ธีระภาพ ชี้แจงความคืบหน้าปฏิรูปสุขภาพ เสนอตั้ง กมธ.แห่งชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

ธีระภาพ เสนะวงศ์ ชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปสุขภาพในสามด้านหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการ ระบบบริการ และหลักประกันสุขภาพ โดยเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มธรรมาภิบาลผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อบูรณาการนโยบาย กำกับทิศทาง และจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตสุขภาพในเชิงนิตินัยและสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพที่เป็นเอกภาพภายใต้หน่วยงานกลาง แม้ยังต้องจัดตั้งชั่วคราวก่อนในสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเพื่อรอความชัดเจนในสถานะองค์กร

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงศ์ กรรมาธิการ

ทีนี้ประเด็นการปฏิรูป ทั้งหมด ๘ ประเด็นที่เรานำเสนอไปแล้วแบ่งเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรก การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการด้านสุขภาพ ซึ่งจะนำเสนอวันนี้ เพราะว่าเราได้นำเสนอเข้าเป็นประเด็นปฏิรูป ๒๗ วาระแล้ว

กลุ่มที่ ๒ คือการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ที่เรานำเสนอผ่านสภาแห่งนี้ ไปหมดแล้ว ได้แก่ การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ การแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพร อันนี้จะก้าวหน้ามากที่สุดเลยเนื่องจากว่า ครม. มีมติรับแล้ว ขณะนี้เสร็จสิ้นในชั้นกฤษฎีกา กำลังจะนำเข้าสู่ที่ประชุมของ สนช.

ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพเรื่องน้ำตาล ท่านประธานได้นำเสนอไปแล้ว เรื่องนี้ กระทรวงการคลังรับไปแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นผลออกมาเร็ว ๆ นี้ว่ามีการควบคุม ถึงแม้ว่า ตัวเลขอาจจะไม่ตรงกันนัก

อีกอันหนึ่งคือการแพทย์ฉุกเฉินช่วงก่อนถึงโรงพยาบาล อันนี้เราก็นำเสนอ ในเรื่องว่าขอให้มีหมายเลขฉุกเฉินเป็นหมายเลขเดียว ขอให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไข ระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำเงินบริหารเอาไปใช้ในเรื่องของกิจการ ด้านสาธารณสุขได้ เป็นต้นว่า การจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) สำหรับด้านฉุกเฉิน หรือซื้อรถพยาบาล หรือว่าเป็นเงินตอบแทนสำหรับบุคลากรที่อยู่ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ เป็นต้น

การปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ เราก็นำเสนอขอให้ กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อจะดำเนินการเรื่องนี้

กลุ่มที่ ๓ ที่จะนำเสนอคือการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อจะแก้ไข ปัญหาเรื่องการเงิน การคลัง และสุขภาพ คือสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพ ก็นำเสนอ ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว เหลือประเด็นสุดท้ายซึ่งกำลังจะนำเสนอในอันดับต่อไปในเร็ว ๆ นี้ก็คือ เรื่องการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบ นั่นก็คือการที่จะให้ประชาชนหรือว่าภาคสังคม มีส่วนร่วมในการที่จะคอสต์แชริง (Cost Sharing) หรือร่วมจ่ายโดยสมัครใจให้กับระบบนี้ เพื่อให้ระบบนี้มีความยั่งยืนมากขึ้น ส่วนรายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

