กษิต เสนอให้อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ร่วมงบ อบต.-จังหวัดเสริมทักษะ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ เสนอให้ อสม. เป็นหน่วยหลักดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ร่วมกับการพัฒนาศักยภาพและสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมผลักดันให้สถานดูแลผู้สูงอายุครบถ้วนทุกจังหวัด และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงผ่านการเป็นที่ปรึกษาหรือพัฒนาทักษะเพื่อประโยชน์ต่อสังคม

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสังคมไทยและรัฐบาลมีทางเลือกว่าจะให้ใครเป็น ผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือคนชราโดยเฉพาะที่ช่วยตนเองไม่ได้ พร้อมกับอาจจะมีภาระที่ต้องเลี้ยง ลูกหลานเพราะว่าพ่อแม่ไปทํางานในต่างจังหวัด อันดับแรกก็อาจจะเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะอยู่ในพื้นที่ อันดับที่ ๒ อาจจะเป็น อบต. อปท. หรือ อบจ. ในระดับท้องถิ่น หรืออาจจะมอบงานนี้ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากส่วนกลางโดยกระทรวงมหาดไทยก็ได้ แต่ว่าคนที่อยู่กับคนชราทุกวันเท่าที่ผมทราบประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน คือ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุข ผมขอเสนอย้อนกลับไปผ่านท่านประธานไปที่คณะกรรมาธิการว่า ทําไมไม่มอบงานดูแลคนชรานี้ให้กับ อสม. เพราะเขาก็ทําอยู่แล้วอยู่ในพื้นที่ แล้วถ้าเผื่อเรา ตัดสินใจมอบ อสม. ซึ่งเขาคงได้รับเข้าใจว่าเดือนละ ๖๐๐ บาทต่อคน จะเป็นไปได้ไหมว่าขอให้ อบจ. อปท. หรือ อบต. แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งต่างก็มีงบอยู่จํานวนหนึ่งนั้นเอาเงินส่วนหนึ่ง สมมุติว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์มาลงขันร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการที่จะ เสริมสร้างทักษะความรู้ความสามารถของ อสม. ในการที่จะดูแลคนชรา แล้วก็โดยปริยาย ถ้าเผื่อคนชรามีลูกหลานอยู่ด้วยก็จะได้ดูแลบุตรหลานเหล่านั้น ผมอยากจะเสนอให้ อสม. เป็นหน่วยงานหรือว่าองค์กรที่จะรับผิดชอบดูแลคนชราในต่างจังหวัด ในท้องถิ่นห่างไกล เป็นสําคัญเสียก่อน ส่วนอันที่ ๒ เมื่อชราแล้วเป็นเรื่องของการเจ็บป่วย ก็ต้องเป็นของ กระทรวงสาธารณสุขอีกเช่นกันว่าเราจะเสริมสร้างสถานพยาบาล คลินิกท้องถิ่นระดับตําบล ได้หรือไม่ แล้ว อสม. ก็ดูแลที่บ้านได้แล้วอาจจะพาไปที่สถานพยาบาลเหล่านี้ด้วย เป็นอันดับที่หนึ่งเสียก่อน อันนี้สําหรับคนชราที่อยู่ที่บ้านช่องของตนเอง ส่วนอันที่ ๒ คู่ขนานกันไปก็อยากจะเสนอต่อท่านประธานไปที่กรรมาธิการด้วยว่าต้องเร่งให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพิ่มให้ได้ครบทุกจังหวัด สถานดูแลคนชรา ให้ทั่วประเทศไทย สําหรับคนชราที่ไม่สามารถจะอยู่ที่บ้านของตนเองหรือว่าของลูกหลานได้ แล้วเขาก็ต้องให้มีที่อยู่ที่เป็นส่วนกลางคือให้ไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์แล้วก็ให้เป็นภารกิจหลัก ของกระทรวง พม. ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุขในการที่จะจัดหาแพทย์อะไรต่าง ๆ มาดูแลเป็นระยะ ๆ อันนี้สําหรับคนชราที่อาจจะเป็นร้อยละ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ยังดูแลตัวเอง ไม่ได้ อสม. อันที่ ๑ ที่อยู่ในบ้านของตนเองที่เข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ของคนชรา ส่วนอันที่ ๓ สําหรับคนชราที่แข็งแรง อย่างพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ในห้องนี้ส่วนใหญ่ ก็อายุ ๖๐ ปี ถ้าเผื่ออยากจะเรียนรู้อะไรก็น่าที่จะให้มีช่องทางในการที่จะเข้าถึง ซึ่งข้อมูลข่าวสาร ตอนนี้ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนวาดเขียน อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทางฝ่ายปกครองท้องถิ่นอาจจะร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล ในการที่จะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้สูงอายุนั้นสามารถที่จะเพิ่มทักษะของตนเองด้วย อาจจะ หาอาชีพเสริมก็ได้ นั่นก็เป็นวิถีทางอีกอันหนึ่ง อันที่ ๒ คือหลายท่านก็มีประสบการณ์ แล้วเมื่อมาทํางานเป็นใหญ่เป็นโตที่กรุงเทพฯ ก็ยังกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอน จะทําอย่างไร ให้บุคลากรที่อายุเพิ่งจะ ๖๐ ปีต้น ๆ สามารถที่จะทํางานให้กับบ้านเมืองได้ ผมก็อยากจะ เสนอว่าเป็นตัวผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายก อบจ. ก็ดี ควรจะนําเอาอดีตข้าราชการ ที่เกษียณอายุแล้วเหล่านี้มาเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทางได้หรือไม่ ผมได้เคยเสนอ สมมุติว่า ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่ปรึกษาฝ่ายปกครองจังหวัด จะเป็นนายก อบจ. หรือว่าจะเป็นผู้ว่าทางด้านการต่างประเทศ แล้วเราก็มีจังหวัดที่อยู่ติดประเทศเพื่อนบ้าน ๓๐ กว่าจังหวัด อันนี้เป็นตัวอย่าง หรือว่าอดีตอธิบดีจากกระทรวงศึกษาธิการจะเข้าไปร่วมเป็น คณะกรรมการการศึกษาของจังหวัดนั้น ๆ หรือไม่ทางภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในการที่จะช่วยส่งเสริมแล้วก็ขับเคลื่อนคุณภาพของการศึกษาในระดับท้องถิ่นเพื่อลด ความเหลื่อมล้ําของการที่มีโรงเรียนชั้นดีกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานครหรือว่าที่เมืองหลัก ๆ หรือจังหวัดหลัก ๆ ของประเทศด้วย ลดความเหลื่อมล้ํา ลดช่องว่าง เสริมสร้างความเสมอภาค แล้วเข้าถึงซึ่งโอกาสการศึกษา โดยเอาประสบการณ์จากผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มาช่วย แล้วก็อาจจะขยายไปในเรื่องอื่น ๆ จะเป็นการสาธารณสุขอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เชิญชวนให้ข้าราชการที่เกษียณแล้วได้เข้ามาทํางานเพื่อส่วนรวมด้วย ณ บ้านเกิดเมืองนอน ของตนเอง และทุกคนก็มีเงินบําเหน็จบํานาญกันแล้วก็ไม่จําเป็นที่จะต้องมีเงินเดือนประจํา แต่อาจจะมีค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นกําลังใจ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราน่าที่จะคิดกันว่า เราจะใช้ประโยชน์จากผู้สูงอายุที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปที่ยังแข็งแรงนั้นอย่างไร แล้วก็ผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถจะช่วยตนเองเราจะดูแลอย่างไร ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานมองในภาพรวมแล้วก็เสนอมาเป็นแพ็กเกจ (Package) เป็นรูปเป็นร่างกันเลยว่า แล้วเราจะแก้ปัญหาสังคมไทยที่จะมีประชากรเป็นผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น ๆ ในอนาคตก็คง ประมาณสักร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยแต่ว่าก็ยังแข็งแรงกันอยู่แล้วก็สามารถ ที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ อีกประเด็นหนึ่งก็คือการที่จะไปมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมก็เห็นว่าตอนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นประธานอะไรเยอะแยะมากมายแล้วท่านก็คงจะ รับงานไม่ไหว ส่วนจะไปมอบให้ท้องถิ่นโดยเฉพาะ อบจ. อปท. ที่เห็น ๆ กันอยู่นั้นแล้ว เขาจะไปหาบุคลากรมาอยู่ที่สํานักงานเขาอย่างไร ที่จะรู้เรื่องของการดูแลคนชรา การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ก็เท่ากับว่าต้องเปลี่ยนระบบการทํางานและทักษะของ อบต. กับ อปท. อย่างใหญ่หลวง ก็เป็นเรื่องของการกระจายอํานาจ มอบอํานาจ และการกําหนด อํานาจของการปกครองท้องถิ่นให้แน่ชัด ตราบใดที่เรายังไม่ได้กําหนดให้แน่ชัดเราก็จะได้ยิน เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าท้องถิ่นเหล่านี้ก็จะมีการใช้งบประมาณเพื่อจัดอีเวนต์ (Event) งบก่อสร้าง ซ่อมแซม แล้วผู้บริหารราชการที่มาจากการเลือกตั้งก็มักจะมีบริษัทรับเหมา ในอาณัติของตนเอง มันต้องมารื้อกันทั้งหมดเพื่อจะดูว่าท้องถิ่นสามารถที่รองรับงานทางด้าน การบริการสังคมได้จริงจังหรือไม่ ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีมติไปขอให้รัฐบาลเสนอบอกว่า เรื่องการดูแลคนชรามอบให้ท้องถิ่นในเมื่อเขายังไม่มีความพร้อม หรือยังไม่มีกฎหมายบังคับ ก็เป็นหน้าที่ของเขาเพราะเป็นคนในบ้านของเขาเขาต้องดูแล หรืออีกอันหนึ่งคือคิดไปให้ไกลว่า รวมโอน อสม. มาอยู่ในสังกัดของท้องถิ่นได้หรือไม่ ต้องมองในภาพกว้าง มองเรื่องการปฏิรูป ระบบบริหารราชการแล้วก็เรื่องการกระจายอํานาจ ถ้าเผื่อเราอยากจะมอบให้ท้องถิ่น ก็ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งและต้องกําหนดภารกิจให้แน่ชัดด้วย ระหว่างนี้เราจะทําเรื่อง เฉพาะหน้าได้ไหม การจะฝึกอบรมบุคลากรของท้องถิ่นแล้วก็ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องที่เกี่ยวกับ อสม. อะไรที่เราสามารถจะกระทําได้ก็ทําไป อะไรที่ยังจะต้องรอ การตัดสินใจหรือการแก้ไขกฎหมายของรัฐบาลก็ให้ดําเนินการไป ในยุคปฏิรูปคําสั่งของรัฐ น่าจะทําให้เราสามารถที่จะทํางานได้รวดเร็วกว่านี้ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน