นิกร จำนง ตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของข้อเสนอการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะข้อ 8.1.1 และ 8.1.2 กับกรอบที่มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมตั้งคำถามถึงความแตกต่างและรูปธรรมของการดำเนินการในทางปฏิบัติ อีกทั้งหารือประเด็นการกระจายอำนาจที่มีผลต่อการบริหารงานท้องถิ่น โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ชัดเจนในการดูแลโครงการขนาดใหญ่ร่วมกับเทศบาล เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ ถนน และงบประมาณเกิดประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ประเด็นนี้วาระนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องที่ใหญ่มากก็คือว่าด้วยเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ครอบคลุมทุกมิติแล้วก็มีนัยสำคัญค่อนข้างมาก โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักการ ต้องมีการปฏิรูปกันอยู่แล้ว ที่เขาบอกกันว่าเราไม่ได้ปฏิรูประบบราชการกันมายาวนาน และระบบนี้มีมานานเท่าไรจำไม่ได้ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยกระมัง แล้วก็สอดคล้องกับวิถีของเรา ดังนั้นมีปัญหาสั่งสมมากมาย ผมเห็นด้วยในหลาย ๆ มิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการ แต่ทีนี้ ก็ต้องขออนุญาตว่าในเมื่อเราจะมองภาพรวมกันแล้วผมจะขอมองภาพรวมในภาพของ ระบอบประชาธิปไตย ท่านสมาชิกที่เพิ่งนั่งลงไปเมื่อสักครู่ที่อภิปรายก็พูดไว้ชัดเจนถึงแก่นสาร ของประชาธิปไตยว่าสุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนที่เราต้องพิจารณา นั่นคือเป้าหมายหนึ่งของ การบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ ผมจะมองอีกมิติหนึ่ง ผมจะมองในเชิงบริหาร ผมเข้าไป ข้อเสนอเลย เรื่องสภาพปัญหาไม่ต้องพูดกันแล้วเพราะว่าเราอยู่กับปัญหานี้มาหลายช่วงอายุคน จับไปตรงไหนก็ถูก พูดอะไรก็ถูกหมด เป็นปัญหามายาวนาน จะพูดไปถึงข้อเสนอแนะ ที่ท่านเสนอแนะขึ้นมา ผมมีข้อสงสัยมีข้อสังเกตอยู่บางประการที่ต้องการคำตอบ และเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผมในฐานะมองในเชิงบริหารด้วย ข้อเสนอตาม ข้อ ๘.๑.๑ และ ข้อ ๘.๑.๒ เป็นประเด็นครับ เพราะเป็นข้อเสนอที่รัฐดำเนินการจะให้มี การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการเรื่องการบริหาร ท่านก็อ้างถึงเรื่องยุทธศาสตร์ อ้างถึง หัวข้อโน้นหัวข้อนี้ในเชิงบริหารที่ออกมาแล้ว คำถามผมอยู่ตรงนั้นว่ารัฐธรรมนูญกำหนดอย่างนี้ มาตรานี้กำหนดอย่างนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี กำหนดอย่างนี้ บริหารราชการแผ่นดิน กำหนดอย่างนี้ คำถามผมอยู่ตรงนั้นว่าแล้วเราจะไปทำอะไร ก็ในเมื่อทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงตรงนี้ รัฐธรรมนูญก็กำหนดแล้วกำลังทำอยู่ขณะนี้ แล้วยุทธศาสตร์ชาติกฎหมายกำลังออก และกำลังมีการเสนออยู่ขณะนี้ เรื่องพวกนี้ถูกรัน (Run) ไปแล้วตอนนี้ เดินไปแล้ว แล้วเดินไป ในเชิงอำนาจที่เป็นหลักเลยเพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญ มีการกำหนดเรื่องวิธีการบริหาร