คุรุจิต นาครทรรพ รายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน โดยเสนอแผนเร่งด่วน 5 ด้านและประเด็นเพิ่มเติมอีก 3 เรื่อง ทั้งการปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ การปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว พร้อมเน้นย้ำการผลักดันการแปลงขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมืองอย่างยั่งยืน ชี้ปัญหาเทคโนโลยีไม่เหมาะสม การขาดคัดแยกขยะ และความล้มเหลวในการบริหารจัดการ จึงเสนอแนวทางผ่านโมเดล PPP โดยใช้รูปแบบ BOT หรือ BOO ร่วมกับการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขยะเปียกของไทย และผลักดันให้มีกรอบราคากลาง สนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้า และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จากขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุน พัฒนาไฟฟ้า ขอนำกราบเรียนต่อสภาดังต่อไปนี้
ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานแผนการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศในระบบพลังงาน ของประเทศที่เป็นเรื่องเร่งด่วน จำนวน ๕ เรื่อง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่
๑. รายงานเรื่องบทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ซึ่งผ่าน สปท. เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
๒. รายงาน เรื่อง การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐาน อาคารด้านพลังงาน หรือบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) บีอีซี (BEC) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๙
๓. รายงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน เอเนอร์จี เซอร์วิส คอมพานี (Energy Service Company) หรือเอสโก (ESCO) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๔. รายงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙
และเรื่องเร่งด่วน เรื่องที่ ๕ คือรายงาน เรื่อง การพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงาน แห่งชาติ เนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์ (National Energy Information Center) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙ นั้น
ต่อมาคณะกรรมาธิการได้ศึกษา พิจารณา และวิเคราะห์เรื่องอันเป็นประเด็น ตามวาระปฏิรูประบบพลังงานที่สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ได้เห็นชอบไว้ ที่สามารถ จะดำเนินการให้เสร็จในวาระของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในลำดับสูงและอยู่ในความสนใจ ของรัฐบาลและประชาชนอีก ๓ เรื่อง ดังต่อไปนี้ คือ
เรื่องที่ ๑ แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งผ่าน ความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙
เรื่องที่ ๓ การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว เพื่อสร้างเศรษฐกิจ ฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งผ่านความเห็นชอบ ของสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ นั้น
ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอนำเสนอรายงานและแนวทางขับเคลื่อนวาระพลังงานและสิ่งแวดล้อมของชาติที่สำคัญ อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ ๙ ได้แก่ แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอย ไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งทำการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอโดย คณะอนุกรรมาธิการบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็น เชื้อเพลิงพลังงาน และขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งมีกระผมเป็นประธาน อนุกรรมาธิการ และท่าน สปท. รวีวรรณ ภูริเดช รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กับท่าน สปท. พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ท่านสมาชิกครับ กระผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่ารายงานฉบับนี้เป็นผลงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้มีการดำเนินการบริหารจัดการ กองทุนพัฒนาไฟฟ้าให้มีธรรมาภิบาล และเพื่อนำเสนอทางเลือกหนึ่งสำหรับแก้ปัญหา การบริหารจัดการขยะมูลฝอยให้ถูกวิธี เนื่องจากปัจจุบันการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ในประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. ยังคง กำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการฝังกลบเป็นหลัก ซึ่งต่อมาในรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ได้กำหนดให้ การกำจัดขยะมูลฝอยเป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญของคนไทยทุกคนที่จัดเป็นวาระแห่งชาติ หรือเนชันนัลอะเจนดา (National Agenda) และรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้นำขยะมูลฝอย ไปใช้ประโยชน์ด้วยการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่การจะดำเนินการ นำขยะมูลฝอยไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้านั้นก็ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่หลายประการ เช่น ลักษณะของขยะในประเทศไทยซึ่งมีความชื้นสูง เทคโนโลยีที่จะเหมาะสมกับสภาพ ขยะของไทย กฎ ระเบียบ หรือกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ยังขาดความตระหนักหรือความเข้าใจถึงการบำบัดขยะให้ถูกวิธี ท่านสมาชิกครับ นอกจาก รายงานชิ้นนี้จะเป็นการดำเนินการร่วมกันของ ๒ คณะกรรมาธิการ คือคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว กระผมก็ยังได้รับความกรุณาจากองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นได้ช่วยแนะนำบุคลากรให้มาช่วยอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการนี้ด้วย ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีส่วนอย่างสำคัญในเรื่องการบำบัดขยะ บัดนี้ คณะกรรมาธิการร่วมกันทั้ง ๒ คณะ ได้จัดทำรายงาน เรื่อง “แนวทางส่งเสริมและขจัด อุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังรายงานที่วางอยู่ตรงหน้าของสมาชิกทุกท่าน กระผมจึงขออนุญาตนำเสนอรายงาน ดังกล่าวต่อท่านสมาชิก เพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาพิจารณา ให้ความเห็นชอบ เพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาดำเนินการต่อไป โดยรายงานมีสาระสำคัญ ดังแผ่นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่วางอยู่ข้างหน้าท่านนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขอไปที่สไลด์ (Slide) แรก ภาพนี้เป็นภาพของกองขยะที่เรามักจะเห็นทั่วไปอยู่ในประเทศไทย บ่อฝังกลบขยะก็คือที่เกิด ของปัญหาสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมถ้าเรากำจัดอย่างไม่ถูกวิธี ภาพต่อไป ก็อยากจะ เรียนว่าปัญหาสุขภาพอนามัย และปัญหาสิ่งแวดล้อมแฝงมาในรูปของมลภาวะที่ซ่อนเร้น และอันตรายที่มองไม่เห็นจากกองขยะ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซเรือนกระจก ก๊าซไนตรัสออกไซด์ โวลาไทล์ ออร์แกนิก คอมพาวด์ (Volatile Organic Compounds) หรือวีโอซี (VOCs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นกลิ่นที่ก่อความรำคาญ เดือดร้อนในอากาศ แอมโมเนียซึ่งมีกลิ่นเหม็น หรือก๊าซไข่เน่า แล้วนอกจากนั้นน้ำจากขยะถ้าควบคุมไม่ดีก็มีโอกาสที่จะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ ธรรมชาติหรือแหล่งน้ำใต้ดินได้ เพราะฉะนั้นการกำจัดขยะจึงไม่ใช่เพียงแต่การเอาไปทิ้ง ให้พ้นสายตาเท่านั้น แต่ต้องกำจัดให้ถูกวิธีด้วย ภาพนี้ก็เป็นกองขยะที่ท่านคงไม่แปลกใจ ก็มีนกไปจิกกิน หาอาหารในกองขยะ แล้วชาวบ้านก็เอาวัวไปเลี้ยงอยู่ในกองขยะ ซึ่งวัว กินอะไรเข้าไปบ้าง วัวก็ไม่รู้จักขยะ แล้ววัวก็เป็นห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ต่อไปด้วย ก็เป็นปัญหาที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ นับวันก็จะหมักหมมเข้าไปเรื่อย ๆ รายงานฉบับนี้นำเสนอทางเลือกก็คือเวสต์ ทู เอเนอร์จี (Waste to Energy) ก็คือการแปลง ขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้า จากทางเลือกเดิม ๆ ที่เราทิ้งไว้เฉย ๆ เป็นการฝังกลบหรือเทกอง กลางแจ้ง ก็จะรองรับขยะได้จำกัด แล้วก็ไม่มีที่ที่จะฝังกลบต่อไป ที่ดินก็แพงขึ้น อยู่ไกลขึ้น ต้องขนส่งแพงขึ้น แล้วก็กำจัดไม่ถูกวิธี ทางเลือกใหม่ก็คือนำขยะแปรรูปไปผลิตพลังงานไฟฟ้า โรงงานกำจัดขยะจะสามารถกำจัดได้อย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๐ ปีขึ้นไป ท่านสมาชิกครับ ในภาพถัดไปกระผมก็ได้นำสรุปสภาพข้อมูลที่เป็นจริงและสภาพของปัญหาให้ท่านสมาชิก ได้ทราบดังต่อไปนี้ สถิติล่าสุดของประเทศไทยในปี ๒๕๕๘ หรือปี ๒๕๕๙ มีขยะเกิดขึ้น วันละ ๗๓,๖๐๐ ตันต่อวัน คิดเป็นปริมาณขยะทั้งปีก็คือมีขยะที่คนไทยผลิตประมาณปีละ ๒๖.๘๕ ล้านตัน แต่ท่านทราบไหมครับ จากการสุ่มตรวจสอบขยะเหล่านี้มีเพียงร้อยละ ๕๐ เท่านั้น ที่นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี อีกร้อยละ ๒๗ นำไปกำจัดโดยผิดวิธี ไม่ถูกสุขลักษณะ และอีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ก็คือไม่มีการกำจัดเลย เป็นขยะตกค้าง ขยะที่กำจัดผิดวิธีหรือตกค้างก็จะ เป็นปัญหาสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลชุดนี้จึงได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จัดเรื่องของการกำจัดชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ การฝังกลบขยะแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถ แก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้เพราะเราไม่มีที่ฝังกลบอีกต่อไป ที่ก็แพง ชุมชนเมืองขยายตัว ขยะที่ทิ้งไม่ถูกวิธีก็จะส่งกลิ่นเหม็นหรือรั่วไหลสู่แหล่งน้ำได้ โรงไฟฟ้าขยะที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง มีอยู่จริงถ้าเราใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและมีแรงจูงใจที่ดีจะทำให้เกิดขึ้นได้ เทคโนโลยีก็มี หลายรูปแบบ ซึ่งเราได้ทำการวิเคราะห์ในรายงานนี้ว่าเทคโนโลยีที่อยู่ในต่างประเทศ อันไหนถึงจะเหมาะกับเมืองไทย และนโยบายอะไรถึงจะเอื้อทำให้การแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิง เกิดขึ้นได้ ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเทศบาลอยากจะทำโรงไฟฟ้าขยะแต่ติดปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เช่น มีปริมาณขยะ ไม่เพียงพอในเชิงพาณิชย์ที่จะเอามาทำในคอมเมอร์เชียลสเกล (Commercial Scale) ไม่มีความรู้ในการออกแบบและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม บางทีได้รับเงินช่วยเหลือ แล้วก็ซื้ออุปกรณ์แพง ๆ เป็น ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท เป็น ๑๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปกองไว้ ใช้ไม่ได้ อปท. บางแห่งมีความคุ้นเคยกับระบบบริหารและจัดการขยะ และการได้รับ ผลประโยชน์จากการเก็บขยะแบบเดิม ๆ ก็คือหาซื้อที่ดินแล้วก็ฝังกลบ แล้วก็จ่ายค่าทิปปิงฟี (Tipping Fee) ค่าเก็บขยะ อันที่ ๔ ก็คือขั้นตอนและระเบียบการขออนุญาตในเรื่องของ การจัดตั้งโรงบำบัดขยะก็ดี โรงไฟฟ้าขยะก็ดี ยังมีความยุ่งยาก อันสุดท้ายก็คือการยอมรับ ของชุมชนส่วนหนึ่งที่อาจจะยังไม่เข้าใจ แล้วการประชาสัมพันธ์ว่าวิธีการกำจัดขยะ โดยการเอาไปเผาหรือแปรรูปเป็นพลังงานเป็นวิธีที่ถูกวิธีและเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง ท่านสมาชิกครับ รายงานฉบับนี้มีเป้าประสงค์ที่อยากจะเห็นประเทศไทยของเรามีโรงไฟฟ้า ขยะต้นแบบที่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมืองหรือการกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธี ช่วยแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทำให้ประชาชนและชุมชนยอมรับไม่ต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ หรือการกำจัดขยะแบบถูกวิธี ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ สร้างงานและสร้างธุรกิจต่อเนื่องกับการกำจัดขยะ และการผลิตไฟฟ้า ท่านสมาชิกครับ ผมขอนำเสนอภาพรวมเป็นการสรุปในสไลด์ (Slide) ต่อไปว่าบ้านเมืองของเรามีอาการ ดังต่อไปนี้เกี่ยวกับเรื่องขยะ อาการแรกก็คือชุมชนขยายตัว ชุมชนเมืองมีประชาชนเยอะขึ้น ก็ผลิตขยะไม่มีคนเก็บหรือเก็บไม่ทันไม่หมดขยะก็ล้นเมือง ขาดกำลังในการจัดเก็บ ขาดงบประมาณ เก็บไปแล้วไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน แอบ ๆ ทิ้ง ทิ้งข้างทาง ไม่มีที่ฝังกลบ ขาดงบประมาณ ปัญหาเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาแบบเดิม ๆ คือขยะตกค้างไม่ได้รับการกำจัด ส่งกลิ่นเหม็นเป็นภัยต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการของเรา โดยอนุกรรมาธิการก็ได้ทำการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบโดยใช้ปัจจัยต่าง ๆ ว่ามีปัจจัยแวดล้อม อะไรบ้างที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะในภาครัฐที่จะทำให้เกิดการบูรณาการ แล้วแก้ปัญหา เราก็ได้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของปัญหาโดยใช้โมเดล (Model) ที่เรียกว่า อีริคแซป (ERIC-SAP) ย่อมาจากอะไรท่านเปิดดูในหน้า ๑๕ ตารางที่ ๕ ว่าตัวย่อคืออะไร
ประเด็นแรก ก็คือเราดูก่อนว่าวัตถุดิบคือขยะที่จะมาทำไฟฟ้ามีปัญหาอะไร ๑. ปริมาณไม่เพียงพอ มีคุณภาพขยะเข้ามาโรงไฟฟ้าได้หรือเปล่า ต้องกราบเรียนท่านสมาชิก ตั้งแต่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานมารับหน้าที่ เราให้ความสนใจ เรื่องนี้มาก เราไปดูงานในต่างจังหวัดแวะดูโรงไฟฟ้าขยะมาถึง ๔ แห่งแล้ว แถมยังออกสตางค์เอง เดินทางไปดูที่สิงคโปร์ด้วย อยากจะเรียนว่า อบต. ที่มีอยู่ในบ้านเรา ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ไม่ใช่ทุก อบต. สามารถจะทำโรงไฟฟ้าขยะได้ อปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจริง ๆ ก็คือ อบต. และเทศบาลถ้าจะทำโรงไฟฟ้าให้เป็นไปได้ต้องมีปริมาณขยะ อย่างน้อยวันละ ๓๐๐ ตันขึ้นไป เพราะฉะนั้นต้องเป็น อบต. ขนาดใหญ่ หรือเทศบาล ที่อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ขณะเดียวกันคุณภาพขยะ ถ้าไม่มีการคัดแยกขยะ ขยะเปียกชื้น ขยะอะไรก็ได้ ค่าความร้อนก็ไม่ถึง โรงไฟฟ้าก็จะเดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ คนที่รับผิดชอบ เรื่องนี้ก็คือ อบต. ชุมชน รวมทั้งรัฐบาลด้วย ว่าทำอย่างไรจะจัดการขยะ ถ้ามีขยะจาก อบต. น้อย อบต. เดียวก็จัดศูนย์รวมขยะหลาย ๆ อบต. อันนี้เป็นการวิเคราะห์เบื้องต้น ๒. สังคม จะยอมรับหรือไม่ในการที่เราจะฝังกลบขยะแบบเดิม ๆ เทกองทิ้งแบบเดิม ๆ หรือใช้วิธี ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ๓. เทคโนโลยีที่จะมาช่วยคือเทคโนโลยีอะไร ต้องเรียนว่า ปัญหาที่เราไปดูมาในต่างจังหวัด รัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญ บางทีให้เงินสนับสนุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปซื้ออุปกรณ์มา แต่ท่านครับ เป็นข้อสังเกตของเราว่า อปท. ชอบซื้อของ แต่พอได้ของไปแล้วใช้ไม่คุ้มค่า กลายเป็นอนุสาวรีย์ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างเยอะ เพราะฉะนั้นต้องมีคนแนะนำว่าเทคโนโลยีที่ถูกคืออะไร รูปแบบที่ถูกคืออะไร เราจะได้ วิเคราะห์ต่อไป กฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอน ผมเองก็มีพรรคพวกอยู่ จริง ๆ ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มาปรารภให้ฟังว่าหลวงเขาตีความ สตง. เขาตีความว่าขยะเป็นทรัพย์สิน พอจะเอาเอกชนมาร่วมเอาไปกำจัดไม่ได้ ก็กลายเป็นทรัพย์สินอยู่ในที่ดินเน่า ๆ ไปอย่างนั้น นี่ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ก็คือมองว่าขยะเป็นผลประโยชน์ แล้วเราก็มี พ.ร.บ. ในอดีต พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ บอกว่าการให้สัมปทานไปกำจัดขยะ แบบถูกวิธีเป็นกิจการร่วมทุนต้องเข้าข่าย พอดีไม่ต้องเสร็จกัน อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนั้น ก็คือการจะทำโรงไฟฟ้าขยะต้องลงทุนเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นต้องมีมาตรการจูงใจ มาตรการจูงใจแรก ก็คือค่ากำจัดขยะที่เคยจ้างรถเอาไปทิ้ง เอาไปให้เขา อันที่ ๒ ไม่พอหรอกครับ ต้องขายไฟฟ้าได้จากโรงไฟฟ้านั้น แล้วอาจจะต้องมีมาตรการเสริม ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ซึ่งรายงานของเราในหน้าต่อไปได้ทำตารางวิเคราะห์เชื่อมโยงถึงปัญหา ต่าง ๆ แบบแมตทริกซ์ (Matrix) ให้ดู แล้วก็พยายามจะวิเคราะห์ว่าปัญหานี้จะแก้อย่างไร เป็นจุด จุด จุดไปตามแมตทริกซ์ (Matrix) นี้ ผมขออนุญาตที่จะไม่ลงในแมตทริกซ์ (Matrix) เพราะอ่านเข้าใจได้อยู่แล้ว แต่อยากจะให้ท่านดูตรงฟุตโน้ต (Footnote) ข้างล่างสักนิด จริง ๆ ปัญหาขยะทั้งหลายทั้งปวงจะโทษให้รัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดไม่ได้ ผู้ทิ้งขยะ จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย ท่านทั้งหลายในที่นี้ผมเชื่อว่าเดินทางไปต่างประเทศ หลาย ๆ แห่ง ไปกันหลายที่ในชีวิตของท่าน จะพบว่าถังขยะในต่างประเทศเขาแยกเป็น หลาย ๆ ถัง อย่างน้อยก็ ๒ ถัง ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล (Recycle) ได้ ไปบางประเทศ แยกเป็น ๔ ถัง ผมเคยไปเยอรมนีแยกเป็น ๘ ถัง แม้แต่ขวดยังมีขวดชา ขวดพลาสติก ขวดแก้วใส เพราะฉะนั้นหลักการที่เราควรจะต้องปลูกฝังให้คนในชาติมีไว้โดยเฉพาะเยาวชน เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะได้นำไปปฏิบัติขยายผล คือหลักการ ๓ อาร์ (R) ๓ อาร์ (R) ที่ว่าคืออะไร คือ ๑. รีดิวซ์ (Reduce) ลดการผลิตขยะ ลดการบริโภคทิ้งขยะเท่าที่จำเป็น ๒. รียูส (Reuse) คือนำสิ่งที่ยังไม่ควรจะทิ้งกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์เราก็จะใช้ของใหม่น้อยลง และเราก็ปล่อยขยะน้อยลง ๓. รีไซเคิล (Recycle) ก็คือนำของที่ทิ้งแล้วแต่ยังพอจะหา ประโยชน์ได้นำกลับมาแปรรูปใช้ใหม่หรือใช้เพิ่มเติม โดยวิธีนี้ก็จะเป็นการคัดแยกขยะที่ต้นทาง แล้วก็ลดปริมาณขยะด้วย ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ วัตถุประสงค์ ของรายงานฉบับนี้ได้มีข้อเสนอแนะหลาย ๆ ทาง
