นิกร จำนง หารือเรื่องน้ำท่วมในภาคอีสานและภาคกลาง โดยเน้นย้ำว่าการจัดการน้ำในแต่ละภาคไม่ควรเหมือนกัน และเสนอแนวทางในการปลูกข้าวออร์แกนิกเพื่อลดปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงและความจำเป็นในการพัฒนาเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับชีวิตของเกษตรกร
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมจะตอบสั้น ๆ ประเด็นหลัก ก็คือที่ท่านได้สอบถามเรื่องน้ำ ก็อยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่เราก็ต้องรู้ว่าเรามีอะไร เราเข้าใจอะไรด้วย ที่ผมอธิบายไปไม่ชัดว่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเราไม่มีน้ำต้นทุน เราแก้ปัญหา ไม่ค่อยได้ อันนั้นส่วนหนึ่ง ผมเคยตรวจสอบ คำนวณตัวเลขในการเร่งแล้วให้มีชลประทานครบ ใช้เวลาประมาณ ๑๒๒ ปีเหมือนที่ผมคำนวณ ก็คือว่าถ้าไม่เร่งรัดเป็นกรณีพิเศษไม่มีทางทำได้ ถึงทำได้ก็มีปัญหา เพราะว่าเราไม่มีน้ำต้นทุน เราฝันไปได้ว่าจะเอาน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมา ขณะนี้มีการแย่งชิงน้ำ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัว ปรับตัวที่ว่าก็คือในโซน (Zone) ที่มีน้ำ ก็มีการจัดการ ก็คือภาคกลางเราจัดการแล้ว ภาคอีสานเองอย่างข้าวทุ่งกุลา ถ้าในเมื่อปลูกได้ ปีละหนเพราะไม่มีน้ำ อาศัยแต่น้ำฝนอย่างเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชดำรัส ในที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าพระองค์ท่านทรงคำนวณให้หมดแล้ว แล้วท่านบอกว่าที่เหลือ ก็แล้วแต่เทวดา หมายความว่ามีปัญหาอยู่ในตัวของประเทศเรา อันนี้ต้องเร่งกันเป็นอย่างมาก แต่อยากจะเรียนว่ามีปัญหาในเชิงบริหาร ผมได้มีโอกาสนั่ง ฮ. ไปโครงการเขื่อนแควน้อย หลังจากที่ท่านองคมนตรีพลากรได้เรียนท่านบรรหารว่าพระองค์ท่านอยากจะทำตรงนั้น ให้เสร็จให้ได้ ก็บินกันไป ผมคุยกับท่านธีระ วงศ์สมุทร ซึ่งตอนนั้นเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ปัญหาที่ท่านสุรินทร์พูดถึงนั้นชัดเจน เรามีถนนมากกว่าคลองส่งน้ำ ซึ่งไม่ถูก ยางที่เรา เอามาลาดถนนเราก็ซื้อ รถที่เราซื้อมาเราผลิตไม่ได้สักคัน น้ำมันที่เราใช้เราก็ซื้อ แต่ว่า คลองส่งน้ำถ้ามาแทนถนนได้บ้าง ตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีเกี่ยวกับคมนาคม แต่ว่าตรงนี้ เป็นหลักที่ประเทศของเราควรจะพัฒนาตรงนั้นให้มากกว่าระบบการขนส่งที่เป็นอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเรามีถนน ๔ เลนแล้วทำไม เราก็ขับรถกันไปได้เร็ว ไปเที่ยว แต่เกษตรกร ที่อยู่ตรงนั้นมีรายได้เพิ่มไหม ไม่ กลายเป็นว่าพอสังคมเมืองไปเศรษฐกิจเขายิ่งแย่เข้าไปอีก เพราะค่าใช้จ่ายมากขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้ชัดเจนว่าน้ำต้องดำเนินการ ทีนี้หลักการในหน้า ๔ มีอยู่ ข้อ ๒ ก็คือการจัดการเรื่องน้ำ ศาสตร์พระราชาที่เอามาใช้ อ่างพวงก็ดี เราจะสังเกตว่าตั้งแต่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่าแล้วพระองค์ก็ไม่หยุดเรื่องน้ำเลย