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม วิเชียร ชวลิต รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องระบบรองรับ สังคมสูงวัย ขออนุญาตเรียนว่าใน ๒ เรื่องหลังของกรรมาธิการที่นําเรียนต่อที่ประชุมในครั้งนี้ จริง ๆ แล้วทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาแล้วก็ส่งให้วิป (Whip) ได้ไปพิจารณาแล้ว ต้องเรียนว่าทั้ง ๒ เรื่องที่หยิบยกมาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงแล้วเกี่ยวเนื่องกัน

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในฐานะที่เรื่องของการเตรียมการรองรับ สังคมสูงวัยมีหลายเรื่องหลายประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันเป็น ประเด็นที่จะต้องมีการเตรียมการรองรับในการเตรียมความพร้อม เพราะว่าประเทศเรา เป็นประเทศที่มีภาวะของการเป็นสังคมสูงวัยที่อยู่ในอันดับ ๒ ของประเทศในอาเซียน (ASEAN) แล้วก็คิดว่าความเป็นสังคมสูงวัยของไทยนั้นมีหลายอย่าง หลายประการที่ต้องมี การเตรียมการรองรับนะครับ เพราะว่าโดยสภาพปัญหาผมต้องขออนุญาตเรียนว่า คงจะข้ามประเด็นไปในเรื่องของสภาวะหรือสถานการณ์ของสังคมสูงวัยหรือว่าจํานวน ประชากรนะครับ แต่อยากจะเรียนเริ่มต้นว่าสภาพปัญหาของสังคมสูงวัยของเราที่ควรจะได้ หยิบยกแล้วก็ขออนุญาตเกริ่นนํามาเล่าต่อที่ประชุมสักนิดหนึ่งว่าภาวะของผู้สูงวัยของไทยนั้น เดิมทีเดียวเราพึ่งพาคนในครอบครัวเป็นหลัก ข้อมูลเดิมมีถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ผู้สูงวัยคือ เมื่อพ้นวัยทํางานแล้วพึ่งพาลูกหลานในครอบครัว ปัจจุบันลดลงแต่ก็ยังอยู่ในตัวเลข หรือประมาณการที่สูงพอสมควร ก็คือว่าผู้สูงวัยนั้นพึ่งพาลูกหลานถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่สูงพอสมควร เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ารัฐบาลได้ดําเนินการ ตอนนี้ใช้เงินไป ในวงเงินประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการดูแลหรือจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งก็เป็นเงินจํานวนไม่มากนัก เรียกว่าน้อยทีเดียวเพราะว่าเป็นการช่วยสนับสนุนผู้สูงวัย คงไม่ใช่เงินเดือนหรือว่าค่าใช้จ่ายที่จะทําให้ผู้สูงวัยนั้นใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเดือน ๖๐๐ บาท สําหรับผู้ที่อายุ ๖๐ ปี แล้วก็ปรับเป็นขั้นบันไดใครที่มีอายุยืนยาวจนถึง ๙๐ ปีขึ้นไป ก็จะได้เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็กําลังพิจารณา โดยกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาที่จะปรับเงินหรือว่าการดูแลเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่ใช่เป็น การแก้ปัญหาได้ด้วยวิถีทางเดียว สิ่งที่จะแก้ปัญหาให้กับสังคมผู้สูงอายุคงมีหลายเรื่อง หลายประเด็น แต่สภาพปัญหาดังที่ผมเรียนแล้วว่าเมื่อสังคมผู้สูงอายุพึ่งพาลูกหลาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเตรียมการในอนาคตที่สําคัญก็คือจํานวนลูกหลานหรือคนเกิดใหม่ ของเรานั้นมีสัดส่วนที่น้อยมาก แล้วก็จะทําให้ผู้สูงอายุกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจเพราะว่า ไม่มีคนดูแลในอนาคตก็จะทําให้เกิดปัญหา ก็เป็นที่มาที่อยากจะเรียนว่าในปัจจุบันนั้น เรามีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีองค์กรหรือมีหน่วยงาน ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ก็คือกรมกิจการผู้สูงอายุ วันนี้ท่านอธิบดีก็ได้กรุณามาร่วมกับคณะกรรมาธิการ ที่จะเรียนชี้แจงในหลายเรื่องหลายประเด็นให้กับที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ต้องเรียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีบุคลากรที่จะทําหน้าที่ในการกําหนด ยุทธศาสตร์แนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือดูแลผู้สูงอายุ แต่ไม่สามารถที่จะเป็นบุคลากร ที่จะให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ข้อเสนอของ สปท. ที่เราได้เสนอไปในสาระสําคัญที่เป็นปัญหาอุปสรรคแต่เดิมก็คือเสนอให้มีการกําหนดกฎ ระเบียบเพื่อที่จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าไปทํางานหรือแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน หรือผู้ที่เป็นผู้สูงอายุในสังคมได้ เพราะว่าที่ผ่านมามีอยู่ ๔ ประเด็น ที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่าเดิมทีเดียวไม่มีกฎ ระเบียบเรื่องนี้รองรับ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นงานที่ปรับมาใหม่ คือเดิมทีเดียวนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะทํางานด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือถนน หนทางด้านอื่น ๆ เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมื่อมาทํางานด้านสังคม การไม่มีกฎ ระเบียบรองรับกําหนดเอาไว้ชัดเจนว่าทําอะไรได้บ้าง ใช้ได้แต่กฎ ระเบียบ ที่เป็นกฎ ระเบียบของส่วนกลางก็จะเป็นงานในลักษณะของการประชุม สัมมนา ชี้แจง ทําความเข้าใจก็ไม่สามารถที่จะดูแลได้ตรงประเด็นกับความต้องการของผู้สูงวัยในสังคม หรือในชุมชนท้องถิ่นได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีกฎ ระเบียบที่จะทํางานด้านนี้ ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายที่ไปดําเนินการไปทําก็มีข้อโต้แย้งกัน ทํามาก ทําน้อย ให้มาก ให้น้อย ดูแลผู้สูงวัย ดูแลผู้สูงอายุ ในเงื่อนไขที่แตกต่างแล้วแต่หน่วยการปกครองท้องถิ่น จะไปดําเนินการ เมื่อไม่มีกฎ ระเบียบ สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเมื่อไปตรวจก็มีข้อท้วงติง ในหลายเรื่องหลายประเด็น เพราะฉะนั้นก็เป็นความจําเป็นที่ควรจะมีหรือต้องมีกฎ ระเบียบ ในการรองรับด้านนี้ ปัญหาประการที่ ๒ ก็คือข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของผู้สูงอายุยังไม่ได้มีการจัดรวมเป็นระบบหรือระบบฐานข้อมูลที่ชัดเจน บางที่ก็ทํา หรือทําแตกต่างกันไป ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นปัญหาก็คือกําลังคนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะมีความรู้ มีความชํานาญในเรื่องเหล่านี้ก็ยังขาดแคลนอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยเกิดประเด็นที่ ๔ ที่เป็นปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คืองบประมาณที่กําหนดไว้ในเรื่องนี้ก็มีจํากัด คือจัดสรรไว้ไม่มากนัก บางหน่วยก็ลังเลในเรื่องข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเราถึงได้พิจารณาเห็นว่าหากมีการออกกฎ ระเบียบเรื่องพวกนี้ก็จะทําให้ท้องถิ่น มีความมั่นอกมั่นใจ และสามารถดําเนินการได้ตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคม ของท้องถิ่น ข้อเสนอของ สปท. ที่เสนอไปแล้วอย่างที่ทุกท่านทราบว่าเรื่องนี้ได้นําเสนอ ผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไปแล้ว แล้วก็ส่งไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ท้ายที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยไปพิจารณาดําเนินการตามข้อเสนอของ สปท. ด้วยวัตถุประสงค์ ที่อยากจะเรียนว่าการเสนอเรื่องนี้อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าต้องการให้ท้องถิ่นเป็นกลไกที่สําคัญ ในการที่จะขับเคลื่อนหรือดูแลผู้สูงอายุ เพราะว่าเงื่อนไขที่สําคัญที่สุดก็คือผู้สูงอายุนั้นใกล้ชิด กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็เข้าอกเข้าใจ รวมทั้งท้องถิ่นเองก็มีความรู้ ความเข้าใจ ในการที่จะดูแลและให้บริการได้ดี ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นราชการ ส่วนภูมิภาคในนามของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีกําลังคนที่ไม่สามารถจะไปรองรับและให้บริการได้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะยกตัวอย่างกฎ ระเบียบที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปดําเนินการแล้วจะเป็น การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงวัยที่เราเสนอไว้มีอยู่ ๙ เรื่อง มีทั้งเรื่องของ สุขภาพอนามัย เรื่องของการเข้าถึงบริการสังคมของชุมชน