ยงยุทธ สาระสมบัติ เสนอการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูป และเรียกร้องให้ภาคีหนึ่งภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการปฏิรูป รวมถึงการเร่งรัดพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการปฏิรูปประเทศที่จำเป็นต้องใช้ความรวดเร็ว
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทั้ง ๘ ท่าน ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้รายงานของกรรมาธิการ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับ มีข้อที่จะเสนอเพิ่มเติมอย่างน้อย ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เราจะเสนอให้มีการเร่งรัดที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มาตรฐานจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐซึ่งเสนอผ่าน สปท. ไปแล้ว นี่คือหลายท่านที่พูดถึง อยู่ในเรื่องของบุคลากรภาครัฐ เริ่มตั้งแต่ท่านแรก ในเรื่องของจิตบริการ ยิ้มแย้มแจ่มใส อันนั้นเป็นเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ มีหลาย ๆ ท่านที่กรุณาแนะนำในเรื่องเกี่ยวข้องกับการที่จะต้อง ให้ประชาชน ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม นั่นคือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้กรุณาสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เป็นวาระปฏิรูปเร็ว ๒๗ วาระ และมีกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้อยู่ด้วย เรื่องที่ ๓ ท่านที่พูดเรื่องสภาประชาชนเราจะรับไปดู และหลาย ๆ เรื่องตรงนี้รับไปดูทุกเรื่อง กราบเรียนว่าโดยหลักการผมว่ากรรมาธิการยืนยันคำพูดของผมได้ว่าทุกข้อแนะนำ ข้อสังเกต ของท่าน ผมไปทำเป็นบัญชี ช่องซ้ายท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะอะไร ช่องขวา จะให้กรรมาธิการของเราโดยเฉพาะอนุกรรมาธิการชุดนั้นไปดูว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย เพราะอะไร ชัดเจนนะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายกรุณาแนะนำนั้น มีประโยชน์อย่างยิ่ง กราบเรียนเพิ่มเติมครับ ท่านที่พูดก่อนรองสุดท้ายเข้าใจว่าเป็นท่านที่ ๗ พูดถึงมาตรา ๑๙ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๓๔ พูดถึง เรื่องนิติบุคคล บังเอิญวันนี้ผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ อยู่ด้วยติดราชการไม่ได้มาด้วย เดี๋ยวเราจะให้ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือ สคก. ที่อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้รับไปพิจารณา
ประเด็นที่ ๒ พูดถึงมาตรา ๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ความจริงก็ไม่อยากจะพูด แต่บางท่านอาจจะสงสัย จริง ๆ สมัยผมเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ และผมมาเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๓๓ ๒๗ ปีที่แล้วผมได้ร่างระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดว่าการที่จะเสนอเรื่อง ต่อคณะรัฐมนตรีต้องถามส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ เสร็จแล้ว ต่อมาในปี ๒๕๔๘ ถึงมีการยกขึ้นมาเป็นพระราชกฤษฎีกา หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ กว่าปี อย่าเอ่ยชื่อแล้วกัน พูดก็ได้ ที่เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ไม่เสียหาย ก็พูดได้ ถามต่อไปว่าทำไมองค์ประชุมคณะรัฐมนตรีมี ๑ ใน ๓ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ท่านทั้งหลาย คงทราบอยู่การประชุมคณะรัฐมนตรีแบ่งแฟ้มเป็น ๒ ประเภท แฟ้มที่ ๑ เป็นแฟ้มเพื่อทราบ ครั้งหนึ่ง ๆ อาจจะมี ๗๐-๘๐ เรื่อง หรือถึง ๑๐๐ เรื่อง เรื่องนั้นได้มีการอนุมัติไว้ว่าถ้านายกรัฐมนตรี เห็นชอบแล้วนำเข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว ถ้าไม่มีใครคัดค้านถือว่าเป็นมติคณะรัฐมนตรี นั่นมอบคนเดียวด้วยซ้ำ ผมถือโอกาสอย่าหาว่าผมอวดเลยนะครับ ถือโอกาสเล่าตรงนี้ให้ฟัง สมัยผมทำงานมติเรื่องนี้เราเรียกเทคนิคัลเทอม (Technical Term) ว่าแฟ้มเพื่อทราบ ผมมาเซ็นแจ้งมติไว้ก่อน วันประชุมคณะรัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรีถามว่าเรื่องนี้มีใคร เห็นอะไรไหม ถ้าไม่มีใครพูด มติคณะรัฐมนตรีออกไปในระหว่างที่การประชุมคณะรัฐมนตรี ยังไม่สิ้นสุด แล้วทำมาจนถึงปัจจุบันนี้ นั่นคือหลักการว่าในการทำงานบริหารประเทศ จำเป็นต้องใช้ความรวดเร็ว
ประเด็นที่ ๓ ว่าทำไมในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาเรื่องนั้นแล้วมีมติแล้วก็เสนอคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป เรื่องนี้ คงจะเทียบเคียงได้กับพระราชกำหนด ถ้าในเรื่องความจำเป็นและประโยชน์ของประเทศบางที เรียกประชุมไม่ทันนะครับ อันนี้ผมว่าเป็นอย่างนั้น และผมเรียนต่อไปด้วยว่าระหว่าง ที่ทำเรื่องนี้คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ท่าน พลเอก อภิชาต ทำอยู่ ผมไปสอบถาม อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ผมไม่เอ่ยชื่อ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่อง และการประชุมคณะรัฐมนตรีมีอะไรที่จะต้องดูไหม คำตอบคือว่าในช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าไปดูเลย ไม่ต้องไปรื้อ ใช้คำว่าอย่าไปรื้อเลย ฉะนั้นนี่คือเหตุที่ว่าเราไม่ได้ดูถึงเรื่อง ตัวพระราชกฤษฎีกานี้ แต่ว่าข้อสังเกตของท่านทั้งหลายจะแนบอยู่ในภาคผนวกของรายงานทั้งหมด ก็ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับข้อแนะนำทั้งหลายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รายงานฉบับนี้จะสมบูรณ์ขึ้นได้ กว่าที่กรรมาธิการทำก็เพราะความเห็นของท่าน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
เรียนเพิ่มเติมครับ สิ่งที่ท่านเสนอแม้ว่า สปท. เราจะทำไม่ทัน แต่คิดว่าสิ่งนี้ จะเป็นประโยชน์เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการแผนและขั้นตอนการปฏิรูปตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา ๒๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับ