สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๗๗ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๐ คน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ จำนวน ๒ เรื่อง คือ

เรื่องแรก รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๑ วันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่ประชุมมีมติให้นำสรุปผลการประชุมของ คณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และสรุปการผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียด ปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องที่ ๒ รับทราบความคืบหน้าการประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางถนนสำหรับสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติของสมาชิกรัฐสภา ตามที่ท่านนิกร จำนง ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน สำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติของ สมาชิกรัฐสภา ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีของเครือข่ายสมาชิกรัฐสภาเพื่อความปลอดภัย ทางถนน ทั้งนี้ ผมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยและนานาชาติ อย่างยั่งยืน ดังนั้นผมจะขอหารือที่ประชุมให้ท่านนิกร จำนง ได้นำเสนอความคืบหน้า เรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทราบ จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ขอเชิญท่านนิกร จำนง นำเสนอรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมครับ สำหรับ เอกสารผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ตามที่ทางสภาแห่งนี้โดยท่านประธานได้มอบหมายให้ผมไปทำหน้าที่ ในการประชุม สิ่งที่เราได้มาผมได้นำรายงานที่ประชุมแล้วก็คือได้ปฏิญญาเวสต์มินสเตอร์ (Westminster) ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยทางถนนไปแล้ว ในตรงนั้นเองได้มีมติสำคัญ ก็คือว่าจะมีการร่วมกันตั้งเป็นเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน หลังจากนั้นก็ได้มีการตั้ง เครือข่ายสมาชิกรัฐสภาเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดยมีผู้บริหารคือคณะมนตรีจากประเทศ ต่าง ๆ รวม ๑๗ คน ซึ่งเขาได้มอบหมายให้ผมเป็น ๑ ในมนตรีประจำประเทศไทยด้วย ซึ่งในเอเชีย (Asia) จะมี ๓ ประเทศ คือ เนปาล ฟิลิปปินส์ แล้วก็ประเทศไทย ต่อมาคณะมนตรี ในเครือข่ายนี้ได้มีมติที่จัดพิธีเปิดตัวรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนน โดยการออกแถลงการณ์ เพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือมานิเฟสโต โฟร์ โรดเซฟตี (Manifesto #4RoadSafety) ซึ่งจะมีการเปิดตัวออกแถลงการณ์วันนี้ที่กรุงลอนดอน เนื่องจากว่าเป็นช่วงวันที่ ๘-๑๔ ซึ่งเป็นสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนโลกของยูเอ็น (UN) ดังนั้นในวันนี้ประมาณเที่ยงกว่า ๆ เพราะเขาช้ากว่าเรา จะมีการเปิดศูนย์ใหญ่ แต่ขณะนี้ ในออสเตรเลีย ในประเทศต่าง ๆ ก็ดำเนินการแล้วนะครับ ในแถลงการณ์ดังกล่าวนี้ ที่ตกลงกันว่าจะมีการเรียกร้องไปยังสมาชิกรัฐสภาทั่วโลก เนื่องจากว่าในการประชุมนั้น ได้ข้อสรุปว่าความปลอดภัยทางถนนจะต้องมีทั้งเรื่องกฎหมายเป็นตัวช่วยที่สำคัญ ก็เลยมีการเรียกร้อง

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านแถลงการณ์ดังกล่าวเป็น มานิเฟสโต โฟร์ โรดเซฟตี (Manifesto for Road Safety) ที่ได้ออกแถลงไปทั่วโลก ซึ่งจะดำเนินการในวันนี้เป็นวันแรกของสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนของยูเอ็น (UN) เป็นข้อเสนอแนะ ๑๐ ประการ

ข้อ ๑ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรสนับสนุนแถลงการณ์เพื่อความปลอดภัย ทางถนน และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติเพิ่มความพยายามอย่างเร่งด่วน ในการลดจำนวนผู้สูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของสถิติ แต่ละประเทศให้ได้ภายใน ค.ศ. ๒๐๒๐

ข้อ ๒ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรมีบทบาทนำในการสนับสนุนให้ประเทศของตน พัฒนาระบบป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพ

ข้อ ๓ สมาชิกทั่วโลกควรนำแนวคิดในการวางระบบที่ปลอดภัย หรือเซฟตี ซิสเต็ม แอปโพรช (Safety System Approach) ในการกำหนดนโยบายเพื่อวางมาตรการ จำกัดความเร็วในการขับขี่ทางถนนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

ข้อ ๔ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรทบทวนนโยบายในการป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนนของประเทศตน โดยนำข้อเสนอแนะทางนโยบายขององค์การอนามัยโลก เช่นเซฟ ไลฟ์ เทคนิคัล แพ็กเกจ (Save LIVES Technical Package) และข้อผูกพันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาเป็นแนวทางในการวางกรอบนโยบาย

ข้อ ๕ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรทบทวนนโยบายและกฎ ระเบียบในระดับชาติว่า ด้วยการขับขี่ทางถนนอย่างปลอดภัยที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของสหประชาชาติ และศึกษาแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพจากกรณีตัวอย่างที่มีการบริหารจัดการที่ดี

ข้อ ๖ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนิน นโยบายระดับชาติว่าด้วยการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้เกิดโครงการที่มีความโปร่งใส การกำกับดูแล รับผิดชอบต่อผลกระทบ และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการดำเนินการ

ข้อ ๗ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรสนับสนุนการบูรณาการนโยบายว่าด้วย การป้องกันอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับการส่งเสริมให้เกิดพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

ข้อ ๘ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรส่งเสริมให้ธนาคารหรือแหล่งทุนระหว่างประเทศ มีมาตรการในการลงทุนที่ครอบคลุมเรื่องป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้สอดคล้องกับการประกอบ การลงทุนที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมของเวิลด์แบงก์ (World Bank) หรือธนาคารโลก

ข้อ ๙ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรสนับสนุนให้เกิดกองทุนเพื่อสนับสนุนโครงการ ที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน เช่นยูเอ็น โรด เซฟตี ทรัสต์ ฟันด์ (UN Road Safety Trust Fund)

ข้อ ๑๐ สมาชิกรัฐสภาทั่วโลกควรสนับสนุนให้เกิดการดำเนินการเพื่อบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านที่ ๓ ที่กำหนดให้ลดการสูญเสียและการบาดเจ็บทางถนน ลงครึ่งหนึ่งภายใน ค.ศ. ๒๐๓๐ จาก ค.ศ. ๒๐๒๐ ที่จะถึง

แถลงการณ์ทั้งหมดที่จะได้มีการประกาศออกไปทั่วโลก นำเรียนท่านประธานว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ในประมาณ ๑๐๐ กว่าประเทศ เป็นประมาณ ๑,๐๐๐ กว่ากิจกรรม มีการดำเนินการเป็นการทั่วไป ในประเทศของเราเองเท่าที่ทราบ เมื่อวานนี้ ทางท่านรองประธานสุรชัยได้ไปเปิดกิจกรรมที่หน้ายูเอ็น (UN) ก็คือกิจกรรมเปิดไฟ หน้ารถยนต์ในเวลากลางวัน ได้ดำเนินการไปแล้ว และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นข้อเสนอ จากที่ประชุมนี้ กิจกรรมที่ว่าก็คือเราสมควรจะได้มีการดำเนินการทำให้รถมอเตอร์ไซค์ มีความปลอดภัยขึ้น ซึ่งเราได้เสนอไปตั้งแต่ที่ลอนดอนสรุปว่าจะมีกิจกรรมสำคัญโดยเครือข่าย จะมากันที่ประเทศไทยในวันที่ ๑๒ นี้นะครับ จะมีกิจกรรมสตอป เดอะ แครช ไทยแลนด์ (Stop the Crash Thailand) ที่มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นการร่วมกันกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ซึ่งจะมีการทำกิจกรรมสตอป เดอะ แครช ไทยแลนด์ (Stop the Crash Thailand) โดยการทดลองรถมอเตอร์ไซค์ในการเบรก แล้วก็มีอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งทางผมจะไปร่วมด้วย เสร็จสิ้นแล้วจะเอาไปใช้ทั่วโลก แต่เอามาใช้ที่ประเทศไทยในวันที่ ๑๒ คือวันศุกร์ที่จะถึงนี้ครับ สุดท้ายนี้ก็ขออนุญาตหารือท่านประธานว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมนำเสนอต่อสมาชิกรัฐสภา ทั่วโลก บังเอิญเรามี ๒ สภา เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านประธานเห็นว่าเป็นหลักการที่สมควร จะให้ทาง สนช. ทราบด้วยก็อาจจะส่งไปทาง สนช. อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธาน แต่เมื่อวานนี้ท่านรองประธานสุรชัยก็ร่วมกิจกรรมนี้คือไปเปิดงานที่หน้ายูเอ็น (UN) แล้ว ก็อาจจะเป็นประโยชน์ได้นะครับ สุดท้ายนี้ก็ขออนุญาตท่านประธานว่าคลิป (Clip) ในการแถลงข่าวนี้ผมขออนุญาตจะได้ส่งให้กับดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาจะได้นำไปเข้า ระบบว่าประเทศไทยมีกิจกรรมด้านนี้ในสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนของโลกด้วย ผมมีประเด็นที่จะแถลงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณท่านนิกร จำนง ที่กรุณาเป็นตัวแทนของประเทศไทยเราไปสร้างชื่อเสียง ให้ประเทศไทยในระดับโลก ซึ่งวันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๔ พฤษภาคมปีนี้ถือว่าเป็นสัปดาห์ แห่งความปลอดภัยทางถนนระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ แล้วก็มีน้อยประเทศ ที่ได้เป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอยู่ในนั้น ก็ขอขอบพระคุณ และขอเรียน ที่ประชุมได้ทราบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๔/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ

ก่อนการพิจารณาระเบียบวาระต่อไป ผมขอเรียนปรึกษาที่ประชุมเพื่อนำ ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ คือการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อน วาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” ขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน และควรรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก ท่านสมาชิก จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ พิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ๒๗ วาระ ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” จำนวน ๑ วาระ เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖๑ วันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ โดยผมจะให้คณะกรรมาธิการแถลงแนวทางการดำเนินงานก่อนนะครับ จากนั้นจะให้ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น สำหรับผู้ที่เสนอรายงานเรื่องนี้ได้แก่ ๑. รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒. พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพอากาศ ๓. พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตที่ปรึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๔. ท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ๕. รองศาสตราจารย์พิเศษ เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นายกสภาเภสัชกรรม ที่ปรึกษาด้านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ขอเรียนเชิญท่านพรพันธุ์

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ในนามของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ดิฉันใคร่ขอเวลาเล็กน้อย ที่จะนำเสนอเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการขับเคลื่อนปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ในการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติและการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาคนว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไร และมีความจำเป็น เร่งด่วนอย่างไรที่เราจะต้องเสนอเรื่องของการปฏิรูประบบบริหารจัดการสุขภาพเป็นวาระเร่งด่วน ในพุทธศักราช ๒๕๖๐ นี้ ดิฉันอยากจะขอนำเรียนท่านด้วยปัญหาของระบบสุขภาพ ซึ่งคงจะปรากฏอยู่แล้วในชีต (Sheet) ที่แจกไปเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ปัญหาของระบบสุขภาพนั้น มีด้วยกันหลากหลายค่ะ ตั้งแต่โครงสร้างของประชากรที่เข้าสู่วัยสูงวัย ปัญหาสุขภาพ เรื่องของปัจจัยเสี่ยงต่อโรค การขาดความรอบรู้ของประชาชนด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี อาคารสถานที่ หรือเวชภัณฑ์ ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีความเพียงพอและการกระจายไม่เหมาะสม หน่วยการบริการ ด้านสุขภาพมีความหลากหลายหลายสังกัด สังกัดกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงก็มี เป็นหน่วยองค์กรมหาชนซึ่งอิสระ มีความเชื่อมโยงกันโดยไม่ใช่สายบังคับบัญชาที่ชัดเจน อาจจะเชื่อมโยงกันหรือไม่เชื่อมโยงกันก็ได้ เพราะฉะนั้นนโยบายก็มีความหลากหลาย นอกจากนี้บริการทางด้านสุขภาพก็ยังมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพ แล้วก็ประสิทธิภาพว่า มีความคุ้มค่าสมกับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่ นอกจากนี้การเข้าถึงบริการสุขภาพก็ยังเป็น ที่ยอมรับกันว่าไม่ดีนัก มีความแออัดยัดเยียด แล้วก็มีความเหลื่อมล้ำ นโยบายด้านสุขภาพ ก็ยังไม่เป็นเอกภาพเดียวกัน งบประมาณด้านสุขภาพก็แยกส่วน เพราะเรามีถึง ๓ กองทุนใหญ่ ๆ แล้วก็ไม่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แน่นอนโรคโดยธรรมชาติ โรคเรื้อรังที่มีค่ารักษาพยาบาลแพง ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แล้วรวมทั้งราคาของเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ซึ่งไม่มีวันที่จะ ถูกลงเลย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของยาและเทคโนโลยีของเราก็ได้มาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะต้องสูงขึ้นแน่ นอกจากนั้นเรายังขาดระบบฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยง การเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น แล้วก็ค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส ชัดเจนแล้วก็เป็นกลาง อันนี้ยังไม่มี สไลด์ (Slide) ต่อไปท่านจะได้เห็นที่ดิฉันบอกว่าระบบสาธารณสุขนั้นมีระบบซ้อนกัน แล้วก็ไม่เชื่อมโยงกัน ท่านจะเห็นได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขก็มีความเชื่อมโยงกับหน่วยบริการ ของกระทรวงสาธารณสุขทั้งในพระนครและต่างจังหวัดเป็นสายบังคับบัญชาเชื่อมโยงกันโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขระบบสุขภาพอีกมากมาย ที่ดำเนินการอย่างอิสระ อย่างการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เราก็มีในงานของ กระทรวงสาธารณสุข มีทั้งกรมอนามัย กรมควบคุมโรค แต่นอกกระทรวงสาธารณสุข เป็นองค์การมหาชนก็คือ สสส. หรือสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพอันนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี กระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยงานที่ให้บริการ แต่ในขณะเดียวกันก็มี สปสช. สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์การมหาชน ซึ่งซื้อบริการจากกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นก็มีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน มีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พวกนี้ก็จะมีการดำเนินงานที่หลากหลายและไม่เชื่อมโยงกัน หรืออาจจะเชื่อมโยงกัน แล้วแต่โอกาส แต่ไม่สามารถจะการันตี (Guarantee) ได้ว่านโยบายนั้นจะไปในทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นต่อไปก็ขอให้ท่านได้ใช้เวลาสักนิดหนึ่งดูผลกระทบ ซึ่งเกิดขึ้นกับประชาชนจริง ๆ เรามีระบบสุขภาพหลายระบบหลายองค์กรมาก ซึ่งเชื่อมโยงกันบ้างไม่เชื่อมโยงกันบ้าง อยู่ในเซตติง (Setting) อันเดียวกันคือระบบสุขภาพทั้งระบบ ใช้เงินงบประมาณ เป็นจำนวนมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วผลกระทบต่อประชาชน เป็นอย่างไรบ้าง ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะว่าอัตราตายด้วยโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขในขณะนี้ก็ไม่ลดลง ท่านจะเห็นได้ว่าไม่ว่าโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือด เบาหวาน ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนั้นอัตราป่วย ซึ่งอันนี้ เป็นอัตราป่วยในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ได้จากโรงพยาบาลของ ๒ กองทุน ก็คือหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ทีนี้ถ้านับรวมหน่วยงานอื่น ๆ แล้ว แนวโน้มก็คงจะเป็นไปในทางเดียวกัน คืออัตราป่วยก็เพิ่มขึ้น ตายก็เพิ่มขึ้น สไลด์ (Slide) ต่อไป อันนี้ที่เป็นแท่ง พรีวาเลนซ์ (Prevalence) ก็คือทั้งที่ป่วยใหม่ แล้วก็ป่วยเรื้อรังอยู่ คือ ณ เวลาจุดหนึ่งที่เราวัดคนป่วยทั้งหมดด้วยโรคนี้มีเท่าไรในประเทศไทย อันนี้ก็คือ พรีวาเลนซ์ (Prevalence) จะเห็นได้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาความชุกของโรคเหล่านี้ ก็เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๐๔-๒๐๑๔ อันนี้เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ทีเดียวเพราะว่า มาจากเนชันนัล เฮลท์ เอกซ์แซมิเนชัน เซอร์เวย์ (National Health Examination Survey) ซึ่งแซมปลิง (Sampling) ทั้งประเทศไทย จะเห็นได้ว่าคนก็ยังป่วยซ้ำซ้อนกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง หรือข้อสำคัญอันสุดท้ายที่เกี่ยวกับ โอเบซิตี (Obesity) คือความอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของทั้งเบาหวานแล้วก็ไฮเปอร์เทนชัน (Hypertension) ท่านจะเห็นได้ว่ามันน่าตกใจสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงไทย ที่เวลาผ่านมาเกือบจะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงไทยในขณะนี้คือ ๔๑.๘ เปอร์เซ็นต์ที่อ้วน บีเอ็มไอ (BMI) มากกว่า ๒๕ ซึ่งเราก็หวังว่าต่อไปจะได้พบไฮเปอร์เทนชัน (Hypertension) และเบาหวานเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ต่อไปก็เป็นเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งอาจจะดีขึ้นเล็กน้อยอย่างฟิสิคัลอินแอ็กทิวิตี (Physical Inactivity) ก็คือการไม่เคลื่อนไหวร่างกายอยู่นิ่ง ๆ อะไรพวกนี้ซึ่งไม่ดีลดลง แล้วการสูบบุหรี่อย่างเรกูลาร์สโมกเกอร์ (Regular Smokers) เป็นประจำลดลง เรื่องของ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดื่มประจำ หรือว่าดื่มอย่างหนัก หรืออะไรก็ตามที และสุดท้ายเป็นเรื่องของอายุค่าเฉลี่ยที่มีสุขภาพที่ดี เราวัดสุขภาพของคน โดยเฉลี่ยรวมก็คืออายุยืนเท่าไร ขณะนี้คนไทยโดยเฉลี่ยถ้าเป็นผู้หญิงก็อายุขัยประมาณ ๗๗ ปี ถ้าเป็นผู้ชาย ๗๑ ปี แต่ถ้านับอายุขัยเฉลี่ยที่อยู่อย่างมีสุขภาพดี ผู้หญิงก็คือ ๗๒ ปี แต่ผู้ชายคือ ๖๗ ปี ที่เหลือจากนั้นก็หมายความว่า ๕ ปีสุดท้ายของผู้หญิงเป็นการมีชีวิตอยู่ อย่างสุขภาพไม่ดี ซึ่งอันนี้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีอีกอันหนึ่งก็คือความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ท่านจะเห็นได้ว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็คือสุขภาพที่อยู่ในระดับไม่ดีมีมากกว่า คือความรอบรู้เกี่ยวกับ สุขภาพน้อยกว่าเกณฑ์โดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย สุดท้ายก็คือปัญหาในเรื่องของการเงิน เราทุ่มเทงบประมาณด้านการเงิน การคลังเข้าไปอย่างยิ่งเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพ อันนี้เป็น เอสทิเมชัน แอนด์ โพรเจกชัน (Estimation and Projection) ต่อไปในอนาคต คอลัมน์ (Column) สุดท้ายมีความสำคัญมาก ท่านจะเห็นได้ว่าในขณะนี้ปี ๒๕๖๐ รายจ่ายทางด้านสุขภาพ ของเราอยู่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วก็อาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ในปี ๒๕๖๕ ขณะเดียวกันกับการเติบโตของจีดีพี (GDP) ของเราก็คือ ประมาณ ๓ หรือ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างสูง โพรเจกชัน (Projection) ได้เอสทิเมต (Estimate) ไว้ว่าเมื่อไรจีดีพี (GDP) ของเราสูง ๕ เปอร์เซ็นต์ การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระดับนี้ ก็ถือว่าปลอดภัย แต่ในขณะที่จีดีพี (GDP) เราเติบโตน้อยกว่าการเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ก็เป็นที่น่ากังวลว่าเราอาจจะมีปัญหาทางด้านการเงิน การคลัง ด้านสุขภาพ แน่นอนก็เกี่ยวข้องถึง หนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทำไม การบริหารจัดการระบบสุขภาพถึงได้มีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน ที่ท่านเห็นอยู่ในกรอบ ทั้งหมดนี้ก็คือการอภิบาลระบบสุขภาพ ระบบสุขภาพซึ่งประกอบไปด้วยการป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ อันนี้เป็นระบบสุขภาพ ที่สมบูรณ์ ซึ่งมีระดับชั้นของการรักษาพยาบาล เริ่มตั้งแต่เซลฟ์แคร์ (Self Care) คือดูแลตัวเอง คนเราก็สามารถที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยได้ การดูแลระดับปฐมภูมิ ระดับต้น ซึ่งเรา เปรียบว่าเป็นเกตเวย์ (Gateway) ของระบบสุขภาพ ถ้าเจ็บป่วยมากขึ้นก็จะเป็นเซคันดารี (Secondary) และเทอร์เทียรี (Tertiary) ไปตามลำดับจนกระทั่งถึงเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนต์ (Center of Excellent) รักษาโรคที่สลับซับซ้อนเช่นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ อะไรพวกนี้ ก็เป็นลำดับขั้นของการรักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นอันนี้คือระบบสุขภาพทั้งหมดในการดูแล ซึ่งเราจะต้องมีการดูแลเริ่มตั้งแต่ อาจจะเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินหรือว่าผู้ป่วยอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็น่าจะเคลื่อนไปตามลำดับ แต่ระบบนี้จะต้องประกอบด้วยทั้งสร้างเสริมสุขภาพ รักษาพยาบาล แล้วก็รวมทั้งการฟื้นฟู สุขภาพด้วย ทั้งหมดนี้จะต้องประกอบไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มีบุคลากรที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่เหมาะสม การบริหารจัดการที่ดี การเงิน การคลังที่พอเพียง ทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องของการอภิบาลระบบ เพราะฉะนั้นถ้าเราบริหารระบบให้ดี ให้ถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้น ก็คือระบบสุขภาพจะเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรม สุขภาพที่ถูกต้อง ไม่มีผู้ล้มละลายจากการเจ็บป่วย และประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ผลสุดท้ายก็คือประชาชนมีสุขภาพดีในทุกกลุ่มอายุ อันนี้ก็หมายถึงลงมาที่คน คนที่มีคุณภาพ คนที่มีสุขภาพดี เพราะว่าสุขภาพนั้นรวมถึงร่างกาย จิตใจ แล้วก็สังคมด้วย นอกจากนั้น ถ้าระบบชุมชนดีก็จะเป็นเฮลทีคอมมูนิตี (Healthy Community) การเงิน การคลัง ด้านสุขภาพมั่นคงและยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามระบบสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเฉพาะบริการ ภายในระบบอย่างเดียว ท่านจะเห็นว่าปัจจัยนอกระบบสาธารณสุขก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่นเดียวกัน เช่น ระบบเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็การศึกษา รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าระบบดี แต่ว่าสิ่งแวดล้อมไม่ดี เต็มไปด้วยมลพิษต่าง ๆ ก็ทำให้สุขภาพ ของคนมีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นระบบสุขภาพที่พึงประสงค์จะต้องประกอบด้วย การบริหารจัดการระบบที่ดี และสิ่งแวดล้อมของระบบที่ดีด้วยนะคะ ก็เชื่อมโยงว่า สุดท้ายแล้วการบริหารจัดการระบบสุขภาพที่ดีนั้นจะนำมาสู่ประชาชนที่มีสุขภาพดี มีคุณภาพ คือพร้อมทั้งไอคิว (IQ) อีคิว (EQ) แล้วก็สังคมที่ดี ก็นำมาสู่การปฏิรูปของเรา ในสมัย สปช. อันนี้ก็เป็นวาระปฏิรูปที่เรารวมทั้งระบบบริการ ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค การเงิน การคลัง การบริหาร นอกจากนั้นเราก็เห็นว่าการรอบรู้ทางด้าน สุขภาพมีความจำเป็น รวมทั้งการควบคุม ป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อโรค จาก สปช. มาสู่ การขับเคลื่อนใน สปท. อันนี้ก็เป็นทั้งหมดที่สรุปในการขับเคลื่อน ๘ วาระของระบบสาธารณสุข หรือระบบสุขภาพ ตั้งแต่ระบบบริการเราเน้นที่ระบบบริการปฐมภูมิ เพราะคิดว่าเป็นเกตเวย์ (Gateway) แล้วก็ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการจัดการก่อนถึงโรงพยาบาล เพราะว่าการจัดการในโรงพยาบาลนั้นกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการอยู่แล้ว การแพทย์แผนไทยซึ่งคิดว่าเป็นทั้งการประหยัดเงิน แล้วก็เป็นการให้ทางเลือกกับประชาชนด้วย นอกจากนั้นในการสร้างเสริมสุขภาพ เราเน้นที่นโยบายเฮลท์ อิน ออล โพลิซี (Health in all policy) ก็คือทุกนโยบายใส่ใจสุขภาพ ในการป้องกันโรค เราเสนอในเรื่องของภาษีเครื่องดื่ม ที่มีน้ำตาลสูง เพราะว่าสามารถจะป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แล้วก็โรคที่เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการตายที่สำคัญของประเทศได้ ในข้อเสนอก็คือ การปรับแก้ประมวลกฎหมายสรรพสามิต นอกจากนั้นก็เป็นระบบการเงิน การคลัง ซึ่งเราเสนอการเติมเงินเข้าสู่ระบบ เราเสนอข้อมูลสำนักงานมาตรฐานการจัดการข้อมูล สารสนเทศ อันนี้เราต้องการข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เป็นกลาง ครอบคลุม แล้วก็โปร่งใส ในที่สุด ระบบบริหารจัดการ เราเสนอเพื่อที่จะให้องค์กรทั้งหลายที่มีอยู่ในระบบสาธารณสุขนั้น มีนโยบายที่เป็นไปในทางเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข แล้วนโยบายเหล่านั้น ถ้าพุ่งไปในทิศทางเดียวกันก็จะมีอิมแพกต์ (Impact) ที่สูง ก็เสนอการจัดตั้งคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพแห่งชาติ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอซึ่งมีกฎหมายประกอบด้วย ซึ่งรายละเอียด ท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพจะเป็นผู้ชี้แจง

สุดท้ายนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ อันนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศในเรื่องของการพัฒนาคน เราคิดว่าถ้าระบบสาธารณสุขมีการบริหารจัดการที่ดี มีการปรับเปลี่ยนเสียใหม่ ก็จะทำให้ การพัฒนาคนของประเทศไทยมีคุณภาพดียิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นความเป็นมาของการเชื่อมโยง ระหว่างการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพกับการพัฒนาคน ส่วนในรายละเอียด ว่าจะดำเนินงานต่อไป ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ เป็นผู้นำเสนอ ขอบคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญค่ะ

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข สมาชิก สปท. ขออนุญาตนำเสนอประเด็นการปฏิรูปในเรื่อง “คน” ที่อยู่ใน ๒๗ วาระที่เรานำเสนอต่อ ป.ย.ป. เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการ ได้นำเสนอปัญหาหรืออุปสรรคการดำเนินการของระบบสุขภาพที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โรคต่าง ๆ สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อก็ตาม ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ถ้างบประมาณมีเพียงพอก็จะเป็นผลให้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่จะลงไปสู่ การบริหารจัดการระบบสุขภาพมีปัญหาน้อยลง แต่ปัญหาหลักขณะนี้ก็คือว่าเนื่องจาก งบประมาณมีไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเพียงพอ เนื่องจากว่างบประมาณที่จะต้องใช้ เหมือนถมไม่เต็ม จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นที่มาของสภาแห่งนี้ที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมคิดว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ท่านประธานได้นำเสนอปัญหาและอุปสรรคให้เห็นแล้วนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ทีนี้ประเด็นการปฏิรูป ทั้งหมด ๘ ประเด็นที่เรานำเสนอไปแล้วแบ่งเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรก การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการด้านสุขภาพ ซึ่งจะนำเสนอวันนี้ เพราะว่าเราได้นำเสนอเข้าเป็นประเด็นปฏิรูป ๒๗ วาระแล้ว

กลุ่มที่ ๒ คือการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ที่เรานำเสนอผ่านสภาแห่งนี้ ไปหมดแล้ว ได้แก่ การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ การแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพร อันนี้จะก้าวหน้ามากที่สุดเลยเนื่องจากว่า ครม. มีมติรับแล้ว ขณะนี้เสร็จสิ้นในชั้นกฤษฎีกา กำลังจะนำเข้าสู่ที่ประชุมของ สนช.

ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพเรื่องน้ำตาล ท่านประธานได้นำเสนอไปแล้ว เรื่องนี้ กระทรวงการคลังรับไปแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นผลออกมาเร็ว ๆ นี้ว่ามีการควบคุม ถึงแม้ว่า ตัวเลขอาจจะไม่ตรงกันนัก

อีกอันหนึ่งคือการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล อันนี้เราก็นำเสนอ ในเรื่องว่าขอให้มีหมายเลขฉุกเฉินเป็นหมายเลขเดียว ขอให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไข ระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำเงินบริหารเอาไปใช้ในเรื่องของกิจการ ด้านสาธารณสุขได้ เป็นต้นว่า การจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) สำหรับด้านฉุกเฉิน หรือซื้อรถพยาบาล หรือว่าเป็นเงินตอบแทนสำหรับบุคลากรที่อยู่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ เป็นต้น

การปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ เราก็นำเสนอขอให้ กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อจะดำเนินการเรื่องนี้

กลุ่มที่ ๓ ที่จะนำเสนอคือการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อจะแก้ไข ปัญหาเรื่องการเงิน การคลัง และสุขภาพ คือสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ก็นำเสนอ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว เหลือประเด็นสุดท้ายซึ่งกำลังจะนำเสนอในอันดับต่อไปในเร็ว ๆ นี้ก็คือ เรื่องการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบ นั่นก็คือการที่จะให้ประชาชนหรือว่าภาคสังคม มีส่วนร่วมในการที่จะคอสต์แชริง (Cost Sharing) หรือร่วมจ่ายโดยสมัครใจให้กับระบบนี้ เพื่อให้ระบบนี้มีความยั่งยืนมากขึ้น ส่วนรายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

ในโอกาสนี้ผมขออนุญาตสรุปในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วว่า ความคืบหน้าขณะนี้ไปอยู่ที่ไหน หัวข้อที่จะนำเสนอวันนี้อยู่ใน ๒๗ วาระประเด็นปฏิรูป ที่ ป.ย.ป. รับไปแล้ว หลักการและเหตุผลก็เช่นเดียวกับที่ท่านประธานได้นำเสนอไปแล้ว คือปัญหาของระบบสาธารณสุขโดยส่วนรวม เราก็ต้องการทำอย่างไรให้มีการบูรณาการของ ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านทราบใช่ไหมครับว่าการบริการสาธารณสุข ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในมือของรัฐบาล อีกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของเอกชน ส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในภาครัฐกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่ ส่วนอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะอยู่ใน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์จะอยู่ใน โรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหม อยู่ในโรงพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กทม. หรือเทศบาลของแต่ละที่ เป็นต้น ทีนี้ในแต่ละสังกัดทั้งหลาย หลากหลายสังกัด พวกนี้ และหลากหลายกองทุนอย่างที่เราทราบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนยูซี (UC) หรือที่เราเรียกว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลประชากรประมาณ ๔๘ ล้านคน บริหารโดย สปสช. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แล้วก็กระทรวงแรงงานดูแล ประมาณ ๑๐ ล้านคน หลักประกันสังคม อยู่ในกองทุนประกันสังคมประมาณ ๑๐ ล้านคน ส่วนข้าราชการและครอบครัวอีกประมาณเกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็เป็นกรมบัญชีกลาง ที่ดูแลอยู่ยังมีกองทุนดูแลสุขภาพในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ในส่วนของ รัฐวิสาหกิจเอง และกองทุนอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน เป็นต้น ซึ่งทั้งผู้ให้บริการ หลากหลาย สปอนเซอร์ (Sponsor) หรือผู้ให้เงินทุนก็หลากหลาย ทำให้การไปกำกับดูแล มีความกระจัดกระจายในทิศทางต่าง ๆ ในการกำหนดทิศทางการบริการก็จะมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม การกระจายการจัดการดังกล่าวก็ทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพของทรัพยากร ที่ลงไปไม่ดีเท่าที่ควร เราต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคสังคมมากขึ้น ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คืออยากจะให้มีการตรวจสอบนะครับ แล้วก็มีระบบธรรมาภิบาล ในระบบดังกล่าว ที่ผมกล่าวมาแล้วทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการเสนอให้มีคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้น ถามว่าคณะกรรมการชุดนี้เคยมีมาก่อนไหม ยังไม่เคยมีนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ของใหม่ เนื่องจากว่ามีการนำเสนอในที่ประชุมแห่งนี้และมีมาแล้วในระดับชาติ หลาย ๆ กิจกรรมด้วยกัน แต่ด้านสุขภาพยังไม่เคยมีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมาก่อน คณะกรรมการชุดนี้หลักการที่เรากำหนดขึ้นก็คือว่าจะไม่ให้เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่นัก แต่มีองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นต้นว่าโครงสร้าง อยากจะให้มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำหนดเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ และมีรองประธานอีกท่านหนึ่ง ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง และมีกรรมการผู้เกี่ยวข้องคือกรรมการที่มาจากส่วนราชการโดยตำแหน่ง เช่นกระทรวง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพควรจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพื่อที่จะได้มีส่วนในการให้ความคิดเห็นหรือนำมตินโยบายของที่ประชุมไปสู่การปฏิบัติ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น แล้วก็จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำนักงบประมาณ และเลขาธิการ ก.พ. เราก็อยากจะให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากว่า ปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาลก็มีปัญหาเรื่องคนเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนั้นแล้ว ก็มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เลขาธิการสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนด้านสาธารณสุข ที่ควรจะมีบทบาทเกี่ยวข้องก็จะนำมาเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ส่วนกรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะขอตัวแทนของเทศบาล ตัวแทนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตัวแทนขององค์การบริหารส่วนตำบล และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น เช่น กทม. หรือเมืองพัทยา เป็นต้น มาเป็นองค์ประกอบ ของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย และยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น จะกำหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ เนื่องจากว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) ใหญ่ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วก็เป็น ผู้กำกับนโยบาย ดูแลนโยบายอยู่แล้ว แล้วก็มีองคาพยพที่จะดูแลข้อมูลต่าง ๆ อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าปลัดกระทรวงสาธารณสุขน่าจะเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมดูแลสำนักงานเลขานุการ ทางนี้ ทีนี้ถามว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่อะไรบ้าง ก็มีทั้งหมด หลัก ๆ ประมาณ ๑๐ อย่างด้วยกัน

ข้อ ๑ กำหนดทิศทางและจัดทำนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศเพื่อให้ ทิศทางการบริหารจัดการสุขภาพของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน คงไม่ใช่ต่างคนต่างทำ หน่วยนั้นทำ หน่วยนี้ทำแล้วไม่มีการสอดประสานกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ใช้คนไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

ข้อ ๒ พิจารณากลั่นกรองนโยบายเกี่ยวกับระบบสุขภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ กลั่นกรองนโยบาย หมายความว่า หน่วยบริการสุขภาพต่าง ๆ ก็ยังคงมีภารกิจหลัก ที่จะกระทำอยู่ แต่ว่าถ้าโครงการไหนมีความสำคัญกระทบกับหน่วยงานอื่นก็จะส่งมาให้ กรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติในการกลั่นกรองถึงความเหมาะสมก่อนที่จะดำเนินการ ต่อไป

ข้อ ๓ ให้ความเห็นชอบกับแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ที่หน่วยงานด้านสุขภาพ ต่าง ๆ จะพึงมีขึ้น

ข้อ ๔ ให้ความเห็นในการจัดทำงบประมาณ อันนี้มีการคุยกันในหลาย ๆ ผู้เกี่ยวข้องด้วยกันว่าไม่ใช่ความเห็นชอบ ถ้าเผื่อให้ความเห็นชอบจะทำให้ขั้นตอน ในการของบประมาณล่าช้าออกไปอีก ก็เป็นการให้ความเห็นเฉย ๆ ว่างบประมาณนี้ มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายหรือทิศทางของคณะกรรมการหรือไม่เท่านั้นเอง

ข้อ ๕ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย เนื่องจากว่า ถ้าไม่มีการติดตามและประเมินผลแล้ว นโยบายต่าง ๆ ที่ส่งออกไปก็ไม่บังเกิดผล แล้วก็ ไม่มีผลบังคับใช้

ข้อ ๖ เสนอแนะ ครม. เพื่อกำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังที่สำคัญ เป็นที่ทราบแล้วว่าการเติบโตของงบประมาณด้านนี้สูงมาก สูงมากกว่าการเติบโตของจีดีพี (GDP) ถ้าเกิดว่าไม่มีการควบคุม ไม่มีมาตรการที่เกี่ยวข้องที่จะไปทำให้เกิดงบประมาณ ที่ใช้ด้านสุขภาพมีความมั่นคงและยั่งยืนก็จะเกิดปัญหาตามมาต่อไป

ข้อ ๗ กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านบริการสาธารณสุขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างกองทุนต่าง ๆ ในประเทศ

ข้อ ๘ ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านสุขภาพ ที่จะออกตามมา

ข้อ ๙ กำหนดเขตสุขภาพ คือในข้อเสนอของเราขอให้มีเขตสุขภาพ เนื่องจาก คณะกรรมการนโยบายสุขภาพหากไม่มีหน่วยงานรองรับข้างล่างที่จะกำหนดเขตสุขภาพ นโยบายต่าง ๆ อาจจะไม่ไปถึงการปฏิบัติข้างล่างได้ ก็เลยอยากจะให้มีเขตสุขภาพขึ้นมารองรับ เขตสุขภาพเป็นเขตที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งประเทศ ๗๖ จังหวัด แบ่งเป็น ๑๒ เขต รวม กทม. อีก ๑ เขต เป็น ๑๓ เขต แต่เป็นเขตทางพฤตินัย เราอยากจะให้เป็น เขตโดยนิตินัย คือหมายความว่าสามารถดำเนินการจัดหาในเรื่องทรัพยากรเรื่องเงิน เรื่องคน หรือการบริหารจัดการเรื่องนโยบายในการดำเนินการด้านสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อ ๑๐ จัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ ก็จะเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดังที่เรียนให้ทราบอยู่แล้ว

ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับจากข้อเสนอการปฏิรูปของเราก็คือ

๑. การขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศมีเอกภาพและยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจน

๒. เขตสุขภาพมีการบูรณาการทรัพยากร ทั้งแหล่งเงิน กำลังคน อุปกรณ์ ทำให้การให้บริการสุขภาพมีประสิทธิภาพและคุณภาพ

๓. ภาคเอกชนและภาคท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการให้บริการ สาธารณสุขให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่

๔. ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่เป็นธรรม มีมาตรฐาน และมีคุณภาพดีขึ้น

เกี่ยวกับความคืบหน้าของเรื่องนี้ จะขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าเรื่องนี้ได้ผ่าน ที่ประชุม สปท. ไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙ และผ่านที่ประชุม ๓ ฝ่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและส่งให้คณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๔ ที่มี พลเรือเอก ณรงค์เป็นประธาน ให้ดำเนินการต่อไป

เรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งคือจากการประชุม ๒ ฝ่ายระหว่าง สนช. และ สปท. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของเรา แล้วก็คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของ สนช. ได้มีความเห็นชอบร่วมกันแล้วก็จัดตั้ง คณะทำงานขึ้นมาเป็นคณะอนุกรรมาธิการเพื่อร่าง พ.ร.บ. การจัดตั้งคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ แล้วได้นำร่างดังกล่าวให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ รายงานการศึกษาไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ก่อนนำเสนอให้ ครม. สู่กระทรวงสาธารณสุขต่อไปนะครับ กระทรวงสาธารณสุขได้รับเรื่องดังกล่าวไปแล้ว กำลังนำไปดำเนินการในการจัดทำร่าง แล้วก็ รับฟังความเห็นของส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เป็นรอบแรกที่นำเสนอ ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งใจว่าจะให้เสร็จภายในเดือนเมษายน ก็บรรลุตามวัตถุประสงค์ แล้วก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ต่อไป เพื่อเข้าสู่ สนช. ให้เสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๖๐