กำหนดเรื่องเป้าหมายในการบริหารไว้หมดสิ้นแล้วเหมือนที่ท่านเสนอมาตั้งแต่ตอนต้น ครบถ้วนกระบวนความ แต่พอเสนอทีหลังประเด็นของผมก็คือเสนอให้ทำอะไร ยกตัวอย่างว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการ ในภูมิภาค เรามีปัญหาเรื่องส่วนภูมิภาคมาก แต่เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ครม. มีมติแล้วให้ทำเรื่องนี้ สิ่งที่เราจะทำก็คือเสนอคู่ไปกับ ครม. หรือในเชิงบริหาร หรือจะเสนอเป็นกฎหมาย หรือจะเสนออะไร ดังนั้นในข้อ ๘.๑.๑-๘.๑.๒ ในเชิงบริหารผมสงสัยมากว่าเรากำลังเรียงมา ๘ ส่วน ส่วนที่ ๙ ส่วนที่ ๑๐ คือข้อเสนอ ข้อเสนอตรงนี้ก็คือกลับไปที่ตรงนั้นละ ผมเลยถามว่า ในรูปธรรมจริง ๆ ต่อจากนี้ให้ สปท. เราเสนออะไรไปยังรัฐบาล ให้ทำอะไร อย่างไร นี่คือข้อที่ ๑ ประเด็นแรกผมถือว่าเราเสนอซ้ำอีก คราวที่แล้วท่านก็ได้เสนอเรื่องยุทธศาสตร์ไปบ้างแล้ว แผนก็เสนอไปบ้างแล้ว นี่เป็นการเสนอซ้ำไปอีกหรืออย่างไร แล้วจะเกิดผลอะไร อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ ๒ ข้อต่อจากนี้จะย้อน แย้งกันเอง ที่ผมเสนอเพื่อจะนำไปสู่อีกอย่าง เวลาเรามองปัญหาเราจะมองกันไปด้านหนึ่ง มีมุมกลับของมันเสมอ ท่านเสนอขึ้นมา ๘.๑.๓ ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเพียง หน่วยอำนวยการ ประสานงาน สนับสนุนการดำเนินกิจการให้กับเทศบาล ข้อนี้ก็ดูเหมือนจะดี เพราะขณะนี้คุณมีอำนาจคลุมไปทั้งหมด แต่มีปัญหาในเชิงมุมกลับของมันเองซึ่งเป็นปัญหา หนักหน่วงมาก ผมยกตัวอย่างว่าอยู่มาวันหนึ่งเทศบาลเรากระจายไปแล้ว ของเรา ไม่ใช่เป็นการกระจายอำนาจ ของเราเป็นลักษณะอำนาจกระจาย พอออกไปแล้ว ทุกคนก็จะมอง แต่ในส่วนเขาหาเสียงกันมาแบบนั้นก็โทษเขาไม่ได้ ในการที่จะมองว่า ตำบลของเขามีปัญหาอะไรบ้าง อย่างไร ทีนี้บังเอิญมีอยู่ประเด็นหนึ่งว่ามีถนนเส้นหนึ่ง อยู่ในความดูแลของท้องถิ่นแล้ว เพราะว่ากรมทางหลวงชนบทโอนไปแล้วคาบไปตั้งครึ่งอำเภอ มันผ่าน อบต. ซึ่งเป็นเทศบาลบ้างไม่เป็นบ้างประมาณ ๗-๘ เทศบาล ประเด็นปัญหาก็คือว่า แล้วเราจะให้เทศบาลเหล่านั้นหรือว่า อบต. เหล่านั้นช่วยกันทำถนนมาต่อ ๆ เพื่อให้ ครบทั้งเส้นได้ไหม เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าคลองส่งน้ำก็ดี คือเรื่องราวเหล่านี้มีรอยต่ออยู่ตรงกลาง เดิมเป็นของกรมทางหลวงชนบท แล้วตอนหลังเรามีการกระจายออกมาเป็นกรมโยธาธิการ และผังเมืองจะเป็นคนดูแลถนนของกรมโยธาธิการและผังเมือง แล้วกระจายต่อออกมาเป็น กรมทางหลวงชนบทถ้าจำความกันได้ ผมเคยพูดมาครั้งหนึ่งแล้วว่าให้เวลาคุณ ๕ ปี แล้วต่อจากนั้นจะยุบทิ้งโอนให้ท้องถิ่นหมด ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้เพราะท้องถิ่น ดูแลตัวเองไม่ได้ ตอนนั้นเศรษฐกิจดีท้องถิ่นพอมีรายได้อยู่บ้าง แต่ก็ดีเฉพาะตอนนั้น ตอนหลังมาดูแลตัวเองไม่ได้ เงินเดือนก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ถนนโอนไปแล้ว คนที่ดูแลถนนสายยาว เดิมมี รพช. รพช. ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วเราให้ทำเอง พอท้องถิ่นทำเอง คอสต์ (Cost) ในการที่จะไปทำ ในการออกแบบก็ดี วิศวกรก็ดี เดิมถนนเป็นหลุมเป็นบ่อนิดเดียว ก็เอาเครื่องมือจาก รพช. มาทำ เสร็จก็กลับไปทำตรงโน้นตรงนี้เป็นการเหมารวม ตอนหลังประมูลกว่าจะเสร็จพังเพิ่มไปอีก ๓ กิโลเมตรแล้ว ในความเป็นจริง ก็เลยโยนคืนกลับมาให้ ตกลงตอนหลังถนนที่เป็นสายขนาดใหญ่แบบนี้ย้อนกลับไปแล้ว กรมทางหลวงชนบทที่เราจะตั้งขึ้นมากลายเป็นว่าจะต้องอยู่ตลอดไปแล้ว ท่านประธาน คงจำได้ว่า ๓ ครั้งที่เราเวฟ (Waive) ไปว่าเราตั้งใจกว่า ๕ ปี ไปต่อก็ยังต้องมี สุดท้าย เรายอมรับความจริงว่าต้องมี ประเด็นเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างส่วนนี้ ขณะนี้ส่วนที่ จะไปคุมก็คือ อบจ. ที่คอยดูแลเชื่อมต่อระหว่างทางที่เป็นเชื่อมต่อ องค์รวมของจังหวัด อบจ. เป็นคนดูแลเป็นลักษณะไม่ใช่แบบจังหวัด แต่เป็นท้องถิ่นอีกแบบหนึ่ง ที่คุมไว้ดูแลกิจการใหญ่ ๆ ถ้าเราคิดว่าให้องค์กรตรงนี้เป็นเพียงผู้สนับสนุนเทศบาลเล็ก ๆ อะไรต่าง ๆ งานโดยรวมของพื้นที่รวม ๆ ของจังหวัดใครจะเป็นคนดูแล ตรงนี้คือบริบทจริง ที่เป็น เราเองเคยทำ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานทราบว่าโครงการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานได้เงินไม่มากเลยก็มีการบริหารจัดการน้ำไป ผมมีส่วนร่วมทำเรื่องนี้อยู่ด้วย ก็คือให้กรมชลประทาน กรมการข้าวและทุกกรม กรมปศุสัตว์ รวมกันหมดแล้ว ถ้าน้ำเข้า หมายความว่าไม่ใช่เรื่องน้ำแล้ว เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ปรากฏว่าเวลาเราไปแถว จังหวัดจันทบุรี เราทำไปบางส่วนใช้งบประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ปรากฏว่าท้องถิ่นใส่เข้ามา ๑๐ ล้านบาทช่วย อบจ. นี่ละ งานหลายอย่างที่เรา ใช้งบประมาณจาก อบจ. มาช่วยทำให้สำเร็จลงได้ เป็นงานขนาดใหญ่ที่เกินเทศบาล กว้างกว่า เทศบาลเขาช่วยตรงนี้ได้เยอะ สิ่งที่เราคาดหวัง วันที่ ๑๓ เราจะขอเอาเรื่องศาสตร์พระราชาเข้า ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการตามศาสตร์พระราชาในการดูแลว่าท้องถิ่นต่าง ๆ อบจ. ต่าง ๆ รักพระเจ้าอยู่หัวของเรา รัชกาลที่ ๙ เขาจะได้ช่วย เพราะงบขนาดนี้ถนนทำแล้ว ไฟฟ้าทำแล้ว งานรวม ๆ ตอนนี้ อบจ. จะช่วยได้เยอะ แล้วงบประมาณในส่วนที่จังหวัดให้ไป จังหวัด ประสานกับงบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบจังหวัด อบจ. จะช่วยได้เยอะ เขามองภาพรวม แต่ถ้าเราให้เทศบาลมอง เทศบาลเขาก็ไม่ได้ผิดที่จะมองเฉพาะเขตเทศบาล เพราะความรับผิดชอบอยู่ตรงนั้น ดังนั้นการที่เราจะมาคัตดาวน์ (Cut down) ตรงนี้ว่า ให้ทำเฉพาะตรงนี้ ตรงนั้น ตรงโน้น บริบทมันมีบางทีอาจจะไม่เป็นไปตามนี้ก็ได้ นี่คือเรื่องที่ว่า แบบนี้กระจายมากไม่ได้ การกระจายอำนาจดี แต่การกระจายอำนาจทำให้มีปัญหา กับประชาชน เมื่อสักครู่นี้ท่านสุรินทร์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงการไปต่อภาษี ๓ นาทีได้ เป็นโครงการที่ผมได้ทำคือด่วนจี๋ ๓ นาทีได้ หลังจากนั้นมาอีกปีหนึ่งก็คือเลื่อนล้อต่อภาษี คือขับเข้าไปเลยแล้วไปจ่ายกันแบบซื้อบิ๊กแมกซ์ (Big Max) ต่อจากนั้นชอป (Shop) ให้พอ แล้วต่อภาษี ไปทำศูนย์อยู่ในศูนย์การค้า ชอป (Shop) กันมาแล้วมาต่อที่นั่น ตอนหลังก็ใช้ ออนไลน์ (Online) เดี๋ยวนี้ ๒ นาทีก็ทำได้ เรื่องนี้มีประเด็นครับ นี่คือเรื่องกระจายอำนาจ อีกอันที่ว่า พ.ร.