สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๐ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๑๑ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ เรื่อง โครงการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ด้วยสำนักบริการทางการแพทย์ ประจำรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดโครงการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ในการนี้ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกทุกท่าน ไปรับบริการฉีดวัคซีนได้ในวันนี้ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐-๑๔.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องพยาบาลรัฐสภา ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง “แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิต ไฟฟ้า”

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการ บูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อทำหน้าที่ในการศึกษาและจัดทำ ข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิง พลังงาน รวมถึงจัดทำข้อเสนอเพื่อส่งเสริมและขจัดอุปสรรคการนำขยะมูลฝอยไปผลิตไฟฟ้า รวมไปถึงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน เมื่อคณะกรรมาธิการได้จัดทำ รายงานเสร็จตามกรอบแนวคิดการบูรณาการเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำเสนอรายงาน เรื่องดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมสภาพิจารณา จึงได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมในวันนี้

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มี หนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากคณะอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุน พัฒนาไฟฟ้า เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งพิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ประกอบด้วย ๑. ท่านอำนวย ทองสถิตย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ท่านเป็นอดีตอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ๒. ท่านสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ๓. ท่านปัทมาวดี จีรังสวัสดิ์ อดีตผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน สำนักงาน ปลัดกระทรวงพลังงาน ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุม สำหรับรายชื่อผู้นำเสนอและชี้แจง ได้แก่ ๑. ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านอำนวย ทองสถิตย์ ๓. ท่านสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ๔. ท่านปัทมาวดี จีรังสวัสดิ์ ขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุน พัฒนาไฟฟ้า ขอนำกราบเรียนต่อสภาดังต่อไปนี้

ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานแผนการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศในระบบพลังงาน ของประเทศที่เป็นเรื่องเร่งด่วน จำนวน ๕ เรื่อง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่

๑. รายงานเรื่องบทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ซึ่งผ่าน สปท. เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

๒. รายงาน เรื่อง การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐาน อาคารด้านพลังงาน หรือบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) บีอีซี (BEC) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๙

๓. รายงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน เอเนอร์จี เซอร์วิส คอมพานี (Energy Service Company) หรือเอสโก (ESCO) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

๔. รายงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

และเรื่องเร่งด่วน เรื่องที่ ๕ คือรายงาน เรื่อง การพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงาน แห่งชาติ เนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์ (National Energy Information Center) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙ นั้น

ต่อมาคณะกรรมาธิการได้ศึกษา พิจารณา และวิเคราะห์เรื่องอันเป็นประเด็น ตามวาระปฏิรูประบบพลังงานที่สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ได้เห็นชอบไว้ ที่สามารถ จะดำเนินการให้เสร็จในวาระของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในลำดับสูงและอยู่ในความสนใจ ของรัฐบาลและประชาชนอีก ๓ เรื่อง ดังต่อไปนี้ คือ

เรื่องที่ ๑ แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งผ่าน ความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่องที่ ๓ การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว เพื่อสร้างเศรษฐกิจ ฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งผ่านความเห็นชอบ ของสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ นั้น

ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอนำเสนอรายงานและแนวทางขับเคลื่อนวาระพลังงานและสิ่งแวดล้อมของชาติที่สำคัญ อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ ๙ ได้แก่ แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอย ไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งทำการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอโดย คณะอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็น เชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งมีกระผมเป็นประธาน อนุกรรมาธิการ และท่าน สปท. รวีวรรณ ภูริเดช รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กับท่าน สปท. พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ท่านสมาชิกครับ กระผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่ารายงานฉบับนี้เป็นผลงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้มีการดำเนินการบริหารจัดการ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าให้มีธรรมาภิบาล และเพื่อนำเสนอทางเลือกหนึ่งสำหรับแก้ปัญหา การบริหารจัดการขยะมูลฝอยให้ถูกวิธี เนื่องจากปัจจุบันการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ในประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. ยังคง กำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการฝังกลบเป็นหลัก ซึ่งต่อมาในรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ได้กำหนดให้ การกำจัดขยะมูลฝอยเป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญของคนไทยทุกคนที่จัดเป็นวาระแห่งชาติ หรือเนชันนัลอะเจนดา (National Agenda) และรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้นำขยะมูลฝอย ไปใช้ประโยชน์ด้วยการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่การจะดำเนินการ นำขยะมูลฝอยไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้านั้นก็ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่หลายประการ เช่น ลักษณะของขยะในประเทศไทยซึ่งมีความชื้นสูง เทคโนโลยีที่จะเหมาะสมกับสภาพ ขยะของไทย กฎ ระเบียบ หรือกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ยังขาดความตระหนักหรือความเข้าใจถึงการบำบัดขยะให้ถูกวิธี ท่านสมาชิกครับ นอกจาก รายงานชิ้นนี้จะเป็นการดำเนินการร่วมกันของ ๒ คณะกรรมาธิการ คือคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว กระผมก็ยังได้รับความกรุณาจากองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นได้ช่วยแนะนำบุคลากรให้มาช่วยอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการนี้ด้วย ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีส่วนอย่างสำคัญในเรื่องการบำบัดขยะ บัดนี้ คณะกรรมาธิการร่วมกันทั้ง ๒ คณะ ได้จัดทำรายงาน เรื่อง “แนวทางส่งเสริมและขจัด อุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังรายงานที่วางอยู่ตรงหน้าของสมาชิกทุกท่าน กระผมจึงขออนุญาตนำเสนอรายงาน ดังกล่าวต่อท่านสมาชิก เพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาพิจารณา ให้ความเห็นชอบ เพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาดำเนินการต่อไป โดยรายงานมีสาระสำคัญ ดังแผ่นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่วางอยู่ข้างหน้าท่านนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขอไปที่สไลด์ (Slide) แรก ภาพนี้เป็นภาพของกองขยะที่เรามักจะเห็นทั่วไปอยู่ในประเทศไทย บ่อฝังกลบขยะก็คือที่เกิด ของปัญหาสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมถ้าเรากำจัดอย่างไม่ถูกวิธี ภาพต่อไป ก็อยากจะ เรียนว่าปัญหาสุขภาพอนามัย และปัญหาสิ่งแวดล้อมแฝงมาในรูปของมลภาวะที่ซ่อนเร้น และอันตรายที่มองไม่เห็นจากกองขยะ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซเรือนกระจก ก๊าซไนตรัสออกไซด์ โวลาไทล์ ออร์แกนิก คอมพาวด์ (Volatile Organic Compounds) หรือวีโอซี (VOCs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นกลิ่นที่ก่อความรำคาญ เดือดร้อนในอากาศ แอมโมเนียซึ่งมีกลิ่นเหม็น หรือก๊าซไข่เน่า แล้วนอกจากนั้นน้ำจากขยะถ้าควบคุมไม่ดีก็มีโอกาสที่จะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ ธรรมชาติหรือแหล่งน้ำใต้ดินได้ เพราะฉะนั้นการกำจัดขยะจึงไม่ใช่เพียงแต่การเอาไปทิ้ง ให้พ้นสายตาเท่านั้น แต่ต้องกำจัดให้ถูกวิธีด้วย ภาพนี้ก็เป็นกองขยะที่ท่านคงไม่แปลกใจ ก็มีนกไปจิกกิน หาอาหารในกองขยะ แล้วชาวบ้านก็เอาวัวไปเลี้ยงอยู่ในกองขยะ ซึ่งวัว กินอะไรเข้าไปบ้าง วัวก็ไม่รู้จักขยะ แล้ววัวก็เป็นห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ต่อไปด้วย ก็เป็นปัญหาที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ นับวันก็จะหมักหมมเข้าไปเรื่อย ๆ รายงานฉบับนี้นำเสนอทางเลือกก็คือเวสต์ ทู เอเนอร์จี (Waste to Energy) ก็คือการแปลง ขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้า จากทางเลือกเดิม ๆ ที่เราทิ้งไว้เฉย ๆ เป็นการฝังกลบหรือเทกอง กลางแจ้ง ก็จะรองรับขยะได้จำกัด แล้วก็ไม่มีที่ที่จะฝังกลบต่อไป ที่ดินก็แพงขึ้น อยู่ไกลขึ้น ต้องขนส่งแพงขึ้น แล้วก็กำจัดไม่ถูกวิธี ทางเลือกใหม่ก็คือนำขยะแปรรูปไปผลิตพลังงานไฟฟ้า โรงงานกำจัดขยะจะสามารถกำจัดได้อย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๐ ปีขึ้นไป ท่านสมาชิกครับ ในภาพถัดไปกระผมก็ได้นำสรุปสภาพข้อมูลที่เป็นจริงและสภาพของปัญหาให้ท่านสมาชิก ได้ทราบดังต่อไปนี้ สถิติล่าสุดของประเทศไทยในปี ๒๕๕๘ หรือปี ๒๕๕๙ มีขยะเกิดขึ้น วันละ ๗๓,๖๐๐ ตันต่อวัน คิดเป็นปริมาณขยะทั้งปีก็คือมีขยะที่คนไทยผลิตประมาณปีละ ๒๖.๘๕ ล้านตัน แต่ท่านทราบไหมครับ จากการสุ่มตรวจสอบขยะเหล่านี้มีเพียงร้อยละ ๕๐ เท่านั้น ที่นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี อีกร้อยละ ๒๗ นำไปกำจัดโดยผิดวิธี ไม่ถูกสุขลักษณะ และอีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ก็คือไม่มีการกำจัดเลย เป็นขยะตกค้าง ขยะที่กำจัดผิดวิธีหรือตกค้างก็จะ เป็นปัญหาสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลชุดนี้จึงได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จัดเรื่องของการกำจัดชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ การฝังกลบขยะแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถ แก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้เพราะเราไม่มีที่ฝังกลบอีกต่อไป ที่ก็แพง ชุมชนเมืองขยายตัว ขยะที่ทิ้งไม่ถูกวิธีก็จะส่งกลิ่นเหม็นหรือรั่วไหลสู่แหล่งน้ำได้ โรงไฟฟ้าขยะที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง มีอยู่จริงถ้าเราใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและมีแรงจูงใจที่ดีจะทำให้เกิดขึ้นได้ เทคโนโลยีก็มี หลายรูปแบบ ซึ่งเราได้ทำการวิเคราะห์ในรายงานนี้ว่าเทคโนโลยีที่อยู่ในต่างประเทศ อันไหนถึงจะเหมาะกับเมืองไทย และนโยบายอะไรถึงจะเอื้อทำให้การแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิง เกิดขึ้นได้ ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเทศบาลอยากจะทำโรงไฟฟ้าขยะแต่ติดปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เช่น มีปริมาณขยะ ไม่เพียงพอในเชิงพาณิชย์ที่จะเอามาทำในคอมเมอร์เชียลสเกล (Commercial Scale) ไม่มีความรู้ในการออกแบบและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม บางทีได้รับเงินช่วยเหลือ แล้วก็ซื้ออุปกรณ์แพง ๆ เป็น ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท เป็น ๑๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปกองไว้ ใช้ไม่ได้ อปท. บางแห่งมีความคุ้นเคยกับระบบบริหารและจัดการขยะ และการได้รับ ผลประโยชน์จากการเก็บขยะแบบเดิม ๆ ก็คือหาซื้อที่ดินแล้วก็ฝังกลบ แล้วก็จ่ายค่าทิปปิงฟี (Tipping Fee) ค่าเก็บขยะ อันที่ ๔ ก็คือขั้นตอนและระเบียบการขออนุญาตในเรื่องของ การจัดตั้งโรงบำบัดขยะก็ดี โรงไฟฟ้าขยะก็ดี ยังมีความยุ่งยาก อันสุดท้ายก็คือการยอมรับ ของชุมชนส่วนหนึ่งที่อาจจะยังไม่เข้าใจ แล้วการประชาสัมพันธ์ว่าวิธีการกำจัดขยะ โดยการเอาไปเผาหรือแปรรูปเป็นพลังงานเป็นวิธีที่ถูกวิธีและเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง ท่านสมาชิกครับ รายงานฉบับนี้มีเป้าประสงค์ที่อยากจะเห็นประเทศไทยของเรามีโรงไฟฟ้า ขยะต้นแบบที่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมืองหรือการกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธี ช่วยแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทำให้ประชาชนและชุมชนยอมรับไม่ต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ หรือการกำจัดขยะแบบถูกวิธี ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ สร้างงานและสร้างธุรกิจต่อเนื่องกับการกำจัดขยะ และการผลิตไฟฟ้า ท่านสมาชิกครับ ผมขอนำเสนอภาพรวมเป็นการสรุปในสไลด์ (Slide) ต่อไปว่าบ้านเมืองของเรามีอาการ ดังต่อไปนี้เกี่ยวกับเรื่องขยะ อาการแรกก็คือชุมชนขยายตัว ชุมชนเมืองมีประชาชนเยอะขึ้น ก็ผลิตขยะไม่มีคนเก็บหรือเก็บไม่ทันไม่หมดขยะก็ล้นเมือง ขาดกำลังในการจัดเก็บ ขาดงบประมาณ เก็บไปแล้วไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน แอบ ๆ ทิ้ง ทิ้งข้างทาง ไม่มีที่ฝังกลบ ขาดงบประมาณ ปัญหาเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาแบบเดิม ๆ คือขยะตกค้างไม่ได้รับการกำจัด ส่งกลิ่นเหม็นเป็นภัยต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการของเรา โดยอนุกรรมาธิการก็ได้ทำการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบโดยใช้ปัจจัยต่าง ๆ ว่ามีปัจจัยแวดล้อม อะไรบ้างที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะในภาครัฐที่จะทำให้เกิดการบูรณาการ แล้วแก้ปัญหา เราก็ได้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของปัญหาโดยใช้โมเดล (Model) ที่เรียกว่า อีริคแซป (ERIC-SAP) ย่อมาจากอะไรท่านเปิดดูในหน้า ๑๕ ตารางที่ ๕ ว่าตัวย่อคืออะไร

ประเด็นแรก ก็คือเราดูก่อนว่าวัตถุดิบคือขยะที่จะมาทำไฟฟ้ามีปัญหาอะไร ๑. ปริมาณไม่เพียงพอ มีคุณภาพขยะเข้ามาโรงไฟฟ้าได้หรือเปล่า ต้องกราบเรียนท่านสมาชิก ตั้งแต่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานมารับหน้าที่ เราให้ความสนใจ เรื่องนี้มาก เราไปดูงานในต่างจังหวัดแวะดูโรงไฟฟ้าขยะมาถึง ๔ แห่งแล้ว แถมยังออกสตางค์เอง เดินทางไปดูที่สิงคโปร์ด้วย อยากจะเรียนว่า อบต. ที่มีอยู่ในบ้านเรา ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ไม่ใช่ทุก อบต. สามารถจะทำโรงไฟฟ้าขยะได้ อปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจริง ๆ ก็คือ อบต. และเทศบาลถ้าจะทำโรงไฟฟ้าให้เป็นไปได้ต้องมีปริมาณขยะ อย่างน้อยวันละ ๓๐๐ ตันขึ้นไป เพราะฉะนั้นต้องเป็น อบต. ขนาดใหญ่ หรือเทศบาล ที่อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ขณะเดียวกันคุณภาพขยะ ถ้าไม่มีการคัดแยกขยะ ขยะเปียกชื้น ขยะอะไรก็ได้ ค่าความร้อนก็ไม่ถึง โรงไฟฟ้าก็จะเดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ คนที่รับผิดชอบ เรื่องนี้ก็คือ อบต. ชุมชน รวมทั้งรัฐบาลด้วย ว่าทำอย่างไรจะจัดการขยะ ถ้ามีขยะจาก อบต. น้อย อบต. เดียวก็จัดศูนย์รวมขยะหลาย ๆ อบต. อันนี้เป็นการวิเคราะห์เบื้องต้น ๒. สังคม จะยอมรับหรือไม่ในการที่เราจะฝังกลบขยะแบบเดิม ๆ เทกองทิ้งแบบเดิม ๆ หรือใช้วิธี ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ๓. เทคโนโลยีที่จะมาช่วยคือเทคโนโลยีอะไร ต้องเรียนว่า ปัญหาที่เราไปดูมาในต่างจังหวัด รัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญ บางทีให้เงินสนับสนุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปซื้ออุปกรณ์มา แต่ท่านครับ เป็นข้อสังเกตของเราว่า อปท. ชอบซื้อของ แต่พอได้ของไปแล้วใช้ไม่คุ้มค่า กลายเป็นอนุสาวรีย์ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างเยอะ เพราะฉะนั้นต้องมีคนแนะนำว่าเทคโนโลยีที่ถูกคืออะไร รูปแบบที่ถูกคืออะไร เราจะได้ วิเคราะห์ต่อไป กฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอน ผมเองก็มีพรรคพวกอยู่ จริง ๆ ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มาปรารภให้ฟังว่าหลวงเขาตีความ สตง. เขาตีความว่าขยะเป็นทรัพย์สิน พอจะเอาเอกชนมาร่วมเอาไปกำจัดไม่ได้ ก็กลายเป็นทรัพย์สินอยู่ในที่ดินเน่า ๆ ไปอย่างนั้น นี่ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ก็คือมองว่าขยะเป็นผลประโยชน์ แล้วเราก็มี พ.ร.บ. ในอดีต พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ บอกว่าการให้สัมปทานไปกำจัดขยะ แบบถูกวิธีเป็นกิจการร่วมทุนต้องเข้าข่าย พอดีไม่ต้องเสร็จกัน อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนั้น ก็คือการจะทำโรงไฟฟ้าขยะต้องลงทุนเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นต้องมีมาตรการจูงใจ มาตรการจูงใจแรก ก็คือค่ากำจัดขยะที่เคยจ้างรถเอาไปทิ้ง เอาไปให้เขา อันที่ ๒ ไม่พอหรอกครับ ต้องขายไฟฟ้าได้จากโรงไฟฟ้านั้น แล้วอาจจะต้องมีมาตรการเสริม ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ซึ่งรายงานของเราในหน้าต่อไปได้ทำตารางวิเคราะห์เชื่อมโยงถึงปัญหา ต่าง ๆ แบบแมตทริกซ์ (Matrix) ให้ดู แล้วก็พยายามจะวิเคราะห์ว่าปัญหานี้จะแก้อย่างไร เป็นจุด จุด จุดไปตามแมตทริกซ์ (Matrix) นี้ ผมขออนุญาตที่จะไม่ลงในแมตทริกซ์ (Matrix) เพราะอ่านเข้าใจได้อยู่แล้ว แต่อยากจะให้ท่านดูตรงฟุตโน้ต (Footnote) ข้างล่างสักนิด จริง ๆ ปัญหาขยะทั้งหลายทั้งปวงจะโทษให้รัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดไม่ได้ ผู้ทิ้งขยะ จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย ท่านทั้งหลายในที่นี้ผมเชื่อว่าเดินทางไปต่างประเทศ หลาย ๆ แห่ง ไปกันหลายที่ในชีวิตของท่าน จะพบว่าถังขยะในต่างประเทศเขาแยกเป็น หลาย ๆ ถัง อย่างน้อยก็ ๒ ถัง ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล (Recycle) ได้ ไปบางประเทศ แยกเป็น ๔ ถัง ผมเคยไปเยอรมนีแยกเป็น ๘ ถัง แม้แต่ขวดยังมีขวดชา ขวดพลาสติก ขวดแก้วใส เพราะฉะนั้นหลักการที่เราควรจะต้องปลูกฝังให้คนในชาติมีไว้โดยเฉพาะเยาวชน เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะได้นำไปปฏิบัติขยายผล คือหลักการ ๓ อาร์ (R) ๓ อาร์ (R) ที่ว่าคืออะไร คือ ๑. รีดิวซ์ (Reduce) ลดการผลิตขยะ ลดการบริโภคทิ้งขยะเท่าที่จำเป็น ๒. รียูส (Reuse) คือนำสิ่งที่ยังไม่ควรจะทิ้งกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์เราก็จะใช้ของใหม่น้อยลง และเราก็ปล่อยขยะน้อยลง ๓. รีไซเคิล (Recycle) ก็คือนำของที่ทิ้งแล้วแต่ยังพอจะหา ประโยชน์ได้นำกลับมาแปรรูปใช้ใหม่หรือใช้เพิ่มเติม โดยวิธีนี้ก็จะเป็นการคัดแยกขยะที่ต้นทาง แล้วก็ลดปริมาณขยะด้วย ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ วัตถุประสงค์ ของรายงานฉบับนี้ได้มีข้อเสนอแนะหลาย ๆ ทาง

ข้อแรก เป็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการจะส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้า จากขยะอย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องของนโยบายและรูปแบบการบริหารจัดการ

ข้อ ๒ ก็เป็นข้อเสนอแนะว่าจากการที่เราไปดูมาและพบความล้มเหลว ในหลาย ๆ ที่ เครื่องเดิน ๓ วัน หยุด ๗ วัน เสียดายงบประมาณที่ซื้อไป ปัญหาหนึ่งก็คือ เรื่องของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขยะของไทย

ข้อสุดท้าย มาตรการที่จะมาสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะได้อย่างเป็น รูปธรรมและอย่างเป็นจริง

วิธีการดำเนินการจัดทำรายงานการศึกษาของเรา เราก็วิเคราะห์ข้อมูลจาก เอกสารต่าง ๆ แนวทางส่งเสริม ขจัดอุปสรรคที่จะทำให้เกิดการนำขยะมาผลิตไฟฟ้า มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงพลังงาน แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะอนุกรรมาธิการของเรา ขอเอ่ยนาม มีท่านศาสตราจารย์สุทิน อยู่สุข ซึ่งท่านเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วท่านก็ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างดี ในเรื่องขยะ ท่านอดีตอธิบดีอำนวย ทองสถิตย์ ก็ศึกษาเรื่องพลังงานทดแทนจากขยะ มาตลอดชีวิตราชการของท่าน ท่านสุวรรณา ก็ปฏิบัติจริงอยู่ที่ กทม. โรงไฟฟ้าขยะ เห็นปัญหามา เพราะฉะนั้นก็ระดมความเห็นอย่างนี้มาร่วมกันจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ ถกแถลง ถกเถียงกันจึงออกมาเป็นรายงานนี้

ขออนุญาตนำเสนอ ข้อเสนอแนะในเรื่องของนโยบายและรูปแบบการบริหาร จัดการ คณะกรรมาธิการของเราได้วิเคราะห์แล้วพบว่าทางเลือกของรูปแบบหรือโครงสร้าง หรือบิซิเนสโมเดล (Business Model) ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา ขจัดอุปสรรคว่า เอาขยะไปทำไฟฟ้ามีอยู่ ๓ ทางเลือก ๑. รัฐดำเนินการเอง ๒. เอกชนดำเนินการเอง ๓. เอกชนกับรัฐทำงานด้วยกัน รัฐดำเนินการเองก็คือให้ อปท. ทำเองทั้งหมด และเราพบว่า มีอุปสรรคอย่างที่เห็นในต่างจังหวัดหลาย ๆ เทศบาล หลาย ๆ อบต. เดินบ้าง ไม่เดินบ้าง มีบางแห่งซื้อของไปแล้ววางทิ้งอยู่เฉย ๆ เสียดายเงินเป็น ๑๐๐ ล้านบาท เราพบว่าเอกชน ทำเองก็ไม่สำเร็จ เพราะเอกชนจะไปรวบรวมขยะได้อย่างไร แล้วจริง ๆ ถ้าเอกชนทำ อบต. ไม่ร่วมมือด้วย กั๊กขยะไว้ก็ไม่สำเร็จอีก เพราะฉะนั้นรูปแบบที่ควรจะสำเร็จมีความเป็นไปได้สูงสุดก็คือให้รัฐ อปท. กับเอกชนร่วมกันแบบเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน เรียกว่าพับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Public Private Partnerships) น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะใช้จุดแข็งของเอกชน ในเรื่ององค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการกำจัดขยะ การที่ อปท. เป็นผู้มาให้สัมปทานก็จะลดความเสี่ยงในเรื่องการจัดหาขยะมาป้อนโรงไฟฟ้า เพราะ อปท. สามารถเป็นผู้รวบรวมขยะและกำหนดจุดส่งขยะเองได้ รัฐเองก็ไม่ต้องลงทุน ในโรงไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้สามารถจะขยายผลส่งเสริมไปในพื้นที่หลาย ๆ พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทั่วประเทศ สำหรับรูปแบบของโมเดล (Model) การหุ้นส่วนกันหรือพาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) ระหว่างรัฐและเอกชน เราก็พบว่ารูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพของเมืองไทยน่าจะเป็น ๒ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ ภาษาอังกฤษเรียกว่าบิลด์ โอเปอเรต ทรานสเฟอร์ (Build-Operate-Transfer) หรือบีโอที (BOT) ก็คือให้สัมปทานเอกชนรับขยะไปกำจัดเป็นไฟฟ้า เอกชนเป็นเจ้าของ ในสินทรัพย์ตลอดเวลา โครงการที่ให้บริการจนสิ้นสุดเวลาสัมปทานแล้วก็รับความเสี่ยง ไปทั้งหมดจากโรงไฟฟ้าที่เขาต้องก่อสร้างและรับขยะไปบำบัด แล้วก็โอนคืนทรัพย์สินให้กับรัฐ เมื่อสิ้นสัมปทาน รูปแบบบีโอที (BOT) ก็จะเหมาะสมกับการใช้ที่ดินของ อปท. หรือเทศบาลเอง มีที่ดินอยู่แล้วอยู่ที่กองขยะหรือใกล้ ๆ กองขยะมาทำโรงไฟฟ้า รูปแบบที่ ๒ บิลด์ โอน โอเปอเรต (Build-Own-Operate) หรือบีโอโอ (BOO) อันนี้ก็ให้สัมปทานเหมือนกัน เอกชนรับความเสี่ยง เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเมื่อสิ้นสุดสัมปทานไม่ต้องโอนกลับมาเป็นของรัฐเพราะเป็นที่ดิน ที่เขาหามาเองเขาก็ต้องรับความเสี่ยงในการขนขยะไปไว้ที่โรงไฟฟ้าของเขา อันนี้ก็อยากจะ นำเสนอว่าเป็นบิซิเนสโมเดล (Business Model) ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แล้วก็ใช้จุดแข็ง ของ อปท. ที่ว่าเขาก็ได้ประโยชน์ในการรวบรวมขยะ ส่งขยะให้ เอกชนก็มีความคล่องตัว ในการใช้ระบบบริหารจัดการทำโรงไฟฟ้าขยะ แต่ขอย้ำว่า อปท. ที่จะทำโรงไฟฟ้าขยะได้ จะต้องมีปริมาณขยะอย่างน้อย ๓๐๐ ตันต่อวันขึ้นไป ไม่ใช่ อบต. ทั้ง ๗,๓๐๐ แห่งทำได้ เพราะฉะนั้นอะไรที่มีไม่ถึงก็ควรจะตั้งศูนย์รวมขยะ ซึ่งอันนี้ อบจ. ก็จะเข้าไปร่วมได้ หรือกระทรวงมหาดไทยก็จะเข้าไปส่งเสริมได้ ข้อเสนอต่อไป เป็นข้อเสนอด้านเทคโนโลยี ท่านสมาชิกครับ จากการที่กรรมาธิการของผมได้ไปดูโรงไฟฟ้าขยะ หรือวิธีกำจัดขยะทั่วประเทศ กว่า ๔ แห่ง ทั้งที่สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น สงขลา แถมไปดูที่สิงคโปร์ด้วยเป็น ๕ แห่ง ต้องยอมรับว่าขยะเมืองไทยเรายังไม่มี ๓ อาร์ (R) เท่าที่ควร เรามีซาเล้ง เรามีวงษ์พาณิชย์ แยกขยะ แต่นั่นก็คือเขามารับซื้อไปก่อนจะมาทิ้งแล้ว แต่เราไม่มีถังขยะที่แยกแล้วก็แยก การจัดเก็บด้วย ขยะบ้านเราเป็นขยะที่เปียกชื้น ทุกอย่างมารวมกันหมด เพราะฉะนั้น จุดล้มเหลวของโรงไฟฟ้าขยะที่สร้างในประเทศไทยหลาย ๆ อันก็คือไม่ตระหนักถึงสภาพขยะ ไปลงทุนมากเกินจริงแล้วก็ไม่เวิร์ก (Work) เราก็เสนอว่าเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขยะเปียกชื้น ในเมืองไทยและไม่มีการคัดแยกก็คือมีอยู่ ๒ เทคโนโลยี เทคโนโลยีแรก เรียกว่าเทคโนโลยี แบบเผาตรงในระบบปิดแบบใช้อากาศชนิดแผงตะกรับ ชื่อยาวนิดหนึ่งนะครับ หรือสโตกเกอร์ อินซิเนเรเตอร์ โคลส ซิสเต็ม (Stoker Incinerator Closed System) เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ จะเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่น และยังสามารถ ควบคุมมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นสู่อากาศ หรือสิ่งแวดล้อมได้ สามารถ ใช้เผาขยะได้หลากชนิดโดยที่ไม่มีการคัดแยกแม้ขยะจะมีค่าความชื้นและค่าความร้อน ที่ไม่คงที่แน่นอน ซึ่งตรงกับ ลักษณะขยะของประเทศไทย เทคโนโลยีที่อาจจะเป็นไปได้รองลงมาก็คือเทคโนโลยีแบบ อินซิเนเรเตอร์ (Incinerator) เหมือนกัน แต่เป็นแบบหมุนที่เรียกว่าโรทารีคิลน์ (Rotary kiln) โดยมีระบบบดตัดเครื่องลดขนาดก่อนทำการเผา ผมอยากเรียนว่าที่คณะกรรมาธิการ นำเสนอไม่ได้เป็นการล็อกสเปก (Lock Spec) แต่อย่างใด เพราะเทคโนโลยีแบบสโตกเกอร์ อินซิเนเรเตอร์ โคลส ซิสเต็ม (Stoker Incinerator Closed System) ก็ดี หรือเทคโนโลยี แบบโรทารีคิลน์ (Rotary kiln) ก็ดี เป็นเทคโนโลยีที่ขอย้ำว่ามีต้นทุนไม่สูงมาก กระบวนการ ไม่ได้ซับซ้อน ควบคุมมลภาวะทางอากาศและบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตรฐานสากล แล้วก็ เหมาะกับขยะที่มีความชื้นสูง และที่สำคัญมีหลายยี่ห้อ มีผู้ผลิตหลายรายจากหลายประเทศ

ลำดับต่อไปก็เป็นข้อเสนอแนะต่อส่วนราชการที่จะทำให้โรงไฟฟ้าขยะเกิดได้ ข้อเสนอแรก ก็คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันนะครับ ทุกฝ่ายในที่นี้คือกระทรวงมหาดไทย ถ่ายทอดไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล อบจ. อบต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักนายกรัฐมนตรีโดยกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงพลังงาน สำนักนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน ต้องช่วยกันรณรงค์สร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกในเรื่องการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้หลัก ๓ อาร์ (R) อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๓ อาร์ (R) นั้นก็คือรีดิวซ์ (Reduce) ลดปริมาณขยะที่จะทิ้ง อย่าทิ้งถ้าไม่จำเป็น รียูส (Reuse) งดการทิ้งถ้ายังเอากลับมาใช้ซ้ำได้อีก และรีไซเคิล (Recycle) นำขยะที่สามารถจะไปแปรรูปกลับมาใช้ได้อีก อันนี้คือข้อเสนอข้อแรก แล้วไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้นที่จะต้องทำ ภาคประชาชน ภาคส่วนท้องถิ่นต้องช่วยกันด้วย ข้อเสนอที่ ๒ ต่อส่วนราชการนะครับ ก็คือข้อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยการสนับสนุนข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราเสนอให้ท่านศึกษาและใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็น ระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ ๒ ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายดังกล่าว กำหนดหลักเกณฑ์และเพดาน ราคากลางของค่าธรรมเนียมเก็บขนหรือค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมกำจัดขยะหรือที่เรียกว่า ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) เพื่อเป็นพื้นฐานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้ในการคัดเลือก หรือประมูลหาเอกชนมาลงทุนทำโรงไฟฟ้าขยะ สิ่งที่เรานำเสนออยากกราบเรียนว่าแต่เดิม การทำโรงไฟฟ้าขยะติดกับดักของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ มากกว่าพันล้านบาทขึ้นไป ต้องไปขออนุญาตขั้นตอนเป็นปี เป็น ๒-๓ ปี ผมอยากเรียนว่า ด้วยความจริงจังของรัฐบาลนี้และการสนับสนุนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้มีการผลักดัน แก้ไข พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนประกาศใช้ ออกมาเป็นฉบับที่ ๒ ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ นี้เอง บอกว่า กิจการที่ให้เอกชนรับไปกำจัดขยะไม่ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ร่วมทุนอีกต่อไป แต่อยู่ภายใต้ หลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยจะกำหนด แต่ตอนนี้ก็คือกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้กำหนด แล้วการกำหนดเพดานราคาทิปปิงฟี (Tipping fee) หรือค่าขนส่งนี้จะเป็นเบื้องต้นเลยว่า อปท. เขาจะไปใช้ประมูล ให้แข่งขัน หรือจะคัดเลือกอย่างไรก็แล้วแต่ เอกชนเขาก็ต้องหวัง จะได้ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) นี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาด ปัจจุบันนี้เทศบาลก็จ้างรถขนไปหาที่ทิ้ง เป็นการจ้างเอกชนไม่ได้ร่วมทุนก็จ่ายค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) อยู่แล้ว แต่ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) ต้องมีหลักเกณฑ์ทั่วประเทศตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งยังไม่ได้ประกาศ ถ้าประกาศก็จะมี อปท. ที่กล้าทำเรื่องนี้ได้มากขึ้นครับ ข้อเสนอต่อไปครับ ก็คือข้อเสนอต่อกระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ขอให้ศึกษากำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับรับซื้อ จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก เขามีเกณฑ์มาตรฐานอยู่แล้ว เรียกว่าสมอล เพาเวอร์ โปรดิวเซอร์ (Small Power Producer) ที่ผลิต ๑๐ เมกะวัตต์ขึ้นไปและกำหนดหลักเกณฑ์ เราไม่ได้ เรียกร้องว่าค่าไฟเท่าไร เราเรียกร้องขอให้กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการรับซื้อไฟ ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน ได้มีอัตราค่าไฟสำหรับโรงไฟฟ้าโรงเล็กมากที่เรียกว่าวีเอสพีพี (VSPP) เล็กกว่า ๑๐ เมกะวัตต์อยู่แล้ว มีค่าไฟอยู่แล้ว แต่ไม่มีสำหรับโรงไฟฟ้าใหญ่ที่จะกำจัดขยะ ได้เยอะ ๆ เราก็เรียกร้องว่าให้มีทั้ง ๒ ระบบ เอกชนเขาจะได้คำนวณว่าคุ้มค่าไหม แล้วเช่นเดียวกันเราก็ขอเรียกร้องข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) ซึ่งเดิมสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้คงไว้ ซึ่งสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่เขาเรียกว่าระดับสูงสุด หรือระดับเอ ๑ (A1) สำหรับเอกชน ผู้ลงทุนในกิจการกำจัดขยะมูลฝอยโดยการแปรรูปไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นอกจากนั้น ก็พบว่าขยะบ้านเรามีอีกประเภทหนึ่งเรียกว่าขยะอุตสาหกรรมนะครับ สิ่งที่เราพูดถึงไม่ใช่ ขยะอุตสาหกรรม ขยะอุตสาหกรรมก็จะต้องมีวิธีกำจัด ทำไฟฟ้าก็ได้ แต่ต้องอีกแบบหนึ่ง เราอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ การกำจัดกากอุตสาหกรรมเพื่อให้ทุกหน่วยงานดูแล ควบคุม กำจัดของเสียขยะอุตสาหกรรม อย่างรัดกุม และดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้งปะปนกับ ขยะมูลฝอยชุมชน อันจะสร้างความยุ่งยากต่อการกำจัด พูดง่าย ๆ ก็คือกำราบและปราบปราม โรงงานที่ชุ่ย ๆ เอาขยะมาทิ้งยังกองขยะ เพราะขยะอุตสาหกรรมต้องใช้วิธีกำจัดแบบอุตสาหกรรม ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ สำหรับหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบ ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ต่อไป เราก็ได้ไอเด็นทิไฟ (Identify) ไว้ในหน้าต่อไป หน่วยงานหลัก หนีไม่พ้นกระทรวงมหาดไทย คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ส่วนหน่วยงานลำดับรองก็มีกระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการปลูกจิตสำนึก แล้วก็การไฟฟ้า ทั้ง ๓ การไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

โดยสรุป ผมอยากจะนำเสนอว่ารายงานฉบับนี้เกี่ยวกับแนวทางส่งเสริม และขจัดอุปสรรคการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ก็มาจากอาการที่เกิด ในประเทศเรา อาการแรก คือมีคนอยากทำโรงไฟฟ้าขยะแต่ทำผิดวิธี ทำแล้วโรงไฟฟ้าขยะ เดินเครื่องไม่ได้ เดิน ๓ วัน หยุด ๗ วัน เดินอาทิตย์หนึ่ง หยุด ๔ เดือน อะไรแบบนี้ ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็เพราะไม่มีการคัดแยกขยะจากต้นทาง ขาดขยะเป็นวัตถุดิบ ขยะมีความชื้นสูง ไม่เหมาะกับเทคโนโลยีที่ซื้อมา อย่างที่ผมบอก อปท. ชอบซื้อของ แต่ซื้อแล้วไม่สามารถ จะทำได้ วิธีการแก้ไข รายงานนี้ก็ได้นำเสนอว่าต้องแก้ด้วยคนทิ้งขยะก่อน ใช้หลัก ๓ อาร์ (R) รีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) และรีไซเคิล (Recycle) สร้างที่รวบรวมขยะจากหลาย ๆ อบต. ขนาดเล็กเพื่อมีขยะเพียงพอ และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่นำเสนอนี้แบบเผาตรง หรือสโตกเกอร์ อินซิเนเรเตอร์ โคลส ซิสเต็ม (Stoker Incinerator Closed System) แบบแมสเบิร์น (Mass Burn) นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอ สรุปต่อไปคืออาการที่เกิดในประเทศไทย ก็คือ อปท. เทศบาล ขาดงบ ขาดองค์ความรู้ทางเทคนิค คุ้นเคยกับวิธีเดิม ๆ ผลประโยชน์เดิม ๆ เอกชนก็ไม่กล้าลงทุน ปัญหาก็มาจากที่ผมบอก ราชการตีความว่าขยะเป็นทรัพย์สินเอาไป ทำประโยชน์ไม่ได้ ติด พ.ร.บ. ร่วมทุน ติดขั้นตอนอนุญาต ผ่านหลายโต๊ะเหลือเกิน ขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดเทคโนโลยี ขาดมาตรการจูงใจที่เหมาะสมและประชาชนกังวล ซึ่งเราก็ได้นำเสนอไปในสไลด์ (Slide) ก่อนหน้านี้ว่า ตอนนี้มี พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขจัดปม เรื่องขยะเป็นทรัพย์สิน ขจัดปมเรื่องติดล็อก พ.ร.บ. ร่วมทุนแล้ว ก็ใช้ขั้นตอนรูปแบบที่ อบต. มีส่วนร่วมเขาจะได้อยากทำ เขาจะได้รู้ว่ามีวิธีใหม่แล้วยังได้ประโยชน์ด้วย ใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสม ปัญหาสุดท้ายก็คือประชาชนอาจจะมีความกังวล ไม่ยอมรับ เมื่อประชาชน ไม่ยอมรับอาจจะต่อต้าน ก็ใช้วิธีชี้แจง ทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งคณะกรรมาธิการของเราทั้งด้านพลังงาน ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอไปแล้ว เรื่องการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ก็จะช่วยตอบโจทย์การสร้าง ความไว้วางใจให้กับชุมชน และที่สำคัญภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น อปท. กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะต้องปฏิบัติการตรวจสอบให้โรงไฟฟ้าขยะ ปฏิบัติตามโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) เขามีอยู่แล้วว่าทำดีทำอย่างไร ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมทำอย่างไร ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง แล้วก็ปรับให้เป็นตัวอย่าง ก็จะทำให้ นำมาซึ่งความเชื่อมั่นและเชื่อถือของประชาชน แล้วโรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทยก็จะเกิดได้ และท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการเราทั้ง ๒ คณะก็หวังว่าประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับก็คือ เรามีรูปแบบหรือโมเดล (Model) ที่สามารถส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดึงภาคเอกชนมาเป็นพลังสำคัญร่วมกับภาครัฐคือ อปท. รัฐมีนโยบายที่ชัดเจน สภามีนโยบาย ชัดเจนที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากขยะนะครับ ซึ่งจะเพิ่มเป้าหมาย ของการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตามเป้าหมายของรัฐบาล แล้วยังจะช่วยให้ แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานช่วยลดการปล่อย ก๊าซมีเทนด้วย เราจะมีต้นแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพขยะเมืองไทย สามารถบูรณาการ ขยายผลไปยังเทศบาล อบต. และ อบจ. ได้ สามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการขยะได้ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กและปริมาณขยะไม่มากโดยตั้งศูนย์รวมขยะ ไปจนถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีขยะมาก และผลลัพธ์ก็คือจะช่วยลดปัญหาสังคม โดยลดปริมาณปัญหาจากขยะ แก้ปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยในเรื่องของการส่งเสริมพลังงานทดแทน ป้องกันการขาดแคลนพลังงาน และลดความขัดแย้ง ของสังคมในการจัดการขยะเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ขอขอบพระคุณและขอนำเสนอ เพียงเท่านี้ครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรก ขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในวาระนี้ผมอยากเรียนว่าจะขอใช้ประสบการณ์การเป็นคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมา ๒-๓ สมัย อยากจะเรียนว่าในหลักการโดยภาพรวม แล้วเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ทำเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเรื่องที่เหมือนอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ แต่ว่าก็เหมือนเราผ่านเลยมันมา เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ถ้าเราจำความได้เชียงใหม่ก็เคย มีปัญหาผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อเรื่องขยะ หลาย ๆ แห่งในชุมชนของเรา หลาย ๆ แห่งที่มีความขัดแย้ง มีการทำร้ายกัน มีการเดินขบวนกันมากมาย เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่เหมือนใกล้ตัว แต่มันยาก ดังนั้นการที่ท่านนำเสนอเรื่องนี้มาในการจะแก้ปัญหากันในคราวนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างมากต่อข้อเสนอ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นการช่วยกันในการให้ความเห็น ผมคงจะมองจากสายตาในอีกมิติหนึ่ง สิ่งสำคัญมาก ๆ อยากจะเรียนท่านประธานว่า ผมเคยทำนโยบายอยู่ครั้งหนึ่ง และเห็นภาพที่สำคัญอยู่ภาพหนึ่ง คือว่าปกติแล้วเวลาเราทำนโยบาย เราจะมีนโยบายสิ่งแวดล้อม นโยบายต่างประเทศ นโยบายเศรษฐกิจ นโยบายพลังงาน ผมไปเจอว่าการทำนโยบายในประเทศที่พัฒนามาก ๆ ทางด้านนี้แล้วก็คือสหรัฐอเมริกา ตอนช่วงทำนโยบายให้พรรค พบว่านโยบายสิ่งแวดล้อม กับนโยบายพลังงานเขาทำร่วมกัน นี่คือหัวใจสำคัญที่เราต้องพิจารณา เนื่องจากว่าพอเรา อยู่กันคนละฝ่ายก็มีปัญหาขัดแย้งกันต่อเรื่องนี้ คือข่มกันไม่ลงทั้ง ๒ อย่าง สำคัญทั้งคู่ แล้วก็ อยู่กันคนละฝ่าย อยู่กันคนละด้านของเน็ต (Net) เหมือนการเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอล ทุบกันไป ทุบกันมา ตบกันไปตบกันมา ขัดแย้งเนื่องจากว่าหลักนี้ขัดแย้งกัน คือเราลืมนึกไปว่าในสารัตถะ สำคัญของชีวิต ทุกคนที่เกิดมาพอเราเป็นมนุษย์แล้ว ทุกวันที่เราใช้ชีวิตเราสร้างขยะตามหลัง ไปเรื่อย หมายความว่าพลังงานที่เราใช้กี่แคลอรีก็ตามเราจะสร้างขยะมาจากนั้นเสมอ คือมันอยู่ด้วยกัน จริง ๆ แล้วเหมือนอยู่คนละด้านของเหรียญ ห่างจากกันไม่ได้เลย ๒ อย่างนี้ พอเราแยกกันพิจารณาเมื่อไรไม่จบเพราะว่าฐานของความคิดทั้ง ๒ เรื่อง ถ้าเรา ดูเรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการเรื่องขยะเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเรื่องพลังงานอย่างถ่านหิน เราใช้ถ่านหิน ใช้ไปเท่าไรสิ่งที่ออกมาจากการผลิตถ่านหินฝ่ายสิ่งแวดล้อมก็ไม่ยอม แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราต้องการคือสิ่งแวดล้อมที่ดี ต้องการพลังงานที่ถูก ถ้าหากเรา จะจัดการกับพลังงานโดยการใช้พลังงานอื่น ๆ ที่สะอาดกว่าต้นทุนก็สูงขึ้น แต่เรายังต้องการ พลังงานที่ถูกในสภาวะที่กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นการจัดการ กับเรื่องนี้เราต้องพิจารณาทั้ง ๒ อย่างในคราวเดียวคือพิจารณาด้วยกัน ผมเองอยากจะเรียนว่า ถ้าท่านไปเห็นนโยบายของพรรคที่ผมสังกัดอยู่ ผมเขียนนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมกับพลังงาน เป็นนโยบายข้อเดียวกัน ไม่ได้แยก เพราะว่าอยู่ด้วยกันแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นประเด็น ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราเริ่มตรงนี้ก่อนเราจะเห็นภาพ ผมเอง ในฐานะมีประสบการณ์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ผมจะเห็นเรื่องเข้ามา หลาย ๆ ครั้งมาขออนุญาตตั้งโรงงานขยะ เดี่ยว ๆ มาเลย แล้วก็มีปัญหาจากเทศบาลโน้น จาก อบต. อบจ. โน้น อบจ. นั้น แล้วมาพิจารณาเฉพาะเรื่อง ในขณะที่มีอีกเรื่องหนึ่ง มาจาก อบจ. เหมือนกัน มาจากเทศบาลเหมือนกัน ขอให้พิจารณาเรื่องราคาค่าเก็บขยะ คือทั้ง ๒ เรื่องนี้มาจากคนละฐาน แต่มาในคณะกรรมการชุดเดียวกัน เพราะว่าถ้าคุณ จะสร้างโรงงานตรงนี้ก็กระทบสิ่งแวดล้อมก็ต้องเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการอนุมัติ ขณะเดียวกันในการดูแลเรื่องขยะ ค่าพรีเมียม (Premium) ค่าเก็บควรจะเป็นเท่าไร เทศบาลไหนควรจะเป็นเท่าไร ก็ต้องขอที่ตรงนั้นเหมือนกัน ในขณะเดียวกันโรงงานที่จะขอตั้ง ก็ต้องขอจากกองทุนสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน เป็นที่เดียวกัน แต่ว่าลูกที่จ่ายออกไปคนละมิติกันเลย ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมอยากจะเรียกร้องขณะนี้ ที่ท่านเสนอมาเป็น ๓ อาร์ (R) คือ รีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) และรีไซเคิล (Recycle) ถือว่าถูกต้องแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะมาพิจารณาทีละส่วน แล้วแยกเป็นชิ้น ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวนี้ใช้ไฟฟ้า จากพลังงานไหนก็แล้วแต่ แต่ครอบครัวนี้ทิ้งขยะ ดังนั้นทั้ง ๒ อย่างที่ท่านเสนอเป็นเรื่อง ที่อยู่ในบ้านเดียวกันเลย ไม่ได้แยกกันเลย ถ้าหากว่าเรียกให้ประชาชนเข้ามามองในมิติตรงนี้ ยอมรับสิ่งที่เป็นเบื้องต้นในเชิงลอจิก (Logic) แล้วผมเชื่อว่าจะไปได้ เรามองระดับครอบครัวก็เห็น ระดับชาติเอง การสร้างมิติเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของคนละกระทรวง กระทรวงมหาดไทยดูแล อบต. อบจ. ดูแลท้องถิ่น ดูแลเทศบาล ในขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คอยดูเรื่องผลกระทบตรงนี้ ในขณะที่กระทรวงพลังงานคอยดูแลอีกเรื่องหนึ่ง คือแต่ละกระทรวงเอง ต่างคนต่างมีดาวกันคนละดวงหมด งานนี้อาจจะต้องเล็งไปที่ดาวเหนือ แล้วทุกคนมองไปที่ ดาวเหนือหมดและช่วยกันทำตรงนี้ถึงจะสำเร็จ ไม่อย่างนั้นทุกเรื่องจะแตกแล้วก็เชื่อมกันไม่ได้ พอเชื่อมกันไม่ได้ การบูรณาการไม่ต้องไปคิดถ้าหากว่าเราไม่มีดาวดวงเดียวกัน มันบูรณาการ จากคนละจุด แล้วไปหาเป้าหมายต่างกัน ไม่สำเร็จ ทุกคนก็มีธงของตัวเอง มีภารกิจที่จะต้องทำ มีสิ่งแวดล้อมต้องจัดการท่านก็ต้องหาพลังงานในราคาถูกมา ดาวคนละดวงหมด ผมเรียกร้อง ตรงนี้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบนคือนโยบายส่วนใหญ่ อย่างที่เรียนแล้วว่าผมมองนโยบาย สิ่งแวดล้อมกับพลังงานมาอยู่ในข้อเดียวกันซึ่งไม่น่าจะได้แต่ก็คือเรื่องเดียวกันถ้าจะเริ่มจาก ตรงนี้ ทำให้เราไม่หนีออกจากกันและไม่หันหน้ามาปะทะกัน

ประเด็นที่ ๒ สิ่งแรกควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง อยากจะเรียนหารือแล้วก็ขอเพิ่มเติม ก็คือรัฐเองควรจะมีรัฐบาลกลาง ควรจะมีนโยบายรวมเฉพาะเรื่องนี้ เพื่อจะได้ไปเชื่อมหน่วย ต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ ถ้าหากว่าจะมีคณะกรรมการเรื่องนี้ต้องเป็นระดับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนดูแลนโยบายเรื่องนี้ แล้วก็เป็นนโยบายระดับบนมา ระดับต่อมาก็คือนโยบายระดับหน่วยต่าง ๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ที่ผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกันเป็นอย่างมากอย่างที่เรียนแล้วว่า อยู่คนละส่วน มีทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงาน ปฏิบัติการด้านพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต สำนักงานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุขก็เกี่ยว เรื่องกลิ่น เรื่องอะไรพวกนี้คือเกี่ยวอยู่หมดเลย ดังนั้นถ้าเราไม่คุมนโยบายส่วนบนจากรัฐบาลกลางแล้วเราจะคุมส่วนนี้ไม่อยู่ พอส่วนนี้ แตกไปสักชิ้นเดียวเท่านั้นก็มีปัญหาแล้ว เฟืองไม่ครบก็หมุนไม่ได้ ประเด็นต่อมาท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนของกฎ ระเบียบที่ท่านประธานเองได้เสนอแล้วเป็นเรื่องคับข้องใจ ท่านประธานมาก ก็คือว่าให้มีการร่วมทุน มันทำเดี่ยว ๆ ไม่ได้ มีการร่วมทุน แต่ไปติดปัญหา กฎหมายการร่วมทุนอีก มีกฎหมายเยอะแยะไปหมด ระเบียบเยอะแยะไปหมดที่จะต้องแก้ ดังนั้นผมย้อนกลับไปข้อ ๑ ใหม่ ก็คือว่าถ้าเป็นนโยบายรวมแล้วกลับมาแก้หน่วยราชการ กลับมาแก้กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่พันกันอยู่ตรงนี้จะได้สางออกไปได้ จะได้เคลียร์ (Clear) ได้

ประเด็นต่อมา ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติ อยากจะเสนออย่างนี้ว่าให้หน่วยงาน ด้านพลังงานจัดทำข้อมูลความต้องการขึ้นมาในการดำเนินการสัมพันธ์กับหน่วยการจัดการขยะ ก็คือฝ่ายที่ต้องการพลังงานกับขยะ ถ้าเรามองคนละด้านผู้ที่จัดการขยะจะรู้สึกลำบากใจ กับการจัดการขยะนี้มาก แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองไปอีกด้าน ผู้ที่ต้องการวัตถุดิบ ขยะนี้ มาเป็นเชื้อเพลิงจะมีปัญหาต้องการมาก ในขณะที่อีกคนหนึ่งอยากจะผลักออก อีกคนหนึ่ง ต้องการมาก มันไม่ลงตัว ดังนั้นตรงจุดนี้เองข้อมูลในการร่วมกันถ้าสังเกต ผมเคยได้มีโอกาส ไปภูเก็ตกับท่านบรรหารยุคที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โรงงานการกำจัดขยะ ตอนนั้นล้มเหลว คือทำไปตอนนั้นแล้วไม่เวิร์ก (Work) รวมทั้งเรื่องน้ำด้วย ตามรายงานของท่าน ภูเก็ตเวิร์ก (Work) แล้วขณะนี้ เป็นระบบที่มีการจัดการที่ดี ตัวอย่างที่มีมาเราสังเกตได้ว่า ไม่ใช่ที่ไหนก็ทำได้ จะมีสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าหากว่าเราดุ่ย ๆ อยากจะไปทำ เราเป็น อบต. ไปทำมันไม่คุ้ม ขยะไม่พอ พอขยะไม่พอเดินหน้าไปก็ขาดทุน ทำไม่ได้ ดังนั้นจุดตรงนี้เอง ความสมยอมหรือการร่วมมือกันระหว่างหน่วยที่ผลิตกับการจัดการขยะต้องมี อาจจะใช้วิถี แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ก็ได้ ก็คือมีขยะพอประมาณ ถ้าน้อยกว่าทำไม่ได้ ความมีเหตุผลในการลงทุน แล้วภูมิคุ้มกันก็คือเรื่องที่ว่าจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน จะเป็นสาระสำคัญอย่างมากในการดำเนินการ เพราะฉะนั้น ๒ หน่วยก็คือว่าหน่วยพลังงานไฟฟ้า กับเรื่องขยะคงจะต้องมีการมาร่วมมือกันคำนวณ แล้วก็ชี้เป้ามาว่าที่ตรงไหนมีลักษณะเป็น จุดคุ้มทุนหรือจุดที่เหมาะสม จุดที่มีลักษณะทั้งเหตุทั้งผลครบในการจะทำ ผมยืนยันว่า ไม่ใช่ทำได้ทุกแห่ง ทำได้เฉพาะชุมชนใหญ่ที่มีขยะพอ ชุมชนใหญ่จะมีต้นทุนในการกำจัดขยะสูง ดังนั้นการเหวี่ยงไปเป็นพลังงานก็คุ้มทั้ง ๒ ข้างถึงจะทำได้ ถ้าน้อยไปทำไม่ได้ ขาดทุน ก็เลยมีปัญหา

ประเด็นต่อมา เรื่องผู้ออกกฎ ระเบียบ ตรงนี้คงจะต้องรีบเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนนี้ถ้ามีนโยบาย ถ้าท่านผลักดันให้รัฐบาลหันมามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เป็น เรื่องขยะเชื่อว่าจะทำได้ในการออกกฎ ระเบียบ แล้วก็ข้อเสนอทางด้านการยอมรับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสุดท้ายท่านประธานครับ เรามีปัญหา อยู่มากในหลายแห่ง เหมือนกับเรื่องเหมืองแม่เมาะก็ดี ที่ไหนก็ดี คือบาดแผลที่อยู่ในใจ ประชาชนมีอยู่มากเป็นแผลเป็นทั้งนั้น ดังนั้นพอเราเริ่มกลับไปทำสิ่งนี้ใหม่เขาจะไม่ไว้ใจ ใช้เวลาเยอะในการที่จะทำให้ประชาชนหันกลับมาไว้ใจรัฐ ความที่รัฐไม่ได้เอาใจใส่ต่อความรู้สึก ของประชาชนจนกระทั่งแตกหักมาก่อนแล้ว เป็นแผลเป็นกันในความรู้สึกแล้ว ตรงนี้เอง ในการดำเนินการถ้าหากว่าตรงไหนที่เหมาะสมแล้ว ก็คิดว่าประชาชนจะหันกลับมายอมรับ สิ่งสำคัญที่ผมเรียนแล้วเป็นขยะที่เกิดจากบ้านเราเอง สมมุติว่ามีขยะในชุมชนเราไปทิ้ง กลิ่นก็มาเข้าจมูกเรา ลึก ๆ ในใจของประชาชนในการจัดการกับปัญหาตรงนี้ผมเชื่อว่า ในใจประชาชนมี แต่ว่าการไว้เนื้อเชื่อใจกันก็ดี การลบแผลเป็นดั้งเดิมที่มีระหว่างผู้ดำเนินการ กับประชาชน ลดตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อยู่แล้ว อีกอันหนึ่งสุดท้าย อยากจะฝากเป็นความเห็นไว้ ผมสังเกตมาหลายแห่งว่าพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำ อยู่ ๆ บางที มีชุมชนที่ดี สะอาด สงบ แล้วเราก็ไปลงตรงนั้นเขาไม่ยอมหรอก แต่ถ้าหากว่าที่ที่เคยมีอยู่ก่อน แล้วเปลี่ยนจากที่ที่เป็นแลนด์ฟิลล์ (Landfill) มาเป็นโรงงานขยะ ที่ตรงนั้นเดิมมีกลิ่นอยู่แล้ว การไปทำเป็นการลดกลิ่น ลดมลภาวะ โอกาสในการจะทำง่ายกว่าเยอะ เป็นสิ่งที่ดีกว่า ในขณะที่อีกแห่งเป็นสิ่งที่เลวกว่า สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่าขอให้คณะกรรมาธิการผลักดัน เรื่องนี้กันอย่างเต็มแรงแล้วก็เต็มกำลังความสามารถ พวกเราทุกคนถ้าช่วยกันได้ก็ต้องช่วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากแล้วก็ทำไม่สำเร็จเสียที ผมเห็นที่ทางท่านดำเนินการมา ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธาน ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกท่านนิกรได้ให้ข้อคิด และผมคงจะพูดไปในทำนองเดียวกัน ขอเริ่มอย่างนี้ว่าในสถิติที่ปรากฏในเอกสารนั้น วัน ๆ หนึ่งประเทศไทยมีขยะประมาณ ๗๓ ล้านตัน แต่น่าจะแจงออกมาว่าใน ๗๓ ล้านตัน ณ วันนี้เอาไปรียูส (Reuse) รีไซเคิล (Recycle) มากน้อยแค่ไหน ขอใช้ภาษาอังกฤษนะครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

ท่านกษิตครับ ๗๓,๕๖๐ ตัน

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

๗๓,๕๖๐ ตันนะครับ ถ้าทอนออกมาอย่างนี้แล้ว อยากขอทราบตัวเลขว่าเหลือที่เป็นขยะที่จะเอาไปใช้ในโรงงานไฟฟ้าได้มากน้อยแค่ไหน ผมว่าต้องเอาตรงนั้นเป็นตัวตั้งเสียก่อน ในส่วนนี้สมมุติว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปริมาณขยะ จะกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ กับปริมณฑลกี่เปอร์เซ็นต์ของ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไปที่ศูนย์ท่องเที่ยว จะเป็นตรงสุราษฎร์ธานี เกาะสมุย อีกฟากหนึ่งก็สงขลา ภูเก็ต ภาคตะวันออกเท่าไร ก็กระจุกตัวอยู่ทางเขตภาคตะวันออกของประเทศไทยคือท่าเรือแหลมฉบัง เขตอุตสาหกรรม เท่าไร แล้วก็ไปที่โคราช ภาคอีสานตอนล่าง ตอนบนเท่าไร ไปทางภาคเหนือ แล้วก็ภาคกลาง ตอนบน สมมุติว่ามีสัก ๖-๗ จุดด้วยกัน จะต้องทำตัวเลขออกมาโดยประมาณการแล้วมีขยะ ที่จะเอาไปเป็นไฟฟ้าได้เท่าไรเป็นตัวตั้ง ถ้ารู้แล้วก็สามารถที่จะนำมาประกอบแผนแม่บท ว่าด้วยโรงไฟฟ้าจากขยะว่าจะตั้งโรงงานที่ไหน ก็ขนาดโดยปริมาณเท่าไร ๓๐๐ ตันต่อวัน เป็นขนาดเล็กที่สุด ไปจนถึง ๑,๐๐๐ ตัน หรือ ๑,๕๐๐ ตันได้หรือไม่ นัยคืออะไร อย่างที่ ท่านนิกรเพื่อนสมาชิกได้ว่าไว้ว่างานนี้ต้องอยู่ที่กระทรวงเดียวครับ กระทรวงพลังงาน โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องอยู่ที่กระทรวงพลังงาน แล้วจะต้องเป็นเจ้าของขยะทั้งหมดนี้ ในนามประชาชน เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของขยะ ณ ที่นี้ก็หมายความว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องเกี่ยวข้อง ต้องตัดใจ และการที่ได้มีการมอบไปให้ อบจ. อบต. แล้วก็เทศบาลไปทำ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าส่วนใหญ่นั้น จำนวนขยะไม่พอ องค์ความรู้ ขีดความสามารถในเรื่องการบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่ง ในการที่จะเลือกเทคโนโลยีของการที่จะเผาขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าก็มีไม่พอ ก็ค้างเติ่งกัน อย่างนี้แล้วเปิดโอกาสให้มีการวิ่งเต้น แล้วแน่นอนการทุจริตมิชอบ เพราะฉะนั้นก็ขอเสนอ อย่างแข็งขันว่ามอบงานนี้ให้กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำแผนแม่บท ออกมาก่อนว่าจะตั้งโรงงานไฟฟ้าขยะกี่สิบแห่งในประเทศไทย จะมีศูนย์รวมเก็บขยะ ติดกับโรงงานหรือไม่ ระบบการขนส่งจากอำเภอต่าง ๆ มาสู่โรงขยะจะทำอย่างไร ใครจะเป็น ผู้ขนส่งในเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) ต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด ต้องมีการศึกษาเบื้องต้นว่า จะใช้โรงงานไฟฟ้าของใคร ผมก็แน่ใจว่าพวกเราที่นั่งในห้องนี้และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการไฟฟ้า ทั้งหลายได้ไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะว่าโรงไฟฟ้าเขาอยู่ที่กลางเมือง ไม่มีกลิ่นแล้วก็ ไม่มีควันสีดำ เราก็ไปดูงานระยะหลัง ๆ ที่ประเทศจีนกันเยอะ หรือจะไปที่กรุงเบอร์ลินก็ได้ โรงงานไฟฟ้าก็อยู่ที่กลางกรุงเบอร์ลิน ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มาจากขยะทั้งนั้น อันนี้ก็อยากจะฝากไว้

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือต้องสร้างวินัยให้กับประชาชนพลเมือง ในการแยกขยะอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่ว่ารถที่มารับขยะจะเป็นของเทศบาล หรือจะของ ที่ไหนก็แล้วแต่แยกแล้วไปเทรวมกันอยู่ในรถคันเดียวไม่ได้ รถขยะเน่าเสียที่จะไปเป็นเชื้อเพลิง ก็ต้อง ๑ คัน รถขยะที่จะรับขวดแก้ว เศษแก้วก็เรื่องหนึ่ง เรื่องกระดาษอาจจะรวมกับ ขยะเน่าเสียได้เพราะว่าสามารถที่จะเป็นพลังงานเป็นเชื้อเพลิงได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทำให้ เป็นระบบเป็นกิจจะลักษณะ อันนี้ก็ขอเสนอไว้ในเรื่องของหลักการเสียก่อนว่ากระทรวงพลังงาน ต้องเป็นแม่ใหญ่ ต้องมีแผนแม่บท ต้องเอาแผนที่มาระบุกันเสียเลยว่าจะตั้งโรงงานไฟฟ้าที่ไหน อย่างไร จะใช้เทคโนโลยีของประเทศใด หรือจะของไทยเอง ต่าง ๆ เหล่านี้ โดยมีความคิดว่า ขยะเป็นของประชาชน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะมาทำมาค้าขายแล้วหากำไรหาประโยชน์ได้ดังที่ ทราบกันดีอยู่ ตันละเท่าไร ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ค่าขนส่งต่าง ๆ เหล่านี้ เรื่องของการแยกขยะ ต้องให้เป็นวินัย ก็ต้องเริ่มที่เยาวชนก่อนเป็นสำคัญ ที่ร้านอาหาร ที่โรงแรม โรงพยาบาล อะไรที่เป็นส่วนที่มีสาธารณชนมากมาย

อีกประเด็นหนึ่ง ไม่ใช้เวลามากครับท่านประธาน การขจัดขยะ การทำไฟฟ้า เป็นภาระหน้าที่ของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นการบริการ ต้องจัดไฟฟ้า ๑ ในปัจจัย ของการดำรงชีวิตที่สำคัญให้กับประชาชน รัฐควรจะต้องทำเองเพราะจะไม่มีกำไร หรือไม่ อย่างน้อยก็มอบให้เอกชนมาประมูลรับงานไป แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่จะมี ระบบพีพีพี (PPPs) ประชารัฐ รัฐร่วมเอกชน เพราะว่าเราเอาเรื่องการบริการสาธารณชน ที่ไม่เก็งกำไรมาร่วมกับภาคเอกชนที่เขาต้องมีกำไรไม่ได้ เท่ากับว่ารัฐที่จะมีบริษัทร่วมกับ ทางภาคเอกชนจะไปหากำไรจากประชาชน อันนี้ผิดหลักการ สวนทางกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิหน้าที่ของประชาชนด้วย อันนี้เป็นการไม่ถูกต้องนะครับ ต้องระมัดระวัง เราไม่ใช่ประเทศสังคมนิยมที่อะไร ๆ ก็รัฐเป็นผู้ประกอบการทำธุรกิจเสียเอง อันนี้ขัดกับ หลักเสรีประชาธิปไตย การที่จะให้เศรษฐกิจการค้าของประเทศไทยนำโดยภาคเอกชนเป็นหลัก รัฐเป็นผู้กำกับกติการะหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค และดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องความปลอดภัย ทางด้านสาธารณสุข แต่รัฐจะต้องหลีกเลี่ยงการที่จะเข้ามาบริหารจัดการเอง

ประเด็นสุดท้าย เมื่อ ๔-๕ สัปดาห์ที่แล้วเราก็ได้พูดเรื่องต้นไม้โตเร็วยูคาลิปตัส กระถินยักษ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานทดแทนที่จะผลิตไฟฟ้า วันนี้เรามาพูดเรื่องขยะ อีก ๒ อาทิตย์เราก็พูดเรื่องไอน้ำหรือว่าพลังงานแสงอาทิตย์ ก็มากันทีละทีแบบนี้ ผมคิดว่า ประมวลกันเสียทีหนึ่งว่าเป้าหมายภายใน ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้าเราน่าจะมีพลังงานหมุนเวียน และทดแทนจากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไหมครับ ผมได้เสนอ แล้วให้ตั้งการพลังงานหมุนเวียนและทดแทน ผมขอเสนออีกทีครับ ถ้าการปิโตรเลียม มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทำไมจะมีการพลังงานทดแทนและหมุนเวียนไม่ได้ แล้วก็สังกัดด้วยว่าให้ทางกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำกับ อันนี้จะทำอะไรให้เป็นกิจจะลักษณะ ไม่อย่างนั้นเราก็มาว่ากันทีละเรื่อง อาจจะยกประเด็นปัญหาที่เราคิดว่าเป็นประเด็นปัญหา แต่ไม่ได้มุ่งที่ประเด็นปัญหาหลัก ที่สำคัญคือยกเลิกบทบาทหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย แล้วก็มอบงานนี้ให้กับกระทรวงพลังงาน ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องที่สำคัญมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีการกำหนด เรื่องของการจัดการขยะเข้าไว้ แต่ว่าอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๖ ว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูป บอกว่าจะต้องมีระบบจัดการและกำจัดขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีเรื่องของการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งถือว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว นอกจากนี้เรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนนะคะ มิใช่เพียงแค่เป็นหน้าที่ ของภาครัฐเท่านั้น ดิฉันอภิปรายเพื่อที่จะสนับสนุนแนวคิดของกรรมาธิการและมีประเด็น ที่จะรบกวนให้กรรมาธิการไปทบทวนนิดหน่อย ว่าด้วยเรื่องของมาตรการในการดำเนินงาน ตามบทบาทหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องก็คือคนทุกคน ทีนี้เวลาพิจารณาเรื่องของการจัดการขยะต้องพิจารณาเป็นระบบ ต้องทำงานเป็นรูปแบบ ของการบูรณาการ ดิฉันเห็นด้วยกับเรื่องการพิจารณาทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการ ทำงานมาแล้ว ดิฉันจะไม่อภิปรายในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ดิฉันจะอภิปรายในเรื่องสังคม ถ้าไม่ได้พิจารณาตรงนี้ให้ถ่องแท้ สุดท้ายเทคโนโลยีดีแค่ไหนก็จะไม่สามารถจัดการขยะได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยของเราเอง แล้วหลายครั้งเป็นบทเรียน เราน่าจะพิจารณาจากตรงนั้น เริ่มต้นจากแหล่งกำเนิด เราคงจะเน้นเรื่องของแหล่งกำเนิด ที่มาจากครัวเรือน แต่ก็มีแหล่งกำเนิดจากการพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม หรือเรื่องของ สถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เรื่องของการแยกขยะแล้วก็การจำแนกมีมากน้อยแค่ไหน เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องช่วยกันตรงนี้อยู่แล้ว ถ้าเราคิดแต่เรื่องของขยะที่จะไปทำไฟฟ้า ก็คงเน้นขยะจากครัวเรือนและการพาณิชย์เป็นหลัก ทีนี้เมื่อมีแหล่งกำเนิด แล้วต่อไป ทำอย่างไรจะไปถึงโรงไฟฟ้าที่ทำหน้าที่จัดการขยะด้วยและผลิตไฟฟ้าด้วย มีเส้นทางอีกยาวไกล เป็นเรื่องที่จะต้องวางแผนกันทางเทคนิคเพิ่มเติมไปด้วย นอกจากว่าเราจะใช้ระบบอะไร ในการจัดการขยะแล้วได้พลังงานออกมา เริ่มต้นตั้งแต่การแยกในแหล่งกำเนิด แล้วการจัดเก็บ จากแหล่งกำเนิดจะเดินทางไปถึงจุดรวมได้อย่างไรที่เรียกว่าทรานส์เฟอร์สเตชัน (Transfer Station) แล้วใช้รถกี่คัน ใช้คนกี่คน ต้องเพิ่มงบประมาณเท่าไร แล้วให้ใครเป็นคนทำ ถ้าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญก็คืองบประมาณ ที่จะต้องมาทำตรงนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของการคิดแบบแอเรียเบส (Area based) น่าจะดีกว่าการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แล้วหลายท้องถิ่น ต้องมาคิดร่วมกัน เมื่อไปถึงทรานส์เฟอร์สเตชัน (Transfer Station) แล้วจะไปอย่างไรต่อ เมื่อก่อนเราเคยมีทรานส์เฟอร์สเตชัน (Transfer Station) แถวประเวศ แล้วครั้งหนึ่ง ก็เคยมีความคิดเหมือนท่านสมาชิกท่านหนึ่งเสนอว่าเอาแลนด์ฟิลล์ (Landfill) ไปเป็นที่ตั้ง ของโรงไฟฟ้าเสียดีกว่า ก็เคยมีการคิดแบบนั้น แล้วก็มีการประมูลเอาขยะออกจากประเวศ ไปอยู่อีกที่หนึ่ง แต่ว่าตรงนั้นทำให้เกิดความขัดแย้งแล้วก็มีการฟ้องร้องกันถึงศาลปกครองสูงสุด แล้วก็มีประชาชนเสียชีวิตเพราะว่าการต่อต้านตรงนั้น อันนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราพึงประสงค์ เพราะฉะนั้นการคิดต้องคิดต่อเนื่อง ทีนี้เมื่อไปถึงทรานส์เฟอร์สเตชัน (Transfer Station) แล้วก็ต้องมีระบบการแยกอีกรอบหนึ่ง มีการขนถ่ายใส่รถอีกประเภทหนึ่ง แล้วก็ขนต่อไปยัง โรงไฟฟ้า โรงงานต่าง ๆ จะไปอย่างไรต่อไป แล้วที่ทรานส์เฟอร์สเตชัน (Transfer Station) ก็อาจจะมีเรื่องของการแยกขยะที่ไปใช้ทำปุ๋ยได้อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องครบวงจร แต่ดิฉันยังมองไม่เห็นระบบกำจัดที่เป็นเรื่องการครบวงจรตรงนี้ เพราะฉะนั้นสุดท้าย สิ่งที่จะต้องคิดคือแล้วจะตั้งตรงไหน ไซติง (Citing) เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราอยากจะเอา โรงไฟฟ้าขยะไปตั้งตรงไหนก็กาไว้แล้วไปจัดการ ดิฉันคิดว่าเกิดขึ้นไม่ได้ ในที่สุดคิดดีแต่ไปไม่ถึง นั่นเองเป็นที่มาของสิ่งที่ดิฉันอยากจะเสริมตรงนี้ก็คือเรื่องของการสร้างความพึงพอใจให้กับ ประชาชนว่าเขาต้องมาช่วยกันทำหน้าที่ตรงนี้ ตั้งแต่ความพอใจทางจิตใจ เห็นเขามีคุณค่า ในการที่จะร่วมมือกันจัดการเรื่องนี้ สาระที่ให้คือข้อมูลที่ต้องให้ ถูกต้อง เที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียงว่าตอนนี้เขาจัดการขยะได้เอง ผลิตขยะวันละเท่าไร สุดท้ายท้องถิ่นสามารถจัดการได้ แค่ไหน รัฐจัดการได้แค่ไหน แล้วสุดท้ายจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน กระบวนการเหล่านี้สร้างขึ้นได้ด้วยกระบวนการพาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) ที่เรียกว่า เป็นหุ้นส่วนแล้วก็มีส่วนร่วม สิ่งหนึ่งก็คือเราลืมกลุ่มหนึ่งที่สามารถจะเข้ามามีส่วนร่วม ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือองค์กรพัฒนาเอกชน แล้วก็ภาคประชาสังคมต่าง ๆ ซึ่งหายไปจาก บทบาทที่ท่านมอบให้ ตลอดจนเรื่องของภาควิชาการซึ่งมีความรู้อยู่น่าจะเอาเข้ามาช่วยได้ ในโมเดล (Model) ของท่านที่คิดไว้ตั้งแต่อีลิต (Elite) ทั้งหลายตรงนี้ มีหลายเรื่องที่ดิฉัน มองว่าเรื่องของแนวทางการปฏิรูปน่าจะเขียนเพิ่มเติมได้ในเรื่องของการทำให้เป็นจริง ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะมิเช่นนั้นไปไม่ได้จะทำอย่างไร ตรงนี้สร้าง พาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) กระบวนการที่หลายประเทศใช้กันก็คือกระบวนการประชา เสวนาหาทางออกว่าด้วยการจัดการขยะ ไม่ใช่ว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง ไม่ใช่ว่าจะเอาไว้ที่นี่ หรือไม่ไว้ที่นี่ เพราะมิฉะนั้นหมู่ ๒ ถึงหมู่ ๕ ก็จะพากันลงประชามติเอาขยะมาไว้หมู่ ๑ เพราะว่าเราอนุญาตให้มีการลงประชามติ เพราะฉะนั้นหมู่ ๑ คนน้อยก็เสียงสู้ไม่ได้ แต่สุดท้ายท่านเอาขยะไปทิ้งไม่ได้แล้วโรงไฟฟ้าก็เกิดขึ้นไม่ได้ มีหลายประเทศที่เป็นโมเดล (Model) แล้วท่านก็ไปดูในหลายประเทศ ดิฉันอยากให้ดูตัวอย่างของนครไทเป ซึ่งครั้งหนึ่ง นายกเทศมนตรีมีนโยบายที่จะจัดการอย่างยั่งยืนก็คือมีเรื่องของการแยกขยะโดยใช้ถุงเก็บ แล้วถุงนี้จะต้องซื้อจากร้านสะดวกซื้อเท่านั้น แต่เริ่มแรกใน ๓ เดือนแรกก็ให้ใช้ฟรีคือ แจกถุงไปหมด ประชาชนก็ต่อต้านเยอะแยะ แล้วก็มีกฎหมายออกมาให้สินบนนำจับ กับผู้เอาขยะไปแจ้งเบาะแสแสดงถึงตัวตนของผู้ที่แอบเอาขยะไปทิ้งประสบความสำเร็จ ๓-๔ เดือนผ่านไปประชาชนชินกับการแยกขยะ แล้วรถขยะก็มาเป็นเวลา ประมาณ ๓-๔ ทุ่ม รถขยะจะมาแล้ว มาด้วยเสียงเพลงเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวเอาขยะลงมาจากบ้าน แล้วก็มาทิ้ง เพราะว่าถังขยะตามถนนจะหายไปเหลือแต่ถังเล็ก ๆ ไว้ทิ้งตั๋วรถเมล์อะไรอย่างนี้ เท่านั้น ในที่สุดก็แก้ได้ แล้วเขาก็มีโรงไฟฟ้าขยะ แล้วโรงไฟฟ้าของเขาสะอาดแล้วก็ปลอดภัย ประชาชนเป็นที่พอใจแล้วก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาเพราะว่าเป็นที่เยี่ยมเยียนของประชาชนที่จะ เข้าไปดูได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราน่าจะลองเอามาใช้ได้ พิษณุโลกก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว ในเรื่องนี้ ก็ลองไปดูว่าจะเป็นอย่างไร เพราะชาวพิษณุโลกสุดท้ายแยกขยะแล้วก็มีรายได้ จากการแยกตรงนั้นด้วย ขวดเล็กขวดน้อยหรืออะไรก็จัดการเก็บหมด สุดท้ายดิฉันอยากจะ สรุปว่าเราควรจะทำอย่างไร เรื่องของการมีส่วนร่วมเราเอาทิ้งไม่ได้ แต่จะทำอย่างไร ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจบอกว่าเขาอยากจะมีการจัดการขยะ แล้วที่ตั้งจะไปไว้ตรงไหน คนรอบ ๆ จะได้ประโยชน์อะไร จะเสียประโยชน์อะไร แล้วเราจะมีมาตรการอย่างไร ตรงนี้ สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่ว่าเรื่องของการกระทำที่จะต้องทำโดยเร็ว นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ดิฉันยังมองเห็นความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะอย่างน้อยอยู่ตรงนั้น รับผิดชอบตรงนั้น มีงบประมาณตรงนั้น เป็นเรื่องของแอเรียเบส (Area based) ให้ท้องถิ่นหลายแห่งรวมตัวกัน เรื่องของการจัดการขยะ ต้องเป็นการกระจายอำนาจออกไป อย่ารวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง แล้วนอกจากนี้ไม่ใช่แค่รีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) รีไซเคิล (Recycle) ต้องมีรีทิงก์ (Rethink) ทุกคนต้องรีทิงก์ (Rethink) ก่อนที่จะซื้อสินค้า ก่อนที่จะทำอะไร ก่อนที่จะ ทิ้งขว้างออกไป ต้องคิดว่าสุดท้ายขยะตรงนี้จะไปถึงที่ไหน แล้วเราจะสร้างภาระให้กับคนอื่น มากน้อยแค่ไหน ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน คือเรื่องแนวทางส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น ความร่วมมือของ ๒ คณะกรรมาธิการที่ได้ดำเนินการขึ้นต่อปัญหาที่ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ เราจะเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ดำเนินการในการที่จะให้ ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยหรือขยะที่มาจากประชาชนคนไทยนั่นเอง ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้กรุณาชี้แจงแล้วว่า แต่ละปีมีถึงเกือบ ๓๐ ล้านตัน เพราะฉะนั้นการที่จะขจัดขยะมูลฝอยเหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่มี ความสำคัญ แล้วก็มีความพยายามกันมายาวนาน สมัยผมรับราชการอยู่ก็ได้รับมอบหมาย ให้หาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าขยะที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ สิ่งที่เป็น ปัญหาใหญ่ก็คือการต่อต้านจากพี่น้องประชาชน ทุกวันนี้ถึงแม้ในบ้านเมืองเราจะมีโรงไฟฟ้า ที่มาจากขยะเกิดขึ้นอาจจะ ๑๐ แห่ง หรือมากกว่านั้น ๒๐๐-๓๐๐ เมกะวัตต์รวมกัน ทั้งที่เริ่มดำเนินการแล้ว ทั้งที่อยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง แต่ละแห่งกว่าจะก่อสร้างได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ก่อสร้างแล้วถูกต่อต้านอ้างว่ามีมลพิษทั้งทางกลิ่น และการขนย้ายขยะ เข้าไปสู่โรงไฟฟ้าอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตกหล่น ปัญหาในเรื่องการจราจรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาของการสร้างโรงไฟฟ้าที่มาจากขยะจึงเป็นปัญหาที่มีประเด็นต่าง ๆ มากมาย ผมเองก็สนับสนุนรายงานนี้เพราะเห็นมาตั้งแต่เริ่มดำเนินการ แล้วก็คิดว่าเป็น ความพยายามของทั้ง ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่คิดว่าเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญยิ่ง และเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้จึงหยิบขึ้นมาเป็นวาระปฏิรูป เป็นวาระแห่งชาติในการที่จะหาทาง จึงใช้ชื่อว่าเป็นข้อเสนอแนะในการขจัดปัญหา ขจัดอุปสรรค ซึ่งแน่นอนการจะดำเนินการในลักษณะที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ขนาดนี้คงไม่มี หนทางเดียวที่จะทำได้ คณะกรรมาธิการได้เสนอใน ๓ ประเด็น เป็นข้อเสนอแนะ ประเด็นแรก คือข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ประเด็นที่ ๒ ข้อเสนอแนะด้านเทคโนโลยี ประเด็นที่ ๓ ข้อเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานจนไปสรุปที่หน้า ๒๙ หน้า ๓๐ หน้า ๓๑ ผมก็ขอให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเฉพาะในข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ด้วยเวลาที่มีอยู่ ค่อนข้างจำกัด

ประเด็นแรก ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ได้พูดถึงเรื่องของการที่จะแยกขยะ จากต้นทาง ซึ่งผู้ที่เดินทางไปทัศนาจรหรือไปดูงานต่างประเทศ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องปกติมาก ในเกือบทุกประเทศที่เราไป วิธีการทิ้งขยะของห้างร้าน ของภาคประชาชน ของเอกชนต่าง ๆ เรียกว่าเกือบจะเป็นระเบียบปฏิบัติหรือเป็นอุปนิสัยแล้วว่าจะต้องทิ้งขยะอย่างไร ในบ้านเราเองก็มี ผมไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งเขาก็มีถังขยะที่แยกว่าอันนี้สำหรับไปรีไซเคิล (Recycle) ต่อ อันนี้เป็นประเภทแก้ว ประเภทสังกะสีต่าง ๆ เพียงแต่ยังมีอยู่น้อยนิดเมื่อเปรียบเทียบกับ ปริมาณขยะที่เรามีอยู่ เพราะฉะนั้นการปลูกจิตสำนึกซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ใน ๓ คำหลัก คือรีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) แล้วก็รีไซเคิล (Recycle) จึงเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใด เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกคือท่านอาจารย์ถวิลวดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน จริง ๆ ผมคิดไว้ก่อนแล้วท่านพูดก่อนก็ต้องให้เครดิตท่าน คือคิดตรงกัน เพราะทำงานร่วมกัน มา ๒-๓ ปี ในพารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ท่านบอกว่าหน่วยงาน ที่สมควรช่วยรณรงค์ปลูกจิตสำนึกเรื่อง ๓ อาร์ (R) ดังกล่าว ได้แก่กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักนายกรัฐมนตรี วงเล็บว่ากรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่ว่าอะไรนะครับ คงทำได้ แต่ควร จะเพิ่มภาคประชาสังคมและองค์กรเอกชนเข้าไป เพราะตรงนั้นคือผู้ที่จะทำได้สำเร็จ อย่างจริงจัง ให้เขาทำงานในส่วนนี้บ้าง อย่าให้เขาทำงานเฉพาะต่อต้านคัดค้านโรงไฟฟ้า ให้เขาไปช่วยรณรงค์ปลูกจิตสำนึกในสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ปัญหาเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะกำหนดไว้ใน การรณรงค์ คือการรณรงค์ให้ภาคประชาชน ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศยอมรับในเรื่อง ของการจัดตั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง อันนี้เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งหลาย ๆ ท่าน ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ท่านแรก ทำอย่างไรจึงจะให้เขายอมรับได้ มิฉะนั้นแล้วก็คงจะต้อง ทำแบบประเทศสิงคโปร์ที่เราไปดูงานกัน คือต้องไปถมเกาะ ถมทะเลขึ้นมาเป็นเกาะ แล้วก็ไปสร้างโรงขยะที่นั่น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งเลย หลาย ๆ โรงไฟฟ้าที่เราไปดู อย่างที่หาดใหญ่อย่างนี้ ตอนนี้ก็ต้องปิดชั่วคราวเพราะประชาชนต่อต้านคัดค้านมาก ก็เกิดการขาดทุน ฉะนั้นการรณรงค์ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจริง ๆ ก็สืบเนื่องไปจนถึง เรื่องที่คณะกรรมาธิการได้เสนอเทคโนโลยีต่าง ๆ เพราะเทคโนโลยีของการผลิตไฟฟ้าจากขยะ ก็ได้มีพัฒนาการขึ้นมา ที่จริงผมไปดูงานที่สแกนดิเนเวียเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว เขาก็ยืนยันว่า สร้างโรงไฟฟ้ากลางเมืองจากขยะได้ นั่นคือ ๑๕ ปีที่แล้ว วันนี้ยิ่งมีพัฒนาการที่ผมคิดว่า สามารถที่จะทำให้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากขยะสามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน คือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ต่อประเด็นทางเลือกในการที่ว่าจะทำแบบใดดี ทำวิธีใดดี วิธีแรกคือภาคเอกชน วิธีที่ ๒ คือภาครัฐทำเอง เพราะเราตั้งสมมุติฐานว่าขยะเป็นของภาครัฐ เป็นของ อบต. อบจ. ทั้งหลาย และวิธีที่ ๓ คือเป็นการร่วมทุนกัน ร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการเสนอให้ใช้การร่วมมือกัน ที่เรียกว่าเป็นพับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Public Private Partnerships) พีพีพี (PPPs) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วก็บอกว่าไม่มีข้อเสียเลย ประเด็นนี้ผมก็มีส่วนเห็นด้วยส่วนหนึ่งว่าการใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ร่วมมือกันนั้นย่อมเป็นหนทางที่ดี บนสมมุติฐานที่ว่ารัฐเป็นเจ้าของขยะ ภาคเอกชน เป็นผู้ดำเนินการ เป็นผู้ลงทุน เป็นผู้รับการขาดทุนหรือกำไร เพียงแต่ว่าการเขียนแบบนี้ จะไปทำให้เกิดปัญหากับสิ่งที่ดำเนินการมาแล้วซึ่งมีพอสมควร อย่างโรงไฟฟ้าจากขยะแห่งหนึ่ง เราไปดูงานกันที่แก่งคอย มีกำลังการผลิตหลายโรง รวมกันกว่า ๑๐๐ เมกะวัตต์ เมกะวัตต์หนึ่ง ใช้ขยะวันละเกือบ ๗๐-๗๐ ตัน ก็เท่ากับใช้ขยะ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ตันต่อวัน เพราะฉะนั้นถามว่า เขาใช้ขยะที่แก่งคอยหรือเปล่า ไม่ใช่ ขยะเขาวิ่งมาจากอุบลราชธานี พัทยา จากหลาย ๆ จังหวัด หลาย ๆ อบต. หลาย ๆ อบจ. ซึ่งเขาสามารถจะไปทำสัญญารับซื้อขยะ พัฒนา รถขนขยะ พัฒนาวิธีการเก็บขยะ ขนขยะลงต่าง ๆ จนไม่เกิดการตกหล่นหรือว่าทำให้เกิด ความสกปรกบนถนนหนทาง นั่นก็เป็นรูปแบบที่เอกชนทำ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็ไป ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐในการรับซื้อขยะมา ซึ่งตรงนี้มีอยู่แล้ว อันนี้จะเรียกว่าเป็น พีพีพี (PPPs) หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าเป็นเอกชนทำ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็ไป จ่ายเงินในการรับซื้อขยะหรือรับเงินค่ารับขยะมาก็แล้วแต่มุมมอง แล้วแต่ว่าข้อตกลง จะเป็นอย่างไร ประเด็นตรงนี้ก็คือว่าในเมื่อมีรูปแบบอย่างนี้อยู่แล้วหลายแห่ง เมื่อ ๒ วัน ก็เจอผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกว่าตอนนี้ผมไม่ได้ทำอะไรแล้ว ผมทำโรงขยะที่สมุทรปราการ ๙ เมกะวัตต์กว่า ๆ ทำโรงไฟฟ้าจากขยะ นั่นก็แสดงว่าตอนนี้ความคิดริเริ่มในการที่เอกชน เข้าไปพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะเกิดขึ้นผมว่ามากพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมาจำกัด ข้อเสนอว่าเป็นพีพีพี (PPPs) อย่างเดียวอาจจะทำให้รูปแบบที่มีอยู่เกิดปัญหาได้ ก็เพียงแต่ เป็นข้อเสนอแนะว่าน่าจะเปิดกว้างขึ้นนิดหนึ่งว่าเป็นพีพีพี (PPPs) หรือรูปแบบที่เอกชน ดำเนินการเองโดยความร่วมมือของรัฐ ต่างจากการลงทุนร่วมของรัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ อยากจะฝากเป็นข้อสังเกต กลัวว่าถ้าเราไปเสนอแต่พีพีพี (PPPs) อย่างเดียว แล้วรัฐบาล เอาด้วยก็จะทำให้เกิดปัญหากับภาคเอกชนได้ เพราะตอนนี้ขยะที่ถูกจับจองโดยภาคเอกชน ผมว่าเยอะมาก ไม่รู้จะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หลายสิบเปอร์เซ็นต์แน่นอนที่มีอยู่ในประเทศ ไม่รวมถึงขยะที่ถูกนำไปรีไซเคิล (Recycle) อย่างเช่นพิษณุโลกที่อาจารย์ถวิลวดีพูดถึง เพราะเขาใช้คอนเซ็ปต์ (Concept) ที่เรียกว่าขยะคือทอง ก็คงจะฝากเป็นข้อสังเกตให้กับ คณะกรรมาธิการเพิ่มเติม ในภาพรวมผมสนับสนุนรายงานนี้และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ในการที่จะทำให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรี ได้เห็นแนวทางต่าง ๆ ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง ทำให้การกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีทำโรงไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติให้ได้ ทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ให้ได้ ต้องให้มีความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นดิฉันต้องเรียนว่าเราทำงานร่วมกันมาแล้วดิฉันเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในเรื่องของพื้นที่ที่จำเป็นจะต้องกำจัดขยะเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน และการกำจัดขยะก็มีหลายวิธี เทคโนโลยีที่ท่านนำเสนอมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป ในด้านของเทคโนโลยี ในด้านของนโยบาย แต่อยากจะขอเรียนเพิ่มเติมโดยอาศัยประสบการณ์ จากทางด้านสาธารณสุข เพราะว่าประเทศไทยเราปัญหาต่าง ๆ ก็คล้ายคลึงกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของขยะ ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ปัญหาสุขภาพ ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่ทั้งสิ้น เกิดกับประชาชน มีผลกระทบแก่ประชาชน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าหากเราจะคิดแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงพื้นที่เป็นหลัก อันนี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะว่าแต่ละพื้นที่นั้นมีปัญหาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสุขภาพ ถึงแม้ว่าปัญหาสุขภาพโดยรวมทั้งประเทศจะได้เป็นภาพรวมใหญ่ของประเทศ แต่ถ้าหากว่าแยกแยะลงไปในพื้นที่ในแต่ละภาคก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาโดยคิดในระดับของประเทศลงมาสู่พื้นที่นั้น บางครั้งอาจจะไม่มี ประสิทธิภาพเท่าที่ควร อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องที่ ๒ แต่ละพื้นที่นั้นมีหลากหลายองค์กรภาครัฐลงไปมาก อย่างในเรื่องของ พลังงาน เรื่องของขยะที่จะทำเป็นพลังงาน มีตั้งแต่กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย ในรูปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรีที่ท่านระบุมา แล้วเราก็พบว่าปัญหาในท้องถิ่นนั้น มีจริง โดยเฉพาะการใช้งบประมาณ การบริหารจัดการ ซึ่งเป็นอิสระต่อกันและกัน สิ่งเหล่านี้ เป็นอุปสรรคทั้งสิ้นในการดำเนินงาน ท่านก็จะเห็นว่านโยบายนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าการนำนโยบาย ไปสู่การปฏิบัติ ก็มีท่านสมาชิก สปท. หลายท่านได้อภิปรายก่อนหน้านี้มาแล้วว่า กระบวนการตั้งแต่ไปเสาะหาแสวงหาขยะ การที่จะให้ประชาชนรับทราบ รับรู้ แล้วก็ร่วมมือ ในการที่จะให้พื้นที่ของเขาสำหรับตั้งโรงไฟฟ้าหรืออะไรก็ตาม กระบวนการเหล่านี้ต้อง อินโวลฟ์ (Involved) หลายปาร์ตี (Party) มากทีเดียว แล้วบางครั้งก็เป็นอุปสรรคอย่างแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งบประมาณ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเรียนเสนอ และทางด้าน สาธารณสุขเราทำได้ผลดีมาแล้วก็คือการบริหารจัดการ เรื่องนี้เป็นปัญหาคือเรื่องของ การบริหารจัดการ ว่าทำอย่างไรถึงจะให้เกิดความราบรื่น เรียบร้อย แล้วก็มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะนี้ทางด้านสาธารณสุขเรากำลังดำเนินนโยบาย กระทรวงสาธารณสุขรับเป็นนโยบาย ที่สำคัญคือการบริหารด้านสาธารณสุขในการบริการทั้งหลาย ตั้งแต่สร้างเสริมสุขภาพ ไปจนกระทั่งถึงรักษาพยาบาล โดยใช้พื้นที่เป็นฐานแล้วก็ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็คือ แอเรีย เบส แอปโพรช (Area based Approach)

แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการบูรณาการ อันนี้สำคัญมากเพราะว่า พื้นที่เป็นฐาน ถ้าในพื้นที่ยังมีความแตกแยก มีการแยกส่วนของการบริหารจัดการ ก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สิ่งเหล่านี้ที่แก้ไขแล้วก็ดำเนินมาอย่างได้ผลดี เราได้เคยไปดูงาน ในหลายพื้นที่แล้วพบว่า ไม่ว่าจะเป็นทางใต้ ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือ ก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน ก็คือการบริหารจัดการโดยการใช้คณะกรรมการในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ที่ภาคใต้ก็มีปัญหาเรื่องขยะในพื้นที่ เรื่องอุบัติเหตุในพื้นที่ ซึ่งคณะกรรมการสุขภาวะในพื้นที่นั้น ร่วมมือกัน มีตั้งแต่นายอำเภอ มีตั้งแต่นายก อบต. มีตั้งแต่สาธารณสุขอำเภอ นายแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ ภาคสังคม ผู้แทนของประชาชนทั้งหลายมารวมกัน เขาเรียกกันว่าเป็นดิสทริกต์ เฮลท์ บอร์ด (District Health Board) ที่จะประชุมกัน แล้วก็คิดว่าจะแก้ไขปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างไร จะแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ในพื้นที่ได้อย่างไร และองค์กรทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงาน ต้องมีการแก้ไข บางทีเป็นกฎ ระเบียบต่าง ๆ ในการใช้งบประมาณ แล้วพบว่างบประมาณที่เคยคิดว่าขาดแคลนนั้น ถ้าหากว่าร่วมมือกันจริง ๆ ปรับกฎ ระเบียบได้ บางทีมากกว่าพอเพียงเสียอีกที่จะใช้ แก้ปัญหาในพื้นที่ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาโดยใช้พื้นที่เป็นหลัก ร่วมกันแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยระบบของคณะกรรมการซึ่งมีทุกภาคส่วน แม้แต่เรื่องขยะมหาวิทยาลัยในพื้นที่ก็มีส่วน ในการที่จะช่วยเสนอแนะในเรื่องของเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ดิฉัน คิดว่ามีความสำคัญ ก็คือใช้พื้นที่เป็นหลัก มองปัญหาในพื้นที่แล้วก็บูรณาการให้ได้ ประเทศไทยสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ในประเทศไทย คือเราบูรณาการกันไม่สำเร็จ ในต่างประเทศมีการเสนอหลักสูตรอินทีเกรชันไซเอนซ์ (Integration Science) เทคนิคของการบูรณาการทำอย่างไร เขาก็มีปัญหาเช่นเดียวกับเรา เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการในพื้นที่ สาธารณสุขมีตั้งแต่ ระดับอำเภอ จังหวัด และเขต ปัญหาทั้งหลายก็จะถูกโซลฟ์ (Solve) ถ้าหากว่ายากที่จะแก้ไข ก็รีเฟอร์ (Refer) ไปตามลำดับ และในระดับชาติเราก็มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เพื่อที่จะบูรณาการหลายหน่วยงาน เพราะว่าการแก้ปัญหาในปัจจุบันไม่มีหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งสามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยตัวของเขาเอง ก็อยากจะเรียนเสริมไว้คือสิ่งที่เรา เป็นห่วงค่ะ นโยบายเป็นสิ่งที่ดีที่ท่านนำเสนอ เทคโนโลยีก็เชื่อมั่นว่ามีประสิทธิภาพ แต่การบริหารจัดการเรียนว่าถ้าใช้กลไกแบบนี้อาจจะทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างเร็วขึ้น และมั่นคงมากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ขอเชิญครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ สปท. ๑๑๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้นำเสนอเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและในวันที่สำคัญด้วย เพราะวันนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ถ้าหากได้รับความเห็นชอบในวันนี้อย่างน้อย ๆ ในเรื่องของการปฏิรูปประเทศก็จะได้บันทึกไว้ว่าเป็นการเห็นชอบในวันสิ่งแวดล้อมโลก ความจริงแล้วในเรื่องของขยะมูลฝอยเป็นปัญหาของชาติมาเนิ่นนานแล้วก็ไม่ได้รับการแก้ไข ให้ประสบผลสำเร็จ ตลอดระยะเวลาดิฉันคิดว่า ๓ ทศวรรษที่ผ่านมาในเรื่องของขยะก็ยังอยู่ใน วงจรแบบเดิม เรื่องของขยะเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาก็มีการจัดการ ในเรื่องของขยะตกค้างเก่าซึ่งมีจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีการปลดล็อกในเรื่องของ การส่งเสริมให้มีการร่วมทุน โดยปลดล็อกในเรื่องของข้อกฎหมายและอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่ได้มีการมอบกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก เป็นหน่วยงานหลักในการที่จะดูแล ในเรื่องของขยะมูลฝอย ประเด็นที่ดิฉันขออภิปรายเพื่อสนับสนุนในเรื่องของรายงานฉบับนี้ ดิฉันเข้าใจว่าทุกคนคงอยากจะเห็นในเรื่องของโรงไฟฟ้าจากขยะน่าจะเกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรม ภายในระยะเวลาตามที่ได้มีการกำหนดไว้ เรื่องการที่จะสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทน ร้อยละ ๓๐ ในปี ๒๕๗๙ แต่ประเด็นที่ดิฉันอยากจะขอสนับสนุนเพิ่มเติมทั้ง ๓ ข้อเสนอแนะ ที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีการศึกษาโดยเฉพาะในเรื่องของด้านนโยบาย ดิฉันขออนุญาต สนับสนุนที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เสนอแนะว่าในเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับการสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้า จากขยะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพหลัก ในระยะที่ผ่านมา เรามีแผนแม่บทเรื่องของการจัดการขยะมูลฝอยทั้งประเทศอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เห็นผลสัมฤทธิ์ เกิดขึ้นจริง ๆ ในด้านพลังงานจากขยะ ดิฉันเห็นด้วยในการที่จะให้กระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพหลักโดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะจัดตั้งให้มีคณะกรรมการร่วม ดิฉันคิดว่าเป็นเวิร์กกิงกรุป (Working Group) เป็นในเรื่องของคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมด้วย ตรงนี้ถามว่าควรจะมีเวิร์กกิงกรุป (Working Group) ทำไม ความจริงแล้วเรามีข้อมูลจำนวนมาก เรามีแผนแม่บทจำนวนมากในเรื่องของการจะขับเคลื่อน เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ขาดอยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกันก็คือในเรื่องของแผนแม่บทที่เกี่ยวกับ โรงไฟฟ้าที่เกิดจากขยะ เป็นไปได้หรือไม่ในการที่จะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งในเชิงของเทคนิคหรือว่าในเรื่องของการจัดแผนแม่บทที่มีความคมชัดในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนที่ ๒ ในเรื่องข้อเสนอแนะทางด้านเทคโนโลยี เช่นกันค่ะ ดิฉันก็อยากจะเห็นในเรื่องของ รายงานการศึกษาที่มีการสนับสนุน ในอดีตที่ผ่านมาไจกา (JICA) เคยได้มีการศึกษา รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับขยะมูลฝอยในเชิงลึกจำนวนมาก แต่ดิฉันว่าขณะนี้ข้อมูลเหล่านั้น ไม่อัปเดต (Update) แล้ว น่าจะมีการศึกษาภาพรวมของทั้งประเทศใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะขณะนี้ในเรื่องของความเป็นไปได้หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเชิงลึก ที่สำคัญก็คือข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับทางด้านเทคโนโลยี ดิฉันอยากจะเสนอแนะให้มีในเรื่อง ของตัวโรงไฟฟ้าที่เป็นต้นแบบ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ความจริงแล้ว เรามีเรื่องของพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งมีปริมาณขยะสะสมตกค้างจำนวนมากอย่างที่เป็นเอส (S) เอ็ม (M) แอล (L) ถ้าเป็นแอล (L) มากกว่า ๕๐,๐๐๐ ตัน ประมาณ ๓๗ แห่งของท้องถิ่น ขนาดเอ็ม (M) ที่มีขยะเก่าตกค้างอยู่ ๑๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ตัน ประมาณ ๘๒ แห่ง แล้วก็ขนาดเล็กที่ประมาณ ตั้งแต่ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ตัน มีอีก ๖๐ แห่ง รวมทั้งหมดประมาณ ๑๘๐ แห่ง ตรงนี้น่าจะได้มี การไพรออริตี (Priority) ในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญในการที่จะทำให้เกิด โดยเฉพาะ ในเรื่องรูปแบบของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ ถ้าหากมีการจัดทำได้จริง โดยเฉพาะในเรื่องของช่วง ๕ ปีแรก ตรงนี้จะทำให้ที่อื่นสามารถดำเนินรอยตาม เพราะขณะนี้ ในเรื่องทางเทคนิคหลังจากที่มีการปลดล็อกเรื่องของการร่วมทุน แต่ว่ายังมีปัญหาอีกมากมาย ในการที่จะส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมด้วย ยกตัวอย่างเรื่องของเอกสารต่าง ๆ ในเรื่องของ บิดดิงด็อกคิวเมนต์ (Bidding Document) ซึ่งตรงนี้ในเรื่องศักยภาพของท้องถิ่นเองก็คง จะต้องมีคณะกรรมการทางด้านวิชาการช่วยสนับสนุนเรื่องของการจัดทำระเบียบ ข้อบังคับ ต่าง ๆ รวมทั้งในเรื่องของการปรับปรุงข้อแก้ไขทั้งหมด ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้มีการเสนอไว้แล้วถ้าหากเป็นไปได้โดยเฉพาะในเรื่องของกฎ ระเบียบต่าง ๆ ถ้ามีการลิสต์ (List) หรือมีการยกร่างให้ด้วยอันนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับในเรื่องของกฎ ระเบียบต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ของท้องถิ่น ตอนนี้เราคงจะต้องลงรายละเอียดแล้วก็เห็นในเรื่องของรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นการสนับสนุนที่จะทำให้เกิดโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ ที่สำคัญในเรื่องเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีการสนับสนุนทางด้านเทคนิคให้กับท้องถิ่น ถ้าหากเป็นไปได้ ดิฉันอยากจะมีข้อเสนอแนะว่าในระยะเบื้องต้นอยากจะให้คณะกรรมการชุดนี้โฟกัสกับ ในเรื่องของกลุ่มที่มีความเป็นไปได้ มีศักยภาพในเรื่องการที่จะจัดตั้งในเรื่องของโรงไฟฟ้า ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าเป็นตามเกาะจะยิ่งมีศักยภาพเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ที่เกาะสมุย เกาะช้าง หรือว่าพื้นที่อื่นไกล ซึ่งตรงนี้เราจะได้แก้ไขปัญหาในเรื่องของสถานที่ ท่องเที่ยวด้วย แล้วก็มีความจำเป็นจริง ๆ ถ้าหากดูในเรื่องของรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ หากว่าคณะกรรมการ ได้มีการกำหนดพื้นที่ ลำดับความสำคัญ มีการสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการ รวมทั้งทางด้าน การลงทุนด้วย ดิฉันคิดว่าอยากจะเห็นข้อเสนอแนะ แล้วก็มีการผลักดันเพื่อที่จะให้เกิดผล ในทางรูปธรรมที่ชัดเจนโดยเฉพาะในระยะของแต่ละช่วงเวลาด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญสมาชิกท่านต่อไปที่จะอภิปรายนะครับ ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านสมาชิก ผมขอแสดงความสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการที่จะเอาขยะ ไปผลิตพลังงาน เพราะว่าของท่านเป็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน แล้วท่านไปคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เท่ากับคูณ ๒ นะครับ ทำเรื่องเดียวได้ ๒ อย่าง แต่ว่าเรื่องขยะเอาไปทำไฟฟ้าที่จริงแล้วอยากให้คิดเรื่องขยะ เป็นหลัก เรื่องพลังงานเป็นรอง เพราะว่าขยะเป็นปัญหามากแล้วก็แก้ไขยาก แม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ประกาศตั้งแต่แรก ๆ ที่มาดำรงตำแหน่งว่าจะให้เอาขยะไปเผา เพื่อผลิตไฟฟ้า เพราะว่าการฝังกลบหรือแลนด์ฟิลล์ (Landfill) มันไม่มีที่แล้ว แล้วก็เป็นปัญหา กับชาวบ้านมาก เป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งอันนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แล้วสิ่งที่ท่าน ทำมานี้ถูก ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนในฐานะที่ผมเป็นผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรของ สถาบันวิทยาการพลังงาน ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าของหลักสูตร รุ่นที่ ๔ หรือ วพน. ๔ ปัญหาขยะนี้ผมก็ศึกษามาพอสมควรที่จะเอามาเป็นพลังงาน มนุษย์ ๑ คน คนอย่างเรา ๑ คน ทิ้งขยะวันละ ๑ กิโลกรัม ของเรา ๗๐,๐๐๐ กว่าตัน ก็ใกล้เคียง ถ้าคิดแล้วเราก็น่าจะ ผลิตไฟได้ทั้งหมดถ้าเอาไปเผาได้ทั้งหมดจริง วันหนึ่งได้ประมาณ ๑,๒๕๐ เมกะวัตต์ น่าจะได้ประมาณนั้นถ้าจาก ๗๐,๐๐๐ ตัน คำนวณคร่าว ๆ ทีนี้ถามว่าทำไมถึงจัดการไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมา ๒ ปีแล้ว สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนี้ เพราะว่ามีปัญหาด้านการปฏิบัติ ขยะเกี่ยวข้องกับคนเยอะ สิ่งที่ผมเห็นก็คือเรื่องเอกภาพ อย่างเช่นจังหวัดปทุมธานี จะขึ้นโรงไฟฟ้าขยะเดี๋ยวมีม็อบ (Mob) มาไล่ จังหวัดลำปางก็มีปัญหา จังหวัดพิษณุโลกก็มีปัญหา จังหวัดหนองคายเดี๋ยวก็จะมีปัญหาที่จะทำกันนี้ เหตุผลเพราะว่าคนที่เก็บขยะจริง ๆ คือเทศบาลและ อบต. ถ้าขยะไม่เข้าโรงไฟฟ้า มีโรงไฟฟ้าก็เจ๊ง ไฟติด ๆ ดับ ๆ คนที่จะลงทุนเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะทำโรงไฟฟ้า ๑ โรง ขยะไม่เข้า ๒-๓ วันเจ๊งแล้ว ฉะนั้นยากมากนะครับ นอกจากนี้กว่าจะสร้างเดี๋ยวมีม็อบ (Mob) มีอะไรอีก ฉะนั้นเรื่องเอกภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก ในความเห็นของผมคิดว่ากระทรวงมหาดไทยควรจะเป็นเจ้าภาพ เพราะว่าท่านดูแลต้นทาง คือท้องถิ่นและขยะ จริง ๆ กระทรวงมหาดไทยจะต้องแบ่งพื้นที่ด้วยซ้ำ โรงไฟฟ้า ๑ โรง ไม่สามารถจะใช้ขยะแค่ ๑ พื้นที่ บาง อบต. มีแค่ ๓ ตัน ๕ ตันต่อวัน บาง อบต. มี ๗ ตัน ถ้าเป็นเทศบาลมีสัก ๗๐-๘๐ ตัน หรือกรุงเทพมหานครมีเป็น ๑๐,๐๐๐ ตัน ถ้าเป็น กรุงเทพมหานครจัดการง่าย ตั้งโรงไฟฟ้าอย่างหนองแขมเดินเครื่องสบายไม่มีปัญหา ขยะป้อนได้ แต่ถ้าเป็นภูมิภาค แต่ละ อบต. แต่ละเขตปกครองเขาก็มีอาณาจักรเขาอยู่ ได้ขยะไม่ครบ สมมุติจะทำโรงไฟฟ้าเล็กสุด ขยะสัก ๒๕๐ ตันต่อวัน ได้ไฟประมาณ ๔ เมกะวัตต์ ท่านต้องใช้กี่เทศบาล เทศบาลนี้ได้ เทศบาลนั้นไม่ได้ เป็นฟันหลอ วิ่งไกลเป็น ๑๐๐ กิโลเมตรไม่คุ้ม ฉะนั้นกระทรวงมหาดไทยจะต้องวงครับ โรงไฟฟ้า ๑ โรงตั้งตรงนี้ สมมุติขนาด ๕๐๐ ตัน ก็ประมาณสัก ๘-๙ เมกะวัตต์ วงเลยว่าพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ขยะที่จะป้อน เทศบาลไหนบ้าง วงแล้วก็กำหนดเลย คุณจะเอาขยะไปทิ้งที่อื่นไม่ได้ ไม่มีบ่อฝังกลบให้คุณแล้ว ถ้าคุณไปทิ้งซี้ซั้วเทศบาลนั้นก็มีความผิด อย่างนี้ถึงจะจบ ถ้าเกิดเอากระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพ กระทรวงพลังงานจะจัดการปัญหาในพื้นที่ไม่ได้ และนอกจากนี้กว่าเรื่องจะอนุมัติ เป็นที่เป็นทาง ผมว่าต้องทำให้มันง่าย นี่กว่าจะผ่านท้องถิ่น กว่าจะมาผ่านอะไรต่อมิอะไร แม้กระทั่งผังเมืองหรืออะไร กว่าจะย้อนกลับมา ๒ ปียังตั้งไม่ได้สักโรง ถ้าเกิดเห็นเป็น ปัญหาสำคัญผมคิดว่าน่าจะทำให้จบ ตอนนี้มีโรงไฟฟ้าขยะเกิดขึ้นในประเทศไทยหลายแห่งแล้ว จากสัญญาเก่า ๆ ประชาชนพอจะมองได้เห็นได้ว่ามีมลพิษหรือไม่ ในโลกเทคโนโลยีที่เผา จนแทบไม่มีมลพิษแล้วเห็นแต่ไอน้ำก็มี เรื่องนี้น่าจะให้ความรู้กับประชาชน ไม่อย่างนั้น พอมีการประกอบการแล้วก็ผลประโยชน์ไม่ลงตัวเดี๋ยวก็จะมีม็อบ (Mob) มาไล่ ไปปลุก ให้ชาวบ้านเข้าใจผิด พอมาไล่โรงไฟฟ้าก็ไม่เกิด ผู้ประกอบการไม่อยากไปเสี่ยง ก็เป็นปัญหา วนอยู่อย่างนี้ แล้วขยะก็ยังกองอยู่ที่หน้าบ้าน ผมอยากจะให้แก้ปัญหาเรื่องนี้

อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องการเก็บขยะจากหน้าบ้าน นอกจากจะแยก จะอะไรแล้ว ใครที่ได้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่นั้นจะต้องมีบทบาทกำกับการเก็บขยะด้วย ท่านลองคิดดูครับ ถ้าเกิดคนเก็บขยะเจ้าหนึ่ง คนทำไฟฟ้าเจ้าหนึ่ง วันหนึ่งขยะไม่เข้าก็เจ๊ง ไฟเดินไม่ครบก็เจ๊ง ก็ต้องดับ ก็ต้องปิดเครื่อง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากให้ท่านมอง คือที่ท่านทำมาสมบูรณ์แล้ว ผมก็เสนอเพิ่มเติมว่าทำอย่างไรมองให้เป็นเอกภาพ ให้เป็นระบบ แล้วเผาตั้งแต่ต้นจนถึง เห็นเป็นไฟฟ้า เป็นคนคนเดียวที่ดูแลอนุมัติ แล้วในที่นี้ผมเห็นว่ากระทรวงมหาดไทย เหมาะสมที่สุดครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียนว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการฉบับนี้เป็นรายงานที่ดีมาก เป็นรายงานที่สนับสนุนอยากให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา อย่างเป็นรูปธรรม อ่านดูแล้วเป็นเรื่องดีทั้งนั้น แต่ถามว่าทำไมต้องขึ้นมาพูด สิ่งที่อยากจะ กราบเรียนท่านประธาน อยากให้รายงานที่ดีฉบับนี้ทำอย่างไรจะสามารถนำไปดำเนินการต่อได้ อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม อย่างเป็นประโยชน์ของประเทศ เป็นประโยชน์กับประชาชน อย่างแท้จริง สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานต่าง ๆ เหล่านี้ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถามว่าขยะมีมานานหรือยัง ขยะก็มีมานานแล้ว ขยะมองเหมือนกับ เป็นของที่ทิ้งแล้ว ไม่มีราคาค่างวด ไม่มีมูลค่า เพราะเป็นขยะ ขยะคือสิ่งที่คนไม่อยากได้แล้ว สิ่งที่คนเขาทิ้งแล้ว เหมือนกับขยะสังคมอย่างนี้ พอบอกว่าขยะสังคมคือคนที่ทำสิ่งไม่ดี ในสังคมที่คนเขาไม่อยากได้ แต่ขยะที่ทิ้งอยู่ตามบ้าน ตามสถานที่ต่าง ๆ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ามันมีมูลค่า มีมูลค่าทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอน แม้กระทั่งเนื้อขยะเองก็มีมูลค่า มีราคา ตีเป็นเงินแล้วมหาศาล ดังนั้นสิ่งที่เรานำมาปฏิรูป นำมาเสนอคือปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นมนานกาเลนะครับ บางครั้งเราอาจจะมองไกลไปถึงว่า เอาขยะไปผลิตไฟฟ้า แต่ปัญหาของตัวขยะเองไม่สามารถจะไปสู่กระบวนการหรือนำไปสู่ การผลิตไฟฟ้าได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าขยะมีผลประโยชน์ครับท่านประธาน เป็นผลประโยชน์มหาศาล ทุกขั้นตอนของการทิ้งขยะ เก็บขยะ ทำลายขยะ แล้วในตัวขยะเอง ก็มีมูลค่าเพียงพอที่ไม่สามารถจะเอาขยะนั้นไปผลิตไฟฟ้าได้ บางแห่งบอกว่าจะเอาขยะ ไปผลิตไฟฟ้า กรรมาธิการก็ให้เหตุผลมาอยู่ข้อหนึ่งเหมือนกันว่าบางแห่งบางพื้นที่ขยะไม่พอ เป็นไปได้อย่างไรครับท่านประธาน ขยะมีเยอะมหาศาลทิ้งกันทุกวัน เกิดขึ้นจำนวนมหาศาล ทิ้งกันไม่หวาดไม่ไหว เก็บกันไม่หวาดไม่ไหว แต่บอกว่าขยะไม่สามารถจะผลิตไฟฟ้าได้ เพราะขยะไม่พอ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น ตามรายงาน ฉบับนี้ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการใส่ปัญหาที่แท้จริงเข้าไปว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในบ้านเมืองเรา แทนที่เราจะมีที่ทิ้งขยะผลิตไฟฟ้าได้ หรือที่ทิ้งขยะ ที่ทำลายขยะ รักษาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้ ต้องมีกระบวนการครับ แต่ถ้าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ต้องตัดผลประโยชน์ ถ้ายังมีผลประโยชน์อยู่ ก็จะติดขัดไปหมด แค่ทิ้งขยะอย่างเดียวกว่าจะไปถึงโรงขยะ ท่านต้องผ่านกระบวนการ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเอาไปแยกกันเองก่อน แยกกันเองเสร็จแล้วเอาไปทิ้งในสถานที่ทิ้งขยะ จะได้ประโยชน์กำไรมากก็คือเอาไปฝังกลบครับ ท่านประธานลองไปดูที่ทิ้งขยะรอบ ๆ กรุงเทพมหานครสิ ๓-๔ จุด ถามว่าสร้างเป็นที่ทำลายขยะแล้วก็ผลิตไฟฟ้าด้วยไหม มีครับ ตอนนี้มีเกือบทุกที่ แต่ปรากฏว่าติดขัดด้วยอะไร ผมไม่ต้องไปดูถึงสิงคโปร์ ผมดูในประเทศไทย ติดขัดโดยว่าเวลาจะทำลายขยะที่โรงทำลายขยะเหล่านี้ขยะกองพะเนินเทินทึก แต่ไปกำหนดว่า ต้องทำลายได้เพียงเท่านั้นเท่านี้ตัน แทนที่จะใช้กำลังให้เต็มที่ กลับกลายเป็นว่าสร้างไปแล้ว ถูกจำกัดอย่างนี้มีใครเข้าไปดูบ้าง ไม่มีครับ ทั้งที่ขยะเวลาผลิตไฟฟ้าเสร็จขี้เถ้ายังไปสร้างเป็น อิฐมวลเบาได้ อิฐบล็อกได้ ผมไปดูมาทำไม่ได้นะครับ ไปติดกระทรวงนั้น ติดกระทรวงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ สร้างโรงทำลายขยะที่ผลิตไฟฟ้าในสถานที่ทิ้งขยะยังมีคนมาต่อต้านเลย บอกว่ากลิ่นเหม็น ทั้ง ๆ ที่โรงขยะเดิมก็เหม็นหนักอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ที่เป็นปัญหาเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งสิ้น ผมบอกให้เลยครับ ประเทศเราแก้ปัญหาขยะไม่ได้ จะสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยขยะก็ยากลำบาก เพราะอะไรครับ เพราะผลประโยชน์ครับ ทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอนได้รับผลประโยชน์กันเป็นทอด ๆ แล้วจะแก้ได้อย่างไร รัฐบาลบอกว่าอยากให้เป็นวาระแห่งชาติ เห็นด้วยครับ แต่ต้องแก้เนื้อร้าย แก้ปัญหาที่แท้จริงว่าจะแก้ผลประโยชน์เหล่านี้ได้อย่างไร จะสร้างเป็นโรงงานทำลายขยะ ติดด้วยกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ที่ท่านวรวิทย์ก็พูดไว้ชัด ตั้งแต่ท้องถิ่นมาอะไรมา ผมก็อยากให้รายงานฉบับนี้เสนอการแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้ง่ายหน่อย เรื่องผลประโยชน์ นี่นะครับ พอจ่ายเงินก็ทำได้ ไม่ถูกกฎหมายก็ทำได้ ถูกกฎหมายทำยาก ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ให้ผลประโยชน์นี่ง่ายกว่าถูกกฎหมายเยอะ คนเลยทำแต่ผิดกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ ท่านประธาน ก็อยากให้รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดีอยู่แล้ว มีความกล้าหาญที่จะเขียน ปัญหาจริง ๆ เขียนเข้าไปเพื่อที่จะเสนอแนวทางว่าที่เป็นปัญหาของชาติจริง ๆ นั้นก็อยู่ที่ กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ อยู่หลายกระทรวง หลายหน่วยงาน เยอะเกิน มีแต่โต๊ะนั้น โต๊ะนี้ โต๊ะโน้น ต้องไปวิ่งกันใต้โต๊ะตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเลิกหรือทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้ ผมเชื่อว่า โรงไฟฟ้าไม่ใช่แค่ขยะอย่างเดียว อย่างอื่นก็ทำได้ที่จะทำโรงไฟฟ้า และตามรายงานฉบับนี้ คิดไปตั้ง ๒๐ ปีเป็นพลังงานทดแทน ผมก็เชื่อว่ากว่าจะ ๒๐ ปีมีพลังงานทดแทนอะไร มาอีกเยอะแล้ว จากดวงอาทิตย์ จากพลังน้ำ จากลมจากอะไร ผมว่าขยะอาจจะแพงกว่า คนจะไปลงทุนด้วยซ้ำไปอีก ๒๐ ปี เอาที่ว่าปัญหาเฉพาะหน้าจะแก้ไขอย่างไร ส่วนระยะเวลา ที่กรรมาธิการเสนอไว้ที่บอกว่าระยะที่ ๑ ก็เป็นไปตามนี้ แต่ข้อสำคัญจะฝากคือลดขั้นตอน ทำอย่างไร ระยะที่ ๑ รัฐบาลส่งเสริมให้เอกชน ส่งเสริมอย่างไร อันนี้จะลดอย่างไร เพราะตามรายงานนี้เห็นมีหน่วยงานตั้งเยอะแยะ ถ้าจะส่งเสริมท่านจะลดหน่วยงานนี้ อย่างไร แล้วถ้าจะส่งเสริมท่านจะลดภาษีให้คนลงทุนอย่างไร ให้เขามาลงทุนเยอะ ๆ หน่อย ส่วนระยะที่ ๒ ที่บอกว่า ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ กำหนดบทบาทของ แต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน จริง ๆ แล้วกำหนดบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจนควรจะอยู่ใน ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๑ ต้องชัดเจน ทำอย่างไรให้ชัดเจน ก็จะฝากตรงนี้ไว้ จริง ๆ ผมก็ไปดูโรงขยะ ที่เขาทำไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นมาเหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าท่านไปดูแค่สิงคโปร์ ผมก็เคยไปดูที่ญี่ปุ่นมา เตาเผาขยะเขาอยู่กลางเมืองเลยท่านประธาน ใครทิ้งขยะตามบ้านเขาใช้ลมดูดไปเลย ไม่ต้องเสียค่าขน ของเรายังต้องเสียค่าขนอีกคันละตั้งหลายร้อยบาท ของเขาไปไกลกว่านี้ เยอะแล้ว แต่ของเขามีความตั้งใจครับท่านประธาน เขามีธรรมาภิบาล เขามีจริยธรรม มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบสูง ของเรายังมีแต่ผลประโยชน์ ก็ขอบพระคุณรายงานฉบับนี้ ท่านกรรมาธิการทำได้ดี ผมไม่ได้ติติงเรื่องรายงานท่านเลย เป็นรายงานที่เขียนได้รอบด้าน แต่ท่านก็พยายามจะแตะ ผมดูแล้วก็แตะไปเกือบครบ แต่ความชัดเจนถ้ามีผลประโยชน์ ท่านต้องบอกเลยว่าจะแก้อย่างไร จะทำอย่างไร กล้าเขียนมาเลยจะลดขั้นตอนอย่างไร เอาที่ว่าให้เร็วที่สุด ชาวบ้านเขาจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด ก็ขอบคุณรายงานฉบับนี้ ผมพยายามดูรายละเอียดด้วยความตั้งใจ เห็นว่าเป็นรายงานที่ดีมาก ขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายก สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลำดับที่ ๕๓ กระผม เห็นด้วยแล้วก็ขอสนับสนุนหัวข้อการปฏิรูปฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ คือเรื่องแนวทาง ส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ความจริง ผมเองก็เป็น ๑ ในกรรมาธิการที่เป็นผู้เสนอเรื่องดังกล่าว แต่เพื่อให้การรายงานก็ดี หรือว่า การจัดทำรายงานก็ดี มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมจึงขออนุญาตเวทีนี้ในการนำเสนอข้อเสนอแนะ เพิ่มเติมอีกประมาณ ๕-๖ ข้อดังต่อไปนี้ เรียนท่านประธานครับ ต้องถือว่าปี ๒๕๖๐ คือปีนี้ เดือนนี้เป็นปีที่โชคดีมาก ๆ อาจจะเรียกว่าเป็นโชคดีของ สปท. เราก็ได้ ปัญหา อุปสรรค ต่าง ๆ ที่เราประสบมา จะเรียกให้ดุเดือดหน่อยก็เรียกว่ารบราฆ่าฟันกันมาเป็นเวลาหลายปี ได้ผ่อนคลายหรือว่าแก้ปัญหาไปแล้วเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ รายงานฉบับนี้ เราก็น่าจะมีถ้อยคำอยู่ในบทสรุปผู้บริหาร หรือตรงไหนก็ได้ที่น่าจะต้องกล่าวขอบคุณ ไปยังรัฐบาล กล่าวขอบคุณไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวขอบคุณ ไปยังสำนักงานหรือว่าคณะกรรมการนโยบายว่าด้วยเรื่องการให้เอกชนร่วมลงทุน ในกิจการของรัฐ ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะว่าการปฏิรูปเรื่องขยะนี้จะไม่สำเร็จได้เลย ถ้าไม่มี พระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ฉบับวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ ท่านประธานคุรุจิต ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้กล่าวไปแล้วว่า พ.ร.บ. ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ นี้เป็นตัวปลดล็อก แต่ไม่ได้นำเสนอในรายละเอียดว่าปลดล็อก อย่างไร ผมจึงขอเรียนเสนอว่าน่าจะนำเอาสำเนาของพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการรักษา ความสะอาด ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ ฉบับนี้แนบท้ายเข้าไปในเอกสารภาคผนวก เพราะว่า ถ้าไปเปิดดูแล้วในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีข้อความที่ถือว่าเด็ด แล้วก็ต้องขอบคุณ ไปยังรัฐบาล ขอบคุณไปยังทุกคณะกรรมการที่ได้ออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็ต้อง ขอขอบคุณไปยัง สนช. ด้วย ออกมาได้ทันการณ์ ทันเวลาพอดี จริง ๆ แล้วการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความสะอาดนั้นสั้น ๆ มีอยู่แค่ ๑๑ มาตรา แต่มีสาระสำคัญที่สุด ก็คือในมาตรา ๓๔/๑ มาตรา ๓๔/๑ ก็มีอยู่ในรายงานแล้ว แต่ว่าผมต้องถือโอกาสนี้ อ่านให้ท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้เข้าใจตรงกัน เขาเขียนว่าอย่างนี้ครับ มาตรา ๓๔/๑ การเก็บ การขน การกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจุด จุด จุดนั้นให้เป็นหน้าที่ และอำนาจของราชการส่วนท้องถิ่นจุด จุด จุดก็ว่ากันไป ที่สำคัญวรรคสอง การดำเนินการ ตามวรรคหนึ่ง คือการเก็บขยะ การขนขยะ การกำจัดขยะนั้น มิให้ถือว่าเป็นการร่วมลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เด็ดจริง ๆ ครับ ต้องขอชื่นชม และที่ขาดมิได้ เราคงต้องขอขอบพระคุณไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอาจจะต้องย้อนไปถึง สปช. ด้วย เพราะเรื่องนี้เรารณรงค์ เราคุยกันมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ สภาอุตสาหกรรมก็ชี้แจงกันหนักหน่วง เหลือเชื่อนะครับที่มีคำว่า มิให้ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชน ร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ถือว่าเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอีกหน้าหนึ่งที่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความสะอาดสามารถไปโอเวอร์รูล (Overrule) พ.ร.บ. ว่าด้วย การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ แล้วก็ต้องขอขอบคุณไปยังสำนักงานกฤษฎีกาด้วย ที่กล้าหาญชาญชัย สามารถให้ความเห็นจนกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้ ถ้าไม่มีความร่วมมือ แบบนี้ว่าการทำอะไรเกี่ยวกับขยะได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน ผมก็ตกใจนะครับท่านประธาน เมื่อสักครู่วรรคแรกเขาเขียนว่า การเก็บ การขน การกำจัด ไม่ต้องทำตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน ผมตกใจเลย ก่อนหน้านี้ผมจำได้ว่าเคยเชิญท่านเลขาธิการ สำนักงานนโยบายว่าด้วยเรื่องการร่วมทุนกิจการของรัฐ น่าจะเป็นระดับซี ๑๑ มาให้คำชี้แจง ที่รัฐสภาของเราในชั้นคณะอนุกรรมาธิการ ท่านบอกว่าอาจารย์ดุสิตครับ ใครจะเก็บขยะ ใครจะขน ใครจะเผาไปกองก็เป็นไปตามการประมูลคัดเลือก การจัดจ้างกันไป จบแค่นั้นครับ อาจารย์ ผมบอกว่าแล้วถ้าอยู่ดี ๆ จะมีคนเอาขยะที่กองอยู่เป็นภูเขาเอาไปอบ เอาไปเผา เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า เขาบอกว่าเป็นการเอาขยะไปใช้ให้เป็นประโยชน์ นั่นถึงต้อง ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน ผมก็ตกใจว่าแล้วถ้าอย่างนั้นเวลาไปผลิตไฟฟ้าจะได้รับการยกเว้นว่า ต้องเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุนไหม ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความสะอาด วรรคสามหรือวรรคสี่ เขายังเขียนต่อไปอีกว่า ในการนำเอาสิ่งปฏิกูลนำขยะต่าง ๆ เหล่านั้นไปดำเนินการ เอาขยะ ไปดำเนินการ เอาไปใช้หรือหาผลประโยชน์ก็ไม่ต้องทำปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน นี่ถือว่า เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เราจะต้องชี้แจงให้ผู้ลงทุน ชี้แจงให้ประชาชนผู้เกี่ยวข้อง ชี้แจงให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาเข้าใจแล้วก็อ่าน พ.ร.บ. มาตรานี้ มาตรา ๓๔/๑ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ๆ การเอาขยะไปเก็บ ไปกอง ไปขนก็ไม่ต้อง พ.ร.บ. ร่วมทุน เอาไปเผา เพื่อหาผลประโยชน์ เพื่อผลิตไฟฟ้าก็ไม่ต้องทำตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของประเทศไทยเรา

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเสนอว่ากรรมาธิการน่าจะต้องนำไปแนบท้าย เป็นเอกสาร ภาคผนวกอีกฉบับหนึ่งคือประกาศของสำนักงาน ก็คือประกาศว่าด้วยเรื่องการดำเนินการ ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๕๙ ผมไปค้นมาเขาบอกว่าถ้าหากจะต้องดำเนินการอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ร่วมทุน ถ้าหากว่ามีความเห็น มีความเป็นห่วงว่าถ้าจะต้องใช้วิธีการประมูล สามารถยกเว้นไม่ต้องใช้วิธีการประมูลได้ ให้เสนอขออนุมัติความเห็นชอบจากคณะกรรมการ นโยบายว่าด้วยเรื่องการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ปลดล็อกไป ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

เรื่องต่อไปที่อยากจะขอกราบเรียนเสนอ ขยะตามแผนพัฒนาระยะยาว ของประเทศไทยที่เรียกว่าเออีดีพี (AEDP) แผนว่าด้วยกำลังการผลิตพลังงานทดแทน ของประเทศไทย ใน ๒๐ ปีข้างหน้าเขาวางแผนไว้ คือกระทรวงพลังงานวางแผนส่งเสริมขยะ เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง ๕๐๐ เมกะวัตต์ ตอนนี้เราปี ๒๐๑๗ ยังเหลือเวลาอีกตั้ง ๑๘ ปี ตอนนี้ ผมเช็ก (Check) ดูข้อมูลแล้วเราผลิตไฟฟ้าจากขยะไปได้แล้ว ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ไปได้เยอะแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยเป็นห่วงว่าขยะที่ล้นเมืองอยู่ในประเทศไทยน่าจะมีศักยภาพมากกว่า ๕๐๐ เมกะวัตต์ เราก็น่าจะเสนอผ่านไปทางกระทรวงพลังงาน ไปทาง กพช. ว่าน่าจะต้อง ทบทวนแผนเออีดีพี (AEDP) ว่าด้วยเรื่องเป้าหมายของขยะน่าจะมากกว่า ๕๐๐ เมกะวัตต์ น่าจะมีความเป็นไปได้

ข้อต่อไปที่จะขอเสนอสั้น ๆ ก็คือการกำหนดโซนนิง (Zoning) ของการมี โรงไฟฟ้าขยะ เมื่อสักครู่มีท่านผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้ว ใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) ง่าย ๆ ก็คือน่าจะมีการกำหนดโซนนิง (Zoning)

ข้อ ๖ ประเด็นที่ในรายงานนี้เสนอว่านอกจากจะมีราคารับซื้อ มีเอสพีพี (SPP) ของขยะแล้ว น่าจะมีการประกาศราคารับซื้อ วีเอส (VS) ราคารับซื้อของเอสพีพี (SPP) ขยะด้วย วีเอสพีพี (VSPP) ก็คือต่ำกว่า ๑๐ เมกะวัตต์ เอสพีพี (SPP) ก็คือเกิน ๑๐ แต่ว่าไม่เกิน ๑๐๐ เมกะวัตต์ ประมาณนั้น ก็น่าจะมีหมายเหตุไว้ด้วยว่าทั้งนี้ให้เหมาะสมกับ สภาพท้องที่หรือขนาดของฟีดเดอร์ (Feeder) ที่จะรองรับได้ หรืออาจจะนำร่องเอสพีพี (SPP) เข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก่อนจะดีไหม ทำนองนั้น

ข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ในรายงานนี้ผมยังหาไม่เจอศัพท์คำว่า วิสาหกิจ ชุมชน ยังหาไม่เจอ อย่างไรผมก็จะพยายามดึงเอาโครงการส่งเสริมการผลิตขยะเข้าไป น้อมนำแนวทางของศาสตร์พระราชาให้ได้ สิ่งที่พอจะนึกได้ตอนนี้ก็คือขยะมาจากชุมชน ชุมชนเป็นคนทิ้ง ชุมชนก็ต้องมีสิทธิเป็นเจ้าของ ชุมชนก็ต้องมีสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทน ชุมชนก็น่าจะมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ในแต่ละขั้นตอนตามความเหมาะสม เพราะฉะนั้นฝากด้วยว่าบทบาทของความเป็นวิสาหกิจชุมชนจะเข้ามาอยู่ในวัฏจักรไซเคิล (Cycle) ของธุรกิจการผลิตไฟฟ้าด้วยขยะได้อย่างไร ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธาน ชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง อันดับที่ ๔๑ ท่านประธานครับ จากรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องแนวทางส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า สิ่งที่อยู่ในรูปเล่มนี้ สมบูรณ์แบบ ครบถ้วน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมไม่มีอะไรเพิ่มเติม แต่ผมอยากเพิ่มเติม ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรสักนิดหนึ่ง เรื่องการกำจัดขยะนี่คนทิ้งขยะลำบากใจมาก เพราะไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน คนเก็บขยะท่านไปดูเถอะครับ ตามต่างจังหวัดคนเก็บขยะรวยทุกคน รวยทุกครอบครัว เพราะหลังจากเก็บขยะเสร็จเรียบร้อยก็เอาขยะของขยะไปทิ้งอีกที โดยไม่มีความรับผิดชอบในขยะของขยะนี้เลย ไม่มีบทลงโทษที่ว่าไปทิ้งขยะผิดที่แล้วจะ ก่อให้เกิดปัญหากับสังคมอย่างไร บางทีเผาแล้วบรรยากาศสิ่งแวดล้อมเสียหมดเลย เหม็นไปทั้งหมู่บ้านเลย นี่คือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องพิจารณา วันนี้เราพูดถึงการเผาขยะ หรือการจำกัดขยะเพื่อการไฟฟ้า แต่ผมเรียนด้วยความเคารพว่าขยะในต่างจังหวัดเยอะมาก ทำไมเราไม่เอาไปทำปุ๋ยเคมี เวลาเราจะสั่งซื้อปุ๋ยเคมีเดี๋ยวนี้ต้องซื้อจากต่างประเทศ ประเทศอินโดนีเซียบ้าง เป็นปุ๋ยจากประเทศเกาหลีบ้าง ผมเคยถามบริษัทที่มาส่งปุ๋ยว่า ทำไมปุ๋ยเคมีไม่ทำในประเทศไทย เขาบอกว่าทำไม่ได้ ๑. ต้นทุนการผลิตสูงก็แก้ไขได้ สำคัญที่สุดที่ทำไม่ได้ ก็เพราะว่าเราไม่มีใบอนุญาตทำปุ๋ยเพราะปุ๋ยเคมีถูกผูกขาดโดยบริษัท ใหญ่ ๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งนั้นเลย ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นปุ๋ยเคมีทำจากอะไร ก็ทำจากขยะ ขยะนี้มีอะไร ก็มีเอ็นพีเค (N-P-K) ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ก็ทำมาจากขยะทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่าสามารถจะเอาขยะไปทำเป็นปุ๋ยเคมีได้ ก็จะลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรเยอะแยะ วันหนึ่งเกษตรกรได้ข้าวตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท ปุ๋ยเคมีก็ตันละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท เดี๋ยวนี้เกษตรกรได้ข้าวความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ตันละ ๙,๐๐๐ บาท ปุ๋ยเคมีก็ยัง ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทอยู่นั่น เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งสำคัญว่า ทำอย่างไรเราถึงจะใช้ขยะตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยเคมีได้ ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าในการจัดทำขยะคนที่จะไปลงทุนไม่กล้าลงทุน เพราะว่าค่าขนส่งแพง อีกอย่างหนึ่งขยะนี้เป็นสิ่งที่แบบว่าพอทำมาเสร็จเรียบร้อยมาแปรรูป เป็นปุ๋ยเคมีแล้วจดทะเบียนไม่ได้ ขายไม่ได้ เพราะผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ ๆ แล้วทั้งสิ้น ผมอยากจะเสริมเรื่องนี้ไปยังท่านกรรมาธิการ ไม่ทราบว่าการกำจัดขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิง เพื่อการผลิตไฟฟ้า ถ้าเรากำจัดขยะมูลฝอยไปเป็นปุ๋ยเคมีจะได้หรือไม่ได้เพราะว่าคนละส่วน กับหัวข้อกันหรือเปล่า ผมขออนุญาตเรียนถามท่านกรรมาธิการนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด จากรายงานทั้งหมดนี้ สุดท้ายก็คือเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตอนนี้สำคัญมากครับท่านประธาน แถวบ้านผมซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตำบลเล็ก ๆ อำเภอเล็ก ๆ เดี๋ยวนี้กองขยะเต็มไปด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งระดับประเทศด้วยบางทีขนมาจากประเทศใหญ่ ๆ ขนมาเยอะแยะเลย เป็นกองพะเนินเทินทึก เป็น ๑๐ ตัน ๑๐๐ ตันเลยเท่าที่ผมทราบ เพื่อมาเอาอะไรครับ เพื่อมาเอาทองนิดเดียว เพื่อมาเอาอิเล็กทรอนิกส์เล็ก ๆ นิดเดียว สิ่งต่าง ๆ พวกนั้น ที่เหลือตกค้างอยู่ ขยะอิเล็กทรอนิกส์นี้เราเอาไปไว้ไหน ผมก็เรียนด้วยความเคารพนะครับ ผมเคยไปต่างประเทศไปอยู่บ้านพี่สาวผม พอวันพุธจะต้องเอาขยะไปวางไว้หน้าบ้าน เขาก็จะมาเอา ถ้าไม่เอาไปก็ไม่มีวันไหนที่เขาจะมาเก็บอีกแล้ว พอวันพฤหัสบดีต้องเอารถออก เขาจะมาล้างถนน เขาทำเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังอยู่ อย่างตัวใครตัวมัน ไม่พึ่งพาอาศัยกัน ไม่สอดคล้องกัน ไม่ทำให้ไปในทางทิศทางเดียวกัน ผมว่าวันนี้ขยะไม่หมดไปจากประเทศเราแน่นอน ก็อยากจะฝากไว้ด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เหลืออีก ๒ ท่าน ขอเชิญท่าน พันเอก ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ อดีตผู้บังคับการ กรมทหารพรานที่ ๒๓ รองประธานคณะกรรมการภาคีต่อต้านเครือข่ายทุจริตคอร์รัปชัน ของชาติ อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๖ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พันเอก ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันเอก ธนศักดิ์ สปท. ๐๖๗ เรื่องขยะเราพูดกันมาหลายปี การดำเนินการแก้ไข ต่าง ๆ ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราศึกษากันมาทั้งสิ้นเป็นวิชาการ เรายังไม่ได้คำนึงถึงหลักความเป็นจริงที่เจาะลึกลงไป ผมขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้ จากรายงานฉบับนี้ทำให้เห็นว่าความเป็นจริงคืออะไร มีสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย จากรายงานฉบับนี้ ผมขอสนับสนุนกรรมาธิการชุดนี้ในเรื่องนี้ แต่ก่อนอื่นเราต้องรู้ด้วยว่า องค์ประกอบของขยะบ้านเราต่างจากที่อื่น มีท่านผู้อภิปรายหลายท่านได้กล่าวถึงว่าไปดูงาน ที่ประเทศนั้นประเทศนี้ ต้องเข้าใจว่าบ้านเราคนไทยเราวันหนึ่งก็เอาขยะมาทิ้งไม่ได้คัดแยก ถึงแม้คัดแยกก็ตาม ถึงเวลาจัดเก็บก็เอามารวมกันอีก เสร็จแล้วก็เอาลงบ่อขยะเดียวกัน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญเรื่องนี้คือเมื่อคนไทยเป็นแบบนี้เราจะไปปลูกจิตสำนึก ของคนไทยนั้นก็ต้องทำ เดี๋ยววาระหลังผมจะพูดต่อจากนี้ไป แต่ตอนนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว เราต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากัน เราก็ต้องแก้แบบไทย ๆ กันอย่างที่เป็นไป ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่ขอเอ่ยนามท่านชูชาติ ท่านได้พูดถึงเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหานี้จากรายงาน ฉบับนี้ของเราเป็นรายงานเรื่องขยะตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ซึ่งอาจจะยังไม่กล่าวถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่วันนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ขนมาทิ้งบ้านเรา เยอะแยะ มาทีหนึ่งเป็นร้อย ๆ ตัน เพียงต้องการสิ่งเล็ก ๆ ที่จะเกิดขึ้นแค่นั้นเอง เรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์นี่สำคัญ ซึ่งในรายงานฉบับนี้อยากให้เพิ่มเติมลงไป อีกอย่างหนึ่งอยากให้ทราบว่าขยะประเทศไทยเรากว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต้องยอมรับว่า เป็นขยะที่เกิดจากเศษอาหารครับ นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจริง ๆ แค่ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ว่าก็จะเป็นพวกเศษไม้ เศษพลาสติกบางอย่าง ฟูก ที่นอนต่าง ๆ พวกนี้ ปัจจุบันยังมีโรงไฟฟ้าหลายแห่ง ในประเทศไทยเราตามรายงานที่ออกมาไม่ว่าจะเป็น ผมขอไม่เอ่ยชื่อเดี๋ยวจะกระทบไปถึงหลาย ๆ ฝ่าย หลายต่อหลายโรง ซีโอดี (COD) ไม่ผ่าน จ่ายไฟไม่ได้ ทดสอบไฟไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นจากรายงานฉบับนี้ต้องเพ่งเล็งไปในเรื่องนี้ด้วยว่า จะต้องซีโอดี (COD) ให้ผ่าน มีการจ่ายไฟให้ได้ ทดสอบไฟให้ได้ถึงจะเป็นไปได้ หลายต่อหลายโรงเกิดขึ้นปรากฏว่าเดินเครื่องไม่ได้ เผาขยะได้ แต่จ่ายไฟไม่ได้ นี่คือปัญหา ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าขยะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่เกิดขึ้นเราต้องเสีย พลังงานความร้อนในการเผาขยะสด ซึ่งการเผาขยะสดเราเสียพลังงานความร้อนไปมาก ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการบอยเลอร์ (Boiler) ต้มน้ำไม่ได้ ผลิตกระแสไม่ได้ เมื่อเป็น เช่นนี้เกิดขึ้นหากว่าเผาขยะสดไปอีก ไดออกซิน (Dioxin) ที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ ที่ไม่สมบูรณ์ก็จะเกิดขึ้นอีกมหาศาล จากรายงานเท่าที่ทราบว่าในโลกนี้ยังหาอุปกรณ์ที่ดักจับ ไดออกซิน (Dioxin) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เคยได้เลย ตัวนี้สำคัญว่าเราต้องเข้าใจถึงสภาวะ แวดล้อมด้วย ผลกระทบต่อประชาชนด้วย ตัวนี้สำคัญยิ่ง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดอาจจะไม่ที่สุด ยังมีที่สุดต่อจากนี้ สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการคัดแยกขยะ หัวใจของการคัดแยกขยะคือ ขยะบ้านเรา เราต้องฉีกปากถุงให้ได้ เมื่อฉีกปากถุงได้เราจะย่อยขยะออกมาได้ ปัจจุบัน เรามีปัญหาเรื่องตัวฉีกปากถุง เดินหน้าไปได้แค่ไม่ถึง ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๑ เดือน เดินไม่ได้ น็อตหลวม น็อตขาด เกิดจากน้ำประปา คลอรีนก็จะกัดเข้าไป กัดกร่อนชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านั้น จากรายงานหน้า ๗ มีโรงไฟฟ้า ๒ โรง ๘๐ เมกะวัตต์ ที่ขายไฟให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีวีเอสพีพี (VSPP) โรงไฟฟ้าขนาดเล็กอีก ๒๔ โรง เป็นทั้งเผาขยะ แล้วก็ แลนด์ฟิลล์แก๊ส (Landfill Gas) ก็คงพอจะทราบว่าเป็นบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่ง ผมคิดว่า จากรายงานนี้น่าจะเป็นบริษัทที่แก่งคอย ถ้าเป็นไปได้คณะกรรมาธิการถ้าเอ่ยนามได้ก็จะ เป็นการดีสำหรับผู้ที่จะไปศึกษาดูงาน ขอไปดูได้ที่แก่งคอยว่าบริษัทนี้เขาทำได้จริง เขามี การคัดแยกจริง แล้วก็ทำได้จริง ๆ ด้วย ผมขอเอ่ยถึง พ.ร.บ. ความสะอาดและความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง ปี ๒๕๖๐ ขอบคุณสำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เราพยายามทำกันมานานแล้วก็ สำเร็จออกมาได้ แต่ที่สำคัญวันนี้ก็ยังเหลือรอประกาศกระทรวงมหาดไทย ท่านต้องเข้าใจว่า ขยะนี้เป็นของ อปท. อปท. ก็ต้องรอฟังกระทรวงมหาดไทย วันนี้เดินหน้าไปก็ไม่น่าจะเกิน อีก ๒ สัปดาห์ กระทรวงมหาดไทยได้เสนอเรื่องนี้เข้าไปยังกฤษฎีกาเพื่อตีความแล้วว่า ขยะนี้สามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็จาก พ.ร.บ. ร่วมทุน แต่ พ.ร.บ. ความสะอาดฉบับนี้ได้แก้ไขให้แล้วแต่ติดขัดตรงนี้อีก แต่คิดว่าไม่น่านานก็คงจะสำเร็จ ผมขอเอ่ยนิดหนึ่ง อาจจะไม่เพราะสำหรับคนไทยเรา บังเอิญผมไปเจอวลีบทหนึ่งเขาเขียนไว้ว่า พระเจ้าสร้างสรรค์แผ่นดินไทยนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อากาศดี ฝนดี ประเทศอื่น ๆ มีทั้งหิมะ มีทั้งพายุ มีทั้งสารพัด ร้อนก็ร้อน แต่เมืองไทยเราดีที่สุด แต่พระเจ้า ก็ทรงให้ความยุติธรรม ท่านสร้างคนไทยเราขึ้นมาให้เป็นแบบไทย ๆ อย่างที่เห็น เราจะทำอย่างไร นี่ละหัวใจที่ผมบอกเมื่อสักครู่ว่าสำคัญที่สุด สำคัญที่สุดว่าท่านจะมีเทคโนโลยี อย่างไร จะมีวิธีการอย่างไร จะมีการคัดแยกอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจกับประชาชน ประชาชนเป็นผู้ก่อขยะท่านต้องรับผิดชอบร่วมกัน บางคนพอจะทำโรงไฟฟ้าขยะก็ออกมา ถือป้ายต่อต้าน ถ้าเป็นไปได้ผมอยากบอกว่าไปตัดไฟที่บ้านเขาเลยดีกว่า ไม่ต้องใช้ไฟกันละ ดูสิว่าจะเดือดร้อนแค่ไหน นี่คือปัญหาว่าเราจะทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะฉะนั้นภาครัฐเองควรจะเพิ่ม ในเรื่องของการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ให้ข่าวสารแก่ประชาชน ทุกคนจะต้อง รับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ว่าปล่อยเป็นภาระของภาครัฐแต่ฝ่ายเดียว ถ้าเราทำได้เช่นนี้ ปลูกจิตสำนึกได้เช่นนี้ผมเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าขยะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สำหรับท่านสุดท้ายในการอภิปรายแสดงความเห็นต่อรายงานนี้คือท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และอดีต ปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผมขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน นำโดยท่านประธานคุรุจิต นาครทรรพ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นำโดยท่านประธานท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ที่ได้นำเสนอเรื่องแนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอย ไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานได้นำเสนอ เรื่อง การส่งเสริมการปลูกพืชโตเร็วเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ในคราวนั้นนำเสนอโดยศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม และในวันนี้ได้นำแนวทางการส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้นำเสนอเรื่องที่มีความสำคัญ ในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นต้องเป็นการพัฒนา ที่สมดุลกันระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้นเองที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนาที่เศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา ถ้าสิ่งแวดล้อมยังเป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติแล้ว การพัฒนานั้นจะไม่ยั่งยืน ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการประกาศ ในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้นมา โดยมีมูลฐานสำคัญจากปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การที่คณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะได้นำเสนอเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าสิ่งที่มาพร้อม กับการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมครับ นอกเหนือจาก สิ่งอื่นใดแล้วคือขยะ ทำอย่างไรขยะที่มาพร้อมกับการพัฒนาจะได้รับการจัดการให้เป็นผลดี ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อสังคม ขอกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่าในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้น ได้นำเสนอหลายเรื่องที่เป็นความเกี่ยวพัน ระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพซึ่งสนับสนุนให้ชุมชน ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ซึ่งสนับสนุนให้นำวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ บูรณาการกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงชุมชน ไปถึงทุกอณูของสังคม ที่จะได้รับประโยชน์จากการสื่อสารผ่านทางดิจิทัล สำคัญที่สุดก็คือได้นำเสนอในเรื่องของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการนำเครื่องมือหรือกลไกทางธุรกิจมาสร้างผลิตผลที่เป็นเป้าหมาย ทางสังคม เรื่องเศรษฐกิจเหล่านี้เองเป็นเรื่องที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อสังคม มิใช่เศรษฐกิจเป็นประโยชน์เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำว่า เศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้เอง จึงเป็นเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้มีการลดความไม่เสมอภาค เป็นเศรษฐกิจที่เรียกว่าการเติบโตอย่างทั่วถึง และการแบ่งปันความมั่งคั่ง ซึ่งเศรษฐกิจเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายและระเบียบสนับสนุน ต้องมีนโยบายทางด้านการเงิน และการคลังสนับสนุน ต้องมีความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการที่จะทำให้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งนัยดังกล่าวคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะได้นำเสนอในรายงานนี้แล้ว ซึ่งผมอยากจะเรียนย้ำว่าแนวความคิดในเรื่องของการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง การเติบโต ที่แบ่งปันความมั่งคั่งนี้ รูปแบบที่นำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุดก็คือ รูปแบบของการนำเครื่องมือทางด้านทุนนิยมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคมนิยม นั่นก็คือ นำเครื่องมือ นำความสามารถในการบริหารแบบธุรกิจเพื่อทำให้เป้าหมายทางสังคมบรรลุผล ผมจึงขออนุญาตเห็นด้วยและเอ่ยนามท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ท่านได้นำเสนอว่า นอกเหนือจากแนวทางของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือที่เรียกว่า พับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Public Private Partnerships) หรือพีพีพี (PPPs) แล้ว แนวทางของการให้เอกชนขับเคลื่อนโดยการสนับสนุนของภาครัฐ ในการทำให้การส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลได้ดีอีกด้วย จึงไม่อยากจะให้ทิ้งแนวทางที่ให้เอกชนเป็นหลักในการดำเนินการ เพราะเอกชนคือเครื่องมือในการบริหารธุรกิจ การขจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า เป็นเป้าหมายทางสังคม นอกเหนือจากนั้นเพื่อที่จะให้การดำเนินการในเรื่องของการผลักดัน ให้การนำขยะมูลฝอยไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้เร่งขึ้นและเร็วขึ้น ก็ขอเรียนตั้งเป็นข้อสังเกตว่า อาจจะนำประสบการณ์ของบางประเทศที่เก็บภาษีการฝังกลบขยะ เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้ การฝังกลบขยะนั้นมีต้นทุนครับ และจะได้ลดต้นทุนด้วยการรีบส่งเสริม หรือเร่งส่งเสริม ให้นำขยะนั้นไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การดำเนินการเช่นนี้ตรงกับหลักการของการจัดเก็บ ภาษีสิ่งแวดล้อมที่มีหลักการว่าการก่อมลภาวะนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่าย และจะต้องมีผู้รับภาระ เพื่อให้มลภาวะที่เกิดขึ้นนั้นได้รับการชดเชยจากการเป็นต้นทุนทางสังคมมาเป็นมูลค่า ทางเศรษฐกิจในรูปของภาษี ท้ายที่สุดขอกล่าวว่าผมสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ พร้อมกับ ข้อสังเกต ๒ ข้อ คือ ๑. สมควรที่จะสนับสนุนให้เอกชนดำเนินการโดยการสนับสนุนจาก ภาครัฐอีกทางหนึ่งควบคู่กับแนวทางของพีพีพี (PPPs) และ ๒. เห็นสมควรที่จะดำเนินการ พิจารณาการเก็บภาษีในเรื่องของการกลบฝังขยะมูลฝอย ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านสถิตย์ ท่านสมาชิกได้อภิปรายจำนวน ๑๓ ท่าน ใช้เวลา พอสมควร ครอบคลุมประเด็นครบถ้วนพอสมควรแล้ว ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไป ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบชี้แจงคำถามของท่านสมาชิกครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมในนามของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง “แนวทาง การส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” ต้องขอ กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๑๓ ท่าน ที่ได้กรุณาอภิปรายแล้วก็เสนอข้อเสนอแนะ ที่มีประโยชน์ รู้สึกเป็นกำลังใจอย่างยิ่งที่ฟังคำอภิปรายของทั้ง ๑๓ ท่านแล้วก็อาจจะสรุปได้ว่า ไม่มีท่านผู้ใดคัดค้านเลย เพียงแต่ว่ามีข้อแนะนำชี้แนะต่าง ๆ ซึ่งกระผมอยากจะขอตอบเป็น ภาพรวม ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนเวลาของท่านสมาชิกมาก ประเด็นแรก อยากจะขอย้ำว่า เรานำเสนอรายงานนี้มีคีย์เวิร์ด (Keyword) ก็คือเวสต์ ทู เอเนอร์จี (Waste to Energy) เป็นทางเลือกหนึ่งของการแก้ไขปัญหาฝังกลบขยะแบบเดิม ๆ ที่นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ทีนี้การจะทำเวสต์ ทู เอเนอร์จี (Waste to Energy) ให้สำเร็จมีปัจจัย องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างที่เราก็พยายามชี้อยู่ในรายงานนี้ ผมขอบพระคุณที่ไม่มีผู้ใดติชม ในเรื่องนี้ คิดว่าเคลียร์ (Clear) พอสมควรแล้วเรื่องการคัดแยกขยะต้นทาง อันนี้ทุกท่าน เห็นด้วยหมด ทีนี้ก็มาดูในเรื่องทำไมถึงเกิดไม่ได้ ผมก็อยากจะเรียนท่านสมาชิกที่อาจจะ อภิปรายว่าทำไมเราไม่มีแผนโรดแมป (Roadmap) อะไรอยู่ในนี้ จริง ๆ ในรายงาน ตอนเข้าวิป (Whip) ท่านมิ่งขวัญก็ได้ตั้งข้อสังเกต เราก็เพิ่มเข้าไปในตารางที่ ๒ ของภาคผนวก ง คือพื้นที่ อปท. ที่มีศักยภาพจะทำขยะก็คือมีปริมาณขยะเพียงพอ แล้วก็เช็กลิสต์ (Checklist) ต่าง ๆ อยู่ในภาคผนวก ง ตารางที่ ๒ แล้วภาคผนวก จ ก็ลิสต์ (List) โครงการที่ทำไฟฟ้า จากขยะที่มีอยู่หลายสิบโครงการ แต่จะเป็นโครงการเล็ก ๆ เพราะว่าติด พ.ร.บ. ร่วมทุน ก็ไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทถึงจะทำได้ แล้วก็ยังมีปัญหา ต้องขอบคุณ พันเอก ธนศักดิ์ เราไม่เคยได้ยินเสียงท่านเลย แต่ว่าท่านอภิปรายแสดงว่าท่านสนใจเรื่องนี้มาก แล้วท่านก็พูดได้ ถูกจุด ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องตั้งคณะกรรมการบูรณาการระหว่างกระทรวงเราก็คงจะนำมา เขียนเพิ่มเติมในรายงาน แต่จริง ๆ เราคิดว่าได้มีการถกแถลงกันเยอะ น่าจะเอาไปทำได้เลย แต่ว่าจะมีคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนโดยให้ใครเป็นเจ้าภาพก็ให้รัฐบาลรับไปพิจารณา ทีนี้สมาชิกบางท่านก็เสนอว่าให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพไปเลย สมาชิกบางท่านก็บอกว่า ต้องกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ บางท่านก็บอกว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพ ผมคิดว่าเราน่าจะเสนอว่าช่วยกันทำแล้วบูรณาการอย่างไร แต่ว่าตามกฎหมายปัจจุบัน พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของบ้านเมืองก็ดี ประกาศ คสช. ในสมัยนี้ก็กำหนดว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก แล้วเขาก็คุม อปท. ทั้งหมด ทีนี้ปัญหาของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สมาชิกบางท่าน อภิปราย และปัญหา อปท. ที่มีผลประโยชน์แอบแฝงทับซ้อนอะไรต่าง ๆ เราถึงได้เสนอ รูปแบบบิซิเนสโมเดล (Business Model) ว่าให้ อปท. กับเอกชนร่วมกัน เพราะว่าที่ราษฎรมาประท้วงคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ หรือโรงฝังขยะ บ่อกลบขยะ โรงเผาขยะ อะไรก็ได้ เพราะว่าไปฝังในที่ไกล ๆ ที่ใหม่ จริง ๆ โรงไฟฟ้าขยะควรจะอยู่ที่บ่อขยะใกล้ ๆ กันเลย คือที่ของ อบต. นั่นละ อบต. ให้เช่าไปแล้วก็เก็บค่าเช่า แล้วเขาก็จะเป็นผู้คัดแยกขยะ ปัญหา ความขัดแย้งของการไม่มีขยะก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วเขาก็ได้ผลประโยชน์จากการประมูลถูกวิธี โปร่งใสบนโต๊ะทุกอย่างเราถึงเสนอ แต่ไม่ได้ตัดโมเดล (Model) ที่ท่านสถิตย์เพิ่งอภิปรายว่า อย่าไปละเลยเรื่องเอกชนเขาจะทำ จริง ๆ เอกชนที่ทำอยู่ที่ยกตัวอย่างในรายงาน ไม่ได้เอ่ยชื่อเขา คือเขามีโรงไฟฟ้าของเขาอยู่แล้ว แล้วก็มีคนไม่รู้จะเอาขยะไปทิ้งที่ไหน หรือเอาบ่อขยะเก่า เอาขยะเก่า ๆ ไปคัดแยกมาแล้วมาส่งโรงงานเขา อันนี้ถือว่าเขาไม่ได้ ไปเสนอตัว มีคนเอามาส่งเขาเอง เขาก็เอามาทำ ถ้ารูปแบบนี้เวิร์ก (Work) ก็ทำต่อไป เราไม่ได้ห้าม หรือบอกว่าจะต้องไปเอาต์ลอว์ (Out law) ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพียงแต่ว่า อบต. อีกเยอะ ๆ ที่อยู่ในภาคผนวก ง ตารางที่ ๒ เราอยากจะเสนอว่าเพื่อให้ อบต. ลดความหวาดระแวงแล้วก็ลดความคุ้นเคยกับผลประโยชน์เดิม ๆ ใช้รูปแบบนี้ อบต. ก็น่าจะอยากทำ และเอกชนก็กล้าลงทุน คิดว่ารายงานของเราก็ได้ไอเดนทิไฟ (Identify) ปัญหา ทีนี้อยากจะกราบเรียนว่าข้อเสนอของทุกท่านเราได้จดไว้หมด แล้วคิดว่าเท่าที่ผมจด ไม่มีผู้ใดไม่เห็นด้วยกับรายงานนี้เลย กระผมก็ขอรับไปว่าจะไปปรับปรุงรายงานให้มี ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป ท้ายที่สุดนี้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณคำอภิปรายของทั้ง ๑๓ ท่าน ก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้ทำรายงานนี้ เป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานคุรุจิต เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขออนุญาตให้เวลาสมาชิกสักเล็กน้อยเพราะว่ากำลังทยอยเดินทางมาจาก ห้องประชุมใน ๓ ตึกของเรา ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับบัตรหรือว่าการแสดงตนไหมครับ เจ้าหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้วยนะครับ สำหรับการประชุมวันนี้จะมี ๒ รายงาน ซึ่งรายงานที่ ๒ ถ้าหากไม่เสร็จการพิจารณาก็จะต้องประชุมวันพรุ่งนี้ แต่คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จ ภายในวันนี้ ยังมีสมาชิกทยอยเดินมาในการใช้สิทธิแสดงตน สมาชิกใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ยังนะครับ ท่านชิดชัย เดี๋ยวขานชื่อแล้วกัน ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วเชิญท่านชิดชัย ไมโครโฟน ไม่ติดเจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยนะครับ มีท่านอื่นอีกไหมครับ ขอทราบผลการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๙ ท่าน บวกท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อีก ๑ ท่าน เป็น ๑๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “แนวทาง ส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน เชิญท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีครับ บัตรยังใช้ไม่ได้ใช่ไหมครับ ใช้สิทธิ ออกเสียงครับ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์