เรื่องของการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตของผู้สูงวัย เรื่องที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภคตามความจําเป็นอย่างทั่วถึง เรื่องการส่งเสริมการฝึกอาชีพรายได้ และสนับสนุนการประกอบอาชีพที่เหมาะสม เรื่องการพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วม ในกิจกรรมทางสังคม นันทนาการ และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เรื่องการจัดสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็น สาธารณะ และเรื่องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ อันนี้เป็นตัวอย่างของเรื่องการดําเนินการว่าจะออกกฎ ระเบียบใด ในข้อเสนอนี้ก็จะมี คณะกรรมการร่วมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วม เป็นกรรมการที่จะกําหนดในการที่จะให้ท้องถิ่นไปดูแลผู้สูงวัย นี่คือข้อเสนอที่เป็นกลไก สําคัญซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพ ผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ในประเด็นที่ ๒ ของรายงานในข้อเสนอนี้ หลักการสําคัญนี้นะครับ ก่อนที่ผม จะได้ขออนุญาตให้ท่านอธิบดีสมคิด สมศรี จากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้นําเรียนถึงความก้าวหน้ารวมทั้งทิศทางของ ศพอส. ต่อไป ผมอยากจะเรียนถึงจุดสําคัญที่เกี่ยวโยงกันทั้ง ๒ เรื่อง ก็คือว่า ศพอส. เป็นองค์กร ภาคประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นะครับ ในเวลาที่ผ่านมานี้ชมรมผู้สูงอายุทั้งประเทศมีอยู่สัก ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าชมรม วันนี้เขารวมตัวกันแล้วและเขาก็ไปทํากิจกรรมต่าง ๆ ใช้สถานที่ที่วัดบ้าง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล หรือว่าใช้สถานที่อื่น ๆ เป็นที่ พบปะแล้วก็ประชุมหารือทํางานร่วมกัน ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอนชัดเจน ศพอส. ก็จะเข้ามา ช่วยจัดการดูแลพวกเรื่องเหล่านี้ ลําพังแต่กลไกภาครัฐถ้าไปดําเนินการเรื่องพวกนี้ก็จะ ทําให้เป็นการขยายส่วนราชการ เป็นการเพิ่มกําลังคน เพิ่มภาระต่าง ๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้นความเป็นองค์กรภาคประชาชนถ้าหากดําเนินการโดยไม่ได้รับการสนับสนุน ก็จะทําให้การทํางานนั้นไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ การที่ ศพอส. ผมขออนุญาตใช้ชื่อย่อดังนี้ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนนี้ก็ได้รับการสนับสนุนอยู่หลายที่ หลายจุด หลายท่านคงจะได้เห็นข่าวคราวว่าท้องถิ่นนั้นท้องถิ่นนี้ไปเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุ ก็เป็นลักษณะเดียวกันนะครับ ไปกําหนดเครื่องแบบเครื่องแต่งกายอะไรก็เป็นการให้ความรู้ ก็แล้วแต่มิติที่จะเน้นไปในแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้นถ้าหาก ศพอส. ได้รับการส่งเสริม แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นในเรื่องต่าง ๆ เท่าที่จําเป็นก็จะทําให้การทํางานด้านนี้ ประสบผลสําเร็จ แล้วจุดประสงค์สําคัญที่สุด ศพอส. เป็นที่รวมของภาคประชาชน ภายใต้ การสนับสนุน ถ้าท่านเห็นในแผ่นใสในวีดิทัศน์ท่านก็จะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหลายกระทรวง ที่มีส่วนร่วม ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ หน่วยงาน องค์กร เช่น สสส. สปสช. เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเป้าประสงค์ที่อยากจะเรียน ให้ท่านทราบว่าทั้ง ๒ เรื่องมีความเกี่ยวโยงและเชื่อมโยงกัน ก็อยากจะเรียนเป็นข้อเสนอ ให้ที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อพิจารณาประกอบในการส่งเสริมให้มีการแก้กฎ ระเบียบ และส่งเสริมให้การแก้กฎ ระเบียบนั้นเอื้อไปสนับสนุนให้ ศพอส. ขับเคลื่อน และประสบผลสําเร็จต่อไป ขออนุญาตท่านประธาน และท่านสมาชิกได้รับฟัง ที่ท่านสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ จะได้นําเรียนในรายละเอียดว่า ศพอส. นั้นหน้าตา เป็นอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร ขอบพระคุณครับ