บ. กระจายอำนาจออกมาบังคับว่าต้องให้กระจายอำนาจพวกนี้ออกไป เรื่องก็เข้ามาว่าเทศบาลจะเอาเรื่องการต่อภาษีตรงนี้ไปทำ ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่ยอม ไม่ใช่เอาอำนาจไว้ แต่ท้ากันว่าถ้าเอาไปทำแล้วประชาชนทำได้ ๓ นาทีแบบที่เราทำเอาไปเลย เพราะว่าเราสามารถต่อภาษี ท่านประธานอยู่ที่นี่ไปต่อที่จังหวัดมุกดาหารก็ได้ ไปต่อที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ได้ รถท่านประธานนั่นละ ต่อที่ไหนก็ได้ถ้าเป็นระบบออนไลน์ (Online) ทั่วประเทศ เทศบาลนครมุกดาหาร หรือจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะต่อเชื่อมกันได้ไหม ถ้าต่อไม่ได้ เราก็เลยท้ากันว่าถ้าบริหารได้ดีจริงตรงนี้เอาไปทำเลย ไม่ว่าครับ แต่ถ้าทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ บริการประชาชนดีกว่านี้ไม่ได้ ไม่ให้ ท่านวิษณุ เครืองาม ตอนนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีลงมา คุยเรื่องนี้กัน ผมไม่ยอมเอง คุยที่ทำเนียบรัฐบาลเพราะอยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี คุยกันไปคุยกันมาตกลงสุดท้ายผมชนะ เรื่องการต่อภาษีขณะนี้ยังอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก เราเพียงแต่คัตดาวน์ (Cut down) บางส่วนไปครับ คือภาษีที่ได้เราไม่เอาไว้สักบาทหนึ่ง หมายความว่าถ้าอยู่ใน กทม. กทม. ปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปเลย ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เอาไปเลย เทศบาลไหนเอาไปเลย แต่ว่าการดูแลประชาชนให้อยู่ที่เรา เพราะเราดูแลได้ดีกว่า ดังนั้นประเด็นในการกระจายอำนาจหรือรวมอำนาจ ศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่รวมหรือกระจาย ศูนย์กลางอยู่ที่ว่าใครบริการประชาชนได้ดี ดังนั้นเป้าหมายจะชัด เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง ไม่ได้อยู่ที่ระบบบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ที่เป้าหมายในการดูแล การบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ที่ใคร อยู่ที่การคงระบบไว้ไหม อยู่ที่การจัดการกับระบบไหม เรากำลังมาแต่งทุกเฟือง เรากำลังมาแต่งยานยนต์ลำหนึ่งให้ดีให้วิ่งได้สะดวก แต่ปัญหาคือไปที่ไหนกันล่ะ ขนอะไรล่ะ ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ว่าจุดตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานครับ มีอีกเรื่องหนึ่งที่แย่งกันคือสถานีขนส่ง สถานีขนส่งเหมือนกัน หลายแห่ง ขอนแก่นต้องการ โคราชต้องการ เพราะคนเยอะ แต่ในระบบกรมการขนส่งทางบก ต้องดึงเงินจากทุกศูนย์มารวมไว้ เรื่องนี้ผมตัดสินอย่างนี้ว่าถ้าอย่างนั้นทดลองกัน ๒ ปี บริหารได้เอาไปเลย แต่ถ้าบริหารไม่ได้ต้องกลับมาสู่ระบบไม่ใช่กระจายไปหมด ตอนหลัง ปรากฏว่าโคราชดูแลตัวเองได้ จังหวัดขอนแก่นดูแลตัวเองได้ จังหวัดพิษณุโลกดูแลตัวเองได้ แต่ที่จังหวัดนราธิวาสเราก็ต้องใช้เงินจากกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปแล้วตาย คือออกเรือนแล้วไปอยู่ข้างนอกดูแลตัวเองไม่ได้ต้องใช้งบจากส่วนกลาง เพราะฉะนั้น บางส่วนเรากระจายให้ บางส่วนเราไม่กระจายให้ เพราะว่าอยู่แล้วรัฐบาลกลางเป็นคนดูแล ดังนั้นเรื่องนี้อยู่ที่บริบทของปัญหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ว่า แก้ปัญหาแบบเดียวเหมือนกันหมดและไปได้หมด ไม่ใช่ เป้าหมายคือประชาชนผู้รับบริการ ต่างหาก ถ้าเราหลงทาง เรามามัวสนใจแต่เฟืองที่ยังมีการจัดให้เป็นตามทฤษฎีโน้น ทฤษฎีนี้ ทฤษฎีนั้น โดยลืมเป้าหมายว่าทำไปเพื่ออะไร มีปัญหาท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างสุดท้าย ที่บอกว่าย้อนแย้งกัน ข้อเสนอ ๘.