เลิศรัตน์ เสนอขยะเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๙ · ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือแนวทางส่งเสริมการใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า พร้อมเสนอข้อเสนอแนะด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อผลักดันให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางผ่านการส่งเสริมพฤติกรรม 3R และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เอกชน รวมถึงสนับสนุนโมเดลพีพีพีที่ให้ภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้ภายใต้ความร่วมมือกับรัฐ โดยไม่กระทบต่อโครงการเดิม เพื่อเร่งขับเคลื่อนการผลิตไฟฟ้าจากขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน คือเรื่องแนวทางส่งเสริม และขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น ความร่วมมือของ ๒ คณะกรรมาธิการที่ได้ดำเนินการขึ้นต่อปัญหาที่ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ เราจะเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ดำเนินการในการที่จะให้ ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยหรือขยะที่มาจากประชาชนคนไทยนั่นเอง ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้กรุณาชี้แจงแล้วว่า แต่ละปีมีถึงเกือบ ๓๐ ล้านตัน เพราะฉะนั้นการที่จะขจัดขยะมูลฝอยเหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่มี ความสำคัญ แล้วก็มีความพยายามกันมายาวนาน สมัยผมรับราชการอยู่ก็ได้รับมอบหมาย ให้หาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าขยะที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ สิ่งที่เป็น ปัญหาใหญ่ก็คือการต่อต้านจากพี่น้องประชาชน ทุกวันนี้ถึงแม้ในบ้านเมืองเราจะมีโรงไฟฟ้า ที่มาจากขยะเกิดขึ้นอาจจะ ๑๐ แห่ง หรือมากกว่านั้น ๒๐๐-๓๐๐ เมกะวัตต์รวมกัน ทั้งที่เริ่มดำเนินการแล้ว ทั้งที่อยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง แต่ละแห่งกว่าจะก่อสร้างได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ก่อสร้างแล้วถูกต่อต้านอ้างว่ามีมลพิษทั้งทางกลิ่น และการขนย้ายขยะ เข้าไปสู่โรงไฟฟ้าอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตกหล่น ปัญหาในเรื่องการจราจรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาของการสร้างโรงไฟฟ้าที่มาจากขยะจึงเป็นปัญหาที่มีประเด็นต่าง ๆ มากมาย ผมเองก็สนับสนุนรายงานนี้เพราะเห็นมาตั้งแต่เริ่มดำเนินการ แล้วก็คิดว่าเป็น ความพยายามของทั้ง ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่คิดว่าเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญยิ่ง และเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้จึงหยิบขึ้นมาเป็นวาระปฏิรูป เป็นวาระแห่งชาติในการที่จะหาทาง จึงใช้ชื่อว่าเป็นข้อเสนอแนะในการขจัดปัญหา ขจัดอุปสรรค ซึ่งแน่นอนการจะดำเนินการในลักษณะที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ขนาดนี้คงไม่มี หนทางเดียวที่จะทำได้ คณะกรรมาธิการได้เสนอใน ๓ ประเด็น เป็นข้อเสนอแนะ ประเด็นแรก คือข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ประเด็นที่ ๒ ข้อเสนอแนะด้านเทคโนโลยี ประเด็นที่ ๓ ข้อเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานจนไปสรุปที่หน้า ๒๙ หน้า ๓๐ หน้า ๓๑ ผมก็ขอให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเฉพาะในข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ด้วยเวลาที่มีอยู่ ค่อนข้างจำกัด

ประเด็นแรก ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ได้พูดถึงเรื่องของการที่จะแยกขยะ จากต้นทาง ซึ่งผู้ที่เดินทางไปทัศนาจรหรือไปดูงานต่างประเทศ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องปกติมาก ในเกือบทุกประเทศที่เราไป วิธีการทิ้งขยะของห้างร้าน ของภาคประชาชน ของเอกชนต่าง ๆ เรียกว่าเกือบจะเป็นระเบียบปฏิบัติหรือเป็นอุปนิสัยแล้วว่าจะต้องทิ้งขยะอย่างไร ในบ้านเราเองก็มี ผมไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งเขาก็มีถังขยะที่แยกว่าอันนี้สำหรับไปรีไซเคิล (Recycle) ต่อ อันนี้เป็นประเภทแก้ว ประเภทสังกะสีต่าง ๆ เพียงแต่ยังมีอยู่น้อยนิดเมื่อเปรียบเทียบกับ ปริมาณขยะที่เรามีอยู่ เพราะฉะนั้นการปลูกจิตสำนึกซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ใน ๓ คำหลัก คือรีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) แล้วก็รีไซเคิล (Recycle) จึงเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การแก้ปัญหาเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใด เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกคือท่านอาจารย์ถวิลวดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน จริง ๆ ผมคิดไว้ก่อนแล้วท่านพูดก่อนก็ต้องให้เครดิตท่าน คือคิดตรงกัน เพราะทำงานร่วมกัน มา ๒-๓ ปี ในพารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ท่านบอกว่าหน่วยงาน ที่สมควรช่วยรณรงค์ปลูกจิตสำนึกเรื่อง ๓ อาร์ (R) ดังกล่าว ได้แก่กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักนายกรัฐมนตรี วงเล็บว่ากรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่ว่าอะไรนะครับ คงทำได้ แต่ควร จะเพิ่มภาคประชาสังคมและองค์กรเอกชนเข้าไป เพราะตรงนั้นคือผู้ที่จะทำได้สำเร็จ อย่างจริงจัง ให้เขาทำงานในส่วนนี้บ้าง อย่าให้เขาทำงานเฉพาะต่อต้านคัดค้านโรงไฟฟ้า ให้เขาไปช่วยรณรงค์ปลูกจิตสำนึกในสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ปัญหาเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะกำหนดไว้ใน การรณรงค์ คือการรณรงค์ให้ภาคประชาชน ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศยอมรับในเรื่อง ของการจัดตั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง อันนี้เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งหลาย ๆ ท่าน ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ท่านแรก ทำอย่างไรจึงจะให้เขายอมรับได้ มิฉะนั้นแล้วก็คงจะต้อง ทำแบบประเทศสิงคโปร์ที่เราไปดูงานกัน คือต้องไปถมเกาะ ถมทะเลขึ้นมาเป็นเกาะ แล้วก็ไปสร้างโรงขยะที่นั่น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งเลย หลาย ๆ โรงไฟฟ้าที่เราไปดู อย่างที่หาดใหญ่อย่างนี้ ตอนนี้ก็ต้องปิดชั่วคราวเพราะประชาชนต่อต้านคัดค้านมาก ก็เกิดการขาดทุน ฉะนั้นการรณรงค์ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจริง ๆ ก็สืบเนื่องไปจนถึง เรื่องที่คณะกรรมาธิการได้เสนอเทคโนโลยีต่าง ๆ เพราะเทคโนโลยีของการผลิตไฟฟ้าจากขยะ ก็ได้มีพัฒนาการขึ้นมา ที่จริงผมไปดูงานที่สแกนดิเนเวียเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว เขาก็ยืนยันว่า สร้างโรงไฟฟ้ากลางเมืองจากขยะได้ นั่นคือ ๑๕ ปีที่แล้ว วันนี้ยิ่งมีพัฒนาการที่ผมคิดว่า สามารถที่จะทำให้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากขยะสามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน คือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ต่อประเด็นทางเลือกในการที่ว่าจะทำแบบใดดี ทำวิธีใดดี วิธีแรกคือภาคเอกชน วิธีที่ ๒ คือภาครัฐทำเอง เพราะเราตั้งสมมุติฐานว่าขยะเป็นของภาครัฐ เป็นของ อบต. อบจ. ทั้งหลาย และวิธีที่ ๓ คือเป็นการร่วมทุนกัน ร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการเสนอให้ใช้การร่วมมือกัน