ศานิตย์ ชี้ปัญหาแรงงานชายแดน สนับสนุนนโยบายเฉพาะพื้นที่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐

ศานิตย์ นาคสุขศรี หารือประเด็นปัญหาแรงงานในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะที่จังหวัดสระแก้ว ที่มีลักษณะภูมิประเทศและวิถีชีวิตร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้ง พร้อมเสนอให้พิจารณานโยบายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่ ทั้งในด้านการค้าชายแดน การเคลื่อนย้ายแรงงาน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยเน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบผ่านกลไกท้องถิ่นร่วมกับมาตรการควบคุมเช่นบัตรบาร์โค้ดและบัตรอิมมิเกรชันการ์ด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ลดความขัดแย้ง และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารแรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรมและบริการอย่างยั่งยืน

นายศานิตย์ นาคสุขศรี

กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูงนะครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ที่ได้เสนอเรื่องแรงงานนี้ขึ้นมาเข้าสู่สภา เพราะถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งในภาพรวมของประเทศ หลาย ๆ ท่านก็เห็นแล้ว แต่ในฐานะ ที่ในพื้นที่ชายแดนผมว่ามีความวิกฤตอย่างมาก เพราะฉะนั้นควรจะเป็นประเด็นสําคัญที่ได้นําไปสู่การพิจารณา ผมก็ขอเรียนว่าประสบการณ์ ของผมจากการที่รับราชการในเขตพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะที่จังหวัดสระแก้วเป็นเวลาถึง ๑๑ ปี ปัญหาในเรื่องแรงงานก็คล้าย ๆ กับที่ท่านอธิการบดีไวกูณฑ์ได้นําเสนอ แต่ว่ามีทั้งเหมือน และแตกต่างกัน ของจังหวัดจันทบุรีเป็นปัญหาในเรื่องของภาคเกษตรที่เป็นผลไม้ แต่ของ สระแก้วหนักกว่าอีก เป็นทั้งเมืองผลไม้ เป็นแรงงานในเรื่องพืชไร่ และเรื่องการเกษตร ในเรื่องของการทํานา เพราะฉะนั้นจะมีปัญหาค่อนข้างซับซ้อนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายแดนสระแก้วอาจจะไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะฉะนั้นการที่จะดําเนินการในเรื่องนี้ อยากจะฝากเป็นข้อคํานึงให้กรรมาธิการได้พิจารณา คือชายแดนสระแก้ว ๑๖๕ กิโลเมตร ที่ติดกับกัมพูชา ไม่มีภูเขาสูง ไม่มีแม่น้ํา อันนี้เป็นจุดสําคัญที่อาจจะแตกต่างกัน หรือว่า ภูมิประเทศชายแดนหลาย ๆ แห่งในรอบประเทศเราก็อาจจะแตกต่างกัน แต่ที่สระแก้ว จะเห็นชัดเลย มีวิถีอันหนึ่งซึ่งอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการให้ทราบ เขาเรียกวิถีคนชายแดน ซึ่งแตกต่างกัน แต่ละชายแดนก็อาจจะไม่เหมือนกัน อย่างที่ชายแดนสระแก้วมีวิถีคนชายแดน ก็คือ ๑. ชายแดนที่นี่ไม่มีแม่น้ํา ภูเขา เพราะฉะนั้นวิถีเขาก็คือเดินไปมาหาสู่กัน ที่สระแก้ว มีด่านถาวรแห่งเดียวเองคือที่คลองลึก โรงเกลือ ปอยเปต เป็นด่านถาวร นอกจากนั้น ก็จะมีจุดผ่อนปรนชั่วคราวอีก ๓ แห่ง แล้วก็มีช่องธรรมชาติอีก ๒๐ กว่าแห่ง เพราะฉะนั้น มีแห่งเดียวจุดผ่านแดนถาวร สมัยท่านประธานเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ไปดูแล้วก็สนับสนุนให้มีประตูชัยที่สระแก้วเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของด่านถาวร เกิดขึ้นมา วิถีของคนชายแดนก็คือ

ข้อ ๑ เขาไปมาหาสู่กัน เดินทางข้ามกันไป แต่งงานกันไป สลับสับเปลี่ยนกันไป ไทยได้เขมร เขมรได้ไทยก็ถือว่าเป็นคนพื้นบ้านกัน ภาษาก็ใช้เขมรบ้าง ใช้ไทยบ้างอะไรต่าง ๆ ทําบุญวัดเดียวกัน ส่วนใหญ่จะมาทําบุญที่วัดไทย แล้วสิ่งที่สําคัญก็คือว่าของเขามีแรงงาน เราไม่มีแรงงาน แต่เรามีงานด้านการเกษตร เพราะฉะนั้นพวกนี้จะมาเช้าเย็นกลับไปเป็นมา ประจําทุกวัน ทีนี้จะให้เขาไปจดทะเบียนที่ด่านถาวรหรือ ซึ่งมันขัดกับวิถีของคนชายแดน ก็ฝากในประเด็นนี้ไว้ แล้วจะทําอย่างไร เขาได้แรงงาน เขาได้เงินจากบ้านเราไป ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท สมมุติว่าได้สัก ๓๐๐ บาท เขาซื้อกับข้าว ซื้อข้าวของกลับบ้านเขาผมว่า เหลือกลับถึงบ้านไม่ถึง ๓๐ บาท นี่ก็คือเป็นเรื่องของเศรษฐกิจการค้า แล้วในแง่ของ ความมั่นคงถ้าเศรษฐกิจชายแดนเขามีเศรษฐกิจดีเขามีรายได้ เขาก็ไม่มาก่อความไม่สงบ ตามแนวชายแดน เพราะฉะนั้นข้อคํานึงก็อยากจะให้คิดถึงวิถีของคนชายแดน ซึ่งทาง สปป. ลาว อาจจะอย่างหนึ่ง ในเมียนมาก็อาจจะอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข้อควรคํานึงที่เป็น สิ่งสําคัญ

ข้อ ๒ ผมอยากจะฝากประเด็นที่ว่าสระแก้วเรามีด่านถาวรที่ด่านคลองลึก ปอยเปต เรามีศูนย์การค้าที่ตลาดโรงเกลือ ซึ่งจะถือว่าเป็นตลาดการค้าโอเพนแอร์ (Open Air) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหรือในโลกก็ได้ ตอนนี้มีประมาณ ๕,๐๐๐ ห้องที่มีการค้าขาย ชายแดน มีสินค้าสมัยก่อนเกิดขึ้นมาเพราะว่าท่าน พลเอก ประวิตร เห็นความสําคัญ เมื่อก่อนก็เอาเกลือไปจอดไว้ที่ชายแดน ลงรถไฟไปกองไว้ข้างทางรถไฟแล้วก็ขนเกลือไปสู่ กัมพูชาอีกทอดหนึ่งเพื่อไปถนอมอาหารในทะเลสาบถนอมเรื่องปลาแล้วก็กลับมา แต่ตอนหลัง การค้าเริ่ม ทางฝ่ายกัมพูชาก็จะมีตลาดการค้าที่ปอยเปต ไทยก็มีโรงเกลือ ท่านก็เลยให้มี การสร้างตลาด ตอนแรกเป็นหลังคาจากธรรมดา ตอนหลังก็ให้ อบจ. ทําศูนย์การค้าขึ้นมาเป็น ตลาดการค้ามี ๒๐๐ ห้อง เดี๋ยวนี้มี ๕ เจ้าของหรือ ๖ เจ้าของทั้งเอกชนด้วย มี ๕,๐๐๐ กว่าห้อง มูลค่าการค้าไม่ต่ํากว่า ๒๐๐ ล้านบาท แต่กําลังจะล่มสลายเพราะว่าทางราชการเราได้ปราบปราม ตอนหลังเจตนารมณ์ของตลาดโรงเกลือผิดไป คือเดิมสินค้ามือสองจากยุโรปที่มาช่วยกัมพูชา ก็เอามาขายที่ประเทศไทย คนไทยก็นิยมชมชอบเพราะว่าเป็นสินค้าของดี แล้วฝรั่งก็ใช้จะไม่บุบสลายเท่าไร แล้วมีสินค้า อื่น ๆ ร้อยแปดพันเก้าเยอะแยะมาก ตอนหลังกลายเป็นว่ามีสินค้าก๊อบปี้เข้ามาก็เลย ถูกปราบปราม จริง ๆ แล้วโรงเกลือมีดีกว่านั้นไม่ใช่เฉพาะสินค้าก๊อบปี้ ไม่รวยก็สวยได้ ที่โรงเกลือ ปัญหาแรงงานที่สระแก้ว ท่านเชื่อไหมตอนเช้าเป็นข้อตกลงระหว่างท้องถิ่น กับราชการชายแดนท้องถิ่นไทย-กัมพูชาว่าให้เขาเข้ามาค้าขายที่ตลาดโรงเกลือได้วันหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ คน ถ้าเช้าก็เจ็ดโมงเช้า ถ้าท่านเคยวิ่งมาราธอน เหมือนเป่านกหวีดตัดริบบิ้นปั๊บ คลื่นมนุษย์จากกัมพูชาจะวิ่งเข้ามาสู่ชายแดนไทยทันทีแล้วตอนเย็นก็กลับไป นี่เป็นวิถีของ คนชายแดนเขา แล้วเขาก็ซื้อข้าวซื้อของกลับไป อันนี้เราแก้ปัญหาด้วยจังหวัดร่วมกับหน่วยงาน ต่าง ๆ รวมทั้งกัมพูชา เราจะทําอย่างไรควบคุมให้เขามาแล้วต้องกลับตอนเย็น มาเช้า เย็นกลับ ซึ่งเขาก็ปฏิบัติกัน ตอนแรกก็มีกัมพูชาเก็บสตางค์ เขาเรียกตั๋วค่าเข้า ๑๐ บาท แต่ไทยไม่เก็บ ตอนหลังเราก็เลยไม่รู้จะทําอย่างไรเขาเข้ามาแล้วไม่ออก เราก็ทําบัตรบาร์โค้ด (Barcode) ขึ้นมาโดยจังหวัด ตอนนั้นสมัยผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ ตม. ไปออกบัตรอิมมิเกรชันการ์ด (Immigration Card) ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่มีกฎหมายรองรับแต่ว่าเราสามารถกํากับ และถ้าใคร ไม่กลับถือว่ายกเลิกบัตรเลย นี่คือการแก้ปัญหาชายแดนที่เราได้ร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าเป็น พลเรือน ตํารวจ ทหาร อันนี้ ๒๐,๐๐๐ คน แล้วเขาก็ไม่ไปไหน เขาก็มาเป็นลูกจ้างค้าขาย เย็นก็กลับ

ข้อ ๓ ผมอยากจะฝากว่าการแก้ปัญหาการค้าชายแดนเรื่องแรงงานก็คิดว่า ใช้ระบบเดียวไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้ ๓ ระบบ ระบบที่ ๑ ผมคิดว่าปัญหาชายแดน เป็นสิ่งสําคัญ แต่ละพื้นที่ชายแดนไม่เหมือนกัน ควรจะต้องมอบอํานาจให้จังหวัด โดยมีคณะกรรมการในระดับจังหวัด เดี๋ยวนี้ คสช. ได้ให้ความสําคัญให้มีศูนย์ดํารงธรรม ในระดับจังหวัดและอําเภอ ผมว่าโยนปัญหานี้แล้วให้อํานาจในระดับพื้นที่เขาแก้ปัญหาด้วยกัน ว่าเขาจะต้องแก้ปัญหาแรงงานในพื้นที่เขาอย่างไร แต่ละจังหวัดในพื้นที่ชายแดนอาจจะ ไม่เหมือนกันแต่ก็ต้องให้อยู่ในหลักเกณฑ์ อันนี้จะเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างดี อย่างเช่นสมัย ผมเคยอยู่ที่จังหวัด ปัญหาเรื่องตัดอ้อย เวลาตัดอ้อยก็ต้องการแรงงาน ไม่ใช่มาเช้าเย็นกลับ แล้วจะทําอย่างไร เราก็ตกลงกันให้มีการจดทะเบียนของผู้ประกอบการ แล้วเราเรียกประชุม คณะกรรมการชายแดนท้องถิ่น ก็มีทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ตํารวจ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมา ก็เอาอย่างนี้ สมาคมชาวไร่อ้อยคุณไปสํารวจลูกไร่ของคุณว่าคุณต้องการแรงงานเท่าไร ปลูกอ้อยเท่าไร แล้วก็มาขึ้นทะเบียนไว้ เราก็ส่งทะเบียนไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ แจ้งมาเลยว่าคราวนี้ สัปดาห์นี้คุณต้องตัดอ้อย สมมุติ ๑๐ ไร่ ต้องการแรงงาน ๑๐ คนกี่วันบอกมา แล้วก็แจ้งให้ทางตํารวจ ทหารชายแดนรับทราบแล้วก็ไปรับมา เมื่อครบ ๑๐ วันต่อไม่ได้ ต้องส่งกลับ แล้วจะตัดครั้งต่อไปก็จะทําแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็สามารถควบคุมแรงงาน ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ แต่ว่าต้องขึ้นอยู่กับจังหวัดใครจังหวัดมัน อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ แก้ปัญหาภายในจังหวัดเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าระบบนี้จะเป็นระบบที่สําคัญ ก็คือรัฐบาล อาจจะต้องมอบอํานาจให้ศูนย์ดํารงธรรมจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการทุกหน่วยงาน แก้ไขปัญหาแรงงานในพื้นที่ของเขา

ข้อ ๔ ปัญหาแรงงานที่อยู่ในระบบ อย่างเช่นโรงงานอุตสาหกรรม อะไร ต่าง ๆ ที่เข้ามานอกเขตชายแดนจังหวัด อันนี้เข้าสู่ระบบตามที่ท่านกรรมาธิการเสนอ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะว่าจะได้ควบคุม ถ้าเผื่อว่าตรวจแล้วโรงงานไหนจ้างแรงงานเถื่อน ปิดเลยครับ อย่างนี้จะไม่มีใครไปฝืนกติกาตามที่คณะกรรมาธิการเสนอแรงงานที่ ๓ อันนี้ อาจจะต้องเข้มน้อยลงหน่อย แรงงานที่มารับจ้างที่ไม่ใช่แรงงานภาคเกษตร อย่างเช่น เป็นลูกจ้างตามร้านอาหาร ตามอะไรที่อยู่ตามแนวชายแดนหรืออยู่ที่ไหนก็จะมีกฎกติกา อีกอย่าง ถ้าแก้ทั้ง ๓ ระบบนี้ไปด้วยกันผมคิดว่าการแก้ปัญหาแรงงานที่เข้ามาสู่ประเทศเรา จะง่ายขึ้น แล้วแก้ปัญหาในเรื่องชายแดนได้เป็นอย่างดี ก็ขอกราบขอบพระคุณ แล้วก็ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการด้านสังคมที่ได้เสนอแรงงานนี้เข้าสู่สภา ขอกราบขอบพระคุณครับ