ถวิลวดี บุรีกุล หารือประเด็นการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นการบูรณาการหลายภาคส่วนเพื่อคุ้มครองสิทธิ ความเสมอภาค และการดูแลชีวิตความเป็นอยู่อย่างเหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ของ สปท. ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องผู้สูงอายุแล้วก็เอากลับเข้ามาทบทวนกัน ในวันนี้นะคะ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดก็คือในรัฐธรรมนูญที่เราลงประชามติกันไป แล้วก็มีผลบังคับใช้แล้ว มีคําว่า ผู้สูงอายุ อยู่ ๓ ที่ แล้วสิ่งที่เรากําลังจะพูดกันนี้ก็เป็น เรื่องของการทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นจริง ตั้งแต่ในมาตรา ๒๗ มาตรา ๗๑ ที่สําคัญนะคะ แล้วอีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๑๒๘ เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนในการเป็นกรรมาธิการ แต่ว่าในมาตรา ๒๗ พูดถึงสิทธิ เป็นหลัก เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ในเรื่องของการอํานวยความสะดวกให้กับ ผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังพูดถึงกันก็เป็นการดําเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุได้สิทธิ ในเรื่องนี้ ตลอดจนมาตรา ๗๑ ที่เป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แล้วประเด็น ที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่จะต้องคํานึงถึงเรื่องของความเสมอภาค ที่สําคัญมากกว่านั้นก็คือเรื่องวัย เรื่องเพศ ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ดิฉันอยากจะให้ ความสําคัญเพิ่มเติมนะคะ ถ้าจะพิจารณาเรื่องของผู้สูงอายุแล้วก็คงต้องมีการเตรียมการ ในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นอยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมมากกว่าการมองไปที่ศูนย์พัฒนา คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ศพอส. ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนภายใน ๑ ปี แต่ดิฉันอยากจะให้อีก หลาย ๆ เรื่องก็ดําเนินการพร้อมกันไปด้วยนะคะ ตอนนี้ในประเทศเรามีสถิติในเรื่องของ ผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลําพังคนเดียวก็เยอะ เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุทั้งหมด แล้วก็ ๑๙ เปอร์เซ็นต์อยู่ลําพัง ๒ คนกับคู่สมรส ซึ่งแสดงว่าต่างคนก็ต่างเป็นผู้อาวุโสแต่ก็ต้อง อยู่กันตามลําพัง แล้วนอกจากนี้จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุของไทย ที่ศึกษาเมื่อ ๒-๓ ปีก่อนก็พบว่ามีความแตกต่างกันระหว่างเพศในเรื่องของความเป็นอยู่ เช่นผู้สูงอายุที่เป็นเพศหญิงไม่สามารถที่จะกลั้นปัสสาวะได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑ ใน ๕ ขณะที่ผู้ชายประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการรับประทานอาหารเองไม่ได้ มีผู้สูงอายุประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ คือชายหญิงใกล้เคียงกันรับประทานอาหารเองไม่ได้ เคลื่อนไหวเองไม่ได้ ผู้หญิง ๔ เปอร์เซ็นต์ ผู้ชาย ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าต้องมีผู้ช่วย นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของอาบน้ําเองไม่ได้ แปรงฟันเองไม่ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเมื่อรวมกันแล้ว เป็นจํานวนที่มากพอสมควรแล้วใครเป็นคนดูแลพวกเขา คงไม่ใช่เอามาไว้ที่ศูนย์ที่ท่านพูดถึง แต่ว่าก็คงจะอยู่ในบ้านแล้วทําอย่างไร หรือว่าถ้ามีเงินหน่อยก็เอาไปไว้ในศูนย์ที่ต้องเสียเงิน แล้วก็จะมีคนดูแล แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถที่จะทําแบบนั้นได้แล้วจะทําอย่างไร