ในโอกาสนี้ผมขออนุญาตสรุปในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วว่า ความคืบหน้าขณะนี้ไปอยู่ที่ไหน หัวข้อที่จะนำเสนอวันนี้อยู่ใน ๒๗ วาระประเด็นปฏิรูป ที่ ป.ย.ป. รับไปแล้ว หลักการและเหตุผลก็เช่นเดียวกับที่ท่านประธานได้นำเสนอไปแล้ว คือปัญหาของระบบสาธารณสุขโดยส่วนรวม เราก็ต้องการทำอย่างไรให้มีการบูรณาการของ ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านทราบใช่ไหมครับว่าการบริการสาธารณสุข ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในมือของรัฐบาล อีกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของเอกชน ส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในภาครัฐกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่ ส่วนอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะอยู่ใน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์จะอยู่ใน โรงพยาบาลของกระทรวงกลาโหม อยู่ในโรงพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กทม. หรือเทศบาลของแต่ละที่ เป็นต้น ทีนี้ในแต่ละสังกัดทั้งหลาย หลากหลายสังกัด พวกนี้ และหลากหลายกองทุนอย่างที่เราทราบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนยูซี (UC) หรือที่เราเรียกว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลประชากรประมาณ ๔๘ ล้านคน บริหารโดย สปสช. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แล้วก็กระทรวงแรงงานดูแล ประมาณ ๑๐ ล้านคน หลักประกันสังคม อยู่ในกองทุนประกันสังคมประมาณ ๑๐ ล้านคน ส่วนข้าราชการและครอบครัวอีกประมาณเกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็เป็นกรมบัญชีกลาง ที่ดูแลอยู่ยังมีกองทุนดูแลสุขภาพในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ในส่วนของ รัฐวิสาหกิจเอง และกองทุนอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน เป็นต้น ซึ่งทั้งผู้ให้บริการ หลากหลาย สปอนเซอร์ (Sponsor) หรือผู้ให้เงินทุนก็หลากหลาย ทำให้การไปกำกับดูแล มีความกระจัดกระจายในทิศทางต่าง ๆ ในการกำหนดทิศทางการบริการก็จะมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม การกระจายการจัดการดังกล่าวก็ทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพของทรัพยากร ที่ลงไปไม่ดีเท่าที่ควร เราต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคสังคมมากขึ้น ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คืออยากจะให้มีการตรวจสอบนะครับ แล้วก็มีระบบธรรมาภิบาล ในระบบดังกล่าว ที่ผมกล่าวมาแล้วทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการเสนอให้มีคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้น ถามว่าคณะกรรมการชุดนี้เคยมีมาก่อนไหม ยังไม่เคยมีนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ของใหม่ เนื่องจากว่ามีการนำเสนอในที่ประชุมแห่งนี้และมีมาแล้วในระดับชาติ หลาย ๆ กิจกรรมด้วยกัน แต่ด้านสุขภาพยังไม่เคยมีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมาก่อน คณะกรรมการชุดนี้หลักการที่เรากำหนดขึ้นก็คือว่าจะไม่ให้เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่นัก แต่มีองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นต้นว่าโครงสร้าง อยากจะให้มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำหนดเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ และมีรองประธานอีกท่านหนึ่ง ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง และมีกรรมการผู้เกี่ยวข้องคือกรรมการที่มาจากส่วนราชการโดยตำแหน่ง เช่นกระทรวง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพควรจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพื่อที่จะได้มีส่วนในการให้ความคิดเห็นหรือนำมตินโยบายของที่ประชุมไปสู่การปฏิบัติ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น แล้วก็จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำนักงบประมาณ และเลขาธิการ ก.พ. เราก็อยากจะให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากว่า ปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาลก็มีปัญหาเรื่องคนเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนั้นแล้ว ก็มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เลขาธิการสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนด้านสาธารณสุข ที่ควรจะมีบทบาทเกี่ยวข้องก็จะนำมาเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ส่วนกรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะขอตัวแทนของเทศบาล ตัวแทนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตัวแทนขององค์การบริหารส่วนตำบล และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่น เช่น กทม. หรือเมืองพัทยา เป็นต้น มาเป็นองค์ประกอบ ของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย และยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น จะกำหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ เนื่องจากว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) ใหญ่ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วก็เป็น ผู้กำกับนโยบาย ดูแลนโยบายอยู่แล้ว แล้วก็มีองคาพยพที่จะดูแลข้อมูลต่าง ๆ อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าปลัดกระทรวงสาธารณสุขน่าจะเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมดูแลสำนักงานเลขานุการ ทางนี้ ทีนี้ถามว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่อะไรบ้าง ก็มีทั้งหมด หลัก ๆ ประมาณ ๑๐ อย่างด้วยกัน

ข้อ ๑ กำหนดทิศทางและจัดทำนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศเพื่อให้ ทิศทางการบริหารจัดการสุขภาพของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน คงไม่ใช่ต่างคนต่างทำ หน่วยนั้นทำ หน่วยนี้ทำแล้วไม่มีการสอดประสานกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ใช้คนไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

ข้อ ๒ พิจารณากลั่นกรองนโยบายเกี่ยวกับระบบสุขภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ กลั่นกรองนโยบาย หมายความว่า หน่วยบริการสุขภาพต่าง ๆ ก็ยังคงมีภารกิจหลัก ที่จะกระทำอยู่ แต่ว่าถ้าโครงการไหนมีความสำคัญกระทบกับหน่วยงานอื่นก็จะส่งมาให้ กรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติในการกลั่นกรองถึงความเหมาะสมก่อนที่จะดำเนินการ ต่อไป

ข้อ ๓ ให้ความเห็นชอบกับแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ที่หน่วยงานด้านสุขภาพ ต่าง ๆ จะพึงมีขึ้น

ข้อ ๔ ให้ความเห็นในการจัดทำงบประมาณ อันนี้มีการคุยกันในหลาย ๆ ผู้เกี่ยวข้องด้วยกันว่าไม่ใช่ความเห็นชอบ ถ้าเผื่อให้ความเห็นชอบจะทำให้ขั้นตอน ในการของบประมาณล่าช้าออกไปอีก ก็เป็นการให้ความเห็นเฉย ๆ ว่างบประมาณนี้ มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายหรือทิศทางของคณะกรรมการหรือไม่เท่านั้นเอง

ข้อ ๕ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย เนื่องจากว่า ถ้าไม่มีการติดตามและประเมินผลแล้ว นโยบายต่าง ๆ ที่ส่งออกไปก็ไม่บังเกิดผล แล้วก็ ไม่มีผลบังคับใช้

ข้อ ๖ เสนอแนะ ครม. เพื่อกำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังที่สำคัญ เป็นที่ทราบแล้วว่าการเติบโตของงบประมาณด้านนี้สูงมาก สูงมากกว่าการเติบโตของจีดีพี (GDP) ถ้าเกิดว่าไม่มีการควบคุม ไม่มีมาตรการที่เกี่ยวข้องที่จะไปทำให้เกิดงบประมาณ ที่ใช้ด้านสุขภาพมีความมั่นคงและยั่งยืนก็จะเกิดปัญหาตามมาต่อไป

ข้อ ๗ กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านบริการสาธารณสุขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างกองทุนต่าง ๆ ในประเทศ

ข้อ ๘ ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านสุขภาพ ที่จะออกตามมา

ข้อ ๙ กำหนดเขตสุขภาพ คือในข้อเสนอของเราขอให้มีเขตสุขภาพ เนื่องจาก คณะกรรมการนโยบายสุขภาพหากไม่มีหน่วยงานรองรับข้างล่างที่จะกำหนดเขตสุขภาพ นโยบายต่าง ๆ อาจจะไม่ไปถึงการปฏิบัติข้างล่างได้ ก็เลยอยากจะให้มีเขตสุขภาพขึ้นมารองรับ เขตสุขภาพเป็นเขตที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งประเทศ ๗๖ จังหวัด แบ่งเป็น ๑๒ เขต รวม กทม. อีก ๑ เขต เป็น ๑๓ เขต แต่เป็นเขตทางพฤตินัย เราอยากจะให้เป็น เขตโดยนิตินัย คือหมายความว่าสามารถดำเนินการจัดหาในเรื่องทรัพยากรเรื่องเงิน เรื่องคน หรือการบริหารจัดการเรื่องนโยบายในการดำเนินการด้านสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อ ๑๐ จัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ ก็จะเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดังที่เรียนให้ทราบอยู่แล้ว

ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับจากข้อเสนอการปฏิรูปของเราก็คือ

๑. การขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศมีเอกภาพและยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจน

๒. เขตสุขภาพมีการบูรณาการทรัพยากร ทั้งแหล่งเงิน กำลังคน อุปกรณ์ ทำให้การให้บริการสุขภาพมีประสิทธิภาพและคุณภาพ

๓. ภาคเอกชนและภาคท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการให้บริการ สาธารณสุขให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่

๔. ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่เป็นธรรม มีมาตรฐาน และมีคุณภาพดีขึ้น

เกี่ยวกับความคืบหน้าของเรื่องนี้ จะขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าเรื่องนี้ได้ผ่าน ที่ประชุม สปท. ไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙ และผ่านที่ประชุม ๓ ฝ่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและส่งให้คณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๔ ที่มี พลเรือเอก ณรงค์เป็นประธาน ให้ดำเนินการต่อไป

เรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งคือจากการประชุม ๒ ฝ่ายระหว่าง สนช. และ สปท. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของเรา แล้วก็คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของ สนช. ได้มีความเห็นชอบร่วมกันแล้วก็จัดตั้ง คณะทำงานขึ้นมาเป็นคณะอนุกรรมาธิการเพื่อร่าง พ.ร.บ. การจัดตั้งคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ แล้วได้นำร่างดังกล่าวให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ รายงานการศึกษาไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ ก่อนนำเสนอให้ ครม. สู่กระทรวงสาธารณสุขต่อไปนะครับ กระทรวงสาธารณสุขได้รับเรื่องดังกล่าวไปแล้ว กำลังนำไปดำเนินการในการจัดทำร่าง แล้วก็ รับฟังความเห็นของส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เป็นรอบแรกที่นำเสนอ ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งใจว่าจะให้เสร็จภายในเดือนเมษายน ก็บรรลุตามวัตถุประสงค์ แล้วก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ต่อไป เพื่อเข้าสู่ สนช. ให้เสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๖๐

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องสั้น ๆ ก็คือเรื่องฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลด้านสุขภาพมีความไม่เป็นมาตรฐาน กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ สร้างภาระให้กับผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง ไม่สามารถบูรณาการได้ ทาง สปท. ก็เลยเสนอ ประเด็นการปฏิรูปขอให้ตั้งสำนักงานมาตรฐานและการจัดการระบบสารสนเทศ ของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือเรียกย่อ ๆ ว่า สมสส. ขึ้น ซึ่งผ่านที่ประชุม สปท. ไปแล้วเช่นกัน ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบหลักการและกำลังดำเนินการ ให้มีการยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๖ ที่ให้ สปสช. เป็นผู้ดำเนินการกลับมาให้ สมสส. ที่เราตั้งใหม่ดำเนินการ แต่ที่ สปท. เสนอไปอยากจะให้เป็นองค์กรมหาชน แต่เนื่องจาก ยังติดขัดการตั้งองค์กรมหาชนใหม่ในขณะนี้ ก็เลยคิดว่าจะให้อยู่ภายใต้การทำงานของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในกระทรวงสาธารณสุขไปพลางก่อน แล้วก็มีการรวมข้อมูล ด้านระบบบริการสุขภาพจากทุกหน่วยงาน จากทุกกองทุนมาไว้ตรงนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพที่เราเสนอจัดตั้งไป นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการบริหาร จัดการระบบสุขภาพของประเทศต่อไป ก็มีเรื่องที่เรียนสรุปให้ที่ประชุมทราบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