พรพันธุ์ ชี้ระบบสุขภาพซับซ้อน ผลักดันปฏิรูปเร่งด่วนเชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ชี้ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติกับการปฏิรูประบบสุขภาพ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการผลักดันให้การปฏิรูปการบริหารจัดการสุขภาพเป็นวาระเร่งด่วนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาโครงสร้างที่ซับซ้อนไม่เป็นเอกภาพในด้านทรัพยากร งบประมาณ ข้อมูล และการเข้าถึงบริการ รวมถึงการเตรียมรับมือกับแนวโน้มโรคเรื้อรังและปัญหาสุขภาพในสังคมผู้สูงวัย พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและข้อเสนอการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ และส่งต่อรายละเอียดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ในนามของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ดิฉันใคร่ขอเวลาเล็กน้อย ที่จะนำเสนอเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการขับเคลื่อนปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ในการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติและการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาคนว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไร และมีความจำเป็น เร่งด่วนอย่างไรที่เราจะต้องเสนอเรื่องของการปฏิรูประบบบริหารจัดการสุขภาพเป็นวาระเร่งด่วน ในพุทธศักราช ๒๕๖๐ นี้ ดิฉันอยากจะขอนำเรียนท่านด้วยปัญหาของระบบสุขภาพ ซึ่งคงจะปรากฏอยู่แล้วในชีต (Sheet) ที่แจกไปเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ปัญหาของระบบสุขภาพนั้น มีด้วยกันหลากหลายค่ะ ตั้งแต่โครงสร้างของประชากรที่เข้าสู่วัยสูงวัย ปัญหาสุขภาพ เรื่องของปัจจัยเสี่ยงต่อโรค การขาดความรอบรู้ของประชาชนด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี อาคารสถานที่ หรือเวชภัณฑ์ ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีความเพียงพอและการกระจายไม่เหมาะสม หน่วยการบริการ ด้านสุขภาพมีความหลากหลายหลายสังกัด สังกัดกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงก็มี เป็นหน่วยองค์กรมหาชนซึ่งอิสระ มีความเชื่อมโยงกันโดยไม่ใช่สายบังคับบัญชาที่ชัดเจน อาจจะเชื่อมโยงกันหรือไม่เชื่อมโยงกันก็ได้ เพราะฉะนั้นนโยบายก็มีความหลากหลาย นอกจากนี้บริการทางด้านสุขภาพก็ยังมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพ แล้วก็ประสิทธิภาพว่า มีความคุ้มค่าสมกับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่ นอกจากนี้การเข้าถึงบริการสุขภาพก็ยังเป็น ที่ยอมรับกันว่าไม่ดีนัก มีความแออัดยัดเยียด แล้วก็มีความเหลื่อมล้ำ นโยบายด้านสุขภาพ ก็ยังไม่เป็นเอกภาพเดียวกัน งบประมาณด้านสุขภาพก็แยกส่วน เพราะเรามีถึง ๓ กองทุนใหญ่ ๆ แล้วก็ไม่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แน่นอนโรคโดยธรรมชาติ โรคเรื้อรังที่มีค่ารักษาพยาบาลแพง ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แล้วรวมทั้งราคาของเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ซึ่งไม่มีวันที่จะ ถูกลงเลย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของยาและเทคโนโลยีของเราก็ได้มาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะต้องสูงขึ้นแน่ นอกจากนั้นเรายังขาดระบบฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยง การเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น แล้วก็ค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส ชัดเจนแล้วก็เป็นกลาง อันนี้ยังไม่มี สไลด์ (Slide) ต่อไปท่านจะได้เห็นที่ดิฉันบอกว่าระบบสาธารณสุขนั้นมีระบบซ้อนกัน แล้วก็ไม่เชื่อมโยงกัน ท่านจะเห็นได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขก็มีความเชื่อมโยงกับหน่วยบริการ ของกระทรวงสาธารณสุขทั้งในพระนครและต่างจังหวัดเป็นสายบังคับบัญชาเชื่อมโยงกันโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขระบบสุขภาพอีกมากมาย ที่ดำเนินการอย่างอิสระ อย่างการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เราก็มีในงานของ กระทรวงสาธารณสุข มีทั้งกรมอนามัย กรมควบคุมโรค แต่นอกกระทรวงสาธารณสุข เป็นองค์การมหาชนก็คือ สสส. หรือสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพอันนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี กระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยงานที่ให้บริการ แต่ในขณะเดียวกันก็มี สปสช. สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์การมหาชน ซึ่งซื้อบริการจากกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นก็มีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน มีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พวกนี้ก็จะมีการดำเนินงานที่หลากหลายและไม่เชื่อมโยงกัน หรืออาจจะเชื่อมโยงกัน แล้วแต่โอกาส แต่ไม่สามารถจะการันตี (Guarantee) ได้ว่านโยบายนั้นจะไปในทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นต่อไปก็ขอให้ท่านได้ใช้เวลาสักนิดหนึ่งดูผลกระทบ ซึ่งเกิดขึ้นกับประชาชนจริง ๆ เรามีระบบสุขภาพหลายระบบหลายองค์กรมาก ซึ่งเชื่อมโยงกันบ้างไม่เชื่อมโยงกันบ้าง อยู่ในเซตติง (Setting) อันเดียวกันคือระบบสุขภาพทั้งระบบ ใช้เงินงบประมาณ เป็นจำนวนมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วผลกระทบต่อประชาชน เป็นอย่างไรบ้าง ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะว่าอัตราตายด้วยโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขในขณะนี้ก็ไม่ลดลง ท่านจะเห็นได้ว่าไม่ว่าโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือด เบาหวาน ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนั้นอัตราป่วย ซึ่งอันนี้ เป็นอัตราป่วยในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ได้จากโรงพยาบาลของ ๒ กองทุน ก็คือหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ทีนี้ถ้านับรวมหน่วยงานอื่น ๆ แล้ว แนวโน้มก็คงจะเป็นไปในทางเดียวกัน คืออัตราป่วยก็เพิ่มขึ้น ตายก็เพิ่มขึ้น สไลด์ (Slide) ต่อไป อันนี้ที่เป็นแท่ง พรีวาเลนซ์ (Prevalence) ก็คือทั้งที่ป่วยใหม่ แล้วก็ป่วยเรื้อรังอยู่ คือ ณ เวลาจุดหนึ่งที่เราวัดคนป่วยทั้งหมดด้วยโรคนี้มีเท่าไรในประเทศไทย อันนี้ก็คือ พรีวาเลนซ์ (Prevalence) จะเห็นได้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาความชุกของโรคเหล่านี้ ก็เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๐๔-๒๐๑๔ อันนี้เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ทีเดียวเพราะว่า มาจากเนชันนัล เฮลท์ เอกซ์แซมิเนชัน เซอร์เวย์ (National Health Examination Survey) ซึ่งแซมปลิง (Sampling) ทั้งประเทศไทย จะเห็นได้ว่าคนก็ยังป่วยซ้ำซ้อนกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง หรือข้อสำคัญอันสุดท้ายที่เกี่ยวกับ โอเบซิตี (Obesity) คือความอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของทั้งเบาหวานแล้วก็ไฮเปอร์เทนชัน (Hypertension) ท่านจะเห็นได้ว่ามันน่าตกใจสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงไทย ที่เวลาผ่านมาเกือบจะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงไทยในขณะนี้คือ ๔๑.๘ เปอร์เซ็นต์ที่อ้วน บีเอ็มไอ (BMI) มากกว่า ๒๕ ซึ่งเราก็หวังว่าต่อไปจะได้พบไฮเปอร์เทนชัน (Hypertension) และเบาหวานเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ต่อไปก็เป็นเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งอาจจะดีขึ้นเล็กน้อยอย่างฟิสิคัลอินแอ็กทิวิตี (Physical Inactivity) ก็คือการไม่เคลื่อนไหวร่างกายอยู่นิ่ง ๆ อะไรพวกนี้ซึ่งไม่ดีลดลง แล้วการสูบบุหรี่อย่างเรกูลาร์สโมกเกอร์ (Regular Smokers) เป็นประจำลดลง เรื่องของ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดื่มประจำ หรือว่าดื่มอย่างหนัก หรืออะไรก็ตามที และสุดท้ายเป็นเรื่องของอายุค่าเฉลี่ยที่มีสุขภาพที่ดี เราวัดสุขภาพของคน