๒.๒ ใน ๓.๑ ท่านเสนอว่ากำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในการกำกับรัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนด้วย ประเด็นเมื่อสักครู่นี้ผมไม่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ บางส่วนที่ว่ากระจายไปแล้วอำนาจ กระจายหมดทำให้ประชาชนมีปัญหา บางส่วนที่เราดูแลดีกว่าก็ดูแล ในประเด็นนี้ เราแบ่งรัฐวิสาหกิจออกไป เราเอาเป็นองค์การมหาชน เราทำโน่น ทำนี่ เราจะเอานายกรัฐมนตรี ไปบริหารทำไม ที่เราเสนอตรงนี้คือให้เขากระจายไปเป็นองค์กรและเราคุมนโยบาย เราอาจจะใช้เป็นซูเปอร์บอร์ด (Super Board) คอยดูแลเป้าหมาย ทิศทาง คอยดูแล การบริหารจัดการอย่างนั้นจะดีกว่า แต่ในนี้เหมือนกับว่าเราไปรวมอำนาจในส่วนนี้ ตรงนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นว่าควรจะกระจายออกไปให้เขาทำงานกันไม่อิสระมาก แต่มีซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ที่คอยดูแลผมเห็นด้วย เดิมเราใช้สำนักรัฐวิสาหกิจเป็นคนดูแล แต่ว่า สำนักรัฐวิสาหกิจก็อยู่ภายใต้แรงกดดันเหมือนกัน เพราะว่าบางส่วนเช่น อ.ต.ก. หรือ ขสมก. สร้างขึ้นมาเพื่อขาดทุน เราจะไปให้ ขสมก. กำไรเป็นไปไม่ได้เพราะดูแลประชาชนขาดทุน อ.ต.ก. ถ้าเราไม่ช่วยประชาชนเรื่องพืชผลรัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินเป็นการซับซิดี (Subsidy) ไปอยู่เอง อย่างไรก็ต้องจ่าย เป็นการจ่ายเพื่อไม่ต้องจ่ายครั้งต่อไป สิ่งเหล่านี้เองที่ผมไม่เห็นด้วย กับการว่าไม่ควรจะมีผู้บริหารเข้าไป ให้เขาเป็นรัฐวิสาหกิจดูแลเป้าหมายของเขาเอง ตามสัดส่วนที่ว่าคุณเป็นพีเอสโอ (PSO) หรือเปล่า เป็นพับบลิก เซอร์วิส อ็อบลิเกชัน (Public Service Obligation) หรือออกมาเพื่อดูแลประชาชนขาดทุนหรือเปล่า หรือทำกำไรแบบการบินไทย แต่ขาดทุนก็ต้องว่ากัน สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ สรุปว่าประเด็นก็คือผมเห็นด้วยกับ หลักการในการปฏิรูป แต่ข้อ ๑ ผมมีคำถามว่าที่ทำไปแล้วตามยุทธศาสตร์อะไรพวกนี้ เราเสนออะไรเป็นรูปธรรม ที่เราต้องการจะให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นคืออะไร ๑ ๒ ๓ ข้อ ๒ ให้มองเป้าหมายก็คือประชาชนเป็นหลัก บางส่วนเราต้องคงการทำงานร่วมกันเอาไว้ เหมือน อบจ. ผมยังเห็นว่ามีความสำคัญ แต่บางส่วนเราควรจะกระจายออกไป แล้วนายกรัฐมนตรีคนไทยภารกิจก็เยอะอยู่แล้ว ยิ่งไปดูแลรัฐวิสาหกิจตรงนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกัน บางอันก็ต้องดู สุดท้ายก็คืออยากจะทราบด้วยว่าตรงไหนในส่วนของรายงานนี้ที่เอาตัวชี้วัด คือการบริการประชาชนที่ได้ประโยชน์เป็นหลัก เพราะตรงนี้จะตอบคำถามทุกอย่างในงาน ที่เราจะทำ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