กษิต ภิรมย์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ระดับชาติในการแก้ปัญหาชายแดน โดยเสนอให้ใช้กลไกเดิมของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้การตัดสินใจมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาและเสนอผลต่อคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกันยังได้หารือประเด็นการจัดการแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้รัฐบาลเจรจากับประเทศต้นทางเพื่อกำหนดโควตา ฝึกอบรมล่วงหน้า และแบ่งภาระความรับผิดชอบอย่างชัดเจน รวมถึงเสนอให้จัดทำบัตรอาเซียนเพื่อลดขั้นตอน ป้องกันการค้ามนุษย์และทุจริต พร้อมเรียกร้องให้ปรับทัศนคติและปฏิรูประบบราชการเพื่อรองรับความจำเป็นของแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นธรรมและมีมนุษยธรรม
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการว่า ไปฝากผีฝากไข้ไว้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ระดับชาติและคิดว่าในที่สุดจะแก้ปัญหาได้ ประเด็นก็คือว่าเรามีสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับชายแดนก็มักจะไปว่ากันที่นั่นเป็นสําคัญ แล้วก็เสนอไปที่ ครม. แล้วก็ส่งไปที่สภานิติบัญญัติ หรือสภาผู้แทนราษฎรถ้าเผื่อจะต้องออกเป็นกฎหมายได้ การตั้งคณะกรรมการกันเรื่อย ๆ แล้วก็มีนายกรัฐมนตรีผมก็ได้คัดค้านมาตลอด เพราะผม เห็นว่าหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ น่าจะนั่งคุยกันที่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็มีข้อยุติ เสนอไปที่ ครม. จะทําให้การทํางานคล่องตัวกว่า แล้วเรื่องควรจะไปยุติที่ ครม. ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ คิดว่าการไปจดทะเบียนขออนุมัติกันที่ ณ จุดถาวร ๖๘ แห่ง ให้เป็นถาวรทั้งหมดก็เป็นการทํางานแค่ตรงกลางทาง ขณะที่ที่ต้นทางนั้นเรามีเอ็มโอยู (MOU) กับรัฐบาลเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา ก็ทราบมาว่าได้มีการเจรจากับรัฐบาลเวียดนามด้วยเพื่อจะทําเอ็มโอยู (MOU) เมื่อจะมีเอ็มโอยู (MOU) อยู่แล้วเราก็ต้องให้มีการเจรจาในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลอย่างถาวรตลอดเวลาว่า จะร่วมกันในการที่ดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างไร เราในฐานะประเทศผู้รับต้องเจรจา กับรัฐบาลเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา แล้วก็เวียดนาม อันนี้เป็นเรื่องแรก แล้วทําไมถึงไม่มีการเจรจา แล้วใครรับผิดชอบ จะเป็น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ หรือกระทรวงแรงงาน อันนี้สามารถที่จะกําหนดได้ แล้วเราต้องโยนภาระไปให้กับประเทศเหล่านั้นว่าเขาต้องดูแล คนของเขา แล้วก็เลยไปโยงกับหลักเศรษฐกิจพื้นฐานว่าด้วยอุปสงค์ อุปทาน ลอว์ ออฟ ซัปพลาย แอนด์ ดีมานด์ (Law of Supply and Demand) ทาง ๔ รัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้ต้องบอกให้กับเราได้ว่าในโควตา สมมุติว่าในกรณีของ สปป. ลาวกับกัมพูชาก็ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คนนั้น จะเพิ่มไหม เท่าไร อย่างไร