กิตติ สนับสนุนระบบสุขภาพ ห่วงคนอ้วน-โรคไม่ติดต่อลุกลาม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้ยากจนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ พร้อมเรียกร้องให้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมและสารเคมีอย่างจริงจังเพื่อป้องกันโรคแทนการรักษาเพียงอย่างเดียว

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธาน ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมนำเสนอ เรื่อง ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพนั้น ผมเอง ได้ดูรายละเอียดพอสมควร จากการฟังอะไรด้วย ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นการนำเสนอ ด้านที่เกี่ยวข้องกับระบบ อย่างไรก็ตามได้ฟังจากท่านประธานนำเสนอนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจ เช่น ท่านบอกว่าบุหรี่ลดลง สุราลดลง อันนี้ก็คงจะสืบเนื่องมาจากสภาพบังคับ เพราะบุคคล ที่ชอบสูบบุหรี่ก็ตามหรือชอบดื่มเหล้าก็แล้วแต่ถูกจำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหว เช่นในสภานี้ เราก็ไม่อนุญาตให้คนมาสูบบุหรี่ ก็เท่ากับถูกจำกัดพื้นที่ เช่นเดียวกับที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง โรงแรมต่าง ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าคนสูบบุหรี่ก็ถูกจำกัดพื้นที่โดยปริยาย อันนี้ก็เป็นผลของ กฎหมาย ของระเบียบบังคับที่ทางการออกมา ซึ่งนำไปสู่การบังคับให้คนที่ชอบสูบบุหรี่ ชอบดื่มเหล้า ทำอย่างไรจะได้ไม่สูบไม่ดื่มในที่ที่กฎหมายบังคับ ก็เท่ากับเป็นการถูกจำกัดพื้นที่ การเคลื่อนไหว อันนี้ผมคิดว่าดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่น่ากังวลเป็นห่วงตามที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้นำเสนอก็คือคนอ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะสตรีที่ท่านระบุถึง แต่ในนี้ยังมองไม่เห็นว่าสุภาพสตรีที่เป็น สปท. ของเราได้อ้วนอย่างที่ท่านเป็นห่วงหรือเปล่า ก็คงจะไม่มีเท่าที่สังเกตดู ก็เป็นข้อที่น่าชื่นชมยินดี นอกจากเรื่องของสตรีที่อ้วนขึ้นที่ท่านระบุถึงแล้วนั้น ก็มีเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่มีสูงถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และอื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย รวมไปตลอดจนถึงโรคที่ไม่ติดต่อก็ยังมีการเพิ่มขึ้นอีก สิ่งเหล่านี้ ต่างล้วนเป็นการบ่งบอกถึงอันตรายที่กำลังจะขับเคลื่อนไปสู่ความต้องการให้ได้คนไทยที่มี สุขภาพดี เป็นปัจจัยที่บ่งบอกว่าอันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท่านนำเสนอเป็นเรื่องการพูดถึงระบบกว้าง ๆ ใหญ่ ๆ แต่สิ่งที่อยากจะนำเรียน เพิ่มเติมนอกเหนือจากภาพกว้างแล้ว ก็คือประเทศไทยเรานั้นคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ผู้ยากจน ผู้ยากไร้ อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ได้นำเสนอก็คือเรื่องของเกษตรกร ที่เยอะแยะ เวลาเราไปโรงพยาบาลผมไปบ่อย ก็ไปเยี่ยมญาติ พรรคพวกบ้าง ก็ไปเห็นว่า ส่วนมากเป็นพวกชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าโครงสร้าง ของประเทศไทยเราคนยากคนจนเป็นผู้ที่ด้อยคุณภาพ โอกาสที่จะเข้าถึงเรื่องความรู้อย่างที่ ท่านนำเสนอเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าเรื่องการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่ แต่คนจนเหล่านี้ โอกาสเหล่านี้ที่จะเข้าถึงเรื่องปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องสุขภาพ ในเรื่องอื่นก็แล้วแต่ที่จะ เป็นเหตุให้การเป็นคนไทยที่มีสุขภาพดีแล้ว ผมว่าโอกาสที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คงจะไม่ง่าย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะนำเสนอเพิ่มเติมเป็นเชิงลึกที่อยากให้ลองพิจารณาทบทวนดูว่า