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องสั้น ๆ ก็คือเรื่องฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลด้านสุขภาพมีความไม่เป็นมาตรฐาน กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ สร้างภาระให้กับผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง ไม่สามารถบูรณาการได้ ทาง สปท. ก็เลยเสนอ ประเด็นการปฏิรูปขอให้ตั้งสำนักงานมาตรฐานและการจัดการระบบสารสนเทศ ของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า สมสส. ขึ้น ซึ่งผ่านที่ประชุม สปท. ไปแล้วเช่นกัน ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบหลักการและกำลังดำเนินการ ให้มีการยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๖ ที่ให้ สปสช. เป็นผู้ดำเนินการกลับมาให้ สมสส. ที่เราตั้งใหม่ดำเนินการ แต่ที่ สปท. เสนอไปอยากจะให้เป็นองค์กรมหาชน แต่เนื่องจาก ยังติดขัดการตั้งองค์กรมหาชนใหม่ในขณะนี้ ก็เลยคิดว่าจะให้อยู่ภายใต้การทำงานของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในกระทรวงสาธารณสุขไปพลางก่อน แล้วก็มีการรวมข้อมูล ด้านระบบบริการสุขภาพจากทุกหน่วยงาน จากทุกกองทุนมาไว้ตรงนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพที่เราเสนอจัดตั้งไป นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการบริหาร จัดการระบบสุขภาพของประเทศต่อไป ก็มีเรื่องที่เรียนสรุปให้ที่ประชุมทราบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการท่านอื่นจะชี้แจงไหมคะ ไม่มีนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการได้แถลงเรื่องระบบสุขภาพเรียบร้อยแล้ว ต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญ ท่านสมาชิกอภิปราย ท่านสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายไว้คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่เคารพรักทุกท่าน ผมได้ฟังท่านกรรมาธิการพูดเรื่องนี้แล้วอย่างน้อย ๓ ครั้ง ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๓ และนอกเวทีอีกเยอะ ก็ด้วยความชื่นชมที่ท่านเห็นสุขภาพประชากร รวมทั้ง พวกเรา สปท. ด้วยควรจะมีสุขภาพแข็งแรง ผมเห็นด้วยและควรสนับสนุนอย่างเร็วให้เกิด มรรคผล แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอบ้างเล็กน้อยในวันนี้ ผมขอสไลด์ (Slide) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมมีสไลด์ (Slide) เตรียมมานะครับ แล้วก็คิดว่า บางสไลด์ (Slide) อาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่าน อโรคยา ปรมาลาภา อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่อง ที่ใครก็เถียงไม่ได้ว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่อย่างไรก็ตาม ตามมาด้วย วัฏสงสาร ไม่ว่าท่านจะทำสุขภาพให้ดีอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ว่าอย่างไรก็ตาม การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เป็นสัจธรรมของชีวิต และวันนี้ผม ๗๐ ปีแล้ว ก็เดินทาง ใกล้จุดหมายปลายทางแล้ว ท่านครับ การที่จะมีสุขภาพดี เขาบอกว่ามี ๓ อ ๕ อ อะไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มต้นต้องมีอากาศก่อน ถ้าไม่มีอากาศท่านไม่มีชีวิต ไม่มีออกซิเจน อากาศ อาหาร การออกกำลังกาย อย่างน้อยที่สุด รวมไปถึงการขับถ่าย การออกกำลังกายก็สำคัญ ที่ผมยกตัวอย่างมาให้ท่านดูก็คืออาหาร ๕ หมู่ ท่านอาจจะยังไม่มีอยู่ในรายงานของท่าน ผมว่าเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ต้องสอนตั้งแต่พ่อแม่เขา ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ ต้องกินให้เป็นก่อน คนที่จะเป็นมารดาคน ลูกในครรภ์กินของเผ็ดไม่ได้ ของเปรี้ยวไม่ได้ จะกินอย่างไร กินเป็นแล้วทำให้ลูกในท้องมีสุขภาพแข็งแรง รวมไปถึงการพักผ่อน ออกกำลังกายที่ถูกที่ควร ยาอะไรที่ไม่ควรรับประทานก็รับประทานไม่ได้ เช่นถ้าท่านไปกินยาปฏิชีวนะตลอดท้อง ท่านทราบไหมครับ ประชาชนอาจจะไม่ทราบ ผมบอกไปเลยก็ได้ ยาปฏิชีวนะกินเข้าไปแล้ว ตอนระหว่างตั้งครรภ์ลูกออกมาฟันดำครับ ขัดอย่างไรก็ไม่ออก ไม่เชื่อถามท่านประธาน กรรมาธิการก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้น้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มต้นต้องกินเป็นก่อน สอนให้เด็กกินเป็น พ่อแม่ของเด็กกินเป็นก่อน แล้วอย่าลืมการรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุข คือกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ นี่คือการป้องกันโรค เดี๋ยวผมจะพูดถึงเรื่องการป้องกันโรค พูดถึงเรื่องการกิน ขณะนี้ทั่วโลกกำลังวิตกกังวล รวมทั้งดับเบิลยูเอชโอ (WHO) องค์การอนามัยโลก คือเป็นโรคอ้วน ท่านดูต่อไปครับ ท่านชอบอย่างนี้ไหมครับ กำลังรับประทานด้วยความเมามัน เอร็ดอร่อย แล้วเป็นอย่างไรครับ ผมว่าหนักไม่น้อยกว่า ๑๕๐ กิโลกรัม หรือ ๒๐๐ กิโลกรัมสำหรับสุภาพสตรีคนนี้ แต่นี่ไม่ใช่คนไทยนะครับ ผมไม่กล้าเอาคนไทยมา อันนี้เป็นชาวต่างประเทศ ดูบนโต๊ะท่านสิครับท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ เป็นอย่างไรครับ ท่านต้องสอนคนไม่ว่าจะเป็นบุคลากรประเภทไหน กินเป็นเสียก่อน ต่อไปครับ แล้วอย่างนี้ล่ะครับ คนอ้วนไม่พอ ยังเอาของไปให้ลิงชายทะเลบางขุนเทียน กินเข้าไป ๆ นี่เป็นตัวอย่างตัวเดียวนะครับ ยังมีอีกหลายตัวเป็นฝูงอ้วนแบบนี้เลย แล้วต่อไป เป็นอย่างไรครับ จะต้องไปหาสัตวแพทย์มาดูแล นี่ก็คือคนรังแกสัตว์ ไม่ใช่ทำบุญแล้ว นี่คือทำบาป เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทย พี่น้องที่ไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้เห็นอย่างนี้แล้ว โปรดกรุณาอย่าให้อาหารสัตว์หรือปลาที่ไม่จำเป็น ก็จะเกิดปัญหาที่ตามมา แล้วก็แก้ ไม่ได้นะครับ ถ้าคนอาจจะลดความอ้วนได้ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ท่านชอบไหมครับ ภาพต่อไปครับ อย่างนี้ดีไหมล่ะครับ ที่ผมชี้ไปก็คือซ้ายสุดนี่ผอม กลางนี่อ้วนแต่อ้วนไม่มาก ผมไม่กล้า เอารูปจริง ๆ มา เอารูปจริง ๆ มาแล้วก็จะกระทบกระเทือน ร่างกายที่แข็งแรงก็คือมากับโป๊ด้วย เวลาเขาออกกำลังกายหุ่นดีมากเลยผมไปค้นมาแต่ไม่กล้าเอาออก ก็จะบอกว่าอย่างนี้ดีไหมครับ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องบอกดี ในกรอบสีส้มนะครับ ถ้าจะเป็นอย่างนี้ก็ต้องกินดี นอนดี กินอยู่หลับนอนดี อย่างชาวบ้านพ่อแม่สอน ไม่ได้สอนอย่างเรานี้เลย ต้องรู้จักกินอยู่ หลับนอนให้ดี สั้นแต่กระชับ ภาพต่อไป อย่างนี้ดีกว่าครับ หรือไม่จริง ถ้าไม่จริงก็ค้านเลย ถ้าไม่เห็นด้วยเดี๋ยวท่านค้านเลยเรื่องนี้ ผมถามว่าอย่างนี้ดีกว่าครับ ถ้าไม่ดีท่านก็ประท้วงเลย แต่ผมว่าดี ภาพผู้นำต้องเป็นอย่างนี้ครับ นำในสิ่งที่ดี ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงคนต้องนำ ท่านนายกรัฐมนตรีนำการออกกำลังกาย เดี๋ยวนี้ก็ออกกำลังกายกันดีมาก หน้าสภาก็ทุกวันพุธ ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ทุกวันพุธเช่นเดียวกัน ไปดูชาวบ้านบ้าง อย่างนี้ก็ดีครับ ที่ อบจ. ชลบุรี ถ้าท่านออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง กินเป็น อยู่เป็น นอนเป็น ท่านก็จะห่างไกลโรค แล้วอย่างนี้ล่ะดีไหมครับ ผมเขียนใต้ภาพว่าอย่างนี้ดีมีระเบียบ ออกกำลังกายมีทั้งมีระเบียบ ไม่มีระเบียบ ที่ อบต. ท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ผมไม่ได้ไปถ่าย มีคนส่งมาให้ ก็ดูดี จริงไหมครับท่านประธานกรรมาธิการ ที่ดีทั้งหมด อยากจะกราบเรียนว่าตั้งแต่ผมเกิดมาตอนเด็กเริ่มต้นก็เห็นสุขศาลาก่อนเลย ผมก็ไม่รู้ว่า สุขศาลาสังกัดอะไร พอโตขึ้นมาก็ไปอนามัยอำเภอก่อน แต่ก่อนเรียกอนามัยอำเภอใช่ไหม คุณหมอครับ อนามัยอำเภอเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แล้วผมก็ไม่รู้อีกว่ากระทรวงสาธารณสุขคืออะไร ท่านไปดูที่รูปกระทรวงสาธารณสุข ผมเอามาให้ท่านดู และมีความหมาย ที่ผมเอามานี้ ไม่ใช่ผมมีภรรยาเป็นหมอหรืออะไร ไม่ใช่นะครับ กระทรวงสาธารณสุขเป็นรูปงูพันคบเพลิง เขามีสัญลักษณ์ มีความหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องพูดที่นี่ ต่อไปครับ โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล แต่ก่อนนี้อนามัยตำบลเราก็ไม่เรียก เราเรียกอนามัย ไม่มีคนอยู่ วันเสาร์ วันอาทิตย์ท่านไปดูได้เลยแถวบ้านผมที่ไหนก็ตาม เมื่อสมัยก่อนผมเป็นเด็ก ๆ ไปต่างจังหวัด เป็นข้าราชการ พอไปดูที่สุขศาลาในป่าลึกหรือป่าสวนยางเขาจะมีคำว่าเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เพราะการไปหาโรงพยาบาล ไปหาหมอได้ยาก เขาก็ใช้วิทยุถามว่า ปวดท้องเป็นอย่างนี้ ๆ หมอควรจะใช้ยาอะไร หมอก็บอกมาปั๊บ ลองไปกิน ถ้าไม่ไหว ก็ไปอนามัยอำเภอ ไม่ไหวก็ส่งต่อเป็นระบบไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัดใช่ไหมครับ ต่อมาก็เปลี่ยนสำนักงานอนามัยตำบลเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เปลี่ยนแล้ว ทำงานดีขึ้นไหมผมไม่แน่ใจ หลายแห่งจะดี ที่ผมนำขึ้นมาก็คืออันนี้เขาเรียกว่าเป็นองค์กร ที่เล็กที่สุด สัมผัสกับประชาชน ทำงานคู่กับ อบต. เราควรจะสนับสนุนอย่างยิ่ง ข้อเสนอผมครับ ผมถามก่อนที่จะถึงข้อเสนอ ผมถามท่านกรรมาธิการก่อนว่าที่เสนอมาในนี้ ระบบสุขภาพ มีป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสุขภาพ แต่ผมยังมองหาไม่เห็น ผมอาจจะอ่านไม่ครบก็ได้ อยากจะรู้ว่างบประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนล้านของประเทศ แต่ละปีเราใช้ป้องกันเท่าไร ส่งเสริมสุขภาพเท่าไร รักษาพยาบาลเท่าไร ฟื้นฟูสุขภาพเท่าไร ที่ผมต้องถามอย่างนี้เพราะเชื่อว่าการป้องกันโรคดีกว่ารักษาโรค ถ้าท่านเน้นเรื่องป้องกันจะดี เมื่อผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย หมอส่วนหนึ่งเขาเรียกว่าหมอพรีเวนทิฟ (Preventive) ป้องกันโรค ไม่ได้รับเงินพิเศษ ในที่สุดก็ต้องให้ ไปเน้นว่าผ่าตัดหัวใจเก่ง กระเพาะทะลุ สมองระเบิดอะไร อย่างนี้ แล้วอย่างไร ส่วนใหญ่พิการ ผมเรียนถามครับ เดี๋ยวท่านต้องตอบ ที่ท่านทำทั้งหมด ผมเชื่อว่าท่านใช้สุขภาพคนไทย ๖๗ ล้านคนเป็นศูนย์กลาง ผมก็เสนอสัก ๕ ข้อ ข้อ ๑ ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ข้อ ๒ ต้องบูรณาการ อปท. คือเทศบาล อบจ. และ อบต. กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้เป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าทุกตำบล มีการออกกำลังกายโดยนำของอนามัยตำบลหรืออะไรก็แล้วแต่สักสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ผมว่าจะห่างไกลโรค แล้วก็สอนให้เขากินเป็น อยู่เป็น ข้อ ๓ ทุกครอบครัวต้องออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง อันนี้ก็ทำได้ ข้อ ๔ รัฐบาลควรจัดการให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ไม่ใช่เอาเฉพาะในเมือง หรือในศูนย์กลางที่อยู่ใกล้ ๆ จะถ่ายรูปไปลงทีวี (TV) อย่างนี้ก็ไม่ได้ ข้อ ๕ ต้องมีการพิจารณากระบวนการหรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย องค์กรมหาชน องค์กรร้อยแปด อันนี้เกิดเยอะมากเพราะว่าขอตั้งใหม่ อันนี้กำลังจะตั้งอีก สมสส. ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ใน สปช. ท่านไปดูสิครับ เขาบอกเลยว่าให้พิจารณาทบทวน องค์กรมหาชนที่มีอยู่ในขณะนี้ว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น เราก็ยังไม่ได้ทำเลย ก็ควรจะพิจารณาทบทวนเสียใหม่ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ต้องตัดใจ อะไรที่ไม่ไหวก็ต้อง เอาออกไป เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้เป็นหนึ่ง มีเอกภาพ โดยใช้กระทรวงสาธารณสุข เป็นแกนกลาง ประกอบไปด้วยคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ร้อยแปดจิปาถะ และ อปท. ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ท่านอย่าเกรงใจใครครับ อะไรตัดได้ก็ควรตัด อะไรที่ควรจะสนับสนุนก็ควรสนับสนุน อย่าได้รีรอ ก็ให้กำลังใจ แล้วเห็นด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจที่จะอภิปราย เพราะว่าเห็นคุณหมอหลายท่านนั่งอยู่บนพาเนล (Panel) ข้างบนก็คงไม่กล้าที่จะให้ข้อเสนอแนะอะไรท่าน เพราะผมเองก็เป็นแค่ทหาร ไม่ใช่ทหารหมอด้วย แต่ดูแล้วเพื่อนที่เสนอรายชื่ออภิปรายก็มีท่านสุรินทร์คนเดียว ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ก็เลยคิดว่าจะขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นบางประการในฐานะผู้ที่เคยป่วย และในฐานะผู้ที่เคย สัมผัสกับการรักษาพยาบาลระดับท้องถิ่นในบางโอกาส เพราะว่าเรากำลังพูดถึงระบบ วันนี้เราพูดถึงแมโคร (Macro) เราพูดถึงการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เรากำลังพูดถึงการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศด้านหลักประกัน และด้านสุขภาพ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการ คุณหมอพรพันธุ์ที่รักยิ่งของผม ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านได้สาธยายให้เห็นถึงปัญหาระบบสุขภาพของประเทศไทยในภาพใหญ่ ๆ ซึ่งก็มีอยู่ ๕-๖ ประเด็นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบการบริหารจัดการที่ยังต้องการ ความเป็นเอกภาพ ต้องการความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ให้สามารถบริหารจัดการ ด้านสุขภาพ ยิ่งเรามีกองทุนถึง ๓ กองทุนใหญ่ ๆ ที่เป็นเอกเทศต่อกัน ก็ยิ่งเป็นปัญหาต่อรัฐบาล ทุกรัฐบาลที่เข้ามาดำเนินการในเรื่องของการบริหารจัดการ เพราะสิ่งที่สำคัญของการบริหาร จัดการด้านสุขภาพก็คือด้านการงบประมาณและการคลังนั่นเอง อย่างที่ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่าถมเท่าไรก็ไม่เต็ม ใช้เงินเท่าไรก็ไม่เพียงพอ ปัญหาการดูแลสุขภาพของประชาชน ในแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และข้อจำกัดคือเรื่องงบประมาณ ขณะนี้ถ้าเรา ติดตามการเมืองในสหรัฐอเมริกา ๑๐๐ วันของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ประเด็นสำคัญ ประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของการดูแลสุขภาพของประชาชนคนอเมริกัน เขาพูดถึงโอบามาแคร์ (Obama Care) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เห็นด้วย ต้องการให้ยกเลิก แล้วก็เสนอทรัมป์แคร์ (Trump Care) เข้าไป พอเสนอเข้าไปก็ทำท่าจะไม่ผ่าน ก็ถอนออกมา ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เสนอ เข้าไปใหม่ ความหมายของทั้ง ๒ แนวคิดในการดูแลสุขภาพคนอเมริกันก็คงจะไปต่างกัน ในเรื่องของงบประมาณ เรื่องของการจะใช้เงินเท่าไร เรื่องของการดูแลคนระดับล่าง กับดูแลคนระดับบน คนระดับล่างเป็นคนยากจน เป็นคนที่ไม่มีสตางค์ และการได้รับ การดูแลด้านสุขภาพก็ดูแลแบบต้องใช้ว่าตามมีตามเกิด ผมเองเคยไปทำงานที่พังงาอยู่ปีหนึ่ง สมัยเกิดสึนามิ ฟื้นฟูพื้นที่ ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้มีโอกาสสัมผัสกับโรงพยาบาล ก็ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านได้มี พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผมไปซ่อมแซมโรงพยาบาล ๓-๔ แห่งในจังหวัดพังงา ในช่วงหลังจาก เกิดเหตุสึนามิ ถึงแม้โรงพยาบาลเหล่านั้นจะไม่ได้มีผลกระทบจากการเกิดคลื่นสึนามิโดยตรง แต่ก็มีผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปรับการรักษาเพิ่มมากขึ้น เพราะคนพังงาได้รับผลกระทบ เป็นหมื่น ๆ คน ไม่รวมที่เสียชีวิตอย่างน้อย ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน จากจังหวัดพังงา ผมได้ไปที่ โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ ได้ไปอยู่ที่นั่นประมาณสัก ๓ เดือน เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงตามที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านโปรดเกล้าฯ ให้งบประมาณมา ใช้งบประมาณไป ๖๐-๗๐ ล้านบาท โรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์เป็นโรงพยาบาลของรัฐ แต่อยู่ในสภาพที่ต้องเรียกว่าทรุดโทรม ก็โชคดีที่มีพยาบาลคนหนึ่งที่ต้องเรียกว่าใจกล้า ทำหนังสือถึงกองงานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าโรงพยาบาล ทรุดโทรมมาก ห้องพิเศษหลังคารั่ว ฝ้ารั่ว มีน้ำไหลลงมาไม่สามารถจะใช้งานได้ นั่นสภาพ โดยทั่วไป คนที่มารับบริการซึ่งเป็นคนยากคนจน คนพื้นที่ คนท้องถิ่น ก็อยู่ในสภาพ แบบตามมีตามเกิดแทบจะว่าได้ ท่านได้เสด็จไปทรงประทับทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง อันนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ ผมได้ตามเสด็จไป แล้วท่านก็มอบหมายงาน ให้ปรับปรุงโรงพยาบาลแห่งนี้ เราก็ใช้เงินของสภากาชาดไทยไปประมาณ ๖๐-๗๐ ล้านบาท ปรับปรุงอาคาร ปรับปรุงที่พัก ของบุคลากร แล้วก็ทำรั้วทำอะไรใหม่จนสวยงาม ตอนนี้ต้องถือว่าเป็นโรงพยาบาลที่สวยงาม โรงพยาบาลหนึ่ง จากนั้นมีความต้องการเพิ่มขึ้นก็ได้ทรงให้ไปปรับปรุงอีก ๒-๓ แห่ง คือโรงพยาบาลที่อำเภอเมือง จังหวัดพังงา แล้วก็ยังมีที่เกาะยาวใหญ่ ซึ่งอันนั้นก็ให้หน่วยงานอื่น รับผิดชอบในการปรับปรุง สิ่งหนึ่งที่เห็นนอกจากความทรุดโทรมของอาคาร ผมเชื่อว่า ครุภัณฑ์ด้านการแพทย์คงไม่ต้องมาเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลที่พวกเราได้มีโอกาส ไปใช้ในกรุงเทพมหานคร แต่ทั้งโรงพยาบาลมีหมอคนเดียวที่จะต้องดูแลในทุก ๆ เรื่อง ๆ แล้วก็หมุนเวียนกันมาเพราะไม่มีหมอประจำ โรงพยาบาลอื่นที่มีหมอมากกว่า ๑ หรือ ๒-๓ คน ก็ส่งมาอยู่ที่นี่ ผลัดกันมาอยู่ ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วก็เปลี่ยนคนลงมาอยู่ ตอนผมไปเข้าใจว่า จะเป็นหมอฟันซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลโรงพยาบาลแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นในเรื่องของ บุคลากรว่าขาดแคลนจริง ๆ ถึงจะมีโรงพยาบาลที่สร้างขึ้น อันนี้เป็นโรงพยาบาลระดับอำเภอ แต่บุคลากรน้อยนิดแล้วก็ไม่ได้ตรงกับความเชี่ยวชาญ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าคนป่วย เป็นโรคอื่น ๆ เข้าไปที่ไม่ใช่โรคฟันคุณหมอฟันท่านจะวินิจฉัยโรคนั้นอย่างไร ก็จะเห็น ความขาดแคลนจริง ๆ ในเรื่องของการรักษาพยาบาล ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากที่ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงเนื่องจากการขาดแคลนในเรื่องงบประมาณ เรื่องการคลัง ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น เกือบ ๗๐ ล้านคน ณ วันนี้ทำให้การดูแลรักษาพยาบาลขาดความเท่าเทียมกันนะครับ กลับมาที่กรุงเทพฯ ตอนนี้มีโรงพยาบาลเกิดขึ้นเพื่อดูแลผู้ที่สามารถจ่ายตรงได้ที่เข้าข่าย กระทรวงการคลังยอมให้จ่ายตรงได้ ก็มีโรงพยาบาลมาเพิ่มมาก มีโรงพยาบาลที่อยู่ศูนย์การค้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อเพราะว่าเป็นโรงพยาบาลที่ดีมาก มีมาตรฐานชั้นเยี่ยม อยู่สมุทรสาคร คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ก็มาเช่าอาคาร อยู่ที่สาทร เพราะฉะนั้นถ้าใครที่เป็นข้าราชการ อดีตข้าราชการก็สามารถเดินทางไปรักษาได้ที่นั่น อยู่ในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เป็นอาคารที่เช่า ๑-๒ ชั้น แล้วก็ปรับปรุงเป็นสถานพยาบาล ไม่แน่ใจว่ามีเตียงนอนหรือเปล่า แต่สามารถเดินเข้าไปรับการรักษาแล้วก็ใช้บัตรจ่ายตรงได้ มีหมอพอสมควร เพราะโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ก็มีมาตรฐาน มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ หรือแม้แต่โรงพยาบาลที่รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงโปรดให้สร้างขึ้นคือโรงพยาบาล ที่อยู่ทางพระรามเก้า เป็นศูนย์แพทย์ อันนั้นก็เป็นโรงพยาบาลที่มีคนไปรับการรักษามากมายเลย เพราะว่าราคาก็ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน แล้วผู้ที่เป็นอดีตข้าราชการก็สามารถที่จะใช้ บัตรจ่ายตรงได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเรื่องของโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง สถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครเอง ทั้งในต่างจังหวัดต่าง ๆ และปัจจุบันนี้ ก็ทราบดีว่าโรงพยาบาลเอกชนมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้นเพราะเขาแข่งขันกันพัฒนา เขาก็รู้ว่ามี ดีมานด์ (Demand) ของคนป่วยทั้งในประเทศและต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น จึงมีการก่อสร้างโรงพยาบาลแล้วก็มีการปรับปรุงโรงพยาบาลให้เป็นยิ่งกว่าโรงพยาบาล คือเป็นยิ่งกว่าโรงแรม ๕ ดาวแทบจะว่าได้ อันนี้เป็นเรื่องจริงเลย ซึ่งคนที่จะเข้าไปรักษา ก็จะต้องเป็นระดับผู้ที่มีสตางค์พอสมควร หรือเป็นชาวต่างชาติที่เขามีเงินมากและต้องการ ที่จะรับการดูแลรักษาที่ดี ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนตอนนี้ก็กลายเป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดหุ้น เมื่อไรเอาโรงพยาบาลเอกชน เข้าตลาดหุ้นก็จะมีคนเข้าไปขอไอพีโอ (IPO) แล้วก็ซื้อกันแข่งขันกัน หุ้นของโรงพยาบาล ก็ขึ้นไปโดยลำดับกลายเป็นธุรกิจที่ดีประเภทหนึ่งของตลาดหุ้นเลย ไม่น่าเชื่อว่าในขณะที่ คนโดยทั่วไปยังต้องดิ้นรนหาหมอที่จะดูแลรักษา หาสถานพยาบาลที่พอจะทำให้เขา มีชีวิตรอดได้ แต่คนส่วนหนึ่งสามารถสร้างโรงพยาบาลขึ้นมาเป็นธุรกิจแล้วก็ทำให้มี ความร่ำรวยขึ้นเป็นหมื่น ๆ ล้านบาทได้ อันนี้ไปดูได้เลยทุกโรงพยาบาลที่เป็น โรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลขณะนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการรักษาพยาบาลกลายเป็นธุรกิจไปแล้ว แล้วก็คงไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป สำหรับคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติขึ้นมาก็คงต้องมาดู ในประเด็นเหล่านี้ด้วยว่าจะทำให้การดูแลด้านสุขภาพของคนทั่วไปมีความสมดุล มีความเสมอภาคมากน้อยเพียงใดนอกเหนือจากความไม่เท่าเทียมกันในแต่ละกองทุน ที่เรามีขึ้นมาทั้ง ๓ กองทุนแล้ว ผมก็คงขออนุญาตให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ตัวเองได้ประสบจากการรักษาพยาบาล จากการดูแลเรื่องสุขภาพ ทั้งในต่างจังหวัด และในกรุงเทพฯ เพื่อประกอบเป็นข้อมูล คงไม่ได้อภิปรายเพิ่มเติม เพราะว่าเรื่องของ การบริหารจัดการด้านสุขภาพซึ่งเป็น ๑ ใน ๒๗ วาระปฏิรูปที่ ป.ย.ป. จะนำไปขับเคลื่อน เร่งรัดให้เสร็จในปีนี้นั้นทั้ง ๒ ประเด็น คือ การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศนั้นพวกเราก็ได้อภิปรายไป พอสมควรแล้ว แล้วก็คงมีข้อมูลเพียงพอที่จะไปดำเนินการเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการ ด้านสุขภาพแก่พี่น้องประชาชนได้อย่างดีที่สุด ก็ขอขอบคุณ แล้วก็ขอสนับสนุนให้การขับเคลื่อน ในวาระนี้ได้สามารถประสบความสำเร็จเป็นผลงานของ สปช. และ สปท. ต่อไป ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายอีกไหม เชิญท่านกิตติค่ะ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมนำเสนอ เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพนั้น ผมเอง ได้ดูรายละเอียดพอสมควร จากการฟังอะไรด้วย ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นการนำเสนอ ด้านที่เกี่ยวข้องกับระบบ อย่างไรก็ตามได้ฟังจากท่านประธานนำเสนอนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจ เช่น ท่านบอกว่าบุหรี่ลดลง สุราลดลง อันนี้ก็คงจะสืบเนื่องมาจากสภาพบังคับ เพราะบุคคล ที่ชอบสูบบุหรี่ก็ตามหรือชอบดื่มเหล้าก็แล้วแต่ถูกจำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหว เช่นในสภานี้ เราก็ไม่อนุญาตให้คนมาสูบบุหรี่ ก็เท่ากับถูกจำกัดพื้นที่ เช่นเดียวกับที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง โรงแรมต่าง ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าคนสูบบุหรี่ก็ถูกจำกัดพื้นที่โดยปริยาย อันนี้ก็เป็นผลของ กฎหมาย ของระเบียบบังคับที่ทางการออกมา ซึ่งนำไปสู่การบังคับให้คนที่ชอบสูบบุหรี่ ชอบดื่มเหล้า ทำอย่างไรจะได้ไม่สูบไม่ดื่มในที่ที่กฎหมายบังคับ ก็เท่ากับเป็นการถูกจำกัดพื้นที่ การเคลื่อนไหว อันนี้ผมคิดว่าดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่น่ากังวลเป็นห่วงตามที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้นำเสนอก็คือคนอ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะสตรีที่ท่านระบุถึง แต่ในนี้ยังมองไม่เห็นว่าสุภาพสตรีที่เป็น สปท. ของเราได้อ้วนอย่างที่ท่านเป็นห่วงหรือเปล่า ก็คงจะไม่มีเท่าที่สังเกตดู ก็เป็นข้อที่น่าชื่นชมยินดี นอกจากเรื่องของสตรีที่อ้วนขึ้นที่ท่านระบุถึงแล้วนั้น ก็มีเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่มีสูงถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และอื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย รวมไปตลอดจนถึงโรคที่ไม่ติดต่อก็ยังมีการเพิ่มขึ้นอีก สิ่งเหล่านี้ ต่างล้วนเป็นการบ่งบอกถึงอันตรายที่กำลังจะขับเคลื่อนไปสู่ความต้องการให้ได้คนไทยที่มี สุขภาพดี เป็นปัจจัยที่บ่งบอกว่าอันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท่านนำเสนอเป็นเรื่องการพูดถึงระบบกว้าง ๆ ใหญ่ ๆ แต่สิ่งที่อยากจะนำเรียน เพิ่มเติมนอกเหนือจากภาพกว้างแล้ว ก็คือประเทศไทยเรานั้นคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ผู้ยากจน ผู้ยากไร้ อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ได้นำเสนอก็คือเรื่องของเกษตรกร ที่เยอะแยะ เวลาเราไปโรงพยาบาลผมไปบ่อย ก็ไปเยี่ยมญาติ พรรคพวกบ้าง ก็ไปเห็นว่า ส่วนมากเป็นพวกชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าโครงสร้าง ของประเทศไทยเราคนยากคนจนเป็นผู้ที่ด้อยคุณภาพ โอกาสที่จะเข้าถึงเรื่องความรู้อย่างที่ ท่านนำเสนอเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าเรื่องการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่ แต่คนจนเหล่านี้ โอกาสเหล่านี้ที่จะเข้าถึงเรื่องปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพ ในเรื่องอื่นก็แล้วแต่ที่จะ เป็นเหตุให้การเป็นคนไทยที่มีสุขภาพดีแล้ว ผมว่าโอกาสที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คงจะไม่ง่าย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะนำเสนอเพิ่มเติมเป็นเชิงลึกที่อยากให้ลองพิจารณาทบทวนดูว่า ในสิ่งเหล่านี้ที่นำเสนอนั้น ก็คือเรื่องคนยากคนจนที่อยู่ตามชนบทห่างไกล อย่างที่ ท่านสุรินทร์ก็ได้เอ่ยถึงเหมือนกัน ขอโทษที่เอ่ยนาม ว่าประเทศไทยเรานั้นโครงสร้าง ประชากร ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนยากคนจน ในขณะเดียวกันไม่ใช่คนยากคนจนอย่างเดียว ยังเป็นผู้ที่ด้อยการศึกษา โอกาสที่จะเข้าถึงข้อมูลก็เป็นเรื่องยาก อย่างเช่นที่ท่านสุรินทร์ ได้นำเสนอว่า อบต. อนามัยตำบล หมู่บ้านก็ควรจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ชี้นำในเรื่องของ การเข้าถึงความรู้ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากยิ่งไปกว่านั้นก็คือเรามีหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ปัจจัยเสี่ยงที่ถูกนำเข้าประเทศที่เป็นเหตุให้คนไทยเรามีสุขภาพไม่ดีเท่าที่ควรนั้นผมคิดว่า ยังไม่เอาจริงเอาจัง เรายังไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเหตุให้บรรดาผู้ด้อยโอกาสได้ใช้ สิ่งเหล่านี้ไปแล้วก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ กับตนเอง และคนที่ได้รับผลกระทบ จะเป็น เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ตาม เป็นบุคคลอื่นก็แล้วแต่ จะได้รับผลกระทบไปโดยไม่รู้ตัวหรือรู้ตัว แต่ไม่มีทางเลือก เช่นเรื่องสารเคมีต่าง ๆ ที่เรามักจะไปตรวจ จะเป็นโดยกระทรวงสาธารณสุข ก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วแต่ ไปตรวจตามตลาดต่าง ๆ ก็มักจะพบว่าของอันนั้น เกินมาตรฐานในเรื่องการเสี่ยงต่อสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อยากจะฝากเป็นข้อคิดที่ควรจะกำหนดเป็นแนวทางในการที่จะไปควบคุมปัจจัยเสี่ยงเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นไข้เสียก่อนแล้วไปรักษา มันก็แน่นโรงพยาบาล โรงพยาบาลสร้างเท่าไรก็ไม่พอ แพทย์ผลิตเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเห็นมาก ๆ ในเชิงของการจัดระบบ โครงสร้างขนาดใหญ่ ก็คือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะนำสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพว่าเราจะให้ ลดอย่างไร แล้วหยุดจะไม่ให้มีอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่จะทดแทนเรื่องปัจจัยเสี่ยง ที่จะควบคุมอันนี้เราจะเอาอะไรมาทดแทน ก็คือเรื่องสินค้าทางด้านการเกษตร คนไทย ทั้งประเทศก็ต้องอาศัยพื้นที่การเกษตรในการเพาะปลูก เพราะฉะนั้นเมื่ออาศัยพื้นที่ ในการเพาะปลูกก็ต้องอาศัยพวกปุ๋ย พวกยาปราบศัตรูพืชอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เต็มบ้านเต็มเมือง ผมคิดว่าถ้าเรายังละเลยในสิ่งเหล่านี้อยู่ก็ไม่พ้นที่จะเกิดความเสี่ยงในด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าน่าจะกำหนดเป็นนโยบายว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เราควบคุมอย่างไร เชิงรุกครับ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี หรือในแผนยุทธศาสตร์มีหรือเปล่าที่จะควบคุมอย่าให้เกินมาตรฐาน เพราะถ้าหากว่า เกินแล้วก็ไม่พ้นพวกเกษตรกรที่ยากจนจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ คนที่เดือดร้อน ผมคิดว่า พวกเราส่วนหนึ่งก็เดือดร้อนจากสิ่งเหล่านี้ โดยที่เราบริโภคอาจจะไม่รู้ว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นพิษเป็นภัยเข้าสู่ร่างกายเราหรือไม่ รวมไปตลอดจนถึงแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ ที่เราใช้ก็อาจจะมี และคิดว่ามีครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากในเวลาเล็กน้อยนี้ก็คือเรื่องของ การควบคุมเชิงรุกในเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอนว่าในเมื่อขณะนี้ เราจำเป็นต้องใช้ แต่อีกกี่ปีจะหมดไปหรือลดลงตามลำดับตามความสมควร ตามความจำเป็น ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รายงาน ตอนเข้าสภาดิฉันก็ว่าทำได้ดีและมีผู้สนใจเยอะ และครั้งนี้การพรีเซนต์ (Present) ก็นำเสนอได้กระชับ ตรงประเด็น แล้วก็ครบถ้วน ดิฉันว่าการที่มีผู้อภิปรายไม่มาก ไม่ได้แปลว่าไม่มีผู้สนใจ แต่ว่าทุกอย่างทำมาค่อนข้างสมบูรณ์และเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นด้วย ไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับเรื่องของท่านเลย ตอนโหวตคราวที่แล้วก็รู้สึกว่าได้คะแนนเกือบจะ เอกฉันท์ใช่ไหมคะ จำได้ว่าสูงมากเลย ดิฉันอยากจะให้ท่านขยายประเด็น มีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ในที่นี้ก็คือ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ กับการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐาน และการจัดการข้อมูลสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ในเรื่องของคณะกรรมการ ค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่าจะทำงานอย่างไร มีอะไรบ้าง แต่ในเรื่องของการจัดตั้งสำนักงาน เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะว่าเป็นเรื่องระบบข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นปัญหาที่คุณหมอพรพันธุ์ ได้พูดไว้ตอนแรกว่าระบบข้อมูลกระจัดกระจายแล้วก็ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกัน ดิฉันอยากให้ ท่านขยายความตรงนี้ว่าเมื่อตั้งขึ้นมาแล้วหน่วยงานนี้จะมีรูปแบบเป็นอะไร และเป็นหน่วยงาน ขนาดไหน หน่วยงานขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และการทำงานจะไปนำข้อมูลที่มีอยู่ตามฐานข้อมูล ต่าง ๆ ขณะนี้ฐานข้อมูลด้านสุขภาพก็มีอยู่หลายฐานทั้งข้อมูลด้านสุขภาพ และข้อมูล ด้านค่าใช้จ่าย ทำอย่างไรหน่วยงานที่จะตั้งใหม่จะสามารถดึงเอาฐานข้อมูลเหล่านั้น มาแชร์ร่วมกันและทำเป็นฐานข้อมูลกลาง แล้วก็นำมาช่วยในการบริหารจัดการระบบสุขภาพนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เวลานานเท่าไร และคาดว่าจะใช้งบประมาณสูงมาก หรือว่า เป็นหน่วยงานขนาดเล็ก หรือหน่วยงานขนาดกลางอะไรอย่างนี้ อยากเห็นแผนของ สมสส. ให้ชัดขึ้นมาอีกสักหน่อย เพราะการตั้งหน่วยงานนี้ถ้าท่านกษิตอยู่จะบอกว่าผมไม่ค่อยเห็นด้วย กับการตั้งหน่วยงานใหม่สักเท่าไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้เกิดความมั่นใจว่าตั้งขึ้นมาแล้ว จะได้ผลจริง ๆ แต่ดิฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับเรื่องของการจัดการระบบสารสนเทศว่า จะต้องทำให้เป็นระบบที่มีศูนย์กลางฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ถ้าสมาชิกทุกท่าน ไม่อภิปรายแล้ว ดิฉันก็จะเรียนเชิญคณะกรรมาธิการตอบแล้วให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งถึงแม้จะมีน้อยท่าน แต่สิ่งที่ท่านเสนอแนะมารวมทั้งที่ท่านประธานได้กรุณาซักถามดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก แล้วก็ต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ ดิฉันอยากจะขออนุญาตพูดถึงเรื่องของ สมสส. หรือสำนักงานมาตรฐานและการจัดการข้อมูลสารสนเทศระบบสุขภาพแห่งชาติที่ท่านประธาน ได้กรุณาเรียนถาม เรื่องนี้เรามองเห็นว่ามีความจำเป็นมาก เพราะว่าคณะกรรมการที่จะ วางนโยบายเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศต้องการข้อมูล ที่ชัดเจน แล้วอย่างที่ทราบกันอยู่ระบบสุขภาพของเรามีปัญหาหลักก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย ท่านจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้เรามีกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีโรงพยาบาลอยู่เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของระบบบริการเป็นผู้ให้บริการ แต่ สปสช. เป็นผู้ซื้อบริการ แล้วก็ประกันสังคมซึ่งมีประชาชน อยู่ประมาณ ๑๒ ล้านคนนะคะ ก็มีสำนักงานประกันสังคม มีกองทุนประกันสังคม อันนั้นจะเป็นส่วนที่ประชาชน ผู้ใช้แรงงานออกส่วนหนึ่ง นายจ้างออกส่วนหนึ่ง และรัฐออกอีกส่วนหนึ่ง อันนั้นอยู่ใน ประกันสังคม ส่วน สปสช. นั้นมีค่าเหมาจ่ายรายหัวซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้ตามข้อเสนอ ในขณะนี้ก็ประมาณปีละ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน ซึ่งมีประชากรอยู่ในกองทุนนี้ประมาณ ๔๘-๔๙ ล้านคน ส่วนสุดท้ายก็คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งรองรับข้าราชการ และครอบครัวประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งอันนี้จ่ายตามที่โรงพยาบาลเรียกร้องมา เราเรียกว่าฟรี ฟอร์ เซอร์วิส (Free for service) รักษาเท่าไรก็เบิกจ่ายได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านจะพบว่าเวลาผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาล หลายคนโมโหเจ้าหน้าที่ แทนที่จะถามว่าเป็นอะไร ก็จะถามว่ามาจากกองทุนไหนคะ เพราะว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แห่งเดียวกันจะต้องทำใบเบิกถึง ๓ ใบด้วยกัน ถ้าเผื่อท่านมาจากบัตรทองเขาก็จะมีฟอร์ม (Form) อันหนึ่งส่งเป็นค่าใช้จ่าย ถ้ามาจากประกันสังคมก็เป็นอีกฟอร์ม (Form) หนึ่ง ถ้ามาจากสวัสดิการข้าราชการก็เป็นอีกฟอร์ม (Form) หนึ่ง เพราะฉะนั้นข้อมูลทั้งหมดนี้ ก็มีการวิเคราะห์แยกกัน สปสช. ก็รับผิดชอบของ สปสช. และสำนักงานประกันสังคม แต่ว่าระบบข้าราชการก็เป็นเอกเทศ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราอยากจะดูในภาพรวมว่า ค่าใช้จ่ายมันเท่าไรกันแน่ในแต่ละโรคที่รักษา บางทีก็มีการซ้ำซ้อนด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านต้องการข้อมูลที่ชัดเจน ข้อมูลที่แท้จริงครอบคลุมทั้งหมด แล้วก็โปร่งใส โดยหลักการคือผู้ที่จ่ายเงินไม่ควรจะทำข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินของตัวเอง ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่จะทำควรเป็นหน่วยงานที่เป็นกลาง แล้วก็มีความสามารถ พอที่จะทำข้อมูลให้อยู่ในระบบเดียวกัน อันนี้คือที่มาของสำนักงานที่สร้างมาตรฐานสารสนเทศ ระบบสุขภาพ เริ่มต้นด้วยค่าใช้จ่ายก่อน แล้วก็จัดการดำเนินการให้เหมือนเป็นเนชันนัล เคลียริง เฮาส์ (National Clearing House) ซึ่งหน่วยงานเช่นนี้จะอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ เพราะว่าจะได้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเกี่ยวกับข้อมูล และการเบิกจ่าย ฉะนั้นตอนแรกที่เรานำเสนอใน สปช. ให้เป็นองค์กรมหาชน เพราะว่าอันนี้ ตรงตามเรกูเลชัน (Regulation) หรือตรงตามเกณฑ์ขององค์กรมหาชนที่ สปช. เคยเสนอไว้ว่า จะต้องเป็นองค์กรที่ให้บริการประชาชนเพราะว่าต้องการความคล่องตัวในการให้บริการ แล้วก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้จากการให้บริการเหล่านั้น ซึ่ง สมสส. ก็เข้าเกณฑ์หมดทุกอย่าง สมมุติว่าอนุมัติแล้วรัฐก็ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณประจำปีอีกเลย องค์กรนี้ก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เพราะฉะนั้นก็เลยเห็นว่าข้อมูลที่ดีมีความสำคัญมาก ต่อคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และต่อไป สมสส. ก็อาจจะขยายงานของตัวเอง ในการที่จะเก็บข้อมูลสุขภาพด้านอื่น เช่น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ หรือว่าปัจจัยที่สร้างเสริมสุขภาพ อะไรทำนองนี้ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็ได้ อันนี้ก็เป็นความจำเป็นที่จะต้องมี สมสส. และถ้าหากว่า สามารถจะเป็นองค์กรมหาชนได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขเอง ก็เล็งเห็นความสำคัญของหน่วยงานนี้นะคะ กำหนดไว้ในการปฏิรูปของกระทรวงสาธารณสุขแล้วเมื่อการประชุมในเดือนมีนาคม ๒๕๖๐ ทั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติและ สมสส. แต่ว่าในการดำเนินการเมื่อเราส่งเรื่อง ไปเข้า ครม. ตอนนั้นมีความเห็นว่าเนื่องจากจะกลายเป็นองค์กรมหาชน ตอนนั้นกระแสของ การที่จะอ็อบเจกต์ (Object) องค์กรมหาชนค่อนข้างจะรุนแรง ก็เลยเสนอให้อยู่ในสถาบันวิจัย ระบบสาธารณสุขไปก่อน ซึ่งเขาก็อยู่มาเดิมแล้ว คือทำเป็นเอกซ์เพอริเมนทัลโมเดล (Experimental Model) มานานแล้ว ขณะนี้ก็ยังอยู่ แต่ก็ทำงานได้ไม่ครอบคลุมเต็มที่ อันนี้เราก็เลยอยากเสนอขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เพราะว่าการใช้นโยบายที่ดีต้องการข้อมูล ที่มีคุณภาพด้วยค่ะ อันนี้ขออนุญาตตอบ ท่านประธานไม่ถามอีกนะคะ

ขออนุญาตตอบท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านได้เติมเต็ม เรื่องที่เราต้องการจะพูดแต่เผอิญไม่ได้ครอบคลุม อย่างท่านสุรินทร์นะคะ ท่านได้กรุณา แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องของการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งเรา ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย คณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องของความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไปแล้ว อันนั้นเป็นพื้นฐานของการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประชาชนจะต้องได้รับข้อมูล เข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและเข้าใจแนวทางในการแก้ไข ในสหรัฐอเมริกามีการวิจัยต่อเนื่อง ที่แสดงให้เห็นว่าถ้าประชาชนได้รับข้อมูล เข้าใจ วิเคราะห์ได้ นำไปใช้เป็นประโยชน์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านสุขภาพจะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม จะนำมาซึ่งการลดลงของโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนั้น และในที่สุดสามารถที่จะลดได้ ในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นมีความสำคัญมากโดยเฉพาะกับประเทศไทย ในขณะนี้ สำหรับคำถามของท่านที่บอกว่างบประมาณทางด้านสุขภาพที่ใช้ขณะนี้แคเทกอไรซ์ (Categorize) ออกมาได้อย่างไรบ้าง ก็เรียนว่าที่เราต้องมานั่งแก้ไขกันอยู่ทุกวันนี้เพราะว่า งบประมาณ ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์คือการรักษาพยาบาล ซึ่งเราทุกคนก็มองเห็นว่า ไม่คุ้มค่าเลย งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมีประมาณ ๕ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งก็มีข้อเสนอว่าไม่ควรจะต่ำกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะนี้น้อยนิดเดียว ผลถึงได้ออกมาว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่อง ทางด้านสุขภาพ ไม่รู้ว่าปัจจัยเสี่ยงคืออะไร แล้วจะเชื่อมโยงกับการเกิดโรคอย่างไร ข้อแนะนำ ของท่านนอกจากป้องกันไม่ให้เป็นโรคแล้ว ท่านบอกว่าต้องบูรณาการ อปท. กับโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เหมือนในอุดมคติเช่นเดียวกัน แต่ขณะเดียวกัน เราพบว่าในประเทศไทยเป็นไปได้แล้ว ในขณะนี้ด้วยกลไกของคณะกรรมการสุขภาพตำบล ซึ่งมีทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับของ อบต. ด้วยซ้ำไป หรือ อปท. เข้ามาใน บางจังหวัดรวมกันเป็นคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอ เขาทำงานกันได้ดี ในหลายอำเภอ ที่เราไปดู แล้วในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพนอกจากการรักษาพยาบาล เราพบว่า คณะกรรมการสุขภาพอำเภอช่วยได้มากเลย เช่น ในเรื่องของการกำจัดขยะ ในเรื่องของปุ๋ยเคมีอะไรต่าง ๆ พวกนี้มีประโยชน์มากค่ะ แล้วประเทศไทยก็มีศักยภาพที่สามารถจะทำได้แล้ว

ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ก็ต้องขอบคุณที่ท่านแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ มันมีจริง ๆ นะคะ ระหว่างโรงพยาบาลในต่างจังหวัดกับคนใน กทม. ซึ่งหลายโรงพยาบาล อยู่ในสภาพที่แย่ ถึงจะต้องมีการวิ่งเพื่อที่จะหาเงินมาช่วย ซึ่งความจริงแล้วโรงพยาบาล ของรัฐขณะนี้มีปัญหา ต้องยอมรับว่ามีการขาดทุนแล้วก็จำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ แต่ว่าที่รัฐบาลให้มา ๕,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็นการช่วยเหลือในชั่วขณะ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ปรับ ในเรื่องระบบต่าง ๆ ก็จะต้องมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้กันใหม่ เพราะว่าค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ ความจริงสูงเกินกว่างบประมาณทางด้านสุขภาพที่จัดสรรให้ไป เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลทั้งหลาย ก็ใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลจนกระทั่งตอนนี้หมดไปแล้ว โรงพยาบาลหลายแห่งบางที ก็ขาดแคลน เพราะฉะนั้นบางครั้งถ้าเราจะช่วยกันโดยใช้ระบบของเขตสุขภาพซึ่งในแต่ละเขต จะมีหน่วยงานทางด้านสุขภาพหลากหลายบ้าง มาจากของกระทรวงกลาโหมก็มีเช่น โรงพยาบาลทหาร มาจากของกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด บางจังหวัด บางเขตมีโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยด้วย โดยเมคานิซึม (Mechanism) ของระบบเขตสุขภาพ โรงพยาบาลเหล่านั้นสามารถที่จะเชื่อมประสานกันได้ไม่จำเป็นจะต้องไปแบ่งงบประมาณกัน แต่สามารถที่จะแชร์ฟาซิลิตี (Facility) เครื่องไม้เครื่องมือกันได้ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อเอ็มอาร์ไอ (MRI) หมดทุกโรงพยาบาล มีเครื่องเดียวแต่ว่ารีเฟอร์ (Refer) กันไปให้คล่องตัว ไม่จำเป็น จะต้องมีหมอผ่าตัดหัวใจประจำทุกโรงพยาบาลถ้ายังอยู่ในภาวะขาดแคลนขนาดนี้ แต่สามารถที่จะรีเฟอร์ (Refer) ให้คนไข้ อย่างบัตรทองนี้จำเป็นจะต้องอยู่เฉพาะโรงพยาบาลเดียว แต่ถ้าหากว่ามีความผ่อนปรนในระบบของเขตสุขภาพที่ให้ประชาชนสามารถที่จะไปใน โรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เขาต้องการเฉพาะโรคของเขาได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ ความขาดแคลนเหล่านั้นบรรเทาลงไปนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเสนออยู่แล้วในเรื่องของ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติด้วย นอกจากนั้นเราก็มีข้อเสนอแต่ว่าไม่ได้ชัดเจนก็คือ โรงพยาบาลทั้งหลายเรียกว่าในอุดมคติหรือไอเดียลลี (Ideally) ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของพื้นที่ ที่จะบริหารจัดการ เพราะว่าโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะรู้ปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ก็มีงบประมาณ มีการหารายได้ได้ด้วยท้องถิ่นเอง อย่างโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ที่ท่านยกตัวอย่างคือตัวอย่างของโรงพยาบาลองค์กรมหาชน เป็นของพื้นที่เลย ไม่ใช่ของ กระทรวงสาธารณสุขดำเนินงาน บริหารจัดการอย่างอิสระ แล้วก็ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง อันนั้นเป็น โรงพยาบาลในอุดมคติ ตั้งแต่มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็พยายามที่จะให้ท้องถิ่น มีศักยภาพเช่นนี้ แต่ ๑๐ กว่าปีมาแล้วมีอยู่โรงพยาบาลเดียวก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นทั่วไป แต่อันนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น ก็ต้องขอบคุณที่ท่านชี้ให้เห็น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราเสนอในการปฏิรูปทั้งสิ้น แต่ศักยภาพของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน การกระจายอำนาจนั้นมีมานานแล้วประมาณ ๑๐ ปี ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือทางด้านสาธารณสุข แต่ว่าไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร ก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านกรุณาชี้นำขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับท่านกิตติ ดิฉันอยากจะเรียนว่าเราจะทำอย่างไรดีกับผู้ที่ด้อยโอกาส ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพ อันหนึ่งที่จำเป็นก็คือรัฐจำเป็นที่จะต้อง ขยายช่องทางของข้อมูลให้เข้าไปถึงประชาชนเหล่านี้ให้ได้ แล้วอีกช่องทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ก็คือครอบคลุมทั้งประชาชนที่มีการศึกษาและด้อยการศึกษาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คือระบบภาษี อันนี้อยากจะเรียนให้ทราบ ตัวอย่างก็คืออย่างภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐาน ก็คือ ขณะนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) บอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะไม่ว่าท่านจะ รู้หนังสือหรือไม่รู้หนังสือจะเข้าใจไหมว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นทำให้คนเป็นโรคอ้วน แล้วก็ เป็นโรคเบาหวาน เป็นไฮเปอร์เทนชัน (Hypertension) เป็นสโตรก (Stroke) ตามมาทีหลัง ท่านจะรู้หรือท่านจะไม่รู้อันนี้ก็ตามที แต่เมื่อไรเขาขึ้นภาษีราคาเครื่องดื่มจะสูงขึ้นโดยเฉพาะ ผู้ที่รายได้น้อยไม่สามารถที่จะซื้อได้ อันนั้นก็เท่ากับว่าท่านถูกโพรเทกต์ (Protect) แล้วโดยระบบภาษี แต่ถ้าเป็นการให้ความรู้ก็คือให้ความรู้ผ่านแชนแนล (Channel) ต่าง ๆ ว่า น้ำตาลบริโภคเกินกว่า ๒๕ กรัมต่อวันไม่ดีหรืออะไรต่าง ๆ นานาอย่างนี้ คนมีความรู้ก็ได้รับ สิ่งเหล่านี้เข้าไปไดเจสต์ (Digest) เข้าใจได้ แต่ถ้าคนไม่มีความรู้ก็ไม่เข้าใจ แต่ระบบภาษี ที่สกัดกั้นด้วยราคาจะโพรเทกต์ (Protect) ทั้งคนที่มีความรู้และไม่มีความรู้ อันนี้ก็สามารถ จะทำได้เราเสนอไปแล้ว ก็แล้วแต่กระทรวงการคลังจะพิจารณาต่อไป ท่านเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สารเคมี ปุ๋ยเคมีที่เป็นพิษต่อเกษตรกร อันนี้ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาคืออยู่นอกระบบของกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าด้วยเมคานิซึม (Mechanism) ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติสามารถที่จะทำได้เพราะเรา รวมมาทั้งหมด แล้วจะเป็นผลดียิ่งขึ้นถ้าคณะกรรมการสามารถจะผลักดันทุกนโยบาย ของประเทศ ใส่ใจสุขภาพ ให้สุขภาพเป็นอันดับหนึ่งรองมาจากเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เราจะ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ การเพิ่มของรายได้ มากกว่าผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่เมื่อไรเกิดคณะกรรมการชุดนี้เขาจะใส่ใจเอง ไม่ว่าจะเรื่องของแอสเบสตอส (Asbestos) เรื่องของการที่ว่าเราควรจะเลิกปุ๋ยเคมีเสียดีไหม แล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันทั้งประเทศ หรืออะไรพวกนี้ก็จะเป็นนโยบายที่ใส่ใจสุขภาพ ก็เรียนให้ท่านทราบ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านกิตติค่ะ

นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ สปท. หมายเลข ๑๑ ขออนุญาตเพิ่มเติมประเด็น สมสส. เพื่อให้ชัดเจนจากท่านประธาน จริง ๆ ท่านประธานก็สรุปได้ครบถ้วนแล้ว คือ สมสส. ปัจจุบันสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสนอที่ สปท. ก็คืออยากให้เป็นองค์กรมหาชน ถามว่ามีความพร้อมไหม จริง ๆ ที่เราเสนอ เป็นองค์กรมหาชนไม่ได้ตั้งใหม่ เพราะเป็นการรวบรวมหน่วยงานเดิม ๓-๔ หน่วยที่ทำงาน กระจัดกระจายมารวมแล้วก็เป็นองค์กรมหาชนขึ้นมา แต่ช่วงนั้นหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี เห็นชอบแล้วก็มอบ กขร. คณะที่ ๔ ของท่านรองนายกรัฐมนตรีณรงค์พิจารณาก็เป็นช่วงที่ เราทราบดีว่ากำลังทบทวนเรื่ององค์กรมหาชน กำลังสร้างหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้เหมาะสม จริง ๆ ในกระบวนการเสนอก็ได้มีการไปหารือกับ ก.พ.ร. แล้วว่าหน่วยงานนี้จะเป็นองค์กรมหาชน ก.พ.ร. ก็เห็นชอบ แต่ช่วงนี้กำลังปรับปรุงอยู่ก็เลยมองว่าน่าจะชะลอนิดหนึ่ง ในช่วงชะลอ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็เลยมองเห็นความจำเป็นว่าจะต้องตั้งขึ้นมา ก็เลยเสนอใหม่ว่า อย่างนั้นในช่วงระหว่างรอให้ไปสังกัดอยู่ใต้ สวรส. ก็คือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขก่อน ซึ่งในปัจจุบันบอร์ด (Board) สวรส. ก็ได้มีการประชุมอนุมัติโครงสร้าง สมสส. ขึ้นมา เรียบร้อยแล้ว ก็คือมีภารกิจตามที่เสนอไป แต่ปัจจุบันถามว่าการทำงานเป็นไปได้ตามที่เรา เสนอขึ้นไปไหม ก็ยังมีปัญหา อุปสรรค เพราะบังเอิญ ครม. เคยมีมติเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๖ มอบบทบาทนี้ให้กับ สปสช. ทำอยู่ ฉะนั้นโดยหลักการเท่าที่คุยกันทุกฝ่ายแล้วกองทุนทั้งหลาย ก็ยังติดปัญหาเวลาจะส่งข้อมูล ก็เลยส่งไปให้ สปสช. ยังไม่ได้ส่งมาให้ สมสส. โดยตรง ก็เลยเป็นปัญหาอุปสรรคในปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้ทางท่านประธานกับคณะกรรมาธิการกำลังที่จะ ประสานกับทุกหน่วยเพื่อที่จะยกเลิกตัวมติ ครม. เพื่อให้ สมสส. ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แล้วหลังจากนี้ตามแผนที่กระทรวงเสนอก็คิดว่าภายใน ๒ ปี ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ของ องค์การมหาชนค่อยปรับระดับขึ้นไป อันนี้เป็นความคืบหน้า ซึ่งสรุปว่าปัจจุบันจริง ๆ คืบหน้าทั้งหมดแล้วแต่บังเอิญมีปัญหา อุปสรรค ติดมติ ครม. นิดหนึ่งเท่านั้นเอง

อีกประเด็นหนึ่งที่จะขออนุญาตตอบท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา ประเด็นที่ท่าน เสนอเรื่องความเหลื่อมล้ำของคน คือจริง ๆ ในปัจจัยที่เราเสนอ ที่ท่านประธานก็เสนอแล้วว่า สิ่งที่เราคำนึงถึงประชาชนทั้งหมดไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็คือพยายามให้ประชาชนเข้าใจ ในประเด็นพวกนี้ทางด้านสุขภาพ ฉะนั้นในเรื่องสื่อสารสุขภาพเป็นประเด็นหนึ่งที่เราพยายาม ผลักดัน แล้วกระทรวงสาธารณสุขก็รับไปเป็นเรื่องควิกวิน (Quick Win) ของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องสร้างระบบการสื่อสารสุขภาพลงจนถึงระดับประชาชน อีกประเด็นหนึ่งที่จะเป็น เรื่องส่งเสริม ป้องกันที่ชัดเจนก็คือระบบการบริการปฐมภูมิที่กำลังพัฒนา ซึ่งตรงนี้ จะอยู่ถึงระดับ รพ.สต. ที่จะมองในระดับพื้นที่ แล้วก็จะเน้นการส่งเสริมป้องกันเป็นหลัก อันนี้ก็อาจจะช่วยเสริมให้ต่อไปประชาชนคงมีที่พึ่งในระดับนี้ได้มากขึ้นชัดเจน อีกประเด็นหนึ่ง ที่ท่านเสนอว่ายังไม่มีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในเชิงรุกอย่างจริงจัง ในปัจจุบันก็อาจจะ ยอมรับว่ายังเป็นปัญหาโดยเฉพาะเรื่องสารเคมี จริง ๆ ในปัจจุบันเรามีระบบการเฝ้าระวังอยู่ โดยเฉพาะพวกสารเคมีหรือว่าสารต้องห้ามอันตรายทั้งหลายที่จะปนเปื้อนในพวกผลิตภัณฑ์ ทางการบริโภคทั้งหลาย ปัจจุบันนี้จะมีสำนักงานอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลชุมชนทำแผนร่วมกันว่าแต่ละปีจะมีการสุ่ม ไปตรวจสอบ เก็บตัวอย่างพวกสารเคมีหรือสารต้องห้ามทั้งหลายที่ปนเปื้อนมีมากน้อยเท่าไร อย่างเช่นที่ผ่านมาก็ทำพวกฟอร์มาลิน โลหะหนัก ผงฟอกขาว สารตกค้าง ยาฆ่าแมลง หรือว่าโซเดียมไนไตรท์ (Sodium Nitrite) อะไรต่าง ๆ อันนี้เขาจะมีแผนทุกปี แล้วก็ เปลี่ยนไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ยอมรับว่าปัญหาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พอเราเข้มงวด เขาก็ปรับ ไปทำอย่างอื่นอะไรต่าง ๆ กลไกอันนี้เขาก็จะมอบให้เภสัชกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กับโรงพยาบาลชุมชนซึ่งกระจายอยู่ทุกพื้นที่เป็นคนสุ่มตัวอย่างแล้วก็ส่งกรมวิทยาศาสตร์ตรวจ แล้วก็มีการสรุปผล ถ้าเจอเป็นปัญหาที่ไหนก็จะไปดูว่ามาจากโรงงานไหน แหล่งผลิตไหน แล้วทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือ อย. หรือกรมวิทยาศาสตร์ก็จะเข้าไปคุยกับโรงงาน ให้ปรับปรุงอะไรต่าง ๆ อันนี้เป็นกระบวนการที่ทำค่อนข้างเป็นรูทีน (Routine) แต่ก็ยอมรับว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือไม่ทันกับปัญหาที่เยอะ เพราะว่าตัวงบประมาณเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่าง ยังมีไม่เพียงพอ ฉะนั้นในแต่ละจังหวัดก็อาจจะมีข้อจำกัดว่าเก็บได้เท่าไร เพราะมีเงินอยู่เท่านั้น แต่ว่าในเชิงโครงสร้าง กระบวนการในการที่จะมีการสุ่มมีการวางอยู่ทุกปีนะครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านค่ะ

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกครับ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ขออนุญาตขยายความที่ท่านประธาน และท่านกรรมาธิการทั้ง ๒ ท่านได้กล่าวต่อสมาชิกไปแล้วนะครับ มีข้อพิจารณาหรือว่า ข้อพึงนำมาคิดอีกหลายประการด้วยกัน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุรินทร์บอกว่า อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ อีกอันหนึ่งไม่ใช่พุทธภาษิตนะครับ แต่เป็นคำบาลีว่า โรคา ปรมา ทุกฺขา คือถ้ามีโรคนั้นเป็นทุกข์แน่นอน ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเรายังไม่ป่วยก็ยังไม่คิดถึงหมอ แต่พอเริ่มป่วยก็จะเริ่มคิดถึงหมอ พอคิดถึงหมอ ก็ไปโรงพยาบาล ไปโรงพยาบาลก็อยากจะให้โรคมันหาย ทำอย่างไรก็แล้วแต่จะให้ได้รับยา ให้ได้รับการรักษา ให้ได้รับการผ่าตัด ให้ได้รับห้องนอน เตียงนอนแล้วหายก็จบ แต่ว่า การพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสาธารณสุขในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเราคิดภาพเป็นระบบ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) บอกว่าในการพิจารณาของระบบสุขภาพนี้ให้พิจารณาทั้งหมด ๖ อย่างด้วยกัน อย่างแรก คือระบบบริการ อย่างที่ ๒ กำลังคนด้านสุขภาพ อย่างที่ ๓ ระบบข้อมูลข่าวสาร อย่างที่ ๔ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อย่างที่ ๕ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และอย่างที่ ๖ คือภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล จริง ๆ แล้วระบบทั้งหมดนี้เป็นระบบที่จะต้องคิด และจะเกี่ยวโยงถึงการกระทบอันหนึ่งไปถึงอีกอันหนึ่ง

ขออนุญาตเอ่ยถึงท่านเลิศรัตน์ที่บอกว่าโรงพยาบาลเอกชนพัฒนามากขึ้น เรื่อย ๆ ถูกครับ ในภาพที่เราเห็นหุ้นก็สูงขึ้น ปันผลก็มากขึ้น คนก็เข้าไปลงทุนมากขึ้น แต่ผลกระทบกับระบบสุขภาพของประเทศมีไหมครับ มีครับ ข้อดีก็คือว่าทำให้เป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) นำเงินเข้าสู่ประเทศถ้าเป็นคนไข้จากต่างประเทศ แต่ถ้าเป็นคนไข้ ในประเทศ พอระบบโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายดีขึ้นเขาก็จ้างหมอ จ้างพยาบาล จ้างบุคลากรจากระบบสุขภาพของรัฐออกไปมากขึ้น ความแออัดในโรงพยาบาล ฟาซิลิตี (Facility) โรงพยาบาลของภาครัฐก็ยิ่งแย่ลง ก็เป็นวิเชียสไซเคิล (Vicious Cycle) เป็นวัฏจักร กลับไปที่ทำให้ระบบบริการสุขภาพของประเทศก็ไม่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐที่ลงมา ในระบบสุขภาพ ลองดูเป็นตัวเลขคร่าว ๆ นะครับ ระบบหลักประกันสุขภาพ สปสช. เริ่มเมื่อปี ๒๕๔๕ ขณะนั้นค่าใช้จ่ายอะไรของประชากรประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาทต่อคนต่อปี ขณะนี้ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทตามที่ท่านประธานบอก ทั้งประเทศขณะนี้ก็ประมาณ ๑.๗ แสนล้านบาท แต่ว่าเงินจำนวนนี้ลองดูนะครับ เมื่อปี ๒๕๔๕ คนไข้ทั้งประเทศเข้ารับบริการ เป็นคนไข้นอก คือมาแล้วก็กลับ ไม่ได้นอนในโรงพยาบาลประมาณ ๑๐๐ ล้านครั้ง แต่ในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาเป็น ๒๐๐ ล้านครั้ง คือปริมาณการเข้ารับบริการมากขึ้น บุคลากรภาครัฐที่อยู่ในระบบสาธารณสุขของประเทศทำงานหนักขึ้นแต่เงินมากขึ้นนิดเดียว แล้วก็เป็นข้อเท็จจริงเลยว่าขณะนี้โรงพยาบาลรัฐเกือบทุกแห่งประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากว่าเวลาเราคิดค่าใช้จ่ายออกไป ๑๐๐ บาท จะได้รับคืนกลับมาประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง และได้รับมาเมื่อตอนปลายปีงบประมาณบ้าง เป็นเวลาที่ ไม่แน่นอนบ้าง ทำให้เงินสะสมที่มีอยู่ในโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งประสบภาวะขาดทุน ที่ท่านประธานกล่าวเมื่อสักครู่ว่าในปีนี้ทาง ครม. ได้อนุมัติงบประมาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในไม่กี่โรงพยาบาลที่ประสบภาวะ ขาดทุนอย่างรุนแรง แต่โรงพยาบาลที่ขาดทุนอย่างทั่ว ๆ ไปมีอีกมหาศาล พอเงินขาดทุนมาก ๆ มีการพยากรณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าไม่รู้ว่าระบบนี้จะอยู่ได้แค่ไหน อย่างไร ทั้งบุคลากร ทั้งการบริการ อาคาร สถานที่ และเวชภัณฑ์ เมื่อระบบตรงนี้เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ และค่ารักษา ของโรงพยาบาลเอกชนถ่างตัวสูงออกไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระบบ อันนี้ขออนุญาตตอบคำถามตรงนี้นะครับ เมื่อเงินไม่พอ ระบบที่ทางสาธารณสุขคิด ก็คือว่าจะต้องใช้ระบบสร้างนำซ่อม คือสร้างสุขภาพดีกว่าซ่อมสุขภาพ ที่ท่านประธาน กรุณาให้ความเห็นว่าจริง ๆ แล้วต้องใช้ประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินในระบบ สุขภาพ แต่ในขณะนี้เนื่องจากว่าเงินที่รัฐบาลจ่ายมา ผมยกตัวอย่างในระบบ สปสช. ก็แล้วกัน จะแบ่งเป็น ๔ ก้อนด้วยกัน อันแรก เป็นเงินเดือน แปลกนะครับ เงินเดือนบุคลากร จะอยู่ในนี้ด้วย อันที่ ๒ เป็นคนไข้นอก อันที่ ๓ เป็นคนไข้ใน อันนี้คือการรักษาพยาบาลจริง ๆ เฉพาะ ๔๘ ล้านคน แต่อันที่ ๔ คืองบป้องกันเสริมสร้างสุขภาพสำหรับประชากร ๖๗ ล้านคน พอ ๔ อันนี้มารวมกันก็เป็นลัมป์ซัม (Lump Sum) อย่างที่ผมเรียนให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ พอโรงพยาบาลขาดทุน ผู้บริหารที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปีต่อปีก็ต้องพยายามเกลี่ยตรงนั้น เกลี่ยตรงนี้ ก็ต้องไปดึงจากงบเงินเดือนบ้าง เอาเงินเดือนไม่ได้ก็ลำบากอีก จะเห็นนะครับ บางโรงพยาบาลค้างจ่ายเงินเดือนหลายเดือน ๖ เดือนก็มี ไปดึงมาจากงบส่งเสริมสุขภาพบ้าง ก็ทำให้เหลือประมาณ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ แทนที่จะเป็น ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ เอามาแก้ปัญหาขาดทุนในคนไข้นอกและคนไข้ใน ที่ผมเรียน ให้ทราบว่ามันเพิ่มขึ้นมหาศาล ยอดล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ คนไข้นอกมากกว่า ๒๐๐ ล้านคน วิซิต (Visit) ต่อปี คนไข้ในมากกว่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน วิซิต (Visit) ต่อปี และต้องใช้งบประมาณตรงนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการควบคุมให้เหมาะสมแล้ว ผมเรียนให้ทราบว่าอย่างไรก็ไม่พอ แต่ถ้าไม่มีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพที่เราเสนอจัดตั้งเข้าไปแล้วเพื่อที่จะบริหารงบประมาณ บริหารคน บริหารของ และบริหารภารกิจภายใต้ความคลาดแคลนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็จะเกิดปัญหาตาม ขึ้นมาอีกมากมาย ถึงเป็นที่มาของการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพเพื่อที่จะ กำหนดทิศทางแล้วก็บริหารจัดการให้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ก็ขอ อนุญาตเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ คำตอบชัดเจนนะคะ ยิ่งทำให้เราเห็นว่าสมควรแล้ว ที่เรื่องนี้จะอยู่ใน ๒๗ วาระเร่งด่วนของปี ๒๕๖๐ อย่างไรก็ตามดิฉันก็ฝากเรื่อง สมสส. องค์การมหาชนตั้งได้โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ปัญหาของ สมสส. ไม่ได้อยู่ที่ เรื่องการจัดตั้ง แต่อยู่ที่ว่าตั้งขึ้นมาแล้วทำอย่างไรที่จะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคำกล่าวว่าข้อมูลคืออำนาจ เมื่ออำนาจนี้อยู่ที่หน่วยอื่น ๆ การที่เขาจะให้ข้อมูลมาอยู่ที่หน่วย สมสส. เป็นหน่วยกลางทำได้ยากยิ่ง เพราะฉะนั้นในการที่จะนำเสนอวาระนี้เป็นวาระเร่งด่วน ในชั้นขั้นตอนการเสนอ คณะกรรมการปฏิรูปอยากจะให้เสนอแนวทางการดำเนินงานที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้มีกฎหมายและมีอำนาจทางการบริหารมารองรับ สมสส. ที่จะทำให้ข้อมูล จากทุกแหล่งมารวมอยู่ที่ สมสส. ได้ ก็ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการมากค่ะ เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญ และเร่งด่วน ๒๗ วาระในกลุ่ม “คน” เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ประมวลความเห็นของสมาชิกและจัดทำสรุปเพื่อส่งไปยัง คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศต่อไป จบการพิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและท่านประธานกรรมาธิการด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้มี หนังสือขออนุญาตให้นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย อนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าว อย่างเป็นระบบ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมด้วย ต่อไปเป็นรายชื่อผู้ชี้แจงวาระนี้นะคะ ๑. ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าว อย่างเป็นระบบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓. ท่านคณิสสร นาวานุเคราะห์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คนที่สอง ประธาน อนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อดีตรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ ๔. ท่านทวีศักดิ์ กออนันตกูล รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คนที่สาม รองประธานอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าว อย่างเป็นระบบ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ๕. ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ๖. ท่านนิกร จำนง กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ๗. ท่านอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย อนุกรรมาธิการ การแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว อดีตอธิบดีกรมการข้าว เชิญท่านประธานสถิตย์ค่ะ ปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๕๓ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ เมื่อก่อนมีคำกล่าวว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ อาชีพของ ชาวนาคือปลูกข้าว คำกล่าวนี้จึงสะท้อนว่าข้าว นา และชาวนา เป็นสิ่งสำคัญของประเทศ เป็นหลังพิงสำคัญของสังคมไทย แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะได้เคลื่อนย้ายจากภาคเกษตรมาสู่ ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นทุกวัน ความสำคัญของภาคเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคนา และข้าวยังมีความสำคัญอยู่เสมอ เมื่อสังคมอุตสาหกรรมพัฒนามาถึงระดับหนึ่งและบางช่วง มีปัญหา เช่นเมื่อเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ลูกจ้างที่อาศัยอยู่ในสังคมอุตสาหกรรม ต้องกลับไปสู่สังคมเกษตรกรรมส่วนใหญ่คือสังคมนาเพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่รอดได้ในช่วงนั้น แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วสังคมเกษตรกรรมหรือสังคมของชาวนาเป็นสังคมที่มีความสำคัญ เป็นหลังพิง เป็นกระดูกสันหลังให้กับสังคมได้ แม้ว่าเมื่อคิดตามสัดส่วนแล้วความสำคัญของ เกษตรกรรมรวมถึงการทำนาจะน้อยลง เนื่องจากสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็ดี ภาคบริการก็ดี ขยายตัวออกไปมาก ความสำคัญของนาและข้าวยังเป็นสิ่งที่จำเป็นมากของเศรษฐกิจ และสังคมไทย ประชากรไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งของประชากร เหล่านั้นยังต้องการข้าว และถ้ามองเฉพาะสังคมไทย ความจำเป็นในการที่จะต้องมีข้าว อย่างเพียงพอและมีคุณภาพสำหรับสังคมไทยยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้เองระบบข้าวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องที่จะต้องทำให้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และอยู่ได้อย่างดี เพื่อที่จะเป็นหลักสำคัญในการพิงเอนของสังคมไทยในการที่ยังเป็นกระดูก สันหลังของชาติอยู่ ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบจะได้นำเสนอ เรื่อง แนวทาง การปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ ต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผมขออนุญาตท่านประธาน อนุญาตให้ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านคณิสสร นาวานุเคราะห์ ท่านทวีศักดิ์ กออนันตกูล ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ท่านนิกร จำนง และท่านอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย เป็นผู้ดำเนินการเสนอในเรื่องนี้ โดยเริ่มต้นที่ท่านคณิสสร นาวานุเคราะห์ ขออนุญาตครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านคณิสสรค่ะ เนื่องจากท่านจะชี้แจงกันครบทุกท่าน ก็กรุณาจัดสรร เวลาให้ดีด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ กระผม นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๒๐ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหา ข้าวอย่างเป็นระบบ ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระผม จะพยายามรายงานโดยสรุป หลังจากนั้นก็คงจะขอให้ท่านดอกเตอร์อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการและเป็นประธานคณะทำงานจัดทำรายงาน เป็นผู้รายงานในรายละเอียด ต่อไป

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ก่อนอื่นกระผมขอกราบเรียนว่า คณะอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติมขึ้น เพื่อมีภารกิจเฉพาะกิจในเรื่องข้าวโดยเฉพาะ ภายใต้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙ โดยมีสมาชิก สปท. ทั้งที่เป็นกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจ และมิได้อยู่ในคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเป็นอนุกรรมาธิการ และเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะอนุกรรมาธิการด้วย รวมทั้งมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องข้าวเข้ามาร่วมเป็นอนุกรรมาธิการ ทุกท่านได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นจนกระทั่งสามารถ สรุปรายงานฉบับนี้ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นกระผมขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ช่วยกันหาข้อมูลจนกระทั่งสามารถสรุปรายงานฉบับนี้ได้ โดยเฉพาะท่านสมาชิก สปท. หลาย ๆ ท่านที่ได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้

สำหรับผลการศึกษาโดยสรุป ปัญหาพื้นฐานประการแรกของข้าวก็คือชาวนา เป็นผู้รับความเสี่ยงในเรื่องข้าวทั้งหมด ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และอีกหลาย ๆ ประเทศในตลาดโลก ข้าวเป็นสินค้าที่มีผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งผู้ค้ากระจาย อยู่ทั่วโลก ข้าวจะมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากต่อปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางธรรมชาติ หรือปัจจัยที่เกิดขึ้นจากการค้าและการผลิต เมื่อสถานการณ์ มีปัญหา ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักจะเป็นชาวนา กระผมจึงขอเรียนว่าชาวนานั้นจะเป็นผู้ที่ได้รับความเสี่ยงมากที่สุดในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับข้าว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงจำเป็นต้องปลูกข้าว เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของ คนไทย ข้าวมีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหาร ของประเทศ ดังนั้นสิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องดำเนินการปฏิรูปก็คือการปฏิรูปชาวนา ทำอย่างไรเราจะสร้างคุณภาพชีวิตให้ชาวนาดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการทำนาของชาวนา ซึ่งอาจจะดำเนินการได้หลายประการ เช่น ในเรื่องของการน้อมนำศาสตร์พระราชาให้ชาวนา นำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ปรับปรุงระบบการประกันภัยการเกษตร ส่งเสริมชาวนารุ่นใหม่ และอะไรอีกหลาย ๆ ประการที่จะช่วยให้ชาวนามีฐานะที่ดีขึ้น มีรายได้ที่ดีขึ้น สร้างคุณภาพ ชีวิตให้กับชาวนา เพราะถ้าไม่มีชาวนาก็ไม่มีคนทำนา ประเทศไทยก็จะไม่มีข้าว เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเป็นประการแรกที่สำคัญที่เราจะต้องปฏิรูป

ปัญหาอีกประการหนึ่ง ก็คือเกี่ยวข้องกับเรื่องของประสิทธิภาพและการแข่งขัน ทางด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงทุกขั้นตอน หรือจะต้องปฏิรูป ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ปฏิรูปการผลิตโดยการเพิ่มผลิตภาพ นับตั้งแต่ เรื่องของดิน เรื่องของน้ำ เรื่องของปุ๋ย เรื่องของพันธุ์ รวมทั้งเรื่องของเทคโนโลยีในการผลิต และการวิจัยพัฒนา ปฏิรูปการตลาดทั้งการตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดข้าวสาร สร้างอำนาจต่อรองให้กับชาวนามากขึ้น สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับข้าว ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับข้าว เพื่อที่เราจะได้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากการปฏิรูปชาวนา การปฏิรูปการผลิต และการปฏิรูปการตลาด ดังกล่าวแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ข้าวนั้นเกี่ยวข้องอยู่กับหลายองค์กร การปฏิรูปหรือการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทั้งหมดนั้นจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกลไกการขับเคลื่อน การปฏิรูป ที่สำคัญก็คือ ๑. องค์กรในระดับนโยบาย ที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ก็คือ นบข. หรือ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ซึ่งผมคิดว่าคงจะต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อให้มี บทบาทที่ชัดเจนว่าเป็นองค์กรด้านนโยบายและด้านยุทธศาสตร์ของประเทศมากกว่าที่จะ เป็นองค์กรในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ๒. ก็คือองค์กรกรมการข้าว ภายใต้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกรมใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นมาในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จริงก็ไม่ใหม่นัก ก็หลายปีพอสมควรแล้ว แต่องค์กรนี้ก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่เต็มที่ในเรื่องของข้าว โดยเฉพาะในเรื่องของการวิจัยพัฒนาและในเรื่องของการที่จะดูแลชาวนา โดยเฉพาะส่วนที่ อยู่ในภูมิภาคก็ควรจะได้รับการปรับปรุงและได้รับการปฏิรูป

จากการปฏิรูปทั้ง ๔ ด้านดังกล่าว ความคาดหวัง ผมคิดว่าเราจะพยายาม เปลี่ยนชาวนาและข้าวไทย

ประการที่ ๑ เปลี่ยนชาวนาไทยจากการเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และผลกระทบจากปัญหาข้าว เป็นชาวนาที่มีความมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นพอสมควร เช่นเดียวกับอาชีพอื่น ๆ อาชีพชาวนาขณะนี้เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงมาก ในขณะที่ ผลตอบแทนต่ำ ซึ่งตรงข้ามกับธุรกิจอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปในทางเศรษฐศาสตร์ที่ความเสี่ยง กับผลตอบแทนมักจะควบคู่กัน

ประการที่ ๒ การเปลี่ยนข้าวไทย ผมมองว่าข้าวไทยขณะนี้เราเป็นผู้ผลิต และผู้ส่งออกข้าวพื้นเมืองรายใหญ่ที่เรียกว่าข้าวขาว แต่เราต้องเผชิญกับการแข่งขันจาก นานาประเทศค่อนข้างสูง เราคงจะต้องไม่พึ่งอยู่กับข้าวที่เรียกว่าเทรดิชันนัลไรซ์ (Traditional Rice) แต่เพียงอย่างเดียว เราคงจะต้องมองหาตลาดข้าวที่เป็นตลาดเฉพาะ ตลาดที่มีคุณภาพ ข้าวที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ว่าจะเป็นข้าวออร์แกนิก (Organic) ข้าวสี หรือว่าข้าวเป็นเครื่องบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเพิ่มราคาและสามารถแข่งขันได้ ในตลาดโลก นอกจากนั้นที่สำคัญก็คือเราคงจะต้องมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากข้าว เพื่อใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิต ก็เป็นตัวที่เราจะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร นอกเหนือจากข้าวที่ต้องขายในรูปของข้าวบริโภคเท่านั้น ปัจจุบันก็มีข้าวหลายชนิด มีสินค้าหลายชนิดที่สามารถใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบได้ แล้วก็ได้เริ่มมีการผลิตและมีการดำเนินการ ทางด้านการตลาดเหล่านี้อยู่ ซึ่งเราคงจะต้องพยายามมุ่งไปทางตลาดเหล่านี้ให้มากขึ้น ๆ ทั้งหมดก็เป็นการดำเนินการเพื่อที่เราจะช่วยให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับรายละเอียด ผมขออนุญาตเชิญดอกเตอร์อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย เป็นผู้รายงานต่อครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย อดีตอธิบดีกรมการข้าว เรียนเชิญค่ะ

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน ผมได้รับมอบหมายจาก คณะอนุกรรมาธิการให้เป็นผู้มาชี้แจงในวันนี้ ผมจะขอเริ่มต้นด้วยสไลด์ (Slide)

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

แผ่นแรก ก็คือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรโครงการโคกกูแว จังหวัดนราธิวาส ปี ๒๕๓๖ โดยท่านได้ดำรัสไว้ตอนหนึ่งว่า ข้าวต้องปลูกเพราะอีก ๒๐ ปี ประชากรอาจจะ ๘๐ ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าว ไปเรื่อย ๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้จะต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก อันนี้จะย้ำถึงความสำคัญของข้าวซึ่งท่านคณิสสรได้รายงานไปแล้วว่ามีความสำคัญ ในหลายมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เพราะเป็นคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ผมจะเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ข้อเท็จจริงในปัจจุบันก่อน ดูในซีกของตัวชาวนา ครัวเรือนชาวนา หัวหน้าครอบครัวเฉลี่ย ๕๖ ปี แต่ว่าอันนี้เป็นการสำรวจในช่วง ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นต้องสูงกว่านี้ แล้ว ๓๓ เปอร์เซ็นต์ อายุมากกว่า ๖๐ ปี ก็เป็น สังคมคนชรา การศึกษา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เกินประถมศึกษา สมาชิกในครัวเรือนประมาณ ๔.๖ คน ถ้าคิดเป็นประชากรก็จะประมาณ ๖๗ ล้านคนภาคชาวนา รายได้สุทธิในภาคเกษตร ๑๑๓,๐๐๐ บาทเศษต่อปี ผมใช้สุทธิ แล้วก็เปรียบเทียบกับ นอกภาคเกษตร จะเห็นว่าใกล้เคียงกัน แสดงว่าครอบครัวชาวนานั้นจะต้องมีรายได้ นอกภาคเกษตรอยู่ด้วย ส่วนรายจ่ายก็มีทั้ง ๒ ส่วน คือภาคเกษตรแล้วก็นอกภาคเกษตร มีหนี้สิน เนื้อที่ถือครองซึ่งเป็นตัวบอกอันหนึ่งว่าจะพออยู่พอกินหรือไม่ เฉลี่ยเกษตรกรไม่ใช่ มีที่นาอย่างเดียวที่ปลูกข้าว จะมีที่อย่างอื่นด้วย แต่เป็นที่ทำนาอยู่เพียง ๑๘ ล้านไร่ ท่านคงจินตนาการได้ว่าถ้า ๑ ไร่ได้กำไร ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท แล้วเส้นยากจน ๒,๕๐๐ บาท ต่อเดือน ทำนากี่ไร่ถึงจะพอทั้งครอบครัวคงคำนวณได้ไม่ยาก

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้าว ผลผลิตต่อไร่ของไทยถ้าเทียบกับ ทั้งโลกค่อนข้างต่ำแม้แต่เทียบในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ผมจะอธิบายเหตุผลว่าทำไมเราต่ำ ในสไลด์ (Slide) ถัดไป เรื่องการใช้ประโยชน์จากข้าวก็จะมีส่วนใหญ่ ๆ ๒ ส่วนคือในประเทศ ซึ่งจะรวมทั้งบริโภคแล้วก็อุตสาหกรรมกับส่งออก ส่วนใหญ่ในประเทศมีมากกว่านิดหนึ่ง แต่โดยคร่าว ๆ ก็อยู่ประมาณ ๑๐ กับ ๖๐ การส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นข้าวขาว รองลงไป ก็จะเป็นข้าวประเภทข้าวหอม ข้าวหอมมะลิ แล้วก็ข้าวนึ่ง ประเทศที่เป็นลูกค้าเราก็จะอยู่สไลด์ (Slide) ทางขวามือ เป็นทางแอฟริกา เป็นจีน จริง ๆ แล้วประมาณ ๑๐๐ กว่าประเทศซึ่งเป็น ลูกค้าของเรา สำหรับแนวโน้มข้าวไทย แนวโน้มการค้าโลก ประชากรที่ท่านประธานสถิตย์ ได้พูดแล้วว่าประชากรของโลก ปี ๒๕๙๓ จะเป็นประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านคนจาก ๗,๐๐๐ ล้านคน ส่วนหนึ่งก็คือประมาณ ๘๐๐ ล้านคนยังอดอยาก แล้วพวกนี้ส่วนใหญ่ก็บริโภคข้าวเพราะอยู่ใน เอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) แม้เพอร์ คาปิตา คอนซัมป์ชัน (Per Capita Consumption) ต่อหัวจะลดลง แต่ระยะยาวความจำเป็นก็ยังต้องมีเพิ่มขึ้นโดยสัดส่วน อย่างไรก็ตาม จำนวนข้าวเราก็ส่งออกโดยภาพรวม แนวโน้มท่านคงเห็นเส้น ๒ เส้น เส้นข้างบนก็คือเส้นทั้งโลก เส้นที่ ๒ ของไทยขึ้นด้วยกัน แต่ห่างขึ้นก็คือสัดส่วนของเราน้อยลง แสดงว่ามีคู่แข่งมากขึ้น ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรต่าง ๆ ล่าสุด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การวิจัย พัฒนา เราพัฒนาจากพันธุ์พื้นเมืองบ้าง ผสมข้ามพันธุ์บ้างได้ ๑๐๐ กว่าสายพันธุ์ แล้วก็มีงานถ่ายทอดเทคโนโลยี ทุกวันนี้ก็มีการตั้งศูนย์เรียนรู้ ในระดับอำเภอ ศูนย์ข้าวชุมชนในกลุ่มชาวนา ช่วยเหลือการประกันภัยธรรมชาติ โดยสนับสนุนเบี้ยประกัน มีโครงการชะลอการขายหรือจำนำยุ้งฉาง ช่วยเหลือภัยธรรมชาติ หรือช่วยเป็นตัวเงิน แล้วก็ใช้นโยบายทำเกษตรแปลงใหญ่

สำหรับประเด็นท้าทายข้าวไทย ประเด็นแรก ที่จะกล่าวถึงก็คือ ความเชื่อมโยงการค้าข้าวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งอันนี้หลายท่านอาจจะ ยังไม่เข้าใจว่าเชื่อมโยงตรงไหน ไม่ได้ไปเผาพลังงานอะไรทั้งสิ้น การปลูกข้าวในนาน้ำขัง จะเป็นแหล่งกำเนิดของแก๊สมีเทนซึ่งเป็น ๑ ในแก๊สเรือนกระจก อันนี้ก็มีความพยายามจะตั้ง มาตรฐานขึ้นมาเพื่อกีดกัน ดังนี้เป็นต้น อาจจะยังไม่มาไว ๆ นี้ แต่ก็ต้องมีการเตรียมพร้อม แล้วอีกอันหนึ่งควบคู่กับเรื่องของการผลิตก็คือการค้า เขตการค้าเสรีเกิดขึ้นมากมาย ภาษี ลดลง อย่างไรก็ตามก็เป็นทั้งเชิงบวก แต่ขณะเดียวกันเชิงลบก็คือมีมาตรการกีดกัน ที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้น เรื่องมาตรฐาน เรื่องสุขอนามัย เรื่องสิ่งแวดล้อม ความชอบของ ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป จากที่บริโภคสินค้าธรรมดา ก็มองหาสินค้าที่มีความปลอดภัย มีคุณค่า ทางโภชนาการ รวมทั้งการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วหลายประเทศที่เขานำเข้าอยู่ทุกวันนี้ เขามีความมุ่งมั่นที่จะผลิตให้เพียงพอเพื่อความมั่นคงในประเทศ อันนี้ก็จะทำให้ความต้องการ ระหว่างประเทศลดลง นโยบายรัฐบาลก็เกี่ยวข้องที่จะต้องคำนึงว่าต้องสอดคล้องกัน นโยบายบางอย่างอาจจะทำให้เสียไปถึงเรื่องของคุณภาพการผลิต เป็นต้น ทีนี้ประเด็นปัญหา จากข้อเท็จจริงทั้งหมดก็สรุปได้ ๓-๔ ประเด็น เรื่องแรก ก็คือชาวนามีความเสี่ยงสูง ซึ่งท่านคณิสสรได้พูดไปแล้วเรื่องเสี่ยงภัยธรรมชาติ เสี่ยงเรื่องราคา แล้วก็ความเข้าไม่ถึงข้อมูลเทคโนโลยี ข้อมูลการตลาด เสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง เข้าไม่ถึง ห่วงโซ่อุปทานโดยตรง ผ่านหลายขั้นตอน ซัปพลายเชน (Supply Chain) ยาว ขาดการออม เพื่อประกันรายได้เมื่อเทียบกับอาชีพอื่น องค์กรชาวนาผมขออนุญาตเริ่มตรงนี้เลย ทุกครั้ง ที่ผมพูดหมายถึงสหกรณ์ด้วยนะครับ แต่ไม่ใช่เฉพาะสหกรณ์ หมายถึงพวกกลุ่มเกษตรกร ทำนา ศูนย์ข้าวชุมชน หลายรูปแบบ องค์กรเองเฉพาะชื่อสมาคมชาวนาก็มี ๔-๕ สมาคม ยังไม่เป็นเอกภาพ ขาดการบริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องทำธุรกิจเดินได้น้อยมาก ในส่วนของ องค์กรภาครัฐได้กล่าวไปแล้วว่าเรื่องข้าวก็มีอยู่หลายหน่วยงานแล้วก็ยังไม่ครบวงจร โดยเฉพาะกรมการข้าวที่ตั้งขึ้นมาปี ๒๕๔๙ ก็ยังขาดความพร้อมอยู่หลาย ๆ ด้าน การตรวจสอบรับรองก็ทำได้ช้า เรามุ่งไปที่การพัฒนาคุณภาพแต่ต้องมีผู้รับรอง อันนี้ก็ยัง ไม่พร้อมเท่าไร งานวิจัยการแปรเป็นผลิตภัณฑ์ การวิจัยเพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ของตลาดโลก เรื่องของการบูรณาการงานระบบสารสนเทศ เป็นต้น อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องอุปทานส่วนเกิน โดยเฉลี่ยที่ผ่านมาก็ไม่ได้เกินมากนัก แต่เป็นปัญหาสะสมมา ช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ที่เราจำนำแล้วข้าวเหลืออยู่มาก อันนี้ยังระบายไม่หมด เพราะฉะนั้น ถ้าระบายหมดไปแล้วเรื่องเกินก็คงจะไม่มาก ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตันเศษน่าจะจัดการได้ ส่วนผลผลิตต่อไร่ต่ำที่ผมได้ฝากไว้ว่ายังไม่พูดถึง ขอเน้นนิดหนึ่งว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของเรา อยู่นอกเขตชลประทานก็คือน้ำไม่เพียงพอ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ดั้งเดิม แม้แต่เราได้พัฒนา ให้บริสุทธิ์ขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่มีข้อจำกัดด้านพันธุกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น ตรงนี้ก็จะต้องพัฒนาต่อไป แต่ว่าความได้เปรียบก็คือมีราคาสูง มีคุณค่า และเนื้อที่ส่วนใหญ่ อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งก็มีน้ำชลประทานในภาคนี้เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้กรอบแนวคิด ท่านคณิสสรก็ได้พูดไปแล้ว ผมสรุปว่าวิสัยทัศน์เราเน้นเรื่องของชาวนา เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราต้องเจาะไปที่ชาวนา คือชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบ อาชีพได้อย่างยั่งยืน มั่นคง ดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แนวคิดก็คือ โดยทั่ว ๆ ไปถ้าอาชีพอื่นเขาจะมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง แต่อาชีพทำนาตรงข้ามครับ คือความเสี่ยงสูงแล้วก็ผลตอบแทนต่ำ เราจะทำอย่างไรให้นำไปสู่ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทน คุ้มค่า อันนี้ก็จะอยู่ในวงจรอุปทาน ซัปพลายเชน (Supply Chain) ก็คือ ๔ ด้านที่เรียนแล้ว คือ เรื่ององค์กรชาวนา เรื่องการผลิต เรื่องภาครัฐ แล้วก็เรื่องตลาด ซึ่งจะประกอบด้วย มาตรการเทคโนโลยีทั้งด้านดิจิทัล ทั้งด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) มาตรการ ทางการเงิน การคลัง พวกอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ทั้งหลาย โครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็เรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการเช่าที่ดินหรือที่กำลังดำเนินการอยู่คือวิสาหกิจ เพื่อสังคมก็คือสังคมของชาวนา หลักการและเหตุผล ก็คือข้าวเป็นพืชที่สำคัญ อันนี้พูดแล้ว ไทยส่งออกเป็นที่ ๑ ที่ ๒ แต่ชาวนาไทยยากจนต้องเผชิญกับราคาข้าวแปรปรวน ได้รับส่วนแบ่ง ยังไม่เป็นธรรม มีคนพูดอยู่เสมอว่าข้าวสารแพง ข้าวเปลือกถูก ที่ผ่านมามียุทธศาสตร์ อยู่หลายฉบับแต่ขาดการขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพราะความไม่พร้อมด้วย มาตรการส่วนใหญ่ ดำเนินการปลายน้ำก็คือรับจำนำ ส่วนต้นน้ำก็ได้รับดูแลบ้างแต่ว่ายังไม่มากนัก กระบวนทัศน์ อันนี้ต้องมีการเปลี่ยน อันแรก ก็คือข้าวต้องอยู่คู่กับคนไทย ซึ่งเป็นสไลด์ (Slide) แผ่นแรกที่ผม ได้นำเสนอแล้ว พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เราต้อง เน้นการผลิตเพื่อส่งออกโดยข้าวคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ ๑ ของโลก อันนี้ ผมคิดว่าเราไม่ควรตั้งทาร์เก็ต (Target) ไว้เป็นที่ ๑ ถ้าเป็นก็เป็นผลพลอยได้ เป็นอาชีพ ที่คนรุ่นใหม่สนใจจะเข้ามาทำนา ชาวนาต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกันเช่นเดียวกับ อาชีพอื่น ต้องมีส่วนแบ่งที่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทาน ต้องปรับองค์กรให้มีความพร้อมแล้วก็ ต้องจัดในรูปแบบคลัสเตอร์ (Cluster) ประเด็นหลัก ๆ ก็จะเป็น ๔ ประเด็น ผมจะเข้าสู่ รายละเอียดเลยนะครับ อันนี้ท่านคณิสสรได้นำเสนอแล้ว ผมจะลึกกว่าที่ท่านคณิสสร พูดนิดหนึ่งแต่ว่ากรอบอันเดียวกัน

เรื่องแรก เรื่องของการปฏิรูปชาวนาและองค์กรชาวนา วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงให้กับชาวนา อันแรกที่สุดก็คือน้อมนำ ศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งมีข้าวอยู่ในนั้นด้วย เกษตรธรรมชาติ ปรับมาตรการในแผนพัฒนา แหล่งน้ำ เพื่อเน้นให้ความสำคัญกับน้ำในชุมชน เรื่องของระบบประกันความเสี่ยง ต้องมี ทางเลือกให้มากขึ้น มีมาตรการจูงใจ ทุกวันนี้มีแต่ยังไม่มีทางเลือกมากนัก เรื่องของการออม แห่งชาติ ให้เป็นการออมตามฤดูกาล แล้วก็มีกรณีพิเศษให้กับชาวนา เรื่องถัดไป ก็คือสร้าง ความเข้มแข็งองค์กรชาวนา ที่ผมเรียนแล้วก็มีสหกรณ์ด้วย สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) สร้างเวทีเครือข่าย อันนี้ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมาสร้างด้วย หรือเป็นคอนเวนชันนัล (Conventional) ก็ได้ วิทยุ ทีวี (TV) เหมือนกับ จส. ๑๐๐ อย่างนี้เป็นต้น ให้ชาวนาเขาได้ ติดต่อประสานงานทั้งระหว่างเขาเอง กับระหว่างชาวนากับภาครัฐ เร่งรัด พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ถ่ายทอด โดยเฉพาะเน้นเรื่องของการถ่ายทอดการประกอบธุรกิจ เรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินชาวนา อันนี้รัฐบาลก็ได้เริ่มทำ แต่เราอยากเห็นว่ามีความเป็น ระบบ คือแทนที่จะเป็นเฉพาะกิจมีปัญหาทีหนึ่งก็มาแก้ไขทีหนึ่ง เรื่องทะเบียน ผู้ที่มีหนี้สิน เป็นลักษณะคล้าย ๆ เครดิตบูโร (Credit Bureau) เรื่องขยายเวลา ช่วงทำนาล่ม ๑ ปี ต้องใช้เวลา ๓ ปี อันนี้ต้องขยายเวลา การปรับโครงสร้างหนี้เป็นรายบุคคล เรื่องจัดตั้งธนาคารที่ดิน อันนี้ อยู่ในระบบอยู่แล้ว เรื่องของชาวนารุ่นใหม่ จะต้องทำเป็นธุรกิจได้สตาร์ตอัป (Start Up) หรือสร้างชาวนามืออาชีพ เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนด้วย แล้วก็กฎหมาย โดยมุ่งไปที่ชาวนาอาจจะต้องมีแชร์ความเสี่ยง ก็คือแชร์ครอปปิง (Share Cropping) แทนที่จะฟิกซ์ (Fix) แล้วก็ให้ชาวนาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ โดยเจ้าของที่ดินลงทุนเหมือนกับ ระบบแบ่งปันผลผลิต เช่น กรีดยาง เป็นต้น ทีนี้เรื่องของระบบการผลิต ก็คือการเพิ่มผลิตภาพ หรือโพรดักทิวิตี (Productivity) แล้วก็เพิ่มมูลค่าเหมือนกับจัดโซนนิง (Zoning) อันนี้เราก็มี แผนที่ที่เหมาะสม แล้วก็ระบบนาแปลงใหญ่ แต่ใหญ่ในที่นี้ก็คือให้ได้ความเหมาะสม ในเชิงเศรษฐกิจ มีอำนาจต่อรอง คุ้มกับการลงทุน แล้วก็ปลูกพืชในช่วงที่คาบเกี่ยวไม่ควรจะ ต่อเนื่องกันไป ซึ่งจะเป็นแหล่งของโรคแมลงระบาดแล้วการบริหารจัดการน้ำก็ลำบาก สร้างแนวร่วมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์คือหัวใจในการเพิ่มผลผลิต เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ภาครัฐคงไม่สามารถจะไปสนับสนุนให้ได้เพียงพอ เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกษตรกรผลิต ให้ภาคเอกชนผลิต สหกรณ์ผลิต แล้วรัฐเป็นผู้ดูแลเรื่องคุณภาพ เรื่องระบบการตรวจรับรอง มาตรฐานจะมีหลายอย่าง มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) โรงสี มาตรฐานสินค้า เกษตรอินทรีย์ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ทุกวันนี้ทำง่าย มีคิวอาร์โค้ด (QR Code) ถ่ายลงไปก็รู้แล้วว่าข้าวกล่องนี้ชาวนาคนไหนผลิต อันนี้ก็จะสร้างมูลค่าได้ด้วย มีการออกใบรับรอง กลไกการขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องจักร อันนี้ก็มีปัญหา ในฤดูข้าวชุก เครื่องมือก็ไม่ทัน เตรียมดินไม่ทันบ้าง หรือเก็บเกี่ยวไม่ทันข้าวก็เสื่อมคุณภาพ แล้วข้าวอันหนึ่ง ที่ต้องพูดกันมาก ก็คือเรื่องข้าวที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ข้าวที่มี ไกลซีมิกอินเดกซ์ (Glycemic Index) ต่ำ ก็คือกินแล้วไม่อ้วน หรือไปทำพวกเครื่องสำอาง หรือทำเป็นออร์แกนิก (Organic) ก็จดทะเบียนเป็นข้าวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่ง พ.ร.บ. อันนี้ ก็มีอยู่แล้วที่กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการอยู่ อย่างเช่น เราจะมีข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นต้น เรื่องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ต้องเริ่มที่กระบวนการวิจัย การ ถ่ายทอด แล้วก็มีมาตรการจูงใจให้ลงทุน ในส่วนของการตลาด อันนี้เน้นการเพิ่มมาร์เกตติง แชนแนล (Marketing Channel) เพิ่มช่องทางการตลาดแล้วก็ให้มีส่วนแบ่งที่รับเป็นธรรม อันแรก ก็คือศึกษาข้าวตลาดในอนาคตในเชิงลึกเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ คือเราต้องไปดู ดีมานด์ (Demand) ในต่างประเทศ แล้วเขาต้องการอะไรก็มา ถ้ายังไม่มีก็ต้องมาวิจัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เราต้องศึกษากฎ ระเบียบการค้าเขามีข้อกีดกัน อะไรบ้าง รสนิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร มาวางแผนการผลิตระยะยาว ส่วนตลาดในประเทศ เรื่องของตลาดนี้จำเป็นจะต้องให้เกษตรกรได้รับรู้ ผู้บริโภคได้รับรู้ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แล้วตลาดใหม่ที่นำเสนออันนี้คือตลาดกลางข้าวสาร เมื่อก่อนเรามีตลาดข้าวเปลือก เนื่องจากโครงสร้างของการผลิต การเก็บเกี่ยวเปลี่ยนไป ข้าวที่เกี่ยวมีความชื้นสูง อาจจะต้องไปเข้าระบบใหญ่เขา เพราะฉะนั้นการที่จะไปขายที่ตลาดกลางอาจจะไม่สะดวกนัก อันนี้ก็เลยส่งเสริมตลาดกลางข้าวสาร ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ฟาร์มเมอร์มาร์เกต (Farmer Market) ตลาดเกษตรกร ทุกวันก็จะเห็นในชุมชน ในท้องถิ่นเขาก็จะมี อันนี้เราเน้นให้ชาวนาขายตรงเลย คือเป็นตลาด ที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกวันนี้ก็แพ็ก (Pack) ได้อยู่แล้ว เครื่องสุญญากาศเอามาวางขายในท้องถิ่น อาจจะเป็นชาวนาหรือองค์กรชาวนามาขาย พัฒนาตลาดขายตรง เช่นระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรืออะไรพวกนี้ เรื่องสร้างตลาดดิจิทัลในหลายรูปแบบ แล้วก็เรื่องของ ความเป็นธรรม กำกับดูแล เครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ตลอด แล้วก็เรื่อง ของเครือข่ายความร่วมมือ ทุกวันนี้เราจะมีเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร มีตั้งแต่ผู้รวบรวม ในท้องถิ่น เข้าโรงสี ไปหยง เราจะมีโมเดล (Model) ใหม่ไหม อย่างเช่น เรเวนิวแชริง (Revenue Sharing) เหมือนระบบ ๗๐ ต่อ ๓๐ อ้อย จอยต์เวนเจอร์ (Joint Venture) ระหว่างผู้ผลิตกับ ผู้ส่งออก โรงสี หรือเป็นระบบวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นต้น อันนี้ไปหาทางเลือกที่เหมาะสม โดยการศึกษา แล้วก็กลไกภาครัฐ อันสุดท้ายที่ท่านคณิสสรได้พูดไปแล้วก็คือ นบข. ชื่อย่อ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ชื่อนี้จะเปลี่ยนไปทุกรัฐบาลเปลี่ยนมา มี กขช. บ้าง กนข. บ้าง แต่ที่สำคัญก็คือผ่านมาทำแต่เรื่องสั้น ๆ คือเรื่องรับจำนำ ท่านคณิสสรได้พูด แล้วว่าเราต้องมองระยะยาว แล้วสมาชิกหรือกรรมการนั้นน่าจะประกอบด้วยทุกภาคส่วน ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภาครัฐ องค์กรชาวนาไม่ค่อยได้เข้าถึง สอดส่องดูแลด้วย ที่เอารัดเอาเปรียบในการค้าข้าว

เรื่องที่ ๒ คือปรับโครงสร้างและภารกิจของกรมการข้าว ที่เรียนแล้วว่า ตั้งใหม่แต่ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไร เรื่องสถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติ เรามุ่งหวังอยากให้ เทียบเท่ากับวิจัยข้าวสากลด้วยซ้ำไปคืออีรี (IRRI) อินเตอร์เนชันนัล ไรซ์ รีเสิร์ช อินสทิทิวต์ (International Rice Research Institute) ที่มะนิลา จะมีทั้งเบสิกไซเอนซ์ (Basic Science) หรือว่าแอปพลายไซเอนซ์ (Applied Science) รวมทั้งเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ที่ทำงานเรื่อง พัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นศูนย์ฝึกอบรม แล้วก็อาจจะเป็นไซเอนซ์พาร์ก (Science Park) ในเรื่อง ของข้าว แล้วเรื่องจังหวัด เนื่องจากข้าวเป็นส่วนใหญ่ในหลายจังหวัด เราอาจจะเริ่มให้มีจังหวัด ที่ดูแลเรื่องข้าวออกมาจากกรมการข้าว เรื่องของถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชาวนา องค์กรชาวนา เฝ้าระวังโรคระบาด ตรวจสอบรับรองมาตรฐาน ติดตามควบคุมเรื่องเมล็ดพันธุ์ แล้วก็เรื่องของ ตลาดเฉพาะท้องถิ่นที่ได้งานวิจัยออกมาแต่ยังไม่มีตลาดเริ่มต้น ส่วนกลไกอีกอันหนึ่งก็น่าจะ เป็นความร่วมมือจากองค์กรท้องถิ่น เพิ่มบทบาท จริง ๆ แล้วทุกวันนี้เช่น อบต. ก็จะ พยายามเข้ามาช่วยดูแลอยู่ ก็ติดขัดในข้อกฎหมาย ระเบียบที่ไม่สามารถไปใช้เงินสนับสนุน องค์กรชาวนาได้ เป็นต้น นอกนั้นก็คือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดูแลเกษตรกรของเขา ต้องมีทำเนียบชาวนาในพื้นที่ จัดเก็บข้อมูลราคาในท้องถิ่น สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น แล้วสถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาคก็อาจจะช่วยสนับสนุนการวิจัย รวมทั้งถ่ายทอดร่วมกัน กับทางส่วนราชการ กรมการข้าว แล้วก็หน่วยงานอื่น แล้วที่สุดท้ายก็คือเนื่องจากสภาแห่งนี้ ก็ได้มีมติไปแล้วใน ๒ เรื่อง จะสอดคล้องกับที่เราเสนอก็คือโครงการนำร่องเมืองข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วก็เรื่องจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ต่อไปมาตรการ เราก็จะแยก ในแต่ละเรื่อง วิธีการปฏิรูป อันไหนถือว่าเป็นมาตรการปกติแต่จะต้องเร่งรัด มีหน่วยงานไหน รับผิดชอบบ้าง ผมคงไม่ไปหมด แต่ว่าสุดท้ายจะมีเรื่องของแหล่งน้ำ เรื่องมาตรการ โครงสร้างพื้นฐาน เรื่องระบบประกันความเสี่ยง ก็คือมาตรการการเงิน การคลัง แล้วก็ เรื่องกองทุนเงินออม เรื่องสร้างชาวนาให้เข้มแข็ง จะมีเทคโนโลยีด้วยโดยเฉพาะดิจิทัล ซึ่งจะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาร่วมด้วย รวมทั้งกิจการโทรทัศน์ โทรคมนาคม องค์กรชาวนา ให้ประกอบธุรกิจได้ เรื่องของวิสาหกิจชุมชน เรื่องของการออม เรื่องของยัง สมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) เรื่องของกฎหมาย ทั้งหมดก็คงจะ อยู่ในเอกสารแล้ว ผมก็จะข้ามไปเพื่อไม่ให้เสียเวลา ค่อนข้างจะมากแต่ว่าทุกอันจะมีแมตช์ (Match) ว่าเป็นมาตรการอะไร แล้วหน่วยงานไหนรับผิดชอบ อันนี้ทางคณะทำงาน ก็ได้กำหนดไว้แล้ว ต่อไปกำหนดเวลาการปฏิรูป ระยะแรก เราดำเนินการแล้วก็คือ จัดทำรายงาน ระยะที่ ๒ ก็ส่งมอบให้รัฐบาลทำการปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ รวมทั้ง นโยบายที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้นำนโยบายไปปฏิบัติ บรรจุให้เป็นแผนงานปกติของรัฐบาล เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้าวได้อย่างทันที แล้วผมเน้นคำว่า เป็นระบบ อย่างที่เรียนแล้ว ที่มาของงบประมาณส่วนใหญ่ก็น่าจะภายใต้งบประมาณปกติได้ ยกเว้น บางเรื่องที่อาจจะต้องมาปรับปรุงกันใหม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะมี กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ คนละนิดคนละหน่อย ผมขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านอภิชาติมากนะคะ นำเสนอสมกับเป็นท่านอธิบดีกรมการข้าว จริง ๆ ทุกอย่างอยู่ข้างในกลั่นออกมาหมดเลยนะคะ ดิฉันยังเปิดตามไม่ทันเลย เรียนเชิญ ท่านนิกร จำนง ค่ะ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะเป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ ฝ่ายที่อยู่ใกล้ชิดกับการทำงานได้นำเสนอไปแล้ว ท่านอภิชาติทำงานร่วมกันมา ทีนี้ลองดูว่าจากมุมมองของฝ่ายนโยบาย ผมเองไปช่วยงาน เป็นที่ปรึกษาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่หลายปี ปัญหาเรื่องข้าวก็เจอมา ราคาบ้าง เรื่องปุ๋ยบ้าง เรื่องน้ำ เรื่องเพลี้ย ครบนะครับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าเราแก้ปัญหา ไม่ได้สักที ที่ท่านอภิชาติพูดเมื่อสักครู่นี้ก็คือท่านบอกว่าเราจะเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ผมยังคุยกับท่านปีติพงศ์ว่าแต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งของคณะกรรมการก็คือว่าแก้ปัญหา ไม่ได้ ชื่อต่าง แต่เหมือนกันอย่างเดียวคือแก้ปัญหาไม่ได้สักที ปัญหาเรื่องข้าวจะเป็นปัญหา ที่มีนัยสำคัญมากที่เราพยายามจะแก้กันอยู่ขณะนี้ เรามีความเห็นว่าอาจจะต้องใช้ระบบ การทำนาแปลงใหญ่ก็อาจจะช่วยได้ ผมเองได้ไปให้ความเห็นอยู่ในคณะกรรมาธิการ แต่ผมไปพบบางอย่างที่อาจจะสัมพันธ์กับเรื่องศาสตร์พระราชาที่เราไปศึกษา เพราะที่จริงแล้ว ศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช เคยให้พวกเราไว้นั้นแก้ได้ ผมจะชี้ประเด็นที่ว่าเราเอาไว้ในส่วนแรกก็คือน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติให้ถูกต้อง ที่พระองค์ท่านได้ช่วยดูแลเราตั้งแต่เรื่องน้ำ ถ้าท่านจำต้นไม้ได้ เรื่องน้ำไม่พอ เรื่องข้าวที่เรา มีปัญหา เราผลิตแล้วต่ำกว่าเขามาก ๆ เพราะว่าพื้นที่เราสู้เวียดนามไม่ได้ เวียดนาม มีชลประทานเยอะมาก ของเราชลประทานประมาณ ๒๐–๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ผลผลิตก็เลยต่ำ เพราะว่าเราไม่มีน้ำ อย่างที่ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้ว่าเราทำนากันปีละ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ แล้ง ตายหมด ครั้งที่ ๒ น้ำท่วม ตายหมด เพิ่งมาได้ครั้งที่ ๓ นี่ละ ปีละ ๓ ครั้ง ก็เลยกลายเป็น ผลผลิตของเราต่ำเพราะปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องดินก็มีปัญหามาก แต่ประเด็นที่ว่าตอนนี้ เราต้องย้อนกลับ พระองค์ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว แต่พอไปดูสิ่งที่พระองค์ท่านฝากไว้คือ ศาสตร์พระราชา ช่วยได้จริง ผมจะนำเรียนตรงนี้ว่าหลังจากที่ในหลวงท่านได้มีการดำเนินการ เรื่องน้ำก็แล้ว เรื่องดินก็แล้ว เรื่องสหกรณ์ก็แล้ว ก็จะมาเจอว่าพระองค์ท่านทรงให้หลักการ พระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรทฤษฎีใหม่ที่เราต้องกลับมาใช้จะมาแก้ปัญหา ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้ ก็คือชาวนาของเราปลูกข้าวกันเป็นอย่างเดียวก็คือปลูกข้าวมิติเดียว ก็คือมีอาชีพเดียว ปัญหาอยู่ที่ความเสี่ยงที่ท่านอภิชาติพูดเมื่อสักครู่นี้ เสี่ยงกับการผลิต เสี่ยงกับภัยธรรมชาติ เสี่ยงกับราคาที่เราคุมไม่ได้เลย ทีนี้ถามว่าเราจะต้องทำอย่างไร หลักคิดขณะนี้ก็คือว่าให้มีการทำที่นาแปลงใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้วทำได้แต่ว่าได้ไม่หมด เพราะว่าชาวนาไทยแม้จะไม่มีคันนาก็จะรู้ว่าที่อยู่ตรงไหน อย่างไร จะแบ่งให้ลูกกันอย่างไร เรื่องนี้มีปัญหาเชิงซ้อนอยู่ภายในเยอะ การเอาไปรวมกันแล้วก็ทำจะได้เฉพาะบางที่ไม่มากนัก ประเด็นปัญหาก็คือว่าในเมื่อเขาปลูกข้าวอย่างเดียว ปัญหาที่จะมีก็คือว่าเวลาราคาตกขึ้นมา ก็ยืนไม่อยู่ แล้วก็ยากจนเสียหาย รัฐก็ต้องเข้าไปดูแล เกษตรทฤษฎีใหม่ที่พระองค์พระราชทานให้ ก็คือว่าไม่ให้ปลูกอย่างเดียว ข้าวที่เราไปปลูกบางทีเราปลูกเพื่อกินก่อน เหลือกินแล้วมาทำ อย่างอื่น เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่านาส่วนใหญ่น้ำไม่มีก็ให้ขุดสระไว้ส่วนหนึ่ง ๑ ใน ๔ ปลูกข้าวเพื่อกินส่วนหนึ่ง ปลูกผักชนิดอื่น ปลูกพืชชนิดอื่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาอะไรไปส่วนหนึ่ง แล้วก็อยู่ตรงนั้น ก็หมายความว่าถ้าเราเป็นชาวนาส่วนของหนี้สินเองที่จะมี ผมได้ตามไปดู ในหนังสือที่ว่ามีการศึกษาที่น่าน มูลนิธิปิดทองหลังพระไปดำเนินการประมาณ ๒ ปี มาปลูกพืชแบบนี้หนี้สินหายหมดเลย หมายความว่าปลูกพืชเพื่อเลี้ยงตัวก่อน พอตัวเองไม่มีค่าใช้จ่ายแล้วหนี้สินจะค่อย ๆ หมดไปเอง ไม่ใช่ว่าอยู่ไปแล้วมีหนี้มากขึ้น ๆ กลายเป็นเศรษฐกิจในชาวนาเองอยู่ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ เกษตรทฤษฎีใหม่จะมาทดแทน ขณะนี้รัฐบาลเองมีปัญหาเรื่องซัปพลาย (Supply) ที่มากเกินไป เราแข่งกันในหลายประเทศ แล้วเรากำลังให้ชาวนาลดพื้นที่การปลูกข้าว ประเด็นปัญหาก็คือ ลดแล้วเขาจะไปปลูกอะไร มันเป็นความเคยชิน ดังนั้นถ้าหากว่ามีที่ดินแล้วกลับมาใช้ เกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เท่ากับว่าเขาสามารถปลูกข้าว แล้วก็มีพืชผลชนิดอื่นเอาไปขายได้ เพราะฉะนั้นผลกระทบจากราคาข้าวตรงนี้ทำให้รอดได้เลย จริง ๆ ในหลักการ เพราะว่ามีการพิสูจน์มาแล้ว ดังนั้นการย้อนไปตรงนี้สิ่งที่รัฐบาลจะได้ จากตรงนี้ หลักการนี้ก็คือว่าพื้นที่การปลูกข้าวจะลดลงไปทันที พื้นที่ที่เรามีตรงนี้จะลดลง ส่วนหนึ่งเพราะไปปลูกพืชอย่างอื่น ไปปลูกมะม่วงบ้าง อะไรบ้าง เป็นไร่นาสวนผสม คือเอาชีวิตรอดอยู่ได้ ไปเลี้ยงปลาเสียบ้าง ความเสี่ยงก็ลดลง ในขณะที่ผลผลิตซัปพลาย (Supply) ด้านข้างจะลดไปเอง แต่ลดโดยที่ว่าชาวนาเองมีวิถีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้วก็ไม่ลำบาก นี่ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ เพื่อมาช่วย ชาวนาของเราที่จะขุดบ่อส่วนหนึ่ง และปลูกข้าวเป็นลักษณะไร่นาสวนผสม เกษตรทฤษฎีใหม่ ได้สำหรับชาวนาที่มีพื้นที่นาของตัวเองเท่านั้น เรามาดูกันว่าถ้าหากชาวนาไม่มีที่เช่านาเขาจะ ยอมให้ขุดหรือ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แล้วชาวนาไทยที่ท่านอภิชาติได้ชี้แล้วประเด็นลึก ๆ เข้าไป เช่าที่ไม่มีที่นา แล้วเราใช้เกษตรทฤษฎีใหม่มาแก้ไม่ได้ ต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียงมาแก้ หลักการตรงนี้ก็คือระบบสหกรณ์ที่จะเข้ามาช่วย คือสหกรณ์ต้องมารวมกันแล้วเอาคนกลุ่มนี้ มาร่วมกันทำ มีสหกรณ์อเนกประสงค์ เวลาซื้อปุ๋ยมาแพงมาก เพราะฉะนั้นสหกรณ์ในการรวม เกษตรกรที่มีที่นาไม่มากนักมาเป็นรูปแบบของสหกรณ์ มีสหกรณ์ไปซื้อปุ๋ยมา ต้นทุนการผลิต ก็ต่ำลง พวกยา พวกอะไรก็ต่ำลง เวลาส่งออกเพื่อขายที่เราทำกันอยู่ในนี้ก็มีระบบอยู่แล้ว ก็คือทำการตลาด เป็นการตลาดของสหกรณ์เอง ส่งขายเองโดยตรงไม่ไปผ่านมือพ่อค้าคนกลาง ตรงนี้จะช่วยได้มากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีที่นา ถ้ามีที่ดินเกิน ๑๕ ไร่ ประมาณ ๑๕ ไร่ ทำเกษตรทฤษฎีใหม่อยู่ได้เลยตามศาสตร์พระราชาของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ถ้ามีน้อยกว่า แพ็ก (Pack) รวมกันเป็นสหกรณ์ ใช้เศรษฐกิจพอเพียงสามารถจะอยู่ได้ อันนี้ ๒ ประเด็นนะครับ ดังนั้นในส่วนนี้ทางสภาแห่งนี้ได้นำเสนอเรื่องนี้แล้วที่จะเข้าไปแก้ สามารถจะแก้ปัญหาชาวนาได้จริง แล้วเรื่องที่เราจะลดพื้นที่การเพาะปลูก ลดแล้วเขาก็อยู่ได้จริง ก็คิดว่าข้อนี้จะเป็นข้อที่สำคัญ ส่วนเรื่องน้ำเรื่องอะไรพวกนี้ แหล่งน้ำต่าง ๆ ก็อยู่ในหลักการ ของพระองค์อยู่แล้ว ผมก็มีข้อเสนอ เป็นเรื่องเดิมที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้เอามาใช้กันอย่างจริงจังแล้วมาใช้ด้วยความไม่เข้าใจ ก็คือว่าสับสนอลหม่านกันไปหมด เศรษฐกิจพอเพียง กับหลักการเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ แล้วกลายเป็นว่าเอาหลักการนี้ไปใช้ ก็เหมือนถอยหลังกลับไปสู่ยุคเก่า ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ทันสมัยมาก ก็นำเรียนว่า ในเรื่องการปฏิรูปโดยเฉพาะเรื่องชาวนาและการผลิตตรงนี้สามารถจะใช้ศาสตร์พระราชา มาแก้ปัญหาได้จริงแล้วก็ยั่งยืนมาก ขอนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านสมาชิกที่ประสงค์ จะอภิปรายกรุณาส่งรายชื่อด้วยนะคะ ขณะนี้ดิฉันมีอยู่เพียง ๒ ท่านเท่านั้นเอง ช่วยกรุณา ส่งรายชื่อด้วยค่ะ ท่านแรกขอเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ที่รัก ทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ พอท่านกรรมาธิการ นำเสนอนี่ฝนฟ้ามาเลย เรียกว่าฝนมาตามฤดูกาลเหมาะอย่างยิ่งที่จะทำการเกษตร และวันที่ ๑๒ อีก ๓-๔ วัน วันศุกร์นี้ก็จะเป็นวันพืชมงคล เป็นวันมงคลของชาติอีกวันหนึ่ง หรือเราเรียกว่าวันเกษตรกร ก็จะมีพิธีใหญ่ที่สนามหลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ท่านก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปในงานพิธีนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่ดีมากเลย แล้วควรจะต้องรีบดำเนินการเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยกับ ท่านทั้งหมดนี้เลย ผมอ่านตัวเลขนะครับ ไม่น่าเชื่อว่าข้าวเหนียวเป็นข้าวที่ส่งออกมากที่สุด ในแต่ละปี ท่านไปดูในหน้า ๑๑ ของท่านสิครับ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวอื่น ๆ แต่เดี๋ยวผมจะ อธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมขออนุญาตท่านประธานขอน้อมนำภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงเกี่ยวข้าวมาเป็นสิริมงคลกับพวกเรา และเกษตรกร ภาพนี้ครับ เห็นเมื่อไร เห็นที่ใดก็มีความรู้สึกว่าเราต้องนึกถึงชาวนา นึกถึงข้าว ทุกเม็ด ต้องรับประทานข้าวสวยทุกเม็ดไม่ให้เหลือทิ้ง ภาพต่อไปครับ พระราชดำรัสนี้ เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๔ ผมขออนุญาตกล่าวด้วยนะครับ เพราะเป็นความสำคัญ อย่างยิ่งเลยครับ ท่านตรัสว่า ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองการทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากอยู่มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และจะต้องใช้วิชาการต่าง ๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่ง ที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรจะปลูกพืชอื่น ๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกมิใช่น้อย ทั้งจะช่วย ให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืชทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป ถ้าผมมีโอกาสได้เรียนถึงปริญญาเอกอีกสักครั้ง ผมก็ยังทำไม่ได้หมดอย่างที่พระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าวไว้ ผมคิดว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่มาของ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวทุกวันศุกร์ค่ำและวันเสาร์เช้า ซึ่งผมก็พยายามฟังอยู่ตลอดเวลา ก็น้อมนำมาเพื่อเป็น สิริมงคลกับพวกเราและเกษตรกร ภาพต่อไปครับ ผมคิดว่าท่านก็คงจะหาดูได้ยากแล้ว ในยุคปัจจุบัน นี่เป็นภาพการทำนาของวิถีชาวบ้านเมื่อในสมัยอดีตและยังมีอยู่บ้างในบางท้องที่ แต่ก็หายาก อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเกษตรทฤษฎีใหม่หรือว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นภาพที่สุด ๆ เลย ถ้าท่านไปดูลึก ๆ ขยายดูแล้วเมื่อไรก็จะเป็นภาพธรรมชาติ มีภูเขาเลากา มีถนนธรรมดา ไม่ใช่ถนนดำลาดยาง เป็นธรรมชาติที่สุดท่านประธานครับ ภาพต่อไปครับ บัดนี้รัฐบาลภายใต้การนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็พยายามที่จะนำเสนอลดต้นทุนการผลิต ส่งข้าวออกเป็นล่ำเป็นสัน นอกจากข้าวแล้วก็พืชผลการเกษตรอื่น ๆ พอพูดถึงเรื่องข้าววันนี้ ก็คือการทำนาแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต ภาพอย่างนี้เรียกว่านาแปลงใหญ่ ถ้าภาพ เมื่อสักครู่นี้เป็นนาแปลงเล็ก ชาวบ้านต่างคนต่างทำ ท่านอธิบดีกรมการข้าวก็คงจะยอมรับ ข้อนี้นะครับ ต่อไปครับ ภาพเหล่านี้ท่านก็ไม่เห็นอีกแล้วเห็นยากมากเลย ในต้นเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมถ้าใครไปแถว ๆ ภาคเหนือแถว ๆ แม่จัน พอลมล่องข้าวเหลืองก็จะเห็นเกษตรกร เกี่ยวข้าวเป็นแถวแล้วก็ฟังเพลง ทุ่งเอ๋ยทุ่งรวงทอง เห็นข้าวออกรวงน่ามอง ดุจแสงทอง สีแห่งศรัทธา ฟังแล้วนึกถึงเกษตรกรเลย ท่านไปดูได้เพลงนี้ลึกซึ้งมาก ผมนำเฉพาะท่อนแรกมา เพราะไม่มีเวลานะครับ ภาพต่อไปครับ เกษตรแปลงใหญ่ทั่วโลกก็ต้องเป็นอย่างนี้ มิฉะนั้นข้าวเก็บเกี่ยวไม่ทัน เพราะเกษตรกรก็ไม่มีลูกหลานช่วยเกี่ยวแล้ว การลงแขกก็ไม่ค่อยจะมีแล้ว ลงแขกก็คือการช่วยเกี่ยว ของใครสุกก่อนก็ไปช่วยกัน อันนี้ก็เป็นการเก็บเกี่ยวข้าว สีออกมาเป็นข้าวเม็ดเลยแล้วก็ นำไปสู่โรงสี จากเก็บเกี่ยวแล้วจะด้วยวิธีไหนก็ต้องก็นำไปสู่การสีข้าว ผมนำโครงการโรงสี ข้าวพระราชทาน โรงสีข้าวพิกุลทองมาให้ท่านดู แล้วเป็นของจริงท่านไปดูได้ จากโรงสีเล็ก ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านพระราชทาน รวมทั้งสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยนะครับ ก็จะมีอยู่หลาย ๆ แห่ง แล้วผมก็เคยไปมา ถ้าเราจะสู้กับต่างประเทศ ส่งข้าวไปต่างประเทศต้องอย่างนี้ครับ สีวันหนึ่งเป็นพันเป็นหมื่นตัน แล้วมีคุณภาพใกล้เคียงเลย อันนี้ส่งออก ขายในประเทศด้วย ภาพต่อไปครับ ๒๒ ชนิดเลย น้อยมากนะครับท่านประธาน ยังมีมากกว่านี้อีก ข้าวสังข์หยด อะไรต่ออะไรที่ท่านกรรมาธิการว่า ข้าวประเภทต่าง ๆ ผมนำเสนอท่าน ๒๒ ชนิดไปหาถ่ายมากว่าจะได้แบบนี้ที่ร้านขายก็ยากมากเลย เป็นข้าวหลาย ๆ ชนิดที่เอามาให้ดูเลย มีตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ๊กเชย หอมมะลิอ่อน เยอะมากเลยครับ ถ้าท่านไปดูเขาจะมีเขียนไว้ว่าอะไร ราคาเท่าไร แพงที่สุดก็คือข้าวหอมมะลิ ที่ผลิตจากทุ่งกุลาร้องไห้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๓๖๐ บาทต่อกิโลกรัม ภาพต่อไปนี้ครับ บรรจุภัณฑ์เรียบร้อยนำขาย เรียงตามชั้นห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ผมไม่เอ่ยชื่อนะครับ จะเรียงแบบนี้หมดแล้ว จากที่ใส่ถุงขายให้กับพวกเราไปซื้อปลีกก็ใส่เป็นกระสอบ ๑ กระสอบ เดี๋ยวนี้ ๕๐ กิโลกรัม ๑๐๐ กิโลกรัมไม่ได้เพราะแบกแล้วมันหนัก ผิดกฎ กติกา ต่อไปครับ จากภายในประเทศแล้ว นี่เลยข้าวหอมมะลิไทยส่งไปขายที่ห้างสรรพสินค้าจีน อันนี้ ผมไปขอก๊อบปี้เขามา ไม่ได้ไปถ่ายเอง ถ้าใครไปประเทศจีนแล้วเห็นอย่างนี้ที่ฮ่องกง ก็เป็นที่ชื่นชมรับประทานอาหารก็ต้องมีข้าวหอมมะลิ ผมดูเรื่องการผลิตข้าว ๑๐ ขั้นตอน ของท่านคัดเลือกเมล็ด นำเมล็ดไปหว่าน บำรุง จนเก็บเกี่ยว สี ใส่กระสอบ ๑๐ ขั้นตอน แทบแย่ แต่ถ้าท่านไม่มี สิ่งที่ผมนำเสนอนี้ผมคิดว่าโครงการข้าวเป็นระบบของท่านจะไปอย่างไร ก็รอดยากถ้าอาศัยราชการอย่างเดียว แล้วก็อาศัยที่ทำ ๆ กัน ต่อไป นี่คือสหกรณ์การเกษตร แห่งแรกในประเทศไทย สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินเชื่อ ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ คุณภาพดี ไม่มีขี้โกง เกษตรกรยิ้มแย้มแจ่มใสท่านไปดูได้ แล้วผมก็เคยไปเยี่ยมมา ยังใช้ได้อยู่แล้ว มีทั่วประเทศ เพียงแต่เราจะต้องสนับสนุนอย่างจริงจังโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็อาศัยท่านกรรมาธิการช่วยขับเคลื่อน ข้อเสนอครับ ๑. ต้องส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศมีความเข้มแข็ง กรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่ตรวจแล้วท่าทางจะมีโกงก็ปล่อยเหมือนกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่มีปัญหา ตรวจพบแล้วแต่ไม่รายงานอย่างนี้ต้องมีการทำโทษ ๒. ต้องจัดระบบการผลิตข้าว ๑๐ ขั้นตอน ไปจนถึงจำหน่ายข้าวอย่างเป็นระบบครบวงจร เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะทำได้ ก็อาศัยการขับเคลื่อน ของสมาชิก สปท. เรานะครับ สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้ชาวนาได้รับเงินจากหยาดเหงื่อ แรงงานที่ทำนาให้ได้มากกว่าคนกลาง ขณะนี้คนกลางรวย คือพ่อค้ารวย แต่เกษตรกรจนลง ๆ ต้นทุนสูง ผลิตแล้วก็ไม่ได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ ๓. ต้องผลิตข้าวที่มีเอกลักษณ์พิเศษ เช่นข้าวเกษตรอินทรีย์ ขณะนี้เกษตรกรปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ก็จริง แต่ปลูกไปปลูกมาพันธุ์ข้าวก็ผสมข้ามพันธุ์ ไม่ได้เป็นมาตรฐาน ผมเสนอท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการว่าทดลองปลูก ยกตัวอย่าง ถ้าข้าวหอมมะลิจังหวัดยโสธรเอาทั้งจังหวัดเลย ปลูกเฉพาะข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข ๘ ก็ปลูกทั้งจังหวัด และไม่ใส่สารเคมี ไม่ใส่ปุ๋ยอนินทรีย์ เพราะใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสดอะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าตลาดยังต้องการ ถามว่าทำไมตลาดต้องการ คนยิ่งรวยเท่าไรยิ่งกลัวตาย เพราะเขาก็อยากได้ข้าวที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเขาเมื่อเขารับประทาน เข้าไปแล้ว เหมือนอย่างเมื่อเช้าออกกำลังกาย อยู่ดี กินเป็น ข้าวก็สรรหากินแบบเกษตรอินทรีย์ ผมคิดว่าราคาก็จะได้ด้วย ผมฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าอยากขับเคลื่อนแบบนี้ ถ้าถามผมนะครับ แต่อย่างไรผมเห็นด้วยหมด อันนี้ผมเสริมเพื่อให้ท่านเพิ่มเติมในบางส่วน ที่สมควรครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องออกตัวนะครับว่าผมเอง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว ได้อ่านรายงานของท่านแล้วถือว่าดีมาก ๆ เนื่องจากเรื่องข้าว เป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศชาติและต่อประชาชนทั้งหมด ยังจำได้ว่าตอนสมัยที่เรียนหนังสือ อยู่ในช่วงของปิดเทอมก็ดี หรือในช่วงที่มีเวลาสะดวกก็ดี ผมเองก็มักจะไปอยู่กับชาวนา ไปอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไปเรียนรู้วิถีชีวิตของทั้งชาวนาชาวไร่ ได้รับรู้ถึงความทุกข์ ความลำบากที่เขาเป็นอยู่ ซึ่งในสมัยนั้นก็ได้มองถึงปัญหาต่าง ๆ เท่าที่ประมวลแล้วก็จำได้ ในสมัยตอนเรียนหนังสืออยู่พบว่าปัญหาชาวนามี ๔-๕ อย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนั้น ก็คือ ๑. เรื่องแหล่งน้ำต้องพึ่งพาธรรมชาติ ปีไหนฝนแล้งหรือไม่มีน้ำทำนาก็จะลำบาก ๒. ในเรื่องของข้าว ผลผลิตข้าวที่ขายได้ก็ราคาต่ำ ถูกกดราคาจากหลาย ๆ ที่ ผลิตมาแล้ว ก็ไม่สามารถได้เงินอย่างที่คาดหวังไว้ ๓. ก็คือเรื่องไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ต้องเช่านา ในหลายจังหวัด ในหลายพื้นที่ต้องเสียเงินค่าเช่านาเป็นอัตราที่สูงมากซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะชดใช้ อย่างไร ถ้าไม่เช่าก็ไม่สามารถทำนาได้ ๔. ที่ได้พบเห็นคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนี้สินจากนอกระบบซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นชัดในการเสียดอกเบี้ยราคาแพงต่าง ๆ แล้วสุดท้ายคือ การซื้อขายข้าวมักจะผ่านโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง จริง ๆ ในสมัยที่เรียนหนังสือแล้วไปศึกษา ปัญหาชาวนาก็เป็นลักษณะนี้ มาถึง ณ วันนี้ผมคิดว่าปัญหานี้ก็ยังดำรงอยู่ ถ้าคิดระยะเวลาแล้ว ก็ประมาณเกือบ ๓๐ ปีไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดถึงว่าชาวนายากจนหรืออะไรต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พ้นจากวิสัยที่คิดไว้ เพราะจริง ๆ แล้วปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาต้นเหตุ ที่ทำให้เขาต้องยากจนยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร จากการดูสถิติที่ท่านกรรมาธิการ ได้ยกตัวอย่างมาถือว่าเป็นสถิติที่ดีมาก ก็สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราต้องมา คิดเรื่องนี้หรือทำเรื่องนี้ขึ้นอย่างจริงจัง เท่าที่ดูสถิติทั้งหมดมีปัจจัยลบบางส่วนในเรื่องนี้ ซึ่งจะส่งผลถึงอนาคตอย่างมากถ้าเราไม่ได้แก้ไขกันอย่างทันท่วงที อันแรก ก็คือเรื่องของ อายุชาวนา เกณฑ์ที่ท่านพูดมาถึงแม้ว่าปี ๒๕๐๐ เป็นข้อมูล ๔-๕ ปีที่แล้ว แต่จริง ๆ ปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างกว่านี้ ชาวนาส่วนใหญ่ก็อายุมาก แสดงว่าคนที่เป็นเยาวชน วัยรุ่น หรือระดับทำงานในระยะหลังไม่ค่อยจะทำนาเท่าไร อันนี้ เป็นข้อมูลที่เราทราบกันดีอยู่ อันที่ ๒ คือการผลิตยังเป็นแบบเดิม ๆ เราไปพบเห็นชาวนา เมื่อสัก ๓๐ ปีที่แล้ว กลับไปดูชาวนา ณ ขณะนี้หลายพื้นที่ผมว่ายังมีการผลิตแบบเดิม ๆ ไม่ได้มีการพัฒนาที่มากขึ้น อันที่ ๓ พื้นที่ผลิตส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน เมื่อสักครู่ กรรมาธิการก็ได้พูดมาแล้ว อันที่ ๔ พอเราไปเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ น่าคิดมาก ผลผลิตต่อไร่ของเราต่ำกว่าหลาย ๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศในอาเซียน (ASEAN) ก็ตามแต่ อันที่ ๕ ต้นทุนการผลิตเราก็ยังสูงอยู่ถ้าเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ ตัวเลขที่ท่าน สะท้อนมาเป็นตัวเลขที่ดีมากซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของชาวไร่ชาวนามากเหมือนกันว่า ในอนาคตถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยน พร้อมทั้งปัจจัยที่ยังคงอยู่เมื่อสัก ๓๐ ปีที่แล้ว ๒ ปัจจัยนี้บวกกันจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่ออนาคตชาวนาและอนาคตข้าวของประเทศไทย สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าคิดที่ได้ฟังจากท่านกรรมาธิการพูดมา ที่เราสดับตรับฟังอยู่แล้วก็ดีคือทิศทางในเรื่องข้าว หรือในเรื่องชาวนายังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ว่าตกลงจะไปทางไหนกันแน่ เราต้องการเป็นประเทศที่ผลิตข้าวที่ ๑ ของโลกในการส่งออก หรือเราต้องการผลิตข้าวอย่างเต็มที่ หรือต้องการจะลดการผลิตข้าวเพราะล้นเกิน เราจะไป ทางไหนแน่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถกำหนดได้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเมื่อทิศทาง ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปอย่างไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหนก็เกิดผลด้านการผลิต เพราะฉะนั้น ก็ปล่อยตามธรรมชาติ ปีใดที่ฝนฟ้าดีถูกกระตุ้นจากรัฐบาลให้มีการปลูกมาก ๆ เพื่อจะได้ราคาดี ก็ปลูกกันเต็มที่ แต่ถ้าปีใดที่ฝนฟ้าแล้งขึ้นมาก็พยายามจำกัด ปีไหนข้าวผลิตมากก็พยายามลด ทุกปีเรามักจะได้ยินถึงเรื่องการเพิ่มผลผลิตกับพยายามลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง นาปี เราได้ยินปัญหาแบบนี้ที่วนเวียนไปตลอด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ทำให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ที่เราไม่ได้มี อย่างชัดเจนว่าจะไปทางไหนเกิดขึ้นในขณะที่ชาวนาก็ยังไม่เห็นอนาคตของตัวเองว่าจะไป ทางไหนอีก แต่เนื่องจากพื้นฐานของประเทศไทยในด้านสภาพภูมิอากาศก็ดี ฝนฟ้าก็ดี เอื้ออำนวยให้การผลิตข้าวหรือว่ารากฐานที่ผ่านมาก็สามารถไปได้ในแต่ละปี ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า ปัญหาเรื่องข้าวของเราจะขึ้นกับนโยบายรัฐบาลเป็นยุค ๆ มากกว่า ยุคนั้นจะเอาแบบนี้ ยุคนี้จะเอาแบบนั้น ทำให้ชาวนาต้องหันเหทิศทางกันไปมากพอสมควร ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำให้มีความชัดเจน มีข้อเท็จจริงอยู่ ๒ ประการที่ผมคิดว่า เราจะแก้ปัญหาในเรื่องของชาวนาอย่างไรบ้าง เราอาจจะต้องมีการคิดถึงตรงนี้อย่างมาก

ประการแรก ก็คือถ้าเราพูดถึงภาวะของการปลูกข้าวไปจนถึงการขายข้าว ที่ตลาดโลก ผมคิดว่าหลายท่านคงทราบดีว่ามีความผกผันถึงความแตกต่างในเรื่องราคากันมาก ข้าวที่ชาวนาผลิตได้และขายราคาค่อนข้างต่ำ แต่ข้าวที่เราไปขายต่างประเทศจะราคาค่อนข้างสูง หรือราคาที่ดี ส่วนต่างตรงนี้เป็นระบบของการจัดการข้าวซึ่งสมควรจะมีการปรับปรุง แก้ไขหรือไม่ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าต่ำก็ควรจะต่ำทั้งหมด ขณะที่คนปลูกยากจน แต่คนที่ค้าหรือส่งออกร่ำรวย ความผิดปกติตรงนี้หมายถึงว่าระบบของการจัดการข้าว มีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง แก้ไข เรามีการผูกขาดหรือไม่ การผูกขาดเหล่านั้นควรจะมี การลดทอนอย่างไรบ้างที่เอาผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการค้าไปเอื้อประโยชน์ให้กับชาวนา ชาวไร่ ซึ่งเขาเป็นผู้ปลูกแล้วก็ยากจนอยู่ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่ผมอยากให้เราได้มีการศึกษาเรื่องนี้ กันอย่างจริงจังว่าเราจะปรับปรุงอย่างไร

ประการที่ ๒ ต้องเข้าใจว่าวิถีชาวนาเป็นวิถีของคอนเซอร์เวทิฟ (Conservative) เขาอยู่ เขากินกับรากฐาน วิถีคิดของชาวนาเป็นวิถีคิดแบบอนุรักษ์ อยู่กับที่ดิน อยู่กับการผลิต แบบดั้งเดิม การจะเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นการที่ฝ่ายราชการพยายาม จะบอกว่าชาวนาต้องปลูกหลาย ๆ อย่าง ต้องเปลี่ยนนั่นต้องเปลี่ยนนี่ ไปขัดกับวิถีชีวิต ที่เขาเคยทำมาตั้งแต่ขั้นบรรพบุรุษซึ่งไม่สามารถไปแก้ไขได้โดยวิธีไปพูดทางเทคนิคอย่างเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะว่าเป็นเรื่องของวิถีชีวิตในการดำเนินการ จากประมวลปัญหา ทั้งหมด ผมขออนุญาตที่จะเสนอเป็นแนวทางซึ่งก็คงไม่ได้ต่างจากที่ท่านมีการศึกษาอยู่แล้ว ผมคิดว่าหลายท่านเป็นผู้ชำนาญการเรื่องนี้แล้วมีความชำนาญอย่างมาก ผมเองอาจจะมี ข้อหยิบยกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการนำเสนอ

ข้อเสนอแรก ผมคิดว่าเรื่องข้าวน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มี ความชัดเจนขึ้นมา ไม่ใช่เป็นปัญหาที่ขึ้นกับรัฐบาลหาเสียงกันในแต่ละยุค ยุคนี้ต้องการ นโยบายแบบนี้ ยุคนี้ต้องการนโยบายแบบนั้น และส่วนใหญ่เป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งสิ้น ไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่เสนอปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ รวมทั้งปัญหาของชาวนาด้วย เพราะฉะนั้นความจำเป็นของการวางยุทธศาสตร์ในเรื่องข้าว จะเป็นแผน ๒๐ ปี หรือ ๑๐ ปี เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง จริง ๆ คนภายนอกอาจจะมองเห็นว่าแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ที่รัฐบาลพยายามเสนอเป็นเรื่องที่ไร้สาระ หรือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่จริง ๆ ผมว่าบางเรื่อง ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาข้าว หรือปัญหาชาวนาที่เราจำเป็นต้องปรับปรุง เพราะจริง ๆ ถ้าเราย้อนกลับไปอย่างที่ผมเรียน ให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ ๓๐ ปีที่แล้วชาวนาก็ยังมีปัญหาแบบนี้ ถ้าเรายังไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ อนาคตของประเทศใน ๒๐ ปีข้างหน้าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเรากำลังละทิ้งในสิ่งที่เป็น จุดเด่นของบ้านเราอย่างจริงจัง และผมคิดว่าความจำเป็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าว หรือยุทธศาสตร์ที่แก้ปัญหาชาวนาใน ๒๐ ปี จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง

ข้อเสนอที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ คือสิ่งที่ได้เสนอไปแล้วผมคิดว่า หลายเรื่องเรามีข้อเสนอดี ๆ เยอะแยะมาก การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมเรายังขาด และตรงนี้ เป็นสิ่งที่ขาดมากในระบบราชการไทย จากรายงานของคณะกรรมาธิการอันนี้ทำให้เราได้คิดว่า จริง ๆ แล้วฝ่ายราชการเองยังไม่มีกระบวนการจัดการที่เป็นระบบในปัญหาข้าว หรือปัญหาชาวนา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เท่าที่ดูในเอกสารนี้และผมก็เห็นตามนั้น จริง ๆ ข้าวเป็นรายได้หลัก ของประเทศ และเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตากันมาตลอดของประเทศเรา แต่เราไม่สามารถ มีระบบการจัดการได้อย่างเป็นระบบ เท่ากับว่าวิธีการทำงานตรงนี้เราปล่อยให้เป็นไป ตามวิถีทางธรรมชาติไป ซึ่งผมคิดว่ากระบวนการขับเคลื่อนอยากให้เป็นรูปธรรม ผมอยากให้ คณะกรรมาธิการเสนอว่าอะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่รัฐบาลสามารถทำได้ควรดำเนินการ ในปี ๒๕๖๐ เลย ซึ่งผมว่าเรามีข้อเสนอที่ชัดเจนไปแล้ว ถ้าเราทำข้อเสนอนี้ให้สำเร็จได้ การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมก็จะสำคัญ

ข้อเสนอที่ ๓ เป็นเรื่องที่หลายครั้งผมได้มีการพูดไปแล้ว จริง ๆ รากฐาน ของปัญหาชาวนาก็คือปัญหาในหมู่บ้าน ชุมชน ความอ่อนแอของชุมชนคือความอ่อนแอ ของชาวนา เป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น การแก้ไขปัญหาของเราที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาจากรัฐ ที่มีนโยบายส่วนกลางเข้าไปในพื้นที่ แต่ว่าในพื้นที่ไม่มีการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เราเป็นฝ่ายให้ พื้นที่เป็นฝ่ายรับ เรื่องของการจัดการน้ำก็ดี เรื่องของการปรับปรุงที่ดินก็ดี เรื่องของ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการต่อรองของอำนาจชาวนาก็ดี ของสหกรณ์ก็ดี ของการจัดเรื่องผลผลิตก็ดี เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทั้งสิ้น ถ้าเอาบริบท ที่เป็นตัวตั้งเหล่านี้มารวมอยู่ภายใต้ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นแกนกลางเราจะเห็นตรงนี้ มีผลสำเร็จอย่างมาก ซึ่งผมอยากเห็นการเสนอแบบนี้ของคณะกรรมาธิการไปที่รัฐบาลว่า ถ้าเราใช้ชุมชนเป็นตัวตั้งแล้วเอาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจมาก เรื่องการจัดการแหล่งน้ำ ขนาดเล็กตามศาสตร์พระราชา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของการปลูกข้าวยังเป็นพื้นที่เขตนอกชลประทานอยู่ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ ผมคิดว่าตรงนี้จะทำให้เราเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ข้อเสนอที่ ๔ ผมคิดว่าสำคัญมากคือการจัดโซนนิง (Zoning) อันนี้ผมเห็นด้วย ว่าเราจะจัดโซนนิง (Zoning) อย่างไร พื้นที่ใดควรจะปลูกตรงไหน การขับเคลื่อนอย่างไรบ้าง ผมสนับสนุนอย่างยิ่ง การมีโรงเรียนชาวนาที่ท่านเสนอมาให้เป็นรูปธรรม ผมเรียนว่าการปรับ วิธีคิดของชาวนาเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ใช่เป็นกระบวนการที่เราเข้าไป แนะนำได้ เป็นเรื่องของความเคยชินของวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ กระบวนการขับเคลื่อนชุมชน ในรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้เราจะเปลี่ยนวิธีคิดของชาวนาได้ยากมาก ผมคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ได้จะเป็นประโยชน์ และสิ่งสำคัญมากที่สุดคือการมีตัวอย่างเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ที่ทำได้จริง จริง ๆ แล้ววิถีชีวิตของคน ชาวนา หรือที่ทำงานโดยส่วนใหญ่ เราไปพูดในตำราบางทีเขาไม่รู้เรื่องหรอก แต่ถ้าให้เขาไปเห็นของจริงเขาจะเห็นตัวแบบ การที่ทำให้ของจริงเหล่านี้กระจายไปทั่วประเทศเป็นศูนย์เรียนรู้และให้เขาไปเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน จัดกระบวนการขับเคลื่อนทางความคิดเสียใหม่ ผมคิดว่าการปรับของชาวนา จะเป็นไปได้มากเลย ผมขออนุญาตนำเสนอความเห็นในเรื่องข้าวเท่านี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ที่นำเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จะเห็นได้ว่า ในขณะที่พูดถึงเรื่องความสำคัญของคนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นมีสิ่งบอกเหตุถึง ความศักดิ์สิทธิ์ของเรื่อง มีฟ้าร้องครับ แล้วก็ไม่ทราบว่าฝนตกหรือเปล่า แต่ก็เป็นสิ่งที่ บอกเหตุว่าชาวนาที่ขาดแคลนน้ำ น้ำกำลังจะมาหรือมาแล้ว ทำไมการจัดการก็ยังตกอับอยู่ ในเรื่องของขาดแคลนน้ำทุกครั้งที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความศักดิ์สิทธิ์ของ บ้านเมืองนั้นที่แล้วมาเราก็โยนโทษให้กับการแห่นางแมว เวลาไม่มีน้ำเราก็แห่นางแมวกัน น้ำไม่มา ฝนไม่ตก เราก็บอกว่าพิธีกรรมไม่ศักดิ์สิทธิ์ นางแมวไม่เห็นด้วยก็เลยทำให้ชาวนา เดือดร้อน แต่จริง ๆ บ้านเราผมคิดว่าฝนแปดแดดสี่มากพอ เกินกว่าที่เราจะจัดการไม่ให้ น้ำขาด เพราะฉะนั้นการจัดการเรื่องน้ำเพื่อชาวนานั้นเราจัดการอย่างไรจึงเป็นเหตุเป็นผล ให้ชาวนายิ่งทำยิ่งจนลง อันนี้เป็นบทเรียนที่เราน่าจะต้องคิดต่อทำต่อให้เกิดความสมบูรณ์ ของเรื่องว่าทำอย่างไรกลไกต่าง ๆ หรือคน เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่นาหรืออะไร ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของน้ำนั้น เราบริหารจัดการอย่างไร บกพร่องอย่างไร อดีตที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความล้มเหลวแต่เราไม่ได้หยิบยกทำมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผม ภูมิใจที่เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องตั้งโรงเรียนชาวนา ท่านสถิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ผมจำได้ว่า ผมเคยพูดถึงเรื่องเกษตรกรควรจะมีโรงเรียนเป็นการเฉพาะ ระหว่างเรียนให้มีค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรี จบไปแล้วทำอย่างไรให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้เป็นชาวนาที่ดีรวมไปตลอดจนถึง การมีที่ดินให้กับชาวนาสามารถประกอบอาชีพ รักษาที่ดิน ที่นาให้เป็นสมบัติตลอดไป จะจัดการอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเรียนจบแล้วต้องทำได้และทำให้เกิดผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นผมภูมิใจ ดีใจว่าการที่เราจะมีโรงเรียนชาวนา ซึ่งผมเคยเสนอให้มีโรงเรียนเกษตรกรเสมือนหนึ่งเป็นโรงเรียนนายร้อย วันนั้นจำได้ว่า ผมพูดอย่างนั้น ให้มีค่าใช้จ่ายมีอะไรก็แล้วแต่ ให้เกิดความรู้สึกภูมิใจว่าเราเป็นเกษตรกรนั้น ไม่ใช่สักแต่พูดว่าเป็นเกษตรกร เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ของชาติ ของบ้านเมือง แต่ในที่สุดไป ๆ มา ๆ ก็เป็นกระดูกสันหลังที่ผุ ๆ เป็นมะเร็ง อันนี้เสร็จแน่อย่างที่ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ บอกว่าเป็นกระดูกสันหลัง ท่านประธานครับ ผมจำได้มีการพูดว่าใครที่อยากจะ ร่ำรวยให้ไปประกอบอาชีพธุรกิจทางการเกษตร ใครที่อยากจะจนให้ไปเป็นเกษตรกร เพราะฉะนั้นพูดอย่างนี้คงจะนึกออกว่าหมายความอย่างไรคงไม่ต้องอธิบาย เพราะเหตุการณ์ ที่ผ่านมาเป็นอย่างนั้น ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็ไปตกกับคนที่ประกอบอาชีพธุรกิจ การเกษตร ความยากจนก็ตกกับคนที่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร นี่คือประสบการณ์ ที่เป็นปรากฏการณ์ชัดเจน ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้มาตลอด เราก็มีแผนพัฒนาอะไรต่ออะไร เยอะแยะ ยิ่งพัฒนาชาวนายิ่งไม่มีอะไรเหลือ สำหรับผมนั้นอยากจะชี้บางประเด็นเล็ก ๆ แต่แค่เล็ก ๆ มันแฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่เพราะเรามักจะละเลยในสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำไป แล้วเก็บเกี่ยวไปบางส่วนแต่ไม่ได้ทำต่อ ในพื้นที่เยอะครับ ลองไปสำรวจดู อย่างเช่น คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำด้านชลประทานในที่ดิน ที่นาแปลงใหญ่ ๆ ที่บอกว่าทำไปแล้วประโยชน์ จะได้เป็นแสนเป็นหมื่นไร่จากเรื่องของการทำนา แต่พอทำไปส่วนนี้งบประมาณลงไปแล้ว ในที่สุดก็ทิ้งเฉยเป็นที่นารกร้างว่างเปล่า จนถึงเดี๋ยวนี้การใช้ประโยชน์ในที่นาแบบนี้ก็ไม่ได้ทำ ถ้าคิดเป็นเงินตัวเลขคงจะเป็นแสนเป็นหมื่นล้านบาท เพราะว่าที่นาต่อไร่เท่าไร แต่สิ่งที่ อยากจะเรียนก็คือว่าท่านประธานครับ ในเรื่องของการทำนานั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะมา ตื่นตัวเอาจริงเอาจังกันในสมัยนี้ ผมจำได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ผมเป็นปลัดอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เราให้ความสำคัญในเรื่องของการทำนา ๒ ครั้ง นายอำเภอคนไหนเก่ง ๆ สามารถส่งเสริมสนับสนุนชาวบ้านให้ทำนา ๒ ครั้งในที่ไหนก็แล้วแต่ก็จะมีการประกวด ให้รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร นั่นปี ๒๕๑๐ เพื่อชี้ให้เห็นว่าอย่าว่าแต่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์เลย แม้แต่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ก็ให้ความสำคัญในเรื่องของ การทำนา ถึงขนาดว่าปูนบำเหน็จความชอบให้กับนายอำเภอที่ทำนา ๒ ครั้งสำเร็จ ได้นายอำเภอแหวนเพชร นี่เรื่องของการทำนา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำ ก็คืออดีตที่ผ่านมาที่มีเรื่องดี ๆ เกี่ยวข้องกับเรื่องนา เรื่องข้าว เรื่องที่ดิน เรื่องการเกษตรนั้น ลองไปดูสิว่ามีอะไรดี ๆ ที่คนโบราณคนรุ่นเก่าได้ทำฝากมรดกในเรื่องของภูมิปัญญา ให้กับแผ่นดินนี้ในเรื่องของเกษตร ในเรื่องที่นา แต่สิ่งที่ผมอยากจะย้ำ ใช้เวลานิดหน่อยตรงนี้ ก็คือเรื่องงบต่าง ๆ ที่ลงทุนไปแล้ว โต ๆ เอาไปแล้ว แต่ที่ต้องทำต่อเนื่องให้ก้อนโต เกิดความสำเร็จชาวบ้านจะได้ประโยชน์สูงสุดทำไมไม่ทำต่อ โครงการชลประทานที่ทำไปแล้ว คลองส่งน้ำก็ทำไปแล้ว คลองระบายน้ำก็ทำไปแล้ว ในที่นาที่จะได้ประโยชน์เป็นหมื่นเป็นแสนไร่ แต่ทำไมทิ้งไป เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงอยากจะฝากให้เป็นข้อคิดในการออกไปสำรวจข้อมูล ที่ทำไม่เสร็จ ทำไม่เรียบร้อย จากการที่ลงทุนไปแล้วหมดเป็นหมื่นล้านบาททำไมไม่ทำต่อ ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่ให้ทุนให้งบประมาณทุ่มเทลงไป พื้นที่เหล่านี้ ก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะฝากประเด็นเล็ก ๆ แต่ก็แฝงไปด้วยตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ ที่ชี้ให้เห็นว่ากลไกของรัฐนั้นขาดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อน ขาดความเอาจริงเอาจัง ในเรื่องของการกำหนดวิธีการปฏิบัติที่ต่อเนื่องในเรื่องโครงการที่ดี ๆ พอก้อนโตเอาไปแล้ว ที่เหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ทิ้งว่างเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากเป็นข้อคิดก็คืออยากจะฝาก ให้ไปตรวจสอบทั้งประเทศดูว่าโครงการที่เป็นประโยชน์เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องของการทำนา เพราะถือเป็นหัวใจ ไปดูว่าโครงการหลักที่ลงทุนไปแล้วเป็นคลองชลประทาน มีทั้งคลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ แต่ทำไมคลองไส้ไก่จึงไม่ทำ เพราะอะไร จนขนาดว่าที่ประตูน้ำขณะนี้ถูกรื้อพังป่นปี้ไปหมด ขายเป็นเศษเหล็กท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในข้อนี้ก็คือว่า ช่วยติดตามดูโครงการเก่า ๆ ถ้าทำได้สำเร็จผมคิดว่าจะก่อประโยชน์ให้กับชาวไร่ชาวนา เกษตรกรที่ครองที่ดินพื้นที่ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ ผมว่าที่อื่นก็ยังมีอีกเยอะในลักษณะอย่างนี้ รวมไปตลอดจนถึงเรื่องเครื่องจักรกลไถนา โรงสีต่าง ๆ ที่ทำทิ้งทำขว้าง ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

อีกท่านหนึ่ง ท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รัก ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทางด้านกรรมาธิการที่ได้นำเสนอ เรื่องสำคัญ และสิ่งที่ท่านนำเสนอนี้ก็ถือว่าครอบคลุม ซึ่งผมอ่านแล้วก็ครอบคลุม แต่ยัง มองเห็นที่ว่าจะแก้ชาวนาทั้งระบบจะทำได้อย่างไร เพราะผมได้ฟังเรื่องเหล่านี้มานานตั้งแต่ เด็กจนถึงเข้าวัยซีรีส์ ๗ (Series 7) ถือว่านมนานก็ยังเห็นชาวนาเป็นอาชีพที่ค่อนข้างจะทุกข์ ซึ่งเราคงเคยได้ยินวาทกรรมหลาย ๆ เรื่อง อย่างแม้กระทั่งเมื่อตอนต้นทางคณะกรรมาธิการ ก็บอกว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของประเทศ หรือทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน เราได้ยินมาตลอด ซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นคำที่ปลอบใจชาวนาเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ปฏิบัติจริง ๆ ยังไม่เห็น เพราะฉะนั้นก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการที่หยิบยกเรื่องนี้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ นำศาสตร์พระราชามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ อันนั้นตรงจุด ซึ่งก็ได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง มีศูนย์กระจายไปทั่วทุกภาค แต่การแก้ไขปัญหาค่อนข้างจะช้าเอามาก ๆ ซึ่งก็คงจะโทษไปที่ การบริหารราชการแผ่นดินของเราที่ทำให้ขยายผลได้ช้า ส่วนข้อมูลของท่านที่นำเสนอมา น่าสนใจมาก เรื่องผลผลิตก็ดี พื้นที่การปลูกข้าวก็ดี ราคาข้าวต่างประเทศก็ดี ข้าวที่บริโภค ภายในประเทศก็ดี ข้าวที่ส่งออกนอกประเทศก็ดี จะเห็นว่าเป็นข้อมูลที่เราวิเคราะห์ได้ เราสามารถวิเคราะห์ต้นทุน ในเอกสารก็ชัดเจนว่าต้นทุนของชาวนาข้าวแต่ละประเภทเท่าไร ขายในราคาตลาดโลกเท่าไร ถามว่าให้เราเลือกเป็นอาชีพชาวนาเอาไหม ถามคนในห้องนี้ ทั้งหมดเลย ให้ลูกหลานเป็นชาวนาเอาไหม ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครตอบหรอกครับว่าจะเอา หรือไม่เอา ส่วนใหญ่ก็คงคิดในใจได้ว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอาชีพอะไรก็ตาม ถ้าจะยึดเป็นอาชีพได้ต้องถือว่าสามารถอยู่ได้ มีเงิน มีกิน มีใช้ สามารถที่จะอยู่ในระดับเขาได้ ที่จะเพียงพอสำหรับชาวนา ผมเองก็มีพื้นฐานมาจากคนในชนบท ปัจจุบันนี้ก็ยังมีเพื่อนชาวนา อยู่อีกเยอะแยะ ผมกลับไปเขายังมาขอถ่ายรูปเลยว่าจำเพื่อนได้ไหมที่เรียน ป. ๔ มาด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมเองอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้นะครับ ซึ่งมีหลายท่านอภิปรายไปแล้ว

เรื่องแรก เรื่องพื้นที่ เพราะชาวนาเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ พื้นที่ของชาวนา ที่ถือครองจริง ๆ มีเท่าไร อันนี้ข้อมูลมีหมด เช่าอยู่เท่าไรมีหมด พวกเหล่านี้สามารถที่จะไป คำนวณต้นทุนได้หมด ผมเชื่อว่าโดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการอยู่ในเซกเตอร์ (Sector) ธุรกิจ สามารถที่จะดูแลว่าต้นทุนการขายและอนาคตจะเป็นอย่างไร พร้อมที่จะไปลงทุน ในธุรกิจอย่างนี้ไหม เพราะฉะนั้นเราจะเห็นพื้นที่ก็ชัดเจนว่ามีอยู่แล้ว คำนวณออกมาชัดเจน