แล้วเขาต้องทําการบ้านมาก่อนว่าแรงงาน ที่เขาจะส่งมานั้นที่ไม่มีฝีมือจํานวนเท่าไร แล้วถ้าเผื่อจะมีฝีมือ อะไรได้บ้างที่เขาสามารถ จะมาทํางาน แล้วก็ต้องฝึกอบรมคนของเขาก่อนที่จะออกเดินทางจากประเทศเขา ในเรื่องพื้นฐานครับ การใช้ส้วม การล้างมือ อะไรต่าง ๆ ระบบความปลอดภัย ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เขาจะต้องรู้ก่อนที่จะออกเดินทาง เมื่อมีเอ็มโอยู (MOU) อยู่แล้วทําให้เป็นระบบได้นะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ เราก็พูดกันว่าเรื่องการใช้หนังสือเดินทาง มาทําบัตรโน่นบัตรนี่ แต่ว่ามีวิวัฒนาการทางด้านไอทีดิจิทัล (IT Digital) แล้ว ก็ขอให้เป็น บัตรอาเซียน (ASEAN) ว่าด้วยแรงงานได้ไหม ทํากับ๔ ประเทศนี่ก่อน แล้วเราก็ควรเจรจา ในแง่กลับกับมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เราส่งแรงงานไป ถ้าเผื่อมีบัตรอาเซียน (ASEAN) ว่าด้วยการแรงงาน ก็ง่ายในการที่จะติดตามใครเป็นใครต่าง ๆ แล้วก็ไม่ต้องมาสาระวน กับการมาขึ้นทะเบียนที่กระทรวงแรงงาน ใช้เวลา ๑ ปีต่ออายุอะไรสลับสับสนเป็นปัญหา เป็นช่องทางของการค้ามนุษย์ แล้วก็การทุจริตคอร์รัปชันอย่างใหญ่หลวงที่เราก็ทราบ ประเด็นปัญหากันอยู่นะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้าเผื่อผมมีแรงงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ผมอยู่อีก อําเภอหนึ่งแต่จะมาต่ออายุให้กับแรงงานของผม ก็ต้องมาที่อําเภอเมืองก็เสียเวลา ใช้เวลาทั้งวัน แล้วถ้าเผื่อแรงงานผมมี ๑๕ คน ๒๐ คน หมดอายุไม่เท่ากัน ทั้งเดือนไม่ต้องทําอะไรครับ เสียเวลาไปครึ่งหนึ่งที่จะมาอําเภอเมืองที่ชลบุรีมาพบกับทางฝ่ายแรงงาน อันนี้ก็ต้องแก้ปัญหา ก็อยากจะเสนอว่าอย่างนั้นมอบงานต่าง ๆ เหล่านี้ไปให้ อบต. อปท. ได้หรือไม่ แล้วก็โยง มาที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทย แล้วก็หน่วยงานแรงงานต่างด้าว ของกระทรวงแรงงาน ทําให้เป็นระบบ ให้ง่าย ให้สะดวก แล้วก็ต้องให้มีความยืดหยุ่น ในการที่เขาจะย้ายด้วย ก็มีประเด็นปัญหาของการขโมยแรงงานกันต่าง ๆ เหล่านี้ มันไม่เป็น การสะดวกนะครับ แต่ผมอยากจะขอเสนอเป็นประเด็นนี้ที่เราควรจะตกลงกันให้แน่ชัดว่า แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นสิ่งที่จําเป็นยิ่งของชีวิตเศรษฐกิจของไทย เขาไม่ใช่ เป็นปัญหาครับ ปัญหาคือระบบวิธีการบริหารจัดการ แต่ตัวแรงงานต่างด้าวนั้นเป็นสิ่งจําเป็น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วของระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทย เพราะว่าอัตรา การเติบโตในเด็กของเราต่ํามาก เราไม่มีคนที่จะทํางาน แล้วคนไทยก็มีการศึกษาดีขึ้น มีความชํานาญมากขึ้น งานหลาย ๆ อย่างคนไทยไม่ยอมทําครับ เราก็ต้องพึ่งแรงงาน เพราะฉะนั้นเขามีประโยชน์ต่อสังคมไทย เราก็ต้องดูแลเขาให้ดี แล้วก็ฉันใดฉันนั้นครับ ตามหลักต่างปฏิบัติตอบแทน เราส่งแรงงานไปที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน อิสราเอล แล้วก็แทบจะทุกประเทศในตะวันออกกลาง เราอยากจะให้แรงงานไทยได้รับ การปฏิบัติอย่างมนุษยธรรมที่ดีจากประเทศเหล่านั้น