เฉลิมชัย เครืองาม หารือประเด็นผู้สูงอายุในสังคมไทย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนวัยสูงวัย พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพและสังคมที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ พูดเป็นคนท้าย จริง ๆ เกือบทุกเรื่องที่ผมจะพูดปรากฏว่า ก่อนหน้าผมสมาชิกเกือบทุกท่านก็ได้พูดไปจนเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็พยายาม จะหาช่องที่ยังไม่มีใครพูด ก็หาไม่พบ แต่เป็นสิ่งที่คิดว่าอย่างไรต้องอภิปรายเพื่อเติมเต็ม ในสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ทําเอาไว้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ประเด็น เรื่องผู้สูงวัยนั้นเป็นประเด็นที่กําลังครึกโครมแล้วก็เป็นที่กล่าวขวัญกันในนานาประเทศ ทุกประเทศก็ว่าได้ สังคมไทยนั้นมีคํากล่าวว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ําตา แต่ในกรณีนี้นั้น ผมคิดว่าคงไม่มีใครประสงค์เช่นนั้น สังคมสูงวัยที่เราประสบอยู่เป็นปัญหาที่จะมากขึ้น เรื่อย ๆ ในอนาคต ถ้าเห็นตัวเลข เห็นสถิติต่าง ๆ แล้ว ต้องบอกว่าน่าตกใจ หลาย ๆ ท่านได้พยายามที่จะพูดตัวเลขไปแล้ว ในปี ๒๕๕๙ ผู้สูงวัยนั้น มีอยู่ประมาณ ๑๐.๗ ล้านคน คิดเป็นประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันตัวเลขขยับขึ้นมาแล้ว เป็นประมาณ ๑๑.๒ ล้านคน คิดเป็น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ และในปี ๒๕๖๔ อีกไม่นานครับ ๓ ปี ๔ ปีข้างหน้าแค่นั้นเอง เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์เพราะตัวเลขของผู้สูงวัยนั้น จะขยับขึ้นเป็นประมาณ ๑๓ ล้านกว่าคน ฟังตัวเลขแล้วน่าตกใจ แต่จะน่าตกใจและน่ากลัว มากขึ้นถ้าเราได้ทราบว่าในบรรดาผู้สูงวัยทั้งหมดนั้นพบว่าคนที่อยู่คนเดียวตามลําพัง เชื่อไหมครับ มีอยู่ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คนเศษ ๙๐๐,๐๐๐ คนนี้คิดเป็นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนผู้สูงวัยทั้งหมด และตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นอีก จะพบว่า ในบรรดาผู้สูงวัยทั้งหมด ๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงวัยที่มีสภาวะของร่างกายหรือสุขภาพ ที่เรียกว่า เจ็บป่วยไม่มากก็น้อย ๙๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๙๕ คนจาก ๑๐๐ คน ฟังแล้วน่าตกใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะเติมเต็มที่ทางกรรมาธิการท่านได้พูด และก่อนหน้าจะอภิปราย ผมได้คุยกับท่านสุรินทร์ ท่านบอกว่าหมอช่วยพูดเรื่องสุขภาพหน่อย พูดเยอะ ๆ เรื่องนี้ เป็นปัญหาเยอะ ผมก็เห็นด้วยกับท่าน ก็คงจะขออนุญาตเติมเต็มในสิ่งนี้ เพราะมิติต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้ทําเอาไว้นั้นสมบูรณ์แล้วครับ มิติที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยนั้น ได้แก่เศรษฐกิจ รายละเอียดของท่านก็ว่าไป สังคม รายละเอียดก็ว่าไป สุขภาพ อันดับสุดท้าย คืออนามัยและสิ่งแวดล้อม ผมจะเติมเต็มเรื่องของสุขภาพเพราะได้รับการขอร้องให้พูดถึง ในเรื่องนี้มาก และผมก็เห็นอยู่กับตา ได้ยินอยู่กับหู ประสบการณ์ตัวเองก็มีมากพอสมควร เพราะผมเป็นหมอ เป็นแพทย์ทางด้านสมอง ก็ดูแลผู้สูงอายุมามากพอสมควร พิกลพิการ อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคต่าง ๆ สมองเสื่อม ผมดูมาเยอะครับ แล้วก็เคยมีส่วนร่วมในชมรม ผู้สูงอายุของโรงพยาบาลบางแห่ง สังคมสูงวัยนั้นสิ่งที่เขาต้องการหลายท่านได้พูดแล้ว