ใช้สิทธิเห็นด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ เห็นด้วยนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ ผลการลงคะแนนเสียง จากจำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง “แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอย ไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง “การปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง”

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาให้กรรมาธิการมีโอกาส ขอบคุณท่านสมาชิกที่จะให้ข้อแนะนำ ให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในห้วงเวลาปัจจุบัน หรือในช่วง คสช. นั้น สปช. และ สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ศึกษา ได้เสนอรายงานเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูประบบราชการ อยู่หลายด้าน ยกตัวอย่างเช่นในด้านโครงสร้าง ได้ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของการบริหาร ราชการแผ่นดินส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ได้มีการศึกษาหน่วยงานส่วนกลาง ที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ในด้านของการบริหารจัดการนั้น ได้มีการศึกษาในเรื่องของ การบริหารจัดการที่เป็นเลิศของจังหวัดหรือแอเรียเบส (Area based) ที่ท่านทั้งหลายทราบอยู่ นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของการเงิน การคลัง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สืบเนื่องตั้งแต่สมัย สปช. มาถึง สปท. ท่านประธาน สปท. และท่านสมาชิกก็ได้กรุณา ให้ข้อแนะนำทำให้รายงานที่เราส่งไปยังรัฐบาลนั้นได้รับการพิจารณาอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการเงิน การคลังภาครัฐ ก็คือในเรื่องของการขอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ วิธีงบประมาณ และการเสนอร่างพระราชบัญญัติวินัยทางการคลัง นอกจากนั้นแล้ว ในเรื่องของการบริการประชาชน ก็ได้มีการดำเนินการศึกษาในเรื่องของการบริหารราชการ การบริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัล รวมไปถึงการถ่ายโอนภารกิจภาครัฐ ปัจจัยหนึ่ง ที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินนอกจากที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้วก็คือ กฎหมาย ฉะนั้นวันนี้ขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะให้ประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สาม หรือ พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ และคณะได้นำกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของ การปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและข้อเสนอที่สำคัญ ขออนุญาต ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญค่ะ

พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ผม พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ สปท. หมายเลข ๑๕๘ ขออนุญาตเรียนเสนอการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ท่านสมาชิกได้กรุณาพิจารณาดังต่อไปนี้

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เหตุผลและความจำเป็นของ การปฏิรูปกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เป็นหัวใจสำคัญ ของฝ่ายบริหารที่จะใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและตอบสนอง ความต้องการของประชาชน โดยดำเนินการปฏิรูปเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายและทิศทาง ในการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศและนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่จะสนับสนุน และผลักดันให้การปฏิรูปและการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านโครงสร้าง และภารกิจด้านงบประมาณ ด้านระบบและกระบวนการดำเนินงาน และด้านบุคลากร สำหรับขอบเขตการศึกษา เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างและภารกิจ มิติด้านระบบและกระบวนการดำเนินงานเป็นหลัก ประกอบกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้เสนอร่างรายงานในมิติด้านงบประมาณ และมิติด้านบุคลากรผ่านสภาไปเรียบร้อยแล้ว ในประเด็นศึกษาที่คณะกรรมาธิการจะนำเสนอก็คงจะเหลืออยู่ ๒ มิติที่จริง ๆ ดำเนินการไปแล้ว แต่ได้มีการมารวบรวมเพื่อให้เป็นข้อสรุป ก็คือ ๑. ด้านโครงสร้างและภารกิจ ๒. ด้านระบบ และกระบวนการดำเนินงาน สำหรับวิธีการศึกษา โดยการทบทวนเอกสารวิชาการ และรายงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่เรื่องการปรับโครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่องการทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลาง ที่ไปปฏิบัติงานในภูมิภาค เรื่องการบริหารจัดการจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก รายงานเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการประชาชนด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ รายงานเรื่องโครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ ก.พ.ร. ก.พ. คณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ศึกษานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยเฉพาะในหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๖ และหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศในมาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๕๘ ข. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑ นโยบายรัฐบาลด้านการส่งเสริม การบริหารราชการแผ่นดินให้มีธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาครัฐ นโยบายประเทศไทย ๔.๐ แผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผ่านการพิจารณาของสภาไปแล้ว กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน อาทิ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ศึกษา วิวัฒนาการการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินก่อน พ.ศ. ๒๕๓๔ ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ สมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านได้ทรงยกเลิกระบบจตุสดมภ์ และจัดโครงสร้างใหม่เป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ส่วนกลาง (กระทรวง) ส่วนภูมิภาค (มณฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน) และส่วนท้องถิ่น (สุขาภิบาล) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ จัดโครงสร้างการบริหารราชการ เป็น ๓ ส่วน ได้แก่ส่วนกลาง (สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง กรม) ส่วนภูมิภาค (จังหวัดและอำเภอ) และส่วนท้องถิ่น (สุขาภิบาล) นอกจากนี้ใน พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ ขึ้น ซึ่งกำหนดให้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่น รูปแบบเทศบาลขึ้น ทำให้ราชการส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยเทศบาล และสุขาภิบาล ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๕ หรือที่เรียกว่า ปว.๒๑๘ ยกเลิก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ และที่ แก้ไขเพิ่มเติม แต่การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินก็ยังคงแบ่งเป็น ๓ ส่วนเช่นเดิม

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๕๓๔

๑. มีแนวคิดที่จะลดขนาดระบบราชการให้เล็กลง โดยริเริ่มให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทในการจัดทำบริการสาธารณะมากยิ่งขึ้น อาทิ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การให้สัมปทานแก่เอกชน หรือความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

๒. ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ เพื่อกำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน ช่วยให้การบริหารงานในระดับกระทรวง มีเอกภาพ สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดได้

๓. ตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ เพื่อรวบรวมและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหลักว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ให้เป็นพระราชบัญญัติเพียงฉบับเดียว

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ให้ความสำคัญ กับการปฏิรูประบบราชการโดยมีการนำเอาหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลัก ความคุ้มค่า กับการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ สร้างระบบการประเมินผล โดยใช้คำรับรองการปฏิบัติงาน การปรับการบริหารงานในภูมิภาคให้เป็นการบริหารงาน จังหวัดแบบบูรณาการ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อพัฒนาระบบราชการไปสู่รัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ และปรับปรุงคุณภาพการบริการด้วยการลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ หรือจัดศูนย์บริการร่วม เป็นต้น ได้มีการตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้มีสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงอีก ๑๙ กระทรวง รวมทั้ง ส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง คือหน่วยงานตามหมวด ๒๑ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติราชการ

การจัดระเบียบราชการบริหารแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีการตรา พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน คือภายหลังการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เป็น ๓ ส่วน คือส่วนกลาง (สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม) ส่วนภูมิภาค (จังหวัด และอำเภอ) ส่วนท้องถิ่น (อบจ. เทศบาล อบต. และองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ) ได้มีการตราพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อให้เป็นกฎหมายกลางที่ใช้บังคับกับระบบการอนุญาตในทุกหน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดให้ผู้อนุญาตจะต้องจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการมอบอำนาจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การมอบอำนาจให้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งในส่วนราชการอื่นในกระทรวงเดียวกัน และการมอบอำนาจการปฏิบัติ ราชการแทนในเขตพื้นที่ เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เพื่อจะกำหนดวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน

สำหรับสภาพปัญหา จากที่เราได้ศึกษามานำไปสู่สภาพปัญหาของการบริหาร ราชการแผ่นดิน โดยสรุปในด้านของโครงสร้างและภารกิจมีสภาพปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๓ ปัญหา ก็คือ ๑. โครงสร้างและบทบาทยังไม่สอดคล้องกับภารกิจของรัฐ ๒. หน่วยงานของรัฐบางส่วน ขาดการจัดแบ่งภารกิจและอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน รวมทั้งขาดการบูรณาการร่วมกัน จนเกิดปัญหาความซ้ำซ้อนในการทำงาน ๓. การถ่ายโอนงานให้ท้องถิ่นไม่เป็นไปตามแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ

ด้านระบบและกระบวนการดำเนินงาน มีสภาพปัญหาอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ ก็คือ การบริหารงานภาครัฐโดยรวมยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ขาดการกระจายอำนาจ อย่างเหมาะสม ขาดการบูรณาการ ขาดความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาต่าง ๆ มีสายการบังคับบัญชา และขั้นตอนเกินความจำเป็น ทำให้การบริหารงานเกิดความล่าช้าและขาดความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังขาดระบบการทำงานที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายแบบบูรณาการโดยยึดประชาชน เป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานระดับพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถ บริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากประเด็นปัญหาทั้ง ๒ ด้าน ทั้งโครงสร้างภารกิจและระบบกระบวนการ ดำเนินงานนำมาสู่การกำหนดประเด็นปฏิรูป ซึ่งก็จะกำหนดให้สอดคล้องกัน คือสภาพปัญหา ในเรื่องของโครงสร้างและบทบาทที่ยังไม่สอดคล้องกับภารกิจของรัฐนั้น ในประเด็นปฏิรูปที่ควร จะต้องดำเนินการก็คือ มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายของรัฐบาล รวมทั้งกำหนดให้ภาครัฐมีบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างที่เหมาะสม หน่วยงานของรัฐบางส่วนที่ยังขาดการจัดแบ่งภารกิจ และอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน นำมาสู่ประเด็น ปฏิรูปก็คือ กำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ และจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนอื่นให้ชัดเจน เหมาะสม ในเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจ ให้กับท้องถิ่นนั้น ก็ดำเนินการโดยเสริมสร้างความเข้มแข็ง เร่งรัดการกระจายอำนาจ และการถ่ายโอนภารกิจให้เป็นไปตามแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น

สำหรับประเด็นการปฏิรูปในด้านระบบและกระบวนการดำเนินงาน จากสภาพปัญหาที่เรียนให้ทราบไปแล้ว ๒ ปัญหา ก็นำมาสู่ประเด็นปฏิรูปที่ควรจะต้อง ดำเนินการคือ จำเป็นจะต้องปรับปรุงกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับให้มี ประสิทธิภาพ คล่องตัว และสอดคล้องเชื่อมโยงกันกับแผนพัฒนาต่าง ๆ พร้อมทั้งส่งเสริม ระบบการบริหารราชการแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ

สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปโดยเฉพาะในด้านโครงสร้างและภารกิจมีอยู่ ๓ ประเด็นหลัก ๆ

ประเด็นปฏิรูปที่ ๑ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้อง โดยมีแนวทาง ในการดำเนินงานอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ก็คือ

ข้อ ๑ มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน โดยกำหนดเจตนารมณ์และสารัตถะของกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะมาตรา ๗๖ กำหนดไว้ว่า ให้พัฒนาระบบการบริหาร ราชการแผ่นดินทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไป ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และมาตรา ๒๕๘ ข. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุล และการพัฒนาระบบ การบริหารจัดการภาครัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาล ในสังคมไทย แผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของประเทศไทย ๔.๐

ข้อ ๒ ปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้าง หน่วยงานของรัฐให้มีบทบาทและขนาดที่เหมาะสม โดยทบทวนบทบาท ภารกิจภาครัฐ มุ่งดำเนินการเฉพาะภารกิจหลัก ส่งเสริมการถ่ายโอนภารกิจให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เมื่อดำเนินการใน ๓ ขั้นตอนแล้ว ก็นำมาสู่การจัดโครงสร้างของส่วนราชการใหม่ให้สอดรับ กับบทบาทและภารกิจ

ประเด็นปฏิรูปที่ ๒ กำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ และจัดความสัมพันธ์ ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนอื่นให้ชัดเจนเหมาะสม มีแนวทางดำเนินการ ๓ ประเด็นหลัก ก็คือ

ข้อ ๑ กำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ การจัดความสัมพันธ์ให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน รวมทั้งสอดคล้องระหว่างภารกิจกับเขตพื้นที่รับผิดชอบ

ข้อ ๒ กำหนดหลักการและแนวทางในการยุบเลิกภารกิจ หรือปรับลด หน่วยงานส่วนกลางที่ไปปฏิบัติงานในหน่วยงานภูมิภาค

ข้อ ๓ ปรับปรุงการจัดส่วนราชการในภูมิภาคให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ที่เพิ่งออกใหม่เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ ก่อนหน้านี้เราใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ อันนี้คือมติคณะรัฐมนตรีที่ออกใหม่ล่าสุดจากหน่วยราชการส่วนกลาง ไปสู่ภูมิภาค

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในแนวทางที่ ๑ ก็คือ การกำหนดอำนาจ หน้าที่และการจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ส่วนกลาง ควรกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน คือ ๑. เป็นผู้กำหนดนโยบายและเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ๒. กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการอนุมัติ อนุญาต ๓. ควบคุม กำกับให้เป็นไปตาม กฎหมาย ๔. ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะในระดับชาติ ๕. งานส่งเสริม สนับสนุน และงาน ด้านวิชาการ เป็นต้น ส่วนภูมิภาคควรจะทำหน้าที่ ๑. เป็นตัวแทนของราชการส่วนกลาง ๒. เชื่อมโยงแผนพัฒนาระดับต่าง ๆ ในพื้นที่กับแผนพัฒนาระดับชาติ ๓. ทำหน้าที่ประสาน เชื่อมโยงกับองค์กรทุกภาคส่วนในพื้นที่ ๔. สนับสนุนและกำกับดูแลหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ๕. ให้บริการสาธารณะในส่วนที่ท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการได้ ภาระหน้าที่ของส่วนท้องถิ่น ก็คือ ๑. ดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ๒. ดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้อง ที่ท้องถิ่นสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้ ทั้งที่เกิดจากการรับโอนงานและที่ท้องถิ่นร้องขอ ให้ถ่ายโอน หรือการริเริ่มของท้องถิ่นเอง ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงศักยภาพของท้องที่และความต้องการ ของประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งสอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาในระดับต่าง ๆ

แนวทางดำเนินงานที่ ๒ เรื่องของประเด็นปฏิรูปด้านโครงสร้างและภารกิจ คือกำหนดหลักการและแนวทางในการยุบเลิกภารกิจ หรือปรับลดหน่วยงานส่วนกลาง ที่ไปปฏิบัติงานในภูมิภาค โดยให้กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ที่มีหน่วยงานตั้งอยู่ในภูมิภาค ทบทวนโครงสร้างภารกิจของตน โดยนำความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัด ส่วนราชการในภูมิภาค วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ ประกอบกับข้อเสนอการกำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ และภารกิจของราชการบริหารส่วนภูมิภาคของคณะกรรมาธิการที่ผม ได้กราบเรียนให้ทราบไปแล้วมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน

แนวทางการดำเนินงานที่ ๓ คือปรับปรุงการจัดส่วนราชการในภูมิภาค ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐

๓.๑ การจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นราชการบริหารส่วนกลางในภูมิภาค ต้องไม่ใช่ ภารกิจของภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยมีลักษณะภารกิจที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับงานวิจัย งานพัฒนา งานวิชาการ และงานบริการวิชาการ หรืองานที่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง หรือวิชาชีพ เฉพาะทางที่มุ่งการบริการ และให้ประโยชน์ต่อส่วนราชการหรือส่วนรวมของประเทศ พื้นที่ปฏิบัติการของภารกิจจะต้องครอบคลุมมากกว่า ๑ จังหวัด และต้องไม่มีหน่วยงาน ของกรมที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนกลางในภูมิภาค

๓.๒ การจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคของกระทรวง ทบวง และกรม ๑. ต้องมีอำนาจหน้าที่อย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ การรักษา บังคับใช้กฎหมาย อนุมัติ อนุญาต ให้เกิดความเรียบร้อยและเป็นธรรม การส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ชุมชนให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง การจัดบริการภาครัฐ ให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเสมอหน้า รวดเร็ว มีคุณภาพ ไม่ซ้ำซ้อนกับงานของ อปท. ๒. ลักษณะของภารกิจดังกล่าวไม่สามารถให้ส่วนราชการประจำจังหวัดอื่น ๆ ในจังหวัด ดำเนินการแทนได้เนื่องจากต้องใช้เทคนิคหรือหลักวิชาการเฉพาะทาง หรือเป็นด้วย ข้อกฎหมายบังคับที่จะให้อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการนั้น ๓. ให้มีส่วนราชการ ประจำจังหวัดที่เป็นผู้แทนกระทรวงแต่เพียงส่วนราชการเดียว

ประเด็นปฏิรูปที่ ๓ เรื่องของโครงสร้างและภารกิจ ก็คือเสริมสร้าง ความเข้มแข็ง เร่งรัดการกระจายอำนาจ และถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มีแนวทางดำเนินการ ๔ ประเด็นหลัก ก็คือ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับ แนวทางการปฏิรูป รูปแบบ และโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ตามข้อเสนอของกรรมาธิการปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้การกระจายอำนาจเป็นวาระ แห่งชาติ จัดทำพิมพ์เขียว หรือแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจทั้งด้านภารกิจ งบประมาณ และอัตรากำลังจากส่วนกลางให้ท้องถิ่นอย่างเหมาะสมตามข้อเสนอของกรรมาธิการ ปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้มีการทบทวนภารกิจที่ถ่ายโอนโดยคำนึงถึงศักยภาพ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท และประเมินผลภารกิจที่ถ่ายโอนเพื่อให้ การกระจายอำนาจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดกลไกและมาตรการกำกับเพื่อติดตาม การดำเนินการกระจายอำนาจอย่างชัดเจน

สำหรับในด้านของระบบและกระบวนการดำเนินงาน มีประเด็นปฏิรูปหลักอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นปฏิรูปที่ ๑ การปรับปรุงกลไกการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ ให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และสอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาต่าง ๆ มีแนวทาง ดำเนินการเพื่อดำเนินการให้ตอบสนองกับประเด็นปฏิรูป ก็คือ ๑. ส่งเสริม พัฒนาหน่วยงาน ของรัฐไปสู่รัฐบาลดิจิทัล พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ๒. พัฒนารูปแบบและแนวทาง การบริหารงานเครือข่ายให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานและทรัพยากรต่าง ๆ ของหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ให้เกิดการพึ่งพาและการบริหารงานแบบยืดหยุ่น ๓. กำหนดหลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนได้ชัดเจนว่าอำนาจใดบ้าง ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถมอบต่อให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติการแทนได้ โดยพิจารณาถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ ๔. กำหนดให้การจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด ต้องน้อมนำศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ และต้องสอดคล้องกับร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้ง ต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในจังหวัด ๕. กำหนดอำนาจหน้าที่ของอำเภอ ให้ชัดเจนและครอบคลุม โดยจัดให้มีศูนย์ดำรงธรรมอำเภอและเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการร่วม ๖. กำหนดให้มีการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ เพื่อเป็นกลไกในการเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหา และความต้องการของประชาชนให้สอดคล้องกันอย่างบูรณาการ ๗. ปรับปรุงกระบวนการ จัดทำแผนพัฒนาทุกระดับตั้งแต่แผนพัฒนาอำเภอ ซึ่งประกอบด้วยแผนพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จนถึง แผนพัฒนาในระดับประเทศ ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ การผังเมือง และนโยบายรัฐบาล ให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน

ประเด็นปฏิรูปที่ ๒ ส่งเสริมระบบการบริหารราชการแบบบูรณาการ เพื่อความเป็นเอกภาพ แนวทางการดำเนินการมี ๓ ประเด็นหลัก ก็คือ ๑. กำหนดรูปแบบ และปรับปรุงกลไกการปฏิบัติงานระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และการปกครองท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่ รวมทั้งภาคส่วนอื่น ให้เกิดการบูรณาการในการปฏิบัติงานร่วมกัน ๒. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรมการ จังหวัดใหม่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีสำนักงาน อยู่ในจังหวัดให้เป็นกรมการจังหวัดเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น กรมการจังหวัด มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษากับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ๓. แก้ไขกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินให้ครอบคลุมการบริหารราชการแผ่นดินทุกประเภท และกำหนดให้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเป็นกฎหมายกลางที่รัฐบาล ส่วนราชการ คือทั้ง ๒๐ กระทรวง และหน่วยงานอื่นที่อยู่ในหมวด ๒๑ ของ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งได้แก่รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐที่จะต้องนำไปยึดถือปฏิบัติ ข้าราชการที่มีอยู่ทั้งหมดทั้ง ๒๐ กระทรวง รวมทั้งท้องถิ่น คือ กทม. แล้วก็ท้องถิ่นด้วย ขณะนี้มีรวมกันทั้งสิ้นทั้งทหาร ตำรวจ ครู ทั้งระบบประมาณ ๑,๙๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ ไม่รวมรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนที่จะต้องเข้ามาสู่ระบบนี้ทั้งหมด อันนี้คือสิ่งที่เรากำหนด ให้เป็นกฎหมายกลางและข้าราชการจะต้องเริ่มต้นจากตรงนี้นำไปยึดถือปฏิบัติ กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในการกำกับดูแล เพื่อให้มีความชัดเจนในการเชื่อมโยงกันกับองค์กรรูปแบบอื่นที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร อาทิ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง ความคล่องตัว และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ก็คือนำรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนเข้ามาสู่ระบบของ การบริหารราชการแผ่นดินด้วย โดยให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการกำกับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และให้ทุกองคาพยพนั้นเริ่มต้นจาก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเป็นหลัก กำหนดให้องค์กรปกครองรูปแบบอื่นที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร อันนี้ก็คือหมายถึง ทั้งรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาขน อย่างน้อยต้องบริหารงานตามหลักการดังต่อไปนี้ ก็คือ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามความในมาตรา ๓/๑ ที่อยู่ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน การสร้างโอกาสและการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การกระจายอำนาจการตัดสินใจลงสู่ระดับปฏิบัติ การบริหารงาน บุคคลที่มีความโปร่งใส เป็นไปตามระบบคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และคำนึงถึง ระบบอาวุโส

ผลที่คาดว่าจะได้รับ การบริหารราชการแผ่นดินมีบทบาท ภารกิจ โครงสร้าง ที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาประเทศในอนาคต ดังนี้ ภาครัฐมีขนาดเล็ก กะทัดรัด มีความคล่องตัว มีบทบาทที่เหมาะสม มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และจัดความสัมพันธ์ ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนอื่นที่ชัดเจน เหมาะสม และไม่ซ้ำซ้อน มีหลักเกณฑ์และแนวทางในการจัดส่วนราชการในภูมิภาค ที่เหมาะสม มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้ครอบคลุม การบริหารราชการแผ่นดินทุกประเภท โดยกำหนดให้เป็นกฎหมายกลางที่รัฐบาล ส่วนราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จะต้องนำไปยึดถือ ปฏิบัติในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนและผลักดันให้การปฏิรูป และการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีการเร่งรัดการกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ มีการปรับปรุงกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว คุ้มค่า โปร่งใส และบูรณาการร่วมกันอย่างเหมาะสม กล่าวคือ หน่วยงานของรัฐต้องพัฒนาไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล รูปแบบและแนวทางในการบริหารงาน ขององค์กรภาครัฐเป็นแบบเครือข่าย สามารถเชื่อมโยงการทำงานและทรัพยากรต่าง ๆ ของหน่วยงานในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในรูปแบบพันธมิตร และมี การบริหารงานที่ยืดหยุ่น กลไกในการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐเป็นไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าในการดำเนินงานครับ หลักเกณฑ์ในการมอบอำนาจ ให้ปฏิบัติราชการแทนมีความเหมาะสม โดยพิจารณาถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ มีการปรับปรุงกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาทุกระดับ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินมีเอกภาพ มีเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกัน และทำให้การบริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวมครับ ผมขออนุญาตจบการชี้แจงรายงาน เรื่องการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอการปฏิรูปอื่น ที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่าน พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ มากนะคะ มีกรรมาธิการท่านใด จะชี้แจงเพิ่มเติมไหมคะ ไม่มีแล้วนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิก ท่านละ ๑๐ นาที ท่านแรกไม่อยู่ในห้องประชุม ท่านที่ ๒ ก็ไม่อยู่ ท่านนิกรก็ไม่อยู่ ท่านสุรินทร์อยู่ ขอเชิญท่านสุรินทร์ก่อนได้ไหมคะ เพราะว่า ๒ ท่านที่เสนอชื่อไว้ไม่อยู่ ในห้องประชุม ขอเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมกราบขอบคุณ ท่านมากครับ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมได้อ่านเอกสารของท่านกรรมาธิการและดูจากสคริปต์ (Script) ที่ท่านทำแล้วคิดว่าผมไม่ต้องอภิปราย ผมเสียบเลยว่าให้ผ่าน เพราะดูแล้วมีเหตุมีผล ทุกประการ แต่อย่างไรก็ตามต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เรียกผมแล้วก็จะขออนุญาต พูดสักเล็กน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการพิจารณาด้วย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

สิ่งที่ผมจะกราบเรียนก็เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเสริมกรรมาธิการอีกทีหนึ่ง และท่านก็นำไปพิจารณา ขอภาพที่ ๑ ในประเทศไทยเรานี้ ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ เรายังไม่มีระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีระบอบประชาธิปไตย มีกฎหมาย รัฐธรรมนูญแล้ว พอกลับไปดูก็จะเห็นว่าสมัยรัชกาลที่ ๗ มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วย ระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านไปอ่านสิครับ ในราชกิจจานุเบกษา หน้า ๗๕๑ จะเห็นว่าทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นเลย ผมอยากจะกราบเรียนว่าก่อนหน้านั้น ทันสมัยยิ่งกว่านี้ เดี๋ยวดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปว่าทันสมัยตรงไหน พอพูดถึง เรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว สมัยก่อนโน้นเป็นเวียง วัง คลัง นา ซึ่งเวียง วัง คลัง นา ใช้มานานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ ๗ เมื่อมีระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินแล้วก็ปรับปรุงเวียง วัง คลัง นา เป็นกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ สิ่งที่จะไม่กล่าว ไม่ได้เลยก็คือต้นแบบกระทรวงมหาดไทย ท่านดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ต่อไปครับ นี่คือกระทรวงมหาดไทยอยู่ริมคลองหลอด อันนี้เป็นแม่บท ๑ ใน ๔ เวียง วัง คลัง นา ว่าการบริหารจากกระทรวงมหาดไทยก็ไปยังจังหวัด จังหวัดก็ไปยังอำเภอ ไปถึงตำบล จากกระทรวงมหาดไทยผมจะให้ท่านดูภาพต่อไปนะครับ นี่คือศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โบราณเป็นกาแลแบบนี้ ที่ให้ดูก็คือว่าจากกระทรวงมหาดไทยก็ไปยังจังหวัด ผมไม่ได้เอามา ทุกจังหวัด เอามาเป็นตัวอย่างภาคละ ๑ จังหวัด ต่อไปก็เป็นที่ว่าการอำเภอแห่งแรก ๆ ของประเทศไทย ที่ว่าการอำเภอพระนครศรีอยุธยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่มีอำเภอเมือง เป็นจังหวัดเดียวที่ไม่มีอำเภอเมือง นอกนั้นต้องมีอำเภอเมือง มีอำเภอพระนครศรีอยุธยา ชื่อทับตัวจังหวัดไปเลย ต่อไปครับ นี่คือพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๗๖ ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๗๗ อันนี้ก็บอกไว้เลยว่าเทศบาลมีได้อย่างไร มีหน้าที่อะไร ถ้าประชาชนคนไทยรวมทั้งราชการไปอ่านแล้วก็จะเห็นว่าทันสมัยมากที่สุด แต่ทันสมัยมากกว่านั้นก็คือรูปของเทศบาลหรือเรียกว่าสุขาภิบาลสมัยโบราณ ปัจจุบันนี้ เป็นเทศบาลท่าฉลอมที่มหาชัย ท่านครับ สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้ตราพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ รศ. ๑๑๖ ต่อมาพัฒนาเป็นสุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย ประกาศ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๔๘ ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ นานมากเลย ทันสมัยที่สุด ท่านลองนึกถึงว่า ถนนหนทางเรายังไม่มีเลย ไปไหนก็ต้องไปทางน้ำ เป็นการกระจายอำนาจ ถ้าผมดูแล้วไม่ผิด ก็คือครั้งแรกของประเทศไทย นี่คือสายพระเนตรพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจากเทศบาลท่าฉลอมแล้ว ท่านดูต่อไปครับ นี่คือระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ มี อบจ. ที่เราว่านี้ ที่เราเรียกว่า อปท. มี อบจ. มีเทศบาล สุขาภิบาลหมดไปแล้ว แล้วก็ อบต. เราเรียกรวมกันว่า อปท. ต่อมาครับ การปรับปรุง อบจ. ขณะนี้ใช้พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วก็ มีการแก้ไขเรื่อย ๆ มา นี่เป็นวิวัฒนาการ ที่ผมต้องกราบเรียนรายละเอียดเหล่านี้ก็คืออยากจะให้ ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในที่นี้ที่ฟังอยู่ทางบ้านได้รู้ว่าระเบียบบริหารราชการแผ่นดินค่อย ๆ วิวัฒนาการ มาก่อนจะเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ มาจนถึงท่านกรรมาธิการจะทำก็ทันสมัยมาก แล้วก็คิดว่าจะเหมาะสมกับประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคต แต่จะเหมาะสม มากแค่ไหน ฟังผมอีกนิดนะครับ ต่อไปให้ดูรูปองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย ผมเอาภาพแต่ละภาคมาให้ท่านดู ต่อมาก็คือองค์การบริหารส่วนตำบลชุมพล จังหวัดสงขลา ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งไม่มีชีวิต แต่สำคัญที่สุดก็คือว่าคนที่ทำงาน หรือข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในอาคารต่าง ๆ นั่นคือกลไกของรัฐ เป็นมือไม้ของรัฐบาลที่จะทำงานแทนรัฐบาล ทั้งหมดนี้ ถ้าพูดถึงระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ คือเป็นฮาร์ดแวร์ (Hardware) ถ้าไม่มีอาคารเหล่านี้ ก็ไม่รู้จะให้เจ้าหน้าที่ไปทำงานที่ไหน นี่ก็เป็นฮาร์ดแวร์ (Hardware) อีกอย่างที่ผมยกตัวอย่าง ท่านอาจจะบอกว่าเอารูปคอมพิวเตอร์มาทำไม เดี๋ยวผมจะบอกว่าเอามาทำไม ภาพต่อไปครับ เป็นโทรศัพท์มือถือ สมัยก่อนนี้ท่านจะทำอะไรท่านต้องไปที่ว่าการอำเภอ ท่านต้องไปที่เทศบาล ไปร้อยแปดจิปาถะ แล้วผมกราบเรียนว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมฟังวิทยุแห่งประเทศไทย ต้องขอชื่นชมเลยว่า ณ บัดนี้ศาลยุติธรรมของประเทศไทยได้กำหนดว่าการส่งเอกสาร ให้ศาลแพ่งในเรื่องต่าง ๆ ไม่ต้องเดินทางไปที่ศาล ให้ส่งเป็นไฟล์ (File) ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปได้เลย สมัยก่อนนี้ต้องเอาฮาร์ดก๊อบปี้ (Hard Copy) ไป หมายถึงว่าต้องซีร็อกซ์ (Xerox) ถ้าเป็นเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ฉบับก็ต้องสำเนาถูกต้อง ร้อยแปดจิปาถะ สิ้นเปลืองเวลา และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในอนาคตส่วนราชการต่าง ๆ ในการบริการประชาชนควรจะใช้ สิ่งที่มีอยู่ บัดนี้รัฐบาลภายใต้แกนนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จะเป็นประเทศไทย ๔.๐ แล้ว ผมจึงอยากจะเห็นท่านกรรมาธิการ ฝากไปอีกนิดหนึ่งว่าในเรื่องของประชาชนคนไทยโดยเฉพาะ ข้าราชการไทย เมื่อสักครู่นี้ท่านบอกแล้วว่ามี ๑.๙ ล้านคน ไม่นับรวมรัฐวิสาหกิจ แล้วก็องค์กรกึ่งราชการ ผมว่าโดยรวมก็ประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ คนมีโทรศัพท์เรียกว่า เกือบทุกคน ท่านใช้โทรศัพท์ที่สำนักงาน คอมพิวเตอร์ที่สำนักงาน พีซี (PC) ร้อยแปดจิปาถะ เมนเฟรม (Mainframe) บางหน่วยได้เกิดประโยชน์ในการบริการประชาชนสักเพียงไร แต่ถ้าอ้างว่าไม่ได้ ต้องมาติดต่อให้เห็นหน้าว่าตัวจริงหรือตัวไม่จริง ผมคิดว่าเราก็ยังไป ไม่ถึง ๔.๐ เมื่อไรถ้าเราใช้เลข ๑๓ หลักของกระทรวงมหาดไทย ของ สทร. เป็นหลัก แล้วยึดตรงนี้เลย ผมคิดว่าในการบริการประชาชนจะไปได้ไกล ข้อเสนอผมครับ

