กษิต เสนอปฏิรูปกระจายอำนาจ เร่งโอนบทบาทส่วนกลางสู่ท้องถิ่น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการปฏิรูปการกระจายอำนาจ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการโอนอำนาจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้ปรับบทบาทกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานส่วนกลางให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการจัดตั้งสภาประชาชนจากผู้มีประสบการณ์เพื่อร่วมกำกับดูแลการบริหารจังหวัด และผลักดันให้มีเวทีประชาเสวนาเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการตัดสินใจด้านงบประมาณและการบริหารท้องถิ่น โดยมองว่าการมีส่วนร่วมคือรากฐานสำคัญของธรรมาภิบาล แม้ในระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบพหุพรรค

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเสนอท่านประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก ไปที่หน้า ๑๗ หัวข้อที่ ๘ ข้อเสนอการปฏิรูปด้านโครงสร้างและภารกิจ หน้า ๑๗ เอกสารที่มี รูปภาพของสภาและพระบรมรูปรัชกาลที่ ๗ เป็นตัวตั้ง แล้วในนี้ก็มี ๔ คอลัมน์ ๔ ช่องด้วยกัน โดยเฉพาะคอลัมน์แรกไม่มีคำว่า การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วม แต่เป็นที่เข้าใจว่าอยู่ในกรอบของการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม ในเอกสารและการอธิบายของกรรมาธิการทั้งหมด ไม่แน่ชัดว่ามุ่งเป้าไปที่คงความสำคัญของ กระทรวงมหาดไทยหรือว่าหน่วยงานจากส่วนกลางไปที่ภูมิภาคเป็นหลัก หรือเริ่มที่จะขยับ การโอนอำนาจจากส่วนกลางไปที่ภูมิภาค ไปที่ท้องถิ่น ท้องที่ และไปที่ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน แล้วก็ทางสถาบันวิชาชีพของทางภาคเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมว่าต้องตกลงกันตรงนี้ก่อนว่าเรายังมุ่งมั่นที่จะกระจายอำนาจในการปฏิรูปประเทศไทย หรือไม่ หรือเรายังอยากที่จะคงอำนาจไว้ที่ส่วนกลางโดยเฉพาะผ่านทางกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าเราจะทำอะไรที่จังหวัดตรงภูมิภาคนั้นก็จะมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน คณะกรรมการมากมายมหาศาล เป็นเรื่องของระบบความคิด เป็นเรื่องของทัศนคติว่า เราจะเอาอย่างไรแน่ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งแยกออกมาจากเรื่องของ การกระจายอำนาจมิได้ เพราะเรามีปัญหาดังที่ผมได้พูดหลายครั้งเหมือนกับอินทรีย์ ๒ ศีรษะ ๒ หัว ด้านหนึ่งก็จากส่วนกลางลงมาที่จังหวัด ที่ภูมิภาคผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด อีกด้านหนึ่งเราก็มีการเลือกตั้งในระดับ อบจ. อบต. เทศบาล แม้กระทั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าจะปฏิรูปกันแล้วกลับไปสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตย ผมขอย้ำ ขอยืนยัน แล้วก็ขอ ขับเคลื่อนต่อไปว่าต้องเป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ ผมได้เคยยกตัวอย่างของหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเราก็คือ ประเทศอินโดนีเซีย ที่เคยมีรัฐบาลทหาร มีอะไรมา ณ วันนี้เขาก็มุ่งความเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งผู้ว่ารัฐต่าง ๆ ประเทศของเขา จังหวัดของเขาใหญ่โตมโหฬาร เขาก็แบ่งจังหวัด เป็นรีเจียน (Region) เป็นเขต