วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา แถลงความสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการที่จะเอาขยะไปผลิตพลังงาน และเสนอให้กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทในการกำกับดูแลการเก็บขยะในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะที่เป็นปัญหามากและแก้ไขยาก
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านสมาชิก ผมขอแสดงความสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการที่จะเอาขยะ ไปผลิตพลังงาน เพราะว่าของท่านเป็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน แล้วท่านไปคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เท่ากับคูณ ๒ นะครับ ทำเรื่องเดียวได้ ๒ อย่าง แต่ว่าเรื่องขยะเอาไปทำไฟฟ้าที่จริงแล้วอยากให้คิดเรื่องขยะ เป็นหลัก เรื่องพลังงานเป็นรอง เพราะว่าขยะเป็นปัญหามากแล้วก็แก้ไขยาก แม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ประกาศตั้งแต่แรก ๆ ที่มาดำรงตำแหน่งว่าจะให้เอาขยะไปเผา เพื่อผลิตไฟฟ้า เพราะว่าการฝังกลบหรือแลนด์ฟิลล์ (Landfill) มันไม่มีที่แล้ว แล้วก็เป็นปัญหา กับชาวบ้านมาก เป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งอันนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แล้วสิ่งที่ท่าน ทำมานี้ถูก ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนในฐานะที่ผมเป็นผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรของ สถาบันวิทยาการพลังงาน ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าของหลักสูตร รุ่นที่ ๔ หรือ วพน. ๔ ปัญหาขยะนี้ผมก็ศึกษามาพอสมควรที่จะเอามาเป็นพลังงาน มนุษย์ ๑ คน คนอย่างเรา ๑ คน ทิ้งขยะวันละ ๑ กิโลกรัม ของเรา ๗๐,๐๐๐ กว่าตัน ก็ใกล้เคียง ถ้าคิดแล้วเราก็น่าจะ ผลิตไฟได้ทั้งหมดถ้าเอาไปเผาได้ทั้งหมดจริง วันหนึ่งได้ประมาณ ๑,๒๕๐ เมกะวัตต์ น่าจะได้ประมาณนั้นถ้าจาก ๗๐,๐๐๐ ตัน คำนวณคร่าว ๆ ทีนี้ถามว่าทำไมถึงจัดการไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมา ๒ ปีแล้ว สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนี้ เพราะว่ามีปัญหาด้านการปฏิบัติ ขยะเกี่ยวข้องกับคนเยอะ สิ่งที่ผมเห็นก็คือเรื่องเอกภาพ อย่างเช่นจังหวัดปทุมธานี จะขึ้นโรงไฟฟ้าขยะเดี๋ยวมีม็อบ (Mob) มาไล่ จังหวัดลำปางก็มีปัญหา จังหวัดพิษณุโลกก็มีปัญหา จังหวัดหนองคายเดี๋ยวก็จะมีปัญหาที่จะทำกันนี้ เหตุผลเพราะว่าคนที่เก็บขยะจริง ๆ คือเทศบาลและ อบต. ถ้าขยะไม่เข้าโรงไฟฟ้า มีโรงไฟฟ้าก็เจ๊ง ไฟติด ๆ ดับ ๆ คนที่จะลงทุนเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะทำโรงไฟฟ้า ๑ โรง ขยะไม่เข้า ๒-๓ วันเจ๊งแล้ว ฉะนั้นยากมากนะครับ นอกจากนี้กว่าจะสร้างเดี๋ยวมีม็อบ (Mob) มีอะไรอีก ฉะนั้นเรื่องเอกภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก ในความเห็นของผมคิดว่ากระทรวงมหาดไทยควรจะเป็นเจ้าภาพ เพราะว่าท่านดูแลต้นทาง คือท้องถิ่นและขยะ จริง ๆ กระทรวงมหาดไทยจะต้องแบ่งพื้นที่ด้วยซ้ำ โรงไฟฟ้า ๑ โรง ไม่สามารถจะใช้ขยะแค่ ๑ พื้นที่ บาง อบต. มีแค่ ๓ ตัน ๕ ตันต่อวัน บาง อบต. มี ๗ ตัน ถ้าเป็นเทศบาลมีสัก ๗๐-๘๐ ตัน หรือกรุงเทพมหานครมีเป็น ๑๐,๐๐๐ ตัน ถ้าเป็น กรุงเทพมหานครจัดการง่าย ตั้งโรงไฟฟ้าอย่างหนองแขมเดินเครื่องสบายไม่มีปัญหา ขยะป้อนได้ แต่ถ้าเป็นภูมิภาค แต่ละ อบต. แต่ละเขตปกครองเขาก็มีอาณาจักรเขาอยู่ ได้ขยะไม่ครบ สมมุติจะทำโรงไฟฟ้าเล็กสุด ขยะสัก ๒๕๐ ตันต่อวัน ได้ไฟประมาณ ๔ เมกะวัตต์ ท่านต้องใช้กี่เทศบาล เทศบาลนี้ได้ เทศบาลนั้นไม่ได้ เป็นฟันหลอ วิ่งไกลเป็น ๑๐๐ กิโลเมตรไม่คุ้ม ฉะนั้นกระทรวงมหาดไทยจะต้องวงครับ โรงไฟฟ้า ๑ โรงตั้งตรงนี้ สมมุติขนาด ๕๐๐ ตัน ก็ประมาณสัก ๘-๙ เมกะวัตต์ วงเลยว่าพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ขยะที่จะป้อน เทศบาลไหนบ้าง วงแล้วก็กำหนดเลย คุณจะเอาขยะไปทิ้งที่อื่นไม่ได้ ไม่มีบ่อฝังกลบให้คุณแล้ว ถ้าคุณไปทิ้งซี้ซั้วเทศบาลนั้นก็มีความผิด อย่างนี้ถึงจะจบ ถ้าเกิดเอากระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพ กระทรวงพลังงานจะจัดการปัญหาในพื้นที่ไม่ได้ และนอกจากนี้กว่าเรื่องจะอนุมัติ เป็นที่เป็นทาง ผมว่าต้องทำให้มันง่าย นี่กว่าจะผ่านท้องถิ่น กว่าจะมาผ่านอะไรต่อมิอะไร แม้กระทั่งผังเมืองหรืออะไร กว่าจะย้อนกลับมา ๒ ปียังตั้งไม่ได้สักโรง ถ้าเกิดเห็นเป็น ปัญหาสำคัญผมคิดว่าน่าจะทำให้จบ ตอนนี้มีโรงไฟฟ้าขยะเกิดขึ้นในประเทศไทยหลายแห่งแล้ว จากสัญญาเก่า ๆ ประชาชนพอจะมองได้เห็นได้ว่ามีมลพิษหรือไม่ ในโลกเทคโนโลยีที่เผา จนแทบไม่มีมลพิษแล้วเห็นแต่ไอน้ำก็มี เรื่องนี้น่าจะให้ความรู้กับประชาชน ไม่อย่างนั้น พอมีการประกอบการแล้วก็ผลประโยชน์ไม่ลงตัวเดี๋ยวก็จะมีม็อบ (Mob) มาไล่ ไปปลุก ให้ชาวบ้านเข้าใจผิด พอมาไล่โรงไฟฟ้าก็ไม่เกิด ผู้ประกอบการไม่อยากไปเสี่ยง ก็เป็นปัญหา วนอยู่อย่างนี้ แล้วขยะก็ยังกองอยู่ที่หน้าบ้าน ผมอยากจะให้แก้ปัญหาเรื่องนี้
อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องการเก็บขยะจากหน้าบ้าน นอกจากจะแยก จะอะไรแล้ว ใครที่ได้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่นั้นจะต้องมีบทบาทกำกับการเก็บขยะด้วย ท่านลองคิดดูครับ ถ้าเกิดคนเก็บขยะเจ้าหนึ่ง คนทำไฟฟ้าเจ้าหนึ่ง วันหนึ่งขยะไม่เข้าก็เจ๊ง ไฟเดินไม่ครบก็เจ๊ง ก็ต้องดับ ก็ต้องปิดเครื่อง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากให้ท่านมอง คือที่ท่านทำมาสมบูรณ์แล้ว ผมก็เสนอเพิ่มเติมว่าทำอย่างไรมองให้เป็นเอกภาพ ให้เป็นระบบ แล้วเผาตั้งแต่ต้นจนถึง เห็นเป็นไฟฟ้า เป็นคนคนเดียวที่ดูแลอนุมัติ แล้วในที่นี้ผมเห็นว่ากระทรวงมหาดไทย เหมาะสมที่สุดครับ