โดยเฉลี่ยรวมก็คืออายุยืนเท่าไร ขณะนี้คนไทยโดยเฉลี่ยถ้าเป็นผู้หญิงก็อายุขัยประมาณ ๗๗ ปี ถ้าเป็นผู้ชาย ๗๑ ปี แต่ถ้านับอายุขัยเฉลี่ยที่อยู่อย่างมีสุขภาพดี ผู้หญิงก็คือ ๗๒ ปี แต่ผู้ชายคือ ๖๗ ปี ที่เหลือจากนั้นก็หมายความว่า ๕ ปีสุดท้ายของผู้หญิงเป็นการมีชีวิตอยู่ อย่างสุขภาพไม่ดี ซึ่งอันนี้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีอีกอันหนึ่งก็คือความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ท่านจะเห็นได้ว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็คือสุขภาพที่อยู่ในระดับไม่ดีมีมากกว่า คือความรอบรู้เกี่ยวกับ สุขภาพน้อยกว่าเกณฑ์โดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย สุดท้ายก็คือปัญหาในเรื่องของการเงิน เราทุ่มเทงบประมาณด้านการเงิน การคลังเข้าไปอย่างยิ่งเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพ อันนี้เป็น เอสทิเมชัน แอนด์ โพรเจกชัน (Estimation and Projection) ต่อไปในอนาคต คอลัมน์ (Column) สุดท้ายมีความสำคัญมาก ท่านจะเห็นได้ว่าในขณะนี้ปี ๒๕๖๐ รายจ่ายทางด้านสุขภาพ ของเราอยู่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วก็อาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ในปี ๒๕๖๕ ขณะเดียวกันกับการเติบโตของจีดีพี (GDP) ของเราก็คือ ประมาณ ๓ หรือ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างสูง โพรเจกชัน (Projection) ได้เอสทิเมต (Estimate) ไว้ว่าเมื่อไรจีดีพี (GDP) ของเราสูง ๕ เปอร์เซ็นต์ การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระดับนี้ ก็ถือว่าปลอดภัย แต่ในขณะที่จีดีพี (GDP) เราเติบโตน้อยกว่าการเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ก็เป็นที่น่ากังวลว่าเราอาจจะมีปัญหาทางด้านการเงิน การคลัง ด้านสุขภาพ แน่นอนก็เกี่ยวข้องถึง หนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทำไม การบริหารจัดการระบบสุขภาพถึงได้มีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน ที่ท่านเห็นอยู่ในกรอบ ทั้งหมดนี้ก็คือการอภิบาลระบบสุขภาพ ระบบสุขภาพซึ่งประกอบไปด้วยการป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ อันนี้เป็นระบบสุขภาพ ที่สมบูรณ์ ซึ่งมีระดับชั้นของการรักษาพยาบาล เริ่มตั้งแต่เซลฟ์แคร์ (Self Care) คือดูแลตัวเอง คนเราก็สามารถที่จะดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยได้ การดูแลระดับปฐมภูมิ ระดับต้น ซึ่งเรา เปรียบว่าเป็นเกตเวย์ (Gateway) ของระบบสุขภาพ ถ้าเจ็บป่วยมากขึ้นก็จะเป็นเซคันดารี (Secondary) และเทอร์เทียรี (Tertiary) ไปตามลำดับจนกระทั่งถึงเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนต์ (Center of Excellent) รักษาโรคที่สลับซับซ้อนเช่นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ อะไรพวกนี้ ก็เป็นลำดับขั้นของการรักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นอันนี้คือระบบสุขภาพทั้งหมดในการดูแล ซึ่งเราจะต้องมีการดูแลเริ่มตั้งแต่ อาจจะเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินหรือว่าผู้ป่วยอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็น่าจะเคลื่อนไปตามลำดับ แต่ระบบนี้จะต้องประกอบด้วยทั้งสร้างเสริมสุขภาพ รักษาพยาบาล แล้วก็รวมทั้งการฟื้นฟู สุขภาพด้วย ทั้งหมดนี้จะต้องประกอบไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มีบุคลากรที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่เหมาะสม การบริหารจัดการที่ดี การเงิน การคลังที่พอเพียง ทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องของการอภิบาลระบบ เพราะฉะนั้นถ้าเราบริหารระบบให้ดี ให้ถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้น ก็คือระบบสุขภาพจะเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรม สุขภาพที่ถูกต้อง ไม่มีผู้ล้มละลายจากการเจ็บป่วย และประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ผลสุดท้ายก็คือประชาชนมีสุขภาพดีในทุกกลุ่มอายุ อันนี้ก็หมายถึงลงมาที่คน คนที่มีคุณภาพ คนที่มีสุขภาพดี เพราะว่าสุขภาพนั้นรวมถึงร่างกาย จิตใจ แล้วก็สังคมด้วย นอกจากนั้น ถ้าระบบชุมชนดีก็จะเป็นเฮลทีคอมมูนิตี (Healthy Community) การเงิน การคลัง ด้านสุขภาพมั่นคงและยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามระบบสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเฉพาะบริการ ภายในระบบอย่างเดียว ท่านจะเห็นว่าปัจจัยนอกระบบสาธารณสุขก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่นเดียวกัน เช่น ระบบเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็การศึกษา รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าระบบดี แต่ว่าสิ่งแวดล้อมไม่ดี เต็มไปด้วยมลพิษต่าง ๆ ก็ทำให้สุขภาพ ของคนมีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นระบบสุขภาพที่พึงประสงค์จะต้องประกอบด้วย การบริหารจัดการระบบที่ดี และสิ่งแวดล้อมของระบบที่ดีด้วยนะคะ ก็เชื่อมโยงว่า สุดท้ายแล้วการบริหารจัดการระบบสุขภาพที่ดีนั้นจะนำมาสู่ประชาชนที่มีสุขภาพดี มีคุณภาพ คือพร้อมทั้งไอคิว (IQ) อีคิว (EQ) แล้วก็สังคมที่ดี ก็นำมาสู่การปฏิรูปของเรา ในสมัย สปช. อันนี้ก็เป็นวาระปฏิรูปที่เรารวมทั้งระบบบริการ ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค การเงิน การคลัง การบริหาร นอกจากนั้นเราก็เห็นว่าการรอบรู้ทางด้าน สุขภาพมีความจำเป็น รวมทั้งการควบคุม ป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อโรค จาก สปช. มาสู่ การขับเคลื่อนใน สปท. อันนี้ก็เป็นทั้งหมดที่สรุปในการขับเคลื่อน ๘ วาระของระบบสาธารณสุข หรือระบบสุขภาพ ตั้งแต่ระบบบริการเราเน้นที่ระบบบริการปฐมภูมิ เพราะคิดว่าเป็นเกตเวย์ (Gateway) แล้วก็ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการจัดการก่อนถึงโรงพยาบาล เพราะว่าการจัดการในโรงพยาบาลนั้นกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการอยู่แล้ว การแพทย์แผนไทยซึ่งคิดว่าเป็นทั้งการประหยัดเงิน แล้วก็เป็นการให้ทางเลือกกับประชาชนด้วย นอกจากนั้นในการสร้างเสริมสุขภาพ เราเน้นที่นโยบายเฮลท์ อิน ออล โพลิซี (Health in all policy) ก็คือทุกนโยบายใส่ใจสุขภาพ ในการป้องกันโรค เราเสนอในเรื่องของภาษีเครื่องดื่ม ที่มีน้ำตาลสูง เพราะว่าสามารถจะป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แล้วก็โรคที่เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการตายที่สำคัญของประเทศได้ ในข้อเสนอก็คือ การปรับแก้ประมวลกฎหมายสรรพสามิต นอกจากนั้นก็เป็นระบบการเงิน การคลัง ซึ่งเราเสนอการเติมเงินเข้าสู่ระบบ เราเสนอข้อมูลสำนักงานมาตรฐานการจัดการข้อมูล สารสนเทศ อันนี้เราต้องการข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เป็นกลาง ครอบคลุม แล้วก็โปร่งใส ในที่สุด ระบบบริหารจัดการ เราเสนอเพื่อที่จะให้องค์กรทั้งหลายที่มีอยู่ในระบบสาธารณสุขนั้น มีนโยบายที่เป็นไปในทางเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข แล้วนโยบายเหล่านั้น ถ้าพุ่งไปในทิศทางเดียวกันก็จะมีอิมแพกต์ (Impact) ที่สูง ก็เสนอการจัดตั้งคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพแห่งชาติ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอซึ่งมีกฎหมายประกอบด้วย ซึ่งรายละเอียด ท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพจะเป็นผู้ชี้แจง

สุดท้ายนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ อันนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศในเรื่องของการพัฒนาคน เราคิดว่าถ้าระบบสาธารณสุขมีการบริหารจัดการที่ดี มีการปรับเปลี่ยนเสียใหม่ ก็จะทำให้ การพัฒนาคนของประเทศไทยมีคุณภาพดียิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นความเป็นมาของการเชื่อมโยง ระหว่างการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพกับการพัฒนาคน ส่วนในรายละเอียด ว่าจะดำเนินงานต่อไป ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ เป็นผู้นำเสนอ ขอบคุณค่ะ