สถิตย์ สนับสนุนการนำขยะเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ยันพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ชื่นชมคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและด้านสิ่งแวดล้อมที่เสนอแนวทางการนำขยะมูลฝอยไปใช้ผลิตไฟฟ้า พร้อมย้ำความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้ส่งเสริมบทบาทของเอกชนร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผมขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน นำโดยท่านประธานคุรุจิต นาครทรรพ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นำโดยท่านประธานท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ที่ได้นำเสนอเรื่องแนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอย ไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานได้นำเสนอ เรื่อง การส่งเสริมการปลูกพืชโตเร็วเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ในคราวนั้นนำเสนอโดยศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม และในวันนี้ได้นำแนวทางการส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้นำเสนอเรื่องที่มีความสำคัญ ในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นต้องเป็นการพัฒนา ที่สมดุลกันระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้นเองที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนาที่เศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา ถ้าสิ่งแวดล้อมยังเป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติแล้ว การพัฒนานั้นจะไม่ยั่งยืน ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการประกาศ ในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้นมา โดยมีมูลฐานสำคัญจากปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การที่คณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะได้นำเสนอเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าสิ่งที่มาพร้อม กับการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมครับ นอกเหนือจาก สิ่งอื่นใดแล้วคือขยะ ทำอย่างไรขยะที่มาพร้อมกับการพัฒนาจะได้รับการจัดการให้เป็นผลดี ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อสังคม ขอกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่าในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้น ได้นำเสนอหลายเรื่องที่เป็นความเกี่ยวพัน ระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพซึ่งสนับสนุนให้ชุมชน ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ซึ่งสนับสนุนให้นำวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ บูรณาการกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงชุมชน ไปถึงทุกอณูของสังคม ที่จะได้รับประโยชน์จากการสื่อสารผ่านทางดิจิทัล สำคัญที่สุดก็คือได้นำเสนอในเรื่องของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการนำเครื่องมือหรือกลไกทางธุรกิจมาสร้างผลิตผลที่เป็นเป้าหมาย ทางสังคม เรื่องเศรษฐกิจเหล่านี้เองเป็นเรื่องที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อสังคม มิใช่เศรษฐกิจเป็นประโยชน์เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำว่า เศรษฐกิจเพื่อสังคมนี้เอง จึงเป็นเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้มีการลดความไม่เสมอภาค เป็นเศรษฐกิจที่เรียกว่าการเติบโตอย่างทั่วถึง และการแบ่งปันความมั่งคั่ง ซึ่งเศรษฐกิจเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายและระเบียบสนับสนุน ต้องมีนโยบายทางด้านการเงิน และการคลังสนับสนุน ต้องมีความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการที่จะทำให้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งนัยดังกล่าวคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะได้นำเสนอในรายงานนี้แล้ว ซึ่งผมอยากจะเรียนย้ำว่าแนวความคิดในเรื่องของการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง การเติบโต ที่แบ่งปันความมั่งคั่งนี้ รูปแบบที่นำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุดก็คือ รูปแบบของการนำเครื่องมือทางด้านทุนนิยมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคมนิยม นั่นก็คือ นำเครื่องมือ นำความสามารถในการบริหารแบบธุรกิจเพื่อทำให้เป้าหมายทางสังคมบรรลุผล ผมจึงขออนุญาตเห็นด้วยและเอ่ยนามท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ท่านได้นำเสนอว่า นอกเหนือจากแนวทางของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือที่เรียกว่า พับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Public Private Partnerships) หรือพีพีพี (PPPs) แล้ว แนวทางของการให้เอกชนขับเคลื่อนโดยการสนับสนุนของภาครัฐ ในการทำให้การส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลได้ดีอีกด้วย จึงไม่อยากจะให้ทิ้งแนวทางที่ให้เอกชนเป็นหลักในการดำเนินการ เพราะเอกชนคือเครื่องมือในการบริหารธุรกิจ การขจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า เป็นเป้าหมายทางสังคม นอกเหนือจากนั้นเพื่อที่จะให้การดำเนินการในเรื่องของการผลักดัน ให้การนำขยะมูลฝอยไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้เร่งขึ้นและเร็วขึ้น ก็ขอเรียนตั้งเป็นข้อสังเกตว่า อาจจะนำประสบการณ์ของบางประเทศที่เก็บภาษีการฝังกลบขยะ เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้ การฝังกลบขยะนั้นมีต้นทุนครับ และจะได้ลดต้นทุนด้วยการรีบส่งเสริม หรือเร่งส่งเสริม ให้นำขยะนั้นไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การดำเนินการเช่นนี้ตรงกับหลักการของการจัดเก็บ ภาษีสิ่งแวดล้อมที่มีหลักการว่าการก่อมลภาวะนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่าย และจะต้องมีผู้รับภาระ เพื่อให้มลภาวะที่เกิดขึ้นนั้นได้รับการชดเชยจากการเป็นต้นทุนทางสังคมมาเป็นมูลค่า ทางเศรษฐกิจในรูปของภาษี ท้ายที่สุดขอกล่าวว่าผมสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ พร้อมกับ ข้อสังเกต ๒ ข้อ คือ ๑. สมควรที่จะสนับสนุนให้เอกชนดำเนินการโดยการสนับสนุนจาก ภาครัฐอีกทางหนึ่งควบคู่กับแนวทางของพีพีพี (PPPs) และ ๒. เห็นสมควรที่จะดำเนินการ พิจารณาการเก็บภาษีในเรื่องของการกลบฝังขยะมูลฝอย ขอบคุณครับ