คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงการกระจายอำนาจให้ถึงท้องถิ่น และการเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงาน รวมถึงการให้ผู้แทนกระทรวงมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ และเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน พิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้บริการประชาชนเกิดขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในหลักการผมก็ไม่ได้มีข้อขัดข้องกับรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในหัวข้อ การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการแผ่นดินและข้อเสนอการปฏิรูปอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็เห็นว่าเป็นการศึกษาที่ดีแล้วก็พร้อมจะให้การสนับสนุน ผมก็มีคอมเมนต์ (Comment) ที่อยากจะฝากไว้เพราะว่าอยากจะให้เน้นบางเรื่อง หรือตั้งข้อสังเกตบางเรื่อง เห็นว่า บางเรื่องท่านอาจจะยังไม่ได้ศึกษาเลยแต่น่าจะเกี่ยวกับการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ก็อยากจะฝากไว้ในฐานะที่เป็นข้าราชการเก่าด้วย คิดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและประสิทธิภาพของการบริการภาครัฐต่อประชาชน
ประเด็นแรก ขอสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งในประเด็นปฏิรูปที่อยู่ในข้อ ๘.๑.๑ หน้า ๒๓ ท่านสรุปไว้ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) หน้า ๑๗ คือการจัดโครงสร้าง หน่วยงานของรัฐให้มีบทบาทและขนาดที่เหมาะสม ซึ่งท่านก็ทำตารางสรุปได้อย่างดีก็คือ ทบทวนบทบาท ภารกิจของภาครัฐว่าอะไรเป็นภารกิจหลัก อะไรสามารถถ่ายโอนให้ท้องถิ่น ภาคเอกชน หรือให้ภาคอื่นดำเนินการแทนได้ หรือบางเรื่องก็อาจจะถ่ายให้ภาคประชาสังคม หรือชุมชนดำเนินการแทนได้ กำหนดบทบาทให้มุ่งเฉพาะภารกิจหลักที่เป็นเรื่องของการควบคุม กำกับ หรือเรกูเลเตอร์ (Regulator) ส่วนการปฏิบัติก็ควรจะลดลง ให้ภาคเอกชนไปทำ ถ่ายโอนภารกิจไปสู่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมให้มากขึ้น และจัดโครงสร้างราชการใหม่ ให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจ ซึ่งอันนี้ก็เห็นด้วย
อยากจะฝากว่าในประเด็นรายงานของท่านมีเรื่องเกี่ยวกับในข้อ ๘.๒.๑ หน้า ๒๗ เรื่องการส่งเสริมรัฐบาลให้เป็นดิจิทัลกัฟเวิร์นเมนต์ (Digital Government) คือใช้บริการ พูดง่าย ๆ ไม่ต้องออกจากบ้านมากนัก ลดเอกสารอะไรต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ ราชการมีความคล่องตัวและบริการได้รวดเร็วขึ้น ทีนี้ก็เป็นห่วงอยู่นิดหนึ่งว่าสมัยผม เริ่มรับราชการใหม่ ๆ ตอนนั้นประเทศมี ๗๒ จังหวัด เดี๋ยวนี้มี ๗๖ จังหวัด ก็มักจะได้อ่าน ทางไลน์ (Line) อยู่เรื่อยเลยว่าเดี๋ยวจะเพิ่มจังหวัดเป็นจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ ซึ่งผมเองไม่ค่อย จะเห็นด้วย ก็ฝากว่าข้อเสนอปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินคงไม่ได้เป็นใบเบิกทางว่าให้ไปตั้งจังหวัดเพิ่ม เพราะตั้งจังหวัดเพิ่ม ก็ต้องมีหน่วยงานในภูมิภาคเพิ่ม เพิ่มงบประมาณ ในขณะที่ผมคิดว่าสังคมปัจจุบัน ถนนหนทางก็ดีขึ้น การคมนาคมขนส่งก็ดีขึ้น การสื่อสารก็มีทั้งโทรศัพท์ มีทั้งไลน์ (Line) มีทั้งอินเทอร์เน็ต (Internet) เฟซบุ๊ก (Facebook) เพราะฉะนั้นไม่มีข้ออ้างที่บอกว่า เดินทางไปบริการประชาชนไม่ถึงแล้วจะต้องตั้งจังหวัดใหม่ ก็หวังว่าจะไม่เป็นใบเบิกทาง ไปสู่เรื่องอย่างนี้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือประเด็นปฏิรูปที่ ๓ ในข้อ ๘.๑.