สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือประเด็นปัญหาสังคมเกี่ยวกับผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยเน้นปัญหาการถูกทอดทิ้ง ความเหลื่อมล้ำในการดูแล และความจำเป็นในการส่งเสริมสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอแนวทางให้ผู้สูงอายุมีโอกาสทำงานและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากชุมชนและรัฐ โดยเชื่อมโยงกับบริบทหลังเทศกาลสงกรานต์และเตรียมใช้สื่อนำเสนอเพื่อประกอบการอภิปราย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มาทันเวลาหลังจากไปสงกรานต์มาแล้วเพราะเราพูดถึงเรื่องสูงอายุ คนไทย จํานวนมากน่าจะค่อนประเทศได้ไปกราบคุณพ่อคุณแม่และปู่ย่าตายายมาเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ อย่างไรก็ตามผมอยากจะนําเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขอภาพแรกครับ เป็นสัจธรรมของมนุษย์ วัฏสงสาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่านกําลังพูดของแท้มีมาตั้งแต่สร้างโลกจนถึงปัจจุบันแล้วก็ต่อไป ในอนาคต ภาพต่อไปครับ ท่านเห็นภาพนี้แล้วท่านจะบอกว่าน่ารักไหมครับ ไม่มีใครบอกว่า ไม่น่ารัก เกิดเป็นเด็ก ๆ ก็น่ารักใช่ไหมครับ พอเกิดไปแล้วก็โตเป็นเด็ก อย่างที่เราพูดถึง เรื่องการศึกษา แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ทํางาน และในที่สุดการเดินทางจากเกิดแล้วเริ่มแก่ ต้องแก่ก่อนครับ แต่ว่าผู้สูงอายุคุณยายคู่นี้มีความสุขกินหมาก ชีวิตก็มีคุณภาพ พอเกิด แก่ แล้วทําไมรู้ไหมครับ เจ็บครับ เจ็บเลยไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เจ็บคือป่วยไข้ แล้วในที่สุด พระสวดอภิธรรม ต้องถึงตรงนี้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านต้องเดินทางตามนี้เลย หรือเรียกว่าทันสมัยหน่อย โรดแมป (Roadmap) ไม่มีเว้นรวมทั้งผมด้วย เพราะ ๗๐ ปีไม่ช้าแล้ว วันนี้ ๗๐ ปีแล้ว ก็เลยต้องพูดเรื่องผู้สูงอายุสักหน่อย คือพูดเรื่องตัวเองนะครับ ต่อไปครับนี่นะครับ ที่ผมนํารูป อย่างนี้มาขณะนี้ในแผ่นดินไทยเต็มไปหมดโดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะว่าลูกเต้าทั้งหลาย เขาออกมาทํางานในเมืองใหญ่ก็ทิ้งลูกคือหลานของคุณตาไว้ นี่คือเด็กนะครับ อันนี้เด็กชาย ต่อไปครับ เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ๆ เลยยังเดินไม่ได้ ก็อีกแล้ว ให้ผู้สูงอายุดูแลเด็ก แล้วเด็ก จะเป็นอย่างไร คุณภาพเด็กก็แย่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง พม. ก็ดูแลอยู่ แต่อย่างไรก็ดูแลไม่ทั่วถึง แล้วผมจะอภิปรายต่อไปว่าควรจะทํา อย่างไร ต่อไปครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐบาลนี้พยายาม