เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือการปรับปรุงระบบราชการไทยโดยเน้นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ระดับจังหวัด พร้อมเสนอให้พัฒนาแผนจังหวัดให้มีวิสัยทัศน์ อำนาจตัดสินใจ และการสนับสนุนจากประชาชนเพื่อให้จังหวัดสามารถบริหารตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด จากการที่ได้ ดูมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่าที่จริงระบบราชการของเรา ยังเป็นระบบราชการที่รวมศูนย์ เรารวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเยอะ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอำนาจ เรื่องการจัดการ เรื่องคำสั่ง เรื่องของงบประมาณ เรื่องของบุคลากร ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คากันมาเป็นเวลานาน กฎหมายที่จะออกมาที่คณะกรรมการ ได้เสนอไปทั้ง ๒ ฉบับ พยายามเสนอ พยายามจัดการปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน คณะปฏิรูปของเรา ที่ได้มีการศึกษากันมาก็จะเจอปัญหาเรื่องนี้ว่าที่จริงการจัดความสมดุลระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจะเอาอย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนเรายังไม่มีตกผลึกอย่างชัดเจนว่าจะไปทางไหน นอกจากผสมผสานกลมกลืนกัน ก็ว่ากันไป แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นแนวโน้มสำคัญในช่วงนี้หรืออนาคตข้างหน้าทุกคน ก็รับทราบอยู่แล้วว่าการกระจายอำนาจลงสู่ข้างล่างเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เพราะยิ่งเรา กระจายลงมากเท่าไรการแก้ไขปัญหาก็สามารถจะแก้ไขได้มากขึ้นเท่านั้น ถ้าเราดึงอำนาจไว้ ที่ส่วนกลางมากเท่าไร โอกาสมองปัญหาข้างล่างจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะฉะนั้นทิศทาง ของส่วนราชการไทยพยายามเน้นตรงนี้มากขึ้น ครั้งนี้แน่นอนข้อเสนอของกรรมาธิการอาจจะ ยังไม่ชัดเจนมาก แต่ผมคงจะเสนอความคิดเห็นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ทางกรรมาธิการ ได้กลับไปพิจารณาดูว่าที่จริงจุดลงตัวในขณะนี้ที่จะกระจายอำนาจลงไปอยู่ที่ไหน ผมคิดว่า หลายส่วนเราคงพูดในระดับจังหวัดค่อนข้างมาก ตอนนี้ในภาคทั่วไปและที่มีความเป็นไปได้สูง การกระจายอำนาจลงไปที่จังหวัดจะเป็นสิ่งที่มีความลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการคลายอำนาจ จากส่วนกลางลงไป แล้วส่งสู่จังหวัดที่เป็นส่วนภูมิภาค แต่การกระจายลงท้องถิ่นก็ยังมีหลายจุด ที่เป็นปัญหาอยู่ ถ้าเรากระจายได้ส่วนจังหวัดก็จะไปได้มากขึ้น ทีนี้ถ้ากระจายลงจังหวัด จะไปอย่างไรบ้าง ตรงนี้คือสิ่งที่คิดนะครับ ในแผนนี้ก็พูดถึงแผนพัฒนาจังหวัดอยู่ ผมคิดว่า ประเด็นแรกถ้าเราปรับปรุงแผนพัฒนาจังหวัดที่สะท้อนให้เห็นถึงจังหวัดสามารถจัดการตัวเองได้ เป็นเรื่องใหญ่ ขณะนี้ผมคิดว่าแผนจังหวัดที่ทำ ๆ กันอยู่นี้ยังไม่สื่อถึงการแก้ไขปัญหาของจังหวัด มี ๒-๓ ประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่อยู่ อันที่ ๑ ระยะเตรียมการในการทำแผนจังหวัดอาจจะ ไม่มีมากชัดเจน อันที่ ๒ กระบวนการในการทำงาน เริ่มตั้งแต่ข้อมูลมาจนถึงการจัดการอาจจะ ยังไม่ชัด อันที่ ๓ ขอบเขตและอำนาจ แผนจังหวัดอาจจะมีกรอบบางจุดเท่านั้นเอง บางที