ที่เรียกว่าเป็นพับบลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Public Private Partnerships) พีพีพี (PPPs) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วก็บอกว่าไม่มีข้อเสียเลย ประเด็นนี้ผมก็มีส่วนเห็นด้วยส่วนหนึ่งว่าการใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ร่วมมือกันนั้นย่อมเป็นหนทางที่ดี บนสมมุติฐานที่ว่ารัฐเป็นเจ้าของขยะ ภาคเอกชน เป็นผู้ดำเนินการ เป็นผู้ลงทุน เป็นผู้รับการขาดทุนหรือกำไร เพียงแต่ว่าการเขียนแบบนี้ จะไปทำให้เกิดปัญหากับสิ่งที่ดำเนินการมาแล้วซึ่งมีพอสมควร อย่างโรงไฟฟ้าจากขยะแห่งหนึ่ง เราไปดูงานกันที่แก่งคอย มีกำลังการผลิตหลายโรง รวมกันกว่า ๑๐๐ เมกะวัตต์ เมกะวัตต์หนึ่ง ใช้ขยะวันละเกือบ ๗๐-๗๐ ตัน ก็เท่ากับใช้ขยะ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ตันต่อวัน เพราะฉะนั้นถามว่า เขาใช้ขยะที่แก่งคอยหรือเปล่า ไม่ใช่ ขยะเขาวิ่งมาจากอุบลราชธานี พัทยา จากหลาย ๆ จังหวัด หลาย ๆ อบต. หลาย ๆ อบจ. ซึ่งเขาสามารถจะไปทำสัญญารับซื้อขยะ พัฒนา รถขนขยะ พัฒนาวิธีการเก็บขยะ ขนขยะลงต่าง ๆ จนไม่เกิดการตกหล่นหรือว่าทำให้เกิด ความสกปรกบนถนนหนทาง นั่นก็เป็นรูปแบบที่เอกชนทำ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็ไป ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐในการรับซื้อขยะมา ซึ่งตรงนี้มีอยู่แล้ว อันนี้จะเรียกว่าเป็น พีพีพี (PPPs) หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าเป็นเอกชนทำ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็ไป จ่ายเงินในการรับซื้อขยะหรือรับเงินค่ารับขยะมาก็แล้วแต่มุมมอง แล้วแต่ว่าข้อตกลง จะเป็นอย่างไร ประเด็นตรงนี้ก็คือว่าในเมื่อมีรูปแบบอย่างนี้อยู่แล้วหลายแห่ง เมื่อ ๒ วัน ก็เจอผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกว่าตอนนี้ผมไม่ได้ทำอะไรแล้ว ผมทำโรงขยะที่สมุทรปราการ ๙ เมกะวัตต์กว่า ๆ ทำโรงไฟฟ้าจากขยะ นั่นก็แสดงว่าตอนนี้ความคิดริเริ่มในการที่เอกชน เข้าไปพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะเกิดขึ้นผมว่ามากพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมาจำกัด ข้อเสนอว่าเป็นพีพีพี (PPPs) อย่างเดียวอาจจะทำให้รูปแบบที่มีอยู่เกิดปัญหาได้ ก็เพียงแต่ เป็นข้อเสนอแนะว่าน่าจะเปิดกว้างขึ้นนิดหนึ่งว่าเป็นพีพีพี (PPPs) หรือรูปแบบที่เอกชน ดำเนินการเองโดยความร่วมมือของรัฐ ต่างจากการลงทุนร่วมของรัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ อยากจะฝากเป็นข้อสังเกต กลัวว่าถ้าเราไปเสนอแต่พีพีพี (PPPs) อย่างเดียว แล้วรัฐบาล เอาด้วยก็จะทำให้เกิดปัญหากับภาคเอกชนได้ เพราะตอนนี้ขยะที่ถูกจับจองโดยภาคเอกชน ผมว่าเยอะมาก ไม่รู้จะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หลายสิบเปอร์เซ็นต์แน่นอนที่มีอยู่ในประเทศ ไม่รวมถึงขยะที่ถูกนำไปรีไซเคิล (Recycle) อย่างเช่นพิษณุโลกที่อาจารย์ถวิลวดีพูดถึง เพราะเขาใช้คอนเซ็ปต์ (Concept) ที่เรียกว่าขยะคือทอง ก็คงจะฝากเป็นข้อสังเกตให้กับ คณะกรรมาธิการเพิ่มเติม ในภาพรวมผมสนับสนุนรายงานนี้และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ในการที่จะทำให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรี ได้เห็นแนวทางต่าง ๆ ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง ทำให้การกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีทำโรงไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติให้ได้ ทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ให้ได้ ต้องให้มีความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้ ขอบพระคุณครับ