กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ หารือเรื่องการป้องกันและควบคุมสารเคมีที่มีอันตราย โดยเสนอมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าเงินงบประมาณไม่เพียงพอ จึงต้องจำกัดขั้นตอนการตรวจสอบในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ กิตติยังหารือเรื่องสมาคมสาธารณสุขสัมพันธ์ (สมสส.) ซึ่งได้เสนอว่าจะเป็นองค์กรมหาชน โดยอธิบายถึงประวัติและกระบวนการเสนอสิ่งนี้ และยังได้กล่าวถึงปัญหาอุปสรรคที่ทำให้การดำเนินการยังไม่สมบูรณ์
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ สปท. หมายเลข ๑๑ ขออนุญาตเพิ่มเติมประเด็น สมสส. เพื่อให้ชัดเจนจากท่านประธาน จริง ๆ ท่านประธานก็สรุปได้ครบถ้วนแล้ว คือ สมสส. ปัจจุบันสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสนอที่ สปท. ก็คืออยากให้เป็นองค์กรมหาชน ถามว่ามีความพร้อมไหม จริง ๆ ที่เราเสนอ เป็นองค์กรมหาชนไม่ได้ตั้งใหม่ เพราะเป็นการรวบรวมหน่วยงานเดิม ๓-๔ หน่วยที่ทำงาน กระจัดกระจายมารวมแล้วก็เป็นองค์กรมหาชนขึ้นมา แต่ช่วงนั้นหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี เห็นชอบแล้วก็มอบ กขร. คณะที่ ๔ ของท่านรองนายกรัฐมนตรีณรงค์พิจารณาก็เป็นช่วงที่ เราทราบดีว่ากำลังทบทวนเรื่ององค์กรมหาชน กำลังสร้างหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้เหมาะสม จริง ๆ ในกระบวนการเสนอก็ได้มีการไปหารือกับ ก.พ.ร. แล้วว่าหน่วยงานนี้จะเป็นองค์กรมหาชน ก.พ.ร. ก็เห็นชอบ แต่ช่วงนี้กำลังปรับปรุงอยู่ก็เลยมองว่าน่าจะชะลอนิดหนึ่ง ในช่วงชะลอ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็เลยมองเห็นความจำเป็นว่าจะต้องตั้งขึ้นมา ก็เลยเสนอใหม่ว่า อย่างนั้นในช่วงระหว่างรอให้ไปสังกัดอยู่ใต้ สวรส. ก็คือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขก่อน ซึ่งในปัจจุบันบอร์ด (Board) สวรส. ก็ได้มีการประชุมอนุมัติโครงสร้าง สมสส. ขึ้นมา เรียบร้อยแล้ว ก็คือมีภารกิจตามที่เสนอไป แต่ปัจจุบันถามว่าการทำงานเป็นไปได้ตามที่เรา เสนอขึ้นไปไหม ก็ยังมีปัญหา อุปสรรค เพราะบังเอิญ ครม. เคยมีมติเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๖ มอบบทบาทนี้ให้กับ สปสช. ทำอยู่ ฉะนั้นโดยหลักการเท่าที่คุยกันทุกฝ่ายแล้วกองทุนทั้งหลาย ก็ยังติดปัญหาเวลาจะส่งข้อมูล ก็เลยส่งไปให้ สปสช. ยังไม่ได้ส่งมาให้ สมสส. โดยตรง ก็เลยเป็นปัญหาอุปสรรคในปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้ทางท่านประธานกับคณะกรรมาธิการกำลังที่จะ ประสานกับทุกหน่วยเพื่อที่จะยกเลิกตัวมติ ครม. เพื่อให้ สมสส. ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แล้วหลังจากนี้ตามแผนที่กระทรวงเสนอก็คิดว่าภายใน ๒ ปี ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ของ องค์การมหาชนค่อยปรับระดับขึ้นไป อันนี้เป็นความคืบหน้า ซึ่งสรุปว่าปัจจุบันจริง ๆ คืบหน้าทั้งหมดแล้วแต่บังเอิญมีปัญหา อุปสรรค ติดมติ ครม. นิดหนึ่งเท่านั้นเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่จะขออนุญาตตอบท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา ประเด็นที่ท่าน เสนอเรื่องความเหลื่อมล้ำของคน คือจริง ๆ ในปัจจัยที่เราเสนอ ที่ท่านประธานก็เสนอแล้วว่า สิ่งที่เราคำนึงถึงประชาชนทั้งหมดไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็คือพยายามให้ประชาชนเข้าใจ ในประเด็นพวกนี้ทางด้านสุขภาพ ฉะนั้นในเรื่องสื่อสารสุขภาพเป็นประเด็นหนึ่งที่เราพยายาม ผลักดัน แล้วกระทรวงสาธารณสุขก็รับไปเป็นเรื่องควิกวิน (Quick Win) ของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องสร้างระบบการสื่อสารสุขภาพลงจนถึงระดับประชาชน อีกประเด็นหนึ่งที่จะเป็น เรื่องส่งเสริม ป้องกันที่ชัดเจนก็คือระบบการบริการปฐมภูมิที่กำลังพัฒนา ซึ่งตรงนี้ จะอยู่ถึงระดับ รพ.สต. ที่จะมองในระดับพื้นที่ แล้วก็จะเน้นการส่งเสริมป้องกันเป็นหลัก อันนี้ก็อาจจะช่วยเสริมให้ต่อไปประชาชนคงมีที่พึ่งในระดับนี้ได้มากขึ้นชัดเจน อีกประเด็นหนึ่ง ที่ท่านเสนอว่ายังไม่มีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในเชิงรุกอย่างจริงจัง ในปัจจุบันก็อาจจะ ยอมรับว่ายังเป็นปัญหาโดยเฉพาะเรื่องสารเคมี จริง ๆ ในปัจจุบันเรามีระบบการเฝ้าระวังอยู่ โดยเฉพาะพวกสารเคมีหรือว่าสารต้องห้ามอันตรายทั้งหลายที่จะปนเปื้อนในพวกผลิตภัณฑ์ ทางการบริโภคทั้งหลาย ปัจจุบันนี้จะมีสำนักงานอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลชุมชนทำแผนร่วมกันว่าแต่ละปีจะมีการสุ่ม ไปตรวจสอบ เก็บตัวอย่างพวกสารเคมีหรือสารต้องห้ามทั้งหลายที่ปนเปื้อนมีมากน้อยเท่าไร อย่างเช่นที่ผ่านมาก็ทำพวกฟอร์มาลิน โลหะหนัก ผงฟอกขาว สารตกค้าง ยาฆ่าแมลง หรือว่าโซเดียมไนไตรท์ (Sodium Nitrite) อะไรต่าง ๆ อันนี้เขาจะมีแผนทุกปี แล้วก็ เปลี่ยนไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ยอมรับว่าปัญหาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พอเราเข้มงวด เขาก็ปรับ ไปทำอย่างอื่นอะไรต่าง ๆ กลไกอันนี้เขาก็จะมอบให้เภสัชกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กับโรงพยาบาลชุมชนซึ่งกระจายอยู่ทุกพื้นที่เป็นคนสุ่มตัวอย่างแล้วก็ส่งกรมวิทยาศาสตร์ตรวจ แล้วก็มีการสรุปผล ถ้าเจอเป็นปัญหาที่ไหนก็จะไปดูว่ามาจากโรงงานไหน แหล่งผลิตไหน แล้วทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือ อย. หรือกรมวิทยาศาสตร์ก็จะเข้าไปคุยกับโรงงาน ให้ปรับปรุงอะไรต่าง ๆ อันนี้เป็นกระบวนการที่ทำค่อนข้างเป็นรูทีน (Routine) แต่ก็ยอมรับว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือไม่ทันกับปัญหาที่เยอะ เพราะว่าตัวงบประมาณเกี่ยวกับการเก็บตัวอย่าง ยังมีไม่เพียงพอ ฉะนั้นในแต่ละจังหวัดก็อาจจะมีข้อจำกัดว่าเก็บได้เท่าไร เพราะมีเงินอยู่เท่านั้น แต่ว่าในเชิงโครงสร้าง กระบวนการในการที่จะมีการสุ่มมีการวางอยู่ทุกปีนะครับ ขอบคุณครับ