ธีระภาพ เสนะวงษ์ หารือประเด็นระบบสาธารณสุขแบบองค์รวม โดยเสนอให้พิจารณาทั้งหกด้าน ได้แก่ บริการสุขภาพ กำลังคน ข้อมูล เทคโนโลยี ค่าใช้จ่าย และการบริหารจัดการ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งชี้ปัญหาจากการขยายตัวของโรงพยาบาลเอกชนที่ส่งผลต่อโรงพยาบาลรัฐในด้านการขาดทุน การขาดแคลนบุคลากร และการลดงบประมาณด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ โดยเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพเพื่อบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกครับ กระผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ขออนุญาตขยายความที่ท่านประธาน และท่านกรรมาธิการทั้ง ๒ ท่านได้กล่าวต่อสมาชิกไปแล้วนะครับ มีข้อพิจารณาหรือว่า ข้อพึงนำมาคิดอีกหลายประการด้วยกัน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุรินทร์บอกว่า อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ อีกอันหนึ่งไม่ใช่พุทธภาษิตนะครับ แต่เป็นคำบาลีว่า โรคา ปรมา ทุกฺขา คือถ้ามีโรคนั้นเป็นทุกข์แน่นอน ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเรายังไม่ป่วยก็ยังไม่คิดถึงหมอ แต่พอเริ่มป่วยก็จะเริ่มคิดถึงหมอ พอคิดถึงหมอ ก็ไปโรงพยาบาล ไปโรงพยาบาลก็อยากจะให้โรคมันหาย ทำอย่างไรก็แล้วแต่จะให้ได้รับยา ให้ได้รับการรักษา ให้ได้รับการผ่าตัด ให้ได้รับห้องนอน เตียงนอนแล้วหายก็จบ แต่ว่า การพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสาธารณสุขในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเราคิดภาพเป็นระบบ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) บอกว่าในการพิจารณาของระบบสุขภาพนี้ให้พิจารณาทั้งหมด ๖ อย่างด้วยกัน อย่างแรก คือระบบบริการ อย่างที่ ๒ กำลังคนด้านสุขภาพ อย่างที่ ๓ ระบบข้อมูลข่าวสาร อย่างที่ ๔ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อย่างที่ ๕ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และอย่างที่ ๖ คือภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล จริง ๆ แล้วระบบทั้งหมดนี้เป็นระบบที่จะต้องคิด และจะเกี่ยวโยงถึงการกระทบอันหนึ่งไปถึงอีกอันหนึ่ง
ขออนุญาตเอ่ยถึงท่านเลิศรัตน์ที่บอกว่าโรงพยาบาลเอกชนพัฒนามากขึ้น เรื่อย ๆ ถูกครับ ในภาพที่เราเห็นหุ้นก็สูงขึ้น ปันผลก็มากขึ้น คนก็เข้าไปลงทุนมากขึ้น แต่ผลกระทบกับระบบสุขภาพของประเทศมีไหมครับ มีครับ ข้อดีก็คือว่าทำให้เป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) นำเงินเข้าสู่ประเทศถ้าเป็นคนไข้จากต่างประเทศ แต่ถ้าเป็นคนไข้ ในประเทศ พอระบบโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายดีขึ้นเขาก็จ้างหมอ จ้างพยาบาล จ้างบุคลากรจากระบบสุขภาพของรัฐออกไปมากขึ้น ความแออัดในโรงพยาบาล ฟาซิลิตี (Facility) โรงพยาบาลของภาครัฐก็ยิ่งแย่ลง ก็เป็นวิเชียสไซเคิล (Vicious Cycle) เป็นวัฏจักร กลับไปที่ทำให้ระบบบริการสุขภาพของประเทศก็ไม่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐที่ลงมา ในระบบสุขภาพ ลองดูเป็นตัวเลขคร่าว ๆ นะครับ ระบบหลักประกันสุขภาพ สปสช. เริ่มเมื่อปี ๒๕๔๕ ขณะนั้นค่าใช้จ่ายอะไรของประชากรประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาทต่อคนต่อปี ขณะนี้ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทตามที่ท่านประธานบอก ทั้งประเทศขณะนี้ก็ประมาณ ๑.