อันนี้ เป็นเรื่องที่เราคงจะต้องมาทบทวนพิจารณาแล้วจะทําอย่างไร นอกจากนี้สิ่งที่ควรจะเสนอ ในเรื่องของการปฏิรูปก็คือปัญหาเหล่านั้นนะคะ ปัญหานี้นํามาสู่เรื่องของอัตราพึ่งพิง ในที่สุดอัตราพึ่งพิงก็สูง พึ่งพาแรงงาน เราต้องไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติซึ่งมาทํางานแทน เพราะว่าเด็กเกิดน้อย ผู้สูงอายุเยอะ แล้วการดูแลผู้สูงอายุสุดท้ายไปอยู่ในมือของคนต่างชาติ ก็มีนะคะ ภาวะค่าใช้จ่ายของรัฐก็สูงขึ้น ขาดการดูแล ผู้สูงอายุในชีวิตประจําวัน ไม่มีคนดูแล เหล่านี้ สถานดูแล สถานที่อยู่ก็ไม่เหมาะสม ซึ่งดิฉันต้องขอบคุณที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเรื่องของการต้องไปดูแลสถานที่อยู่ของผู้สูงอายุด้วยแต่ก็คงไม่สามารถที่จะ ดูแลได้ทั้งหมด เพราะมิฉะนั้นเราคงจะไม่เห็นในเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือในทีวี (TV) มารับบริจาคกันอยู่เรื่อย ๆ นะคะ นอกจากนี้เรื่องสุขภาพและเรื่องรายได้ เพราะว่าผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งไม่มีรายได้ ๓๗ เปอร์เซ็นต์บอกว่าบุตรช่วยเหลืออยู่ แต่ผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตร จะทําอย่างไร บางส่วนยังทํางานอยู่ได้ประมาณอีก ๓๔ เปอร์เซ็นต์ เบี้ยยังชีพ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บํานาญ ๕ เปอร์เซ็นต์ มีเงินออม ๔ เปอร์เซ็นต์ พึ่งพาพี่น้อง ๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าพี่น้อง นี่ก็พึ่งพาได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องมีมาตรการมากขึ้น มาตรการอะไร เรื่องของ การบูรณาการดิฉันเห็นด้วยกับท่าน สปท. หลายท่าน เรื่องของผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องของ กระทรวง พม. หรือกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ว่ามันเป็นเรื่องของหลาย ๆ ภาคส่วน ที่จะต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแต่ท้องถิ่น แต่ชุมชนต้องเข้ามาร่วม รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข ไปจนกระทั่งถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ได้พูดถึงเรื่องของการวิเคราะห์ วิจัย เรื่องของการค้นคิดอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามาช่วยผู้สูงอายุ นี่ต้องเป็นหน้าที่ ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นด้วย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์เรานั้นร่วมกับการทํางาน ของมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ เรื่องของสาธารณสุขต่าง ๆ แล้วก็เรื่องของการขนส่ง สาธารณะ ซึ่งท่านก็บอกว่าจะต้องมีรถที่เหมาะสมอะไรอย่างนี้นะคะ แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะออกไปนอกบ้านแล้วทําแบบนั้นได้แล้วจะทําอย่างไร อาคาร ที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เมื่อคิดที่จะก่อสร้างอาคารต้องออกแบบอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็ต้อง ฝากไปถึงสํานักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่ ๒ กระทรวงเท่านั้นนะคะ เมื่อมีคําของบประมาณมา มีแบบมาก็ต้องมาดูว่ามีการออกแบบในเรื่องนี้หรือไม่ เรื่องของการออม ซึ่งอันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ต้องเข้ามาอีกว่า จะทําอย่างไร ตลอดจนเรื่องของการคลังที่จะต้องมาดูแลเรื่องสวัสดิการหรือว่าผลิตภัณฑ์ ที่ออกแบบ เพราะฉะนั้นคําว่าเกรย์อีโคโนมี (Gray Economy) ถึงเกิดขึ้น เป็นเรื่องของธุรกิจ สําหรับผู้สูงอายุ เราก็ควรจะมีการส่งเสริมตรงนี้ อาจจะมีมาตรการด้านภาษี หรือการส่งเสริม นวัตกรรมต่าง