ดูแลผู้สูงอายุ แม้แต่กําลังมีข่าวเมื่อปิด ๔-๕ วันนี้ท่านโฆษกรัฐบาลบอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท เป็นประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๕๐๐ บาท ซึ่งกําลังคิดกันอยู่ว่าเขาจะทําอย่างไร อันนี้ก็มีความสุขอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชรา ในสังกัดกระทรวง พม. ที่ดีที่สุดก็คือบางแคกับสวางคนิวาส แต่อันนี้ผมไม่บอกว่ามาจากไหน ต่อไปครับ นี่ของแท้ที่เป็นข่าวในหน้า ๑ มาแล้ว คุณยายอายุ ๙๓ ปี หนาว ไม่มีข้าวจะกิน ตานั่งอยู่ตรงโน้น ลูกเต้าไม่มีแล้ว ไม่รู้ไปอยู่ไหนหมดแล้ว หลานก็ไม่มี อยู่ ๒ คน ถามว่า เราจะให้เป็นข่าวอย่างนี้อีกเยอะไหม นี่ผมเอามาจากข่าวนะครับ ถ้าพ่อแม่เราเป็นอย่างนี้บ้าง จะมีความรู้สึกอย่างไร พี่น้องประชาชนคนไทยที่ฟังวิทยุรัฐสภาหรือดูทีวีของรัฐสภา ท่านจะรู้สึกอย่างไร พอเป็นข่าวอย่างนี้คนก็แห่ไปช่วย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ร้อยแปดจิปาถะ เจ้าหน้าที่ ปลัด อปท. ประธาน อบต. ไปดูกันใหญ่ แต่ถามว่าอยู่อย่างนี้ มากี่ปีแล้ว ผมว่าไม่ใช่เพิ่งเกิด แล้วอย่างนี้มีเยอะมาก ผมดูแล้วน่าสงสารนะครับ ท่านก็ไม่อยาก เลือกเกิดเป็นอย่างนี้หรอก รวมทั้งพวกเรา ทีนี้ผมเสนออย่างนี้มาเพื่อให้สะท้อนเห็นสังคมว่า เราจะดูแลผู้สูงอายุหรือบรรพบุรุษเราอย่างไร ผมเสนออย่างนี้ว่า ๑. เราต้องวางรากฐาน ของคนไทยในด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบก่อน ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุนี้สูง ท่านถามอธิบดีได้ว่ามากมาย รวมทั้งที่เมื่อสักครู่บอกเลยเขาเรียกว่านอนป่วยติดเตียง ๑๘๐,๐๐๐ คน ที่ยังตกสํารวจเชื่อว่ายังมีอีก ทีนี้ถามว่าแล้วผมคิดอย่างไร เมื่อสักครู่ ท่านบอกแล้วว่ามี ๔ กระทรวงหลัก ๘ หน่วยงาน ทั้ง สสส. สปสช. รวมทั้งภาคเอกชน ท่านกล่าวสักครู่ที่นครพนม แต่ถามว่าแค่นี้ดูแลไหวไหม ไม่ไหวหรอกครับ เมื่อเราพูดถึง เรื่องการดูแลเด็กปฐมวัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านกรรมาธิการก็บอกว่าการดูแลเด็ก เข้าโรงเรียนอนุบาลสายไปแล้ว ต้องดูแลตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน แล้วผม ก็อภิปรายว่าไม่ใช่ ต้องดูแลตั้งแต่ก่อนที่เขาจะแต่งงานกัน ก่อนจะมีลูก สุขภาพต้องแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีโรคที่ติดต่อทางกรรมพันธุ์ ถ้าเราไม่ดูแลอย่างนี้โครงสร้างไม่ดีตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่อยู่ในท้องจนมาเป็นผู้ใหญ่ กินไม่เป็น นอนไม่เป็น เที่ยวไม่เป็นอย่างที่ตีกันตามคลิป (Clip) ๒-๓ วันนี้ แล้วอย่างไรครับ พอพิการมารัฐบาลก็ต้องดูแล ข้อ ๒ ต้องจัดให้ความรู้กับ ผู้สูงอายุ ให้ท่านสามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพโดยใช้หลักธรรม ข้างบ้าน เกื้อกูลกันไหม ถ้าข้างบ้านเกื้อกูลจะไม่เป็นอย่างนี้ ที่อย่างภาพเมื่อสักครู่ ปลัด อปท. หรือประธาน อบต. ที่รับเรื่องดูแลไหม ถ้าดูแลผมเชื่อว่าไม่หลุดมาถึงหน้า ๑ หนังสือพิมพ์หรอกครับ มันสะท้อนหัวใจนะครับ ก็ต้องใช้หลักธรรมะ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต้องดูแลกันอย่าละเลย ๓. ต้องจัดให้ผู้สูงอายุมีงานทําตามความสามารถ การไม่มีงานทําผู้สูงอายุก็ว้าเหว่ แต่ถ้ามีงานทําเหมือนในบางประเทศที่ผมไปเห็นมา ตัวอย่าง ที่ดีที่สุดคือญี่ปุ่น อายุมากแล้วเดินหลังโก่งแล้วแต่คอยดูความสะอาดบนชานชาลาสถานีรถไฟ พอคนหนุ่มคนสาวเห็นผู้สูงอายุดูแลความสะอาด จะทิ้งขยะ จะทําอะไรก็ไม่ค่อยกล้า ยังมีงานอีกหลายประเภทที่สามารถให้ผู้สูงอายุทําได้ตามวัย อันนี้ก็ต้องจัดระบบให้เรียบร้อยว่า จะให้ทําที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่อยู่บางแคให้ไปทําสมุทรปราการ หรืออยู่บางเขนให้ไปทําฝั่งธนบุรี ก็ต้องให้เหมาะสมกับอายุท่าน สําคัญที่สุดคือ ๔. ต้องให้ อปท. ที่ท่านพูดแล้ว และผมเห็น ในรายงานของท่านแล้ว ได้แก่ อบต. เทศบาล และ อบจ. เป็นหน่วยงานหลัก ไม่ใช่กระทรวงนะครับ ถ้าเมื่อไรคิดว่าจะให้กระทรวงแรงงาน กระทรวง พม. กระทรวงมหาดไทยลงไปดูผมว่า ไม่ใช่แล้ว ไม่มีใครรู้ดีว่าผู้ป่วย หรือผู้ด้อยโอกาส หรือเด็กพิการ ร้อยแปดจิปาถะ อยู่ที่ไหน ผู้ว่าราชการจังหวัดรู้ไหม ผมว่าไม่รู้ ปลัดกระทรวงไม่รู้ ต้อง อปท. เขาอยู่กับพื้นที่ และ อปท. ทํางานอย่างเดียวไหวไหม ไม่ไหว เพราะบาง อบต. มีปลัด อบต. กับเจ้าหน้าที่อีก ๓-๔ คน ที่หมายถึงเป็น อบต. เล็ก ๆ จะไปทําอะไรอย่างไรไหว ต้องหาเพื่อนร่วมทาง ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผิดชอบ นั่นคืออะไร คือต้องไปดึงวัด เราก็ทิ้งวัดไปนาน ถ้าเราไปกราบเรียน มหาเถรสมาคมว่าขอให้วัดช่วยดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วย ดึงผู้สูงอายุเข้าวัดแล้วก็ช่วยกันดูแล นอกจากวัดแล้วอะไร โรงเรียน ทุกตําบลมีโรงเรียน ครูบาอาจารย์ก็มีช่วยดูแล มัสยิด โบสถ์คริสต์ มาช่วยดูแลก็จะแบ่งเบาภาระช่วยงานทําได้เยอะ ที่ผมเสนอทั้งหมดผมคิดว่า เราจะต้องบูรณาการทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งวัดวาอาราม โบสถ์คริสต์ต่าง ๆ ให้ร่วมกันทํา รวมทั้งผู้ใหญ่ใจดีที่ร่ํารวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็แบ่งปันมาช่วยสังคมด้านนี้ ผู้สูงอายุ ของประเทศไทยก็จะดังกระฉ่อนไปทั่วโลกว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกคนรักเมตตาผู้สูงอายุ ผมขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