เรื่องที่ ๒ เรื่องความเสี่ยงทางด้านน้ำ ถ้าเป็นแบงก์เขาไม่ให้กู้หรอกครับ เพราะอาศัยเทวดาฟ้าดินเป็นผู้กำหนด ขนาดพื้นที่ของประเทศไทยเราถือว่าอุดมสมบูรณ์ ที่มีแหล่งน้ำ ฝนตกลงมาปีละไม่รู้กี่ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เราก็ยังไม่มีปัญญาเก็บ ผมตั้งคำถามเลยว่าเราบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรถึงไม่มีปัญญาเก็บน้ำแล้วพยายาม ที่จะระบายเร่งออกทะเลให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ถามว่าพื้นที่ว่างเปล่าของเราตั้งแต่บนเขา ในป่า ในวนอุทยาน จนถึงที่ราบลุ่ม เราไม่มีปัญญาในการทำแหล่งเก็บน้ำ เหมือนกับ ท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว แหล่งน้ำในชุมชนของเรา ทำครับ แต่ช้าเหลือเกิน ไม่พอที่จะ แก้ปัญหาให้ชาวนาหรอกครับ ผมเรียนได้เลยถ้าเราสำรวจจริง ๆ อันนี้ก็มาจากการบริหาร ราชการแผ่นดินของเรา

เรื่องที่ ๓ ราคากำหนดโดยตลาดโลก เรารู้แล้วว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีประเทศไหนปลูกข้าวบ้าง แล้วผลของการผลิตโดยสมมุติยีลด์ (Yield) ของเราต่ำที่สุด ๔๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่ น่าขายหน้าไหมครับ เป็นประเทศที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อย่างนี้มีไหมครับ เราอยู่ในการผลิตแต่เราก็มาโทษว่าแหล่งชลประทานของเราไม่มีพอ เพราะฉะนั้นห่วงโซ่การผลิตของเรานี้เราต้องมาตั้งคำถาม ในจำนวนนี้ผมฝากถาม ผมได้ยิน ไม่รู้ข้อมูลตรงหรือไม่ตรง มีจำนวนประมาณ ๒๕-๒๖ ล้านไร่ที่เป็นพื้นที่นาไม่เหมาะสมสำหรับ การปลูกข้าว ปลูกไปก็ไม่คุ้ม เราไม่มีทางที่จะไปช่วยเขาก็ปล่อยให้เขาปลูก แล้วเราก็บอกว่า จะเอาหลักการนี้มาช่วยชาวนา ไม่มีทางหรอกครับ ถ้าเป็นจริงกรุณาช่วยตอบผมว่าพื้นที่ปลูกข้าว ที่ไม่เหมาะสมสำหรับชาวนามีจำนวนเท่าไร ปัจจุบันนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้เอกชน ตั้งโรงงานน้ำตาล เขาวิ่งหา พื้นที่ที่ไม่เหมาะสำหรับปลูกข้าวเอาไปปลูกอย่างอื่นได้ไหมครับ เป็นต้นว่าไปตั้งโรงงานน้ำตาลให้ปลูกอ้อยเป็นไปได้ไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานในข้อมูลเหล่านี้ได้ไหม ผมเองเห็นด้วยในหลักการ ของเอกสารที่ท่านเสนอ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย แต่ทำอย่างไรถึงจะเป็นจริงอย่างที่เป็น ในเอกสารของท่าน ไม่ว่าจะเป็นตลาดล่วงหน้า ตลาดอะไรต่ออะไรทั้งหมด สุดท้าย ของจริงเลยนะครับ ผมมีพรรคพวกลูกน้องที่ขายเครื่องจักรกลทางด้านการเกษตร คุมอยู่ทางด้านอีสานใต้ ผมถามว่าคุณทำธุรกิจอันนี้มาประมาณ ๒๐ ปี รวยเป็นพันล้านบาท ถามว่าชาวนาดีขึ้นไหม ดูที่มือครับ เขาตอบผมอย่างนี้ ดีขึ้นนิดเดียว เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ เราอยากจะให้มีการปลูกข้าวผมก็เห็นด้วย พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องปลูกข้าว แต่ปลูกในลักษณะอย่างไรครับ ปลูกในลักษณะที่เราไม่ขาดทุน ปลูกในลักษณะที่เราสามารถจะเป็นรีเสิร์ฟ (Reserve) เป็นสำรองของเราไว้นั้นถูกต้อง เราต้องปลูกข้าวแบบมีคุณภาพ แบบได้ราคา แบบผลผลิตสูง ผมเชื่อว่าองค์ความรู้เหล่านี้ของคนไทยมีหมด เป็นปัญหาพื้นฐาน เพียงแต่ว่าเราจะเริ่มต้น ตรงไหนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมอยากจะตั้งข้อสังเกตขอวิจารณ์สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเผื่อเราไปปรับโครงสร้างกับระบบการบริหารจัดการข้าวของเราผมเชื่อว่าขอให้ดู น่าจะไปได้ ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อดีตคณบดี บริหารมหาวิทยาลัยเอเชียน อดีตคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตคณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สมาชิก เลขที่ ๖๙ ผมต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องชาวนาเป็นอย่างมากเลยในฐานะที่ผมเองก็เป็น ลูกชาวนา ทำนาอินทรีย์ครั้งหลังสุดก็ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ประมาณ ๑๐๐ ไร่ด้วยกัน ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้ถ้าหากท่านสถิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะท่านคิดไกลและคิดเร็ว อยากจะให้เป็นวาระแห่งชาติ ผมไม่อยากจะให้พูดเรื่องชาวนา จนกว่าถึงวันที่ผมต้องตายอีกสัก ๒๐ ปี คือเราพูดเรื่องชาวนา พูดมาตลอดช่วยเหลือชาวนา แล้วดูสิครับชาวนาเป็นอย่างไร วาระแห่งชาติที่ผมพูดถึงก็คือว่าเราต้องไม่ปฏิเสธว่า ตื่นเช้าขึ้นมาเราต้องรับประทานอาหารใช่ไหมครับ อาหารก็คือข้าว ข้าวเป็นพืชโบราณ ของเขตนี้ หรือทางวิทยาศาสตร์คำว่า โอไรซา (Oryza) มาจากรัฐโอริสสา โอ (O) เป็นคำดั้งเดิม ของมนุษยชาติที่กรีก ๑๐,๐๐๐ ปีโบราณที่แล้วเขาบันทึกไว้ว่าโอริสสามีพืชชนิดหนึ่ง ที่ปลูกแล้วคนก็ได้กินด้วยกัน ได้กินกันมาตลอดและมีความมั่งมี แต่ของฝรั่งเขาปลูกข้าวสาลี แตกต่างกันอย่างไรครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ ปลูกข้าว ๓ เดือน ได้ประมาณ ๓,๐๐๐ เม็ด ให้นก ให้สัตว์อื่นกินหรือแมลงกินเสียบ้างสัก ๑,๐๐๐ เม็ด คนกินสัก ๑,๐๐๐ เม็ด เราเหลือขาย เป็น ๑,๐๐๐ เม็ดมาตลอด ปลูกข้าว ๑ เม็ดก็จริง ๓ เดือนได้ข้าวมาสีแล้วหุงได้เลย ท่านไปดู ข้าวอื่นสิครับ ข้าวสาลี ปลูกเสร็จ ๓ เดือน ปลูกได้แค่หน้าซัมเมอร์ (Summer) เท่านั้นเอง จากนั้นต้องทำอย่างไรครับ สีแล้วมาบดป่นทำแป้ง พอทำแป้งเสร็จต้องมาปิ้งทำเป็นขนมปัง กว่าจะได้กินสิ้นเปลืองพลังงานไปมากมาย ข้าวเป็นพืชเดียวที่สามารถขึ้นไปยานอวกาศ เพื่อจะไปดาวอังคารด้วยซ้ำไป เพราะสามารถสังเคราะห์แสงได้เร็ว แล้วก็รับประทานได้เลย เอาละครับ นี่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทีนี้ทำไมต้องเป็นวาระแห่งชาติ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ แนวทางการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการที่นำเสนอมาผมก็เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่อยากจะเรียนตรงนี้ก็คือว่าการสร้างกลไกการบริหารจัดการให้องค์กรชาวนา มีความเข้มแข็ง อันนี้ระบบสหกรณ์ตัวเดียวที่จะทำได้ ในนี้ผมเห็นแล้วอ่านไม่ชัดเพราะว่า ดูในหน้าตารางอย่างเดียว การทำให้องค์กรชาวนาเข้มแข็ง ทุกวันนี้เป็นองค์กรชาวนา ที่ไม่เข้มแข็ง เขามีบริบทที่อาจจะแปรแล้วก็ปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ ของกลุ่มเขาเองก็แล้วไป แต่จริง ๆ แล้วผมอยากจะให้ความป็นสหกรณ์ของชาวนา มีความเข้มแข็งมากกว่านี้ มีความซื่อสัตย์สุจริตมากกว่านี้

เรื่องถัดมา ก็คือการกำกับดูแลการค้าข้าวให้เกิดความเป็นธรรมในตลาด ค้าข้าว อันนี้เป็นข้อที่ ๓ ของการปฏิรูปการตลาดข้าว ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงให้ เป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ ลองดูง่าย ๆ เลยนะครับ ผมเป็นคนธรรมดา ผมไม่สามารถเจรจา กับฝน หยุดเถอะครับ ฝนอย่าตก ฝนตกเถอะครับ ต้องการน้ำ เราพูดกับเขาไม่ได้เลย แต่คนกลุ่มนี้ชาวนาชาวไร่ไม่มีอะไรเลย แต่ต้องเจรจากับเทวดาฟ้าดิน ผมพูดเปรียบเทียบเท่านั้นเอง ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ฝน ๒ ช่วงในภาคกลางมาอย่างไรต่อรองไม่ได้เลย มาก็ล้น ไม่มาก็แห้งไป การดูแลตรงนี้ผมคิดว่าชาวนาชาวไร่เขาไม่มีศักยภาพ การที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริต่าง ๆ เรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องอะไร วันดินโลก วันที่ ๕ ธันวาคม ก็ประกาศไปแล้ว น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง สุวรรณภูมิดีหมด ทำอย่างไรครับ อย่าให้ชาวนาเขาเป็นผู้เจรจา เขาต้องเจรจากับข้าราชการ คนที่ดูแลเรื่องเมล็ดพันธุ์ คนที่ดูแลเรื่องการแก้ปัญหาการปลูกข้าว สัตว์ ศัตรูพืช แมลงต่าง ๆ โรคข้าวสารพัด คนเหล่านี้ไม่มีศักยภาพเลยที่จะเจรจากับเชื้อโรคว่าอย่ามา ช่วงนี้อย่ามาไม่มีครับ แต่เขาต้อง แบกภาระทุกอย่าง ผมจึงเห็นว่ายิ่งใหญ่กว่าการที่จะทำความมั่นคงในระดับชาติบ้านเมือง เรื่องทหารด้วยซ้ำไป แต่ถ้าตราบใดที่คนไทยทั้งประเทศไม่กินข้าวอีกแล้วผมก็ไม่พูด เรียนตามตรงว่าคาร์โบไฮเดรตที่เป็นเม็ดข้าวมาจากคาร์บอนในอากาศที่เรานั่งปล่อยออกมา ข้าวเป็นคนเก็บนะครับ ในทางวิชาการเป็นอย่างนั้น ข้าวมีสารพัดพันธุ์ เราเป็นแหล่งกำเนิด ของข้าวตรงนี้ โอไรซาซาติวา (Oryza Sativa) อยู่ที่นี่ จะเป็นซาติวา (Sativa) จากประเทศญี่ปุ่น จีน เป็นซาติวา (Sativa) หมดละครับ เป็นสายพันธุ์ที่มีเยอะแยะมาก ข้าวสังข์หยด ข้าวอะไร ที่ทางภาคใต้ หรือข้าวทางภาคกลาง เรามีข้าวหมด ทีนี้ผมอยากจะเห็นว่ากระบวนการอะไร ที่จะทำให้การแก้ปัญหาชาวนาชาวไร่ยั่งยืน ไม่ใช่พูดเป็นมธุรสวาจาไปเรื่อยว่าจะช่วยชาวนา เอาปุ๋ยไปให้ เอายาไปให้ ผมอยู่ใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็รู้เรื่องพอสมควร ผมไม่ชอบภาพเหล่านั้น ภาพของการที่นำของไปช่วยแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมถามตรง ๆ เลยว่า ถ้าคิดจะทำเป็นวาระแห่งชาติ ถามว่าแผ่นดินไทยแหว่งไปกี่จังหวัดแล้ว เป็นคำถามง่าย ๆ ขุดไปกี่จังหวัดแล้วเพื่อไปขาย ไปแลกรถเมอร์ซิเดส แลกรถยนต์ แลกคอมพิวเตอร์ แลกไอโฟน (iPhone) เข้ามา เป็นคำถามง่าย ๆ ให้นักเศรษฐศาสตร์ช่วยคิดหน่อยเถอะครับ ว่าการลงทุนของชาวนาชาวไร่ให้แสงแดดโอเค (Okay) ฟรี น้ำลงทุนเท่าไร ดินลงทุนเท่าไร แล้วพืชเติบโตมา ๓ เดือน แล้วข้าวขายไป กระบวนการอันนี้เขาแบกภาระไว้หมดเลย แต่คนที่มาซื้อข้าว มาตกเขียวสารพัดไม่ได้ลงทุนอะไรเท่าไร แต่เขาได้เงินกลับเป็นกอบเป็นกำ ค้าขายข้าวส่งออก ธนาคาร มีไหมที่คิดจะปรับปรุง ธ.ก.ส. ที่ช่วยอยู่ช่วยเท่าไร ไม่เข้าใจ ช่วยแล้วทำไมชาวนายังจน แต่พ่อค้ารวยตลอด ผมอยากจะขอร้องว่าถ้าเป็นไปได้ทำเรื่องข้าว ให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่คิดจะทำกรมการข้าวขึ้นมา อันนี้เรียนตามตรงก็ล้มเหลว แล้วยังคิดจะสร้างสถาบันพัฒนาข้าวขึ้นมาอีก ผมเรียนตามตรงนะครับ พันธุกรรมข้าว ๑๒ โครโมโซมเอามาจับเรียงกัน ทีซีจีเอ (TCGA) ซึ่งเป็นโครงสร้างโมเลกุลของพันธุกรรมข้าว ๑๒ โครโมโซม ยีน (Gene) เยอะแยะเป็นหมื่นเป็นล้าน วิ่งไปดวงจันทร์ ๑ ตลบกลับได้เลย เขารู้หมดแล้ว วิชาการเหล่านี้เขารู้หมดแล้ว แต่ทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจข้าว เป็นประโยชน์ เป็นคุณกับชาวนาชาวไร่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยไว้อย่างนี้ ผมเองเห็นว่า วิธีการปฏิบัติในนี้หลายข้อเป็นข้อดี ผมติ๊กไว้ ถือว่าการเดินของคณะกรรมาธิการชัดเจน

ประเด็นถัดมาก็คือว่าชาวนารุ่นเก่า รุ่นผมไม่ใช่แล้ว ไม่ดีแน่นอน แต่ชาวนารุ่นใหม่ ที่คนอยากสมัครเป็นชาวนากัน ในหนังโฆษณาเห็นว่าการเป็นชาวนาที่ผมบอก ข้าว ๑ เม็ด ดินดี ๆ น้ำดี ๆ อากาศดี ๆ แสงแดดดี ๆ ให้ข้าวหลายรวง ๑ เม็ดแตกกอเป็นสิบ ๆ ลองสัมผัสดู เราก็ขายข้าว เรากินข้าวแล้วขายข้าว นั่นละครับ ผมจะบอกว่าแผ่นดินไทยไม่เคยแหว่งไป แต่เราเอาข้าว หรืออาหาร หรือเกษตร ซึ่งเก็บคาร์บอนธรรมชาติออกขายประเทศอื่น ที่เป็นอาหรับขายน้ำมันจนหมด เขาจะปลูกข้าวเขาทุ่มเทวิจัยมากมายเขาทำไม่ได้ กลั่นน้ำทะเล เป็นน้ำจืดมาปลูกข้าวก็ทำไม่ได้ เพราะเขาไม่มีดินดี ๆ อย่างนี้ ผมจึงขอร้องว่าเป็นไปได้ ก็ขอให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่คณะกรรมาธิการอะไรทั้งสิ้น ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเห็นว่าชาวนาสำคัญจริงก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ครับ คณะเกษตรที่ผมเคยนั่งเป็นคณบดี หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมก็เคยนั่งเป็นประธานคณะกรรมการวิจัยดูแลเงิน พอสมควร ผมยังไม่เห็นด้วยเลย วิธีการปฏิบัติอย่างนั้นไม่สำเร็จหรอกครับ เพราะทำเสร็จแล้ว คนขายข้าวอยู่กระทรวงพาณิชย์ คนเดินตามหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือพ่อค้าข้าว ท่านก็อยู่ที่กระทรวงนั้นมาก่อน ท่านประธานทราบดี การทำอย่างนี้มันไม่ถึงชาวนาชาวไร่ ผมก็ขออนุญาตอภิปรายเพียงแค่นี้ในฐานะที่เคยสัมผัสกับเรื่องข้าวมาบ้างตามสมควร ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุดท้ายที่เสนอรายชื่อเพื่ออภิปรายคือ พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษาสัญญาบัตร ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ โดยจะมีข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ ท่านได้นำเสนอมาแล้วนั้น เพื่อการพัฒนาการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน ผมในฐานะที่เป็นลูกชาวนาโดยกำเนิดแล้วก็เป็นชาวนาตั้งแต่เด็ก ไถนาโดยใช้ควาย เกี่ยวข้าว ดำนา นวดข้าว สีข้าว ทำเป็นหมดครับ เพราะฉะนั้นจึงรู้ถึงปัญหาแล้วก็แนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ เป็นอย่างดี โดยผมจะขอเสนอใน ๗ ประเด็นดังนี้ ประเด็นแรก เรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ประเด็นที่ ๒ ความรู้ของเกษตรกรเกี่ยวกับข้าว ประเด็นที่ ๓ เทคโนโลยีเกี่ยวกับข้าว ประเด็นที่ ๔ การตลาด ประเด็นที่ ๕ ผลิตข้าวเพื่อคุณภาพ ประเด็นที่ ๖ เงินทุนและหนี้สิน ของชาวนาไทย และประเด็นที่ ๗ การรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานของข้าวไทยในตลาดโลก ใน ๗ ประเด็นนี้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบแล้วก็ครบวงจร

ประเด็นแรก พูดในเรื่องสายพันธุ์ เหตุที่ประเทศไทยนั้นผลผลิตข้าว ถ้าจำไม่ผิด อันดับท้ายสุดของโลกที่มีผลผลิตต่ำสุด ผลผลิตข้าวของประเทศไทยน้อยกว่าบังกลาเทศ ถึง ๓ เท่าตัว หมายความว่าบังกลาเทศผลิตข้าวต่อไร่ได้มากกว่าเรา ๓ เท่า ได้น้อยกว่า ประเทศรอบบ้านเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา เวียดนาม ประเทศไทยเรา อยู่ท้ายสุด เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวต่ำนั้น หัวใจสำคัญอันหนึ่งคือการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของไทยไม่ได้มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และอย่างมีประสิทธิภาพ ในอดีตที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ไม่ได้ทำการพัฒนาอย่างจริงจัง ในขณะที่เอกชนก็ไม่กล้าทำการพัฒนาสายพันธุ์ เพราะว่า เมื่อพัฒนาสายพันธุ์แล้ว เพียงแค่ ๑ คร็อป (Crop) หรือ ๑ ปีเท่านั้นพันธุ์ที่เขาพัฒนามาก็แพร่ ไปสู่คนที่ไม่ต้องลงทุนพัฒนา เลยทำให้ไม่มีบริษัทใดหรือเอกชนใดทำการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เลยทำให้พันธุ์ข้าวนั้นปลูกตามยถากรรมตั้งแต่โบราณมา สมัยปู่ย่าตายายปลูกแบบนี้ก็ใช้พันธุ์นี้ จนถึงปัจจุบันก็พัฒนาไปเล็กน้อยไม่ได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างที่วิจัยพัฒนา และประสบความสำเร็จ การปลูกไม้โตเร็วท่านคงจำได้ ในอดีตที่ผ่านมานั้นตั้งแต่ยุค ๒๐ ปีที่แล้ว ไม่สามารถปลูกได้คุ้มทุน ไร่หนึ่งได้ประมาณ ๖ ตัน ปัจจุบันนี้เขาได้ไร่ละ ๒๐-๓๐ ตัน เพราะการวิจัยและพัฒนา แต่นั่นเกิดจากไม้โตเร็ว เพราะบริษัทเอกชนนั้นเขาจดสิทธิบัตร การพัฒนาสายพันธุ์ได้และคนอื่นลอกเลียนไปไม่ได้ แต่ข้าวทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ข้าวจึงเป็นภาระของหน่วยงานราชการที่จะต้องทำการวิจัยพัฒนาให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้นมา แล้วก็แจกจ่ายให้เกษตรกร และผมขอเรียนว่าถ้าไปศึกษาลึก ๆ แล้วการวิจัยพันธุ์ข้าวที่ผ่านมา ให้หน่วยงานราชการทำนั้น ถ้าไปดูลึก ๆ ในงบของการวิจัยจะกลายเป็นงบค่าเดินทางไปราชการ ของส่วนราชการที่ทำวิจัย ไม่ใช่งบประมาณที่ทำการวิจัยเป็นหลัก ตรงนี้จะเกิดความเสียหายขึ้น ผมขอเรียนว่าถ้าทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวจะได้ผลดังนี้ครับ ประการแรก ในการพัฒนาสายพันธุ์ ต้องให้ได้สายพันธุ์ที่ผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม ๔-๕ เท่าตัว ซึ่งสามารถทำได้ถ้าทำการวิจัยและพัฒนา ประการที่ ๒ ต้องทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ที่ต้านโรคและแมลงจะทำให้เกษตรกรนั้นประหยัดยาฆ่าแมลงต่าง ๆ และทำให้สามารถผลิต ข้าวออร์แกนิก (Organic) คือข้าวปลอดสารเคมีได้ ผมขอเรียนทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ทราบว่าข้าวที่ท่านบริโภคแทบจะไม่มีเมล็ดใดเลยที่ไม่ผ่านยาฆ่าแมลง เพราะถ้าไม่มียาฆ่าแมลง ก็ไม่มีข้าวหลงเหลือมาถึงให้ท่านรับประทาน และเมื่อสีข้าวมาเป็นเมล็ดแล้วก่อนแพ็ก (Pack) ถุง ผมมั่นใจว่าข้าวที่แพ็ก (Pack) ถุงขายปัจจุบันนี้ ยกเว้นข้าวออร์แกนิก (Organic) จะถูกรม ด้วยยาฆ่าแมลงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรากินกันโดยไม่รู้ตัว ตอนเที่ยงก็รับประทานมาแล้ว ข้าวคลุกสารป้องกันเกิดมอดและแมลงครับ แต่มีข้าวประเภทหนึ่งที่ไม่มีสารเหล่านี้ ยกตัวอย่างข้าวไรซ์เบอร์รีแพ็ก (Pack) ด้วยสุญญากาศ ประเภทนั้นไม่มียาที่อบเพื่อป้องกันมอด เพราะมอดโตไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสามารถลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ด้วยการวิจัย สายพันธุ์ที่โรคและแมลงไม่กินต้นข้าว ประการที่ ๓ พัฒนาสายพันธุ์ที่ปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อมได้ เช่นสายพันธุ์ที่หนีน้ำท่วมได้ เอาไว้ปลูกในเขตภาคกลางที่ฤดูน้ำและฝนมา พอฝนมาน้ำมาข้าวจะพุ่งขึ้นหนีน้ำได้ เรียกว่าน้ำท่วมก็ไม่ตาย จะทำให้ลดการสูญเสีย ของเกษตรกรอันเนื่องมาจากน้ำท่วม ประการที่ ๔ ข้าวที่มีลักษณะทนแล้งเมื่อปลูกแล้วฝนทิ้งช่วง ข้าวก็ไม่ตาย เกษตรกรก็ไม่ขาดทุน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ผมพูดนั้นสามารถมีเทคโนโลยีพัฒนาได้ และอีกประการหนึ่ง ข้าวที่ปลูกแล้วให้สารอาหารเป็นพิเศษ ผมยกตัวอย่าง เป็นผลงานวิจัย และพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับภาคเอกชน ทำการพัฒนาพันธุ์ข้าวชุดที่ ๑ เรียกว่าข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระในตัวเอง มีสารโอเมก้า ๓ (Omega 3) ในตัวเองโดยธรรมชาติ และมีธาตุเหล็กสูง มีโปรตีนสูงกว่าข้าวธรรมดา ๒-๓ เท่าตัว อันนี้เกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์ ราคาข้าวตอนนี้ที่เขาขายนะครับ ข้าวเปลือก ตันละประมาณ ๒๕,๐๐๐-๓๕,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องมีการประกันราคา อันนั้นเกิดจาก การวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ข้าวมาอีกตัวหนึ่ง ข้าวที่กินแล้วต้านเบาหวานได้ คือใครที่เป็นเบาหวานกินข้าวชนิดนี้แล้วน้ำตาลไม่ขึ้น ไม่ต้องกินยาลดเบาหวาน อันนี้ก็มีการพิสูจน์แล้ว สิ่งที่ผมพูดนี้พิสูจน์มาแล้วทั้งนั้น นี่คือตัวอย่างของการวิจัยและพัฒนา เพราะฉะนั้นการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จะทำให้ ช่วยเกษตรกรได้ทั้งในเรื่องของผลผลิต แล้วก็ลดต้นทุนในเรื่องปุ๋ย ลดต้นทุนในเรื่องยาฆ่าแมลง แล้วก็แก้ไขปัญหาวิกฤตทางธรรมชาติได้

ประเด็นที่ ๒ ผมจะขอนำเสนอก็คือความรู้ของเกษตรกรเกี่ยวกับข้าว ปัจจุบันนี้ เกษตรกรไม่มีความรู้เกี่ยวกับข้าว แต่ปลูกข้าวตามที่บรรพบุรุษเขาปลูกกันมา ตรงนี้เป็นสิ่งที่ อันตราย บางทีเกษตรกรก็ใช้ความรู้แบบผิด ๆ ยกตัวอย่าง เกษตรกรมีความรู้สึกว่าถ้าเผาซังข้าว ให้เป็นพื้นสีดำบนนาแล้วนั่นคือปุ๋ยของนา ก็เลยเผาทุ่งกันยกใหญ่ ที่จริงนั่นคือปุ๋ยอย่างดีเลย เมื่อเผาทุ่งไปหมดแล้วถึงเวลาดำนาข้าวก็ต้องซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศเข้ามา ท่านทราบไหมครับ ชาวนาไทยใช้ปุ๋ยแพงที่สุดติดอันดับโลก ผมเคยไปประเทศเกาหลีที่ขายปุ๋ยแบบคอมพาวน์ (Compound) ให้กับประเทศไทย คือปุ๋ย ๑ เม็ดนั้นมีทั้งเอ็นพีเค (NPK) เขาบอกว่าชาวนา ทั้งประเทศเกาหลีและประเทศฟิลิปปินส์เขาไม่ใช้แบบนี้ครับ ชาวนาเขาวิเคราะห์ว่าดิน ขาดปุ๋ยอันไหนแล้วก็ใส่เฉพาะชนิดนั้นไปตามส่วน แล้วถ้าจะใส่ ๓ สูตรพร้อมกันเอ็นพีเค (NPK) เขาใช้บัลก์เบลนด์ (Bulk Blend) ก็คือเอาเม็ดปุ๋ยมาผสมกัน ต้นทุนจะถูกครับ แต่ประเทศไทย ใช้ปุ๋ยพิเศษ เอาปุ๋ยที่เป็นชนิดเม็ดมาละลายน้ำก่อนทำให้เหลวเสร็จแล้วปั้นเป็นเม็ดเดียวกันใหม่ แล้วทำให้แห้งใหม่ ต้นทุนตรงนี้แพงมโหฬารเลยครับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกษตรกรไทย ชาวนาไทยขาดความรู้เลยต้องใช้ปุ๋ยแพง ในการหว่านปุ๋ยเหมือนกันครับ ชาวนาหว่านปุ๋ยในฤดูน้ำ น้ำสูงกว่าพื้นนาประมาณ ๒ ศอก ประมาณร่วม ๑ เมตรหรือครึ่งเมตร แล้วหว่านปุ๋ยไป ปุ๋ยก็ละลายน้ำหมดแล้วปุ๋ยก็ลงสู่ ลำคลอง สังเกตไหมครับ ฤดูแล้งปลาในลำคลองในแม่น้ำจะหงายท้องตายหมดหรือจะเป็นแผล เป็นเพราะปุ๋ยเหล่านั้นลงมาอยู่ในลำคลองในลำน้ำ แทนที่ชาวนาจะใส่ปุ๋ยเพื่อให้ข้าว เจริญเติบโตกลายเป็นใส่ปุ๋ยเพื่อเป็นสารอันตรายกับสัตว์น้ำแล้วคนก็บริโภค อีกส่วนหนึ่ง ในเรื่องของความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งผมจะกล่าวในเทคโนโลยี

ประเด็นที่ ๓ เราต้องทำอย่างไรให้เกษตรกรนั้นมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่การเตรียมดินหรือการเตรียมนา ไถอย่างไรถึงจะทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี ไถอย่างไร ถึงจะลดต้นทุนเทคโนโลยีการปลูก จะปลูกแบบนาหว่าน หรือปลูกแบบนาดำ ซึ่งข้าว แต่ละประเภทใช้ลักษณะไม่เหมือนกัน การดูแลรักษาก็ไม่เหมือนกันอีกครับ การเก็บเกี่ยว สำคัญมาก จะเก็บเกี่ยวเมื่อไร รัฐบาลในอดีตนั้นได้มีโครงการรับจำนำข้าวเป็นการส่งเสริมให้ เกษตรกรเกี่ยวข้าวในขณะที่ข้าวยังไม่สุกเต็มที่ ก็เลยได้แต่เปลือกข้าวก็คือข้าวลีบไป นั่นก็คือ การเก็บเกี่ยวไม่ได้เวลาที่เหมาะสม ต่อไปเกี่ยวกับการเก็บรักษา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนวดข้าว ข้าวความชื้นสูงเกษตรกรไม่รู้จักวิธีการ ทำอย่างไรที่จะทำให้ข้าวความชื้นต่ำและเก็บไว้ได้นาน เกษตรกรก็เอาข้าวเปียก ๆ ข้าวชื้น ๆ ส่งไปโรงรับจำนำข้าว ก็เลยทำให้ข้าวที่รับจำนำเน่าในที่สุด ตรงนี้เป็นปัญหาเพราะไม่ทำให้ข้าวแห้ง ราคาขายจะถูก พ่อค้าหรือโรงสีจะหักราคา และไม่ขายก็ไม่ได้เพราะข้าวความชื้นสูง แต่ถ้าข้าวความชื้นต่ำสามารถเก็บไว้ได้นานราคาดี ถึงจะขาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ กับเกษตรกร ใครล่ะครับมีหน้าที่ให้ ก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นหน่วยงานไหน ทำอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้

ประเด็นที่ ๔ เรื่องการตลาด อันนี้สำคัญมาก ประเทศไทยเราเคยส่งออกข้าว เป็นอันดับหนึ่งของโลก ประเทศไทยเราส่งออกข้าวมากที่สุดแต่ราคาถูกที่สุด แต่เกษตรกรไทย จนที่สุด ตรงนี้เป็นเพราะเรื่องการตลาด เมื่อการตลาดล้นตลาดเราก็ควรจะเปลี่ยนไปปลูกพืช อย่างอื่น ไม่ใช่ว่าล้นตลาดก็ยังปลูกเพราะยิ่งปลูกมากราคายิ่งต่ำ เราก็ปลูกน้อย ๆ ให้ราคาสูง ๆ ประการที่ ๒ การตลาดเราต้องวิเคราะห์ ให้เกษตรกรรู้ว่าถ้าปลูกข้าวได้ไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกรัม ขาดทุนแน่นอน ต้นทุนในการปลูกของเกษตรกรไร่ละประมาณ ๔,๕๐๐ บาท แต่ถ้าได้ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ขาดทุนอยู่แล้วก่อนลงมือปลูก ให้เขารู้ว่าเขาขาดทุนอยู่แล้วตั้งแต่ ลงมือปลูกจะปลูกทำไม อยู่เฉย ๆ ดีกว่า หรือไปปลูกพืชอื่นดีกว่า แต่ทุกวันนี้เกษตรกร ถึงฤดูตอนนี้เลยครับ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม วันแรกนาขวัญ หลังจากแรกนาขวัญก็จะไถนากัน ทุกคนไถนาหมดครับ แต่ไถนาแล้วรู้ว่าขาดทุนก็ยังไถ ตรงนี้เพราะเขาขาดความรู้ เพราะฉะนั้น เราต้องให้ความรู้เขา สิ่งที่สำคัญของการตลาดคือต้องมีการตลาดซื้อขายล่วงหน้า กำหนดเลยได้ไหมว่าประเทศไทยปีหน้าเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ราคาข้าวหอมมะลิ ความชื้นตามเกณฑ์ที่กำหนดราคาเท่าไรกำหนดไว้ล่วงหน้าเลย เกษตรกรจะลงมือปลูก รู้เลยว่ากำไรหรือขาดทุน ตรงนี้จะช่วยเกษตรกรได้ ถ้าภาครัฐกำหนดราคาซื้อขายล่วงหน้าไว้เลย เปลี่ยนจากจำนำข้าวเป็นรับซื้อขายล่วงหน้าแล้วกำไร ขาดทุน หน่วยงานหรือองค์กรนี้ รับผิดชอบเองตรงนี้จะไปรอด แต่ถ้าจะไปประกันราคาหรือไปรับจำนำ ทุกครั้งเลยผมสังเกต รัฐบาลหลายยุคที่ผ่านมา เวลาจะจำนำข้าว เขาจำนำตอนเกษตรกรขายข้าวหมดนาไปแล้ว ข้าวไปอยู่โรงสีแล้วเริ่มรับจำนำ คนได้ประโยชน์คือโรงสีไม่ใช่ชาวนา เพราะฉะนั้นตรงนี้ เขาเรียกว่าจะทำให้เกิดผลเสียกับชาวนามากกว่าประโยชน์ แต่ถ้าเราบอกว่าซื้อล่วงหน้าเสียเลย ตรงนี้จะช่วยได้และรัฐบาลไม่ต้องไปประกันราคาเป็นการซื้อล่วงหน้าแทน

ประเด็นที่ ๕ ผลิตข้าวคุณภาพ เช่นผลิตข้าวเพื่อสุขภาพและความงาม อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี ได้ราคา ๓-๔ เท่าตัวจากราคาข้าวปกติ ผลิตข้าวเพื่อสมุนไพร ทุกวันนี้ เราต้องโพซิชัน (Position) ข้าว หรือกำหนดว่าข้าวไม่ใช่ผลิตมาเพื่อเป็นอาหาร แต่ข้าวเพื่อเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย อีกอย่างหนึ่งครับ ข้าวไทยส่งออกราคามันต่ำไปแข่งกับประเทศรอบบ้าน เราเปลี่ยนไปปลูก ข้าวญี่ปุ่นได้ไหมครับ ขณะนี้ผมทราบว่ามีการปลูกข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทยจำนวนมาก แล้วราคาดีด้วย ไม่ต้องประกันราคาด้วย แล้วก็แย่งกันซื้อด้วย เราไม่ได้ส่งไปให้ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นอาจจะกีดกัน เราก็ส่งออกไปต่างประเทศที่เขากินข้าวญี่ปุ่นแทนก็ได้จะทำให้ แก้ไขปัญหาราคาข้าวไทยตกต่ำได้ และข้าวหอมมะลิของไทยท่านทราบไหมครับว่า คนสิงคโปร์ชอบข้าวหอมมะลิแถว ๆ ศรีสะเกษ คนจีนฮ่องกงชอบข้าวหอมมะลิแถว ๆ สุรินทร์ จะมีลักษณะพิเศษ เพราะฉะนั้นทำไมล่ะครับ การตลาดของเราต้องควบคุมเลยว่าต่อไปนี้ ข้าวหอมมะลิบอกเลยจากแหล่งไหน เหตุที่ต้องบอกอย่างนี้เพราะอะไร เพราะปัจจุบันนี้ ข้าวหอมมะลิไทยชื่อเสียงในตลาดโลกเสียหมดแล้ว เป็นเพราะเราบอกว่าเอาข้าวหอมมะลิมา แต่เอาข้าวหอมภาคกลางมาผสม ข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงหมดไปกลายเป็นข้าวหอมภาคกลาง เข้ามาแทน ข้าวหอมมะลิในภาคอีสานอาจจะได้ปลูกได้ไร่หนึ่งไม่ถึง ๑ ตัน แต่ข้าวหอม ภาคกลางอาจจะมากกว่า ๑ ตัน เพราะฉะนั้นคนก็เอามาผสมจะทำให้ข้าวเสีย ต่อไปนี้ ข้าวจะต้องมีถิ่นกำเนิดหรือบอกเลยว่าที่ไหนจะทำให้ข้าวนั้นได้ราคา และป้องกันข้าวหอม ในรอบบ้านเรามาปลอมปนเป็นข้าวหอมมะลิไทยแล้วทำให้ข้าวหอมมะลิไทยเสียหาย ตรงนี้สำคัญ ท่านทราบไหมว่าในช่วงที่มีการรับจำนำข้าว ในอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศรอบบ้านเรา ได้ส่งข้าวมาในประเทศไทยและทำให้ข้าวของประเทศไทยด้อยคุณภาพในตลาดโลก สิ่งที่เป็น ตัวพิสูจน์ว่าผมพูดจริงไหมขอให้ท่านเดินทางไปจังหวัดจันทบุรี ขณะนี้ยุ้งฉางข้าวยังอยู่ ในขณะที่แถวนั้นไม่มีทำนาเลยมาได้อย่างไร ตรงนี้ละครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องไม่ให้เกิดอีก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวทำลายคุณภาพข้าวไทย เป็นตัวทำลายชื่อเสียงข้าวไทย และเป็นตัวทำลาย ราคาข้าวไทยในตลาดโลกจนถึงทุกวันนี้ครับ

ประเด็นที่ ๖ เงินทุนและหนี้สินของชาวนาไทยไม่ค่อยมีสถาบันการเงินที่จะ ให้สินเชื่อเกษตรกรเพราะถือว่าเกษตรกรไม่มีเครดิต ตรงนี้เลยทำให้เกษตรกรกู้หนี้นอกระบบ ผมเป็นลูกชาวนาอยู่กับชาวนามา ผมเห็นคนรอบ ๆ บ้านผมเสียไร่เสียนาให้กับเจ้าหนี้ นอกระบบเป็นจำนวนมาก เจ้าหนี้นอกระบบเขาเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นอย่างนี้ครับ ร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน ร้อยละ ๒๐ ต่อเดือน ชาวนากะว่า ๔ เดือนเก็บข้าวได้ก็เสียไม่เท่าไร แต่ปรากฏว่า เพลี้ยลงไปข้าวหมด ที่เอาไปขายฝากไว้ ไปจำนองไว้ พอครบปีเขาก็ยึดไปเลยทำให้ คนที่ปล่อยหนี้นอกระบบรวยเป็นราชาที่ดินกัน แถว ๆ สมุทรปราการเยอะเลยเป็นเพราะตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ หนี้นอกระบบที่รัฐบาลกำลังแก้นั้น มีต้นเหตุจากตรงนี้ด้วย ชาวนาเป็นหนี้นอกระบบเยอะมาก เพราะฉะนั้นต้องแก้หนี้นอกระบบ ให้ชาวนาด้วย