ๆ ในระยะยาวจะทําอย่างไร ตลอดจนการจัดหางาน ซึ่งดิฉันเห็นด้วย กับท่าน สปท. หลายท่านนะคะ เรื่องของภารกิจที่จะต้องทําเพื่อผู้สูงอายุที่มีความรู้ แทนที่จะเอาไปเรียนหนังสือ แต่งตัวเป็นนักเรียน ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าดิฉันสูงอายุมากกว่านี้ ดิฉันก็คงจะไม่ไปโรงเรียนของท่าน ดิฉันอยากจะใช้ศักยภาพของตัวเองมากกว่าไปนั่งเรียน แล้วแต่งตัวเป็นเด็ก ๆ แล้วนั่งเรียนแบบนั้นซึ่งมันก็ไม่เหมาะ ดิฉันคิดว่ามีหลายคนที่อยากจะ ทํางานเพื่อชาติต่อไป เพราะฉะนั้นศักยภาพที่จะทํางานเพื่อสังคมก็มี ชมรมผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จะทําประโยชน์ให้กับชุมชนก็น่าจะจัดตั้งขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคําว่า แอเรียเบส (Area based) คงต้องหมายถึงการดูแลศักยภาพของพื้นที่ ศักยภาพของบุคคล แล้วก็ทุนทางสังคมที่มีในพื้นที่นั้น แล้วก็ต้องการการวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งตรงนี้ ยังไม่มีแผนเรื่องของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละชุมชนเราคงต้องมี เพราะไม่อย่างนั้น จะเป็นแอเรียเบส (Area Based) ไม่ได้ ก็จะเป็นเชิงฟังก์ชัน (Function) เชิงแผนงาน ที่ส่งไปจากข้างบนแล้วก็ไปบอกว่าเป็นแอเรีย (Area) แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานที่คิดจากข้างบน แล้วก็ส่งลงไปอยู่ข้างล่าง ก็ไม่เรียกว่าแอเรียเบส (Area based) เพราะแอเรียเบส (Area based) ต้องเป็นแผนที่มาจากข้างล่างด้วย แล้วก็เป็นการทํางานร่วมกันของทุกภาคส่วน และมีการดําเนินงานที่มีการแนะนําการกํากับดูแล และมีการติดตามประเมินผล ถึงจะเรียกว่าแอเรียเบส (Area based) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ดิฉันก็อยากจะฝากเพิ่มเติม ในเรื่องของแนวทางสําหรับผู้สูงอายุ เผื่อว่าท่านจะไปเขียนข้อเสนอเพิ่มเติม แล้วไหน ๆ ก็เดินหน้ามาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วก็มีการขับเคลื่อนมาพอสมควร ก็คงจะต้องฝากไปถึง คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ หรือเรื่องของสาธารณสุข เช่นระบบบํานาญและการออม สําหรับผู้สูงอายุนี้จะทําอย่างไร เพราะว่าหลายคนยังขาดหลักประกันในเรื่องรายได้ ท่านบอกว่ามีการลงทะเบียนผู้สูงอายุที่จะไปทํางาน ดิฉันก็สงสัยเหมือนกันว่างานสําหรับ ผู้สูงอายุนี้จะให้ไปทําอะไร ไปทําความสะอาด หรือจะไปทําอะไร มีหลายเรื่องที่จะต้องคิด ละเอียดอ่อนไปนะคะ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจะเป็นอย่างไร เราคงไม่ได้มองเฉพาะผู้สูงอายุแต่ละคน แต่เราต้องมองถึงภาพใหญ่ของประเทศ โดยภาพรวม ถ้าต้องแบกภาระแบบนี้รัฐจะต้องเตรียมการอย่างไร เพราะฉะนั้นคงต้องคิดเป็นภาพใหญ่ และผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินเก็บหลังชีวิตการทํางานเขาจะอยู่อย่างไร นอกจากนี้ตลอดจน การส่งเสริมการเกิดเปรียบเทียบ อาจจะต้องไปคิดถึงขั้นนั้น เราคงจะดูเฉพาะผู้สูงอายุ อย่างเดียวไม่ได้ คงต้องดูการเกิดเปรียบเทียบ เพราะว่ามีผลต่อเรื่องของแรงงานในอนาคต ตลอดจนเรื่องของส่งเสริมการออกแบบสินค้าที่อํานวยความสะดวก ซึ่งอันนี้ดิฉันได้พูดไปแล้ว แต่ดิฉันอยากจะเพิ่มเติมเล็กน้อย เพราะว่าในเรื่องของการมีผู้สูงอายุที่มีศักยภาพควรได้รับ การส่งเสริมให้มีงานทํา แล้วผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมนั้นสามารถที่จะดึงดูดผู้ลงทุนจาก ต่างประเทศได้ ก็ต้องฝากไว้สําหรับตรงนี้ และขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ เพราะสักวันหนึ่ง ดิฉันคงต้องไปใช้บริการของท่านเหมือนกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