พิจารณาไปแล้วงบประมาณไม่ได้อยู่ที่จังหวัดในการจัดการตัวเองได้จริง สมมุติว่าจังหวัดหนึ่ง มีงบประมาณที่ลงไปจากทุกส่วนราชการจากรอบงบประมาณลงไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถามว่าจังหวัดจัดการจริง ๆ ได้เท่าไร อาจจะได้ไม่ถึงสัก ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ อีก ๓ ส่วน เป็นเรื่องของงบประมาณส่วนกลางลงไปจังหวัด แน่นอนสามารถแก้ไขปัญหาได้ ๑ ในปัญหานั้น แต่ขาดการบูรณาการ ทำให้การจัดการปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการไปได้ แต่ถ้าให้คน ในจังหวัดเองผมคิดว่าสำนึกรักจังหวัดของคนที่เขามีอยู่ที่นั่นยังมีความเป็นไปได้สูง เราดึงจุดนี้ ขึ้นมาโอกาสที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่าข้าราชการส่วนภูมิภาคลงไปแล้วก็มีการสับเปลี่ยน หมุนเวียน โยกย้าย โดยระบบการจัดการก็คงจะมีความรับผิดชอบเฉพาะจังหวัดที่ตัวเองอยู่ แต่ความรู้สึกซึมซาบต่าง ๆ ก็อาจจะน้อยกว่าคนที่เขาอยู่โดยตรง สักวันหนึ่งเราย้ายไป ก็เป็นคนของอีกจังหวัดหนึ่ง ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา ถ้าถามว่าในปัจจุบันมีจังหวัดไหนที่ดูแล้ว การพัฒนาหรือการเดินงานเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองตัดปัจจัยเรื่องการเมืองอื่นไป คิดว่า จังหวัดบุรีรัมย์น่าจะมีทิศทางหรือมีแนวโน้ม ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามีการพัฒนา หรือมีการสร้างภาพลักษณ์บางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าถ้าทุกจังหวัดสามารถเดินได้แบบนี้ ผมพูดถึงภาพทั่ว ๆ ไป ไม่ได้เจาะจงอันใดอันหนึ่ง น่าจะมีผลมาก ถามว่าเขามีอะไร ผมว่ามีอยู่ ๖ เรื่องหลัก ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ และผมว่า ถ้า ๖ เรื่องนี้ทำได้ อันนั้นเป็นจิตวิญญาณของจังหวัดที่ควรจะมี ๑. วิสัยทัศน์ ผมคิดว่า ถ้าให้จังหวัดจัดการตนเองได้ คำว่าวิสัยทัศน์จังหวัดเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็พูดเรื่องนี้ ทำอย่างไรที่จังหวัดสามารถหมุนได้ด้วยตัวเอง วิสัยทัศน์ไม่ใช่คำขวัญของจังหวัด วิสัยทัศน์จังหวัดควรจะไปสู่ทิศทางไหนในอนาคตข้างหน้า ๑๐ ปี ๒๐ ปี อันนี้ควรจะมี ๒. อำนาจบริหารจัดการในวิสัยทัศน์ที่เขาจะต้องเดิน ถ้าไม่มีอำนาจบริหารจัดการ วิสัยทัศน์ ก็กลายเป็นสิ่งฝันเฟื่อง ถ้ามีอำนาจบริหารจัดการ ตรงนี้จะเป็นที่ปฏิบัติได้ ๓. มีฐาน มีเสียง ประชาชนสนับสนุน ผมคิดว่าในทุกจังหวัดจะมีฐานการเมืองอยู่ทั้งนั้น ฐานการเมืองของจังหวัด จะถูกสร้างออกมาอย่างไรบ้าง ขณะนี้ผมคิดว่าสิ่งที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ฐานการเมืองท้องถิ่นหลายจังหวัดมีความคิดก้าวหน้าที่อยากจะเห็นความเป็นจังหวัด ของตัวเองก้าวหน้าขึ้น ผมคิดว่าปัจจัยที่ ๓ ทุก ๆ จังหวัดมี แต่วิสัยทัศน์จะไปได้แค่ไหน ๔. งบประมาณ งบประมาณที่สามารถเอาวิสัยทัศน์ของเขาไปทำให้เกิดได้ ๕. มีคนในพื้นที่ ที่เขามีความรู้สึกต่อจังหวัดที่จะพัฒนา และ ๖. มีเรื่องของการขับเคลื่อนในความเป็นจริง ผมคิดว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา เท่าที่ตามดูห่าง ๆ ทางบุรีรัมย์มีความชัดเจน จากการพัฒนา ตรงนี้มีผลทำให้เกิดรายได้ของจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น