ภูมิภาคก็มีการเลือกตั้งไล่ไปจนถึงระดับเทศบาลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ที่สำคัญคือมีการโอนอำนาจไปให้กับจังหวัดและท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เรื่องของการศึกษา เรื่องของการแพทย์ เรื่องของทุกข์สุข ปากท้อง ประจำวันของประเทศ แต่ว่างานที่เขาเก็บไว้กับส่วนกลาง และส่วนกลางยังมีสำนักงาน ออกจากกรุงจาการ์ตาไปที่ต่างจังหวัด เช่น กระทรวงศาสนา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงวางแผนเศรษฐกิจ หรือว่าในแง่ของเราคือสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงความมั่นคงภายใน ภายนอก กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ๗-๘ กระทรวงเท่านั้นที่ยังควรจะมีหน่วยงาน ในต่างจังหวัด แล้วผมก็ได้เคยเสนอว่ากระทรวงมหาดไทยในแง่ของกระทรวงปกครอง ก็จะล้าสมัย ก็ต้องเปลี่ยนรูปโฉมของกระทรวงมหาดไทยให้เป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงภายใน แล้วก็การต่อต้านอาชญากรรมข้ามเขตแดน ข้ามชาติ เพราะว่า การปกครองต่าง ๆ เหล่านี้ ดังเช่นประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน หรือหลาย ๆ ประเทศในยุโรปนั้นโอนไปให้ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วอะไรที่ทางสมาคมวิชาชีพเอกชนดูแลได้ก็ไม่ต้องไปขออนุญาต หรือให้มีกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมมากำกับ ท้องถิ่นประสานกับสมาคมวิชาชีพ ให้ดูแลตนเองได้ อะไรที่เกี่ยวกับทุกข์สุขประจำวัน คนชรา คนพิการ ผมก็ได้เคยเสนอว่า มอบให้ทางเอ็นจีโอ (NGOs) องค์กรภาคประชาสังคมมิใช่องค์กรภาครัฐ แล้วก็อาจจะ แปลงสภาพของ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุขให้สามารถที่จะปกครองตนเอง รับงบประมาณจากรัฐสภาโดยตรงไม่ต้องผ่านหรือมีพี่เลี้ยงของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขมีสถาบันแพทย์ พยาบาล เหล่านี้ก็มีหน้าที่จะฝึกอบรมบุคลากรของ อสม. ให้ดูแลคนชรา คนพิการต่าง ๆ ในต่างจังหวัดได้ ผมว่าเราต้องมาตกลงกันตรงนี้เสียก่อน ไปคิดที่จะปรับปรุงตรงโน้นนิด ตรงนี้นิดหนึ่งโดยไม่ได้แยกแยะภาระหน้าที่ กระทรวงส่วนกลางที่จะอยู่ในต่างจังหวัดทำอะไรบอกมา ผมได้เคยยกตัวอย่างว่ากระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นเขาอาจจะอยู่ที่บางจังหวัดของญี่ปุ่น ช่วงที่มีการก่อสร้างทางด่วน ทางยกระดับข้ามจังหวัดต่าง ๆ ก็มาประสานกับทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่องานอันนั้นเสร็จแล้วก็กลับไป ถนนที่อยู่ ในจังหวัดนั้น ๆ ก็เป็นภาระหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือจะนายก อบจ. ที่มาจาก การเลือกตั้ง แล้วเราก็แจงได้ว่าระดับจังหวัดจะทำกี่อย่าง ผมก็พูดหลายครั้ง เอาไหมครับ ถนนภายในจังหวัด โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ชุมชน ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่จะอยู่ แล้วก็ทอนลงมาจนถึงระดับอำเภอหรือว่าเทศบาล จังหวัดหนึ่งก็มีอำเภอประมาณ ๕-๑๕ อำเภอ ก็แปลงสภาพให้มีการเลือกตั้ง แล้วถามว่า ตรงอำเภอก็พวกทะเบียนราษฎร์ทั้งหลาย ดูแลทุกข์สุข ดูแลคลินิกประจำวัน อันนี้ก็ดูแลกันไป ลงไปถึงระดับตำบลก็เรื่องของความมั่นคง ปลอดภัย เรื่องอุทกภัยเฉพาะหน้า ถ้าเราแจงภาระหน้าที่ในระดับต่าง ๆ แล้ว ความชัดเจน ความโปร่งใส การฝึกบุคลากร การจัดงบประมาณก็จะตามมา แต่ถ้าเรายังไปพูดกันหลวม ๆ เหล่านี้ ยังเน้นไปตรงภูมิภาค เราก็ไม่กระจายอำนาจ ความเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ได้เกิดขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชน ก็จำกัดอยู่แค่วันไปหย่อนบัตรเท่านั้นเอง อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากไว้

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเราสามารถที่จะมีสภาประชาชนได้ไหม เพื่อจะดูแล ควบคุมด้วยอีกทางหนึ่ง โดยอาจจะมีข้อแม้ว่าสภาประชาชนนี้ต้องประกอบด้วยบุคลากร ที่มีประสบการณ์ เกษียณอายุแล้ว เพื่อจะได้เป็นกลุ่มคนของจิตวิญญาณที่จะช่วยดูแล ความเป็นไปในจังหวัดนั้น ๆ ผมก็อยากจะเชิญชวนพวกเราที่อยู่ในต่างจังหวัดมาเป็นใหญ่เป็นโต ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างนี้เริ่มจะมีเวลาว่าง เดือนหนึ่งสัก ๒-๓ วันกลับไปช่วยใน คณะกรรมการหรือว่าสภาประชาชนได้ไหม อันนี้ก็อยากจะเสนอไว้ด้วย

อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ ในช่วง ๖-๗ เดือนที่ผ่านมา ผมออกไป ทำงานทางด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยร่วมกับทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วในนามของ สปท. ก็ทำกับมูลนิธิของเยอรมนีกับของสหรัฐอเมริกา แล้วก็ได้ไปเอา ประสบการณ์ทางด้านการปกครองท้องถิ่นของเขาไปเล่าสู่กันฟังให้กับบุคลากร ในหลายจังหวัด จากจังหวัดพะเยาลงไปถึงจังหวัดนราธิวาส จากจังหวัดขอนแก่นไปถึง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วผมเองก็ได้ออกไปอธิบายเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็น แล้วอยากจะเสนอไว้ก็คือความอัดอั้นใจของประชาชน เพราะไม่มีที่ที่เขาจะได้ระบายความในใจ ไม่มีเวทีที่จะให้เขาพูดจา เพราะตอนนี้ประชาชนเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเป็นอำมาตย์ ห่างไกล ท่านนายก อบจ. อบต. นายกเทศมนตรีท่านก็กลายเป็นอำมาตย์รุ่นใหม่ หรือกลุ่มผลประโยชน์ก็ไม่มีเวทีที่จะได้พูดจา เช้านี้เพื่อนสมาชิก ดอกเตอร์ถวิลวดีได้พูด เรื่องประชาเสวนา ผมก็อยากเสนอได้ไหมว่าให้เป็นกฎเกณฑ์ เป็นคำสั่งของ กระทรวงมหาดไทย ณ วันนี้ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ คสช. ว่าต้องมีเวที ให้ประชาชนในระดับต่าง ๆ ให้เขาได้มาระบายความในใจ มาร้องเรียน ร้องทุกข์ มาเสนอแนะ ผมได้ท้าผู้มาเข้าร่วมในทุกจังหวัดว่าแต่ละท่านประมาณ ๕๐-๑๕๐ คน ท่านรู้ไหมว่างบประมาณที่เข้าจังหวัดของท่านเท่าไร ก็ไม่มีใครตอบได้ แต่ผมได้ให้ เป็นการบ้านไว้ ผมก็ยกตัวอย่างของจังหวัดพะเยาว่าประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่า ต่อไปนี้ในปี ๒๕๖๑ ท่านจะช่วยกันกำหนดกับผู้ว่าราชการจังหวัด กับนายก อบจ. และบรรดาหัวหน้าสำนักงานที่ไปจากส่วนกลางไหมว่าจะใช้เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาทอย่างไร แล้วจะมีเวทีเสวนาให้เขาได้แสดงความคิดเห็น ให้เขาได้มีโอกาสจัดลำดับความสำคัญ ก่อนหลังหรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องมุ่งไปที่เนื้อหา ไม่อย่างนั้นเราก็จะมาพูดกันในการปรับ โครงสร้าง ท่านก็มาอธิบายว่าได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนมาอย่างไรตลอดเวลา ผมว่านั่นก็เป็นเรื่องของโครงสร้าง ก็เป็นกระดาษ เป็นตัวหนังสือ แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง แล้ว ณ วันนี้ จะมีประชาธิปไตยหรือไม่มีประชาธิปไตยยังไม่สำคัญเท่ากับว่าประชาชนเขามีเวทีที่จะ ได้มีส่วนร่วมความเป็นไปในระดับจังหวัดหรืออำเภอ หรือตำบลของเขาหรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นหัวใจอันสำคัญ แล้วถ้าเขาจะมีส่วนร่วมได้เขาก็ต้องรู้ว่าในระดับตำบลนั้นกำนัน มีหน้าที่อะไร ไปตรงอำเภอที่จะแปลงสภาพเป็นเทศบาลเมืองนั้นมีหน้าที่อะไร และในระดับจังหวัดเขามีหน้าที่อะไร แล้วประชาชนจะมีส่วนร่วมในการที่จะออก ความคิดเห็นและตัดสินใจอย่างไร ไม่อย่างนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราก็ว่ากันเป็นทฤษฎี แล้วการที่จะมาพูดกันตลอดว่าทุกเรื่อง ที่เข้ามามีประเด็นปัญหาความซับซ้อน ไม่มีการบูรณาการ ก็พูดได้ถูกตลอด แต่จะ ไม่ได้แก้ปัญหาการบริหารบ้านเมือง การจัดการให้มีธรรมาภิบาลและมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง แต่ท่านประธาน ผมลองคิดว่าเราต้องมาเปลี่ยนทัศนคติที่นี่ ต้องตัดสินใจที่ สปท. เลยว่า ระดับจังหวัดจะให้ทำ ๕ อย่าง ระดับอำเภอ เทศบาลจะให้ทำ ๑๕ อย่าง ลงไปที่ตำบล ทำ ๒๐ อย่าง ก็กำหนดให้ชัดและให้มีงบประมาณมาโดยตรง และต้องมีความเชื่อมั่นว่า ประชาชนชาวไทยปกครองตนเองและดูแลตนเองได้ จะมีระบบตรวจสอบ จะเป็น กรมบัญชีกลาง จะเป็น สตง. จะเป็นศูนย์คุณธรรม ศูนย์ดำรงธรรม จะมี ปปง. ป.ป.ช. เยอะแยะไปหมดแล้ว แล้วเราก็มีศาลปกครอง ไปห่วงอะไรล่ะครับ ให้อำนาจกับประชาชน ให้อำนาจกับท้องถิ่น ให้อำนาจกับผู้ประกอบการ ประเทศไทยก็จะเคลื่อนได้แล้วก็เป็นรากฐาน อันสำคัญของสังคมประชาธิปไตย ตราบใดที่กระจุกตัวอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องใช้กฎหมายลงโทษ แล้วก็ออกกฎหมายเยอะแยะกันมาหมด แต่ว่าไม่ได้โอนอำนาจอันแท้จริงให้กับประชาชน ก็เคลื่อนไปไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นสังคมประชาธิปไตยก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีเวที ที่จะให้ประชาชนเขาได้พูดจา ผมอาจจะขอเท้าความไปที่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนก็ได้ เขามีการปรึกษาหารือทุกระดับ เพราะฉะนั้นคำสั่งจากปักกิ่งเมื่อออกมาแล้วที่หมู่บ้าน เขารู้กันหมดเพราะมีเวทีประชาชนที่เขาจะได้พูดจากัน และเมื่อเป็นการตัดสินใจแล้วรู้เรื่อง กันทั้งหมดทั้งประเทศถึงได้ขับเคลื่อนไปได้ถึงแม้ว่าจะเป็นระบบพรรคเดียว แต่ที่สำคัญ คือเขามีความเป็นพลเมืองผู้รู้ ผู้ตื่น แล้วก็รู้ทันเรื่อง เพราะว่าเขาได้เข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสาร เขาได้มีโอกาสที่จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วเขาจะได้รับการตอบสนอง เพราะว่าเขาไม่สามารถ ณ วันนี้ที่จะนัดไปพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายก อบจ. ได้ ท่านไม่ว่างกันทั้งนั้น นี่คือประเด็นปัญหาที่ได้เห็นมาในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมาแล้วก็สามารถจะแก้ไขได้ แต่เราต้อง ตัดสินใจในใจกันเสียก่อนว่าจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจริงจังหรือไม่ อย่าไปเหมารวมว่า การมีส่วนร่วมแค่ตรงพรรคการเมือง สมาชิกการเมือง บอกว่าไม่ใช่ครับ เรากำลังพูดถึงคน อีก ๗๐ ล้านคนที่เขาจะต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในความเป็นไปในวิถีชีวิตประจำวันของเขา ขอขอบคุณมากครับ