อันดับแรก คือเงิน อันดับที่ ๒ คืองาน อันดับที่ ๓ คือสังคม ขออนุญาตเติมอันดับที่ ๔ คือสุขภาพที่ดี เงินนั้นเราบอกแล้วว่าแหล่งที่มาก็มาจากหลายทาง แต่พบว่าสังคมเรา เป็นสังคมอุปถัมภ์ค้ําจุนคนในครอบครัว ผู้สูงวัยก็ได้รับการช่วยเหลือจุนเจือจากบุตรหลาน อันนี้เป็นอันดับแรก รองลงมาก็คือการทํางานด้วยตนเอง รองลงมาก็คือบําเหน็จบํานาญ แล้วก็เงินออมต่าง ๆ เงินต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่นั้นถ้าขาดเพียงอย่างเดียวแล้วเงินที่หามา จะไปไหนเสีย ก็หมดไปกับค่าแพทย์ ค่ายา ค่าเดินทางไปพบแพทย์ นั่นคือเรื่องสุขภาพครับ เพราะฉะนั้นการเตรียมการผู้สูงวัยที่เรากําลังจะพูดถึงนั้นไม่ใช่เตรียมเมื่ออายุประมาณ ๕๗ ปี ๕๘ ปี ๕๙ ปี ใกล้จะ ๖๐ ปี ใกล้จะเป็นผู้สูงวัยแล้ว สายไปเสียแล้ว ทุกภาคส่วน ประชารัฐ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลคนทุกคนในสังคมตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะถ้าดูแลเมื่อสูงวัยแล้ว อายุ ๖๐-๗๐ ปีแล้วต้องบอกว่าช้าไปแล้ว ใกล้จะพิกลพิการแล้ว เส้นเลือดในสมองใกล้จะแตกแล้ว เป็นเบาหวานก็มีโรคแทรกซ้อนแล้ว เส้นเลือดหัวใจเริ่มตีบ ต้องไปฉีดสี ต้องไปขยายหลอดเลือดหัวใจ สิ้นเปลืองเงิน สิ้นเปลืองงบประมาณอีก เป็นจํานวนมาก ดังนั้นการเตรียมการผู้สูงวัยนั้นต้องเตรียมทั้งหมดครบ ๓๖๐ องศา ตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยสูงวัย ๔๐-๕๐ ปี ใกล้จะ ๖๐ ปีต้องเรียนรู้แล้ว เรียนรู้การดูแลสุขภาพตนเอง เรียนรู้การตรวจเช็ก (Check) ร่างกาย เรียนรู้การออกกําลังกาย และ ๕ อ ดังที่ได้มี ผู้กล่าวไปแล้ว อาหาร ออกกําลังกาย อารมณ์ อนามัยสิ่งแวดล้อม และการขับถ่ายอุจจาระ เป็นต้น ท่านประธานครับ มีตัวเลขที่บอกว่าคนไทยมีการสํารวจสภาวะสมองเสื่อมปัจจุบันนี้นะครับ ประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ ๑๐๐ คนจะมีคนสมองเสื่อมอยู่ประมาณ ๘ คนหรือ ๙ คน ต้องบอกว่า ๘ คนหรือ ๙ คนนั้นอยู่ในสภาวะสมองเสื่อมที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ ถ้าเป็นโรคที่เรียกว่าอัลไซเมอร์ (Alzheimer) แล้วยิ่งถ้าอยู่คนเดียวเป็นอะไรที่น่าอเนจอนาถ เป็นอย่างมาก โดยภาพรวมทั้งหมดปัญหาสุขภาพที่ผมจะกล่าวถึงนี้ขอยกให้เป็นประโยคหนึ่ง ที่มีความสําคัญเป็นอย่างมากที่ฝากทางท่านกรรมาธิการช่วยประสาน เพราะสิ่งที่ท่าน ได้ทําเอาไว้คือการเซ็นเอ็มโอยู (MOU) ในเอกสารหน้า ๗ กับหน่วยงานต่าง ๆ ประมาณ ๑๗ หน่วยงานนั้น ใน ๗๗ หน่วยงานนั้นมีหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ อาทิ กรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมสุขภาพจิต กรมอนามัย สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์หรือสาธารณสุขอยู่ถึง ๕ หน่วยงาน ซึ่งมาก ต้องขอเรียนว่าควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าทุกข์ที่เป็นทุกข์มหันต์ของผู้สูงอายุ เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพคือการเข้าถึงบริการสุขภาพ นี่คือประโยคทองที่ผมขอฝากทาง กรรมาธิการท่านเอาไว้ สาเหตุมาจากความแออัดคับคั่งของผู้ป่วยที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาล พูดถึงคําว่าสุขภาพพูดลอย ๆ แล้วเมื่อเจ็บป่วยต้องไปโรงพยาบาล ท่านเชื่อไหมว่าเคยมีการสํารวจ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสูงวัยสูงอายุที่ไปโรงพยาบาลต้องใช้เวลาคือ ๑ วันเต็ม ๆ ในการเข้าถึง บริการสุขภาพนับตั้งแต่ไปโรงพยาบาล พบแพทย์ รอการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ รอตรวจแล็บ (Lab) รอรับยา ทั้งหมดกระบวนการนี้คือ ๑ วันเต็ม ๆ บางครั้งเสียเวลา ๑ วันเต็ม ๆ เพียงแค่ขอไปวัดความดันโลหิตที่โรงพยาบาล ผมเคยเจอคนไข้เป็นจํานวนมากเขาไม่รู้จัก เครื่องวัดความดันโลหิตมาก่อนในชีวิต พอตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงต้องเหมารถ เพื่อไปวัดความดันสูงหรือไม่สูงก็รักษาไป เพราะฉะนั้นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหรือประชารัฐที่จะต้องจัดช่วยกันดูแลคือทําอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึง บริการสุขภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีคุณภาพมาตรฐาน อันนี้ผมฝากไว้ สิ่งที่จะทําได้ คือฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ในอดีตกระทรวงสาธารณสุขเคยใช้วิธีการขอความร่วมมือ ขอความเมตตาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในสังกัดสําหรับผู้สูงวัยอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปว่ามีช่องทาง อย่างไรที่จะสามารถทําให้ผู้ป่วยที่อายุมากสูงวัยเข้าถึงบริการได้ แต่การเข้าถึงนั้นเข้าถึง เพียงแค่สเตป (Step) แรก หรือขั้นตอนแรกของการไปโรงพยาบาลแค่นั้นเองครับ คือการทํา ประวัติข้อมูล การทําเวชระเบียนเขาจะได้เร็วขึ้น แต่หลังจากนั้นช่องทางต่าง ๆ เต็มไปด้วย การเสียเวลาอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ผมได้รับฟีดแบ็ก (Feedback) มาตลอด ทุกวันนี้ ให้หาเส้นให้ ให้หาช่องทางให้ จะไปโรงพยาบาลนั้นขอช่องทาง ขอลัดคิว ขออย่างโน้น ขออย่างนี้ ผู้สูงวัยอายุ ๗๐ ปีมาขอให้ผมหาฟาสต์แทร็ก (Fast Track) หาช่องทางลัด ในการเข้าตรวจรักษาหรือในการพบแพทย์ ผมฟังแล้วมันน่าอนาถ มันควรจะเป็นคุณภาพ และมาตรฐานที่รัฐจัดให้กับผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นท่านทําอย่างไรก็ได้ที่ให้มีฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ในทุกช่องทางไม่ว่าทําบัตร ทําประวัติในการพบแพทย์ ในการตรวจวินิจฉัย ไม่ใช่ออกจากห้องแพทย์แล้วไปรอเอกซเรย์อีก ๒ ชั่วโมง รอเอกซเรย์ ๒ ชั่วโมงเสร็จหมอสั่ง เจาะเลือดด้วย ไปรอเจาะเลือดอีก ๑ ชั่วโมง แล้วรออีก ๒ ชั่วโมงสําหรับรอฟังผล ฟังผลแล้ว รอพบแพทย์อีก ๒ ชั่วโมง แล้วก็รอรับยาอีก ๒ ชั่วโมง แล้วมันจะไม่ให้วันหนึ่งได้อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านลองคิดถึงสภาพของผู้สูงวัยอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปีที่ไปโรงพยาบาลแล้ว อยู่ในสภาพอย่างนี้ ผมว่าเป็นอะไรที่ลําเค็ญเกินไป มาตรการการขอร้องหรือขอความร่วมมือนั้น คงไม่เพียงพอ ผมพูดครั้งนี้เป็นปากเสียงให้กับผู้สูงวัยทั้งประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าจะพลิก ที่เป็นการปฏิรูปจริง ๆ ฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ให้เป็นจริงแล้วเกิดขึ้นทุกขั้นตอน ผู้สูงวัยไปโรงพยาบาลอายุ ๘๙ ปี ๙๐ ปี ไปโรงพยาบาลทําทุกอย่างขั้นตอนควรจะได้กลับมา รับประทานอาหารเที่ยงอาหารกลางวันที่บ้านครับ ไม่ใช่ทุกวันนี้รับประทานอาหารค่ํา ที่โรงพยาบาลซึ่งอนาถเกินไป เพราะฉะนั้นผมฝากเอาไว้สําหรับทางกรรมาธิการ เอกสาร ทั้งหมดท่านทําเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวท่านได้ใจผู้สูงวัยทั้งประเทศมหาศาล แล้วสิ่งที่ ประชาชนจะได้นั้น ครอบครัวก็จะได้ เขาก็จะมีความสุข นอกจากเงิน งาน สังคมแล้ว ผมฝากเรื่องสุขภาพคือการเข้าถึงบริการสุขภาพ ขอบคุณครับ