รายได้ของจังหวัดที่เพิ่มสูงขึ้น แบบนี้เป็น การหมุนของคนในท้องถิ่นเอง ถ้าทุกจังหวัดสามารถหมุนได้แบบนี้ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจ ของเราจะไปได้ดีขึ้นมาก แน่นอนลำพังแต่อำนาจส่วนกลางที่มองลงไป เราจะมองตรงนี้ได้ ไม่เด่นชัด แต่ถ้าคนในท้องถิ่นเขาจะเห็นปัจจัยตรงนี้มาก กับเห็นทุนของท้องถิ่น เห็นโอกาส เห็นสถานะ และถ้ามีวิสัยทัศน์บวกเข้าไปจะเพิ่มตรงนี้ให้เขามากขึ้น การหมุนของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการหมุนจากฐานรากลงไปจะเพิ่มรายได้ของเราได้มากกว่าที่ส่วนกลางจะเป็นคนหมุน แต่เพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าการจัดการจังหวัดตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษา อาจจะมีบางจังหวัด ที่พยายามขับเคลื่อนตรงนี้อยู่ แต่ถ้าสามารถทำตรงนี้ได้ทุกจังหวัดสามารถหาเอกลักษณ์ สถานะ จุดยืน และสิ่งที่ตัวเองจะเป็นไปและโอกาส ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ผมมีข้อเสนออยู่อีก ๒-๓ ประเด็นที่คิดว่าอาจจะฝากกรรมาธิการเราไปพิจารณาดู เรื่องแรก การจัดทำแผนจังหวัดแบบบูรณาการในเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่มีผลต่อการพัฒนาจังหวัด แน่นอนถ้าเราเสนอว่าการทำแผนจังหวัดเบ็ดเสร็จ ณ โอกาสนี้อาจจะเป็นเรื่องยากครับ เพราะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างมาก แต่ถ้าสมมุติว่าเราจะมีสัก ๒-๓ เรื่องที่ให้จังหวัดลองจัดการดู ให้อำนาจในการจัดการเต็มที่ ทำแผนเสนอขึ้นมาแล้วก็ สามารถที่จะจัดการงบประมาณลงไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ๒-๓ เรื่อง ผมคิดว่ามีส่วนสำคัญ ถ้าทำแผนจังหวัดได้อาจจะมีผลทางการกระตุ้น หรือการดำเนินงาน ในจังหวัดสามารถดำเนินการได้ เรื่องแรก การบริหารจัดการน้ำ ผมคิดว่าการบริหารจัดการน้ำ เป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดเรื่องนี้ และผมคิดว่าการบริหารจัดการน้ำถ้าสามารถทำได้ดี ถ้ามีการจัดการ ของจังหวัด มีการทำแผนจังหวัดประกอบขึ้นมาผมว่าจะมีส่วนอย่างมาก ขณะนี้เรามี การบริหารจัดการน้ำจากส่วนกลางลงไป แต่การบริหารจัดการน้ำโดยทำแผนของมิติจังหวัดขึ้นมา เรายังทำได้น้อย ผมคิดว่าโมเดล (Model) ของจังหวัดที่น่าพิจารณาเรื่องนี้ก็คือจังหวัดน่าน โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยปิดทองหลังพระลงไปทำ มีการสร้างฝายได้ เป็นหลายร้อยฝาย จะมีโอกาสในการพลิกฟื้นในเรื่องตรงนี้ได้อย่างมาก ผมคิดว่าถ้าตรงนี้ เป็นโมเดล (Model) การจัดการน้ำของจังหวัดจะเป็นส่วนสำคัญ อันนี้อันแรกที่ผมคิดว่า อยากเสนอเอาไว้ เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของต้นไม้หรือป่าไม้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องที่ ๓ เรื่องเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจฐานรากอาจจะหมุนกับเรื่องวิสัยทัศน์ของจังหวัด ถ้าเราสามารถทำได้ ๒-๓ เรื่องนี้ และอันสุดท้าย คือการสร้างจุดเข้มแข็ง ทั้ง ๔ เรื่องถ้าให้จังหวัดทดลองทำแผนดู และสามารถ ทำแผนเสนอขึ้นมาจากข้างบน การจัดการงบประมาณลงไปตามความเหมาะสม ผมคิดว่า น่าจะทำให้จังหวัดมีความเข้มแข็งแล้วก็มีการหมุนกลไกจากฐานรากลงไปจะทำให้ฟันเฟือง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างมาก อันที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับท่านกษิตได้เสนอ เมื่อสักครู่นี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราสามารถให้มีสภาชุมชนหรือสภาประชาชน แล้วแต่ที่สามารถสะท้อนความเห็นได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าความเดือดร้อนของประชาชนถูกเสนอขึ้นมา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว อย่างมีการจัดตั้ง อย่างมีระบบ สามารถสะท้อนปัญหาที่เป็นจริงได้ อย่างมาก ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก อาจจะฝากเรื่องของศูนย์ดำรงธรรม หรือกระทรวงมหาดไทยไปพิจารณาดูผมว่าจะเป็นไปได้ อันที่ ๓ ผมอยากเสนออีกอันหนึ่ง เมื่อสักครู่ก็นั่งคุยกันอยู่กับทางเพื่อนสมาชิก เห็นได้ว่าที่จริงถ้าเรากระจายอำนาจให้กับ จังหวัดจัดการตนเอง ถ้าเราจะบอกว่าให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากมาก แต่ผมคิดว่ามีอยู่ ๒-๓ พื้นที่ ถ้าเราสามารถกระจายอำนาจมากขึ้นผมว่าจะมีผลดีมากขึ้น จังหวัดแรกคือจังหวัดภูเก็ต อันดับที่ ๒ คือเกาะสมุยและเกาะพะงัน ผมคิดว่าทั้ง ๒ พื้นที่นี้ ถ้าให้จังหวัดเขามีบทบาทโดยการกระจายอำนาจเต็มที่ ถ้าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเขาจัดการในเรื่องแผนของเขาอย่างดี คนท้องถิ่นทำงานได้ต่าง ๆ งบประมาณบางส่วนที่เขาหาได้และส่งกลับขึ้นไป ผมเชื่อว่าสามารถจะสร้างรายได้มากกว่า ที่จัดการในปัจจุบันนี้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องสมัยที่ผมอยู่ ป.ป.ส. มีประชาชนมาขอการสนับสนุนจากเราว่าเขาอยากจะขอแยกอำเภอเชียงดาว อำเภอแม่อาย อำเภอเวียงแหง ๔-๕ อำเภอนี้เป็นจังหวัดหนึ่ง ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ ณ วันนี้ผมลองคิดดูถ้าแยกแบบนั้นแล้วอาจจะรวมบางอำเภอขึ้นไป สภาพของจังหวัด เชียงใหม่จะเปลี่ยนแปลงเลย จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นเมืองอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ติดชายแดน และสามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยว การอะไรต่าง ๆ ได้อย่างมาก ส่วนอำเภอ ที่ถูกแยกจังหวัดออกไปจะเป็นจังหวัดที่มีปัญหาความมั่นคงอย่างสูง เพราะมีปัญหา เรื่องยาเสพติด เรื่องแรงงาน เรื่องชาวเขา เรื่องอะไรต่าง ๆ มากมาย ๕-๖ อำเภอ วิธีการ จัดการปัญหาของ ๒ พื้นที่แตกต่างกัน คราวนี้พอทั้ง ๒ อันนี้รวมในจังหวัดเชียงใหม่ การจัดการปัญหาจะยุ่งยากมาก ถ้าได้ฟังวันนั้นผมพูดว่าถ้าสามารถทำได้แบบนี้จังหวัดเชียงใหม่ ก็จะเป็นจังหวัดหนึ่งที่ถ้าจัดการตัวเองได้ เขาสามารถสร้างรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และถ้ารายได้จากเขาเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของประชาชน เศรษฐกิจฐานราก จะดีขึ้น ก็ขออนุญาตเสนอข้อคิดเห็นตรงนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. มากมายนัก แต่ผมคิดว่า ถ้าเราอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในระดับจังหวัด ถ้ามีข้อเสนอบางอย่างที่ให้เห็นในเชิง ก้าวหน้า ผมคิดว่าการขับเคลื่อนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาพื้นที่ ขอบคุณครับ