๑. การบริหารราชการแผ่นดิน ผมอ่านในเอกสารของท่านแล้ว ท่านบอกว่า จะต้องใช้พื้นที่เป็นหลัก ผมขออนุญาตเพิ่มไปอีกนิดได้ไหมว่า นอกจากใช้พื้นที่แล้วขอให้ เอาประชาชนเป็นตัวตั้งเป็นหลักด้วย เพราะถ้ามีแต่พื้นที่ไม่มีประชาชน ท่านจะไปบริการใคร ๒ อย่างเป็นของคู่กัน เหมือนรัฐต้องมีเอกราช ต้องมีประชาชน มีเขต มีดินแดน มีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยจึงจะเป็นรัฐได้ โดยต้องคำนึงถึงถิ่นฐานที่แตกต่างกันของประชาชน ไม่ใช่ท่านบอกว่าราชการต้องมีแพตเทิร์น (Pattern) เดียวกัน ท่านจะให้แพตเทิร์น (Pattern) แบบเดียวกันนี้ไปใช้กับ ๓ จังหวัดภาคใต้ก็คงไม่ได้ เดี๋ยวนี้ก็ปรับเปลี่ยนแล้ว ไปใช้กับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็คงไม่ได้ ระเบียบ กฎเกณฑ์กลางเหมือนกัน แต่การอ่อนน้อม หรือการบริการประชาชน ยิ้มแย้มแจ่มใส ใช้ภาษา ร้อยแปดจิปาถะ ก็ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรม ของถิ่นนั้น ๆ ก็ฝากไว้นะครับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ท่านได้รับสั่งกับเจ้าพระยายมราชว่า ผู้ที่จะไปดูแลจังหวัดภาคใต้ขอให้ท่านบอกไปเลยว่าเมื่อจะไปถึงที่ภาคใต้แล้วให้ไปหาใคร โต๊ะอิหม่าม โต๊ะครู ร้อยแปดจิปาถะ ท่านรับสั่งทำไม ก็ให้รู้ว่าภาคใต้ไม่เหมือนกับภาคอื่น ๆ ในเรื่องการกินอยู่หลับนอน ร้อยแปดจิปาถะ ศิลปวัฒนธรรมก็ต่างไป เห็นไหมว่าความละเอียดอ่อน ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ สุดจะพรรณนา อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ที่เราควรจะน้อมนำมารับปฏิบัติในยุคนี้

๒. ต้องจัดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหมู่เหล่าเป็นข้าราชการในระบบ ๔.๐ ให้ได้ ถ้าเมื่อไรวันจันทร์มาสาย วันศุกร์กลับเร็ว ยังครับ ไม่ใช่ แล้วในบางอย่าง การบริการประชาชนไม่ใช่หมายถึงว่าต้อง ๐๘.๓๐ นาฬิกา เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา แล้วก็ บอกประชาชนว่ากลับไปได้แล้ว หมดเวลาแล้วผมจะกลับบ้าน อย่างนี้ไม่ใช่ครับ บางอย่าง ก็ต้องเลย เดี๋ยวนี้ผมอยากกราบเรียนว่าเวลาท่านไปต่อทะเบียนรถท่านไม่ต้องไปที่ กรมการขนทางส่งทางบก ที่กรมการขนส่งทางบกท่านขับรถเข้าไปเลย เอกสารพร้อม ไม่เกิน ๓ นาที ผมเคยไปมาแล้ว ต่อเรียบร้อย ท่านขับรถออกไปได้เลย มากไปกว่านั้น กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ท่านไปที่ศูนย์การค้าได้เลยวันเสาร์ วันอาทิตย์ เห็นไหม ไม่ต้องไปอ้างเลยว่าจะต้องไปที่นั่นที่นี่ ไปที่สำนักงานขนส่งจังหวัด อย่างนี้เรียกว่า ทำไม เป็นข้าราชการคิดแบบ ๔.๐ ผมก็ฝากท่านไปดู เรื่องของโครงสร้างระบบแล้ว ขอให้ท่าน ไปดูข้าราชการว่าข้าราชการมีจิตใจใฝ่บริการมากน้อยเพียงไร ถ้านึกถึงความสุขของประชาชน นึกถึงว่าถ้าเราเป็นตาสีตาสา ยายมา ต้องเดินมาหรือขี่จักรยานมา มาถึงแล้วก็อยากจะ ทำอะไรให้เสร็จ เลยไปสัก ๔ โมงครึ่ง ๕ โมงครึ่งท่านก็ขอโอที (OT) ได้ รัฐบาลท่านก็ให้อยู่แล้ว

๓. ต้องรีบเร่งพัฒนาให้ประชาชน เมื่อสักครู่ผมพูดถึงฮาร์ดแวร์ (Hardware) โครงสร้างระบบที่ท่านพูดอยู่นี้ ร้อยแปดพันประการไปแล้ว พูดถึงราชการแล้ว แล้วผมเชื่อว่า ราชการในยุคปัจจุบันทุกหมู่เหล่ามีจิตใจใฝ่บริการอยู่แล้ว แต่ถ้ามีมากกว่านี้และยิ้มเป็น ไม่ใช่สักแต่ว่ายิ้ม ยิ้มเป็น ยิ้มให้ประชาชนชื่นใจ รู้จักขอบคุณ ขอโทษประชาชนบ้าง ในบางโอกาสก็จะทำให้ประชาชนชื่นใจ ผมคิดว่าต่อไปข้อ ๓ ก็ต้องพัฒนาประชาชนให้รู้จัก ปรับเปลี่ยนพัฒนาตัวเองให้เร็ว ใช้โทรศัพท์ไม่ใช่สำหรับส่งไลน์ (Line) ที่ไม่ควรจะส่ง ก็ส่งกันไป ใช้ไลน์ (Line) ให้เกิดประโยชน์ แล้ววันนี้ถ้าติดต่อราชการ ราชการหลายแห่ง ถ้ามีระเบียบรองรับว่าต่อไปใส่เลข ๑๓ หลัก นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เลข ๑๓ หลักดังต่อไปนี้ แล้วก็บอกเลยว่าผมขอจะทำอะไรที่ไม่ไปกระทบกระเทือนบุคคลที่สามก็บริการได้ แล้วก็ ส่งบอกเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้ถ้าข้าราชการวิ่งให้ทันระบบการเงิน การธนาคารของประเทศซึ่งกำลังทำพร้อมเพย์ (PromptPay) ผมคิดว่านั่นคือการบริการ ประชาชนยุค ๔.๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมคิดได้ ฝากท่านกรรมาธิการไป ด้วยความเคารพครับ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในบางส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ท่านก็ไม่ต้องนำไป อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ขอความเมตตาท่าน ถ้าเรานึกถึงว่าประชาชนเกือบ ๗๐ ล้านคนคอยเราอยู่ เราจะต้องปฏิรูปให้ก้าวหน้า ให้ได้ ๔.๐ จริง ๆ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำ หลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเสนอท่านประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก ไปที่หน้า ๑๗ หัวข้อที่ ๘ ข้อเสนอการปฏิรูปด้านโครงสร้างและภารกิจ หน้า ๑๗ เอกสารที่มี รูปภาพของสภาและพระบรมรูปรัชกาลที่ ๗ เป็นตัวตั้ง แล้วในนี้ก็มี ๔ คอลัมน์ ๔ ช่องด้วยกัน โดยเฉพาะคอลัมน์แรกไม่มีคำว่า การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วม แต่เป็นที่เข้าใจว่าอยู่ในกรอบของการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม ในเอกสารและการอธิบายของกรรมาธิการทั้งหมด ไม่แน่ชัดว่ามุ่งเป้าไปที่คงความสำคัญของ กระทรวงมหาดไทยหรือว่าหน่วยงานจากส่วนกลางไปที่ภูมิภาคเป็นหลัก หรือเริ่มที่จะขยับ การโอนอำนาจจากส่วนกลางไปที่ภูมิภาค ไปที่ท้องถิ่น ท้องที่ และไปที่ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน แล้วก็ทางสถาบันวิชาชีพของทางภาคเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมว่าต้องตกลงกันตรงนี้ก่อนว่าเรายังมุ่งมั่นที่จะกระจายอำนาจในการปฏิรูปประเทศไทย หรือไม่ หรือเรายังอยากที่จะคงอำนาจไว้ที่ส่วนกลางโดยเฉพาะผ่านทางกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าเราจะทำอะไรที่จังหวัดตรงภูมิภาคนั้นก็จะมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน คณะกรรมการมากมายมหาศาล เป็นเรื่องของระบบความคิด เป็นเรื่องของทัศนคติว่า เราจะเอาอย่างไรแน่ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งแยกออกมาจากเรื่องของ การกระจายอำนาจมิได้ เพราะเรามีปัญหาดังที่ผมได้พูดหลายครั้งเหมือนกับอินทรีย์ ๒ ศีรษะ ๒ หัว ด้านหนึ่งก็จากส่วนกลางลงมาที่จังหวัด ที่ภูมิภาคผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด อีกด้านหนึ่งเราก็มีการเลือกตั้งในระดับ อบจ. อบต. เทศบาล แม้กระทั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าจะปฏิรูปกันแล้วกลับไปสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตย ผมขอย้ำ ขอยืนยัน แล้วก็ขอ ขับเคลื่อนต่อไปว่าต้องเป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ ผมได้เคยยกตัวอย่างของหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเราก็คือ ประเทศอินโดนีเซีย ที่เคยมีรัฐบาลทหาร มีอะไรมา ณ วันนี้เขาก็มุ่งความเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งผู้ว่ารัฐต่าง ๆ ประเทศของเขา จังหวัดของเขาใหญ่โตมโหฬาร เขาก็แบ่งจังหวัด เป็นรีเจียน (Region) เป็นเขต ภูมิภาคก็มีการเลือกตั้งไล่ไปจนถึงระดับเทศบาลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ที่สำคัญคือมีการโอนอำนาจไปให้กับจังหวัดและท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เรื่องของการศึกษา เรื่องของการแพทย์ เรื่องของทุกข์สุข ปากท้อง ประจำวันของประเทศ แต่ว่างานที่เขาเก็บไว้กับส่วนกลาง และส่วนกลางยังมีสำนักงาน ออกจากกรุงจาการ์ตาไปที่ต่างจังหวัด เช่น กระทรวงศาสนา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงวางแผนเศรษฐกิจ หรือว่าในแง่ของเราคือสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงความมั่นคงภายใน ภายนอก กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ๗-๘ กระทรวงเท่านั้นที่ยังควรจะมีหน่วยงาน ในต่างจังหวัด แล้วผมก็ได้เคยเสนอว่ากระทรวงมหาดไทยในแง่ของกระทรวงปกครอง ก็จะล้าสมัย ก็ต้องเปลี่ยนรูปโฉมของกระทรวงมหาดไทยให้เป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงภายใน แล้วก็การต่อต้านอาชญากรรมข้ามเขตแดน ข้ามชาติ เพราะว่า การปกครองต่าง ๆ เหล่านี้ ดังเช่นประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน หรือหลาย ๆ ประเทศในยุโรปนั้นโอนไปให้ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วอะไรที่ทางสมาคมวิชาชีพเอกชนดูแลได้ก็ไม่ต้องไปขออนุญาต หรือให้มีกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมมากำกับ ท้องถิ่นประสานกับสมาคมวิชาชีพ ให้ดูแลตนเองได้ อะไรที่เกี่ยวกับทุกข์สุขประจำวัน คนชรา คนพิการ ผมก็ได้เคยเสนอว่า มอบให้ทางเอ็นจีโอ (NGOs) องค์กรภาคประชาสังคมมิใช่องค์กรภาครัฐ แล้วก็อาจจะ แปลงสภาพของ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุขให้สามารถที่จะปกครองตนเอง รับงบประมาณจากรัฐสภาโดยตรงไม่ต้องผ่านหรือมีพี่เลี้ยงของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขมีสถาบันแพทย์ พยาบาล เหล่านี้ก็มีหน้าที่จะฝึกอบรมบุคลากรของ อสม. ให้ดูแลคนชรา คนพิการต่าง ๆ ในต่างจังหวัดได้ ผมว่าเราต้องมาตกลงกันตรงนี้เสียก่อน ไปคิดที่จะปรับปรุงตรงโน้นนิด ตรงนี้นิดหนึ่งโดยไม่ได้แยกแยะภาระหน้าที่ กระทรวงส่วนกลางที่จะอยู่ในต่างจังหวัดทำอะไรบอกมา ผมได้เคยยกตัวอย่างว่ากระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นเขาอาจจะอยู่ที่บางจังหวัดของญี่ปุ่น ช่วงที่มีการก่อสร้างทางด่วน ทางยกระดับข้ามจังหวัดต่าง ๆ ก็มาประสานกับทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่องานอันนั้นเสร็จแล้วก็กลับไป ถนนที่อยู่ ในจังหวัดนั้น ๆ ก็เป็นภาระหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือจะนายก อบจ. ที่มาจาก การเลือกตั้ง แล้วเราก็แจงได้ว่าระดับจังหวัดจะทำกี่อย่าง ผมก็พูดหลายครั้ง เอาไหมครับ ถนนภายในจังหวัด โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ชุมชน ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่จะอยู่ แล้วก็ทอนลงมาจนถึงระดับอำเภอหรือว่าเทศบาล จังหวัดหนึ่งก็มีอำเภอประมาณ ๕-๑๕ อำเภอ ก็แปลงสภาพให้มีการเลือกตั้ง แล้วถามว่า ตรงอำเภอก็พวกทะเบียนราษฎร์ทั้งหลาย ดูแลทุกข์สุข ดูแลคลินิกประจำวัน อันนี้ก็ดูแลกันไป ลงไปถึงระดับตำบลก็เรื่องของความมั่นคง ปลอดภัย เรื่องอุทกภัยเฉพาะหน้า ถ้าเราแจงภาระหน้าที่ในระดับต่าง ๆ แล้ว ความชัดเจน ความโปร่งใส การฝึกบุคลากร การจัดงบประมาณก็จะตามมา แต่ถ้าเรายังไปพูดกันหลวม ๆ เหล่านี้ ยังเน้นไปตรงภูมิภาค เราก็ไม่กระจายอำนาจ ความเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ได้เกิดขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชน ก็จำกัดอยู่แค่วันไปหย่อนบัตรเท่านั้นเอง อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากไว้

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเราสามารถที่จะมีสภาประชาชนได้ไหม เพื่อจะดูแล ควบคุมด้วยอีกทางหนึ่ง โดยอาจจะมีข้อแม้ว่าสภาประชาชนนี้ต้องประกอบด้วยบุคลากร ที่มีประสบการณ์ เกษียณอายุแล้ว เพื่อจะได้เป็นกลุ่มคนของจิตวิญญาณที่จะช่วยดูแล ความเป็นไปในจังหวัดนั้น ๆ ผมก็อยากจะเชิญชวนพวกเราที่อยู่ในต่างจังหวัดมาเป็นใหญ่เป็นโต ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างนี้เริ่มจะมีเวลาว่าง เดือนหนึ่งสัก ๒-๓ วันกลับไปช่วยใน คณะกรรมการหรือว่าสภาประชาชนได้ไหม อันนี้ก็อยากจะเสนอไว้ด้วย

อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ ในช่วง ๖-๗ เดือนที่ผ่านมา ผมออกไป ทำงานทางด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยร่วมกับทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วในนามของ สปท. ก็ทำกับมูลนิธิของเยอรมนีกับของสหรัฐอเมริกา แล้วก็ได้ไปเอา ประสบการณ์ทางด้านการปกครองท้องถิ่นของเขาไปเล่าสู่กันฟังให้กับบุคลากร ในหลายจังหวัด จากจังหวัดพะเยาลงไปถึงจังหวัดนราธิวาส จากจังหวัดขอนแก่นไปถึง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วผมเองก็ได้ออกไปอธิบายเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็น แล้วอยากจะเสนอไว้ก็คือความอัดอั้นใจของประชาชน เพราะไม่มีที่ที่เขาจะได้ระบายความในใจ ไม่มีเวทีที่จะให้เขาพูดจา เพราะตอนนี้ประชาชนเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเป็นอำมาตย์ ห่างไกล ท่านนายก อบจ. อบต. นายกเทศมนตรีท่านก็กลายเป็นอำมาตย์รุ่นใหม่ หรือกลุ่มผลประโยชน์ก็ไม่มีเวทีที่จะได้พูดจา เช้านี้เพื่อนสมาชิก ดอกเตอร์ถวิลวดีได้พูด เรื่องประชาเสวนา ผมก็อยากเสนอได้ไหมว่าให้เป็นกฎเกณฑ์ เป็นคำสั่งของ กระทรวงมหาดไทย ณ วันนี้ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ คสช. ว่าต้องมีเวที ให้ประชาชนในระดับต่าง ๆ ให้เขาได้มาระบายความในใจ มาร้องเรียน ร้องทุกข์ มาเสนอแนะ ผมได้ท้าผู้มาเข้าร่วมในทุกจังหวัดว่าแต่ละท่านประมาณ ๕๐-๑๕๐ คน ท่านรู้ไหมว่างบประมาณที่เข้าจังหวัดของท่านเท่าไร ก็ไม่มีใครตอบได้ แต่ผมได้ให้ เป็นการบ้านไว้ ผมก็ยกตัวอย่างของจังหวัดพะเยาว่าประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่า ต่อไปนี้ในปี ๒๕๖๑ ท่านจะช่วยกันกำหนดกับผู้ว่าราชการจังหวัด กับนายก อบจ. และบรรดาหัวหน้าสำนักงานที่ไปจากส่วนกลางไหมว่าจะใช้เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาทอย่างไร แล้วจะมีเวทีเสวนาให้เขาได้แสดงความคิดเห็น ให้เขาได้มีโอกาสจัดลำดับความสำคัญ ก่อนหลังหรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องมุ่งไปที่เนื้อหา ไม่อย่างนั้นเราก็จะมาพูดกันในการปรับ โครงสร้าง ท่านก็มาอธิบายว่าได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนมาอย่างไรตลอดเวลา ผมว่านั่นก็เป็นเรื่องของโครงสร้าง ก็เป็นกระดาษ เป็นตัวหนังสือ แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง แล้ว ณ วันนี้ จะมีประชาธิปไตยหรือไม่มีประชาธิปไตยยังไม่สำคัญเท่ากับว่าประชาชนเขามีเวทีที่จะ ได้มีส่วนร่วมความเป็นไปในระดับจังหวัดหรืออำเภอ หรือตำบลของเขาหรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นหัวใจอันสำคัญ แล้วถ้าเขาจะมีส่วนร่วมได้เขาก็ต้องรู้ว่าในระดับตำบลนั้นกำนัน มีหน้าที่อะไร ไปตรงอำเภอที่จะแปลงสภาพเป็นเทศบาลเมืองนั้นมีหน้าที่อะไร และในระดับจังหวัดเขามีหน้าที่อะไร แล้วประชาชนจะมีส่วนร่วมในการที่จะออก ความคิดเห็นและตัดสินใจอย่างไร ไม่อย่างนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราก็ว่ากันเป็นทฤษฎี แล้วการที่จะมาพูดกันตลอดว่าทุกเรื่อง ที่เข้ามามีประเด็นปัญหาความซับซ้อน ไม่มีการบูรณาการ ก็พูดได้ถูกตลอด แต่จะ ไม่ได้แก้ปัญหาการบริหารบ้านเมือง การจัดการให้มีธรรมาภิบาลและมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง แต่ท่านประธาน ผมลองคิดว่าเราต้องมาเปลี่ยนทัศนคติที่นี่ ต้องตัดสินใจที่ สปท. เลยว่า ระดับจังหวัดจะให้ทำ ๕ อย่าง ระดับอำเภอ เทศบาลจะให้ทำ ๑๕ อย่าง ลงไปที่ตำบล ทำ ๒๐ อย่าง ก็กำหนดให้ชัดและให้มีงบประมาณมาโดยตรง และต้องมีความเชื่อมั่นว่า ประชาชนชาวไทยปกครองตนเองและดูแลตนเองได้ จะมีระบบตรวจสอบ จะเป็น กรมบัญชีกลาง จะเป็น สตง. จะเป็นศูนย์คุณธรรม ศูนย์ดำรงธรรม จะมี ปปง. ป.ป.ช. เยอะแยะไปหมดแล้ว แล้วเราก็มีศาลปกครอง ไปห่วงอะไรล่ะครับ ให้อำนาจกับประชาชน ให้อำนาจกับท้องถิ่น ให้อำนาจกับผู้ประกอบการ ประเทศไทยก็จะเคลื่อนได้แล้วก็เป็นรากฐาน อันสำคัญของสังคมประชาธิปไตย ตราบใดที่กระจุกตัวอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องใช้กฎหมายลงโทษ แล้วก็ออกกฎหมายเยอะแยะกันมาหมด แต่ว่าไม่ได้โอนอำนาจอันแท้จริงให้กับประชาชน ก็เคลื่อนไปไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นสังคมประชาธิปไตยก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีเวที ที่จะให้ประชาชนเขาได้พูดจา ผมอาจจะขอเท้าความไปที่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนก็ได้ เขามีการปรึกษาหารือทุกระดับ เพราะฉะนั้นคำสั่งจากปักกิ่งเมื่อออกมาแล้วที่หมู่บ้าน เขารู้กันหมดเพราะมีเวทีประชาชนที่เขาจะได้พูดจากัน และเมื่อเป็นการตัดสินใจแล้วรู้เรื่อง กันทั้งหมดทั้งประเทศถึงได้ขับเคลื่อนไปได้ถึงแม้ว่าจะเป็นระบบพรรคเดียว แต่ที่สำคัญ คือเขามีความเป็นพลเมืองผู้รู้ ผู้ตื่น แล้วก็รู้ทันเรื่อง เพราะว่าเขาได้เข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร เขาได้มีโอกาสที่จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วเขาจะได้รับการตอบสนอง เพราะว่าเขาไม่สามารถ ณ วันนี้ที่จะนัดไปพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายก อบจ. ได้ ท่านไม่ว่างกันทั้งนั้น นี่คือประเด็นปัญหาที่ได้เห็นมาในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมาแล้วก็สามารถจะแก้ไขได้ แต่เราต้อง ตัดสินใจในใจกันเสียก่อนว่าจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจริงจังหรือไม่ อย่าไปเหมารวมว่า การมีส่วนร่วมแค่ตรงพรรคการเมือง สมาชิกการเมือง บอกว่าไม่ใช่ครับ เรากำลังพูดถึงคน อีก ๗๐ ล้านคนที่เขาจะต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในความเป็นไปในวิถีชีวิตประจำวันของเขา ขอขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียนเชิญค่ะ

นายนิกร จำนง 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ประเด็นนี้วาระนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องที่ใหญ่มากก็คือว่าด้วยเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ครอบคลุมทุกมิติแล้วก็มีนัยสำคัญค่อนข้างมาก โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักการ ต้องมีการปฏิรูปกันอยู่แล้ว ที่เขาบอกกันว่าเราไม่ได้ปฏิรูประบบราชการกันมายาวนาน และระบบนี้มีมานานเท่าไรจำไม่ได้ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยกระมัง แล้วก็สอดคล้องกับวิถีของเรา ดังนั้นมีปัญหาสั่งสมมากมาย ผมเห็นด้วยในหลาย ๆ มิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการ แต่ทีนี้ ก็ต้องขออนุญาตว่าในเมื่อเราจะมองภาพรวมกันแล้วผมจะขอมองภาพรวมในภาพของ ระบอบประชาธิปไตย ท่านสมาชิกที่เพิ่งนั่งลงไปเมื่อสักครู่ที่อภิปรายก็พูดไว้ชัดเจนถึงแก่นสาร ของประชาธิปไตยว่าสุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนที่เราต้องพิจารณา นั่นคือเป้าหมายหนึ่งของ การบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ ผมจะมองอีกมิติหนึ่ง ผมจะมองในเชิงบริหาร ผมเข้าไป ข้อเสนอเลย เรื่องสภาพปัญหาไม่ต้องพูดกันแล้วเพราะว่าเราอยู่กับปัญหานี้มาหลายช่วงอายุคน จับไปตรงไหนก็ถูก พูดอะไรก็ถูกหมด เป็นปัญหามายาวนาน จะพูดไปถึงข้อเสนอแนะ ที่ท่านเสนอแนะขึ้นมา ผมมีข้อสงสัยมีข้อสังเกตอยู่บางประการที่ต้องการคำตอบ และเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผมในฐานะมองในเชิงบริหารด้วย ข้อเสนอตาม ข้อ ๘.๑.๑ และ ข้อ ๘.๑.๒ เป็นประเด็นครับ เพราะเป็นข้อเสนอที่รัฐดำเนินการจะให้มี การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการเรื่องการบริหาร ท่านก็อ้างถึงเรื่องยุทธศาสตร์ อ้างถึง หัวข้อโน้นหัวข้อนี้ในเชิงบริหารที่ออกมาแล้ว คำถามผมอยู่ตรงนั้นว่ารัฐธรรมนูญกำหนดอย่างนี้ มาตรานี้กำหนดอย่างนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี กำหนดอย่างนี้ บริหารราชการแผ่นดิน กำหนดอย่างนี้ คำถามผมอยู่ตรงนั้นว่าแล้วเราจะไปทำอะไร ก็ในเมื่อทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงตรงนี้ รัฐธรรมนูญก็กำหนดแล้วกำลังทำอยู่ขณะนี้ แล้วยุทธศาสตร์ชาติกฎหมายกำลังออก และกำลังมีการเสนออยู่ขณะนี้ เรื่องพวกนี้ถูกรัน (Run) ไปแล้วตอนนี้ เดินไปแล้ว แล้วเดินไป ในเชิงอำนาจที่เป็นหลักเลยเพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญ มีการกำหนดเรื่องวิธีการบริหาร กำหนดเรื่องเป้าหมายในการบริหารไว้หมดสิ้นแล้วเหมือนที่ท่านเสนอมาตั้งแต่ตอนต้น ครบถ้วนกระบวนความ แต่พอเสนอทีหลังประเด็นของผมก็คือเสนอให้ทำอะไร ยกตัวอย่างว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการ ในภูมิภาค เรามีปัญหาเรื่องส่วนภูมิภาคมาก แต่เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ครม. มีมติแล้วให้ทำเรื่องนี้ สิ่งที่เราจะทำก็คือเสนอคู่ไปกับ ครม. หรือในเชิงบริหาร หรือจะเสนอเป็นกฎหมาย หรือจะเสนออะไร ดังนั้นในข้อ ๘.๑.๑-๘.๑.๒ ในเชิงบริหารผมสงสัยมากว่าเรากำลังเรียงมา ๘ ส่วน ส่วนที่ ๙ ส่วนที่ ๑๐ คือข้อเสนอ ข้อเสนอตรงนี้ก็คือกลับไปที่ตรงนั้นละ ผมเลยถามว่า ในรูปธรรมจริง ๆ ต่อจากนี้ให้ สปท. เราเสนออะไรไปยังรัฐบาล ให้ทำอะไร อย่างไร นี่คือข้อที่ ๑ ประเด็นแรกผมถือว่าเราเสนอซ้ำอีก คราวที่แล้วท่านก็ได้เสนอเรื่องยุทธศาสตร์ไปบ้างแล้ว แผนก็เสนอไปบ้างแล้ว นี่เป็นการเสนอซ้ำไปอีกหรืออย่างไร แล้วจะเกิดผลอะไร อย่างไร

ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ ๒ ข้อต่อจากนี้จะย้อน แย้งกันเอง ที่ผมเสนอเพื่อจะนำไปสู่อีกอย่าง เวลาเรามองปัญหาเราจะมองกันไปด้านหนึ่ง มีมุมกลับของมันเสมอ ท่านเสนอขึ้นมา ๘.๑.๓ ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเพียง หน่วยอำนวยการ ประสานงาน สนับสนุนการดำเนินกิจการให้กับเทศบาล ข้อนี้ก็ดูเหมือนจะดี เพราะขณะนี้คุณมีอำนาจคลุมไปทั้งหมด แต่มีปัญหาในเชิงมุมกลับของมันเองซึ่งเป็นปัญหา หนักหน่วงมาก ผมยกตัวอย่างว่าอยู่มาวันหนึ่งเทศบาลเรากระจายไปแล้ว ของเรา ไม่ใช่เป็นการกระจายอำนาจ ของเราเป็นลักษณะอำนาจกระจาย พอออกไปแล้ว ทุกคนก็จะมอง แต่ในส่วนเขาหาเสียงกันมาแบบนั้นก็โทษเขาไม่ได้ ในการที่จะมองว่า ตำบลของเขามีปัญหาอะไรบ้าง อย่างไร ทีนี้บังเอิญมีอยู่ประเด็นหนึ่งว่ามีถนนเส้นหนึ่ง อยู่ในความดูแลของท้องถิ่นแล้ว เพราะว่ากรมทางหลวงชนบทโอนไปแล้วคาบไปตั้งครึ่งอำเภอ มันผ่าน อบต. ซึ่งเป็นเทศบาลบ้างไม่เป็นบ้างประมาณ ๗-๘ เทศบาล ประเด็นปัญหาก็คือว่า แล้วเราจะให้เทศบาลเหล่านั้นหรือว่า อบต. เหล่านั้นช่วยกันทำถนนมาต่อ ๆ เพื่อให้ ครบทั้งเส้นได้ไหม เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าคลองส่งน้ำก็ดี คือเรื่องราวเหล่านี้มีรอยต่ออยู่ตรงกลาง เดิมเป็นของกรมทางหลวงชนบท แล้วตอนหลังเรามีการกระจายออกมาเป็นกรมโยธาธิการ และผังเมืองจะเป็นคนดูแลถนนของกรมโยธาธิการและผังเมือง แล้วกระจายต่อออกมาเป็น กรมทางหลวงชนบทถ้าจำความกันได้ ผมเคยพูดมาครั้งหนึ่งแล้วว่าให้เวลาคุณ ๕ ปี แล้วต่อจากนั้นจะยุบทิ้งโอนให้ท้องถิ่นหมด ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้เพราะท้องถิ่น ดูแลตัวเองไม่ได้ ตอนนั้นเศรษฐกิจดีท้องถิ่นพอมีรายได้อยู่บ้าง แต่ก็ดีเฉพาะตอนนั้น ตอนหลังมาดูแลตัวเองไม่ได้ เงินเดือนก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ถนนโอนไปแล้ว คนที่ดูแลถนนสายยาว เดิมมี รพช. รพช. ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วเราให้ทำเอง พอท้องถิ่นทำเอง คอสต์ (Cost) ในการที่จะไปทำ ในการออกแบบก็ดี วิศวกรก็ดี เดิมถนนเป็นหลุมเป็นบ่อนิดเดียว ก็เอาเครื่องมือจาก รพช. มาทำ เสร็จก็กลับไปทำตรงโน้นตรงนี้เป็นการเหมารวม ตอนหลังประมูลกว่าจะเสร็จพังเพิ่มไปอีก ๓ กิโลเมตรแล้ว ในความเป็นจริง ก็เลยโยนคืนกลับมาให้ ตกลงตอนหลังถนนที่เป็นสายขนาดใหญ่แบบนี้ย้อนกลับไปแล้ว กรมทางหลวงชนบทที่เราจะตั้งขึ้นมากลายเป็นว่าจะต้องอยู่ตลอดไปแล้ว ท่านประธาน คงจำได้ว่า ๓ ครั้งที่เราเวฟ (Waive) ไปว่าเราตั้งใจกว่า ๕ ปี ไปต่อก็ยังต้องมี สุดท้าย เรายอมรับความจริงว่าต้องมี ประเด็นเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างส่วนนี้ ขณะนี้ส่วนที่ จะไปคุมก็คือ อบจ. ที่คอยดูแลเชื่อมต่อระหว่างทางที่เป็นเชื่อมต่อ องค์รวมของจังหวัด อบจ. เป็นคนดูแลเป็นลักษณะไม่ใช่แบบจังหวัด แต่เป็นท้องถิ่นอีกแบบหนึ่ง ที่คุมไว้ดูแลกิจการใหญ่ ๆ ถ้าเราคิดว่าให้องค์กรตรงนี้เป็นเพียงผู้สนับสนุนเทศบาลเล็ก ๆ อะไรต่าง ๆ งานโดยรวมของพื้นที่รวม ๆ ของจังหวัดใครจะเป็นคนดูแล ตรงนี้คือบริบทจริง ที่เป็น เราเองเคยทำ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานทราบว่าโครงการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานได้เงินไม่มากเลยก็มีการบริหารจัดการน้ำไป ผมมีส่วนร่วมทำเรื่องนี้อยู่ด้วย ก็คือให้กรมชลประทาน กรมการข้าวและทุกกรม กรมปศุสัตว์ รวมกันหมดแล้ว ถ้าน้ำเข้า หมายความว่าไม่ใช่เรื่องน้ำแล้ว เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ปรากฏว่าเวลาเราไปแถว จังหวัดจันทบุรี เราทำไปบางส่วนใช้งบประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ปรากฏว่าท้องถิ่นใส่เข้ามา ๑๐ ล้านบาทช่วย อบจ. นี่ละ งานหลายอย่างที่เรา ใช้งบประมาณจาก อบจ. มาช่วยทำให้สำเร็จลงได้ เป็นงานขนาดใหญ่ที่เกินเทศบาล กว้างกว่า เทศบาลเขาช่วยตรงนี้ได้เยอะ สิ่งที่เราคาดหวัง วันที่ ๑๓ เราจะขอเอาเรื่องศาสตร์พระราชาเข้า ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการตามศาสตร์พระราชาในการดูแลว่าท้องถิ่นต่าง ๆ อบจ. ต่าง ๆ รักพระเจ้าอยู่หัวของเรา รัชกาลที่ ๙ เขาจะได้ช่วย เพราะงบขนาดนี้ถนนทำแล้ว ไฟฟ้าทำแล้ว งานรวม ๆ ตอนนี้ อบจ. จะช่วยได้เยอะ แล้วงบประมาณในส่วนที่จังหวัดให้ไป จังหวัด ประสานกับงบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบจังหวัด อบจ. จะช่วยได้เยอะ เขามองภาพรวม แต่ถ้าเราให้เทศบาลมอง เทศบาลเขาก็ไม่ได้ผิดที่จะมองเฉพาะเขตเทศบาล เพราะความรับผิดชอบอยู่ตรงนั้น ดังนั้นการที่เราจะมาคัตดาวน์ (Cut down) ตรงนี้ว่า ให้ทำเฉพาะตรงนี้ ตรงนั้น ตรงโน้น บริบทมันมีบางทีอาจจะไม่เป็นไปตามนี้ก็ได้ นี่คือเรื่องที่ว่า แบบนี้กระจายมากไม่ได้ การกระจายอำนาจดี แต่การกระจายอำนาจทำให้มีปัญหา กับประชาชน เมื่อสักครู่นี้ท่านสุรินทร์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงการไปต่อภาษี ๓ นาทีได้ เป็นโครงการที่ผมได้ทำคือด่วนจี๋ ๓ นาทีได้ หลังจากนั้นมาอีกปีหนึ่งก็คือเลื่อนล้อต่อภาษี คือขับเข้าไปเลยแล้วไปจ่ายกันแบบซื้อบิ๊กแมกซ์ (Big Max) ต่อจากนั้นชอป (Shop) ให้พอ แล้วต่อภาษี ไปทำศูนย์อยู่ในศูนย์การค้า ชอป (Shop) กันมาแล้วมาต่อที่นั่น ตอนหลังก็ใช้ ออนไลน์ (Online) เดี๋ยวนี้ ๒ นาทีก็ทำได้ เรื่องนี้มีประเด็นครับ นี่คือเรื่องกระจายอำนาจ อีกอันที่ว่า พ.ร.บ. กระจายอำนาจออกมาบังคับว่าต้องให้กระจายอำนาจพวกนี้ออกไป เรื่องก็เข้ามาว่าเทศบาลจะเอาเรื่องการต่อภาษีตรงนี้ไปทำ ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่ยอม ไม่ใช่เอาอำนาจไว้ แต่ท้ากันว่าถ้าเอาไปทำแล้วประชาชนทำได้ ๓ นาทีแบบที่เราทำเอาไปเลย เพราะว่าเราสามารถต่อภาษี ท่านประธานอยู่ที่นี่ไปต่อที่จังหวัดมุกดาหารก็ได้ ไปต่อที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ได้ รถท่านประธานนั่นละ ต่อที่ไหนก็ได้ถ้าเป็นระบบออนไลน์ (Online) ทั่วประเทศ เทศบาลนครมุกดาหาร หรือจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะต่อเชื่อมกันได้ไหม ถ้าต่อไม่ได้ เราก็เลยท้ากันว่าถ้าบริหารได้ดีจริงตรงนี้เอาไปทำเลย ไม่ว่าครับ แต่ถ้าทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ บริการประชาชนดีกว่านี้ไม่ได้ ไม่ให้ ท่านวิษณุ เครืองาม ตอนนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีลงมา คุยเรื่องนี้กัน ผมไม่ยอมเอง คุยที่ทำเนียบรัฐบาลเพราะอยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี คุยกันไปคุยกันมาตกลงสุดท้ายผมชนะ เรื่องการต่อภาษีขณะนี้ยังอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก เราเพียงแต่คัตดาวน์ (Cut down) บางส่วนไปครับ คือภาษีที่ได้เราไม่เอาไว้สักบาทหนึ่ง หมายความว่าถ้าอยู่ใน กทม. กทม. ปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปเลย ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เอาไปเลย เทศบาลไหนเอาไปเลย แต่ว่าการดูแลประชาชนให้อยู่ที่เรา เพราะเราดูแลได้ดีกว่า ดังนั้นประเด็นในการกระจายอำนาจหรือรวมอำนาจ ศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่รวมหรือกระจาย ศูนย์กลางอยู่ที่ว่าใครบริการประชาชนได้ดี ดังนั้นเป้าหมายจะชัด เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง ไม่ได้อยู่ที่ระบบบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ที่เป้าหมายในการดูแล การบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ที่ใคร อยู่ที่การคงระบบไว้ไหม อยู่ที่การจัดการกับระบบไหม เรากำลังมาแต่งทุกเฟือง เรากำลังมาแต่งยานยนต์ลำหนึ่งให้ดีให้วิ่งได้สะดวก แต่ปัญหาคือไปที่ไหนกันล่ะ ขนอะไรล่ะ ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ว่าจุดตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานครับ มีอีกเรื่องหนึ่งที่แย่งกันคือสถานีขนส่ง สถานีขนส่งเหมือนกัน หลายแห่ง ขอนแก่นต้องการ โคราชต้องการ เพราะคนเยอะ แต่ในระบบกรมการขนส่งทางบก ต้องดึงเงินจากทุกศูนย์มารวมไว้ เรื่องนี้ผมตัดสินอย่างนี้ว่าถ้าอย่างนั้นทดลองกัน ๒ ปี บริหารได้เอาไปเลย แต่ถ้าบริหารไม่ได้ต้องกลับมาสู่ระบบไม่ใช่กระจายไปหมด ตอนหลัง ปรากฏว่าโคราชดูแลตัวเองได้ จังหวัดขอนแก่นดูแลตัวเองได้ จังหวัดพิษณุโลกดูแลตัวเองได้ แต่ที่จังหวัดนราธิวาสเราก็ต้องใช้เงินจากกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปแล้วตาย คือออกเรือนแล้วไปอยู่ข้างนอกดูแลตัวเองไม่ได้ต้องใช้งบจากส่วนกลาง เพราะฉะนั้น บางส่วนเรากระจายให้ บางส่วนเราไม่กระจายให้ เพราะว่าอยู่แล้วรัฐบาลกลางเป็นคนดูแล ดังนั้นเรื่องนี้อยู่ที่บริบทของปัญหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ว่า แก้ปัญหาแบบเดียวเหมือนกันหมดและไปได้หมด ไม่ใช่ เป้าหมายคือประชาชนผู้รับบริการ ต่างหาก ถ้าเราหลงทาง เรามามัวสนใจแต่เฟืองที่ยังมีการจัดให้เป็นตามทฤษฎีโน้น ทฤษฎีนี้ ทฤษฎีนั้น โดยลืมเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร มีปัญหาท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างสุดท้าย ที่บอกว่าย้อนแย้งกัน ข้อเสนอ ๘.๒.๒ ใน ๓.๑ ท่านเสนอว่ากำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในการกำกับรัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนด้วย ประเด็นเมื่อสักครู่นี้ผมไม่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ บางส่วนที่ว่ากระจายไปแล้วอำนาจ กระจายหมดทำให้ประชาชนมีปัญหา บางส่วนที่เราดูแลดีกว่าก็ดูแล ในประเด็นนี้ เราแบ่งรัฐวิสาหกิจออกไป เราเอาเป็นองค์การมหาชน เราทำโน่น ทำนี่ เราจะเอานายกรัฐมนตรี ไปบริหารทำไม ที่เราเสนอตรงนี้คือให้เขากระจายไปเป็นองค์กรและเราคุมนโยบาย เราอาจจะใช้เป็นซูเปอร์บอร์ด (Super Board) คอยดูแลเป้าหมาย ทิศทาง คอยดูแล การบริหารจัดการอย่างนั้นจะดีกว่า แต่ในนี้เหมือนกับว่าเราไปรวมอำนาจในส่วนนี้ ตรงนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นว่าควรจะกระจายออกไปให้เขาทำงานกันไม่อิสระมาก แต่มีซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ที่คอยดูแลผมเห็นด้วย เดิมเราใช้สำนักรัฐวิสาหกิจเป็นคนดูแล แต่ว่า สำนักรัฐวิสาหกิจก็อยู่ภายใต้แรงกดดันเหมือนกัน เพราะว่าบางส่วนเช่น อ.ต.ก. หรือ ขสมก. สร้างขึ้นมาเพื่อขาดทุน เราจะไปให้ ขสมก. กำไรเป็นไปไม่ได้เพราะดูแลประชาชนขาดทุน อ.ต.ก. ถ้าเราไม่ช่วยประชาชนเรื่องพืชผลรัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินเป็นการซับซิดี (Subsidy) ไปอยู่เอง อย่างไรก็ต้องจ่าย เป็นการจ่ายเพื่อไม่ต้องจ่ายครั้งต่อไป สิ่งเหล่านี้เองที่ผมไม่เห็นด้วย กับการว่าไม่ควรจะมีผู้บริหารเข้าไป ให้เขาเป็นรัฐวิสาหกิจดูแลเป้าหมายของเขาเอง ตามสัดส่วนที่ว่าคุณเป็นพีเอสโอ (PSO) หรือเปล่า เป็นพับบลิก เซอร์วิส อ็อบลิเกชัน (Public Service Obligation) หรือออกมาเพื่อดูแลประชาชนขาดทุนหรือเปล่า หรือทำกำไรแบบการบินไทย แต่ขาดทุนก็ต้องว่ากัน สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ สรุปว่าประเด็นก็คือผมเห็นด้วยกับ หลักการในการปฏิรูป แต่ข้อ ๑ ผมมีคำถามว่าที่ทำไปแล้วตามยุทธศาสตร์อะไรพวกนี้ เราเสนออะไรเป็นรูปธรรม ที่เราต้องการจะให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นคืออะไร ๑ ๒ ๓ ข้อ ๒ ให้มองเป้าหมายก็คือประชาชนเป็นหลัก บางส่วนเราต้องคงการทำงานร่วมกันเอาไว้ เหมือน อบจ. ผมยังเห็นว่ามีความสำคัญ แต่บางส่วนเราควรจะกระจายออกไป แล้วนายกรัฐมนตรีคนไทยภารกิจก็เยอะอยู่แล้ว ยิ่งไปดูแลรัฐวิสาหกิจตรงนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกัน บางอันก็ต้องดู สุดท้ายก็คืออยากจะทราบด้วยว่าตรงไหนในส่วนของรายงานนี้ที่เอาตัวชี้วัด คือการบริการประชาชนที่ได้ประโยชน์เป็นหลัก เพราะตรงนี้จะตอบคำถามทุกอย่างในงาน ที่เราจะทำ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น เรื่องของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในวาระการปฏิรูปการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องชื่นชมที่กรรมาธิการได้ไปศึกษาปัญหาต่าง ๆ ในการบริหารราชการแผ่นดินของบ้านเรา ของประเทศไทย ซึ่งมีมากมายตามที่สรุปไว้ประมาณ ๒๐ หน้าแรก ก็เป็นทุก ๆ เรื่องที่เราได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนอำนาจที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ที่ไม่เกิดผล เป็นรูปธรรม ความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อนโดยภารกิจต่าง ๆ มากมาย จึงมีแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันและชุดที่ผ่านมาก็จะมีการปรับแก้กฎหมาย มีการดำเนินงานต่าง ๆ ที่คิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาระบบราชการไทยได้ ในนี้ก็ได้รวบรวม เป็นหมวดหมู่ถึงปัญหาและข้อเสนอแนะใน ๒ ประเด็นหลัก คือการปฏิรูปด้านโครงสร้าง และภารกิจ กับประเด็นที่ ๒ คือการปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการดำเนินงาน ผมฝาก กรรมาธิการนิดหนึ่งในประเด็นปฏิรูปด้านโครงสร้างและภารกิจ ประเด็นการปฏิรูปที่ ๓ ของท่านที่อยู่ในหน้า ๒๖ คิดว่าเขาจะพิมพ์เกินมา ในหน้า ๒๖ ตรงกลางหน้าของท่าน ข้อ ๘.๑.๓ ประเด็นการปฏิรูปที่ ๓ บรรทัดแรกไม่น่าจะมี ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน น่าจะเป็นของข้อ ๑ ควรจะเริ่มที่เสริมสร้างความเข้มแข็งเลย อันนี้ก็น่าจะพิมพ์เกินมา ต่อไปที่อยากจะเรียนคือในเรื่องของประเด็นการปฏิรูปที่ ๒ เหมือนกัน เรื่องการส่งเสริมระบบการบริหารราชการแบบบูรณาการเพื่อความเป็นเอกภาพ และบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างเหมาะสม ซึ่งอยู่ภายใต้หัวข้อการปฏิรูปด้านระบบ และกระบวนการดำเนินงาน ผมมองอย่างนี้ว่าข้อเสนอในการปฏิรูปถึงแม้จะเป็นหมวดหมู่ ชัดเจนว่ามาจากปัญหาอะไรต่าง ๆ เพียงแต่ในแต่ละเรื่องอาจจะยังมีรายละเอียด หรือมีข้อเสนอที่ยังน้อยไป ซึ่งทำให้การนำไปดำเนินการต่อคงได้แต่แค่ไปตั้งเป็นประเด็น เป็นหัวข้อ ผมเลยลองไปดูประเด็นที่ผมสนใจ อย่างเช่นที่เรียนให้ทราบแล้วในเรื่องของ การบริหารงานราชการแบบบูรณาการเพื่อความเป็นเอกภาพ แล้วดูในประเด็นที่ ๓ ข้อ ๓.๒ ซึ่งข้อ ๓.๒ ความจริงมีเรื่องที่น่าสนใจเยอะ ผมอยากจะให้ความสำคัญในเรื่องของ การบริหารงานในแง่ของบุคคล หรือในแง่ของการพัฒนาบุคลากร ซึ่งในนี้กล่าวไว้แต่ว่า ไม่ได้ลงรายละเอียดก็อยากจะเพิ่มเติม ผมก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ อย่างน้อยก็เป็นสิ่งซึ่งผมคิดว่า มีความสำคัญยิ่ง เพราะระบบโครงสร้างราชการนั้นก็แตกต่างกันไปทั้งประเทศต่าง ๆ ในโลก ของบ้านเราก็ลองผิดลองถูกกันมาเยอะแยะ แต่ที่เราทำไม่สำเร็จคือการพัฒนาตัวตน ตัวบุคคล ตัวข้าราชการที่มีอยู่ ๑,๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ท่านกรรมาธิการได้อ้างถึงนี้ ผมก็ไปเจอ หนังสือเล่มหนึ่งของท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ชื่อว่าจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านก็สรุปไว้ว่าวิกฤตการณ์ ของประเทศไทยมี ๓-๔ ประเด็น ประเด็นแรกท่านบอกว่าคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เข้าใจกันดีนะครับ ทั้งเอกชน ทั้งข้าราชการช่วยกันร่วมมือกัน ทุกวันนี้ก็ยังอยู่อันดับท็อป (Top) เมื่อวานนี้ดูในทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) เขาแรงก์ (Rank) เราในเอเชีย (Asia) อันดับ ๓ ที่มีฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุดในเอเชีย (Asia) นี่ของทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) รู้สึกว่า จะชนะอินเดียกับอินโดนีเซียอะไรอย่างนี้นะครับ ก็เป็นบทพิสูจน์ว่าทุกวันนี้ถึงปัจจุบันนี้ ในสมัยรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชันมากที่สุด อีกประเด็นหนึ่ง ถ้าพูดถึงการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ถ้าเราสามารถที่จะขยายฐานการเก็บภาษีได้มากเพียงพอ โดยหน่วยงานของรัฐมีวิธีการ มีการดำเนินงานเราก็จะมีเงินไปพัฒนาประเทศมากกว่านี้ ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน อย่างที่เราต้องทำงบประมาณขาดดุลกันเพิ่มมากขึ้น ไม่มีรัฐบาลไหน กล้าสัญญาว่าจะทำงบประมาณที่ไม่ขาดดุลได้ ไม่รู้กี่ปีมาแล้วตั้งแต่เรามานั่งอยู่ในสภานี้