เราก็ต้องปฏิบัติกับแรงงานเมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา แล้วก็เวียดนามเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าเราต้องทําใจเสียก่อนเราก็จะได้ สบายใจ เป็นการที่จะทําจิตใจหรือว่าเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) ว่าเขาเป็นผู้มีคุณประโยชน์ ต่อประเทศ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแล แล้วเราก็ต้องฝึกอบรมบุคลากรของเรา ข้าราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม สื่อก็ต้องรู้ว่าแรงงานต่างด้าวมีความสําคัญเป็นประโยชน์ เขาแทบจะ เรียกว่ามีบุญคุณต่อสังคมไทยเสียด้วยซ้ํา เราต้องเพียรพยายามจะทําทุกสิ่งทุกอย่างให้เขา อยู่ได้ด้วยดี ทํางานให้กับเรา เสียภาษีให้กับเรา แล้วก็เป็นผู้ร่วมอยู่อาศัยในสังคมไทยที่เคารพ กฎหมาย แล้วเราต้องช่วยกันปกป้องไม่ให้เขาไปอยู่ในวงการมิจฉาชีพทั้งหลาย ทั้งในระบบ ราชการ แล้วก็นอกระบบราชการครับ เราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ากลุ่มมาเฟีย (Mafia) ใครมีอิทธิพล ใครลักลอบ ทํากันจริง ๆ จัง ๆ ในยุคปฏิรูปอันนี้นะครับ ส่วนเรื่องความมั่นคงตลอดชายแดน เมื่อสักครู่ท่าน พลเอก ปราการได้กล่าวไว้บ้าง อันนั้นก็เป็นเรื่องที่จะกระทํา ผมก็ได้เสนอ ก่อนหน้านี้ว่าเรื่องชายแดนนั้นให้มีการตั้งทบวงกิจการชายแดนไหม หรือจะมีการตั้ง กระทรวงความมั่นคงภายใน รวบรวมงานของตํารวจชายแดน ตํารวจน้ํา ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากรให้เป็นทบวงขึ้นกับกระทรวงกลาโหมก็ได้ครับ แล้วเราจะได้ดูการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยตลอดแนวชายแดน ไม่ใช่เรื่องของแรงงานการค้ามนุษย์ แต่อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งหมด แล้วผมก็อยากจะเสนอว่าเรื่องความมั่นคงตลอดแนวชายแดน เรื่องแรงงาน ทิศทาง เศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้พัวพันกันอย่างมาก เวลาที่เราเหลืออยู่ใน สปท. เราจะมาพูดคุยกันเรื่องนี้ให้ลึกขึ้นไปได้อีกได้ไหมจะได้เสนอต่อรัฐบาล เมื่อ ๒-๓ วันที่แล้ว เพื่อนสมาชิกของเรา พลเรือเอก พะจุณณ์ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อสื่อมวลชนว่าน่าจะโละทีม เศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. แล้วผมก็ได้พูดประเด็นนี้ในสภาหลายครั้งว่านโยบายเศรษฐกิจ ๓ ปีที่ผ่านมาไม่ได้ตอบสนองการลดความเหลื่อมล้ําของสังคมไทย ไม่ได้ไปแก้ปัญหาพื้นฐาน มีแต่นโยบายประชานิยมเล็ก ๆ น้อย ๆ แจกคนจน ๑,๕๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท แล้วก็มีโครงการ ที่ลอยอยู่บนอากาศ ที่ดิจิทัล สมาร์ต ซิตี (Digital Smart City) คําพูดสวย ๆ ทั้งนั้น แต่ว่าเรา ยังมีปัญหาพื้นฐานของความเหลื่อมล้ําในสังคม เรามาถกกันในเรื่องนี้ให้ไปถึงแก่นสาร จะได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลคู่ขนานกันไป เราจะทําอย่างไรกับแรงงานไทยให้ไปอยู่สู่สังคม ๔.๐ ดิจิทัลได้ ในขณะเดียวกันเราจะได้แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เขามีประโยชน์ต่อประเทศไทยด้วย ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน