นิกร เสนอเชื่อมนโยบายสิ่งแวดล้อม-พลังงาน แก้ขยะยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

นิกร จำนง หารือถึงความจำเป็นในการบูรณาการนโยบายสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเป็นระบบ โดยเน้นว่าทั้งสองด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก จึงควรจัดทำนโยบายระดับชาติที่เชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายและส่งเสริมการวางแผนร่วมกันระหว่างพลังงานกับการจัดการขยะโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อกำหนดพื้นที่ที่คุ้มค่าและสร้างความยั่งยืน รวมถึงการใช้พื้นที่เดิมของที่ฝังกลบในการพัฒนาเป็นโรงงานขยะเพื่อลดความขัดแย้งและฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในวาระนี้ผมอยากเรียนว่าจะขอใช้ประสบการณ์การเป็นคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมา ๒-๓ สมัย อยากจะเรียนว่าในหลักการโดยภาพรวม แล้วเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ทำเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเรื่องที่เหมือนอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ แต่ว่าก็เหมือนเราผ่านเลยมันมา เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ถ้าเราจำความได้เชียงใหม่ก็เคย มีปัญหาผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อเรื่องขยะ หลาย ๆ แห่งในชุมชนของเรา หลาย ๆ แห่งที่มีความขัดแย้ง มีการทำร้ายกัน มีการเดินขบวนกันมากมาย เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่เหมือนใกล้ตัว แต่มันยาก ดังนั้นการที่ท่านนำเสนอเรื่องนี้มาในการจะแก้ปัญหากันในคราวนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างมากต่อข้อเสนอ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นการช่วยกันในการให้ความเห็น ผมคงจะมองจากสายตาในอีกมิติหนึ่ง สิ่งสำคัญมาก ๆ อยากจะเรียนท่านประธานว่า ผมเคยทำนโยบายอยู่ครั้งหนึ่ง และเห็นภาพที่สำคัญอยู่ภาพหนึ่ง คือว่าปกติแล้วเวลาเราทำนโยบาย เราจะมีนโยบายสิ่งแวดล้อม นโยบายต่างประเทศ นโยบายเศรษฐกิจ นโยบายพลังงาน ผมไปเจอว่าการทำนโยบายในประเทศที่พัฒนามาก ๆ ทางด้านนี้แล้วก็คือสหรัฐอเมริกา ตอนช่วงทำนโยบายให้พรรค พบว่านโยบายสิ่งแวดล้อม กับนโยบายพลังงานเขาทำร่วมกัน นี่คือหัวใจสำคัญที่เราต้องพิจารณา เนื่องจากว่าพอเรา อยู่กันคนละฝ่ายก็มีปัญหาขัดแย้งกันต่อเรื่องนี้ คือข่มกันไม่ลงทั้ง ๒ อย่าง สำคัญทั้งคู่ แล้วก็ อยู่กันคนละฝ่าย อยู่กันคนละด้านของเน็ต (Net) เหมือนการเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอล ทุบกันไป ทุบกันมา ตบกันไปตบกันมา ขัดแย้งเนื่องจากว่าหลักนี้ขัดแย้งกัน คือเราลืมนึกไปว่าในสารัตถะ สำคัญของชีวิต ทุกคนที่เกิดมาพอเราเป็นมนุษย์แล้ว ทุกวันที่เราใช้ชีวิตเราสร้างขยะตามหลัง ไปเรื่อย หมายความว่าพลังงานที่เราใช้กี่แคลอรีก็ตามเราจะสร้างขยะมาจากนั้นเสมอ คือมันอยู่ด้วยกัน จริง ๆ แล้วเหมือนอยู่คนละด้านของเหรียญ ห่างจากกันไม่ได้เลย ๒ อย่างนี้ พอเราแยกกันพิจารณาเมื่อไรไม่จบเพราะว่าฐานของความคิดทั้ง ๒ เรื่อง ถ้าเรา ดูเรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการเรื่องขยะเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเรื่องพลังงานอย่างถ่านหิน เราใช้ถ่านหิน ใช้ไปเท่าไรสิ่งที่ออกมาจากการผลิตถ่านหินฝ่ายสิ่งแวดล้อมก็ไม่ยอม แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราต้องการคือสิ่งแวดล้อมที่ดี ต้องการพลังงานที่ถูก ถ้าหากเรา จะจัดการกับพลังงานโดยการใช้พลังงานอื่น ๆ ที่สะอาดกว่าต้นทุนก็สูงขึ้น แต่เรายังต้องการ พลังงานที่ถูกในสภาวะที่กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นการจัดการ กับเรื่องนี้เราต้องพิจารณาทั้ง ๒ อย่างในคราวเดียวคือพิจารณาด้วยกัน ผมเองอยากจะเรียนว่า ถ้าท่านไปเห็นนโยบายของพรรคที่ผมสังกัดอยู่ ผมเขียนนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมกับพลังงาน เป็นนโยบายข้อเดียวกัน ไม่ได้แยก เพราะว่าอยู่ด้วยกันแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นประเด็น ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราเริ่มตรงนี้ก่อนเราจะเห็นภาพ ผมเอง ในฐานะมีประสบการณ์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ผมจะเห็นเรื่องเข้ามา หลาย ๆ ครั้งมาขออนุญาตตั้งโรงงานขยะ เดี่ยว ๆ มาเลย แล้วก็มีปัญหาจากเทศบาลโน้น จาก อบต. อบจ. โน้น อบจ. นั้น แล้วมาพิจารณาเฉพาะเรื่อง ในขณะที่มีอีกเรื่องหนึ่ง มาจาก อบจ. เหมือนกัน มาจากเทศบาลเหมือนกัน ขอให้พิจารณาเรื่องราคาค่าเก็บขยะ คือทั้ง ๒ เรื่องนี้มาจากคนละฐาน แต่มาในคณะกรรมการชุดเดียวกัน เพราะว่าถ้าคุณ จะสร้างโรงงานตรงนี้ก็กระทบสิ่งแวดล้อมก็ต้องเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการอนุมัติ ขณะเดียวกันในการดูแลเรื่องขยะ ค่าพรีเมียม (Premium) ค่าเก็บควรจะเป็นเท่าไร เทศบาลไหนควรจะเป็นเท่าไร ก็ต้องขอที่ตรงนั้นเหมือนกัน ในขณะเดียวกันโรงงานที่จะขอตั้ง ก็ต้องขอจากกองทุนสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน เป็นที่เดียวกัน แต่ว่าลูกที่จ่ายออกไปคนละมิติกันเลย ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมอยากจะเรียกร้องขณะนี้ ที่ท่านเสนอมาเป็น ๓ อาร์ (R) คือ รีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) และรีไซเคิล (Recycle) ถือว่าถูกต้องแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะมาพิจารณาทีละส่วน แล้วแยกเป็นชิ้น ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวนี้ใช้ไฟฟ้า จากพลังงานไหนก็แล้วแต่ แต่ครอบครัวนี้ทิ้งขยะ ดังนั้นทั้ง ๒ อย่างที่ท่านเสนอเป็นเรื่อง ที่อยู่ในบ้านเดียวกันเลย ไม่ได้แยกกันเลย ถ้าหากว่าเรียกให้ประชาชนเข้ามามองในมิติตรงนี้ ยอมรับสิ่งที่เป็นเบื้องต้นในเชิงลอจิก (Logic) แล้วผมเชื่อว่าจะไปได้ เรามองระดับครอบครัวก็เห็น ระดับชาติเอง การสร้างมิติเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของคนละกระทรวง กระทรวงมหาดไทยดูแล อบต. อบจ. ดูแลท้องถิ่น ดูแลเทศบาล ในขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คอยดูเรื่องผลกระทบตรงนี้ ในขณะที่กระทรวงพลังงานคอยดูแลอีกเรื่องหนึ่ง คือแต่ละกระทรวงเอง ต่างคนต่างมีดาวกันคนละดวงหมด งานนี้อาจจะต้องเล็งไปที่ดาวเหนือ แล้วทุกคนมองไปที่ ดาวเหนือหมดและช่วยกันทำตรงนี้ถึงจะสำเร็จ ไม่อย่างนั้นทุกเรื่องจะแตกแล้วก็เชื่อมกันไม่ได้ พอเชื่อมกันไม่ได้ การบูรณาการไม่ต้องไปคิดถ้าหากว่าเราไม่มีดาวดวงเดียวกัน มันบูรณาการ จากคนละจุด แล้วไปหาเป้าหมายต่างกัน ไม่สำเร็จ ทุกคนก็มีธงของตัวเอง มีภารกิจที่จะต้องทำ มีสิ่งแวดล้อมต้องจัดการท่านก็ต้องหาพลังงานในราคาถูกมา ดาวคนละดวงหมด ผมเรียกร้อง ตรงนี้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบนคือนโยบายส่วนใหญ่ อย่างที่เรียนแล้วว่าผมมองนโยบาย สิ่งแวดล้อมกับพลังงานมาอยู่ในข้อเดียวกันซึ่งไม่น่าจะได้แต่ก็คือเรื่องเดียวกันถ้าจะเริ่มจาก ตรงนี้ ทำให้เราไม่หนีออกจากกันและไม่หันหน้ามาปะทะกัน

ประเด็นที่ ๒ สิ่งแรกควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง อยากจะเรียนหารือแล้วก็ขอเพิ่มเติม ก็คือรัฐเองควรจะมีรัฐบาลกลาง ควรจะมีนโยบายรวมเฉพาะเรื่องนี้ เพื่อจะได้ไปเชื่อมหน่วย ต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ ถ้าหากว่าจะมีคณะกรรมการเรื่องนี้ต้องเป็นระดับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนดูแลนโยบายเรื่องนี้ แล้วก็เป็นนโยบายระดับบนมา ระดับต่อมาก็คือนโยบายระดับหน่วยต่าง ๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ที่ผมเรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกันเป็นอย่างมากอย่างที่เรียนแล้วว่า อยู่คนละส่วน มีทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงาน ปฏิบัติการด้านพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต สำนักงานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุขก็เกี่ยว เรื่องกลิ่น เรื่องอะไรพวกนี้คือเกี่ยวอยู่หมดเลย ดังนั้นถ้าเราไม่คุมนโยบายส่วนบนจากรัฐบาลกลางแล้วเราจะคุมส่วนนี้ไม่อยู่ พอส่วนนี้ แตกไปสักชิ้นเดียวเท่านั้นก็มีปัญหาแล้ว เฟืองไม่ครบก็หมุนไม่ได้ ประเด็นต่อมาท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนของกฎ ระเบียบที่ท่านประธานเองได้เสนอแล้วเป็นเรื่องคับข้องใจ ท่านประธานมาก ก็คือว่าให้มีการร่วมทุน มันทำเดี่ยว ๆ ไม่ได้ มีการร่วมทุน แต่ไปติดปัญหา กฎหมายการร่วมทุนอีก มีกฎหมายเยอะแยะไปหมด ระเบียบเยอะแยะไปหมดที่จะต้องแก้ ดังนั้นผมย้อนกลับไปข้อ ๑ ใหม่ ก็คือว่าถ้าเป็นนโยบายรวมแล้วกลับมาแก้หน่วยราชการ กลับมาแก้กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่พันกันอยู่ตรงนี้จะได้สางออกไปได้ จะได้เคลียร์ (Clear) ได้

ประเด็นต่อมา ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติ อยากจะเสนออย่างนี้ว่าให้หน่วยงาน ด้านพลังงานจัดทำข้อมูลความต้องการขึ้นมาในการดำเนินการสัมพันธ์กับหน่วยการจัดการขยะ ก็คือฝ่ายที่ต้องการพลังงานกับขยะ ถ้าเรามองคนละด้านผู้ที่จัดการขยะจะรู้สึกลำบากใจ กับการจัดการขยะนี้มาก แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองไปอีกด้าน ผู้ที่ต้องการวัตถุดิบ ขยะนี้ มาเป็นเชื้อเพลิงจะมีปัญหาต้องการมาก ในขณะที่อีกคนหนึ่งอยากจะผลักออก อีกคนหนึ่ง ต้องการมาก มันไม่ลงตัว ดังนั้นตรงจุดนี้เองข้อมูลในการร่วมกันถ้าสังเกต ผมเคยได้มีโอกาส ไปภูเก็ตกับท่านบรรหารยุคที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โรงงานการกำจัดขยะ ตอนนั้นล้มเหลว คือทำไปตอนนั้นแล้วไม่เวิร์ก (Work) รวมทั้งเรื่องน้ำด้วย ตามรายงานของท่าน ภูเก็ตเวิร์ก (Work) แล้วขณะนี้ เป็นระบบที่มีการจัดการที่ดี ตัวอย่างที่มีมาเราสังเกตได้ว่า ไม่ใช่ที่ไหนก็ทำได้ จะมีสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าหากว่าเราดุ่ย ๆ อยากจะไปทำ เราเป็น อบต. ไปทำมันไม่คุ้ม ขยะไม่พอ พอขยะไม่พอเดินหน้าไปก็ขาดทุน ทำไม่ได้ ดังนั้นจุดตรงนี้เอง ความสมยอมหรือการร่วมมือกันระหว่างหน่วยที่ผลิตกับการจัดการขยะต้องมี อาจจะใช้วิถี แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ก็ได้ ก็คือมีขยะพอประมาณ ถ้าน้อยกว่าทำไม่ได้ ความมีเหตุผลในการลงทุน แล้วภูมิคุ้มกันก็คือเรื่องที่ว่าจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน จะเป็นสาระสำคัญอย่างมากในการดำเนินการ เพราะฉะนั้น ๒ หน่วยก็คือว่าหน่วยพลังงานไฟฟ้า กับเรื่องขยะคงจะต้องมีการมาร่วมมือกันคำนวณ แล้วก็ชี้เป้ามาว่าที่ตรงไหนมีลักษณะเป็น จุดคุ้มทุนหรือจุดที่เหมาะสม จุดที่มีลักษณะทั้งเหตุทั้งผลครบในการจะทำ ผมยืนยันว่า ไม่ใช่ทำได้ทุกแห่ง ทำได้เฉพาะชุมชนใหญ่ที่มีขยะพอ ชุมชนใหญ่จะมีต้นทุนในการกำจัดขยะสูง ดังนั้นการเหวี่ยงไปเป็นพลังงานก็คุ้มทั้ง ๒ ข้างถึงจะทำได้ ถ้าน้อยไปทำไม่ได้ ขาดทุน ก็เลยมีปัญหา

ประเด็นต่อมา เรื่องผู้ออกกฎ ระเบียบ ตรงนี้คงจะต้องรีบเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนนี้ถ้ามีนโยบาย ถ้าท่านผลักดันให้รัฐบาลหันมามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เป็น เรื่องขยะเชื่อว่าจะทำได้ในการออกกฎ ระเบียบ แล้วก็ข้อเสนอทางด้านการยอมรับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสุดท้ายท่านประธานครับ เรามีปัญหา อยู่มากในหลายแห่ง เหมือนกับเรื่องเหมืองแม่เมาะก็ดี ที่ไหนก็ดี คือบาดแผลที่อยู่ในใจ ประชาชนมีอยู่มากเป็นแผลเป็นทั้งนั้น ดังนั้นพอเราเริ่มกลับไปทำสิ่งนี้ใหม่เขาจะไม่ไว้ใจ ใช้เวลาเยอะในการที่จะทำให้ประชาชนหันกลับมาไว้ใจรัฐ ความที่รัฐไม่ได้เอาใจใส่ต่อความรู้สึก ของประชาชนจนกระทั่งแตกหักมาก่อนแล้ว เป็นแผลเป็นกันในความรู้สึกแล้ว ตรงนี้เอง ในการดำเนินการถ้าหากว่าตรงไหนที่เหมาะสมแล้ว ก็คิดว่าประชาชนจะหันกลับมายอมรับ สิ่งสำคัญที่ผมเรียนแล้วเป็นขยะที่เกิดจากบ้านเราเอง สมมุติว่ามีขยะในชุมชนเราไปทิ้ง กลิ่นก็มาเข้าจมูกเรา ลึก ๆ ในใจของประชาชนในการจัดการกับปัญหาตรงนี้ผมเชื่อว่า ในใจประชาชนมี แต่ว่าการไว้เนื้อเชื่อใจกันก็ดี การลบแผลเป็นดั้งเดิมที่มีระหว่างผู้ดำเนินการ กับประชาชน ลดตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อยู่แล้ว อีกอันหนึ่งสุดท้าย อยากจะฝากเป็นความเห็นไว้ ผมสังเกตมาหลายแห่งว่าพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำ อยู่ ๆ บางที มีชุมชนที่ดี สะอาด สงบ แล้วเราก็ไปลงตรงนั้นเขาไม่ยอมหรอก แต่ถ้าหากว่าที่ที่เคยมีอยู่ก่อน แล้วเปลี่ยนจากที่ที่เป็นแลนด์ฟิลล์ (Landfill) มาเป็นโรงงานขยะ ที่ตรงนั้นเดิมมีกลิ่นอยู่แล้ว การไปทำเป็นการลดกลิ่น ลดมลภาวะ โอกาสในการจะทำง่ายกว่าเยอะ เป็นสิ่งที่ดีกว่า ในขณะที่อีกแห่งเป็นสิ่งที่เลวกว่า สุดท้ายก็อยากจะเรียนว่าขอให้คณะกรรมาธิการผลักดัน เรื่องนี้กันอย่างเต็มแรงแล้วก็เต็มกำลังความสามารถ พวกเราทุกคนถ้าช่วยกันได้ก็ต้องช่วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากแล้วก็ทำไม่สำเร็จเสียที ผมเห็นที่ทางท่านดำเนินการมา ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