๓ หน้า ๒๖ ท่านบอกว่า จะเร่งรัดการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ไปสู่ส่วนท้องถิ่น ผมก็เห็นด้วย ในประเด็นที่ท่านบอกว่ายกฐานะ อบต. หรือควบรวม อบต. ขึ้นเป็นเทศบาล ซึ่งอยากให้ทำอย่างจริงจังแล้วน่าจะลงรายละเอียดช่วยคณะกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นเขา สักหน่อยว่าจะมีโรดแมป (Roadmap) อย่างไร เพราะจริง ๆ ก็ไปเพื่อวัตถุประสงค์ บริการประชาชน อบต. ที่มีอยู่ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง บางแห่งไม่มีกำลังความสามารถที่จะ บริการประชาชนได้ แต่ถ้ารวมงบประมาณกันหลาย ๆ แห่งเป็นเทศบาลก็สามารถที่จะมีเงิน มีอำนาจ มีพลังที่จะทำอะไร เหมือนอย่างเรื่องขยะที่เพิ่งผ่านไป ในรายงานที่ผมนำเสนอ ไปก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ อยากให้ท่านขยายความเรื่องโรดแมป (Roadmap) ของการกระจายอำนาจ การควบรวม อบต. และยกฐานะเป็นเทศบาลให้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันก็อดนึกไม่ได้เพราะผมไปเยี่ยมและตรวจราชการในต่างจังหวัด หรือไปปฏิบัติหน้าที่ ก็เห็นบทบาทของกระทรวงมหาดไทยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งท่านก็พยายามจะปรับปรุง ให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ บทบาทของ อบจ. ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายมหาดไทย แต่ก็มี ความรู้สึกว่ามีอะไรที่ขัด ๆ กันอยู่ คือเหมือนท่านอยากจะกระจายอำนาจแต่ก็สงวนไว้ ในที่สุดผมก็สรุปเอาเองว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจมาก แต่ไม่มีเงิน อบจ. ไม่ค่อยมีอำนาจ แต่มีเงิน ก็เลยต้องมาประสานความร่วมมือกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ เราก็เลยพบว่า เดี๋ยวนี้ฝ่ายการเมืองไม่นิยมเป็น ส.ส. แล้ว เป็นนายก อบจ. ดีกว่า แต่นายก อบจ. ก็ไม่มี อำนาจสิทธิขาด จริง ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดปลดนายก อบจ. ได้ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่อันนี้ท่านน่าจะมีบทขยายความในเรื่องของการที่ว่าจะถ่ายโอนอำนาจแล้วจะทำเรื่องนี้ ได้อย่างไร คือท่านพูดถึง อบต. กับ เทศบาล ก็มีเหตุมีผล แล้ว อบจ. ล่ะครับ ท่านน่าจะ พูดมากกว่านี้ไหน ๆ เราก็จะทำเรื่องปฏิรูปแล้วคงอยู่กันอีกไม่นาน ก็กล้า ๆ พูดหน่อยว่า จะเอาอย่างไร ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดกับ อบจ. นี้จะเอาอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่านบอกว่าหน่วยงานในส่วนกลางจะไปตั้งหน่วยงาน ในภูมิภาค ก็ควรจะต้องมีภารกิจที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน เป็นเรื่องบริการ อันนี้ก็เห็นด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในภูมิภาค ท่านก็พยายามจะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้มีไขมันเลย ท่านก็เขียนไว้ข้อหนึ่งว่าต้องมีผู้แทนกระทรวงเพียงหน่วยงานเดียวที่คุมหมด ซึ่งอันนี้ในหลักการผมก็เห็นด้วย แต่ในทางปฏิบัติบางทีก็ทำลำบาก บางทีกระทรวงที่ใหญ่ มาก ๆ สายงานเขามาจากหลายกระทรวง ผมขอยกตัวอย่างสิ่งแวดล้อมกับป่าไม้อย่างนี้ ท่านเอาใครมาเป็นทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด แต่เขาถนัดป่าไม้เขาจะไปดูสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หรือว่าเกษตรกับชลประทาน พัฒนาที่ดิน มีเป็นมรดกตกทอดมา ท่านจะแก้อย่างไร ก็ค่อย ๆ ทำเป็นโรดแมป (Roadmap) หรือทางหลวง ยังมีทางหลวงชนบท แล้วขนส่งจังหวัดอย่างนี้ ท่านเอาใครสักคนมาเป็นคมนาคมจังหวัด เขาถนัดขนส่ง ก็ดูทางหลวงไม่ได้ เขาดูทางหลวงแต่เขาดูขนส่งไม่ได้ อันนี้ท่านต้องเสนออะไรที่ค่อยเป็นค่อยไป การทำให้ภาคราชการมีความคล่องตัว ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี ควรจะส่งเสริมให้ตัดสินใจได้ รวดเร็ว มีระบบเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ที่ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กล้าตัดสินใจไม่ต้องส่งเรื่องทุกอย่างมาที่กระทรวง กระทรวงเขาไม่ตัดสินใจ ส่งเรื่องไปที่ ครม. ไปกฤษฎีกา ผมคิดว่าเรามองประเทศเหมือนกับเป็นบริษัทอะไรสักอย่างที่จะต้องทำให้ ประสบความสำเร็จ มีภารกิจ ผมคิดว่าบริษัทที่จะประสบความสำเร็จต้องมีโปรดักชัน ดีพาร์ตเมนต์ (Production Department) ที่ฝ่ายผลิตเก่ง มีทั้งฝ่ายเซล (Sale) ฝ่ายขายที่เก่ง และมีจำนวนมาก ไม่ใช่มีฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายบุคคล ฝ่ายออดิต (Audit) ที่เก่ง ๆ แล้วมี เป็นจำนวนมากกว่า ถ้าเรามีฝ่ายสนับสนุนหรือออดิต (Audit) มากกว่า ในที่สุดท่านก็จะ ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลย เพราะมัวแต่กลัวตรวจสอบอยู่นั่นละ จะตัดสินใจก็เดี๋ยวคนโน้น มาตรวจ คนนี้มาตรวจ ก็เลยไม่ต้องตัดสินใจ คืนเงินงบประมาณดีกว่า เพราะฉะนั้นรายงาน ของท่านน่าจะจี้ลงไปตรงนี้ด้วยว่าเมื่อกระจายอำนาจแล้วก็ควรให้เขามีสิทธิตัดสินใจ อย่ามีระเบียบหยุมหยิมที่ไปตรวจสอบ นั่นก็ผิด นี่ก็ผิด เหมือนที่ท่านธงชัยเคยบอกผมว่า ขยะเป็นทรัพย์สิน ท่านก็เลยทำอะไรไม่ได้ ขยะก็เลยอยู่ที่บ้านท่านไม่รู้จะไปที่ไหน เพราะกลัวตรวจสอบก็ไม่กล้าจะทำอะไรเลย อันนี้ท่านจะแก้อย่างไรโดยรายงานของท่าน
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะฝากในฐานะเป็นข้าราชการ ปัจจุบันเราเน้น การกระจายอำนาจให้สิทธิประชาชนมาก เราก็มีเหตุตรวจสอบมาก เรามีกฎหมายที่ว่าด้วย วิธีปฏิบัติทางปกครอง แต่ขณะเดียวกันราชการในองค์กรของส่วนกลางก็ดี ส่วนภูมิภาคก็ดี ที่ปรึกษากฎหมายมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหา ปัญหาก็จะได้รับการตัดสินช้า จะไม่กล้าตัดสินส่งมาที่หน่วยส่วนกลาง ส่งไปที่กฤษฎีกา แล้วส่งไปที่อัยการ สาเหตุหนึ่ง ก็เพราะว่าในหน่วยงานหลักอย่างเกษตร อุตสาหกรรม สายงานนิติการเป็นสายงานสนับสนุน เราจะหาคนเก่งไปอยู่ หรือคนที่มีความรู้ระดับมหภาคเรื่องกฎหมายจะยาก ผมเคยไปทำงาน อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ระบบมาเลเซียเขาเป็นแบบระบบอังกฤษเลย คือเขาก็มีสำนักงาน แอตเทอร์นีย์เจเนอรัล (Attorney General) หรืออัยการของเขาที่ทำหน้าที่นอกจากฟ้องคดี แก้คดี แล้วก็ให้คำปรึกษากฎหมาย แล้วเขาก็จะส่งอัยการระดับซี ๑๐ ซี ๙ ไปประจำกระทรวงต่าง ๆ กระทรวงใหญ่ก็ให้ ๓ คน ๔ คน กระทรวงเล็กก็ให้ ๒ คน แล้วก็หมุนเวียนให้คำปรึกษาอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้ตัดทาง ก้าวหน้าของสายงานกฎหมาย ผมคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินของเราในปัจจุบัน ที่ประสบความล่าช้าและล้าหลังในบางเรื่องเพราะเรามีปัญหากฎหมายแล้วเราไม่กล้า ตัดสินใจและโยนเข้าส่วนกลางทั้งหมด ถ้าท่านกระจายอำนาจทุกอย่าง แต่อำนาจในการ ที่จะกล้าทำเพราะกลัวผิดกฎหมาย ไม่มีคนที่ให้คำปรึกษาใกล้ตัว ในที่สุดงานก็ยังช้าเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ไปดูด้วยว่าการปฏิรูปโครงสร้างไม่ได้ลงแต่เฉพาะเล็ก ๆ อยู่ในเทศบาลหรืออะไร แต่ดู ส่วนใหญ่ด้วยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วบางเรื่องก็ต้องทำให้ฝ่ายบริหารกล้าที่จะตัดสินใจ และกระจายอำนาจการตัดสินใจเพื่อให้บริการประชาชนเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะกลัว แล้วก็ไม่กล้าใช้งบประมาณ และประโยชน์ก็ไม่เกิดกับพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