และอีกประเด็นหนึ่งคือเจ้าพนักงานลุแก่อำนาจ ท่านบอกว่าเป็นวิกฤตการณ์ ของบ้านเมืองไทยเหมือนกัน เจ้าพนักงานลุแก่อำนาจนี่เป็นคำของท่านองคมนตรี ท่านศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร นั่นเป็น ๓-๔ ประเด็นซึ่งผมคิดว่านั่นคือหัวใจ ของปัญหาระบบราชการไทยไม่ยิ่งหย่อน หรืออาจจะมากไปกว่าโครงสร้างของ ระบบราชการเสียอีก เรามาดูว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องของประมวลจริยธรรม การจัดทำเขาก็ไปออกประมวลจริยธรรมมา แล้วก็ไปกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องจัดทำ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาท่านรักษาการประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มารายงานในห้องนี้ให้กับ สนช. ฟัง ท่าน พลเอก วิทวัสบอกว่า เรื่องจริยธรรมปัญหาเยอะแยะมาก หน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่ค่อยจะมีประมวลจริยธรรม หรือไม่ได้กำหนดมาตรฐานจริยธรรมเลย พอมาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กำหนดให้ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันจัดทำให้เสร็จภายใน ๑ ปี แต่อ่านเท่าไรก็ไม่ได้ ไปบอกว่าต้องส่งต่อถึงหน่วยงาน แค่องค์กรอิสระต้องจัดทำ รัฐสภาต้องจัดทำ ไม่มีไปจนถึง ส่วนราชการในระดับต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเลย ประมวลจริยธรรม หรือมาตรฐานจริยธรรมของข้าราชการ ของการเมืองก็ส่วนหนึ่ง ของข้าราชการทุกระดับชั้น ต้องมี เพราะปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าข้างล่างไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีทางที่คนอยู่ข้างบนจะสามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง ที่ต้องปฏิรูป ต้องหาทางทำให้ชัดเจนว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าข้าราชการ ของเรายังเป็นเหมือนที่ผ่าน ๆ มา ข้อ ๓.๒ (๔) ในหน้า ๒๙ ท่านพูดถึงการบริหารงานบุคคล ต้องมีความโปร่งใส เป็นไปตามระบบคุณธรรม ความรู้ความสามารถ และคำนึงถึงระบบอาวุโส เป็นข้อความที่ดีมากเลย แต่ไม่ได้มีข้อเสนอแนะว่าจะทำอย่างไร ท่านเพียงแต่บอกว่าองค์กร จะต้องดำเนินการให้เป็นไปอย่างนั้น ผมคิดว่าเราควรจะต้องมีมากไปกว่าแค่ข้อเสนอแนะว่า ให้บริหารราชการด้วยความเป็นธรรม ด้วยความโปร่งใสในการแต่งตั้ง โยกย้าย น่าจะมีกฎหมาย หรือมีระเบียบ หลักเกณฑ์ในการแต่งตั้ง โยกย้ายของข้าราชการทุกระดับ ก็ควรจะเสนอแนะ อย่างนี้ ออกเป็นกฎหมายเลยครับว่าการแต่งตั้งปลัดกระทรวง อธิบดีจะต้องทำอย่างไร แล้วก็ไล่เลียงลงมา ต้องมีคณะกรรมการ ต้องมีการพิจารณาที่เราเรียกว่าระบบคุณธรรม คือเมอริตซิสเต็ม (Merit System) ซึ่งใช้อยู่ในประเทศต่าง ๆ บ้านเราก็ทราบดีว่าความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลมีมาก ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมสถาบัน เพื่อนร่วมชั้น เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำงาน เราก็จะมองไปแค่นั้น ทำอย่างไรที่จะให้ข้าราชการมีขวัญ มีกำลังใจในการทำงาน สิ่งเดียว ที่จะทำได้ก็คือการแต่งตั้ง โยกย้ายที่เป็นธรรม อ่านข่าวดูบอกว่าตอนนี้ตำรวจไม่ทำงานอะไรเลย เพราะรอคำสั่งโยกย้ายที่จะออกมาในเว็บไซต์ (Web Site) อยู่ ผมฟังเมื่อวานซืนนี้ก็ยังนึกขำเลย ทุกคนจะจดจ้องจดจ่ออยู่กับเว็บไซต์ (Web Site) ที่จะประกาศการโยกย้ายตำรวจทั้งหมด นั่นก็เป็นสิ่งที่เราเห็นว่าถ้ามีระบบคุณธรรมจริง ๆ แล้ว การแต่งตั้ง โยกย้ายต่าง ๆ เขาก็จะต้อง รู้ว่าควรจะเดินไปอยู่ที่ไหน อย่างไร ก็ฝากเป็นข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่าทำอย่างไร จะให้มีระเบียบหรือมีกฎหมายเป็นข้อเสนอแนะไปได้ ผมก็คงมีเรื่องกราบเรียนเพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด จากการที่ได้ ดูมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่าที่จริงระบบราชการของเรา ยังเป็นระบบราชการที่รวมศูนย์ เรารวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเยอะ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอำนาจ เรื่องการจัดการ เรื่องคำสั่ง เรื่องของงบประมาณ เรื่องของบุคลากร ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คากันมาเป็นเวลานาน กฎหมายที่จะออกมาที่คณะกรรมการ ได้เสนอไปทั้ง ๒ ฉบับ พยายามเสนอ พยายามจัดการปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน คณะปฏิรูปของเรา ที่ได้มีการศึกษากันมาก็จะเจอปัญหาเรื่องนี้ว่าที่จริงการจัดความสมดุลระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจะเอาอย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนเรายังไม่มีตกผลึกอย่างชัดเจนว่าจะไปทางไหน นอกจากผสมผสานกลมกลืนกัน ก็ว่ากันไป แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นแนวโน้มสำคัญในช่วงนี้หรืออนาคตข้างหน้าทุกคน ก็รับทราบอยู่แล้วว่าการกระจายอำนาจลงสู่ข้างล่างเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพราะยิ่งเรา กระจายลงมากเท่าไรการแก้ไขปัญหาก็สามารถจะแก้ไขได้มากขึ้นเท่านั้น ถ้าเราดึงอำนาจไว้ ที่ส่วนกลางมากเท่าไร โอกาสมองปัญหาข้างล่างจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะฉะนั้นทิศทาง ของส่วนราชการไทยพยายามเน้นตรงนี้มากขึ้น ครั้งนี้แน่นอนข้อเสนอของกรรมาธิการอาจจะ ยังไม่ชัดเจนมาก แต่ผมคงจะเสนอความคิดเห็นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ทางกรรมาธิการ ได้กลับไปพิจารณาดูว่าที่จริงจุดลงตัวในขณะนี้ที่จะกระจายอำนาจลงไปอยู่ที่ไหน ผมคิดว่า หลายส่วนเราคงพูดในระดับจังหวัดค่อนข้างมาก ตอนนี้ในภาคทั่วไปและที่มีความเป็นไปได้สูง การกระจายอำนาจลงไปที่จังหวัดจะเป็นสิ่งที่มีความลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการคลายอำนาจ จากส่วนกลางลงไป แล้วส่งสู่จังหวัดที่เป็นส่วนภูมิภาค แต่การกระจายลงท้องถิ่นก็ยังมีหลายจุด ที่เป็นปัญหาอยู่ ถ้าเรากระจายได้ส่วนจังหวัดก็จะไปได้มากขึ้น ทีนี้ถ้ากระจายลงจังหวัด จะไปอย่างไรบ้าง ตรงนี้คือสิ่งที่คิดนะครับ ในแผนนี้ก็พูดถึงแผนพัฒนาจังหวัดอยู่ ผมคิดว่า ประเด็นแรกถ้าเราปรับปรุงแผนพัฒนาจังหวัดที่สะท้อนให้เห็นถึงจังหวัดสามารถจัดการตัวเองได้ เป็นเรื่องใหญ่ ขณะนี้ผมคิดว่าแผนจังหวัดที่ทำ ๆ กันอยู่นี้ยังไม่สื่อถึงการแก้ไขปัญหาของจังหวัด มี ๒-๓ ประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่อยู่ อันที่ ๑ ระยะเตรียมการในการทำแผนจังหวัดอาจจะ ไม่มีมากชัดเจน อันที่ ๒ กระบวนการในการทำงาน เริ่มตั้งแต่ข้อมูลมาจนถึงการจัดการอาจจะ ยังไม่ชัด อันที่ ๓ ขอบเขตและอำนาจ แผนจังหวัดอาจจะมีกรอบบางจุดเท่านั้นเอง บางที พิจารณาไปแล้วงบประมาณไม่ได้อยู่ที่จังหวัดในการจัดการตัวเองได้จริง สมมุติว่าจังหวัดหนึ่ง มีงบประมาณที่ลงไปจากทุกส่วนราชการจากรอบงบประมาณลงไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถามว่าจังหวัดจัดการจริง ๆ ได้เท่าไร อาจจะได้ไม่ถึงสัก ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ อีก ๓ ส่วน เป็นเรื่องของงบประมาณส่วนกลางลงไปจังหวัด แน่นอนสามารถแก้ไขปัญหาได้ ๑ ในปัญหานั้น แต่ขาดการบูรณาการ ทำให้การจัดการปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการไปได้ แต่ถ้าให้คน ในจังหวัดเองผมคิดว่าสำนึกรักจังหวัดของคนที่เขามีอยู่ที่นั่นยังมีความเป็นไปได้สูง เราดึงจุดนี้ ขึ้นมาโอกาสที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่าข้าราชการส่วนภูมิภาคลงไปแล้วก็มีการสับเปลี่ยน หมุนเวียน โยกย้าย โดยระบบการจัดการก็คงจะมีความรับผิดชอบเฉพาะจังหวัดที่ตัวเองอยู่ แต่ความรู้สึกซึมซาบต่าง ๆ ก็อาจจะน้อยกว่าคนที่เขาอยู่โดยตรง สักวันหนึ่งเราย้ายไป ก็เป็นคนของอีกจังหวัดหนึ่ง ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา ถ้าถามว่าในปัจจุบันมีจังหวัดไหนที่ดูแล้ว การพัฒนาหรือการเดินงานเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองตัดปัจจัยเรื่องการเมืองอื่นไป คิดว่า จังหวัดบุรีรัมย์น่าจะมีทิศทางหรือมีแนวโน้ม ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามีการพัฒนา หรือมีการสร้างภาพลักษณ์บางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าถ้าทุกจังหวัดสามารถเดินได้แบบนี้ ผมพูดถึงภาพทั่ว ๆ ไป ไม่ได้เจาะจงอันใดอันหนึ่ง น่าจะมีผลมาก ถามว่าเขามีอะไร ผมว่ามีอยู่ ๖ เรื่องหลัก ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ และผมว่า ถ้า ๖ เรื่องนี้ทำได้ อันนั้นเป็นจิตวิญญาณของจังหวัดที่ควรจะมี ๑. วิสัยทัศน์ ผมคิดว่า ถ้าให้จังหวัดจัดการตนเองได้ คำว่าวิสัยทัศน์จังหวัดเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็พูดเรื่องนี้ ทำอย่างไรที่จังหวัดสามารถหมุนได้ด้วยตัวเอง วิสัยทัศน์ไม่ใช่คำขวัญของจังหวัด วิสัยทัศน์จังหวัดควรจะไปสู่ทิศทางไหนในอนาคตข้างหน้า ๑๐ ปี ๒๐ ปี อันนี้ควรจะมี ๒. อำนาจบริหารจัดการในวิสัยทัศน์ที่เขาจะต้องเดิน ถ้าไม่มีอำนาจบริหารจัดการ วิสัยทัศน์ ก็กลายเป็นสิ่งฝันเฟื่อง ถ้ามีอำนาจบริหารจัดการ ตรงนี้จะเป็นที่ปฏิบัติได้ ๓. มีฐาน มีเสียง ประชาชนสนับสนุน ผมคิดว่าในทุกจังหวัดจะมีฐานการเมืองอยู่ทั้งนั้น ฐานการเมืองของจังหวัด จะถูกสร้างออกมาอย่างไรบ้าง ขณะนี้ผมคิดว่าสิ่งที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ฐานการเมืองท้องถิ่นหลายจังหวัดมีความคิดก้าวหน้าที่อยากจะเห็นความเป็นจังหวัด ของตัวเองก้าวหน้าขึ้น ผมคิดว่าปัจจัยที่ ๓ ทุก ๆ จังหวัดมี แต่วิสัยทัศน์จะไปได้แค่ไหน ๔. งบประมาณ งบประมาณที่สามารถเอาวิสัยทัศน์ของเขาไปทำให้เกิดได้ ๕. มีคนในพื้นที่ ที่เขามีความรู้สึกต่อจังหวัดที่จะพัฒนา และ ๖. มีเรื่องของการขับเคลื่อนในความเป็นจริง ผมคิดว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา เท่าที่ตามดูห่าง ๆ ทางบุรีรัมย์มีความชัดเจน จากการพัฒนา ตรงนี้มีผลทำให้เกิดรายได้ของจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น รายได้ของจังหวัดที่เพิ่มสูงขึ้น แบบนี้เป็น การหมุนของคนในท้องถิ่นเอง ถ้าทุกจังหวัดสามารถหมุนได้แบบนี้ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจ ของเราจะไปได้ดีขึ้นมาก แน่นอนลำพังแต่อำนาจส่วนกลางที่มองลงไป เราจะมองตรงนี้ได้ ไม่เด่นชัด แต่ถ้าคนในท้องถิ่นเขาจะเห็นปัจจัยตรงนี้มาก กับเห็นทุนของท้องถิ่น เห็นโอกาส เห็นสถานะ และถ้ามีวิสัยทัศน์บวกเข้าไปจะเพิ่มตรงนี้ให้เขามากขึ้น การหมุนของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการหมุนจากฐานรากลงไปจะเพิ่มรายได้ของเราได้มากกว่าที่ส่วนกลางจะเป็นคนหมุน แต่เพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าการจัดการจังหวัดตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษา อาจจะมีบางจังหวัด ที่พยายามขับเคลื่อนตรงนี้อยู่ แต่ถ้าสามารถทำตรงนี้ได้ทุกจังหวัดสามารถหาเอกลักษณ์ สถานะ จุดยืน และสิ่งที่ตัวเองจะเป็นไปและโอกาส ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ผมมีข้อเสนออยู่อีก ๒-๓ ประเด็นที่คิดว่าอาจจะฝากกรรมาธิการเราไปพิจารณาดู เรื่องแรก การจัดทำแผนจังหวัดแบบบูรณาการในเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่มีผลต่อการพัฒนาจังหวัด แน่นอนถ้าเราเสนอว่าการทำแผนจังหวัดเบ็ดเสร็จ ณ โอกาสนี้อาจจะเป็นเรื่องยากครับ เพราะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างมาก แต่ถ้าสมมุติว่าเราจะมีสัก ๒-๓ เรื่องที่ให้จังหวัดลองจัดการดู ให้อำนาจในการจัดการเต็มที่ ทำแผนเสนอขึ้นมาแล้วก็ สามารถที่จะจัดการงบประมาณลงไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ๒-๓ เรื่อง ผมคิดว่ามีส่วนสำคัญ ถ้าทำแผนจังหวัดได้อาจจะมีผลทางการกระตุ้น หรือการดำเนินงาน ในจังหวัดสามารถดำเนินการได้ เรื่องแรก การบริหารจัดการน้ำ ผมคิดว่าการบริหารจัดการน้ำ เป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดเรื่องนี้ และผมคิดว่าการบริหารจัดการน้ำถ้าสามารถทำได้ดี ถ้ามีการจัดการ ของจังหวัด มีการทำแผนจังหวัดประกอบขึ้นมาผมว่าจะมีส่วนอย่างมาก ขณะนี้เรามี การบริหารจัดการน้ำจากส่วนกลางลงไป แต่การบริหารจัดการน้ำโดยทำแผนของมิติจังหวัดขึ้นมา เรายังทำได้น้อย ผมคิดว่าโมเดล (Model) ของจังหวัดที่น่าพิจารณาเรื่องนี้ก็คือจังหวัดน่าน โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยปิดทองหลังพระลงไปทำ มีการสร้างฝายได้ เป็นหลายร้อยฝาย จะมีโอกาสในการพลิกฟื้นในเรื่องตรงนี้ได้อย่างมาก ผมคิดว่าถ้าตรงนี้ เป็นโมเดล (Model) การจัดการน้ำของจังหวัดจะเป็นส่วนสำคัญ อันนี้อันแรกที่ผมคิดว่า อยากเสนอเอาไว้ เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของต้นไม้หรือป่าไม้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องที่ ๓ เรื่องเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจฐานรากอาจจะหมุนกับเรื่องวิสัยทัศน์ของจังหวัด ถ้าเราสามารถทำได้ ๒-๓ เรื่องนี้ และอันสุดท้าย คือการสร้างจุดเข้มแข็ง ทั้ง ๔ เรื่องถ้าให้จังหวัดทดลองทำแผนดู และสามารถ ทำแผนเสนอขึ้นมาจากข้างบน การจัดการงบประมาณลงไปตามความเหมาะสม ผมคิดว่า น่าจะทำให้จังหวัดมีความเข้มแข็งแล้วก็มีการหมุนกลไกจากฐานรากลงไปจะทำให้ฟันเฟือง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างมาก อันที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับท่านกษิตได้เสนอ เมื่อสักครู่นี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราสามารถให้มีสภาชุมชนหรือสภาประชาชน แล้วแต่ที่สามารถสะท้อนความเห็นได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าความเดือดร้อนของประชาชนถูกเสนอขึ้นมา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว อย่างมีการจัดตั้ง อย่างมีระบบ สามารถสะท้อนปัญหาที่เป็นจริงได้ อย่างมาก ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก อาจจะฝากเรื่องของศูนย์ดำรงธรรม หรือกระทรวงมหาดไทยไปพิจารณาดูผมว่าจะเป็นไปได้ อันที่ ๓ ผมอยากเสนออีกอันหนึ่ง เมื่อสักครู่ก็นั่งคุยกันอยู่กับทางเพื่อนสมาชิก เห็นได้ว่าที่จริงถ้าเรากระจายอำนาจให้กับ จังหวัดจัดการตนเอง ถ้าเราจะบอกว่าให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากมาก แต่ผมคิดว่ามีอยู่ ๒-๓ พื้นที่ ถ้าเราสามารถกระจายอำนาจมากขึ้นผมว่าจะมีผลดีมากขึ้น จังหวัดแรกคือจังหวัดภูเก็ต อันดับที่ ๒ คือเกาะสมุยและเกาะพะงัน ผมคิดว่าทั้ง ๒ พื้นที่นี้ ถ้าให้จังหวัดเขามีบทบาทโดยการกระจายอำนาจเต็มที่ ถ้าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเขาจัดการในเรื่องแผนของเขาอย่างดี คนท้องถิ่นทำงานได้ต่าง ๆ งบประมาณบางส่วนที่เขาหาได้และส่งกลับขึ้นไป ผมเชื่อว่าสามารถจะสร้างรายได้มากกว่า ที่จัดการในปัจจุบันนี้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องสมัยที่ผมอยู่ ป.ป.ส. มีประชาชนมาขอการสนับสนุนจากเราว่าเขาอยากจะขอแยกอำเภอเชียงดาว อำเภอแม่อาย อำเภอเวียงแหง ๔-๕ อำเภอนี้เป็นจังหวัดหนึ่ง ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ ณ วันนี้ผมลองคิดดูถ้าแยกแบบนั้นแล้วอาจจะรวมบางอำเภอขึ้นไป สภาพของจังหวัด เชียงใหม่จะเปลี่ยนแปลงเลย จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นเมืองอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ติดชายแดน และสามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยว การอะไรต่าง ๆ ได้อย่างมาก ส่วนอำเภอ ที่ถูกแยกจังหวัดออกไปจะเป็นจังหวัดที่มีปัญหาความมั่นคงอย่างสูง เพราะมีปัญหา เรื่องยาเสพติด เรื่องแรงงาน เรื่องชาวเขา เรื่องอะไรต่าง ๆ มากมาย ๕-๖ อำเภอ วิธีการ จัดการปัญหาของ ๒ พื้นที่แตกต่างกัน คราวนี้พอทั้ง ๒ อันนี้รวมในจังหวัดเชียงใหม่ การจัดการปัญหาจะยุ่งยากมาก ถ้าได้ฟังวันนั้นผมพูดว่าถ้าสามารถทำได้แบบนี้จังหวัดเชียงใหม่ ก็จะเป็นจังหวัดหนึ่งที่ถ้าจัดการตัวเองได้ เขาสามารถสร้างรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และถ้ารายได้จากเขาเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของประชาชน เศรษฐกิจฐานราก จะดีขึ้น ก็ขออนุญาตเสนอข้อคิดเห็นตรงนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. มากมายนัก แต่ผมคิดว่า ถ้าเราอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในระดับจังหวัด ถ้ามีข้อเสนอบางอย่างที่ให้เห็นในเชิง ก้าวหน้า ผมคิดว่าการขับเคลื่อนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาพื้นที่ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในหลักการผมก็ไม่ได้มีข้อขัดข้องกับรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในหัวข้อ การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการแผ่นดินและข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็เห็นว่าเป็นการศึกษาที่ดีแล้วก็พร้อมจะให้การสนับสนุน ผมก็มีคอมเมนต์ (Comment) ที่อยากจะฝากไว้เพราะว่าอยากจะให้เน้นบางเรื่อง หรือตั้งข้อสังเกตบางเรื่อง เห็นว่า บางเรื่องท่านอาจจะยังไม่ได้ศึกษาเลยแต่น่าจะเกี่ยวกับการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ก็อยากจะฝากไว้ในฐานะที่เป็นข้าราชการเก่าด้วย คิดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและประสิทธิภาพของการบริการภาครัฐต่อประชาชน

ประเด็นแรก ขอสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งในประเด็นปฏิรูปที่อยู่ในข้อ ๘.๑.๑ หน้า ๒๓ ท่านสรุปไว้ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๑๗ คือการจัดโครงสร้าง หน่วยงานของรัฐให้มีบทบาทและขนาดที่เหมาะสม ซึ่งท่านก็ทำตารางสรุปได้อย่างดีก็คือ ทบทวนบทบาท ภารกิจของภาครัฐว่าอะไรเป็นภารกิจหลัก อะไรสามารถถ่ายโอนให้ท้องถิ่น ภาคเอกชน หรือให้ภาคอื่นดำเนินการแทนได้ หรือบางเรื่องก็อาจจะถ่ายให้ภาคประชาสังคม หรือชุมชนดำเนินการแทนได้ กำหนดบทบาทให้มุ่งเฉพาะภารกิจหลักที่เป็นเรื่องของการควบคุม กำกับ หรือเรกูเลเตอร์ (Regulator) ส่วนการปฏิบัติก็ควรจะลดลง ให้ภาคเอกชนไปทำ ถ่ายโอนภารกิจไปสู่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมให้มากขึ้น และจัดโครงสร้างราชการใหม่ ให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจ ซึ่งอันนี้ก็เห็นด้วย

อยากจะฝากว่าในประเด็นรายงานของท่านมีเรื่องเกี่ยวกับในข้อ ๘.๒.๑ หน้า ๒๗ เรื่องการส่งเสริมรัฐบาลให้เป็นดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) คือใช้บริการ พูดง่าย ๆ ไม่ต้องออกจากบ้านมากนัก ลดเอกสารอะไรต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ ราชการมีความคล่องตัวและบริการได้รวดเร็วขึ้น ทีนี้ก็เป็นห่วงอยู่นิดหนึ่งว่าสมัยผม เริ่มรับราชการใหม่ ๆ ตอนนั้นประเทศมี ๗๒ จังหวัด เดี๋ยวนี้มี ๗๖ จังหวัด ก็มักจะได้อ่าน ทางไลน์ (Line) อยู่เรื่อยเลยว่าเดี๋ยวจะเพิ่มจังหวัดเป็นจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ ซึ่งผมเองไม่ค่อย จะเห็นด้วย ก็ฝากว่าข้อเสนอปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินคงไม่ได้เป็นใบเบิกทางว่าให้ไปตั้งจังหวัดเพิ่ม เพราะตั้งจังหวัดเพิ่ม ก็ต้องมีหน่วยงานในภูมิภาคเพิ่ม เพิ่มงบประมาณ ในขณะที่ผมคิดว่าสังคมปัจจุบัน ถนนหนทางก็ดีขึ้น การคมนาคมขนส่งก็ดีขึ้น การสื่อสารก็มีทั้งโทรศัพท์ มีทั้งไลน์ (Line) มีทั้งอินเทอร์เน็ต (Internet) เฟซบุ๊ก (Facebook) เพราะฉะนั้นไม่มีข้ออ้างที่บอกว่า เดินทางไปบริการประชาชนไม่ถึงแล้วจะต้องตั้งจังหวัดใหม่ ก็หวังว่าจะไม่เป็นใบเบิกทาง ไปสู่เรื่องอย่างนี้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือประเด็นปฏิรูปที่ ๓ ในข้อ ๘.๑.๓ หน้า ๒๖ ท่านบอกว่า จะเร่งรัดการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ไปสู่ส่วนท้องถิ่น ผมก็เห็นด้วย ในประเด็นที่ท่านบอกว่ายกฐานะ อบต. หรือควบรวม อบต. ขึ้นเป็นเทศบาล ซึ่งอยากให้ทำอย่างจริงจังแล้วน่าจะลงรายละเอียดช่วยคณะกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นเขา สักหน่อยว่าจะมีโรดแมป (Roadmap) อย่างไร เพราะจริง ๆ ก็ไปเพื่อวัตถุประสงค์ บริการประชาชน อบต. ที่มีอยู่ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง บางแห่งไม่มีกำลังความสามารถที่จะ บริการประชาชนได้ แต่ถ้ารวมงบประมาณกันหลาย ๆ แห่งเป็นเทศบาลก็สามารถที่จะมีเงิน มีอำนาจ มีพลังที่จะทำอะไร เหมือนอย่างเรื่องขยะที่เพิ่งผ่านไป ในรายงานที่ผมนำเสนอ ไปก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ อยากให้ท่านขยายความเรื่องโรดแมป (Roadmap) ของการกระจายอำนาจ การควบรวม อบต. และยกฐานะเป็นเทศบาลให้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันก็อดนึกไม่ได้เพราะผมไปเยี่ยมและตรวจราชการในต่างจังหวัด หรือไปปฏิบัติหน้าที่ ก็เห็นบทบาทของกระทรวงมหาดไทยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งท่านก็พยายามจะปรับปรุง ให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ บทบาทของ อบจ. ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายมหาดไทย แต่ก็มี ความรู้สึกว่ามีอะไรที่ขัด ๆ กันอยู่ คือเหมือนท่านอยากจะกระจายอำนาจแต่ก็สงวนไว้ ในที่สุดผมก็สรุปเอาเองว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจมาก แต่ไม่มีเงิน อบจ. ไม่ค่อยมีอำนาจ แต่มีเงิน ก็เลยต้องมาประสานความร่วมมือกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ เราก็เลยพบว่า เดี๋ยวนี้ฝ่ายการเมืองไม่นิยมเป็น ส.ส. แล้ว เป็นนายก อบจ. ดีกว่า แต่นายก อบจ. ก็ไม่มี อำนาจสิทธิขาด จริง ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดปลดนายก อบจ. ได้ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่อันนี้ท่านน่าจะมีบทขยายความในเรื่องของการที่ว่าจะถ่ายโอนอำนาจแล้วจะทำเรื่องนี้ ได้อย่างไร คือท่านพูดถึง อบต. กับ เทศบาล ก็มีเหตุมีผล แล้ว อบจ. ล่ะครับ ท่านน่าจะ พูดมากกว่านี้ไหน ๆ เราก็จะทำเรื่องปฏิรูปแล้วคงอยู่กันอีกไม่นาน ก็กล้า ๆ พูดหน่อยว่า จะเอาอย่างไร ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดกับ อบจ. นี้จะเอาอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่านบอกว่าหน่วยงานในส่วนกลางจะไปตั้งหน่วยงาน ในภูมิภาค ก็ควรจะต้องมีภารกิจที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน เป็นเรื่องบริการ อันนี้ก็เห็นด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในภูมิภาค ท่านก็พยายามจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้มีไขมันเลย ท่านก็เขียนไว้ข้อหนึ่งว่าต้องมีผู้แทนกระทรวงเพียงหน่วยงานเดียวที่คุมหมด ซึ่งอันนี้ในหลักการผมก็เห็นด้วย แต่ในทางปฏิบัติบางทีก็ทำลำบาก บางทีกระทรวงที่ใหญ่ มาก ๆ สายงานเขามาจากหลายกระทรวง ผมขอยกตัวอย่างสิ่งแวดล้อมกับป่าไม้อย่างนี้ ท่านเอาใครมาเป็นทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด แต่เขาถนัดป่าไม้เขาจะไปดูสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หรือว่าเกษตรกับชลประทาน พัฒนาที่ดิน มีเป็นมรดกตกทอดมา ท่านจะแก้อย่างไร ก็ค่อย ๆ ทำเป็นโรดแมป (Roadmap) หรือทางหลวง ยังมีทางหลวงชนบท แล้วขนส่งจังหวัดอย่างนี้ ท่านเอาใครสักคนมาเป็นคมนาคมจังหวัด เขาถนัดขนส่ง ก็ดูทางหลวงไม่ได้ เขาดูทางหลวงแต่เขาดูขนส่งไม่ได้ อันนี้ท่านต้องเสนออะไรที่ค่อยเป็นค่อยไป การทำให้ภาคราชการมีความคล่องตัว ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี ควรจะส่งเสริมให้ตัดสินใจได้ รวดเร็ว มีระบบเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ที่ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กล้าตัดสินใจไม่ต้องส่งเรื่องทุกอย่างมาที่กระทรวง กระทรวงเขาไม่ตัดสินใจ ส่งเรื่องไปที่ ครม. ไปกฤษฎีกา ผมคิดว่าเรามองประเทศเหมือนกับเป็นบริษัทอะไรสักอย่างที่จะต้องทำให้ ประสบความสำเร็จ มีภารกิจ ผมคิดว่าบริษัทที่จะประสบความสำเร็จต้องมีโปรดักชัน ดีพาร์ตเมนต์ (Production Department) ที่ฝ่ายผลิตเก่ง มีทั้งฝ่ายเซล (Sale) ฝ่ายขายที่เก่ง และมีจำนวนมาก ไม่ใช่มีฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายบุคคล ฝ่ายออดิต (Audit) ที่เก่ง ๆ แล้วมี เป็นจำนวนมากกว่า ถ้าเรามีฝ่ายสนับสนุนหรือออดิต (Audit) มากกว่า ในที่สุดท่านก็จะ ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลย เพราะมัวแต่กลัวตรวจสอบอยู่นั่นละ จะตัดสินใจก็เดี๋ยวคนโน้น มาตรวจ คนนี้มาตรวจ ก็เลยไม่ต้องตัดสินใจ คืนเงินงบประมาณดีกว่า เพราะฉะนั้นรายงาน ของท่านน่าจะจี้ลงไปตรงนี้ด้วยว่าเมื่อกระจายอำนาจแล้วก็ควรให้เขามีสิทธิตัดสินใจ อย่ามีระเบียบหยุมหยิมที่ไปตรวจสอบ นั่นก็ผิด นี่ก็ผิด เหมือนที่ท่านธงชัยเคยบอกผมว่า ขยะเป็นทรัพย์สิน ท่านก็เลยทำอะไรไม่ได้ ขยะก็เลยอยู่ที่บ้านท่านไม่รู้จะไปที่ไหน เพราะกลัวตรวจสอบก็ไม่กล้าจะทำอะไรเลย อันนี้ท่านจะแก้อย่างไรโดยรายงานของท่าน

ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะฝากในฐานะเป็นข้าราชการ ปัจจุบันเราเน้น การกระจายอำนาจให้สิทธิประชาชนมาก เราก็มีเหตุตรวจสอบมาก เรามีกฎหมายที่ว่าด้วย วิธีปฏิบัติทางปกครอง แต่ขณะเดียวกันราชการในองค์กรของส่วนกลางก็ดี ส่วนภูมิภาคก็ดี ที่ปรึกษากฎหมายมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหา ปัญหาก็จะได้รับการตัดสินช้า จะไม่กล้าตัดสินส่งมาที่หน่วยส่วนกลาง ส่งไปที่กฤษฎีกา แล้วส่งไปที่อัยการ สาเหตุหนึ่ง ก็เพราะว่าในหน่วยงานหลักอย่างเกษตร อุตสาหกรรม สายงานนิติการเป็นสายงานสนับสนุน เราจะหาคนเก่งไปอยู่ หรือคนที่มีความรู้ระดับมหภาคเรื่องกฎหมายจะยาก ผมเคยไปทำงาน อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ระบบมาเลเซียเขาเป็นแบบระบบอังกฤษเลย คือเขาก็มีสำนักงาน แอตเทอร์นีย์เจเนอรัล (Attorney General) หรืออัยการของเขาที่ทำหน้าที่นอกจากฟ้องคดี แก้คดี แล้วก็ให้คำปรึกษากฎหมาย แล้วเขาก็จะส่งอัยการระดับซี ๑๐ ซี ๙ ไปประจำกระทรวงต่าง ๆ กระทรวงใหญ่ก็ให้ ๓ คน ๔ คน กระทรวงเล็กก็ให้ ๒ คน แล้วก็หมุนเวียนให้คำปรึกษาอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้ตัดทาง ก้าวหน้าของสายงานกฎหมาย ผมคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินของเราในปัจจุบัน ที่ประสบความล่าช้าและล้าหลังในบางเรื่องเพราะเรามีปัญหากฎหมายแล้วเราไม่กล้า ตัดสินใจและโยนเข้าส่วนกลางทั้งหมด ถ้าท่านกระจายอำนาจทุกอย่าง แต่อำนาจในการ ที่จะกล้าทำเพราะกลัวผิดกฎหมาย ไม่มีคนที่ให้คำปรึกษาใกล้ตัว ในที่สุดงานก็ยังช้าเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ไปดูด้วยว่าการปฏิรูปโครงสร้างไม่ได้ลงแต่เฉพาะเล็ก ๆ อยู่ในเทศบาลหรืออะไร แต่ดู ส่วนใหญ่ด้วยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วบางเรื่องก็ต้องทำให้ฝ่ายบริหารกล้าที่จะตัดสินใจ และกระจายอำนาจการตัดสินใจเพื่อให้บริการประชาชนเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะกลัว แล้วก็ไม่กล้าใช้งบประมาณ และประโยชน์ก็ไม่เกิดกับพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปราย เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ต้องขออภัยท่านประธาน เนื่องจากเพิ่งจะมีข้อมูลที่เจอเดี๋ยวนี้เอง คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกรรมาธิการ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นทั้งคำถามแล้วก็ข้อเสนอแนะ ในประเด็นของการปฏิรูปในเรื่องของระบบบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ผมได้ฟังการชี้แจงของทางกรรมาธิการ แล้วก็ฟังคำอภิปรายของสมาชิกเกือบทุกท่านล้วนมี ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ผมจะเติมเต็มนั้นถ้ามีประโยชน์ท่านช่วยรับไว้พิจารณาด้วย ผมได้ดู ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๓๔ แล้วก็มีการแก้ไขหลายฉบับต่อเนื่องกันมา มีประเด็นหนึ่งที่ผมมีความสนใจ แล้วก็มีความสงสัยในรูปแบบการบริหารมานานแล้ว คือคำว่า เป็นนิติบุคคล ผมเคยศึกษาแล้วก็เคยอ่าน เคยรวบรวมข้อมูลหลายประการ การศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ นักวิชาการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของ ก.พ.ร. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการด้วย เคยมีการศึกษากันถึงขนาดว่า เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินนั้นเราจะมีการปรับเปลี่ยน พัฒนา ปรับปรุง หรือปฏิรูป สิ่งที่เรียกว่านิติบุคคลของหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนมากที่สุด เคยมีการศึกษากันถึง ขนาดว่า มีการเสนอในขณะนี้ว่าให้ยกเลิกความเป็นนิติบุคคลของกรมต่าง ๆ ยกระดับ ความเป็นนิติบุคคลนั้นขึ้นไปสู่ระดับกระทรวงโดยอ้างเหตุผลและการศึกษา มีเหตุผลต่าง ๆ มากมายบอกว่าการที่แบ่งแยกนิติบุคคลในระดับกรมนั้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากำแพงกั้น หน่วยงาน หน่วยราชการต่าง ๆ กำแพงกั้นการบริหารร่วมกัน กำแพงกั้นการใช้จ่าย งบประมาณร่วมกัน กำแพงกั้นการใช้บุคลากร คนร่วมกัน เคยมีการศึกษาเช่นนั้นจริง ๆ แต่ไม่มีใครกล้าทำ ต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุน เห็นด้วย และฝ่ายที่คัดค้าน ผมจะยกตัวอย่างเช่นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข งานต่าง ๆ บางอย่างนั้นมีความคาบเกี่ยว มีความซ้ำซ้อน อาจจะมีคนเถียงว่าไม่ได้ซ้ำซ้อน อันนั้นย่อมที่จะ เถียงกันได้ในทางวิชาการ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ หรือกรมสุขภาพจิต กรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนดูแลงานของยาเสพติดและงานอื่น ๆ แทบทั้งสิ้น งบประมาณที่ได้ไปนั้น ต้องบอกว่าเป็นลักษณะของการกระจัดกระจาย บางงบ บางงาน บางโครงการนั้นเป็นเบี้ยหัวแตก กระจัดกระจายกันอยู่ เคยมีคนเสนออย่างนี้ว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้มีการทะเลาะกัน ไม่ให้มีปัญหา มีความขัดแย้ง หรือจะยกเลิกนิติบุคคลในระดับกรมไหม ไม่เฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่น ๆ ด้วยทั้งหมด ผมก็พลิกไปพลิกมาท่านประธานครับ ผมไปเจอมาตรา ๑๙/๑ ถ้าทางกรรมาธิการท่านจะกรุณาช่วยดูแล้วอ่านตามผมไป มาตรา ๑๙/๑ ของพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ผมอ่านแล้วก็มีแรงบันดาลใจที่จะอภิปราย บัญญัติไว้ว่า ให้ปลัดกระทรวง หัวหน้ากลุ่มภารกิจ และหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรม ขึ้นไปวางแผนและประสานกิจกรรมให้มีการใช้ทรัพยากรของส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวง ร่วมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และบรรลุเป้าหมายของกระทรวง

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ากลุ่มภารกิจดังกล่าว จะมีมติให้นำงบประมาณที่แต่ละส่วนราชการได้รับจัดสรร มาดำเนินการและใช้จ่ายร่วมกันก็ได้ ผมว่าอันนี้ไม่ใช่ของใหม่ ปรากฏว่ามีอยู่แล้วในกฎหมาย ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ใช้อยู่นี่ครับ ผมจึงแปลกใจว่าแล้วที่ ผ่านมามีการใช้ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๙/๑ นี้แล้วหรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่มี ทะเลาะกันเอง หรือเปล่า ขัดแย้งกันหรือเปล่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แตกต่างกันหรือเปล่า ผมจึง ขออนุญาตเรียนเสนอว่าอย่างนั้นถ้ามีบทบัญญัติในลักษณะแบบนี้ คำว่า นิติบุคคล ที่มีปัญหา ขัดแย้งกันของหน่วยงาน กรมต่าง ๆ ในกระทรวงเดียวกัน กองต่าง ๆ ในกรมเดียวกัน ฝ่าย หรือแผนกต่าง ๆ ในกองหรือในกรมเดียวกันนั้นก็ใช้บทบัญญัติมาตรานี้ได้ แล้วที่ผ่านมา ทำไมไม่ใช้ เอาละ ถ้าไม่มีความชัดเจนของบทบัญญัติในมาตรานี้ ผมเสนอให้คณะกรรมาธิการ ท่านมีแผนหรือมีขั้นตอนในการที่จะทำกฎหมายลูกเรื่องนี้ ในมาตรา ๑๙/๑ นี้ อาจจะออกเป็น พระราชกฤษฎีกาในการใช้ทรัพยากร ใช้บริหารงานร่วมกัน ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ การบริหารราชการแผ่นดิน จะเป็นมิติใหม่ นี่ละถึงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าปฏิรูป เอาละ บอกว่ายกเลิกนิติบุคคล ทะเลาะกันมากก็ไม่ต้องยกเลิก ใช้อยู่ แล้วลองใช้กฎหมายมาตรานี้ ให้เป็นประโยชน์ หรือถ้ามีคำอธิบายจากกรรมาธิการหรือท่านผู้รู้อื่นใดนอกจากกรรมาธิการ ในสภาข้างล่างนี้ก็ได้ท่านช่วยกรุณาอธิบายด้วย

ประเด็นถัดมา ในรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ มาตรา ๒๕๘ ข. ท่านเขียนไว้ มีอยู่ ทั้งในรัฐธรรมนูญแล้วก็ในเอกสารที่ท่านแจกไว้ให้ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน (๓) การปรับปรุง พัฒนาโครงสร้างระบบการบริหารงานของรัฐ และแผนกำลังคนภาครัฐ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจ ของหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน ผมเน้นคำว่า ที่แตกต่างกัน เป็นที่มา ของคำอภิปรายของผมที่จะต่อเนื่องมาในอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเร็ว ๆ นี้เราทราบ เราได้ยิน ได้ฟังข่าวทุกกระแสเลย ทั้งออนไลน์ (Online) และออฟไลน์ (Offline) คือปัญหาเรื่องของ การบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวประจำปีเพื่อบรรจุให้เป็นข้าราชการ จำนวนนับหมื่นคน มีปัญหาถึงขั้นต่อรองเจรจากับรัฐบาลว่าถ้าไม่ได้บรรจุในจำนวนที่ว่า ในระยะเวลาที่ว่า จะลาออกกันยกกระทรวงภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นปัญหา ใหญ่โตในระดับประเทศ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต้องมีบัญชาให้รีบแก้ไขในเรื่องนี้ เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ และเรื่องนี้บังเอิญก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่อย่างไร ๆ ก็จะต้อง ปฏิรูปอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่จะต้องหาทางแก้ไข ปรับปรุงอยู่แล้ว ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งปี ๒๕๕๖ ๔ ปีที่ผ่านมาผมทำงานในสภาแห่งนี้ วันหนึ่งมีการประชุมรัฐสภาเป็นการอภิปรายทั่วไป ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีท่านได้มาฟัง นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นคือท่านยิ่งลักษณ์ ขออภัยที่เอ่ย นามท่าน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร กลับจะเป็นความดีที่กระผมจะกล่าวต่อไป ฝนข้างนอก ตกหนักมากเลย พยาบาลในชุดเครื่องแบบสีขาวมากันเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ คน อยู่ล้อม รัฐสภาทั้งหมดบริเวณถนนอู่ทองในไปจนถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม มากันเป็น ๑,๐๐๐ คน เขาไม่ได้กะว่าฝนจะตก ไม่มีร่มมา มาเรียกร้องสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปแล้วคือการเรียกร้อง ขอให้รัฐบาลบรรจุสิ่งที่เขาต้องการ คือเปลี่ยนจากการเป็นลูกจ้างพยาบาลวิชาชีพชั่วคราว คำว่าชั่วคราวนี้คือต้องทำสัญญากันปีต่อปี หรือปีต่อสองปีทำสัญญาครั้งหนึ่ง งานหนักไม่ต่าง จากพยาบาลที่บรรจุเป็นข้าราชการ อดนอนเหมือนกัน งานหนักเหมือนกัน ทำงานทุกอย่าง เหมือนกัน พยาบาลอยู่บริเวณหวอด (Ward) ผู้ป่วย ๓ คน บอกไม่ได้เลยคนไหนเป็น ข้าราชการ คนไหนเป็นลูกจ้าง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น เขาเดือดร้อนมาก สวัสดิการก็แตกต่างกัน มาเรียกร้องกันหน้าสภา สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณมาเรียกร้องผิดที่หรือเปล่า ทำไมมาเรียกร้องที่สภา คำตอบคือบอกว่าไปเรียกร้องที่กระทรวงแล้วกระทรวงบอกว่า ให้ไปที่ทำเนียบรัฐบาล เขาก็ไปกันที่ทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาลบอกว่าเรื่องระดับ แบบนี้เป็นเรื่องกระทรวงจะต้องแก้ไขไม่ใช่หน้าที่ของทำเนียบรัฐบาล เป็นเรื่องของ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องดูแลเกิดการโยนกันแล้ว เขาก็กลับไปที่กระทรวง กระทรวง ยืนยันว่าอย่างไรเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้คือ คปร. คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและกำลังคนภาครัฐ เป็นงานใหญ่ระดับทำเนียบรัฐบาล ที่จะต้องดูแล ก็แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่มีความไม่ชัดเจน พอผมมาดูกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใน (๓) ของมาตรา ๒๕๘ ข. ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้าง และระบบการบริหารงานของรัฐ และแผนกำลังคนภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานของรัฐ แต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน ก็ถึงบางอ้อว่าแต่ละหน่วยงานโดยเฉพาะระดับกระทรวง เขาไม่มีกฎหมายชัดเจนที่ไประบุอำนาจหน้าที่ให้แก้ไขตรงนี้ เขาบอกว่าให้ คปร. แก้ไข แล้วเวลา คปร. จะพิจารณากฎเกณฑ์ต่าง ๆ เขาเอาข้อมูลเอาตัวเลขต่าง ๆ มาจากไหน ก็เอามาจากกระทรวง แล้วกระทรวงจะทำอะไร อย่างไรได้โดยเด็ดขาดหรือไม่ บอกว่าไม่ ใครจะเป็นคนทำ ก.พ. ครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่วันนั้นไปทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาลบอกว่าให้ไปกระทรวง กระทรวงบอกให้มาทำเนียบรัฐบาล คำว่ามาทำเนียบรัฐบาล ถ้าเจอใครเขาคงจะบอกว่าให้ไปที่ ก.พ. ผมจึงเรียกร้องผ่านทางกรรมาธิการว่าไหน ๆ จะปฏิรูปเรื่องนี้ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านเสนอแนะ ไปในคำเสนอแนะของท่านด้วยก็แล้วกันว่า ให้มีคณะกรรมการปรับปรุง พิจารณาแก้ไข กำลังคนภาครัฐประจำกระทรวงทุกกระทรวง เพราะเวลานี้หลังจากที่ทางกระทรวงสาธารณสุข เขาแก้ไขในส่วนของพยาบาลวิชาชีพแล้ว มาใหม่ครับ คราวนี้ไม่ใช่เฉพาะพยาบาลแล้ว เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค กายภาพบำบัด และอื่น ๆ อีก ๖-๗ สาขาขอเพิ่มอัตรา เพื่อพิจารณาอัตราให้บรรจุเป็นข้าราชการด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะโยนไปโยนมา ลอยไปลอยมาแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว เขียนไปในกฎหมายเสียเลยให้มีคณะกรรมการ แต่ละกระทรวงประจำพิจารณาดูแลเรื่องนี้ให้ชัดเจน

เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ เป็นของแถม ทางท่านกรรมาธิการได้พูดถึง กฎหมายต่าง ๆ ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้ง พ.ร.บ. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็กฎหมายลูกอื่น ๆ เช่น พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ มีพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่ง ที่ผมเพิ่งอ่านเจอเดี๋ยวนี้เอง จริง ๆ ผมแปลกใจมานานแล้ว ผมขอเรียกร้องให้มีการปรับแก้ แล้วแต่ทางกรรมาธิการ คือพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี ตรงนี้ท่านยงยุทธ ท่านประธานกรรมาธิการ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านคงจะให้คำอธิบาย กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี ในมาตรา ๘ ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่อง และการประชุมคณะรัฐมนตรี ผมอ่านแล้วก็ยังงง ตกใจด้วยว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ในมาตรา ๘ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้บัญญัติไว้ว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ พูดถึงเรื่องการประชุมคณะรัฐมนตรีนะครับ มาตรา ๘ การประชุมคณะรัฐมนตรีในกรณีปกติ คำว่า กรณีปกติ คือหมายความว่าที่ประชุมทุกวันอังคารชั่วนาตาปี ให้ดำเนินการได้ เมื่อมีรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมดที่มีอยู่ ขีดเส้นใต้คำว่าหนึ่งในสาม ผมก็งงเป็นไปได้อย่างไร ประชุมคณะรัฐมนตรี กฎหมายเขียนไว้ว่าให้มีองค์คณะไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม เพราะฉะนั้นผมก็มาดูในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล พูดถึง เรื่องอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมจึงขออนุญาตเรียนเสนอว่าทุกการประชุมเขาก็ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ประชุมสภา ประชุม สปท. แห่งนี้ ประชุม สนช. สปช. ประชุมคณะกรรมการบริษัทเอกชน ที่ไหนก็ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ขอเสนอว่าถ้าท่านจะมีคำอธิบายที่ดีผมก็ยินดีรับตรงนี้ พระราชกฤษฎีกานี้ช่วยกรุณาแก้ อันนี้ปี ๒๕๔๘ ใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ครับ ท่านช่วยกรุณา แก้ให้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

วรรคถัดมา ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความลับ ประโยคถัดไปสำคัญนะครับ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควร เพื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นก็ได้ และเมื่อมีการประชุมเป็นกรณีปกติให้นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย สรุปความหมายก็คือถ้าเรื่องใด บอกว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์ของประเทศ นายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิในการที่จะกำหนด องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี ท่านจะปรึกษารัฐมนตรีท่านใด แล้วบอกว่านั่นละเป็น คณะรัฐมนตรีแล้ว แล้วมีมติออกมา มตินั้นเรียกว่ามติคณะรัฐมนตรี ผมก็ไม่ทราบ แล้วผม ก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งแบบนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเรื่องของธรรมาภิบาลแล้วมีความเหมาะสม จำเป็น ซีเรียส (Serious) ขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าจะมีเทคโนโลยีอื่นใดที่จะมีการประชุมทาง เทเล (Tele) ประชุมทางอะไรก็แล้วแต่ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้ดูดีกว่านี้ คือถ้าได้รัฐบาล หรือได้นายกรัฐมนตรีที่มีจริยธรรม มีธรรมาภิบาล ผมก็คงสบายใจ ผมก็คงนอนหลับได้อย่างสบาย แต่ถ้าเกิดไม่ใช่เช่นนั้น อ้างเหตุจำเป็น อ้างเหตุฉุกเฉิน แล้วก็ ใช้ประชุมกับรัฐมนตรีคนสองคนและเป็นมติคณะรัฐมนตรี ผมค่อนข้างจะกระอักกระอ่วนใจ ที่ผ่านมาไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่กรณีเช่นนี้เคยมีในประสบการณ์ของเราทั้งประเทศ คือกรณีที่เคยมีการออกประกาศภาวะฉุกเฉิน สถานการณ์ฉุกเฉินในอดีตที่ผ่านมา หรือการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง โดยท่านนายกรัฐมนตรีในอดีตก็คุยกับ รัฐมนตรีคนสองคนแล้วก็ประกาศออกมา แล้วก็เป็นมติคณะรัฐมนตรี ผมจึงเสนอว่า น่าจะมีการปรับแก้ตรงนี้ในยุคสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยธรรมาภิบาล จึงขอเรียนท่านประธานผ่านกรรมาธิการ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านเลิศรัตน์ขอเพิ่มเติม ๑ นาที เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เมื่อสักครู่ที่ให้ข้อมูล เรื่องประเทศที่มีการคอร์รัปชัน ก็ขอให้ข้อมูลที่ครบถ้วนนะครับ อันนี้ก็คือข้อมูลจากเว็บไซต์ (Web Site) ซึ่งเพิ่งประกาศออกมา โดยเป็นผลการศึกษาของทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) จากการสัมภาษณ์คนในทวีปเอเชีย ๒๐,๐๐๐ คน ใช้เวลา ๑๘ เดือน ผลปรากฏว่าประเทศที่เขาใช้คำว่าไบรเบอรี (Bribery) เลย คอร์รัปชันมากที่สุด คืออินเดีย ที่ ๒ เวียดนาม ไม่ใช่อินโดนีเซีย ขอแก้ ที่ ๓ ประเทศไทย ที่ ๔ ปากีสถาน และที่ ๕ คือเมียนมา ก็เรียนเป็นข้อมูลครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ขอให้เป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้ายนะคะ ท่านดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย เรียนเชิญค่ะ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สปท. ดุสิต เครืองาม ลำดับที่ ๕๓ ผมมีความสนใจแล้วก็ตื่นเต้น เป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปประเทศ การปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ผมสนใจที่อยากจะขอเสนอให้เป็นประเด็น ก็คือกฎหมายหรือว่าระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทุกวันนี้ในยุคของโลกาภิวัตน์ ในยุคของการพัฒนาเทคโนโลยี ในยุคของการที่จะต้องมี การแข่งขันกันอย่างสูง ในยุคของการที่จะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อำนาจและหน้าที่ ขององค์กรหน่วยงานต่าง ๆ นั้นย่อมจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามพลวัตเหตุผล และความจำเป็น ในกรณีของบริษัท ห้างร้าน เอกชนต่าง ๆ ในหนังสือบริคณห์สนธิ ในนั้น ก็จะมีวัตถุประสงค์ว่าบริษัทที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือว่า หจก. มีวัตถุประสงค์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตอนไปยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปีแรก ๆ อาจจะยื่นวัตถุประสงค์ไป ๒๓ ข้อ พออยากจะขยายธุรกิจ ขยายกิจกรรม ก็เพิ่มเป็น ๔๐ ข้อ ๕๐ ข้อได้ ผมจะขอ ยกตัวอย่าง เนื่องจากผมอยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน การผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) คือใช้พลังงานแสงอาทิตนี้ก็เป็น ๑ ตัวอย่าง หรือจะอยู่บนพื้นดินก็เรียกว่าโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) นี่ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ทุกวันนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานก็ดี การไฟฟ้าต่าง ๆ ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เขาบอกว่าหน่วยงานใด ประสงค์ที่จะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน ไม่ว่าคุณจะขายหรือคุณจะใช้เอง คุณจะต้องมา ยื่นใบอนุญาตขอเชื่อมต่อเป็นระบบภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่าออนกริด (On Grid) คือไฟฟ้า วิ่งเข้าหน่วยงานได้ แล้วก็วิ่งย้อนกลับขึ้นไปได้ และการไฟฟ้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาก็ จะขอดูว่าบริษัทของคุณนั้นมีวัตถุประสงค์เขียนว่าผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าหรือไม่ เอาละครับ พอมาเป็นหน่วยงานภาคราชการก็เกิดเป็นปัญหาซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ ใหญ่มาก ๆ อย่างไรครับ เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ ท่านเป็นถึงประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และได้ออก ประกาศเป็นนโยบายมาตรการส่งเสริมให้หน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ได้เป็นเจ้าของโครงการ ได้เป็นผู้ผลิต ได้เป็นผู้จำหน่าย อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ส่งเสริมครับ ประกาศออกมา ๘๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนก็ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่สร้างความตกใจแล้วก็แปลกประหลาดมากให้กับ วงการพลังงานก็คือเกิดการตีความขึ้นมาว่า อบต. ก็ดี อบจ. ก็ดี เทศบาลก็ดี มหาวิทยาลัยก็ดี กระทรวงนั่น กระทรวงนี่ เขาไม่มีวัตถุประสงค์ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการผลิตไฟฟ้า ไม่มีครับ นี่ขนาดเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีออกมาเพื่อที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานราชการได้มีส่วนร่วม มีประสบการณ์ที่จะมาช่วยกันผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน ทำไม่ได้ครับ คณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงานถึงกับยกเลิกใบรับสมัครทั้งหมดในเฟส (Phase) แรกเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว อบต. ทั่วประเทศหลายพัน อบต. สมัครเข้าไปถูกยกเลิกหมด แล้วเขาก็ถามไปที่สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันออกมาว่าหน่วยงานราชการ ทั่วไปไม่สามารถทำกิจกรรมที่ผลิตไฟฟ้าอะไรพวกนี้ได้ รัฐสภาอยากจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) บนหลังคา รัฐสภาไม่มีหน้าที่ผลิตไฟฟ้า คุณอย่ามายุ่งคุณทำหน้าที่เปิดประชุม ส.ว. ส.ส. ไป คือสิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์มากของประเทศไทย แม้แต่ของ อบต. ก็ดี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเขาวินิจฉัยว่า เอาละ อบต. สามารถที่จะผลิตไฟฟ้าได้ ผลิตน้ำประปาได้แต่ต้องขายให้ประชาชน ถ้า อบต. จะขายเสาไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้า ไม่มีสิทธิที่จะทำ นี่เก่งขนาดที่วินิจฉัยว่าไฟฟ้าไหลลงได้แต่ไหลขึ้นไม่ได้ เก่งขนาดนั้น ผมว่า เป็นการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวเสียมากกว่า ยุคแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ฝากเป็นประเด็นที่ไม่แน่ใจว่า หลาย ๆ ท่านอภิปรายเชิงแบบนี้ไหม ผมตั้งเป็นประเด็นว่า ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่จะต้องมา ปฏิรูปอำนาจและหน้าที่ให้ขยายวงกว้างขึ้น ให้สอดคล้องกับยุคของโลกาภิวัตน์ ให้สอดคล้องกับ การแก้ไขปัญหาของสังคม ให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ถ้าทำแบบนี้ จะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่มีสิทธิที่จะมาผลิตไฟฟ้า เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก ท่านนายกรัฐมนตรีออกมา พูดทุกวันศุกร์ หน่วยงานราชการต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ราชการต้องมีส่วนร่วม ในการผลิตไฟฟ้า ถ้าเกิดใครไปร้องเรียนศาลเขาบอกผิดกฎหมายหมด แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่อยู่บนรัฐสภา แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่อยู่บนทำเนียบรัฐบาล ผิดกฎหมายหมด ก็คงไม่มีหน้าที่ในการผลิตไฟฟ้า นี่คือจุดโหว่ของกฎหมาย ถามว่าที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาเพราะว่าหลับหูหลับตากัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาบอกว่าผมไม่ไปดู แต่บางอย่าง ที่เขาอยากจะดูก็บอกว่าทำไม่ได้ ก็ฝากว่าในส่วนของการปรับปรุงอำนาจและหน้าที่ของ การบริหารราชการแผ่นดินหรือการบริการประชาชนนั้น ผมคิดว่าอาจจะต้องถึงกับ มีกฎหมายขึ้นมาสักฉบับหนึ่งเพื่อยกระดับอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ว่าหน่วยงานใด ที่จะปรับปรุงอำนาจและหน้าที่ก็ให้เสนอไปที่คณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติ ก็น่าจะมีอะไรบางอย่าง เปิดช่องเอาไว้ เป็นที่น่าเสียดายมากโครงการโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ของราชการที่ผ่านมา เฟส (Phase) ที่ ๑ ก็ล้มกระดาน เฟส (Phase) ที่ ๒ ประหลาดมหัศจรรย์มากครับ ท่านประธาน ถ้าเข้าใจไม่ผิดจะมีหน่วยงานราชการอยู่ ๑-๒ หน่วยงานเท่านั้นที่ไม่รู้ท่าไหน ไปเขียนวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ว่าผลิตไฟฟ้าได้ ก็กลายเป็นผูกขาดโควตาที่อนุมัติมา ก็ตกไปอยู่ที่หน่วยงานราชการ ๑ หรือ ๒ แห่งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง อบต. ทั่วประเทศตก มหาวิทยาลัยทั่วประเทศตก แต่บังเอิญมีโผล่อยู่ ๑ หรือ ๒ หน่วยงาน ไม่ทราบเก่งท่าไหน เขาบอกว่ามีวัตถุประสงค์เขียนว่าผลิตไฟฟ้าอยู่ในนั้น ขอฝากเป็น การบ้าน นี่คือเพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการและมีส่วนร่วม ของการให้บริการประชาชน ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันขอปิด การอภิปราย และขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการและท่านผู้ชี้แจงทั้งหลายตอบ เรียนเชิญค่ะ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทั้ง ๘ ท่าน ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้รายงานของกรรมาธิการ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับ มีข้อที่จะเสนอเพิ่มเติมอย่างน้อย ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ เราจะเสนอให้มีการเร่งรัดที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มาตรฐานจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐซึ่งเสนอผ่าน สปท. ไปแล้ว นี่คือหลายท่านที่พูดถึง อยู่ในเรื่องของบุคลากรภาครัฐ เริ่มตั้งแต่ท่านแรก ในเรื่องของจิตบริการ ยิ้มแย้มแจ่มใส อันนั้นเป็นเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ มีหลาย ๆ ท่านที่กรุณาแนะนำในเรื่องเกี่ยวข้องกับการที่จะต้อง ให้ประชาชน ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม นั่นคือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้กรุณาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เป็นวาระปฏิรูปเร็ว ๒๗ วาระ และมีกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้อยู่ด้วย เรื่องที่ ๓ ท่านที่พูดเรื่องสภาประชาชนเราจะรับไปดู และหลาย ๆ เรื่องตรงนี้รับไปดูทุกเรื่อง กราบเรียนว่าโดยหลักการผมว่ากรรมาธิการยืนยันคำพูดของผมได้ว่าทุกข้อแนะนำ ข้อสังเกต ของท่าน ผมไปทำเป็นบัญชี ช่องซ้ายท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะอะไร ช่องขวา จะให้กรรมาธิการของเราโดยเฉพาะอนุกรรมาธิการชุดนั้นไปดูว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย เพราะอะไร ชัดเจนนะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายกรุณาแนะนำนั้น มีประโยชน์อย่างยิ่ง กราบเรียนเพิ่มเติมครับ ท่านที่พูดก่อนรองสุดท้ายเข้าใจว่าเป็นท่านที่ ๗ พูดถึงมาตรา ๑๙ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๓๔ พูดถึง เรื่องนิติบุคคล บังเอิญวันนี้ผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ อยู่ด้วยติดราชการไม่ได้มาด้วย เดี๋ยวเราจะให้ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือ สคก. ที่อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้รับไปพิจารณา

ประเด็นที่ ๒ พูดถึงมาตรา ๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ความจริงก็ไม่อยากจะพูด แต่บางท่านอาจจะสงสัย จริง ๆ สมัยผมเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ และผมมาเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๓๓ ๒๗ ปีที่แล้วผมได้ร่างระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดว่าการที่จะเสนอเรื่อง ต่อคณะรัฐมนตรีต้องถามส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ เสร็จแล้ว ต่อมาในปี ๒๕๔๘ ถึงมีการยกขึ้นมาเป็นพระราชกฤษฎีกา หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ กว่าปี อย่าเอ่ยชื่อแล้วกัน พูดก็ได้ ที่เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ไม่เสียหาย ก็พูดได้ ถามต่อไปว่าทำไมองค์ประชุมคณะรัฐมนตรีมี ๑ ใน ๓ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ท่านทั้งหลาย คงทราบอยู่การประชุมคณะรัฐมนตรีแบ่งแฟ้มเป็น ๒ ประเภท แฟ้มที่ ๑ เป็นแฟ้มเพื่อทราบ ครั้งหนึ่ง ๆ อาจจะมี ๗๐-๘๐ เรื่อง หรือถึง ๑๐๐ เรื่อง เรื่องนั้นได้มีการอนุมัติไว้ว่าถ้านายกรัฐมนตรี เห็นชอบแล้วนำเข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว ถ้าไม่มีใครคัดค้านถือว่าเป็นมติคณะรัฐมนตรี นั่นมอบคนเดียวด้วยซ้ำ ผมถือโอกาสอย่าหาว่าผมอวดเลยนะครับ ถือโอกาสเล่าตรงนี้ให้ฟัง สมัยผมทำงานมติเรื่องนี้เราเรียกเทคนิคัลเทอม (Technical Term) ว่าแฟ้มเพื่อทราบ ผมมาเซ็นแจ้งมติไว้ก่อน วันประชุมคณะรัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรีถามว่าเรื่องนี้มีใคร เห็นอะไรไหม ถ้าไม่มีใครพูด มติคณะรัฐมนตรีออกไปในระหว่างที่การประชุมคณะรัฐมนตรี ยังไม่สิ้นสุด แล้วทำมาจนถึงปัจจุบันนี้ นั่นคือหลักการว่าในการทำงานบริหารประเทศ จำเป็นต้องใช้ความรวดเร็ว

ประเด็นที่ ๓ ว่าทำไมในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาเรื่องนั้นแล้วมีมติแล้วก็เสนอคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป เรื่องนี้ คงจะเทียบเคียงได้กับพระราชกำหนด ถ้าในเรื่องความจำเป็นและประโยชน์ของประเทศบางที เรียกประชุมไม่ทันนะครับ อันนี้ผมว่าเป็นอย่างนั้น และผมเรียนต่อไปด้วยว่าระหว่าง ที่ทำเรื่องนี้คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ท่าน พลเอก อภิชาต ทำอยู่ ผมไปสอบถาม อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ผมไม่เอ่ยชื่อ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่อง และการประชุมคณะรัฐมนตรีมีอะไรที่จะต้องดูไหม คำตอบคือว่าในช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าไปดูเลย ไม่ต้องไปรื้อ ใช้คำว่าอย่าไปรื้อเลย ฉะนั้นนี่คือเหตุที่ว่าเราไม่ได้ดูถึงเรื่อง ตัวพระราชกฤษฎีกานี้ แต่ว่าข้อสังเกตของท่านทั้งหลายจะแนบอยู่ในภาคผนวกของรายงานทั้งหมด ก็ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับข้อแนะนำทั้งหลายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รายงานฉบับนี้จะสมบูรณ์ขึ้นได้ กว่าที่กรรมาธิการทำก็เพราะความเห็นของท่าน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

เรียนเพิ่มเติมครับ สิ่งที่ท่านเสนอแม้ว่า สปท. เราจะทำไม่ทัน แต่คิดว่าสิ่งนี้ จะเป็นประโยชน์เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการแผนและขั้นตอนการปฏิรูปตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา ๒๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง” แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ระหว่างที่รอท่านสมาชิกทยอยเข้ามามีบางท่านเพิ่งเข้ามา สมาชิกใช้สิทธิแสดงตน เรียบร้อยหรือยังคะ ท่านข้างหลังยังรออยู่ใช่ไหมคะ เรียบร้อยนะคะ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลค่ะ มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๔ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ ขอเพิ่มท่านรองประธานอลงกรณ์อีก ๑ ท่าน เจ้าหน้าที่ปิดระบบหรือยัง ถ้าปิดก็นับเป็น ๑๕๕ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุม ครบองค์ประชุม

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอแนะการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง” หรือไม่

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เจ้าหน้าที่ขอผลคะแนนค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง “การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน และข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ และผู้มาชี้แจงทุกท่าน

ท่านสมาชิกเราได้กำหนดไว้ว่าถ้าหากวาระที่ ๒ ในวันนี้พิจารณากันไม่จบ จะต่อเป็นวันพรุ่งนี้ บัดนี้จบวาระการพิจารณาจบแล้ว การประชุมพรุ่งนี้ถือว่างดนะคะ ขอเรียนแจ้งไว้ให้ทราบด้วย

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกจะหารือประเด็นอะไรไหมคะ เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ผม เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ขออนุญาตหารือท่านประธานเร็ว ๆ ขออนุญาตทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนช่วยกรุณาพิจารณาด้วย สืบเนื่องจาก ขณะนี้มีการลงข้อความวิพากษ์วิจารณ์สื่อทั้งสื่อออนไลน์ (Online) สื่อออฟไลน์ (Offline) ทั้งสื่อสายหลักและสื่อสายรองเป็นจำนวนมาก ในกรณีที่เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นเป็นที่สนใจ วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนทั่วไปอย่างแพร่หลายโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์การลงข้อความ ลงสื่อต่าง ๆ นั้น ทั้งวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งด่าว่า ทั้งชื่นชม แตกต่างกันไปหลายวิธีการ กรณีเช่นนี้หากได้พิจารณาด้วยจิตที่เป็นกลาง จริง ๆ แล้ว เรายอมรับในการตัดสินของศาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าคดีอาญานั้นให้สงสัย ไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นของสื่อในขณะนี้เลยเถิดไปถึง ขั้นชมเชยว่าเป็นคนดี ทำประโยชน์ต่อครอบครัว เป็นคนที่กตัญญูรู้คุณบิดามารดา ทำงาน หาเงินเลี้ยงครอบครัว ไปถึงขนาดนั้น แม้กระทั่งกระเป๋าที่ถือมาจากชายแดนส่งลงไปในสื่อ แชร์กันมากมายว่าสวย ซื้อที่ไหนอยากจะได้สักใบ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้บางสื่อถึงขนาดลงว่า นี่คือความป่วย ความพิการของสังคมแล้ว มันเลยเถิดไปถึงขนาดนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ในนามของสมาชิกคนหนึ่งของ สปท. ผมอดรนทนไม่ได้ เห็นว่าก่อนที่เยาวชนจะเสพสื่อ เหล่านี้แล้วจิตตกหรือจิตพุ่งก็แล้วแต่ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบเอาอย่างจะเป็นโทษมหันต์ ต่อสังคมเกินกว่าที่จะเยียวยาได้ หน่วยงานราชการตอนนี้คงยังขยับไม่ทันเพราะเหตุเพิ่งเกิด ยังไม่ ๔๘ ชั่วโมง เพิ่งจะ ๒๔ ชั่วโมงบวกลบ ผมเห็นว่าเพื่อบรรลุแนวทางของการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสื่อมวลชน ควรจะได้พิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะมี เป็นแถลงการณ์ หรือแถลงข่าว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นกลาง ๆ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างน้อยเป็นแสงสว่างชี้นำทางสังคม วิธีคิดของผู้คนทั่วไปในเวลานี้ว่าจิตตกหรือจิตพุ่ง แต่ว่าต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะไม่เช่นนั้นเยาวชนเขาคงจะ สับสน เด็กที่บ้านผมเขาก็สับสนครับ เขากำลังหาซื้อกระเป๋าอยู่ว่ากระเป๋านี้ซื้อได้ที่ไหน เห็นบอกว่าซื้อ ๑ แถม ๑ ด้วยเวลานี้ลงโฆษณากันเยอะแยะแล้วครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศวันพฤหัสบดีนี้ แล้วถ้าอย่างไรก็อาจจะมีมติมอบหมายคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนดำเนินการตามที่ท่านเสนอ ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกท่านอื่นจะหารือประเด็นใดอีกไหมคะ ถ้าไม่มี วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุมและขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๑๖ นาฬิกา