ในสิ่งเหล่านี้ที่นำเสนอนั้น ก็คือเรื่องคนยากคนจนที่อยู่ตามชนบทห่างไกล อย่างที่ ท่านสุรินทร์ก็ได้เอ่ยถึงเหมือนกัน ขอโทษที่เอ่ยนาม ว่าประเทศไทยเรานั้นโครงสร้าง ประชากร ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนยากคนจน ในขณะเดียวกันไม่ใช่คนยากคนจนอย่างเดียว ยังเป็นผู้ที่ด้อยการศึกษา โอกาสที่จะเข้าถึงข้อมูลก็เป็นเรื่องยาก อย่างเช่นที่ท่านสุรินทร์ ได้นำเสนอว่า อบต. อนามัยตำบล หมู่บ้านก็ควรจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ชี้นำในเรื่องของ การเข้าถึงความรู้ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากยิ่งไปกว่านั้นก็คือเรามีหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ปัจจัยเสี่ยงที่ถูกนำเข้าประเทศที่เป็นเหตุให้คนไทยเรามีสุขภาพไม่ดีเท่าที่ควรนั้นผมคิดว่า ยังไม่เอาจริงเอาจัง เรายังไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเหตุให้บรรดาผู้ด้อยโอกาสได้ใช้ สิ่งเหล่านี้ไปแล้วก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ กับตนเอง และคนที่ได้รับผลกระทบ จะเป็น เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ตาม เป็นบุคคลอื่นก็แล้วแต่ จะได้รับผลกระทบไปโดยไม่รู้ตัวหรือรู้ตัว แต่ไม่มีทางเลือก เช่นเรื่องสารเคมีต่าง ๆ ที่เรามักจะไปตรวจ จะเป็นโดยกระทรวงสาธารณสุข ก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วแต่ ไปตรวจตามตลาดต่าง ๆ ก็มักจะพบว่าของอันนั้น เกินมาตรฐานในเรื่องการเสี่ยงต่อสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อยากจะฝากเป็นข้อคิดที่ควรจะกำหนดเป็นแนวทางในการที่จะไปควบคุมปัจจัยเสี่ยงเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นไข้เสียก่อนแล้วไปรักษา มันก็แน่นโรงพยาบาล โรงพยาบาลสร้างเท่าไรก็ไม่พอ แพทย์ผลิตเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเห็นมาก ๆ ในเชิงของการจัดระบบ โครงสร้างขนาดใหญ่ ก็คือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะนำสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพว่าเราจะให้ ลดอย่างไร แล้วหยุดจะไม่ให้มีอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่จะทดแทนเรื่องปัจจัยเสี่ยง ที่จะควบคุมอันนี้เราจะเอาอะไรมาทดแทน ก็คือเรื่องสินค้าทางด้านการเกษตร คนไทย ทั้งประเทศก็ต้องอาศัยพื้นที่การเกษตรในการเพาะปลูก เพราะฉะนั้นเมื่ออาศัยพื้นที่ ในการเพาะปลูกก็ต้องอาศัยพวกปุ๋ย พวกยาปราบศัตรูพืชอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เต็มบ้านเต็มเมือง ผมคิดว่าถ้าเรายังละเลยในสิ่งเหล่านี้อยู่ก็ไม่พ้นที่จะเกิดความเสี่ยงในด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าน่าจะกำหนดเป็นนโยบายว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เราควบคุมอย่างไร เชิงรุกครับ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี หรือในแผนยุทธศาสตร์มีหรือเปล่าที่จะควบคุมอย่าให้เกินมาตรฐาน เพราะถ้าหากว่า เกินแล้วก็ไม่พ้นพวกเกษตรกรที่ยากจนจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ คนที่เดือดร้อน ผมคิดว่า พวกเราส่วนหนึ่งก็เดือดร้อนจากสิ่งเหล่านี้ โดยที่เราบริโภคอาจจะไม่รู้ว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นพิษเป็นภัยเข้าสู่ร่างกายเราหรือไม่ รวมไปตลอดจนถึงแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ ที่เราใช้ก็อาจจะมี และคิดว่ามีครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากในเวลาเล็กน้อยนี้ก็คือเรื่องของ การควบคุมเชิงรุกในเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอนว่าในเมื่อขณะนี้ เราจำเป็นต้องใช้ แต่อีกกี่ปีจะหมดไปหรือลดลงตามลำดับตามความสมควร ตามความจำเป็น ขอบคุณท่านประธานครับ