เฉลิมชัย ชูปฏิรูปบริหารราชการ ยกเลิกนิติบุคคลกรม-เสนอใช้มาตรา ๑๙/๑

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม หารือการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเสนอให้พิจารณายกเลิกสถานะนิติบุคคลของกรมเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมเสนอแนวทางใช้มาตรา ๑๙/๑ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอให้ออกกฎหมายลูกเพื่อให้การบริหารงานร่วมกันเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ยังอภิปรายประเด็นการบรรจุบุคลากรทางการแพทย์ชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ ข. และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับองค์ประชุมคณะรัฐมนตรีและอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการตั้งคณะย่อย ซึ่งอาจขัดหลักธรรมาภิบาล จึงเสนอให้ทบทวนเพื่อความโปร่งใสและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ต้องขออภัยท่านประธาน เนื่องจากเพิ่งจะมีข้อมูลที่เจอเดี๋ยวนี้เอง คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกรรมาธิการ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นทั้งคำถามแล้วก็ข้อเสนอแนะ ในประเด็นของการปฏิรูปในเรื่องของระบบบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ผมได้ฟังการชี้แจงของทางกรรมาธิการ แล้วก็ฟังคำอภิปรายของสมาชิกเกือบทุกท่านล้วนมี ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ผมจะเติมเต็มนั้นถ้ามีประโยชน์ท่านช่วยรับไว้พิจารณาด้วย ผมได้ดู ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๓๔ แล้วก็มีการแก้ไขหลายฉบับต่อเนื่องกันมา มีประเด็นหนึ่งที่ผมมีความสนใจ แล้วก็มีความสงสัยในรูปแบบการบริหารมานานแล้ว คือคำว่า เป็นนิติบุคคล ผมเคยศึกษาแล้วก็เคยอ่าน เคยรวบรวมข้อมูลหลายประการ การศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ นักวิชาการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของ ก.พ.ร. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการด้วย เคยมีการศึกษากันถึงขนาดว่า เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินนั้นเราจะมีการปรับเปลี่ยน พัฒนา ปรับปรุง หรือปฏิรูป สิ่งที่เรียกว่านิติบุคคลของหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนมากที่สุด เคยมีการศึกษากันถึง ขนาดว่า มีการเสนอในขณะนี้ว่าให้ยกเลิกความเป็นนิติบุคคลของกรมต่าง ๆ ยกระดับ ความเป็นนิติบุคคลนั้นขึ้นไปสู่ระดับกระทรวงโดยอ้างเหตุผลและการศึกษา มีเหตุผลต่าง ๆ มากมายบอกว่าการที่แบ่งแยกนิติบุคคลในระดับกรมนั้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากำแพงกั้น หน่วยงาน หน่วยราชการต่าง ๆ กำแพงกั้นการบริหารร่วมกัน กำแพงกั้นการใช้จ่าย งบประมาณร่วมกัน กำแพงกั้นการใช้บุคลากร คนร่วมกัน เคยมีการศึกษาเช่นนั้นจริง ๆ แต่ไม่มีใครกล้าทำ ต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุน เห็นด้วย และฝ่ายที่คัดค้าน ผมจะยกตัวอย่างเช่นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข งานต่าง ๆ บางอย่างนั้นมีความคาบเกี่ยว มีความซ้ำซ้อน อาจจะมีคนเถียงว่าไม่ได้ซ้ำซ้อน อันนั้นย่อมที่จะ เถียงกันได้ในทางวิชาการ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ หรือกรมสุขภาพจิต กรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนดูแลงานของยาเสพติดและงานอื่น ๆ แทบทั้งสิ้น งบประมาณที่ได้ไปนั้น ต้องบอกว่าเป็นลักษณะของการกระจัดกระจาย บางงบ บางงาน บางโครงการนั้นเป็นเบี้ยหัวแตก กระจัดกระจายกันอยู่ เคยมีคนเสนออย่างนี้ว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้มีการทะเลาะกัน ไม่ให้มีปัญหา มีความขัดแย้ง หรือจะยกเลิกนิติบุคคลในระดับกรมไหม ไม่เฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่น ๆ ด้วยทั้งหมด ผมก็พลิกไปพลิกมาท่านประธานครับ ผมไปเจอมาตรา ๑๙/๑ ถ้าทางกรรมาธิการท่านจะกรุณาช่วยดูแล้วอ่านตามผมไป มาตรา ๑๙/๑ ของพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ผมอ่านแล้วก็มีแรงบันดาลใจที่จะอภิปราย บัญญัติไว้ว่า ให้ปลัดกระทรวง หัวหน้ากลุ่มภารกิจ และหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรม ขึ้นไปวางแผนและประสานกิจกรรมให้มีการใช้ทรัพยากรของส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวง ร่วมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และบรรลุเป้าหมายของกระทรวง

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ากลุ่มภารกิจดังกล่าว จะมีมติให้นำงบประมาณที่แต่ละส่วนราชการได้รับจัดสรร มาดำเนินการและใช้จ่ายร่วมกันก็ได้ ผมว่าอันนี้ไม่ใช่ของใหม่ ปรากฏว่ามีอยู่แล้วในกฎหมาย ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ใช้อยู่นี่ครับ ผมจึงแปลกใจว่าแล้วที่ ผ่านมามีการใช้ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๙/๑ นี้แล้วหรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่มี ทะเลาะกันเอง หรือเปล่า ขัดแย้งกันหรือเปล่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แตกต่างกันหรือเปล่า ผมจึง ขออนุญาตเรียนเสนอว่าอย่างนั้นถ้ามีบทบัญญัติในลักษณะแบบนี้ คำว่า นิติบุคคล ที่มีปัญหา ขัดแย้งกันของหน่วยงาน กรมต่าง ๆ ในกระทรวงเดียวกัน กองต่าง ๆ ในกรมเดียวกัน ฝ่าย หรือแผนกต่าง ๆ ในกองหรือในกรมเดียวกันนั้นก็ใช้บทบัญญัติมาตรานี้ได้ แล้วที่ผ่านมา ทำไมไม่ใช้ เอาละ ถ้าไม่มีความชัดเจนของบทบัญญัติในมาตรานี้ ผมเสนอให้คณะกรรมาธิการ ท่านมีแผนหรือมีขั้นตอนในการที่จะทำกฎหมายลูกเรื่องนี้ ในมาตรา ๑๙/๑ นี้ อาจจะออกเป็น พระราชกฤษฎีกาในการใช้ทรัพยากร ใช้บริหารงานร่วมกัน ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ การบริหารราชการแผ่นดิน จะเป็นมิติใหม่ นี่ละถึงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าปฏิรูป เอาละ บอกว่ายกเลิกนิติบุคคล ทะเลาะกันมากก็ไม่ต้องยกเลิก ใช้อยู่ แล้วลองใช้กฎหมายมาตรานี้ ให้เป็นประโยชน์ หรือถ้ามีคำอธิบายจากกรรมาธิการหรือท่านผู้รู้อื่นใดนอกจากกรรมาธิการ ในสภาข้างล่างนี้ก็ได้ท่านช่วยกรุณาอธิบายด้วย

ประเด็นถัดมา ในรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ มาตรา ๒๕๘ ข. ท่านเขียนไว้ มีอยู่ ทั้งในรัฐธรรมนูญแล้วก็ในเอกสารที่ท่านแจกไว้ให้ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน (๓) การปรับปรุง พัฒนาโครงสร้างระบบการบริหารงานของรัฐ และแผนกำลังคนภาครัฐ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจ ของหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน ผมเน้นคำว่า ที่แตกต่างกัน เป็นที่มา ของคำอภิปรายของผมที่จะต่อเนื่องมาในอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเร็ว ๆ นี้เราทราบ เราได้ยิน ได้ฟังข่าวทุกกระแสเลย ทั้งออนไลน์ (Online) และออฟไลน์ (Offline) คือปัญหาเรื่องของ การบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวประจำปีเพื่อบรรจุให้เป็นข้าราชการ จำนวนนับหมื่นคน มีปัญหาถึงขั้นต่อรองเจรจากับรัฐบาลว่าถ้าไม่ได้บรรจุในจำนวนที่ว่า ในระยะเวลาที่ว่า จะลาออกกันยกกระทรวงภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นปัญหา ใหญ่โตในระดับประเทศ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต้องมีบัญชาให้รีบแก้ไขในเรื่องนี้ เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ และเรื่องนี้บังเอิญก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่อย่างไร ๆ ก็จะต้อง ปฏิรูปอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่จะต้องหาทางแก้ไข ปรับปรุงอยู่แล้ว ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งปี ๒๕๕๖ ๔ ปีที่ผ่านมาผมทำงานในสภาแห่งนี้ วันหนึ่งมีการประชุมรัฐสภาเป็นการอภิปรายทั่วไป ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีท่านได้มาฟัง นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นคือท่านยิ่งลักษณ์ ขออภัยที่เอ่ย นามท่าน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร กลับจะเป็นความดีที่กระผมจะกล่าวต่อไป ฝนข้างนอก ตกหนักมากเลย พยาบาลในชุดเครื่องแบบสีขาวมากันเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ คน อยู่ล้อม รัฐสภาทั้งหมดบริเวณถนนอู่ทองในไปจนถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม มากันเป็น ๑,๐๐๐ คน เขาไม่ได้กะว่าฝนจะตก ไม่มีร่มมา มาเรียกร้องสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปแล้วคือการเรียกร้อง ขอให้รัฐบาลบรรจุสิ่งที่เขาต้องการ คือเปลี่ยนจากการเป็นลูกจ้างพยาบาลวิชาชีพชั่วคราว คำว่าชั่วคราวนี้คือต้องทำสัญญากันปีต่อปี หรือปีต่อสองปีทำสัญญาครั้งหนึ่ง งานหนักไม่ต่าง จากพยาบาลที่บรรจุเป็นข้าราชการ อดนอนเหมือนกัน งานหนักเหมือนกัน ทำงานทุกอย่าง เหมือนกัน พยาบาลอยู่บริเวณหวอด (Ward) ผู้ป่วย ๓ คน บอกไม่ได้เลยคนไหนเป็น ข้าราชการ คนไหนเป็นลูกจ้าง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น เขาเดือดร้อนมาก สวัสดิการก็แตกต่างกัน มาเรียกร้องกันหน้าสภา สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณมาเรียกร้องผิดที่หรือเปล่า ทำไมมาเรียกร้องที่สภา คำตอบคือบอกว่าไปเรียกร้องที่กระทรวงแล้วกระทรวงบอกว่า ให้ไปที่ทำเนียบรัฐบาล เขาก็ไปกันที่ทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาลบอกว่าเรื่องระดับ แบบนี้เป็นเรื่องกระทรวงจะต้องแก้ไขไม่ใช่หน้าที่ของทำเนียบรัฐบาล เป็นเรื่องของ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องดูแลเกิดการโยนกันแล้ว เขาก็กลับไปที่กระทรวง กระทรวง ยืนยันว่าอย่างไรเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้คือ คปร. คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและกำลังคนภาครัฐ เป็นงานใหญ่ระดับทำเนียบรัฐบาล ที่จะต้องดูแล ก็แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่มีความไม่ชัดเจน พอผมมาดูกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใน (๓) ของมาตรา ๒๕๘ ข. ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้าง และระบบการบริหารงานของรัฐ และแผนกำลังคนภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานของรัฐ แต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน ก็ถึงบางอ้อว่าแต่ละหน่วยงานโดยเฉพาะระดับกระทรวง เขาไม่มีกฎหมายชัดเจนที่ไประบุอำนาจหน้าที่ให้แก้ไขตรงนี้ เขาบอกว่าให้ คปร. แก้ไข แล้วเวลา คปร. จะพิจารณากฎเกณฑ์ต่าง ๆ เขาเอาข้อมูลเอาตัวเลขต่าง ๆ มาจากไหน ก็เอามาจากกระทรวง แล้วกระทรวงจะทำอะไร อย่างไรได้โดยเด็ดขาดหรือไม่ บอกว่าไม่ ใครจะเป็นคนทำ ก.พ. ครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่วันนั้นไปทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาลบอกว่าให้ไปกระทรวง กระทรวงบอกให้มาทำเนียบรัฐบาล คำว่ามาทำเนียบรัฐบาล ถ้าเจอใครเขาคงจะบอกว่าให้ไปที่ ก.พ. ผมจึงเรียกร้องผ่านทางกรรมาธิการว่าไหน ๆ จะปฏิรูปเรื่องนี้ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านเสนอแนะ ไปในคำเสนอแนะของท่านด้วยก็แล้วกันว่า ให้มีคณะกรรมการปรับปรุง พิจารณาแก้ไข กำลังคนภาครัฐประจำกระทรวงทุกกระทรวง เพราะเวลานี้หลังจากที่ทางกระทรวงสาธารณสุข เขาแก้ไขในส่วนของพยาบาลวิชาชีพแล้ว มาใหม่ครับ คราวนี้ไม่ใช่เฉพาะพยาบาลแล้ว เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค กายภาพบำบัด และอื่น ๆ อีก ๖-๗ สาขาขอเพิ่มอัตรา เพื่อพิจารณาอัตราให้บรรจุเป็นข้าราชการด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะโยนไปโยนมา ลอยไปลอยมาแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว เขียนไปในกฎหมายเสียเลยให้มีคณะกรรมการ แต่ละกระทรวงประจำพิจารณาดูแลเรื่องนี้ให้ชัดเจน

เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ เป็นของแถม ทางท่านกรรมาธิการได้พูดถึง กฎหมายต่าง ๆ ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้ง พ.ร.บ. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็กฎหมายลูกอื่น ๆ เช่น พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ มีพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่ง ที่ผมเพิ่งอ่านเจอเดี๋ยวนี้เอง จริง ๆ ผมแปลกใจมานานแล้ว ผมขอเรียกร้องให้มีการปรับแก้ แล้วแต่ทางกรรมาธิการ คือพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี ตรงนี้ท่านยงยุทธ ท่านประธานกรรมาธิการ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านคงจะให้คำอธิบาย กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี ในมาตรา ๘ ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่อง และการประชุมคณะรัฐมนตรี ผมอ่านแล้วก็ยังงง ตกใจด้วยว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ในมาตรา ๘ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้บัญญัติไว้ว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ พูดถึงเรื่องการประชุมคณะรัฐมนตรีนะครับ มาตรา ๘ การประชุมคณะรัฐมนตรีในกรณีปกติ คำว่า กรณีปกติ คือหมายความว่าที่ประชุมทุกวันอังคารชั่วนาตาปี ให้ดำเนินการได้ เมื่อมีรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมดที่มีอยู่ ขีดเส้นใต้คำว่าหนึ่งในสาม ผมก็งงเป็นไปได้อย่างไร ประชุมคณะรัฐมนตรี กฎหมายเขียนไว้ว่าให้มีองค์คณะไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม เพราะฉะนั้นผมก็มาดูในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล พูดถึง เรื่องอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมจึงขออนุญาตเรียนเสนอว่าทุกการประชุมเขาก็ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ประชุมสภา ประชุม สปท. แห่งนี้ ประชุม สนช. สปช. ประชุมคณะกรรมการบริษัทเอกชน ที่ไหนก็ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ขอเสนอว่าถ้าท่านจะมีคำอธิบายที่ดีผมก็ยินดีรับตรงนี้ พระราชกฤษฎีกานี้ช่วยกรุณาแก้ อันนี้ปี ๒๕๔๘ ใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ครับ ท่านช่วยกรุณา แก้ให้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

วรรคถัดมา ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความลับ ประโยคถัดไปสำคัญนะครับ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควร เพื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นก็ได้ และเมื่อมีการประชุมเป็นกรณีปกติให้นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย สรุปความหมายก็คือถ้าเรื่องใด บอกว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์ของประเทศ นายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิในการที่จะกำหนด องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี ท่านจะปรึกษารัฐมนตรีท่านใด แล้วบอกว่านั่นละเป็น คณะรัฐมนตรีแล้ว แล้วมีมติออกมา มตินั้นเรียกว่ามติคณะรัฐมนตรี ผมก็ไม่ทราบ แล้วผม ก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งแบบนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเรื่องของธรรมาภิบาลแล้วมีความเหมาะสม จำเป็น ซีเรียส (Serious) ขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าจะมีเทคโนโลยีอื่นใดที่จะมีการประชุมทาง เทเล (Tele) ประชุมทางอะไรก็แล้วแต่ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้ดูดีกว่านี้ คือถ้าได้รัฐบาล หรือได้นายกรัฐมนตรีที่มีจริยธรรม มีธรรมาภิบาล ผมก็คงสบายใจ ผมก็คงนอนหลับได้อย่างสบาย แต่ถ้าเกิดไม่ใช่เช่นนั้น อ้างเหตุจำเป็น อ้างเหตุฉุกเฉิน แล้วก็ ใช้ประชุมกับรัฐมนตรีคนสองคนและเป็นมติคณะรัฐมนตรี ผมค่อนข้างจะกระอักกระอ่วนใจ ที่ผ่านมาไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่กรณีเช่นนี้เคยมีในประสบการณ์ของเราทั้งประเทศ คือกรณีที่เคยมีการออกประกาศภาวะฉุกเฉิน สถานการณ์ฉุกเฉินในอดีตที่ผ่านมา หรือการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง โดยท่านนายกรัฐมนตรีในอดีตก็คุยกับ รัฐมนตรีคนสองคนแล้วก็ประกาศออกมา แล้วก็เป็นมติคณะรัฐมนตรี ผมจึงเสนอว่า น่าจะมีการปรับแก้ตรงนี้ในยุคสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยธรรมาภิบาล จึงขอเรียนท่านประธานผ่านกรรมาธิการ ขอบคุณครับ