พรพันธุ์ ชี้จำเป็นตั้ง สมสส. เดินหน้าระบบสุขภาพเป็นกลาง-โปร่งใส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือถึงความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรมหาชนด้านมาตรฐานและข้อมูลสุขภาพเพื่อความเป็นกลางและคล่องตัว พร้อมเน้นย้ำการปรับโครงสร้างงบประมาณและระบบบริหารจัดการสุขภาพให้สอดคล้องกับการป้องกันโรค ส่งเสริมความรู้ และลดความเหลื่อมล้ำ โดยเสนอให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นและผลักดันนโยบายสาธารณะที่ให้สุขภาพเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญสูงสุดร่วมกับเศรษฐกิจ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งถึงแม้จะมีน้อยท่าน แต่สิ่งที่ท่านเสนอแนะมารวมทั้งที่ท่านประธานได้กรุณาซักถามดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก แล้วก็ต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ ดิฉันอยากจะขออนุญาตพูดถึงเรื่องของ สมสส. หรือสำนักงานมาตรฐานและการจัดการข้อมูลสารสนเทศระบบสุขภาพแห่งชาติที่ท่านประธาน ได้กรุณาเรียนถาม เรื่องนี้เรามองเห็นว่ามีความจำเป็นมาก เพราะว่าคณะกรรมการที่จะ วางนโยบายเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศต้องการข้อมูล ที่ชัดเจน แล้วอย่างที่ทราบกันอยู่ระบบสุขภาพของเรามีปัญหาหลักก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย ท่านจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้เรามีกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีโรงพยาบาลอยู่เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของระบบบริการเป็นผู้ให้บริการ แต่ สปสช. เป็นผู้ซื้อบริการ แล้วก็ประกันสังคมซึ่งมีประชาชน อยู่ประมาณ ๑๒ ล้านคนนะคะ ก็มีสำนักงานประกันสังคม มีกองทุนประกันสังคม อันนั้นจะเป็นส่วนที่ประชาชน ผู้ใช้แรงงานออกส่วนหนึ่ง นายจ้างออกส่วนหนึ่ง และรัฐออกอีกส่วนหนึ่ง อันนั้นอยู่ใน ประกันสังคม ส่วน สปสช. นั้นมีค่าเหมาจ่ายรายหัวซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้ตามข้อเสนอ ในขณะนี้ก็ประมาณปีละ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน ซึ่งมีประชากรอยู่ในกองทุนนี้ประมาณ ๔๘-๔๙ ล้านคน ส่วนสุดท้ายก็คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งรองรับข้าราชการ และครอบครัวประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งอันนี้จ่ายตามที่โรงพยาบาลเรียกร้องมา เราเรียกว่าฟรี ฟอร์ เซอร์วิส (Free for service) รักษาเท่าไรก็เบิกจ่ายได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านจะพบว่าเวลาผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาล หลายคนโมโหเจ้าหน้าที่ แทนที่จะถามว่าเป็นอะไร ก็จะถามว่ามาจากกองทุนไหนคะ เพราะว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แห่งเดียวกันจะต้องทำใบเบิกถึง ๓ ใบด้วยกัน ถ้าเผื่อท่านมาจากบัตรทองเขาก็จะมีฟอร์ม (Form) อันหนึ่งส่งเป็นค่าใช้จ่าย ถ้ามาจากประกันสังคมก็เป็นอีกฟอร์ม (Form) หนึ่ง ถ้ามาจากสวัสดิการข้าราชการก็เป็นอีกฟอร์ม (Form) หนึ่ง เพราะฉะนั้นข้อมูลทั้งหมดนี้ ก็มีการวิเคราะห์แยกกัน สปสช. ก็รับผิดชอบของ สปสช. และสำนักงานประกันสังคม แต่ว่าระบบข้าราชการก็เป็นเอกเทศ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราอยากจะดูในภาพรวมว่า ค่าใช้จ่ายมันเท่าไรกันแน่ในแต่ละโรคที่รักษา บางทีก็มีการซ้ำซ้อนด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านต้องการข้อมูลที่ชัดเจน ข้อมูลที่แท้จริงครอบคลุมทั้งหมด แล้วก็โปร่งใส โดยหลักการคือผู้ที่จ่ายเงินไม่ควรจะทำข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินของตัวเอง ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่จะทำควรเป็นหน่วยงานที่เป็นกลาง แล้วก็มีความสามารถ พอที่จะทำข้อมูลให้อยู่ในระบบเดียวกัน อันนี้คือที่มาของสำนักงานที่สร้างมาตรฐานสารสนเทศ ระบบสุขภาพ เริ่มต้นด้วยค่าใช้จ่ายก่อน แล้วก็จัดการดำเนินการให้เหมือนเป็นเนชันนัล เคลียริง เฮาส์ (National Clearing House) ซึ่งหน่วยงานเช่นนี้จะอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ เพราะว่าจะได้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเกี่ยวกับข้อมูล และการเบิกจ่าย ฉะนั้นตอนแรกที่เรานำเสนอใน สปช. ให้เป็นองค์กรมหาชน เพราะว่าอันนี้ ตรงตามเรกูเลชัน (Regulation) หรือตรงตามเกณฑ์ขององค์กรมหาชนที่ สปช. เคยเสนอไว้ว่า จะต้องเป็นองค์กรที่ให้บริการประชาชนเพราะว่าต้องการความคล่องตัวในการให้บริการ แล้วก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้จากการให้บริการเหล่านั้น ซึ่ง สมสส. ก็เข้าเกณฑ์หมดทุกอย่าง สมมุติว่าอนุมัติแล้วรัฐก็ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณประจำปีอีกเลย องค์กรนี้ก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เพราะฉะนั้นก็เลยเห็นว่าข้อมูลที่ดีมีความสำคัญมาก ต่อคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และต่อไป สมสส. ก็อาจจะขยายงานของตัวเอง ในการที่จะเก็บข้อมูลสุขภาพด้านอื่น เช่น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ หรือว่าปัจจัยที่สร้างเสริมสุขภาพ อะไรทำนองนี้ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็ได้ อันนี้ก็เป็นความจำเป็นที่จะต้องมี สมสส. และถ้าหากว่า สามารถจะเป็นองค์กรมหาชนได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขเอง ก็เล็งเห็นความสำคัญของหน่วยงานนี้นะคะ กำหนดไว้ในการปฏิรูปของกระทรวงสาธารณสุขแล้วเมื่อการประชุมในเดือนมีนาคม ๒๕๖๐ ทั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติและ สมสส. แต่ว่าในการดำเนินการเมื่อเราส่งเรื่อง ไปเข้า ครม. ตอนนั้นมีความเห็นว่าเนื่องจากจะกลายเป็นองค์กรมหาชน ตอนนั้นกระแสของ การที่จะอ็อบเจกต์ (Object) องค์กรมหาชนค่อนข้างจะรุนแรง ก็เลยเสนอให้อยู่ในสถาบันวิจัย ระบบสาธารณสุขไปก่อน ซึ่งเขาก็อยู่มาเดิมแล้ว คือทำเป็นเอกซ์เพอริเมนทัลโมเดล (Experimental Model) มานานแล้ว ขณะนี้ก็ยังอยู่ แต่ก็ทำงานได้ไม่ครอบคลุมเต็มที่ อันนี้เราก็เลยอยากเสนอขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เพราะว่าการใช้นโยบายที่ดีต้องการข้อมูล ที่มีคุณภาพด้วยค่ะ อันนี้ขออนุญาตตอบ ท่านประธานไม่ถามอีกนะคะ

ขออนุญาตตอบท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านได้เติมเต็ม เรื่องที่เราต้องการจะพูดแต่เผอิญไม่ได้ครอบคลุม อย่างท่านสุรินทร์นะคะ ท่านได้กรุณา แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องของการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งเรา ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย คณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องของความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไปแล้ว อันนั้นเป็นพื้นฐานของการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประชาชนจะต้องได้รับข้อมูล เข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและเข้าใจแนวทางในการแก้ไข ในสหรัฐอเมริกามีการวิจัยต่อเนื่อง ที่แสดงให้เห็นว่าถ้าประชาชนได้รับข้อมูล เข้าใจ วิเคราะห์ได้ นำไปใช้เป็นประโยชน์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านสุขภาพจะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม จะนำมาซึ่งการลดลงของโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนั้น และในที่สุดสามารถที่จะลดได้ ในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นมีความสำคัญมากโดยเฉพาะกับประเทศไทย ในขณะนี้ สำหรับคำถามของท่านที่บอกว่างบประมาณทางด้านสุขภาพที่ใช้ขณะนี้แคเทกอไรซ์ (Categorize) ออกมาได้อย่างไรบ้าง ก็เรียนว่าที่เราต้องมานั่งแก้ไขกันอยู่ทุกวันนี้เพราะว่า งบประมาณ ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์คือการรักษาพยาบาล ซึ่งเราทุกคนก็มองเห็นว่า ไม่คุ้มค่าเลย งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมีประมาณ ๕ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งก็มีข้อเสนอว่าไม่ควรจะต่ำกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะนี้น้อยนิดเดียว ผลถึงได้ออกมาว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่อง ทางด้านสุขภาพ ไม่รู้ว่าปัจจัยเสี่ยงคืออะไร แล้วจะเชื่อมโยงกับการเกิดโรคอย่างไร ข้อแนะนำ ของท่านนอกจากป้องกันไม่ให้เป็นโรคแล้ว ท่านบอกว่าต้องบูรณาการ อปท. กับโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เหมือนในอุดมคติเช่นเดียวกัน แต่ขณะเดียวกัน เราพบว่าในประเทศไทยเป็นไปได้แล้ว ในขณะนี้ด้วยกลไกของคณะกรรมการสุขภาพตำบล ซึ่งมีทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับของ อบต. ด้วยซ้ำไป หรือ อปท. เข้ามาใน บางจังหวัดรวมกันเป็นคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอ เขาทำงานกันได้ดี ในหลายอำเภอ ที่เราไปดู แล้วในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพนอกจากการรักษาพยาบาล เราพบว่า คณะกรรมการสุขภาพอำเภอช่วยได้มากเลย เช่น ในเรื่องของการกำจัดขยะ ในเรื่องของปุ๋ยเคมีอะไรต่าง ๆ พวกนี้มีประโยชน์มากค่ะ แล้วประเทศไทยก็มีศักยภาพที่สามารถจะทำได้แล้ว

ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ก็ต้องขอบคุณที่ท่านแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ มันมีจริง ๆ นะคะ ระหว่างโรงพยาบาลในต่างจังหวัดกับคนใน กทม. ซึ่งหลายโรงพยาบาล อยู่ในสภาพที่แย่ ถึงจะต้องมีการวิ่งเพื่อที่จะหาเงินมาช่วย ซึ่งความจริงแล้วโรงพยาบาล ของรัฐขณะนี้มีปัญหา ต้องยอมรับว่ามีการขาดทุนแล้วก็จำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ แต่ว่าที่รัฐบาลให้มา ๕,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็นการช่วยเหลือในชั่วขณะ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ปรับ ในเรื่องระบบต่าง ๆ ก็จะต้องมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้กันใหม่ เพราะว่าค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ ความจริงสูงเกินกว่างบประมาณทางด้านสุขภาพที่จัดสรรให้ไป เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลทั้งหลาย ก็ใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลจนกระทั่งตอนนี้หมดไปแล้ว โรงพยาบาลหลายแห่งบางที ก็ขาดแคลน เพราะฉะนั้นบางครั้งถ้าเราจะช่วยกันโดยใช้ระบบของเขตสุขภาพซึ่งในแต่ละเขต จะมีหน่วยงานทางด้านสุขภาพหลากหลายบ้าง มาจากของกระทรวงกลาโหมก็มีเช่น โรงพยาบาลทหาร มาจากของกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด บางจังหวัด บางเขตมีโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยด้วย โดยเมคานิซึม (Mechanism) ของระบบเขตสุขภาพ โรงพยาบาลเหล่านั้นสามารถที่จะเชื่อมประสานกันได้ไม่จำเป็นจะต้องไปแบ่งงบประมาณกัน แต่สามารถที่จะแชร์ฟาซิลิตี (Facility) เครื่องไม้เครื่องมือกันได้ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อเอ็มอาร์ไอ (MRI) หมดทุกโรงพยาบาล มีเครื่องเดียวแต่ว่ารีเฟอร์ (Refer) กันไปให้คล่องตัว ไม่จำเป็น จะต้องมีหมอผ่าตัดหัวใจประจำทุกโรงพยาบาลถ้ายังอยู่ในภาวะขาดแคลนขนาดนี้ แต่สามารถที่จะรีเฟอร์ (Refer) ให้คนไข้ อย่างบัตรทองนี้จำเป็นจะต้องอยู่เฉพาะโรงพยาบาลเดียว แต่ถ้าหากว่ามีความผ่อนปรนในระบบของเขตสุขภาพที่ให้ประชาชนสามารถที่จะไปใน โรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เขาต้องการเฉพาะโรคของเขาได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ ความขาดแคลนเหล่านั้นบรรเทาลงไปนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเสนออยู่แล้วในเรื่องของ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติด้วย นอกจากนั้นเราก็มีข้อเสนอแต่ว่าไม่ได้ชัดเจนก็คือ โรงพยาบาลทั้งหลายเรียกว่าในอุดมคติหรือไอเดียลลี (Ideally) ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของพื้นที่ ที่จะบริหารจัดการ เพราะว่าโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะรู้ปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ก็มีงบประมาณ มีการหารายได้ได้ด้วยท้องถิ่นเอง อย่างโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ที่ท่านยกตัวอย่างคือตัวอย่างของโรงพยาบาลองค์กรมหาชน เป็นของพื้นที่เลย ไม่ใช่ของ กระทรวงสาธารณสุขดำเนินงาน บริหารจัดการอย่างอิสระ แล้วก็ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง อันนั้นเป็น โรงพยาบาลในอุดมคติ ตั้งแต่มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็พยายามที่จะให้ท้องถิ่น มีศักยภาพเช่นนี้ แต่ ๑๐ กว่าปีมาแล้วมีอยู่โรงพยาบาลเดียวก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นทั่วไป แต่อันนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น ก็ต้องขอบคุณที่ท่านชี้ให้เห็น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราเสนอในการปฏิรูปทั้งสิ้น แต่ศักยภาพของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน การกระจายอำนาจนั้นมีมานานแล้วประมาณ ๑๐ ปี ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือทางด้านสาธารณสุข แต่ว่าไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร ก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านกรุณาชี้นำขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับท่านกิตติ ดิฉันอยากจะเรียนว่าเราจะทำอย่างไรดีกับผู้ที่ด้อยโอกาส ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพ อันหนึ่งที่จำเป็นก็คือรัฐจำเป็นที่จะต้อง ขยายช่องทางของข้อมูลให้เข้าไปถึงประชาชนเหล่านี้ให้ได้ แล้วอีกช่องทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ก็คือครอบคลุมทั้งประชาชนที่มีการศึกษาและด้อยการศึกษาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คือระบบภาษี อันนี้อยากจะเรียนให้ทราบ ตัวอย่างก็คืออย่างภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐาน ก็คือ ขณะนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) บอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะไม่ว่าท่านจะ รู้หนังสือหรือไม่รู้หนังสือจะเข้าใจไหมว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นทำให้คนเป็นโรคอ้วน แล้วก็ เป็นโรคเบาหวาน เป็นไฮเปอร์เทนชัน (Hypertension) เป็นสโตรก (Stroke) ตามมาทีหลัง ท่านจะรู้หรือท่านจะไม่รู้อันนี้ก็ตามที แต่เมื่อไรเขาขึ้นภาษีราคาเครื่องดื่มจะสูงขึ้นโดยเฉพาะ ผู้ที่รายได้น้อยไม่สามารถที่จะซื้อได้ อันนั้นก็เท่ากับว่าท่านถูกโพรเทกต์ (Protect) แล้วโดยระบบภาษี แต่ถ้าเป็นการให้ความรู้ก็คือให้ความรู้ผ่านแชนแนล (Channel) ต่าง ๆ ว่า น้ำตาลบริโภคเกินกว่า ๒๕ กรัมต่อวันไม่ดีหรืออะไรต่าง ๆ นานาอย่างนี้ คนมีความรู้ก็ได้รับ สิ่งเหล่านี้เข้าไปไดเจสต์ (Digest) เข้าใจได้ แต่ถ้าคนไม่มีความรู้ก็ไม่เข้าใจ แต่ระบบภาษี ที่สกัดกั้นด้วยราคาจะโพรเทกต์ (Protect) ทั้งคนที่มีความรู้และไม่มีความรู้ อันนี้ก็สามารถ จะทำได้เราเสนอไปแล้ว ก็แล้วแต่กระทรวงการคลังจะพิจารณาต่อไป ท่านเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สารเคมี ปุ๋ยเคมีที่เป็นพิษต่อเกษตรกร อันนี้ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาคืออยู่นอกระบบของกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าด้วยเมคานิซึม (Mechanism) ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติสามารถที่จะทำได้เพราะเรา รวมมาทั้งหมด แล้วจะเป็นผลดียิ่งขึ้นถ้าคณะกรรมการสามารถจะผลักดันทุกนโยบาย ของประเทศ ใส่ใจสุขภาพ ให้สุขภาพเป็นอันดับหนึ่งรองมาจากเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เราจะ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ การเพิ่มของรายได้ มากกว่าผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่เมื่อไรเกิดคณะกรรมการชุดนี้เขาจะใส่ใจเอง ไม่ว่าจะเรื่องของแอสเบสตอส (Asbestos) เรื่องของการที่ว่าเราควรจะเลิกปุ๋ยเคมีเสียดีไหม แล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันทั้งประเทศ หรืออะไรพวกนี้ก็จะเป็นนโยบายที่ใส่ใจสุขภาพ ก็เรียนให้ท่านทราบ ขอบพระคุณค่ะ