ดุสิต เครืองาม หารือทิศทางการดำเนินงานของ สปท. ในช่วง 110 วันสุดท้าย ก่อนครบกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 พร้อมเน้นความสำคัญของการร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศกับ สนช. และเรียกร้องให้ตรวจสอบการเสนอชื่อตัวแทน สปท. เข้าร่วมกรรมาธิการวิสามัญอย่างทันท่วงที
ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ ผมมีความประสงค์ที่จะขออภิปรายในวาระอื่น ๆ เกี่ยวกับ เรื่องแนวทางและทิศทางของ สปท. ในช่วงเวลาที่เหลืออีก ๑๒๐ วันนี้นะครับ แต่บังเอิญท่านนิกร จํานง ซึ่งท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการเรื่องความปลอดภัยทางถนน ก็ต้องขอกล่าวเรียนยืนยันนะครับว่าทุก ๆ ๑ ชีวิตที่เราสามารถลดความสูญเสียได้ ทําให้เรา ช่วยเหลือครอบครัวของผู้ที่จะต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นภรรยา สามี ลูก หรือพ่อแม่ แล้วก็ ทําให้แก้ไขปัญหาความยุ่งเหยิง ความเดือดร้อนทางสังคม แล้วก็ทางเศรษฐกิจได้มากมาย ก็ต้องถือว่าเป็นผลงานในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เรียกว่าได้ผลทันการณ์ แล้วก็ ได้ผลทันทีที่เราได้เสนอออกไปนะครับ ขอกลับมาประเด็นเรื่อง ๑๒๐ วันที่เหลือจากนี้ ของ สปท. นะครับ แต่ว่าถ้านับตัวเลขแล้วก็เหลือแค่ ๑๑๐ วัน แป๊บเดียว ๑๐ วัน หมดไปแล้ว การทํางานของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ท่านประธานก็ทราบดีว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ที่ผมขออนุญาตลุกขึ้นมาอภิปราย ตรงนี้ก็เพื่อที่จะได้เป็นการเตือนความจํา แล้วก็จะได้สื่อข้อมูลไปยังพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศด้วยที่เขากําลังคาดหวังการทํางานของ สปท. เราอยู่ กฎหมายที่ สปท. เรามี ความเกี่ยวข้องกันมีด้วยกันโดยตรง ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๗ และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาแล้วนะครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ สนช. เขาก็กําลังจะเริ่มต้นลงมือพิจารณา ซึ่งมีชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการจัดทําแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศ มี ๓ ฉบับ ด้วยกัน ถามว่า สปท. เราจะต้องอ่านกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนั้นแล้วต้องมาประมวลกลยุทธ์ ในการทํางานของเราอย่างไรบ้าง ผมขอสรุปแบบนี้นะครับว่า ถ้าย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า คือ พ.ศ. ๒๕๕๗ และ พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้น ในมาตรา ๓๙/๒ เขาเขียนไว้ว่า สปท. ให้ดําเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปโดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วน และความสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลือ ซึ่งเราทุกคนก็ได้ปฏิบัติหน้าที่กันมาจนใกล้จะครบวาระแล้ว เราก็ได้มีการคัดเลือกเรื่องที่คิดว่าเร่งด่วน แล้วก็ดูถึงสัมฤทธิผลในระยะเวลาที่เหลืออันสั้น มาแล้วระดับหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันแล้ว ถ้าเราไปอ่านในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็จะเขียนเอาไว้ว่าในมาตรา ๒๕๙ จะให้มีการตราและมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ จะต้องตราพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดีดลูกคิดมาก็จะตรงกับวันที่ ๔ สิงหาคมที่จะถึง ในเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ถามว่า สปท. เรายังจะต้องทําอะไรอีกต่อไป