ประเด็นสุดท้าย เราต้องช่วยกันรักษาชื่อเสียงของข้าวไทย และที่สำคัญ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและนักการเมืองทุกยุคทุกสมัยต้องไม่หารายได้บนหลังของชาวนา โครงการทุกโครงการที่ออกมาต้องเพื่อชาวนา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้กำหนดนโยบาย หรือของกลุ่มคนใดคนหนึ่ง ในอดีตที่ผ่านมาเท่าที่ผมสังเกตแทบจะไม่มีโครงการใดเลย ที่ส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ได้ประโยชน์ และท้ายที่สุดกรรมตกอยู่ที่ชาวนา เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เห็น บุญคุณของชาวนา ในขณะที่ชาวนาปลูกข้าวให้เรารับประทาน เรากลับซ้ำเติมชาวนา ด้วยการหาผลประโยชน์โดยอ้างชาวนา ขอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้แก้ไขเรื่องนี้เพื่อปลดแอก ของชาวนาจากความทุกข์ยากและจากการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายอีกไหมครับ ขอเชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ สั้น ๆ ครับท่านประธาน ถ้าดูจากเอกสารวิสัยทัศน์ของการปฏิรูป ในครั้งนี้คือ ชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน มั่นคง ดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศ นี่คือวิสัยทัศน์ของคณะกรรมาธิการนี้ ชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี แปลว่าอะไร สามารถ ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน แปลว่าอะไร มั่นคง แปลว่าอะไร ดำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ทางอาหารของประเทศ แปลว่าอะไร ผมก็พยายามทบทวนตรงนี้อยู่ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อดูเอกสารในภาคผนวกของรายงานฉบับนี้ เป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าปัญหา ของชาวนาที่เกี่ยวข้องกับรายได้รายจ่ายในแต่ละครัวเรือนของชาวนานั้นมีแต่ติดลบกับติดลบ ผมคงไม่ต้องอ่านเป็นตัวเลข แต่ว่าผมเขียนเป็นสมการสั้น ๆ ว่าถ้าให้เอ (A) คือรายได้ ทางการเกษตร บี (B) คือรายจ่ายทางการเกษตร ซี (C) คือรายจ่ายอื่น ๆ ที่เกษตรกรจะต้อง มีอยู่เพื่อดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นรายได้รายจ่ายของเกษตรกรก็คือ เอลบบีลบซี (A-B-C) รายได้จากการเกษตรหักค่าใช้จ่ายทางการเกษตร หักรายจ่ายอื่น ๆ เพื่อดำรงชีพเป็นค่าติดลบ ถ้านำตัวเลขรายได้ทางการเกษตรหักลบด้วยรายจ่ายทางการเกษตรพอมีเงินเหลือ แต่พอนำเอา รายจ่ายอื่น ๆ ในการดำรงชีพ ค่ากินอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล หรืออื่น ๆ ก็กลายเป็นว่าเกษตรกรนั้นชีวิตชาวนามีแต่ขาดทุนและขาดทุน ในรายงานฉบับนี้ในภาคผนวก ท่านเขียนไว้ว่า อย่างไรก็ตามเกษตรกรยังมีรายได้นอกการเกษตรอีก ให้เป็นตัวดี (D) ดีด็อก (D Dog) แล้วกัน ก็กลายเป็นว่าสมการคือ เอลบบีลบซี (A-B-C) ติดลบนะครับ แล้วพอบวกดี (+D) เข้าไปเริ่มมีชีวิตเป็นบวกขึ้นมา ผมก็เลยสงสัยว่าทุกเรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในการที่จะ ปฏิรูปทั้งหมดแล้ว ตกลงว่าเป้าหมายจะบอกว่ายุทธศาสตร์หรือว่าวิสัยทัศน์ก็แล้วแต่ เราจะเอาอย่างไรครับ เราจะให้ชาวนาเขามีชีวิตอยู่ได้แล้วต้องหาอาชีพอื่นเสริมจึงจะมีชีวิตอยู่ แบบนั้นหรือ ในสมการของผมก็คือรายได้อื่น ๆ เป็นอันสรุปว่าเราอยากจะปฏิรูปชีวิตชาวนา อย่างไร ผมอยากจะขอคำตอบจากท่านกรรมาธิการสั้น ๆ เราอยากจะเห็นชีวิตชาวนา ในอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปี เขาอยู่ได้โดยเป็นอาชีพชาวนาแบบมืออาชีพตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ หรือจะมีอะไรรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์อะไรก็สุดแท้แต่ แต่สุดท้ายถ้าชาวนาเขาทำอาชีพชาวนาอย่างเดียวให้เขาอยู่ได้ไม่ขาดทุน นี่คือแบบที่ ๑ หรือเราบอกว่าไม่รู้ล่ะ อย่างไรคุณก็ขาดทุน คุณต้องไปหารายได้เสริมจากอันอื่นมา ไม่ทราบว่า เป็นอย่างไรครับ อยากจะขอรับทราบเจตนารมณ์ความตั้งใจที่แท้จริงของการปฏิรูปในครั้งนี้ว่า ชีวิตชาวนาเขาจะต้องอยู่แบบหารายได้เสริม ไม่รู้ไปทำอะไรผมก็ไม่ทราบ ท่านช่วยยกตัวอย่าง ให้ฟังด้วยว่ารายได้เสริมนั้นมีอะไรบ้าง หรือว่าอย่างไรก็ตามก็ต้องมีรายได้เสริมอยู่ดี ต้องไปหารายได้เสริมชีวิตเขาจึงจะอยู่ได้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันพอสมควรแล้ว ผมขอ ปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญ ท่านนิกร จำนง ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการครับ

นายนิกร จำนง 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ถ้าท่านสมาชิก จำได้ผมเป็นคนเรส (Raise) เรื่องนี้ขึ้นมาในที่ประชุมเอง บางช่วงที่ว่ามีการไปช่วยชาวนา ท่านจำได้ไหมว่าเอาเงินไปช่วยแล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าคิดกันแต่ปลายน้ำ ไม่คิดทั้งระบบ และสุดท้ายปีหน้าก็ว่ากันอีก ปีหน้าก็ว่าไม่จบ เราคุยกันว่าถ้าอย่างนั้นคิดทั้งระบบเลยก็แล้วกัน ก็เป็นหลักการสำคัญในการที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเรื่องนี้ ดังนั้นทุกข์ของชาวนาที่ว่าเป็นทุกข์ของแผ่นดินเป็นเรื่องจริง ดังนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเรื่องง่ายเราแก้กันจบไปแล้ว เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เราพยายามจะแก้ ไปตามสภาพแต่ว่าไม่จบสักที เพราะว่าก็เป็นเรื่องใหญ่นั่นละ ทีนี้ผมเรียนอย่างนี้ว่าคราวนี้ ที่ต่างจากเดิมที่เราทำ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเรามองปัญหาทีเดียว พอพิจารณาไป ก็เลยมาถึงจุดที่ท่านอาจารย์ดุสิตเพิ่งพูดจบไปเมื่อสักครู่ว่าเราต้องมาชี้ก่อนว่าเราจะแก้ปัญหา ชาวนาหรือข้าว คำนี้เป็นคำที่ใหญ่มาก เพราะว่าเราแก้ปัญหาเรื่องข้าว ข้าวราคาแพง ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราจะแก้ปัญหาข้าวที่มีการผลิตกันทั่วโลกขณะนี้ แล้วเราคุมราคาไม่ได้เลย ถามว่าเราจะแก้ได้ไหม แก้ไม่ได้ เราเคยยิ่งใหญ่มาก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆ ก็ผลิตข้าว จีนก็ผลิต อินเดียก็ผลิต เหลือฟิลิปปินส์ ที่เราขายก็ผลิต แม้แต่บรูไนยังผลิตเลย เพราะฉะนั้น ปัญหาจริง ๆ ขณะนี้ที่จะมีปัญหามาก ๆ ก็คือชาวนา ดังนั้นจะสังเกตว่าในรายงานฉบับนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องชาวนาจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือต้นน้ำ แก้ปัญหาชาวนาให้ได้ ทีนี้ พอเรามองปัญหาเรื่องชาวนาก็จะมาอยู่ที่เรื่องการผลิตเป็นต้นน้ำ อยู่ที่ไหนล่ะ อยู่ที่นา ปัญหาชาวนาไทยที่นาไม่มี เช่านา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทาน เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ แล้วแก้ปัญหาได้ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง สำหรับคนที่มีที่ดิน ประมาณ ๑๕ ไร่ ซึ่งที่ดินตรงนั้นได้รับการมอบหลังจากเรามีการเปลี่ยนไปจากศักดินา มอบที่ดินให้ชาวนาไปคนละ ๑๕ ไร่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ๑๕ ไร่ ๑๕ ไร่ก็ไปได้ แต่ตรงนี้ ยังมีปัญหาอยู่ ผมจะเรียนว่าตอนที่พระองค์ท่านพระราชทาน ผมจะพูดย้ำในเรื่องศาสตร์พระราชา นิดหนึ่งว่าตรงนี้เป็นเหมือนพระองค์ท่านเองทำเรื่องนี้ แล้วก็ไปรวบรวมที่สระบุรีได้ประมาณ ๑๐ กว่าไร่แล้วก็ทำเรื่องนี้ ๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ ถึงมาพระราชทาน ในการพระราชทานตรงนั้นมีการตรวจสอบแล้วยังชี้ประเด็นปัญหาพระองค์ท่านบันทึกไว้ ในปี ๒๕๓๗ ว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดคืออ่างเก็บน้ำหรือสระ ขนาดมีที่ดินตัวเองแล้วไปขุดมา ส่วนหนึ่งปลูกข้าวเพื่อตัวเองบริโภค เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา แล้วก็มีบ้านอยู่ มีปลูกพืชอย่างอื่น มีชีวิตอยู่ได้ แต่ทั้งหมดสำคัญอยู่ที่น้ำเป็นหลัก พระองค์ทรงคำนวณไว้เสร็จว่าน้ำได้รับปีละ ๑ ครั้ง ระเหยวันละ ๑ เซนติเมตรโดยเฉลี่ย และวันที่ฝนไม่ตกหมายความว่าในปีหนึ่ง น้ำแห้งไป ๓๐๐ วัน จะลดลงไป ๓ เมตร ละเอียดถึงขนาดนี้ แต่เวลาเราไปจับมาประเด็น ก็คือว่าไม่ใช่ทุกที่ แม้ว่าจะมีที่แล้วที่จะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ได้ เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นทางออก แล้วจะมาหาปัญหาที่ท่านชิดชัยได้พูดไว้ในที่ประชุม ดังนั้นน้ำจะเป็นสาระสำคัญ ชาวนา นาไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ที่มีมีปัญหาเรื่องน้ำอีก ทีนี้เรื่องน้ำ ผมจะเข้าไปเรื่องชลประทาน หรือเรื่องน้ำเสียเลย ผมเคยทำนโยบายเรื่องชลประทาน แล้วทุกคนจะบ่นกันมากว่าที่อีสาน ทำไมไม่ไปทำ ทำแต่ในภาคกลาง งบประมาณเราจะไปลงภาคกลางเป็นหลัก ที่อีสานทำไม่ได้ เพราะไม่มีแหล่งน้ำต้นทุน ความคิดที่จะเอาแม่น้ำโขงขึ้นมามันเป็นที่ราบสูง พอเป็นที่ราบสูง น้ำต้นทุนไม่มี พวกเราเคยคิดกันถึงขั้นว่าถ้าอย่างนั้นขุดสระ แต่พอขุดสระลึกลงไปมีเกลือ อยู่ข้างล่าง กลายเป็นน้ำเค็มขึ้นมาอีก แล้วน้ำที่อีสานจะระเหิดระเหยไปเป็นจำนวนมาก คือขุดลึกไม่ได้ไปเจอเกลือ พอขุดตื้นระเหิดหมดระเหยหมด เป็นปัญหาเรื่องน้ำทั้งนั้นที่เราผลิต สู้เวียดนามสู้ที่ไหนไม่ได้ ของเขา ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเขตชลประทาน ของเรามีแค่ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเขตชลประทาน ที่เหลือไม่มีน้ำ พอเราคิดค่าเฉลี่ยทั้งปี ที่อีสานปลูกข้าว ได้ปีละครั้งคำนวณต่อพื้นที่ที่ปลูก เราก็เลยผลิตได้ชนะแต่กัมพูชาอย่างเดียว เราผลิตสู้ใคร ไม่ได้เลย แล้วเราแก้ไม่ได้เพราะว่าเราไม่มีน้ำ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงชาวนาในเรื่องน้ำ วิธีการ ในการที่จะแก้ซึ่งเรามองว่าไม่ค่อยถูกต้อง อย่างสมมุติเรื่องการจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว ก็แล้วแต่ พื้นที่ภาคกลางระบบชลประทานเราลงทุนไปไม่รู้กี่ล้านล้านบาท ต้นทุนการผลิตข้าวในภาคกลาง เราก็พูดถึงปัญหาเรื่องชาวนาไม่ใช่เรื่องข้าว เพราะถ้าเรื่องข้าวเราจะจับอยู่แต่ว่าข้าวปลูก ที่ไหนบ้าง พื้นที่ภาคกลาง ต้นทุนของการปลูกข้าวปลูกได้ปีละ ๒ ครั้งครึ่ง ๓ ครั้งก็ปลูกได้ ดังนั้นต้นทุนต่ำมากเพราะรัฐจ่ายเงินค่าน้ำให้ เขามีน้ำ สมมุติว่าต้นทุนประกันที่ ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างไรก็กำไร ผลิตปีละ ๒ ครั้งครึ่งอย่างไรก็กำไร แต่อีสานผลิตได้ปีละครั้ง ให้เขาตันละ ๒๕,๐๐๐ บาทก็ไม่คุ้ม แต่เวลาเราคิด เวลาเราจ่ายช่วยชาวนาเท่ากันหมดไม่ได้มีการแยกพื้นที่ว่า ตรงนี้ชลประทาน ไม่มีชลประทาน ถ้าเรามองเรื่องข้าวเราจะมองตรงนี้ไม่เห็น แต่ถ้าเรา มองเรื่องชาวนา เศรษฐกิจของชาวนาเราจะมองตรงนี้เห็น ทีนี้ประเด็นก็คือว่ารายได้ขณะนี้ ถ้าเรามองในเชิงเศรษฐศาสตร์ของชาวนาที่ท่านอาจารย์ดุสิตได้เสนอขึ้นมา อยู่ไม่ได้ ลูกไปเรียนหนังสือ รายได้แค่นี้ ราคาคุมโดยตลาดโลกทั้งหมด แล้วมันจะต่ำลงเสมอ แล้วก็จะซื้อมอเตอร์ไซค์บ้าง กลายเป็นว่าเศรษฐกิจชาวนาอยู่ไม่ได้ พออยู่ไม่ได้ไปกู้ พอไปกู้เสร็จ ดอกเบี้ยนอกระบบบ้างอะไรบ้างรวมแล้วเจ๊งกับเจ๊ง นี่คือชาวนา ดังนั้นวิธีการแก้ของเราขณะนี้ ก็คือเราดูแลเรื่องชาวนา เรามองเรื่องข้าวเอาชาวนาเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ไม่ใช่ข้าวเป็นเซ็นเตอร์ (Center) เพราะข้าวไม่ว่าจะอย่างไรก็แค่สินค้าอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ดังนั้นก็เลยย้อนกลับไปสู่ เกษตรทฤษฎีใหม่ที่ว่าเป็นทางรอดได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าที่เหลือล่ะ ชาวนาที่เหลือ อีก ๓ ส่วน ส่วนเดียวเท่านั้นที่มีดิน เช่าที่ มีที่ไม่พอ มีที่นิดเดียว ขุดสระก็ไม่ได้ แล้วอยู่ใน แหล่งน้ำ ถ้าไม่มีน้ำทำเกษตรทฤษฎีใหม่ก็ไม่ได้ เราก็เลยเสนอว่าเป็นระบบสหกรณ์ ที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้นำเสนอขึ้นมาว่าระบบสหกรณ์เองจะช่วยได้มาก ผมอยากจะเรียนว่า สหกรณ์ของเราควรจะเป็นสหกรณ์ ที่ผมเองคงสำคัญผิดที่เสนอเรื่องศาสตร์พระราชาต่อท่านว่า ๑. ก็คือพระองค์ดูเรื่องน้ำ กิ่งต้นไม้ที่ผมเสนอ พอศึกษาลึกไปแล้วหุบกะพงก็คือว่าพระองค์ดู เรื่องปัญหาเกษตรกรก่อน หุบกะพงที่พระองค์ท่านไปทำที่ข้างล่างปรากฏว่าเป็นเรื่องการเอาสหกรณ์ แบบอิสราเอลมาทำ สหกรณ์ต่างหากเป็นสาระสำคัญ แล้วถึงไปเรื่องดิน ดังนั้นระบบสหกรณ์ ที่ท่านได้เสนอขึ้นมาแล้วเป็นทางออกสายเดียวถ้าเราจะแก้ปัญหาชาวนา เรื่องข้าวไปทำแปลงใหญ่ ไปอะไรก็ว่าไปนั่นว่าเรื่องข้าว แต่ถ้าแก้ปัญหาเรื่องชาวนา สหกรณ์เท่านั้นเป็นทางออกที่เหลือ สหกรณ์เราก็ผิดพลาดไปมาก สหกรณ์เรื่องเกี่ยวกับเรื่องการเงินอะไรพวกนี้ ตอนนี้กลับมา ที่เดิมแล้ว ขณะนี้หุบกะพงซึ่งเป็นแห่งแรกกรมส่งเสริมสหกรณ์กลับไปใหม่ แล้วไปเริ่มรื้อใหม่ ไปทำใหม่ ผมยกตัวอย่างว่าจะอยู่ได้อย่างไร ในคณะกรรมการคณะหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ เราเชิญสหกรณ์อเนกประสงค์ที่นางรองมา เป็นสหกรณ์แห่งเดียวมีสมาชิก ๕,๐๐๐ คน แล้วขณะนี้ราคาข้าวตกเขาประคองตัวเองได้ เขาผลิตข้าวไปขายเอง มีการจัดการเรื่องตลาดเอง เขามีปั๊มน้ำมันของเขาเอง ชาวนาซื้อน้ำมันจากสหกรณ์ แล้วก็เขามีตลาดที่แพ็ก (Pack) ไปขาย กรุงเทพฯ ก็ขาย นี่กำลังตัดสินใจว่าจะขายออกไปอย่างไร ราคาข้าวที่มีปัญหาขณะนี้ สหกรณ์นางรองประคองอยู่ได้แม้ว่าจะไม่ดีนักก็ยังมีเงินปันผลอยู่ ดังนั้นระบบสหกรณ์ เป็นอเนกประสงค์ไม่ใช่ว่าเป็นสหกรณ์เรื่องค้าข้าวอย่างเดียว ครบทุกอย่าง ซื้อปุ๋ยเขาก็ซื้อ ซื้อปุ๋ยมาจะได้ราคาถูก เวลาขายก็ขายได้ ตรงนี้คือกลางน้ำที่ใช้สหกรณ์ เพราะฉะนั้น ระบบสหกรณ์ต่อจากนี้จะเป็นทางออกซึ่งเราเขียนไว้แล้วในรายงานว่าจะมาช่วยชาวนาได้ ศาสตร์พระราชาที่สำคัญก็คือเรื่องสหกรณ์ ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องน้ำ ผมพูดไปแล้ว ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกิตติได้พูดเมื่อสักครู่ชัดเจนว่าเดิมเราทำก็คือน้ำ เมื่อไม่กี่ปีที่เรามี การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร อย่างชลประทานเป็นน้ำเพื่อการชลประทาน ดังนั้น จะมีอ่างเก็บน้ำสักเท่าไรหรือเขื่อนสักเท่าไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่คลองไส้ไก่ไปถึงที่นา ของเกษตรกรต่างหากที่จะสำคัญ ดังนั้นเวลาเรามีน้ำขึ้นมาต้องคิดเรื่องการจัดการว่ามีน้ำ แล้วเป็นอย่างไร ชาวนาจะปลูกข้าวได้มากขึ้นเท่าไร กรมประมงจะไปปล่อยปลาไหม เป็นครบทั้งองค์ ขณะนี้มีลักษณะของการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรทั้งระบบซึ่งดีขึ้น คือมีแหล่งน้ำแต่ไม่มีคลองไป ไม่ต้องมาพูดกันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เรื่องน้ำ ก็มีการปรับปรุงแก้ไข ในระบบตรงนี้ก็มีที่ท่านชิดชัยเสนอไว้เรื่องน้ำ บริหารจัดการน้ำ เพื่อการเกษตร ไม่ใช่น้ำคือน้ำ แต่น้ำเพื่อเกษตรกรได้อย่างไร สุดท้ายอยากจะเรียนว่า ระบบสหกรณ์ ผมมีอยู่ ๒ เรื่องที่เคยมีประสบการณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยเรียนแล้วปุ๋ยราคาขาย ๒๔,๐๐๐ บาท พอเราไปดูแล้วมีการล็อกเอาไว้ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้พูดว่าแล้วทำไม ข้าวแพงนัก ชาวนาขายได้ราคาต่ำมาก เวลาขายได้ราคาต่ำ เพราะระบบกลางน้ำ ปลายน้ำ เรามีปัญหา ขณะนี้กลางน้ำเราพูดถึงว่าระบบสหกรณ์จะมาช่วยระบบการตลาดแบบส่วนกลาง หมายถึงว่ามาช่วย และปลายน้ำเองเรามีการตรวจเช็ก (Check) ในรายงานนี้ว่าที่ไหน ควรจะเป็นอย่างไร ราคาเราจะปรับเรื่องข้าว ไปเน้นข้าวแยกชนิดมากขึ้น ไม่ใช่เป็นข้าวที่ว่า เราปลูกแล้วแพ้ประเทศเวียดนาม ปลูกแล้วแพ้เขาหมดรอบ ๆ ตรงนี้ เราต้องปลูกข้าวคุณภาพ มากขึ้น อย่างไรซ์เบอร์รีที่ท่านว่าก็ใช่ หนีขึ้นตลาดบนให้ได้ ถ้าเรายังอยู่ตลาดล่างขณะนี้มีปัญหา แต่รายละเอียดก็คือเช่นเราไปทำข้าวอินทรีย์ที่ภาคอีสาน เราแก้ปัญหาไม่มีน้ำ ปลูกข้าวปีละครั้ง คือข้าวอินทรีย์ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งดีที่สุดเราทำพื้นที่ไว้แล้ว แต่ประเด็นข้าวอินทรีย์ตรงนี้เอง ถามว่าได้ราคาเท่าไร ได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเองยังไม่คุ้มเพราะเขาปลูกข้าว ได้ครั้งเดียว สมมุติว่าเราเอาน้ำเข้าไปผมเชื่อว่าจะมาปลูกข้าวปทุมธานีหมด แล้วข้าวอินทรีย์ตรงนั้น ก็เสียหายไปเลย ดังนั้นจุดตรงนี้ที่ทางการตลาดลักษณะถ้าเราจะเข้าไปช่วยต้องเข้าไปช่วย เกษตรกรหรือชาวนาตรงนี้ให้ได้ราคามากขึ้นเขาจะได้อยู่ได้ ไม่ใช่ปลูกข้าวอินทรีย์แล้ว ขายไปแล้วยังอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็คือว่าเราต้องมาใช้หลักคิดเกี่ยวกับชาวนาในศาสตร์พระราชา ก็คือเอาเออร์ ลอส อีส เอาเออร์ เกน (Our loss is our gain) พระองค์ได้มีพระราชดำรัสว่า ในกรณีที่เราช่วยเรื่องการผลิตของชาวนาให้เขามีอาชีพได้อะไรได้เขาก็มีอาชีพ ถ้าเขาไม่มีอาชีพ ราคาตกรัฐก็ต้องจ่ายเงินให้เขาอยู่ดี ดังนั้นการไปช่วยตรงนี้ ไม่ว่าเรื่องน้ำ เรื่องการรวมกลุ่ม เรื่องสหกรณ์ ที่พระองค์ทรงมีพระราชทานว่าสหกรณ์ต้องเข้าไปช่วย ช่วยให้ได้เราก็ไม่ต้อง เสียเงินในการซับซิดี (Subsidy) หรือว่าช่วยเขาทีหลังอยู่ดี สิ่งที่เราเสียไปก็คือสิ่งที่เรา ได้กำไรกลับมา ดังนั้นผมสรุปว่ารายงานฉบับนี้เหมือนจะครบอยู่ แต่อย่างที่บอก เรากำลัง พูดถึงปัญหาแบบดึกดำบรรพ์ของประเทศเรา เราจะแก้ระยะเวลาของคณะกรรมาธิการ ที่ท่านประธานได้บอกแล้วว่าเรามีเวลากันแค่นี้ เรามีทางเลือกว่าเราจะเสนอหลักการให้ชัด แต่ลงรายละเอียดเราทำไม่ได้ เพียงแต่เดินให้ถูกทางก่อนก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นไปลงรายละเอียด แล้วเดินผิดทางก็เสียเวลากลับมาใหม่อยู่ดี ผมยืนยันว่าทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และโดยเอาชาวนาเป็นศูนย์กลางอย่างไรเราก็เชื่อว่าถูก นำเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญกรรมาธิการที่จะชี้แจงท่านต่อไป ท่านอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย อนุกรรมาธิการ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว อดีตอธิบดีกรมการข้าว ขอเชิญครับ

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมจะชี้แจงในส่วนคำถามหรือว่าข้อเสนอแนะของท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ก็คงตอบอาจจะไม่ครบทุกประเด็นเพราะเวลาน้อย ผมจะเน้นเรื่องที่ท่านเสนอแนะ ก็คือการพัฒนาพันธุ์และสายพันธุ์ ก็เรียนทั้งหมดนี้ จริง ๆ ข้ออื่นด้วย ทางคณะกรรมาธิการ ก็น้อมรับแล้วก็คงไปปรับปรุง แต่ขอเรียนว่าหลายส่วนที่ท่านเสนอนี้ก็อยู่ในข้อเสนอของเรา เช่นเดียวกัน กลับมาเรื่องของพันธุ์ จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการพัฒนาพันธุ์ สายพันธุ์ ก็ตรงกับที่ท่านเสนอ คือต้องทุกอย่างอยู่ในเม็ดเดียวกัน ผลผลิตสูง ต้านทานโรคแมลง มีความหอม ทนน้ำท่วม ทนแล้ง แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ทุกอย่างในเม็ดเดียวกัน แต่ถ้าแยก เป็นอย่าง ๆ เรามีนะครับ ยกตัวอย่าง ข้าวหอมเราก็มี ดึกดำบรรพ์มาก็มีมะลิ เรียกย่อ ๆ ก็คือ มะลิ ๑๐๕ ทีนี้ตรงนี้ยีลด์ (Yield) มันต่ำ เราก็พัฒนาขึ้นมา ที่ติดตลาดอยู่พอสมควร ก็คือปทุมธานี ๑ ซึ่งมีความหอมแล้วผลผลิตสูงกว่าหอมมะลิ ๑๐๕ เท่าตัว แต่จุดอ่อน อยู่ตรงไหน ข้าวคุณภาพดีต้องน้ำดี ไปปลูกอีสานก็จำกัด บางทีอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพราะฉะนั้นจะไม่มาด้วยกันทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ที่หน่วยของราชการก็คือกรมการข้าวมีเชื้อพันธุ์อยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าตัวอย่าง ซึ่งอาจจะ มีบางส่วนเรียกชื่อต่างกัน แต่ดีเอ็นเอ (DNA) อาจจะเหมือนกันก็ค่อย ๆ ทยอยออกมาวิจัยอยู่ แล้วก็มีการผสมข้ามพันธุ์ ยกตัวอย่าง ผมจะแนะนำพันธุ์ใหม่ ซึ่งขั้นตอนเพิ่งจดทะเบียน เป็นทางการ ผมยกตัวอย่างเท่านั้นเองเอาข้าวภาคใต้คือสังข์หยดเมืองพัทลุงมาเป็นตัวพ่อผสมกับ สาวอีสานข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ ที่บังเอิญกลายพันธุ์ เราได้พันธุ์ใหม่มาคือทับทิมชุมแพ สีทับทิม แล้วก็มีคุณค่าทางโภชนาสูง ผมรับรองว่าไม่แพ้ไรซ์เบอร์รี แต่อยู่ในขั้นตอนที่ขยายพันธุ์ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้นิ่ง แต่ว่าผลผลิตต่อไร่ต่ำขอให้ท่านแยกเป็นพื้นที่ อย่างพื้นที่ปทุมธานี ๑ ที่ปลูก หรือภาคกลางข้าวพันธุ์ กข ต่าง ๆ ๖๐-๗๐ ถัง หรือ ๖๐๐ กิโลกรัม ๗๐๐ กิโลกรัม ๘๐๐ กิโลกรัมได้ แต่ของเราครึ่งหนึ่งไปปลูกภาคอีสานก็ไม่ใช่เป็นข้อแก้ตัวก็คือว่าอีสาน ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นที่ชลประทาน ค่าเฉลี่ยมันประมาณ ๒๕ ของประเทศ เพราะฉะนั้น ต้องไปด้วยกัน มีทั้งน้ำ มีทั้งดิน แต่ก็รับไว้ เราต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรจะมาคู่กัน ผลผลิตสูง มีความหอม เม็ดขาว ยาว เรียว ก็โอเค (Okay) ก็เป็นโจทย์ที่ทางนี้จะทำ แล้วก็ไปสอดคล้องกับที่ เราเสนอเราจะเพิ่มขีดความสามารถโดยการปรับองค์กรเรื่องวิจัยที่จะต้องทำให้เต็มที่มากขึ้น ทีนี้ในส่วนของความรู้กับเทคโนโลยี ผมก็รวมตอบท่านด้วยกันก็คือว่าเทคโนโลยีก็ต้องไปคิดค้น ไปวิจัยขึ้นมา แล้วก็ไปถ่ายทอดความรู้ เราก็ต้องสร้างคนของเราเหมือนกันเพื่อจะไปถ่ายทอด แต่อันหนึ่งที่เราเสนอตรงนี้เราจะพยายามสร้างองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง รับการถ่ายทอดที่ดี แล้วก็นำดิจิทัลเทคโนโลยีมาสร้างเครือข่าย บางทีเขาเรียนรู้ด้วยกันเองก็เป็นตัวที่จะทำให้เกิด การเรียนรู้ที่กว้างขวางขึ้น อันนี้ก็อยู่ในข้อเสนอนะครับ ส่วนเรื่องของตลาดที่ท่านแนะนำให้ ไปทำอย่างอื่น จริง ๆ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาก็ทำอยู่ แต่จุดนี้เราไม่ได้มาเน้น เพราะตราบใดเราขึ้นต้นว่าลดการปลูกข้าวมาเป็นจุดขาย สังคมก็คงไม่ยอมรับ แต่ความจริง ก็แฝงอยู่ในนั้นว่าอะไรก็ตามที่ดีกว่า แต่ปัญหาที่ชาวนาประสบอยู่ก็คือว่ามีใครบ้างไหม ที่จะประกันราคาหรือการันตี (Guarantee) ว่าท่านให้ไปปลูกข้าวโพด เป็นอย่างไรครับ ข้าวโพดก็ราคาตก ให้ปลูกอ้อย บางทีราคาก็ตก เพราะฉะนั้นต้องทำครบวงจรว่าจะให้ไป ทำอย่างอื่น ทีนี้ก็อยู่ในบริบทของคนอื่นเขาที่จะต้องมารองรับตัวการเปลี่ยนข้าว แต่ว่าส่วนที่จะ ปรับไปได้ก็คืออย่างที่เคยปลูก ๓ ครั้ง เราก็แนะนำไม่ให้ปลูกเกิน ๒ ครั้ง อันนี้ก็จะลดไปในตัว แล้วเรื่องของข้าวคุณภาพจริง ๆ ก็มีเสนอด้วย อาจจะไม่ใช่เฉพาะข้าวด้วยซ้ำไป ตัวข้าวเอง ก็จะมีข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณค่าโภชนาการสูง แต่ถ้าไม่ใช่ข้าวบริโภคจะเอาไปทำเครื่องสำอาง ไปทำอะไรก็อยู่ในข้อเสนอ ส่วนเงินทุน เงินออม หนี้สินก็อยู่ในข้อเสนอเหมือนกัน เรื่องของ ลดความเสี่ยง เรื่องของเงินออมที่จะเข้าไปสู่สารบบของกองทุนเงินออมแห่งชาติ โดยรวม ข้อเสนอก็ตรงกับที่ทางเราคิดไว้แต่อาจจะไม่มีเวลาชี้แจง ก็จะรับไปปรับปรุงให้ชัดขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทุกท่านที่ได้อภิปรายให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ท่านนิกร จำนง ได้ตอบ คำถามเกี่ยวกับเรื่องน้ำ รวมถึงระบบน้ำทั้งหมด ได้ตอบท่านดุสิต เครืองาม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ไปแล้ว ท่านอภิชาติได้กรุณาตอบในส่วนที่ท่าน พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์

ผมขออนุญาตเรียนตอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ซึ่งท่านได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจมาตลอด ในเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรเข้มแข็งนั้นสอดคล้องกับที่ คณะกรรมาธิการได้เสนอ ไม่ว่าในเรื่องของการพัฒนาองค์กรชาวนาให้ประกอบธุรกิจได้ การเร่งรัดการออกพระราชบัญญัติวิสาหกิจเพื่อสังคม การสนับสนุนให้มีการเริ่มต้นธุรกิจ การส่งเสริมให้เป็นผู้จัดการนามืออาชีพ เป็นต้น ในเรื่องของการจัดระบบการผลิต การจำหน่ายนั้น คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอในเรื่องของการปฏิรูปการผลิต เช่น การส่งเสริม ให้ชาวนาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เร่งพัฒนาระบบการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพข้าว ส่งเสริมการผลิตข้าวสำหรับตลาดเฉพาะ การผลิตข้าวที่มีลักษณะ หรือเอกลักษณ์พิเศษ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับส่งเสริมการผลิตข้าวสำหรับตลาดเฉพาะนั่นเอง ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมให้มี การผลิตข้าวโดยมีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย โดยรวมขอบคุณท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ที่ได้แนะนำเพิ่มเติม สอดคล้องกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้นำเรียนเสนอไปแล้ว

ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ได้กรุณาพูดเรื่องชาวนาถูกกดราคา ซึ่งในเรื่องนี้ขอเรียนว่า การปฏิรูปส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตลาดนั้น คณะกรรมาธิการได้นำเสนอเกี่ยวกับการฟื้นฟู ตลาดกลางข้าว เกี่ยวกับการส่งเสริมตลาดขายตรง ส่งเสริมตลาดดิจิทัล การกวดขันดูแล สร้างความเป็นธรรมในการค้าข้าว ท่านได้ให้ข้อสังเกตที่สำคัญว่าในการทำเรื่องนี้ชาวนา จะไปทางไหน นอกเหนือจากวิสัยทัศน์ที่ท่านอภิชาติได้กรุณาเรียนเพิ่มเติมในรายละเอียด ไปแล้วนั้น อยากจะเรียนว่าการปฏิรูปในครั้งนี้มีจุดประสงค์ที่ต้องการให้ชาวนาผลิตข้าว ที่มีคุณภาพ ต้องการให้มีการส่งเสริมให้ชาวนาจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่ยุติธรรม ไม่ได้มุ่งให้ ชาวนาพัฒนาตนเองทางด้านปริมาณ แต่พัฒนาในเรื่องของคุณภาพ แล้วก็มีกลไกอื่น ๆ ของภาครัฐเข้าไปเสริม ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว การปรับปรุง โครงสร้างและภารกิจของกรมการข้าว ส่วนที่ท่านอยากจะให้มีการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมนั้น อยากเรียนว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้เคยนำเรียน เสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องนำร่องเมืองข้าว และในเรื่องการจัดการข้าว โดยระบบสหกรณ์ สิ่งที่สำคัญที่ท่านได้พูดอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญ เพื่อที่จะให้การปฏิรูปนั้นมีความต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการจะได้นำไปประกอบ รวมเป็นรายงานเพื่อที่จะได้จัดลำดับความสำคัญ และขับเคลื่อนข้อเสนอในการปฏิรูป ให้เป็นรูปธรรม เป็นขั้นเป็นตอนไป ท่านเสนอในเรื่องที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของชาวนานั้น ก็ขอเรียนว่าได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอเรื่องการแบ่งปัน ผลผลิต เรื่องการลงทุนร่วมกันในการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น

ท่านธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ได้กรุณาเสนอในเรื่องของการสร้างกลไก ให้ชาวนาเข้มแข็ง อยากเรียนว่ามีเรื่องเกี่ยวข้องที่คณะกรรมาธิการได้เสนอที่เป็นรูปธรรมไปแล้ว ก็คือการจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ และนอกเหนือจากนั้นก็ยังได้เสนอเป็นภาพรวมว่า การแก้ไขนั้นจะต้องสร้างกลไกให้ชาวนาเข้มแข็ง ไม่ว่าจะในรูปการมีส่วนร่วมของชาวนาเอง เป็นสหกรณ์ หรือภาครัฐที่จะต้องสร้างกลไกขึ้นมาดังที่ได้กล่าวแล้ว

ท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา ได้กรุณาพูดถึงโรงเรียนชาวนา เข้าใจว่ารวมถึง ท่านธรรมศักดิ์ด้วย อยากจะเรียนว่าในปัจจุบันมีโรงเรียนข้าวและชาวนาอยู่แล้วที่กรมการข้าว อย่างไรก็ตามจะได้ประมวลข้อเสนอของท่านเพื่อได้เพิ่มความเข้มแข็ง และขยายงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนข้าวและชาวนาเพิ่มเติมมากขึ้น

โดยสรุปคือขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาเสนอแนะเพิ่มเติมบางเรื่อง ตรงกันอยู่แล้ว เรื่องที่ท่านได้เน้นหนักเพิ่มเติมนั้นจะได้นำไปประมวลเพื่อทำให้การปฏิรูป เรื่องนี้มีรายงานที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อยากเรียนว่าในภาพรวมแล้วการปฏิรูปครั้งนี้ เป็นการปฏิรูปที่ลดความเสี่ยงของชาวนา เป็นการปฏิรูปที่เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ชาวนา เป็นการปฏิรูปที่นำไปสู่การปฏิรูปการผลิต การปฏิรูปการตลาด การปฏิรูปการให้ความช่วยเหลือ ทางด้านการเงิน การปฏิรูปกลไกภาครัฐ และที่สำคัญคือการน้อมนำศาสตร์พระราชา ไปปฏิบัติอย่างถูกต้องดังที่ท่านนิกร จำนง ได้นำเสนอไปทั้ง ๒ ครั้ง ทั้งในครั้งแรกและตอน ตอบคำถาม จึงอยากเรียนว่าในครั้งนี้เป็นการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ เป็นการปฏิรูป ที่ทำขึ้นโดยข้อแนะนำของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้แนะนำว่าคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ควรจะตั้งคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้ตั้งขึ้นมาแล้ว และได้ทำงานตามที่ท่านได้มอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว หวังว่ารายงาน เรื่อง แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ ที่ท่านได้มอบหมายให้การบ้านไปนั้น และที่คณะกรรมาธิการได้เสนอนั้นคงจะเป็นที่ยอมรับและเป็นที่พึงพอใจของท่าน ฝากเรียน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านได้กรุณาให้เกียรติเห็นชอบกับข้อเสนอ แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบด้วย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ มีสมาชิกที่ยังมีประเด็นจะซักถาม เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมขออนุญาตขอบคุณที่ท่านรับในทุกเรื่องไป แต่ผมอ่านในรายละเอียดของท่านอย่างละเอียดหลายรอบแล้ว และฟังคำชี้แจงของท่านแล้ว ท่านลองดูในหน้า ๕ ที่เป็นไฮไลต์ (Highlight) สำคัญที่สุด จนถึงหน้า ๑๕ ของท่าน การดูแล การผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ ท่านไม่ได้แบ่งเป็นข้อ แต่ผมนับแล้วว่า ๑๐ ขั้นตอน ขั้นตอน ที่สำคัญที่ยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเลย ผมถามว่ามีตลาด มีพันธุ์ข้าวที่ดี ใช้เกษตรอินทรีย์ ถามว่า ไม่มีน้ำทำอย่างไร เมื่อสักครู่ท่านนิกร ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อตอบเรื่องน้ำ เมื่อวันศุกร์นี้ ถึงวันเสาร์เช้า ๒ ครั้งนี้ผมฟังศาสตร์พระราชาของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้น้ำในเขื่อน ณ วันที่ท่านพูด เมื่อวันศุกร์นี้มีมากกว่าปีที่แล้ว ๑๓ เปอร์เซ็นต์ พอต่อมาผมฟังอธิบดีกรมชลประทาน คุณสัญชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ให้สัมภาษณ์ ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่าเขื่อนในประเทศไทยมี ๓๔ เขื่อน ทั้งกลางและใหญ่ และมีเขื่อนเล็ก ๆ อีก ๔๔๘ แห่ง ไม่ปรากฏให้ชัดเจนว่าการจะทำนาไม่ใช้น้ำหรืออย่างไร ต้องให้ชัดเจนว่าเราจะทำอย่างไร ถึงจะใช้น้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่านไปดูที่บ้านผมเลย ผมพาท่านไปดู บ่ายนี้เลยก็ได้ผมขับรถพาท่านประธานไปดู เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์กว่าจะได้เป็นเขื่อนแทบแย่ ท่านไปดูคลองไส้ไก่ของเขื่อนสิครับ ผ่านที่ใกล้ ๆ บ้านผม ไม่ได้มีการพัฒนาคลองไส้ไก่เลย เราเรียกคลองไส้ไก่ แล้วที่อื่น ๆ ท่านไปดูสิครับ แล้วในที่สุดก็บอกว่าไม่เป็นไรไปตอกน้ำบาดาล ก็แล้วกัน โดยเฉพาะเขตลุ่มเจ้าพระยาแทนที่จะใช้น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาต้องตอกบาดาล ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร ดินทรุดเป็นอย่างไร ผมอยากขอความกรุณาท่านประธานกรรมาธิการว่า ใส่เรื่องการชลประทานเข้าไปให้ชัดเจนได้ไหมครับ ถ้าไม่มีชลประทานผมคิดว่าแล้วชลประทาน ทำเขื่อนไว้ทำอะไร จะทำให้การพัฒนาระบบของการผลิตข้าวเป็นเรื่องเป็นราว แล้วอีกเรื่องหนึ่ง คือท่านต้องใส่ให้ชัดเจนว่าปัจจุบันการผลิตอาหารของโลก ไทยเราจะเป็นครัวของโลก เราต้องป้องกันการกีดกันหรือการแข่งขันทางการค้า เมื่อสักครู่ท่านก็บอกแล้วว่าประเทศ ที่เคยซื้อเดี๋ยวนี้ไม่ซื้อแล้ว แข่งกับเราด้วยซ้ำ ท่านต้องไปดูว่าตลาดบนเป็นอย่างไร ข้าวอะไร ข้าวเกษตรอินทรีย์ ท่านต้องพัฒนาเรื่องของเกษตรอินทรีย์ที่เป็นจีไอ (GI) ว่าที่ไหนไม่มีต้องมาที่นี่ ๕ จังหวัดของประเทศไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผลิตข้าวหอมมะลิหอมที่สุด หุงในครัว หอมไปถึงหัวกระได แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ท่านก็ยังไม่ได้เน้น ท่านก็เขียนไป แต่ทั้งหมด ผมเห็นด้วยนะครับท่านประธานกรรมาธิการ ถ้าเขียนไปอย่างนี้ไม่ได้มีจุดเน้น ต้องเขียน จุดเน้นว่าชลประทานเราจะทำอย่างไร เมื่อสักครู่ผมเอาข้าวใส่กระสอบให้ท่านดูนั้น ๒๒ สายพันธุ์ มี ๑๐๐ สายพันธุ์ ไม่ได้ผลอย่างนั้นหรอกครับ มันขายกันไม่ได้ เราก็กินไม่ไหว เราต้องคัดเอา สายพันธุ์ที่ดีที่จะเป็นตลาดนิชมาร์เกต (Niche Market) ท่านก็เขียนแล้ว กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ตอแยอะไรท่าน ผมเห็นด้วยหมด แต่ผมอยากเห็นท่านเขียนอะไร ที่เป็นไฮไลต์ (Highlight) มากขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรม ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางคณะกรรมาธิการก็รับไปนะครับ เพราะว่าเป็นประเด็นเพิ่มเติมที่ฝากไว้ เชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

เรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ครับ เมื่อสักครู่ตอนที่ผมอภิปรายผมได้ตั้งประเด็นคำถามว่าเป้าหมาย หรือว่ายุทธศาสตร์ของการปฏิรูปเรื่องนี้อยู่ที่เราจะต้องปลดหนี้ชาวนา คือผมถามว่าชาวนา เขาจะมีอาชีพอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคง หมายความว่าอาชีพชาวนายังต้องทำอาชีพอื่นเสริมอยู่ หรืออย่างไร หรือว่าเป้าหมายของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ต้องมีอาชีพเสริม หรือว่าอย่างไร ๆ เขาก็ต้องมีอาชีพเสริม ถ้าไม่มีอาชีพเสริมเขาก็อยู่ไม่ได้ ผมก็มีความสงสัยตะขิดตะขวงว่า วิสัยทัศน์ของการปฏิรูป คีย์เวิร์ด (Keyword) คือชาวนา ชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ถ้าประกอบอาชีพชาวนาไปแล้วมีแต่ขาดทุน แล้วจะยั่งยืนได้อย่างไร ผมสงสัยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ ที่แท้จริง ที่ชัดเจน ผมคิดว่าเสร็จจากการอภิปรายแล้วผมกลับไปบ้านผมยังงง ๆ รู้ครับว่า เรามีช่องทางในการช่วยชาวนาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รู้ละครับว่ามีวิธีการทำโน่นทำนี่ให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วชีวิตชาวนาเขายั่งยืนหรือเปล่า เขาจะสามารถทำอาชีพชาวนาได้อย่างแท้จริง ใช่หรือเปล่า ถ้าใช่นะครับ หัวข้อการปฏิรูปผมก็เลยคิดว่าน่าจะมีคีย์เวิร์ด (Keyword) ของคำว่า ชาวนา ด้วย ตกศัพท์คำว่า ชาวนา เพราะท่านเสนอว่าแนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ ฟังไปฟังมาเราไม่ค่อยสนใจข้าวแล้วสนใจชีวิตชาวนามากกว่า แล้วทำไมไม่ใส่เป็นหัวข้อที่มี คำว่า ชาวนา เข้าไปเสียเลย อย่างเช่นแนวทางการปฏิรูปข้าวเพื่อชาวนาอย่างเป็นระบบ ผมขอเสนอเติมคำว่า เพื่อชาวนาอย่างเป็นระบบ ถ้าเป็นเช่นนี้ผมก็ไม่สบายใจ ในกระบวนทัศน์ หน้า ๒ ครับท่านประธาน ในหน้า ๒ ๑.๒ มีคำว่า กระบวนทัศน์ และ (๑) ข้าวเป็นพืชที่สำคัญ ประเทศไทยจะผลิตและส่งออกข้าว กลายเป็นว่ากระบวนทัศน์ ไปเน้นที่เรื่องการส่งออกข้าว กระบวนทัศน์ไปเน้นในเรื่องอื่น ไม่ใช่เป็นเรื่องชีวิตหรือการมี อาชีพของชาวนา ผมก็อยากจะเสนอว่าท่านน่าจะต้องดึงเอาข้อ ๒ ที่ว่าชาวนาเป็นอาชีพ ที่สำคัญและมีศักดิ์ศรี ชาวนาต้องได้รับโอกาส หลักประกัน และความเป็นธรรมขึ้นไป เป็นอันดับแรก ถ้าเอาข้อ ๑ ยังอยู่ตรงนั้น ก็กลายเป็นว่าท่านส่งเสริมนายทุน ส่งเสริมนายทุน ที่ซื้อข้าวมาจากชาวนาและเป็นส่งออก อย่างไรนายทุนเขาก็มีแต่กำไรกับกำไรต่อไป จึงขอกราบเรียนเสนอมา และประเด็นที่ผมยังข้องใจที่ถามว่าชาวนาเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า เขาทำนาไปทุกวัน ๆ เขาขาดทุนหรือว่าเขาได้กำไร ในนี้ไม่มีข้อเสนอเลยว่าจะปฏิรูปส่งเสริม ให้ชาวนารู้จักการทำบัญชีชาวนา ในเอกสารทั้งหมดเกือบ ๑๐๐ หน้าไม่มีศัพท์คำว่า บัญชีชาวนา อยู่ในนั้นเลย อาจจะมีอยู่แล้ว ไม่เป็นไรครับ แต่อย่างไรผมคิดว่าจะต้องทำให้เข้มข้นขึ้น ต้นทุนมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปุ๋ย ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าอะไรก็ว่ากันไป ชาวนาเขาทำบัญชีต้นทุน รายรับรายจ่ายได้อย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง แต่ว่าก็มีครับ มีเขียนไว้บอกว่าจะมีชาวนารุ่นใหม่ กลับไปช่วยทำนา ชาวนารุ่นใหม่เขาคงจะเริ่มทำบัญชีกันเป็นแล้วละครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ผมมีประเด็นให้ตอบด้วยนะครับ ถ้ากรรมาธิการประสงค์ที่จะตอบเพิ่มเติม ฝากท่านประธานไว้ในหน้า ๑๑ ข้อ ๒.๓.๔.๑ เรื่องของระบบแบ่งปันผลประโยชน์ หรือว่า เรเวนิวแชริง (Revenue Sharing) ความจริงการปฏิรูปแบบครบวงจรข้าวที่เสนอมานั้น ก็ถือว่าสมบูรณ์แบบมาก และอยากเห็นอีกรายงานหนึ่งที่ยกระดับอัปเกรด (Upgrade) ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างระบบขั้นสุดท้ายก็คือในหัวข้อที่เสนอมา แต่ว่าไปอยู่ในซับเซต (Subset) เล็ก ๆ เรื่องของระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ต้องเรียนท่านประธานว่า ๒๐ กว่าปี ได้อยู่ในแวดวงชาวนาชาวไร่ พรรคของท่านนิกรก็ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนานเหลือเกิน แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะถามท่านประธานก็คือว่า ในการปฏิรูปที่เราเคยประสบความสำเร็จสำหรับพืชเศรษฐกิจก็คืออ้อย ผมได้เรียน ท่านประธานและอีกหลายท่านที่อยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจของเราว่าลองช่วยกรุณาศึกษาโมเดล (Model) ของการปฏิรูปอ้อยและน้ำตาล เมื่อ ๓๕ ปีที่แล้ว จนทำให้วันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ ๒ ของโลก เป็นรองแค่บราซิลเท่านั้นเอง แล้วจากนี้ไปมีโอกาสขึ้นเป็นเบอร์ ๑ ของโลก ไม่ได้แบบมา ฟลุ้ก (Fluke) ครับ แต่ได้มาเพราะโครงสร้างและระบบที่มีกฎหมายรองรับ มีการกำหนด สัดส่วนแบ่งปัน ๗๐ ต่อ ๓๐ เกษตรชาวไร่ได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือโรงงานน้ำตาลและอื่น ๆ ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ในเรื่องข้าวซึ่งถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของประเทศ ของเรา ๑ ใน ๓ ของประชากรเกี่ยวข้องกับชาวนาและข้าว เพราะฉะนั้นถ้าลองพิจารณา ดูว่าเรามีชาวนา เรามีโรงสี เรามีผู้ส่งออก เรามีพ่อค้าคนกลาง ความจริงไม่ต่างจาก เมื่อ ๓๐-๓๕ ปีที่แล้วที่เรามีในเรื่องของระบบอ้อยแล้วก็คิดปฏิรูปกัน ในที่สุดเราก็สามารถ ออกกฎหมายตัวนี้ได้ หนึ่งในคนที่เป็นเอนจิเนียร์ (Engineer) ออกแบบเรื่องนี้และขับเคลื่อน เรื่องนี้อยู่ ณ ที่นี้ก็คือท่านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มนู เลียวไพโรจน์ อยู่ข้างหลังนะครับ นี่เป็นประติมากรรม มีท่านรัฐมนตรีจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม มีท่านอำนวย ปะติเส ซึ่งวันนี้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ผมว่าเป็นยุคที่พร้อมที่สุดแล้วคือยุคปฏิรูป หวังยุคอื่นไม่ได้เพราะว่า ติดกับพืชการเมือง ช่วงชิงความนิยมทางการเมืองแล้วก็เสนอนโยบายหลายอย่าง ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนแอผุพัง ของระบบข้าวและชาวนาอย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่านี่คือโอกาสดีที่สุด ในยุคปฏิรูป เพราะอะไร เพราะว่าในส่วนรัฐบาลเองกำลังเร่งในการปฏิรูปครบวงจรเช่นเดียวกัน เรื่องบิ๊กฟาร์ม (Big Farm) หรือว่าเกษตรแปลงใหญ่เป็นเรื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดการปฏิรูป และตอบโจทย์เรื่องของประชากรสูงอายุที่จะเกิดขึ้นเป็นสังคมสูงอายุ อายุเฉลี่ยของชาวนา ๕๖-๕๗ ปี ลูกหลานไม่กลับไปผืนนาอีกแล้ว แต่ว่าอะไรเกิดขึ้น ๒ ปีกว่ามาเราได้ดึง ความเป็นประเทศแชมป์ (Champ) โลกในการส่งออกข้าวกลับคืนมา ความจริงเราเป็นมา ๓๐ ปีแล้ว อาจจะหย่อน ๒-๓ ปีเท่านั้นที่ตกอันดับไป แต่ว่าเรากลับมาเป็นเบอร์ ๑ ของโลก ในเชิงปริมาณ เราผลิต ๓๐ ล้านตันข้าวเปลือกโดยเฉลี่ย เป็น ๒๐ ตันข้าวสาร ใช้กินเองอยู่ ๑๐ ล้านตัน อีก ๑๐ ล้านตันต้องส่งออก เราจะเห็นว่าตัวเลขส่งออกอยู่ที่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ๑๐ ล้านตัน ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน หรือ ๑๐ ล้านตันเศษ แล้วเราก็ครองเป็นแชมป์ (Champ) โลกในการส่งออก ๒. ก็คือปีที่ผ่านมาเราทวงคืนข้าวที่ดีที่สุดในโลกกลับคืนมา เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้จะเห็นว่านี่คือศักยภาพที่ดีที่สุดของประเทศไทย เป็นทั้งแชมป์ (Champ) โลก ของการส่งออกข้าว เป็นแชมป์ (Champ) โลกข้าวที่ดีที่สุดในโลก แต่มูลค่าข้าวในการมา แบ่งปันยังไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าใช้ระบบอ้อย น้ำตาลคืออะไร จะเหลือแค่ เกษตรกรชาวไร่อ้อยกับโรงน้ำตาล ตัดพ่อค้าคนกลางออกไป ตัดผู้ส่งออกออกไป เพราะฉะนั้น ตัวเนื้อเต็ม ๆ ของการส่งออกซึ่งยอมรับว่าข้าวเป็นคอมโมดิตี (Commodity) แต่มีเพียง ๑๐ กว่าประเทศเท่านั้นที่ผลิตเหลือพอจะส่งออกได้เราก็ต้องแข่งขัน ดังนั้นในราคา ก็เป็นคอมโมดิตี (Commodity) อย่างฟิลิปปินส์ปีนี้ผลิตไม่พอ เจอพายุเข้าไป นี่จะเปิดนำเข้า อีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน อิหร่านปิดมานาน สั่งซื้อเรา ๑๐๐,๐๐๐ ตันในรอบ ๑๐ ปี เม็กซิโก ปิดโควตามาตลอด วันนี้เปิดโควตาให้อีก ๑๕๐,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นเป็นตลาดโลก เพราะราคาขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนน้ำมัน สิ่งสำคัญคือตัวรายได้ของชาวนาที่ขาย เราจะแบ่งปัน ด้วยคน ๑๐ คน หรือแบ่งปันด้วยคน ๒ คนล่ะครับ นี่คือหลักคิดของระบบอ้อย น้ำตาล ดังนั้นผมคิดว่าลองฝากไปในตัวหน้า ๑๑ เอาตรงนั้นจริง ๆ จัง ๆ ตรงนี้คือจะเป็นการปฏิรูป ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ที่แท้จริง เกษตรภาคชาวนาเราจะไม่อยู่ที่ ๑.๐ หรือ ๒.๐ แล้วอยากให้เกิดความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราเป็นแชมป์ (Champ) โลกยิ่งปลูกต้องยิ่งรวย และรวย แบบกระจาย ไม่ใช่รวยแบบกระจุก และชาวนาก็ยังเป็นหนี้ รัฐบาลที่เราทวงถามกัน ที่ฟังอภิปรายมาต้องเรียนว่าเกษตรแปลงใหญ่ได้คำตอบ และท่านทราบไหมว่าปีนี้ปี ๒๕๖๐ รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ตัวอย่าง ๓ โครงการหลัก คือ ๑. เกษตรแปลงใหญ่คือบิ๊กฟาร์ม (Big Farm) ๒. ก็คือการส่งเสริมข้าวออร์แกนิก (Organic) ๓. คือข้าวหอมมะลิ นี่คือข้าวคุณภาพสูงไปสู่นิชมาร์เกต (Niche Market) เพราะว่ามีท่านหนึ่ง อาจารย์ธรรมศักดิ์บอกว่าผมเคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ ใช่ เป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ มาเกือบ ๓ ปี แล้วเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเกือบ ๓ ปีเหมือนกัน เรื่องนี้เขามองที่ ประเทศไทยในฐานะแชมป์ (Champ) โลก พอยุคปฏิรูปเขาก็มองว่ารัฐบาลในยุคปฏิรูป เราคิดและเปลี่ยนแปลงอย่างไร เกษตรแปลงใหญ่คือความหวังที่สุดแล้ว ตอบทุกโจทย์ได้ ปีนี้จะถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แปลงหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ไร่ ลูกหลานชาวนาไปเรียนมา จะกลับมาสู่ท้องนาท้องไร่เพราะอะไร เพราะเป็นบริหารจัดการเหมือนตั้งบริษัทชาวนาขึ้นมา ๑,๐๐๐ ไร่ แล้วรัฐบาลตอนนี้ตั้งให้ ๓ ปี ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. ในการที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ เอาไปลงทุน ในเรื่องของระบบน้ำ เดี๋ยวนี้ต้องใช้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ ๆ ไม่ใช่ตั้งสูตร ๑ แปลง

ท่านจะอภิปรายหรือจะทำอะไรครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ผมไม่ได้อภิปราย ผมจะถามว่าท่านประธาน กำลังอภิปรายอยู่นะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ถูกต้องครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ผมก็มีงานเยอะ รอลงมติอยู่นะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็ไม่เป็นไรครับ อันนี้เป็นประโยชน์ครับ เพราะว่าเป็นเรื่องข้าว ทนฟังนิดเดียว เพราะว่าท่านไม่ได้เข้าประชุมตอนที่ท่านธรรมศักดิ์ได้พูดถึงผม เพราะฉะนั้นผมก็เลยจะ ถือโอกาสนี้ตอบท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ถึงไม่ได้เข้าประชุม ฟังตลอดครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

แล้วไม่ได้ประชุมหรือครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ฟังตลอดครับ เสียงประชุมไม่ได้อยู่ในนี้เท่านั้น เสียงออกข้างนอกฟังอะไรได้เยอะแยะ ถ้าท่านประธานจะอภิปรายลงมาข้างล่างเถอะครับ ที่พูดผมก็เกรงใจนะครับ แต่คนอื่นเขาอึดอัดกันหมดแล้ว ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านอย่าตีขลุมว่าคนอื่นอึดอัดนะครับ คือถ้าเป็นประโยชน์ ผมอ่านข้อสังเกต ในฉบับนี้ ไม่ทราบท่านได้อ่านครบหรือเปล่า แต่ว่ามีข้อหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้ในการพิจารณา ถามท่านสถิตย์ ท่านมนู ท่านสมชัย เราพูดถึงระบบโพรดักชันแชริง (Production Sharing) และเรเวนิวแชริง (Revenue Sharing) เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้เพื่อว่าในชั้นของการไปปรับปรุง ความเห็นท่านจะได้เน้นเป็นพิเศษว่าส่วนนี้จะไปทำในเวอร์ชัน (Version) ที่ ๒ เผอิญ ท่านธรรมศักดิ์ก็ได้พูดถึงเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องของพาณิชย์ ซึ่งต้องดูครบวงจร ก็เพียงแต่ พูดให้ฟังในส่วนนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็ฝากกรรมาธิการว่าในซีกที่รัฐบาลได้ทำ เรื่องเกษตรแปลงใหญ่มา แล้วก็ในส่วนที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปครบวงจรของเรา กับในส่วนของเรื่องการศึกษาเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลประโยชน์ อ้อย น้ำตาล ถ้าเอามาใช้กับข้าวได้ ผมว่าเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระบบที่ยั่งยืนมาก แล้วก็สอดรับกับแนวทางการปฏิรูปของเรา เชิญกรรมาธิการตอบครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมจะตอบสั้น ๆ ประเด็นหลัก ก็คือที่ท่านได้สอบถามเรื่องน้ำ ก็อยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่เราก็ต้องรู้ว่าเรามีอะไร เราเข้าใจอะไรด้วย ที่ผมอธิบายไปไม่ชัดว่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเราไม่มีน้ำต้นทุน เราแก้ปัญหา ไม่ค่อยได้ อันนั้นส่วนหนึ่ง ผมเคยตรวจสอบ คำนวณตัวเลขในการเร่งแล้วให้มีชลประทานครบ ใช้เวลาประมาณ ๑๒๒ ปีเหมือนที่ผมคำนวณ ก็คือว่าถ้าไม่เร่งรัดเป็นกรณีพิเศษไม่มีทางทำได้ ถึงทำได้ก็มีปัญหา เพราะว่าเราไม่มีน้ำต้นทุน เราฝันไปได้ว่าจะเอาน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมา ขณะนี้มีการแย่งชิงน้ำ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัว ปรับตัวที่ว่าก็คือในโซน (Zone) ที่มีน้ำ ก็มีการจัดการ ก็คือภาคกลางเราจัดการแล้ว ภาคอีสานเองอย่างข้าวทุ่งกุลา ถ้าในเมื่อปลูกได้ ปีละหนเพราะไม่มีน้ำ อาศัยแต่น้ำฝนอย่างเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชดำรัส ในที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าพระองค์ท่านทรงคำนวณให้หมดแล้ว แล้วท่านบอกว่าที่เหลือ ก็แล้วแต่เทวดา หมายความว่ามีปัญหาอยู่ในตัวของประเทศเรา อันนี้ต้องเร่งกันเป็นอย่างมาก แต่อยากจะเรียนว่ามีปัญหาในเชิงบริหาร ผมได้มีโอกาสนั่ง ฮ. ไปโครงการเขื่อนแควน้อย หลังจากที่ท่านองคมนตรีพลากรได้เรียนท่านบรรหารว่าพระองค์ท่านอยากจะทำตรงนั้น ให้เสร็จให้ได้ ก็บินกันไป ผมคุยกับท่านธีระ วงศ์สมุทร ซึ่งตอนนั้นเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ปัญหาที่ท่านสุรินทร์พูดถึงนั้นชัดเจน เรามีถนนมากกว่าคลองส่งน้ำ ซึ่งไม่ถูก ยางที่เรา เอามาลาดถนนเราก็ซื้อ รถที่เราซื้อมาเราผลิตไม่ได้สักคัน น้ำมันที่เราใช้เราก็ซื้อ แต่ว่า คลองส่งน้ำถ้ามาแทนถนนได้บ้าง ตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีเกี่ยวกับคมนาคม แต่ว่าตรงนี้ เป็นหลักที่ประเทศของเราควรจะพัฒนาตรงนั้นให้มากกว่าระบบการขนส่งที่เป็นอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเรามีถนน ๔ เลนแล้วทำไม เราก็ขับรถกันไปได้เร็ว ไปเที่ยว แต่เกษตรกร ที่อยู่ตรงนั้นมีรายได้เพิ่มไหม ไม่ กลายเป็นว่าพอสังคมเมืองไปเศรษฐกิจเขายิ่งแย่เข้าไปอีก เพราะค่าใช้จ่ายมากขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้ชัดเจนว่าน้ำต้องดำเนินการ ทีนี้หลักการในหน้า ๔ มีอยู่ ข้อ ๒ ก็คือการจัดการเรื่องน้ำ ศาสตร์พระราชาที่เอามาใช้ อ่างพวงก็ดี เราจะสังเกตว่าตั้งแต่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่าแล้วพระองค์ก็ไม่หยุดเรื่องน้ำเลย ถือว่าเป็นสาระสำคัญ แต่ว่าข้อจำกัด ขณะนี้เขื่อนแก่งเสือเต้นมีปัญหา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็มีปัญหา มีความขัดแย้งกันอยู่ ค่อนข้างมาก นี่เป็นปัญหาในเรื่องที่เรามีอยู่เอง ดังนั้นตรงนี้ลักษณะการดิ้นรนไปใช้อ่างพวง แล้วไปเสริม พระองค์ท่านบอกว่าให้มีคลองส่งน้ำเข้าไปช่วยเกษตรกรที่พูดว่าเกษตรทฤษฎี ใหม่ตรงนี้ นี่ก็เป็นอีกอย่าง แต่ที่สำคัญ ๒.๑.๒ มาตรการแผนพัฒนาแหล่งน้ำอย่างที่ผมเรียนแล้ว รัฐบาลต้องชาร์จ (Charge) เข้าไปโดยใช้หลักคิดว่าน้ำคือชีวิต เหมือนที่พระองค์ท่านได้มี พระราชดำรัสไว้ มันคือชีวิตของชาวนา ชีวิตของผู้คนทั้งหมด แม้แต่ธุรกิจ เพราะถ้าชาวนาอยู่ได้ มีอาชีพก็สามารถจะไปซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ ให้ธุรกิจไปได้ ไม่เหมือนปัจจุบัน ดังนั้นในเรื่องน้ำ จะรับไปว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ แต่ว่าอย่างที่เรียนแล้วเราฝันได้ บางทีบางอย่างเราทำไม่ได้ เพราะว่าแหล่งน้ำไม่มี ดังนั้นการจัดการตัวเองกับแหล่งน้ำพื้นที่อีสานเองอาจจะต้องมี การเปลี่ยนที่ท่านเสนอว่าปลูกข้าวที่ราคาแพงขึ้นแต่ว่าเราต้องไปเสริม เหมือนข้าวบาสมาตี ของปากีสถานเป็นข้าวที่แพง จริง ๆ ของเราอร่อยกว่าเยอะ แต่ถ้าหากว่าเราสนับสนุน ที่สมาชิกบอกว่าให้ปลูกข้าวที่เป็นออร์แกนิก (Organic) ที่ท่านประธานก็เสนอเมื่อสักครู่นี้ ผมเคยทำเรื่องเกษตรอินทรีย์มา ถ้าเราไม่โฆษณา ได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตันสูงสุด พอ ๒๐,๐๐๐ ตัน คร็อป (Crop) ที่เขาทำปีละครั้งเขาเอาตัวไม่รอด พอเอาตัวไม่รอด เขาพร้อมที่จะเลิกเลย เพราะว่ารัฐต้องไปเติมถ้าในเมื่อเขาทำได้คร็อป (Crop) ละครั้ง น้ำไม่มี ราคาก็ต้องได้ ๒ เท่าด้วย เราต้องจ่ายอยู่แล้วก็จ่ายไปเลย ดังนั้นพื้นที่ภาคกลางกับอีสานที่มีน้ำ การดูแลจากรัฐต้องไม่เหมือนกันเพราะเขามีน้ำไม่เท่ากัน ตรงกลางเราให้แล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ หลักการที่ท่านดุสิตได้เสนอขึ้นมามีอย่างเดียวที่จะให้ทำตรงนี้ได้ก็คือ ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงที่จะทำได้ ก็คือว่าหลักการในการทำบัญชีที่ท่านพูดถึง ทั้งหมดมีอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงหมดว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะพระองค์ท่านก็ทรงเห็นว่า เกษตรกรที่ไม่มีที่ดิน เช่าที่ เขาจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นระบบสหกรณ์จะเข้ามาช่วย เป็นระบบเดียว ที่สามารถจะดำรงตรงนี้ได้ แต่ว่าถ้าไม่พอเพียง เหมือนที่พระองค์ท่านทรงบอกว่าทีวี (TV) มีได้ แต่ถ้าเราไม่มีไฟฟ้าแล้วไปซื้อเครื่องปั่นไฟมา ซื้อทีวี (TV) อย่างนี้ไม่ได้ นี่คือเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นเราจะหวังให้ชาวนาร่ำรวยคงเป็นไปไม่ได้ แต่นั่นคือที่เราคำนวณรายได้ แต่ถ้าเขา ไม่มีรายจ่าย รายจ่ายของชาวนาขณะนี้ใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงแล้วเป็นโรค แต่ถ้าหากว่า เกษตรทฤษฎีใหม่หรือเศรษฐกิจพอเพียงเราใช้วิถีธรรมชาติ ลักษณะที่เราจะต้องเป็นโรค แล้วก็ไปเข้าโรงพยาบาลก็ลดลง คือรายได้เราเพิ่มไม่ได้ แต่รายจ่ายเราลดให้ได้โดยวิถี เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยได้ ก็จะมาตอบตรงนี้ แล้วก็ตอบเลยมาถึงของท่านประธาน เห็นด้วยว่าเรื่องอ้อยเราแก้ปัญหากันได้ดีมากโดยระบบคอนโทรล (Control) ทั้งระบบ แต่เรื่องข้าวมีมุมไปหลาย ๆ มุม แล้วก็จะสังเกตว่าช่วงว่างระหว่างข้าวเปลือกกับข้าวสาร ที่ขายได้ห่างกันมากเหลือเกิน อย่างอ้อย โมลาส (Molasses) เราก็ใช้ได้ ทำได้ทุกระบบ ที่ท่านมนูได้ทำมาดีมาก แต่เรื่องข้าวทำไม่ได้บางเรื่อง เรารับประทานข้าวครึ่งหนึ่ง ขณะนี้ เราไม่รู้หรอกว่ากินข้าวเพราะเป็นความเคยชินของเรา แต่ถ้าวันไหนที่ไม่มีชาวนาปลูกข้าว ให้เรากินวันนั้นเราจะรู้สึก เพราะขณะนี้เราปลูกแล้วเรากินไปครึ่งแต่เราไม่นับ ตรงนี้ ที่ชาวนาคอยดูแลเรา ไม่เหมือนญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่แพง ดังนั้นประเด็นของท่านที่เสนอขึ้นมา ก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก แต่มีประเด็นที่อยากจะฝากไว้ว่านาแปลงใหญ่เป็นเรื่องดี แต่ผมเชื่อว่า ไปได้ลำบากเพราะว่าเกษตรกรไม่เคยชิน อย่างที่บอกว่าที่นาของใครเท่าไร พอเราไปยำ รวมกันหมด แพ็ก (Pack) รวมกัน ถ้าที่เช่าก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นที่ของแต่ละคนมีปัญหา เหมือนกัน เขาจะไม่ยอมเพราะเราทดลองทำกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นนี้เจอกันครึ่งทาง หมายความว่าเกษตรแปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่ก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเหมือนที่พระองค์ มีพระราชดำรัสว่าเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง ๆ ที่เป็นโครงการใหญ่ ส่วนย่อย ให้เกษตรกรเขาอยู่ได้โดยวิถีแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่พัฒนา ดังนั้นการทำเป็นชุด ที่ว่าจะขยายไปเป็นนาแปลงใหญ่เลยก็ทำ ไม่ใช่ไม่ทำ ตรงนี้ถึงเสนอว่าต้องเข้าใจวิถีของ เศรษฐกิจพอเพียงให้ดี เพราะขณะนี้ไม่ใช่คิดว่ากลับไปปลูกข้าวกันแบบนาแปลงเล็ก เหมือนย้อนกลับไปสมัยหิน ไม่ใช่ แต่เป็นขนาดใหญ่แบบที่ท่านประธานเสนอเมื่อสักครู่ ก็คือว่าเป็นแปลงจะกี่พันไร่ก็ได้ แต่ว่าเป็นวิถีแบบเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ก็คือว่า ทุกคนก็อยู่กันได้ การไปรวมตรงนี้คนที่มีกำลังมากกว่า เหมือนออสโมซิส (Osmosis) ที่มีกำลังมากกว่า จะดูดซับสิ่งที่พลังน้อยกว่า เกรงแต่ว่าเกษตรกรจะทานไม่อยู่ ตรงนี้เราก็ต้องป้องกัน ไม่อย่างนั้นเวลาเชื่อมระบบกันระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกร เกษตรกรจะอ่อนแอกว่า รัฐต้องดูแลค่อนข้างมาก ก็จะรับข้อเสนอนี้ไปเขียนให้ชัดขึ้นมา ทั้งข้อเป็นเหมือนกับ การพัฒนาแล้วแต่ว่ายังอยู่ในส่วนที่เราต้องแยกให้ออกนะครับ นำเรียนว่าคงจะตอบ ทั้งหมดแล้ว ก็ยินดีที่ท่านประธานเสนอ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานสถิตย์ครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตตอบเพิ่มเติมในความหวังดีของท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ที่ท่านเป็นห่วงเรื่องราคาข้าว ท่านได้แนะนำในเรื่องของการปลูกข้าวอินทรีย์ ที่จะทำให้ผลิตผลต่อไร่เพิ่มขึ้น อยากเรียนว่าคณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องนี้ไว้อยู่ในหน้า ๙ ข้อ ๒.๒๕ ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องข้าวอินทรีย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้าวที่มีคุณค่า ทางโภชนาการสูง ข้าวเพื่อสุขภาพสำหรับการควบคุมน้ำหนัก ข้าวที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ในการป้องกันโรค ข้าวที่มีการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และข้าวที่มีมาตรฐานการผลิตอย่างยั่งยืน

ในส่วนของวิสัยทัศน์ที่ท่านดุสิต เครืองาม ได้กรุณาแนะนำนั้น ขออนุญาตเรียน ด้วยความเคารพว่าจากกระบวนทัศน์ในหน้า ๒ ที่ท่านได้กรุณายกขึ้นมาอ้างนั้นนำไปสู่ วิสัยทัศน์ในหน้า ๓ วรรคสอง ท้ายของวรรคแรกบอกว่า ดังนั้นจึงกำหนดวิสัยทัศน์ ของการปฏิรูปครั้งนี้คือชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน มั่นคง ดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศ จึงได้นำจากกระบวนทัศน์นั้น มาเป็นวิสัยทัศน์และได้กล่าวถึงชาวนาไทยโดยตรงดังที่ท่านดุสิต เครืองาม ได้กรุณาชี้แนะ

ในส่วนของท่านประธานนั้น ท่านได้ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบแบ่งปัน ผลประโยชน์ที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๑๑ ข้อ ๒.๓.๔.๑ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะได้นำไป ปรับปรุงเพิ่มเติมความสำคัญให้ชัดเจนและมีรายละเอียดที่มากขึ้นกว่านี้ เพื่อที่จะได้ เป็นส่วนสำคัญของข้อเสนอในการปฏิรูปครั้งนี้ต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ยังติดใจ เชิญครับ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ขออนุญาตที่ประชุม ท่านสมาชิกทุกท่าน ผมขออนุญาตที่จะต้องขออภิปรายอีกนิดเดียว ท่านนิกรเป็นคนเอ่ยเองว่าทุกอย่างที่อยู่ใน ประเทศไทย เราต้องซื้อ ถนนเยอะก็ต้องซื้อ ยางมะตอยก็ต้องซื้อ แต่ท่อน้ำที่จะส่งไม่พอ ท่านยังพูดอีกนิดหนึ่งว่าจะให้ชาวนารวยคงจะไม่ได้ จะไม่เป๊ะตามที่ท่านพูด ผมอยากจะเรียน อย่างนี้นะครับท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการด้านนี้ และเป็นคณบดีของคณะเกษตรมาก่อน เป็นคณะที่ดูแลเรื่องการกสิกรรม เรื่องการเกษตร ของประเทศมาด้วยดีตลอดระยะเวลา ๑๐๐ กว่าปี อยากจะเรียนให้ทุกท่านลองนึกดูว่าวันนี้ เราเป็นคนในตระกูลของ ขออนุญาตเอ่ยนาม ร็อกกี้เฟลเลอร์ เคนเนดี้ เมื่อ ๑๕๐ ปีที่แล้ว เขาย้ายถิ่นจากไอร์แลนด์ไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เกิดอะไรขึ้นครับ ไม่มีอาหารกิน ประชากร ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนตายเพราะขาดมันฝรั่ง เน่าหมด อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนย้ายถิ่น นี่คือตระกูล ที่ย้ายถิ่นไป ผมต้องการดึงภาพกลับมาที่นี่ครับ ในห้องนี้ทุกท่านหลายคนต้องมีลูก พ่อแม่พี่น้อง หรือญาติเป็นชาวนา ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ลองนึกภาพนี้ได้ไหมครับว่า ตื่นเช้าขึ้นมาท่านหยิบไอโฟน ๗ (iPhone 7) แล้วกินเป็นอาหาร แล้วมานั่งทำงานตรงนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยูเอสดีเอ (USDA) ยิ่งใหญ่มาก เขาให้ความสำคัญกับ อาหารก่อน เพราะว่า ๔๐๐ ปีที่แล้วที่เขาย้ายไปอยู่ที่ราลีด้วยเรือเมย์ฟลาวเวอร์อะไรก็แล้วแต่ ที่เมืองราลีเป็นจุดแรกที่เขาลงไปที่นั่น เขาต้องทำอาหารโดยการดึงเอาเมล็ดพันธุ์จากยุโรปไป ตอนนี้เขามีสต็อก (Stock) สายพันธุ์ที่เกิดอะไรขึ้นมาเขาปลูกได้ทันที แค่ปลูกอย่าคิดถึงกิน ประเทศไทยนี่ละครับ ท่านนึกภาพนี้ว่าวันต่อวันท่านบริโภคอาหาร ๓ มื้อทิ้งขว้างเต็มไปหมด คนที่ทำอาหารให้ท่านกินคือชาวนาชาวไร่ ผมว่าทั้งห้องนี้ถ้าผมถามว่าใครเห็นใจชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร ทุกคนยกมือหมด ผมเลยนำเสนอว่าขอให้เป็นวาระแห่งชาติได้ไหม คิดจะช่วยชาวนาชาวไร่อย่างญี่ปุ่น อย่างอเมริกาที่คิดช่วยกันขอเป็นวาระที่สำคัญแห่งชาติ เท่านี้ไม่พอ ท่านนึกภาพนี้ว่าวันที่ท่านไม่มีอาหารกินซึ่งไม่เกิดกับประเทศไทย คำว่า เฟมิน (Famine) ในภาษาอังกฤษ มันไม่เกิดในประเทศไทยแต่มันเกิดที่แอฟริกาตอนนี้ ประเทศไทย ไม่มี สุวรรณภูมิไม่มีแน่นอน แต่เรารู้ตลอดเวลาว่าเรามีรถมีอะไรสารพัด เทคโนโลยี อยู่ในบ้านนี้เมืองนี้ แต่ทำไมจึงไม่ยอมทำความเข้าใจว่าชาวนาปลูกข้าวด้วยความยากลำบาก โดนโกง โดนหลอก แต่ทำไมพ่อค้ารวย ให้ชาวนารวยไม่ได้หรือครับ เช่น ๑๐,๐๐๐ บาท ในการลงทุนปลูกข้าว ค่าปากเรือ ๒๐,๐๐๐ บาท จ่ายเขา ๑๕,๐๐๐ บาทได้ไหม นี่ผมคิดง่าย ๆ อย่างคนที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ การลงทุนเพื่อชาวนาชาวไร่มันมากมายเหลือเกิน แต่เราคิด จะช่วยเขาแค่นี้ผมว่าไม่พอ ให้กลไกของรัฐที่เป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร ไม่ใช่ทางออก เพราะคนที่รวยกับกรมเหล่านี้คือพ่อค้าวาณิชที่ขายปุ๋ย ขายยา ผมอยู่ในธุรกิจเคมีเกษตรเคยรู้จักดีว่าใครรวย ชาวนา ชาวไร่ไม่ได้รวยด้วย เกษตรกรชั้นนำ อย่างท่านประธานที่ปลูกแตงเมลอน โอเค (Okay) ครับ พัฒนา แต่คนที่ไม่มีความรู้ที่จบ แค่ ป. ๔ เราคิดจะช่วยเขาอย่างไร ผมไม่ได้หาเสียง แต่พูดจากความรู้สึกที่อึดอัดมา ๔๐ ปี ที่อยู่ในแวดวงวิชาการอย่างนี้ แล้วเราพูดอย่างนี้ ปลูกข้าวไม่ได้ ปลูกอาหารไม่ได้ ขายน้ำมัน ปิโตรเลียมหมด เขาทำตลาดธุรกิจใหม่อย่างเช่นดูไบ ประเทศไทยไม่ต้อง แต่ทำอย่างไร ให้เกิดความยุติธรรมกับชาวนา ชาวไร่ หรือเกษตรกร เริ่มต้นอย่างนี้ ประชากรไทยทั้งหมด อย่าต่อรองราคาอาหารจากเกษตรกร ซื้อของข้างทางอย่าต่อรอง เขาบอก ๑๐ บาท ก็ ๑๐ บาท ถ้า ๑๐ บาท ขอ ๕ บาทได้ไหม อันนี้คือนิสัยคนไทยที่เลว เราดูถูกชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร มาตลอด ถ้าเราไม่มีอาหารกินจะเป็นอย่างไรครับ เราจะทำอย่างไรให้ชาวนา เกษตรกร มีฐานะดีขึ้นไม่ได้หรือครับ ผมขอเสนอว่าวาระแห่งชาติที่ผมนำเสนอไปทางคณะกรรมาธิการ ไม่ได้ตอบว่าจะทำไหม ถ้าคิดจะทำผมว่าต้องทำ คนตั้งหลายสิบล้านคนอยู่ในเซกเตอร์ (Sector) นี้ ลูกหลานเขาเยอะแยะที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือว่าต้องจนต่อไป ที่ดินก็หายไป คนที่รวยคือพ่อค้าวาณิชทั้งนั้นเลย ขอโทษครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

ขอรับข้อเสนอไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ยังมีสมาชิกทยอยเดินเข้ามา ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๔ ท่าน เป็นอันว่า ครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง แนวทาง การปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไป

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผล การลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๕ เห็นด้วย ๑๕๔ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ เรื่อง แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจแล้วนะครับ ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจง

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด จะหารือไหมครับ วันนี้ไม่มีนะครับ ก่อนที่จะปิดประชุมมีประกาศแจ้งให้สมาชิกได้ทราบ เป็นหนังสือจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอเชิญเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการพลิกฟื้นคืนป่าชายเลน สู่ธรรมชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้จัดโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แล้วก็เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีเป้าหมายการดำเนินการ ในพื้นที่ ๒๔ จังหวัด โดยมีพิธีเปิดโครงการและรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันศุกร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ บ้านเสม็ดงาม หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งทางคณะกรรมการมีความยินดีเรียนเชิญ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พร้อมด้วยรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง และผู้แทนสมาชิก สปท. จำนวน ๕ ท่าน เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการและรับเสด็จ ในการนี้ขอเชิญสมาชิกผู้ประสงค์ เข้าร่วมโครงการแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการและรับเสด็จมายังเจ้าหน้าที่ หน้าห้องประธาน สปท. ภายในวันนี้ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ หมายเลขที่จะแจ้งหากว่า ไม่ไปด้วยตัวเอง ๐ ๒๒๔๔ ๑๑๘๖ ที่ห้องท่านประธาน สปท. วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๕๕ นาฬิกา