ถือว่าเป็นสาระสำคัญ แต่ว่าข้อจำกัด ขณะนี้เขื่อนแก่งเสือเต้นมีปัญหา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็มีปัญหา มีความขัดแย้งกันอยู่ ค่อนข้างมาก นี่เป็นปัญหาในเรื่องที่เรามีอยู่เอง ดังนั้นตรงนี้ลักษณะการดิ้นรนไปใช้อ่างพวง แล้วไปเสริม พระองค์ท่านบอกว่าให้มีคลองส่งน้ำเข้าไปช่วยเกษตรกรที่พูดว่าเกษตรทฤษฎี ใหม่ตรงนี้ นี่ก็เป็นอีกอย่าง แต่ที่สำคัญ ๒.๑.๒ มาตรการแผนพัฒนาแหล่งน้ำอย่างที่ผมเรียนแล้ว รัฐบาลต้องชาร์จ (Charge) เข้าไปโดยใช้หลักคิดว่าน้ำคือชีวิต เหมือนที่พระองค์ท่านได้มี พระราชดำรัสไว้ มันคือชีวิตของชาวนา ชีวิตของผู้คนทั้งหมด แม้แต่ธุรกิจ เพราะถ้าชาวนาอยู่ได้ มีอาชีพก็สามารถจะไปซื้อมอเตอร์ไซค์ได้ ให้ธุรกิจไปได้ ไม่เหมือนปัจจุบัน ดังนั้นในเรื่องน้ำ จะรับไปว่าเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ แต่ว่าอย่างที่เรียนแล้วเราฝันได้ บางทีบางอย่างเราทำไม่ได้ เพราะว่าแหล่งน้ำไม่มี ดังนั้นการจัดการตัวเองกับแหล่งน้ำพื้นที่อีสานเองอาจจะต้องมี การเปลี่ยนที่ท่านเสนอว่าปลูกข้าวที่ราคาแพงขึ้นแต่ว่าเราต้องไปเสริม เหมือนข้าวบาสมาตี ของปากีสถานเป็นข้าวที่แพง จริง ๆ ของเราอร่อยกว่าเยอะ แต่ถ้าหากว่าเราสนับสนุน ที่สมาชิกบอกว่าให้ปลูกข้าวที่เป็นออร์แกนิก (Organic) ที่ท่านประธานก็เสนอเมื่อสักครู่นี้ ผมเคยทำเรื่องเกษตรอินทรีย์มา ถ้าเราไม่โฆษณา ได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ตันสูงสุด พอ ๒๐,๐๐๐ ตัน คร็อป (Crop) ที่เขาทำปีละครั้งเขาเอาตัวไม่รอด พอเอาตัวไม่รอด เขาพร้อมที่จะเลิกเลย เพราะว่ารัฐต้องไปเติมถ้าในเมื่อเขาทำได้คร็อป (Crop) ละครั้ง น้ำไม่มี ราคาก็ต้องได้ ๒ เท่าด้วย เราต้องจ่ายอยู่แล้วก็จ่ายไปเลย ดังนั้นพื้นที่ภาคกลางกับอีสานที่มีน้ำ การดูแลจากรัฐต้องไม่เหมือนกันเพราะเขามีน้ำไม่เท่ากัน ตรงกลางเราให้แล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ หลักการที่ท่านดุสิตได้เสนอขึ้นมามีอย่างเดียวที่จะให้ทำตรงนี้ได้ก็คือ ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงที่จะทำได้ ก็คือว่าหลักการในการทำบัญชีที่ท่านพูดถึง ทั้งหมดมีอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงหมดว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะพระองค์ท่านก็ทรงเห็นว่า เกษตรกรที่ไม่มีที่ดิน เช่าที่ เขาจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นระบบสหกรณ์จะเข้ามาช่วย เป็นระบบเดียว ที่สามารถจะดำรงตรงนี้ได้ แต่ว่าถ้าไม่พอเพียง เหมือนที่พระองค์ท่านทรงบอกว่าทีวี (TV) มีได้ แต่ถ้าเราไม่มีไฟฟ้าแล้วไปซื้อเครื่องปั่นไฟมา ซื้อทีวี (TV) อย่างนี้ไม่ได้ นี่คือเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นเราจะหวังให้ชาวนาร่ำรวยคงเป็นไปไม่ได้ แต่นั่นคือที่เราคำนวณรายได้ แต่ถ้าเขา ไม่มีรายจ่าย รายจ่ายของชาวนาขณะนี้ใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงแล้วเป็นโรค แต่ถ้าหากว่า เกษตรทฤษฎีใหม่หรือเศรษฐกิจพอเพียงเราใช้วิถีธรรมชาติ ลักษณะที่เราจะต้องเป็นโรค แล้วก็ไปเข้าโรงพยาบาลก็ลดลง คือรายได้เราเพิ่มไม่ได้ แต่รายจ่ายเราลดให้ได้โดยวิถี เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยได้ ก็จะมาตอบตรงนี้ แล้วก็ตอบเลยมาถึงของท่านประธาน เห็นด้วยว่าเรื่องอ้อยเราแก้ปัญหากันได้ดีมากโดยระบบคอนโทรล (Control) ทั้งระบบ แต่เรื่องข้าวมีมุมไปหลาย ๆ มุม แล้วก็จะสังเกตว่าช่วงว่างระหว่างข้าวเปลือกกับข้าวสาร ที่ขายได้ห่างกันมากเหลือเกิน อย่างอ้อย โมลาส (Molasses) เราก็ใช้ได้ ทำได้ทุกระบบ ที่ท่านมนูได้ทำมาดีมาก แต่เรื่องข้าวทำไม่ได้บางเรื่อง เรารับประทานข้าวครึ่งหนึ่ง ขณะนี้ เราไม่รู้หรอกว่ากินข้าวเพราะเป็นความเคยชินของเรา แต่ถ้าวันไหนที่ไม่มีชาวนาปลูกข้าว ให้เรากินวันนั้นเราจะรู้สึก เพราะขณะนี้เราปลูกแล้วเรากินไปครึ่งแต่เราไม่นับ ตรงนี้ ที่ชาวนาคอยดูแลเรา ไม่เหมือนญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่แพง ดังนั้นประเด็นของท่านที่เสนอขึ้นมา ก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก แต่มีประเด็นที่อยากจะฝากไว้ว่านาแปลงใหญ่เป็นเรื่องดี แต่ผมเชื่อว่า ไปได้ลำบากเพราะว่าเกษตรกรไม่เคยชิน อย่างที่บอกว่าที่นาของใครเท่าไร พอเราไปยำ รวมกันหมด แพ็ก (Pack) รวมกัน ถ้าที่เช่าก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นที่ของแต่ละคนมีปัญหา เหมือนกัน เขาจะไม่ยอมเพราะเราทดลองทำกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นนี้เจอกันครึ่งทาง หมายความว่าเกษตรแปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่ก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเหมือนที่พระองค์ มีพระราชดำรัสว่าเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง ๆ ที่เป็นโครงการใหญ่ ส่วนย่อย ให้เกษตรกรเขาอยู่ได้โดยวิถีแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่พัฒนา ดังนั้นการทำเป็นชุด ที่ว่าจะขยายไปเป็นนาแปลงใหญ่เลยก็ทำ ไม่ใช่ไม่ทำ ตรงนี้ถึงเสนอว่าต้องเข้าใจวิถีของ เศรษฐกิจพอเพียงให้ดี เพราะขณะนี้ไม่ใช่คิดว่ากลับไปปลูกข้าวกันแบบนาแปลงเล็ก เหมือนย้อนกลับไปสมัยหิน ไม่ใช่ แต่เป็นขนาดใหญ่แบบที่ท่านประธานเสนอเมื่อสักครู่ ก็คือว่าเป็นแปลงจะกี่พันไร่ก็ได้ แต่ว่าเป็นวิถีแบบเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ก็คือว่า ทุกคนก็อยู่กันได้ การไปรวมตรงนี้คนที่มีกำลังมากกว่า เหมือนออสโมซิส (Osmosis) ที่มีกำลังมากกว่า จะดูดซับสิ่งที่พลังน้อยกว่า เกรงแต่ว่าเกษตรกรจะทานไม่อยู่ ตรงนี้เราก็ต้องป้องกัน ไม่อย่างนั้นเวลาเชื่อมระบบกันระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกร เกษตรกรจะอ่อนแอกว่า รัฐต้องดูแลค่อนข้างมาก ก็จะรับข้อเสนอนี้ไปเขียนให้ชัดขึ้นมา ทั้งข้อเป็นเหมือนกับ การพัฒนาแล้วแต่ว่ายังอยู่ในส่วนที่เราต้องแยกให้ออกนะครับ นำเรียนว่าคงจะตอบ ทั้งหมดแล้ว ก็ยินดีที่ท่านประธานเสนอ