ข้อแรก เป็นข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการจะส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้า จากขยะอย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องของนโยบายและรูปแบบการบริหารจัดการ
ข้อ ๒ ก็เป็นข้อเสนอแนะว่าจากการที่เราไปดูมาและพบความล้มเหลว ในหลาย ๆ ที่ เครื่องเดิน ๓ วัน หยุด ๗ วัน เสียดายงบประมาณที่ซื้อไป ปัญหาหนึ่งก็คือ เรื่องของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขยะของไทย
ข้อสุดท้าย มาตรการที่จะมาสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะได้อย่างเป็น รูปธรรมและอย่างเป็นจริง
วิธีการดำเนินการจัดทำรายงานการศึกษาของเรา เราก็วิเคราะห์ข้อมูลจาก เอกสารต่าง ๆ แนวทางส่งเสริม ขจัดอุปสรรคที่จะทำให้เกิดการนำขยะมาผลิตไฟฟ้า มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงพลังงาน แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะอนุกรรมาธิการของเรา ขอเอ่ยนาม มีท่านศาสตราจารย์สุทิน อยู่สุข ซึ่งท่านเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วท่านก็ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างดี ในเรื่องขยะ ท่านอดีตอธิบดีอำนวย ทองสถิตย์ ก็ศึกษาเรื่องพลังงานทดแทนจากขยะ มาตลอดชีวิตราชการของท่าน ท่านสุวรรณา ก็ปฏิบัติจริงอยู่ที่ กทม. โรงไฟฟ้าขยะ เห็นปัญหามา เพราะฉะนั้นก็ระดมความเห็นอย่างนี้มาร่วมกันจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ ถกแถลง ถกเถียงกันจึงออกมาเป็นรายงานนี้
ขออนุญาตนำเสนอ ข้อเสนอแนะในเรื่องของนโยบายและรูปแบบการบริหาร จัดการ คณะกรรมาธิการของเราได้วิเคราะห์แล้วพบว่าทางเลือกของรูปแบบหรือโครงสร้าง หรือบิซิเนสโมเดล (Business Model) ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา ขจัดอุปสรรคว่า เอาขยะไปทำไฟฟ้ามีอยู่ ๓ ทางเลือก ๑. รัฐดำเนินการเอง ๒. เอกชนดำเนินการเอง ๓. เอกชนกับรัฐทำงานด้วยกัน รัฐดำเนินการเองก็คือให้ อปท. ทำเองทั้งหมด และเราพบว่า มีอุปสรรคอย่างที่เห็นในต่างจังหวัดหลาย ๆ เทศบาล หลาย ๆ อบต. เดินบ้าง ไม่เดินบ้าง มีบางแห่งซื้อของไปแล้ววางทิ้งอยู่เฉย ๆ เสียดายเงินเป็น ๑๐๐ ล้านบาท เราพบว่าเอกชน ทำเองก็ไม่สำเร็จ เพราะเอกชนจะไปรวบรวมขยะได้อย่างไร แล้วจริง ๆ ถ้าเอกชนทำ อบต. ไม่ร่วมมือด้วย กั๊กขยะไว้ก็ไม่สำเร็จอีก เพราะฉะนั้นรูปแบบที่ควรจะสำเร็จมีความเป็นไปได้สูงสุดก็คือให้รัฐ อปท. กับเอกชนร่วมกันแบบเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน เรียกว่าพับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Public Private Partnerships) น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะใช้จุดแข็งของเอกชน ในเรื่ององค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการกำจัดขยะ การที่ อปท. เป็นผู้มาให้สัมปทานก็จะลดความเสี่ยงในเรื่องการจัดหาขยะมาป้อนโรงไฟฟ้า เพราะ อปท. สามารถเป็นผู้รวบรวมขยะและกำหนดจุดส่งขยะเองได้ รัฐเองก็ไม่ต้องลงทุน ในโรงไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้สามารถจะขยายผลส่งเสริมไปในพื้นที่หลาย ๆ พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทั่วประเทศ สำหรับรูปแบบของโมเดล (Model) การหุ้นส่วนกันหรือพาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) ระหว่างรัฐและเอกชน เราก็พบว่ารูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพของเมืองไทยน่าจะเป็น ๒ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ ภาษาอังกฤษเรียกว่าบิลด์ โอเปอเรต ทรานสเฟอร์ (Build-Operate-Transfer) หรือบีโอที (BOT) ก็คือให้สัมปทานเอกชนรับขยะไปกำจัดเป็นไฟฟ้า เอกชนเป็นเจ้าของ ในสินทรัพย์ตลอดเวลา โครงการที่ให้บริการจนสิ้นสุดเวลาสัมปทานแล้วก็รับความเสี่ยง ไปทั้งหมดจากโรงไฟฟ้าที่เขาต้องก่อสร้างและรับขยะไปบำบัด แล้วก็โอนคืนทรัพย์สินให้กับรัฐ เมื่อสิ้นสัมปทาน รูปแบบบีโอที (BOT) ก็จะเหมาะสมกับการใช้ที่ดินของ อปท. หรือเทศบาลเอง มีที่ดินอยู่แล้วอยู่ที่กองขยะหรือใกล้ ๆ กองขยะมาทำโรงไฟฟ้า รูปแบบที่ ๒ บิลด์ โอน โอเปอเรต (Build-Own-Operate) หรือบีโอโอ (BOO) อันนี้ก็ให้สัมปทานเหมือนกัน เอกชนรับความเสี่ยง เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเมื่อสิ้นสุดสัมปทานไม่ต้องโอนกลับมาเป็นของรัฐเพราะเป็นที่ดิน ที่เขาหามาเองเขาก็ต้องรับความเสี่ยงในการขนขยะไปไว้ที่โรงไฟฟ้าของเขา อันนี้ก็อยากจะ นำเสนอว่าเป็นบิซิเนสโมเดล (Business Model) ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แล้วก็ใช้จุดแข็ง ของ อปท. ที่ว่าเขาก็ได้ประโยชน์ในการรวบรวมขยะ ส่งขยะให้ เอกชนก็มีความคล่องตัว ในการใช้ระบบบริหารจัดการทำโรงไฟฟ้าขยะ แต่ขอย้ำว่า อปท. ที่จะทำโรงไฟฟ้าขยะได้ จะต้องมีปริมาณขยะอย่างน้อย ๓๐๐ ตันต่อวันขึ้นไป ไม่ใช่ อบต. ทั้ง ๗,๓๐๐ แห่งทำได้ เพราะฉะนั้นอะไรที่มีไม่ถึงก็ควรจะตั้งศูนย์รวมขยะ ซึ่งอันนี้ อบจ. ก็จะเข้าไปร่วมได้ หรือกระทรวงมหาดไทยก็จะเข้าไปส่งเสริมได้ ข้อเสนอต่อไป เป็นข้อเสนอด้านเทคโนโลยี ท่านสมาชิกครับ จากการที่กรรมาธิการของผมได้ไปดูโรงไฟฟ้าขยะ หรือวิธีกำจัดขยะทั่วประเทศ กว่า ๔ แห่ง ทั้งที่สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น สงขลา แถมไปดูที่สิงคโปร์ด้วยเป็น ๕ แห่ง ต้องยอมรับว่าขยะเมืองไทยเรายังไม่มี ๓ อาร์ (R) เท่าที่ควร เรามีซาเล้ง เรามีวงษ์พาณิชย์ แยกขยะ แต่นั่นก็คือเขามารับซื้อไปก่อนจะมาทิ้งแล้ว แต่เราไม่มีถังขยะที่แยกแล้วก็แยก การจัดเก็บด้วย ขยะบ้านเราเป็นขยะที่เปียกชื้น ทุกอย่างมารวมกันหมด เพราะฉะนั้น จุดล้มเหลวของโรงไฟฟ้าขยะที่สร้างในประเทศไทยหลาย ๆ อันก็คือไม่ตระหนักถึงสภาพขยะ ไปลงทุนมากเกินจริงแล้วก็ไม่เวิร์ก (Work) เราก็เสนอว่าเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับขยะเปียกชื้น ในเมืองไทยและไม่มีการคัดแยกก็คือมีอยู่ ๒ เทคโนโลยี เทคโนโลยีแรก เรียกว่าเทคโนโลยี แบบเผาตรงในระบบปิดแบบใช้อากาศชนิดแผงตะกรับ ชื่อยาวนิดหนึ่งนะครับ หรือสโตกเกอร์ อินซิเนเรเตอร์ โคลส ซิสเต็ม (Stoker Incinerator Closed System) เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ จะเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่น และยังสามารถ ควบคุมมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นสู่อากาศ หรือสิ่งแวดล้อมได้ สามารถ ใช้เผาขยะได้หลากชนิดโดยที่ไม่มีการคัดแยกแม้ขยะจะมีค่าความชื้นและค่าความร้อน ที่ไม่คงที่แน่นอน ซึ่งตรงกับ ลักษณะขยะของประเทศไทย เทคโนโลยีที่อาจจะเป็นไปได้รองลงมาก็คือเทคโนโลยีแบบ อินซิเนเรเตอร์ (Incinerator) เหมือนกัน แต่เป็นแบบหมุนที่เรียกว่าโรทารีคิลน์ (Rotary kiln) โดยมีระบบบดตัดเครื่องลดขนาดก่อนทำการเผา ผมอยากเรียนว่าที่คณะกรรมาธิการ นำเสนอไม่ได้เป็นการล็อกสเปก (Lock Spec) แต่อย่างใด เพราะเทคโนโลยีแบบสโตกเกอร์ อินซิเนเรเตอร์ โคลส ซิสเต็ม (Stoker Incinerator Closed System) ก็ดี หรือเทคโนโลยี แบบโรทารีคิลน์ (Rotary kiln) ก็ดี เป็นเทคโนโลยีที่ขอย้ำว่ามีต้นทุนไม่สูงมาก กระบวนการ ไม่ได้ซับซ้อน ควบคุมมลภาวะทางอากาศและบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตรฐานสากล แล้วก็ เหมาะกับขยะที่มีความชื้นสูง และที่สำคัญมีหลายยี่ห้อ มีผู้ผลิตหลายรายจากหลายประเทศ
ลำดับต่อไปก็เป็นข้อเสนอแนะต่อส่วนราชการที่จะทำให้โรงไฟฟ้าขยะเกิดได้ ข้อเสนอแรก ก็คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันนะครับ ทุกฝ่ายในที่นี้คือกระทรวงมหาดไทย ถ่ายทอดไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล อบจ. อบต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักนายกรัฐมนตรีโดยกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงพลังงาน สำนักนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน ต้องช่วยกันรณรงค์สร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกในเรื่องการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้หลัก ๓ อาร์ (R) อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๓ อาร์ (R) นั้นก็คือรีดิวซ์ (Reduce) ลดปริมาณขยะที่จะทิ้ง อย่าทิ้งถ้าไม่จำเป็น รียูส (Reuse) งดการทิ้งถ้ายังเอากลับมาใช้ซ้ำได้อีก และรีไซเคิล (Recycle) นำขยะที่สามารถจะไปแปรรูปกลับมาใช้ได้อีก อันนี้คือข้อเสนอข้อแรก แล้วไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้นที่จะต้องทำ ภาคประชาชน ภาคส่วนท้องถิ่นต้องช่วยกันด้วย ข้อเสนอที่ ๒ ต่อส่วนราชการนะครับ ก็คือข้อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยการสนับสนุนข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราเสนอให้ท่านศึกษาและใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็น ระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ ๒ ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายดังกล่าว กำหนดหลักเกณฑ์และเพดาน ราคากลางของค่าธรรมเนียมเก็บขนหรือค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมกำจัดขยะหรือที่เรียกว่า ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) เพื่อเป็นพื้นฐานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้ในการคัดเลือก หรือประมูลหาเอกชนมาลงทุนทำโรงไฟฟ้าขยะ สิ่งที่เรานำเสนออยากกราบเรียนว่าแต่เดิม การทำโรงไฟฟ้าขยะติดกับดักของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ มากกว่าพันล้านบาทขึ้นไป ต้องไปขออนุญาตขั้นตอนเป็นปี เป็น ๒-๓ ปี ผมอยากเรียนว่า ด้วยความจริงจังของรัฐบาลนี้และการสนับสนุนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้มีการผลักดัน แก้ไข พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนประกาศใช้ ออกมาเป็นฉบับที่ ๒ ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ นี้เอง บอกว่า กิจการที่ให้เอกชนรับไปกำจัดขยะไม่ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ร่วมทุนอีกต่อไป แต่อยู่ภายใต้ หลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยจะกำหนด แต่ตอนนี้ก็คือกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้กำหนด แล้วการกำหนดเพดานราคาทิปปิงฟี (Tipping fee) หรือค่าขนส่งนี้จะเป็นเบื้องต้นเลยว่า อปท. เขาจะไปใช้ประมูล ให้แข่งขัน หรือจะคัดเลือกอย่างไรก็แล้วแต่ เอกชนเขาก็ต้องหวัง จะได้ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) นี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาด ปัจจุบันนี้เทศบาลก็จ้างรถขนไปหาที่ทิ้ง เป็นการจ้างเอกชนไม่ได้ร่วมทุนก็จ่ายค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) อยู่แล้ว แต่ค่าทิปปิงฟี (Tipping fee) ต้องมีหลักเกณฑ์ทั่วประเทศตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งยังไม่ได้ประกาศ ถ้าประกาศก็จะมี อปท. ที่กล้าทำเรื่องนี้ได้มากขึ้นครับ ข้อเสนอต่อไปครับ ก็คือข้อเสนอต่อกระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ขอให้ศึกษากำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับรับซื้อ จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก เขามีเกณฑ์มาตรฐานอยู่แล้ว เรียกว่าสมอล เพาเวอร์ โปรดิวเซอร์ (Small Power Producer) ที่ผลิต ๑๐ เมกะวัตต์ขึ้นไปและกำหนดหลักเกณฑ์ เราไม่ได้ เรียกร้องว่าค่าไฟเท่าไร เราเรียกร้องขอให้กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการรับซื้อไฟ ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน ได้มีอัตราค่าไฟสำหรับโรงไฟฟ้าโรงเล็กมากที่เรียกว่าวีเอสพีพี (VSPP) เล็กกว่า ๑๐ เมกะวัตต์อยู่แล้ว มีค่าไฟอยู่แล้ว แต่ไม่มีสำหรับโรงไฟฟ้าใหญ่ที่จะกำจัดขยะ ได้เยอะ ๆ เราก็เรียกร้องว่าให้มีทั้ง ๒ ระบบ เอกชนเขาจะได้คำนวณว่าคุ้มค่าไหม แล้วเช่นเดียวกันเราก็ขอเรียกร้องข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) ซึ่งเดิมสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้คงไว้ ซึ่งสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่เขาเรียกว่าระดับสูงสุด หรือระดับเอ ๑ (A1) สำหรับเอกชน ผู้ลงทุนในกิจการกำจัดขยะมูลฝอยโดยการแปรรูปไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นอกจากนั้น ก็พบว่าขยะบ้านเรามีอีกประเภทหนึ่งเรียกว่าขยะอุตสาหกรรมนะครับ สิ่งที่เราพูดถึงไม่ใช่ ขยะอุตสาหกรรม ขยะอุตสาหกรรมก็จะต้องมีวิธีกำจัด ทำไฟฟ้าก็ได้ แต่ต้องอีกแบบหนึ่ง เราอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ การกำจัดกากอุตสาหกรรมเพื่อให้ทุกหน่วยงานดูแล ควบคุม กำจัดของเสียขยะอุตสาหกรรม อย่างรัดกุม และดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้งปะปนกับ ขยะมูลฝอยชุมชน อันจะสร้างความยุ่งยากต่อการกำจัด พูดง่าย ๆ ก็คือกำราบและปราบปราม โรงงานที่ชุ่ย ๆ เอาขยะมาทิ้งยังกองขยะ เพราะขยะอุตสาหกรรมต้องใช้วิธีกำจัดแบบอุตสาหกรรม ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ สำหรับหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบ ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ต่อไป เราก็ได้ไอเด็นทิไฟ (Identify) ไว้ในหน้าต่อไป หน่วยงานหลัก หนีไม่พ้นกระทรวงมหาดไทย คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ส่วนหน่วยงานลำดับรองก็มีกระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการปลูกจิตสำนึก แล้วก็การไฟฟ้า ทั้ง ๓ การไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
โดยสรุป ผมอยากจะนำเสนอว่ารายงานฉบับนี้เกี่ยวกับแนวทางส่งเสริม และขจัดอุปสรรคการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ก็มาจากอาการที่เกิด ในประเทศเรา อาการแรก คือมีคนอยากทำโรงไฟฟ้าขยะแต่ทำผิดวิธี ทำแล้วโรงไฟฟ้าขยะ เดินเครื่องไม่ได้ เดิน ๓ วัน หยุด ๗ วัน เดินอาทิตย์หนึ่ง หยุด ๔ เดือน อะไรแบบนี้ ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็เพราะไม่มีการคัดแยกขยะจากต้นทาง ขาดขยะเป็นวัตถุดิบ ขยะมีความชื้นสูง ไม่เหมาะกับเทคโนโลยีที่ซื้อมา อย่างที่ผมบอก อปท. ชอบซื้อของ แต่ซื้อแล้วไม่สามารถ จะทำได้ วิธีการแก้ไข รายงานนี้ก็ได้นำเสนอว่าต้องแก้ด้วยคนทิ้งขยะก่อน ใช้หลัก ๓ อาร์ (R) รีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) และรีไซเคิล (Recycle) สร้างที่รวบรวมขยะจากหลาย ๆ อบต. ขนาดเล็กเพื่อมีขยะเพียงพอ และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่นำเสนอนี้แบบเผาตรง หรือสโตกเกอร์ อินซิเนเรเตอร์ โคลส ซิสเต็ม (Stoker Incinerator Closed System) แบบแมสเบิร์น (Mass Burn) นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอ สรุปต่อไปคืออาการที่เกิดในประเทศไทย ก็คือ อปท. เทศบาล ขาดงบ ขาดองค์ความรู้ทางเทคนิค คุ้นเคยกับวิธีเดิม ๆ ผลประโยชน์เดิม ๆ เอกชนก็ไม่กล้าลงทุน ปัญหาก็มาจากที่ผมบอก ราชการตีความว่าขยะเป็นทรัพย์สินเอาไป ทำประโยชน์ไม่ได้ ติด พ.ร.บ. ร่วมทุน ติดขั้นตอนอนุญาต ผ่านหลายโต๊ะเหลือเกิน ขาดการบริหารจัดการที่ดี ขาดเทคโนโลยี ขาดมาตรการจูงใจที่เหมาะสมและประชาชนกังวล ซึ่งเราก็ได้นำเสนอไปในสไลด์ (Slide) ก่อนหน้านี้ว่า ตอนนี้มี พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขจัดปม เรื่องขยะเป็นทรัพย์สิน ขจัดปมเรื่องติดล็อก พ.ร.บ. ร่วมทุนแล้ว ก็ใช้ขั้นตอนรูปแบบที่ อบต. มีส่วนร่วมเขาจะได้อยากทำ เขาจะได้รู้ว่ามีวิธีใหม่แล้วยังได้ประโยชน์ด้วย ใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสม ปัญหาสุดท้ายก็คือประชาชนอาจจะมีความกังวล ไม่ยอมรับ เมื่อประชาชน ไม่ยอมรับอาจจะต่อต้าน ก็ใช้วิธีชี้แจง ทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ กองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งคณะกรรมาธิการของเราทั้งด้านพลังงาน ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอไปแล้ว เรื่องการปฏิรูปกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ก็จะช่วยตอบโจทย์การสร้าง ความไว้วางใจให้กับชุมชน และที่สำคัญภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น อปท. กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะต้องปฏิบัติการตรวจสอบให้โรงไฟฟ้าขยะ ปฏิบัติตามโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) เขามีอยู่แล้วว่าทำดีทำอย่างไร ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมทำอย่างไร ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง แล้วก็ปรับให้เป็นตัวอย่าง ก็จะทำให้ นำมาซึ่งความเชื่อมั่นและเชื่อถือของประชาชน แล้วโรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทยก็จะเกิดได้ และท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการเราทั้ง ๒ คณะก็หวังว่าประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับก็คือ เรามีรูปแบบหรือโมเดล (Model) ที่สามารถส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดึงภาคเอกชนมาเป็นพลังสำคัญร่วมกับภาครัฐคือ อปท. รัฐมีนโยบายที่ชัดเจน สภามีนโยบาย ชัดเจนที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากขยะนะครับ ซึ่งจะเพิ่มเป้าหมาย ของการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตามเป้าหมายของรัฐบาล แล้วยังจะช่วยให้ แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานช่วยลดการปล่อย ก๊าซมีเทนด้วย เราจะมีต้นแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพขยะเมืองไทย สามารถบูรณาการ ขยายผลไปยังเทศบาล อบต. และ อบจ. ได้ สามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการขยะได้ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กและปริมาณขยะไม่มากโดยตั้งศูนย์รวมขยะ ไปจนถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีขยะมาก และผลลัพธ์ก็คือจะช่วยลดปัญหาสังคม โดยลดปริมาณปัญหาจากขยะ แก้ปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยในเรื่องของการส่งเสริมพลังงานทดแทน ป้องกันการขาดแคลนพลังงาน และลดความขัดแย้ง ของสังคมในการจัดการขยะเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ขอขอบพระคุณและขอนำเสนอ เพียงเท่านี้ครับ