ในมาตรา ๒๖๖ บทเฉพาะกาล เขาเขียนไว้ว่ากําหนดให้ สปท. ทําหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศประกาศใช้ แม้ว่าอะไรมาก่อนถ้าพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอน ดําเนินการปฏิรูปประเทศมาก่อน แม้ว่าจะเป็นเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน สปท. เราก็จะหมดหน้าที่ของเราในวันนั้นที่ประกาศใช้ทันที เรียกว่าเฟิสต์ คัม เฟิสต์ เอนด์ (First Come First End) นั้นนะครับ อะไรมาก่อนตรงนั้นก็จบก่อน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม จะต้องไม่ยาวเกินกว่า ๑๒๐ วันเป็นแน่นอน แล้วหลาย ๆ ท่านก็คงทราบดีว่ารัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ดังกล่าวไปถึง สนช. แล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนนะครับ แล้วถ้าข้อมูลเช็ก (Check) มาไม่ผิดในวันที่ ๒๐ เมษายน คือในวันมะรืนนี้ สนช. ก็จะเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในวาระที่หนึ่ง แล้วบังเอิญ ผมก็ได้สอบถามกันแล้วในกลุ่มไลน์ (Line) ก็เป็นที่สบายใจว่าในชั้นของข้อตกลงระหว่าง สปท. และ สนช. ในวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันว่าเมื่อใดก็ตามถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปแล้วละก็ สปท. ก็จะมีตัวแทนเข้าไปร่วมเป็น กรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือว่าส่งไปจาก สปท. เราก็ตามที่ เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน ในการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ผมเองก็คงตั้งความหวังไว้ว่าจะมีตัวแทนจาก สปท. เรา เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่แน่ใจอีกว่าการเสนอชื่อนั้น สปท. เราจะเสนอชื่อทันหรือเปล่า ในการที่จะเสนอชื่อเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญนั้นจะต้อง เสนอภายในวันที่ ๒๐ ใช่หรือไม่ ก็ฝากให้ท่านประธานช่วยกรุณาเช็ก (Check) และตรวจสอบดู แล้วก็ใคร หรือมีจํานวนกี่คนที่เข้าไปนั่งอยู่ในนั้น ผมเข้าใจว่าเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศนั้นน่าจะมีอะไร เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะสืบเนื่องในการทํางานเรื่องการปฏิรูปประเทศให้มีความยั่งยืนต่อไป เมื่อเป็นดังนั้นผมก็จึงขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อเสนออยู่ประมาณสัก ๔ ข้อ เพื่อให้ ท่านประธานหรือว่าวิป (Whip) หรือว่าสภา สปท. เราได้รับทราบแล้วก็นําไปพิจารณากันว่า ในช่วงเวลาที่เหลืออีก ๑๑๐ วันนั้นเราควรจะต้องมีโรดแมป (Roadmap) สั้น ๆ ตรงนี้ว่า จะต้องมีการทําอะไรบ้าง เท่าที่ผมพอจะนึกได้แล้วก็นึกออกในตอนนี้ก็คือ ข้อที่ ๑ เราน่า จะต้องมีการสํารวจตรวจสอบว่าเรื่องที่จะเสนอเข้ามาพิจารณานั้นยังมีค้างกันอยู่อีกกี่เรื่อง จัดลําดับความสําคัญหรือว่าเช็ก (Check) ไปที่กรรมาธิการแต่ละคณะ ข้อที่ ๒ เนื่องจาก พระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดําเนินการปฏิรูปประเทศนั้น มีอยู่บางมาตราเขาเขียนไว้ดีบอกว่า ในการทําแผนการปฏิรูปประเทศนั้นจะต้องนําเอาข้อมูลเก่า หรือว่ารายงานเก่าจาก สปช. ที่หมดวาระไปแล้ว แล้วก็ข้อมูลหรือว่ารายงานจาก สปท. นําไปใช้ประกอบการพิจารณาในการจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศในระยะยาวต่อไป ผมมานั่งคิดดูว่าแล้วคณะกรรมการที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตนั้น ถ้าเขาบอกว่าขอดูรายงาน หรือข้อเสนอการปฏิรูปของ สปท. มีอะไรบ้าง เขาจะหยิบยกไปใช้ประกอบในการปฏิรูปต่อไป ไปหาได้ที่ไหน หาได้อย่างไร มีเรื่องอะไรอยู่บ้าง จัดเป็นหมวดหมู่ไว้หรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้น ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นภาคบังคับแล้วครับ หนีไม่พ้นที่สภา สปท. เราจะต้องมีการรวบรวม ผลงานขึ้นมาเป็นเล่มเพื่อปิดจ็อบ (Job) หรือภารกิจของเรา ผมก็เลยขอเสนอว่าการรวบรวม ผลการรายงานนั้นอยากจะให้ทําในรูปแบบที่สามารถสืบค้นได้ง่าย สมมุติอยากจะรู้ว่า เราทําการปฏิรูปเอาเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) เข้าไปเลย ผู้สูงอายุ ไม้โตเร็ว ถนน แรงงาน เด็ก อะไรแบบนี้ การแพทย์ฉุกเฉินอะไรก็ว่ากันไป เคาะปุ๊บสามารถเจอได้เลยจากรายงานของเรา ก็อยากจะให้ ทําลักษณะเป็นเชิงสารานุกรมที่สามารถมีดัชนีสืบค้นได้ง่าย นี่คือข้อเสนอข้อที่ ๒ นะครับ ข้อที่ ๓ ลําพังแต่การที่เราจะจัดทําสรุปผลงานของ สปท. เรา เป็นเอกสารก็คงจะจืดชืด ไม่มีรสชาติ ก็น่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ซึ่งอาจจะเรียกว่าสัมมนาก็ได้ แต่คงไม่ใช่ในห้องสภาแห่งนี้ เราอาจจะไปใช้สถานที่ข้างนอกแล้วก็ต้องพูดให้ประชาชน พูดให้ตัวแทนของข้าราชการ พูดให้ตัวแทนของหน่วยงานต่าง ๆ เขาได้รับฟังว่าเรามีภาพรวม ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วทั้งหมดที่ทํางานกันมาเกือบ ๒ ปี มีหัวข้ออะไรบ้าง แบ่งเป็นหมวดหมู่ได้อย่างไรบ้าง มีสาระสําคัญ และที่สําคัญคือจะนําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง แล้วเรื่องอะไรที่นําไปสู่การปฏิบัติแล้ว อะไรที่ยังไม่นําไปสู่การปฏิบัติก็มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะได้นําไปสานต่อ และข้อที่ ๔ ข้อสุดท้ายนี้ผมไม่แน่ใจว่า จะเหมาะสมจริง ๆ หรือเปล่า ๓ ข้อแรกนั้นผมคิดว่าไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ข้อที่ ๔ นี้ถ้าเรายอมรับ ในสภาพของตนเองเราก็ต้องมีการประเมินตนเอง เราจะยอมประเมินตนเองไหม ประเมินตนเอง ไม่ได้หมายความว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นหรือว่าเราทํางานไม่ดี การประเมินตนเองนั้น อาจจะเกิดมาจากหน่วยงานข้างนอกเขายังไม่ได้นําเรื่องของเราไปใช้ในการขับเคลื่อน การปฏิรูป หรือเขายังไม่ได้นําไปสู่การปฏิบัติ ผมก็ขอเสนอว่าเราก็น่าจะมีการจัดทํารายงาน ว่าด้วยสัมฤทธิผล เพราะว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้บอกว่าให้เราเข้ามาทํางานแบบเร่งด่วน ภายในเวลาที่จํากัดและคํานึงถึงความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปประเทศ แล้วเรากําลัง จะพ้นจากหน้าที่ไป และเรายังไม่รู้ตัวเราเองว่าเรื่องที่เราเสนอไปเป็นร้อย ๆ เรื่องนั้นสัมฤทธิผล ไปแล้วกี่เรื่อง หรือกําลังเกือบจะ หรือว่าขออนุญาตใช้คําพูดของท่านนิกร จํานง เกยตื้นก็ยังดี หรือศัพท์ทางอื่นเขาบอกว่า ชิงหัวหาดไว้ก่อน ก็ยังดีนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าอ้างตามภารกิจ ในรัฐธรรมนูญแล้ว ผมว่าเผลอ ๆ เราจะต้องทําดัชนีชี้วัดเพื่อสํารวจสัมฤทธิผลการทํางานของ สปท. เรา ก็อาจจะรวบรวมข้อมูลที่กรรมาธิการซึ่งเขารู้ดีที่สุดนะครับ แล้วก็เชิญ มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) มาสรุปกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมาที่สภาใหญ่นี้ ไปทํากันที่ไหนก็ได้ ในห้องประชุมปกติ ในชั้นกรรมาธิการหรือว่าอนุกรรมาธิการก็แล้วแต่ แล้วก็นําเอาสัมฤทธิผลว่า ได้ดําเนินการอะไรไปแล้วแค่ไหนมาแจ้งให้สภาเราทราบ ซึ่งจะทําให้การทํางานของสภา สปท. สามารถปิดภารกิจไปได้อย่างสง่าและสวยงาม จึงขอกราบเรียนนํามาเพื่อเสนอครับ ขอบพระคุณครับ