๗ แสนล้านบาท แต่ว่าเงินจำนวนนี้ลองดูนะครับ เมื่อปี ๒๕๔๕ คนไข้ทั้งประเทศเข้ารับบริการ เป็นคนไข้นอก คือมาแล้วก็กลับ ไม่ได้นอนในโรงพยาบาลประมาณ ๑๐๐ ล้านครั้ง แต่ในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาเป็น ๒๐๐ ล้านครั้ง คือปริมาณการเข้ารับบริการมากขึ้น บุคลากรภาครัฐที่อยู่ในระบบสาธารณสุขของประเทศทำงานหนักขึ้นแต่เงินมากขึ้นนิดเดียว แล้วก็เป็นข้อเท็จจริงเลยว่าขณะนี้โรงพยาบาลรัฐเกือบทุกแห่งประสบภาวะขาดทุน เนื่องจากว่าเวลาเราคิดค่าใช้จ่ายออกไป ๑๐๐ บาท จะได้รับคืนกลับมาประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง และได้รับมาเมื่อตอนปลายปีงบประมาณบ้าง เป็นเวลาที่ ไม่แน่นอนบ้าง ทำให้เงินสะสมที่มีอยู่ในโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งประสบภาวะขาดทุน ที่ท่านประธานกล่าวเมื่อสักครู่ว่าในปีนี้ทาง ครม. ได้อนุมัติงบประมาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในไม่กี่โรงพยาบาลที่ประสบภาวะ ขาดทุนอย่างรุนแรง แต่โรงพยาบาลที่ขาดทุนอย่างทั่ว ๆ ไปมีอีกมหาศาล พอเงินขาดทุนมาก ๆ มีการพยากรณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าไม่รู้ว่าระบบนี้จะอยู่ได้แค่ไหน อย่างไร ทั้งบุคลากร ทั้งการบริการ อาคาร สถานที่ และเวชภัณฑ์ เมื่อระบบตรงนี้เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ และค่ารักษา ของโรงพยาบาลเอกชนถ่างตัวสูงออกไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระบบ อันนี้ขออนุญาตตอบคำถามตรงนี้นะครับ เมื่อเงินไม่พอ ระบบที่ทางสาธารณสุขคิด ก็คือว่าจะต้องใช้ระบบสร้างนำซ่อม คือสร้างสุขภาพดีกว่าซ่อมสุขภาพ ที่ท่านประธาน กรุณาให้ความเห็นว่าจริง ๆ แล้วต้องใช้ประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินในระบบ สุขภาพ แต่ในขณะนี้เนื่องจากว่าเงินที่รัฐบาลจ่ายมา ผมยกตัวอย่างในระบบ สปสช. ก็แล้วกัน จะแบ่งเป็น ๔ ก้อนด้วยกัน อันแรก เป็นเงินเดือน แปลกนะครับ เงินเดือนบุคลากร จะอยู่ในนี้ด้วย อันที่ ๒ เป็นคนไข้นอก อันที่ ๓ เป็นคนไข้ใน อันนี้คือการรักษาพยาบาลจริง ๆ เฉพาะ ๔๘ ล้านคน แต่อันที่ ๔ คืองบป้องกันเสริมสร้างสุขภาพสำหรับประชากร ๖๗ ล้านคน พอ ๔ อันนี้มารวมกันก็เป็นลัมป์ซัม (Lump Sum) อย่างที่ผมเรียนให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ พอโรงพยาบาลขาดทุน ผู้บริหารที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปีต่อปีก็ต้องพยายามเกลี่ยตรงนั้น เกลี่ยตรงนี้ ก็ต้องไปดึงจากงบเงินเดือนบ้าง เอาเงินเดือนไม่ได้ก็ลำบากอีก จะเห็นนะครับ บางโรงพยาบาลค้างจ่ายเงินเดือนหลายเดือน ๖ เดือนก็มี ไปดึงมาจากงบส่งเสริมสุขภาพบ้าง ก็ทำให้เหลือประมาณ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ แทนที่จะเป็น ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ เอามาแก้ปัญหาขาดทุนในคนไข้นอกและคนไข้ใน ที่ผมเรียน ให้ทราบว่ามันเพิ่มขึ้นมหาศาล ยอดล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ คนไข้นอกมากกว่า ๒๐๐ ล้านคน วิซิต (Visit) ต่อปี คนไข้ในมากกว่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน วิซิต (Visit) ต่อปี และต้องใช้งบประมาณตรงนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการควบคุมให้เหมาะสมแล้ว ผมเรียนให้ทราบว่าอย่างไรก็ไม่พอ แต่ถ้าไม่มีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการ นโยบายสุขภาพที่เราเสนอจัดตั้งเข้าไปแล้วเพื่อที่จะบริหารงบประมาณ บริหารคน บริหารของ และบริหารภารกิจภายใต้ความคลาดแคลนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็จะเกิดปัญหาตาม ขึ้นมาอีกมากมาย ถึงเป็นที่มาของการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพเพื่อที่จะ กำหนดทิศทางแล้วก็บริหารจัดการให้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ก็ขอ อนุญาตเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