สุวิระ ชูแนวทางปฏิรูปข้าว 7 ด้าน เน้นพันธุ์-ความรู้-การตลาด-หนี้สิน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

สุวิระ ทรงเมตตา อภิปรายสนับสนุนการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ โดยเสนอแนวทาง 7 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาพันธุ์ข้าว ความรู้เกษตรกร เทคโนโลยี การตลาด คุณภาพ ปัญหาหนี้สิน และการรักษามาตรฐานข้าวไทยในเวทีโลก เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับผลผลิตข้าวไทยที่ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะสม ลดต้นทุน และตอบโจทย์สุขภาพ พร้อมเรียกร้องให้ถ่ายทอดความรู้การจัดการข้าวและปุ๋ยอย่างถูกวิธีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพและรายได้ ชี้ปัญหาการตลาดที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนและเสนอให้รัฐกำหนดราคาซื้อล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยง พร้อมผลักดันข้าวเฉพาะทางคุณภาพสูงเพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงในตลาดโลก และวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาหนี้นอกระบบที่เกิดจากระบบสินเชื่อที่เข้าถึงยาก รวมถึงโครงการรัฐที่เอื้อประโยชน์กลุ่มเฉพาะ จึงเรียกร้องการปฏิรูปเพื่อคุ้มครองเกษตรกรและรักษาศักดิ์ศรีข้าวไทยอย่างยั่งยืน

พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษาสัญญาบัตร ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ โดยจะมีข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ ท่านได้นำเสนอมาแล้วนั้น เพื่อการพัฒนาการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน ผมในฐานะที่เป็นลูกชาวนาโดยกำเนิดแล้วก็เป็นชาวนาตั้งแต่เด็ก ไถนาโดยใช้ควาย เกี่ยวข้าว ดำนา นวดข้าว สีข้าว ทำเป็นหมดครับ เพราะฉะนั้นจึงรู้ถึงปัญหาแล้วก็แนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ เป็นอย่างดี โดยผมจะขอเสนอใน ๗ ประเด็นดังนี้ ประเด็นแรก เรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ประเด็นที่ ๒ ความรู้ของเกษตรกรเกี่ยวกับข้าว ประเด็นที่ ๓ เทคโนโลยีเกี่ยวกับข้าว ประเด็นที่ ๔ การตลาด ประเด็นที่ ๕ ผลิตข้าวเพื่อคุณภาพ ประเด็นที่ ๖ เงินทุนและหนี้สิน ของชาวนาไทย และประเด็นที่ ๗ การรักษาชื่อเสียงและมาตรฐานของข้าวไทยในตลาดโลก ใน ๗ ประเด็นนี้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบแล้วก็ครบวงจร

ประเด็นแรก พูดในเรื่องสายพันธุ์ เหตุที่ประเทศไทยนั้นผลผลิตข้าว ถ้าจำไม่ผิด อันดับท้ายสุดของโลกที่มีผลผลิตต่ำสุด ผลผลิตข้าวของประเทศไทยน้อยกว่าบังกลาเทศ ถึง ๓ เท่าตัว หมายความว่าบังกลาเทศผลิตข้าวต่อไร่ได้มากกว่าเรา ๓ เท่า ได้น้อยกว่า ประเทศรอบบ้านเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา สปป. ลาว กัมพูชา เวียดนาม ประเทศไทยเรา อยู่ท้ายสุด เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวต่ำนั้น หัวใจสำคัญอันหนึ่งคือการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของไทยไม่ได้มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และอย่างมีประสิทธิภาพ ในอดีตที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ไม่ได้ทำการพัฒนาอย่างจริงจัง ในขณะที่เอกชนก็ไม่กล้าทำการพัฒนาสายพันธุ์ เพราะว่า เมื่อพัฒนาสายพันธุ์แล้ว เพียงแค่ ๑ คร็อป (Crop) หรือ ๑ ปีเท่านั้นพันธุ์ที่เขาพัฒนามาก็แพร่ ไปสู่คนที่ไม่ต้องลงทุนพัฒนา เลยทำให้ไม่มีบริษัทใดหรือเอกชนใดทำการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เลยทำให้พันธุ์ข้าวนั้นปลูกตามยถากรรมตั้งแต่โบราณมา สมัยปู่ย่าตายายปลูกแบบนี้ก็ใช้พันธุ์นี้ จนถึงปัจจุบันก็พัฒนาไปเล็กน้อยไม่ได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างที่วิจัยพัฒนา และประสบความสำเร็จ การปลูกไม้โตเร็วท่านคงจำได้ ในอดีตที่ผ่านมานั้นตั้งแต่ยุค ๒๐ ปีที่แล้ว ไม่สามารถปลูกได้คุ้มทุน ไร่หนึ่งได้ประมาณ ๖ ตัน ปัจจุบันนี้เขาได้ไร่ละ ๒๐-๓๐ ตัน เพราะการวิจัยและพัฒนา แต่นั่นเกิดจากไม้โตเร็ว เพราะบริษัทเอกชนนั้นเขาจดสิทธิบัตร การพัฒนาสายพันธุ์ได้และคนอื่นลอกเลียนไปไม่ได้ แต่ข้าวทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ข้าวจึงเป็นภาระของหน่วยงานราชการที่จะต้องทำการวิจัยพัฒนาให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้นมา แล้วก็แจกจ่ายให้เกษตรกร และผมขอเรียนว่าถ้าไปศึกษาลึก ๆ แล้วการวิจัยพันธุ์ข้าวที่ผ่านมา ให้หน่วยงานราชการทำนั้น ถ้าไปดูลึก ๆ ในงบของการวิจัยจะกลายเป็นงบค่าเดินทางไปราชการ ของส่วนราชการที่ทำวิจัย ไม่ใช่งบประมาณที่ทำการวิจัยเป็นหลัก ตรงนี้จะเกิดความเสียหายขึ้น ผมขอเรียนว่าถ้าทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวจะได้ผลดังนี้ครับ ประการแรก ในการพัฒนาสายพันธุ์ ต้องให้ได้สายพันธุ์ที่ผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม ๔-๕ เท่าตัว ซึ่งสามารถทำได้ถ้าทำการวิจัยและพัฒนา ประการที่ ๒ ต้องทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ที่ต้านโรคและแมลงจะทำให้เกษตรกรนั้นประหยัดยาฆ่าแมลงต่าง ๆ และทำให้สามารถผลิต ข้าวออร์แกนิก (Organic) คือข้าวปลอดสารเคมีได้ ผมขอเรียนทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ทราบว่าข้าวที่ท่านบริโภคแทบจะไม่มีเมล็ดใดเลยที่ไม่ผ่านยาฆ่าแมลง เพราะถ้าไม่มียาฆ่าแมลง ก็ไม่มีข้าวหลงเหลือมาถึงให้ท่านรับประทาน และเมื่อสีข้าวมาเป็นเมล็ดแล้วก่อนแพ็ก (Pack) ถุง ผมมั่นใจว่าข้าวที่แพ็ก (Pack) ถุงขายปัจจุบันนี้ ยกเว้นข้าวออร์แกนิก (Organic) จะถูกรม ด้วยยาฆ่าแมลงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรากินกันโดยไม่รู้ตัว ตอนเที่ยงก็รับประทานมาแล้ว ข้าวคลุกสารป้องกันเกิดมอดและแมลงครับ แต่มีข้าวประเภทหนึ่งที่ไม่มีสารเหล่านี้ ยกตัวอย่างข้าวไรซ์เบอร์รีแพ็ก (Pack) ด้วยสุญญากาศ ประเภทนั้นไม่มียาที่อบเพื่อป้องกันมอด เพราะมอดโตไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสามารถลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ด้วยการวิจัย สายพันธุ์ที่โรคและแมลงไม่กินต้นข้าว ประการที่ ๓ พัฒนาสายพันธุ์ที่ปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อมได้ เช่นสายพันธุ์ที่หนีน้ำท่วมได้ เอาไว้ปลูกในเขตภาคกลางที่ฤดูน้ำและฝนมา พอฝนมาน้ำมาข้าวจะพุ่งขึ้นหนีน้ำได้ เรียกว่าน้ำท่วมก็ไม่ตาย จะทำให้ลดการสูญเสีย ของเกษตรกรอันเนื่องมาจากน้ำท่วม ประการที่ ๔ ข้าวที่มีลักษณะทนแล้งเมื่อปลูกแล้วฝนทิ้งช่วง ข้าวก็ไม่ตาย เกษตรกรก็ไม่ขาดทุน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ผมพูดนั้นสามารถมีเทคโนโลยีพัฒนาได้ และอีกประการหนึ่ง ข้าวที่ปลูกแล้วให้สารอาหารเป็นพิเศษ ผมยกตัวอย่าง เป็นผลงานวิจัย และพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับภาคเอกชน ทำการพัฒนาพันธุ์ข้าวชุดที่ ๑ เรียกว่าข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระในตัวเอง มีสารโอเมก้า ๓ (Omega 3) ในตัวเองโดยธรรมชาติ และมีธาตุเหล็กสูง มีโปรตีนสูงกว่าข้าวธรรมดา ๒-๓ เท่าตัว อันนี้เกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์ ราคาข้าวตอนนี้ที่เขาขายนะครับ ข้าวเปลือก ตันละประมาณ ๒๕,๐๐๐-๓๕,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องมีการประกันราคา อันนั้นเกิดจาก การวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ข้าวมาอีกตัวหนึ่ง ข้าวที่กินแล้วต้านเบาหวานได้ คือใครที่เป็นเบาหวานกินข้าวชนิดนี้แล้วน้ำตาลไม่ขึ้น ไม่ต้องกินยาลดเบาหวาน อันนี้ก็มีการพิสูจน์แล้ว สิ่งที่ผมพูดนี้พิสูจน์มาแล้วทั้งนั้น นี่คือตัวอย่างของการวิจัยและพัฒนา เพราะฉะนั้นการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จะทำให้ ช่วยเกษตรกรได้ทั้งในเรื่องของผลผลิต แล้วก็ลดต้นทุนในเรื่องปุ๋ย ลดต้นทุนในเรื่องยาฆ่าแมลง แล้วก็แก้ไขปัญหาวิกฤตทางธรรมชาติได้

ประเด็นที่ ๒ ผมจะขอนำเสนอก็คือความรู้ของเกษตรกรเกี่ยวกับข้าว ปัจจุบันนี้ เกษตรกรไม่มีความรู้เกี่ยวกับข้าว แต่ปลูกข้าวตามที่บรรพบุรุษเขาปลูกกันมา ตรงนี้เป็นสิ่งที่ อันตราย บางทีเกษตรกรก็ใช้ความรู้แบบผิด ๆ ยกตัวอย่าง เกษตรกรมีความรู้สึกว่าถ้าเผาซังข้าว ให้เป็นพื้นสีดำบนนาแล้วนั่นคือปุ๋ยของนา ก็เลยเผาทุ่งกันยกใหญ่ ที่จริงนั่นคือปุ๋ยอย่างดีเลย เมื่อเผาทุ่งไปหมดแล้วถึงเวลาดำนาข้าวก็ต้องซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศเข้ามา ท่านทราบไหมครับ ชาวนาไทยใช้ปุ๋ยแพงที่สุดติดอันดับโลก ผมเคยไปประเทศเกาหลีที่ขายปุ๋ยแบบคอมพาวน์ (Compound) ให้กับประเทศไทย คือปุ๋ย ๑ เม็ดนั้นมีทั้งเอ็นพีเค (NPK) เขาบอกว่าชาวนา ทั้งประเทศเกาหลีและประเทศฟิลิปปินส์เขาไม่ใช้แบบนี้ครับ ชาวนาเขาวิเคราะห์ว่าดิน ขาดปุ๋ยอันไหนแล้วก็ใส่เฉพาะชนิดนั้นไปตามส่วน แล้วถ้าจะใส่ ๓ สูตรพร้อมกันเอ็นพีเค (NPK) เขาใช้บัลก์เบลนด์ (Bulk Blend) ก็คือเอาเม็ดปุ๋ยมาผสมกัน ต้นทุนจะถูกครับ แต่ประเทศไทย ใช้ปุ๋ยพิเศษ เอาปุ๋ยที่เป็นชนิดเม็ดมาละลายน้ำก่อนทำให้เหลวเสร็จแล้วปั้นเป็นเม็ดเดียวกันใหม่ แล้วทำให้แห้งใหม่ ต้นทุนตรงนี้แพงมโหฬารเลยครับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกษตรกรไทย ชาวนาไทยขาดความรู้เลยต้องใช้ปุ๋ยแพง ในการหว่านปุ๋ยเหมือนกันครับ ชาวนาหว่านปุ๋ยในฤดูน้ำ น้ำสูงกว่าพื้นนาประมาณ ๒ ศอก ประมาณร่วม ๑ เมตรหรือครึ่งเมตร แล้วหว่านปุ๋ยไป ปุ๋ยก็ละลายน้ำหมดแล้วปุ๋ยก็ลงสู่ ลำคลอง สังเกตไหมครับ ฤดูแล้งปลาในลำคลองในแม่น้ำจะหงายท้องตายหมดหรือจะเป็นแผล เป็นเพราะปุ๋ยเหล่านั้นลงมาอยู่ในลำคลองในลำน้ำ แทนที่ชาวนาจะใส่ปุ๋ยเพื่อให้ข้าว เจริญเติบโตกลายเป็นใส่ปุ๋ยเพื่อเป็นสารอันตรายกับสัตว์น้ำแล้วคนก็บริโภค อีกส่วนหนึ่ง ในเรื่องของความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งผมจะกล่าวในเทคโนโลยี

ประเด็นที่ ๓ เราต้องทำอย่างไรให้เกษตรกรนั้นมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่การเตรียมดินหรือการเตรียมนา ไถอย่างไรถึงจะทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี ไถอย่างไร ถึงจะลดต้นทุนเทคโนโลยีการปลูก จะปลูกแบบนาหว่าน หรือปลูกแบบนาดำ ซึ่งข้าว แต่ละประเภทใช้ลักษณะไม่เหมือนกัน การดูแลรักษาก็ไม่เหมือนกันอีกครับ การเก็บเกี่ยว สำคัญมาก จะเก็บเกี่ยวเมื่อไร รัฐบาลในอดีตนั้นได้มีโครงการรับจำนำข้าวเป็นการส่งเสริมให้ เกษตรกรเกี่ยวข้าวในขณะที่ข้าวยังไม่สุกเต็มที่ ก็เลยได้แต่เปลือกข้าวก็คือข้าวลีบไป นั่นก็คือ การเก็บเกี่ยวไม่ได้เวลาที่เหมาะสม ต่อไปเกี่ยวกับการเก็บรักษา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนวดข้าว ข้าวความชื้นสูงเกษตรกรไม่รู้จักวิธีการ ทำอย่างไรที่จะทำให้ข้าวความชื้นต่ำและเก็บไว้ได้นาน เกษตรกรก็เอาข้าวเปียก ๆ ข้าวชื้น ๆ ส่งไปโรงรับจำนำข้าว ก็เลยทำให้ข้าวที่รับจำนำเน่าในที่สุด ตรงนี้เป็นปัญหาเพราะไม่ทำให้ข้าวแห้ง ราคาขายจะถูก พ่อค้าหรือโรงสีจะหักราคา และไม่ขายก็ไม่ได้เพราะข้าวความชื้นสูง แต่ถ้าข้าวความชื้นต่ำสามารถเก็บไว้ได้นานราคาดี ถึงจะขาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ กับเกษตรกร ใครล่ะครับมีหน้าที่ให้ ก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นหน่วยงานไหน ทำอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้

ประเด็นที่ ๔ เรื่องการตลาด อันนี้สำคัญมาก ประเทศไทยเราเคยส่งออกข้าว เป็นอันดับหนึ่งของโลก ประเทศไทยเราส่งออกข้าวมากที่สุดแต่ราคาถูกที่สุด แต่เกษตรกรไทย จนที่สุด ตรงนี้เป็นเพราะเรื่องการตลาด เมื่อการตลาดล้นตลาดเราก็ควรจะเปลี่ยนไปปลูกพืช อย่างอื่น ไม่ใช่ว่าล้นตลาดก็ยังปลูกเพราะยิ่งปลูกมากราคายิ่งต่ำ เราก็ปลูกน้อย ๆ ให้ราคาสูง ๆ ประการที่ ๒ การตลาดเราต้องวิเคราะห์ ให้เกษตรกรรู้ว่าถ้าปลูกข้าวได้ไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกรัม ขาดทุนแน่นอน ต้นทุนในการปลูกของเกษตรกรไร่ละประมาณ ๔,๕๐๐ บาท แต่ถ้าได้ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ขาดทุนอยู่แล้วก่อนลงมือปลูก ให้เขารู้ว่าเขาขาดทุนอยู่แล้วตั้งแต่ ลงมือปลูกจะปลูกทำไม อยู่เฉย ๆ ดีกว่า หรือไปปลูกพืชอื่นดีกว่า แต่ทุกวันนี้เกษตรกร ถึงฤดูตอนนี้เลยครับ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม วันแรกนาขวัญ หลังจากแรกนาขวัญก็จะไถนากัน ทุกคนไถนาหมดครับ แต่ไถนาแล้วรู้ว่าขาดทุนก็ยังไถ ตรงนี้เพราะเขาขาดความรู้ เพราะฉะนั้น เราต้องให้ความรู้เขา สิ่งที่สำคัญของการตลาดคือต้องมีการตลาดซื้อขายล่วงหน้า กำหนดเลยได้ไหมว่าประเทศไทยปีหน้าเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ราคาข้าวหอมมะลิ ความชื้นตามเกณฑ์ที่กำหนดราคาเท่าไรกำหนดไว้ล่วงหน้าเลย เกษตรกรจะลงมือปลูก รู้เลยว่ากำไรหรือขาดทุน ตรงนี้จะช่วยเกษตรกรได้ ถ้าภาครัฐกำหนดราคาซื้อขายล่วงหน้าไว้เลย เปลี่ยนจากจำนำข้าวเป็นรับซื้อขายล่วงหน้าแล้วกำไร ขาดทุน หน่วยงานหรือองค์กรนี้ รับผิดชอบเองตรงนี้จะไปรอด แต่ถ้าจะไปประกันราคาหรือไปรับจำนำ ทุกครั้งเลยผมสังเกต รัฐบาลหลายยุคที่ผ่านมา เวลาจะจำนำข้าว เขาจำนำตอนเกษตรกรขายข้าวหมดนาไปแล้ว ข้าวไปอยู่โรงสีแล้วเริ่มรับจำนำ คนได้ประโยชน์คือโรงสีไม่ใช่ชาวนา เพราะฉะนั้นตรงนี้ เขาเรียกว่าจะทำให้เกิดผลเสียกับชาวนามากกว่าประโยชน์ แต่ถ้าเราบอกว่าซื้อล่วงหน้าเสียเลย ตรงนี้จะช่วยได้และรัฐบาลไม่ต้องไปประกันราคาเป็นการซื้อล่วงหน้าแทน

ประเด็นที่ ๕ ผลิตข้าวคุณภาพ เช่นผลิตข้าวเพื่อสุขภาพและความงาม อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี ได้ราคา ๓-๔ เท่าตัวจากราคาข้าวปกติ ผลิตข้าวเพื่อสมุนไพร ทุกวันนี้ เราต้องโพซิชัน (Position) ข้าว หรือกำหนดว่าข้าวไม่ใช่ผลิตมาเพื่อเป็นอาหาร แต่ข้าวเพื่อเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย อีกอย่างหนึ่งครับ ข้าวไทยส่งออกราคามันต่ำไปแข่งกับประเทศรอบบ้าน เราเปลี่ยนไปปลูก ข้าวญี่ปุ่นได้ไหมครับ ขณะนี้ผมทราบว่ามีการปลูกข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทยจำนวนมาก แล้วราคาดีด้วย ไม่ต้องประกันราคาด้วย แล้วก็แย่งกันซื้อด้วย เราไม่ได้ส่งไปให้ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นอาจจะกีดกัน เราก็ส่งออกไปต่างประเทศที่เขากินข้าวญี่ปุ่นแทนก็ได้จะทำให้ แก้ไขปัญหาราคาข้าวไทยตกต่ำได้ และข้าวหอมมะลิของไทยท่านทราบไหมครับว่า คนสิงคโปร์ชอบข้าวหอมมะลิแถว ๆ ศรีสะเกษ คนจีนฮ่องกงชอบข้าวหอมมะลิแถว ๆ สุรินทร์ จะมีลักษณะพิเศษ เพราะฉะนั้นทำไมล่ะครับ การตลาดของเราต้องควบคุมเลยว่าต่อไปนี้ ข้าวหอมมะลิบอกเลยจากแหล่งไหน เหตุที่ต้องบอกอย่างนี้เพราะอะไร เพราะปัจจุบันนี้ ข้าวหอมมะลิไทยชื่อเสียงในตลาดโลกเสียหมดแล้ว เป็นเพราะเราบอกว่าเอาข้าวหอมมะลิมา แต่เอาข้าวหอมภาคกลางมาผสม ข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงหมดไปกลายเป็นข้าวหอมภาคกลาง เข้ามาแทน ข้าวหอมมะลิในภาคอีสานอาจจะได้ปลูกได้ไร่หนึ่งไม่ถึง ๑ ตัน แต่ข้าวหอม ภาคกลางอาจจะมากกว่า ๑ ตัน เพราะฉะนั้นคนก็เอามาผสมจะทำให้ข้าวเสีย ต่อไปนี้ ข้าวจะต้องมีถิ่นกำเนิดหรือบอกเลยว่าที่ไหนจะทำให้ข้าวนั้นได้ราคา และป้องกันข้าวหอม ในรอบบ้านเรามาปลอมปนเป็นข้าวหอมมะลิไทยแล้วทำให้ข้าวหอมมะลิไทยเสียหาย ตรงนี้สำคัญ ท่านทราบไหมว่าในช่วงที่มีการรับจำนำข้าว ในอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศรอบบ้านเรา ได้ส่งข้าวมาในประเทศไทยและทำให้ข้าวของประเทศไทยด้อยคุณภาพในตลาดโลก สิ่งที่เป็น ตัวพิสูจน์ว่าผมพูดจริงไหมขอให้ท่านเดินทางไปจังหวัดจันทบุรี ขณะนี้ยุ้งฉางข้าวยังอยู่ ในขณะที่แถวนั้นไม่มีทำนาเลยมาได้อย่างไร ตรงนี้ละครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องไม่ให้เกิดอีก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวทำลายคุณภาพข้าวไทย เป็นตัวทำลายชื่อเสียงข้าวไทย และเป็นตัวทำลาย ราคาข้าวไทยในตลาดโลกจนถึงทุกวันนี้ครับ

ประเด็นที่ ๖ เงินทุนและหนี้สินของชาวนาไทยไม่ค่อยมีสถาบันการเงินที่จะ ให้สินเชื่อเกษตรกรเพราะถือว่าเกษตรกรไม่มีเครดิต ตรงนี้เลยทำให้เกษตรกรกู้หนี้นอกระบบ ผมเป็นลูกชาวนาอยู่กับชาวนามา ผมเห็นคนรอบ ๆ บ้านผมเสียไร่เสียนาให้กับเจ้าหนี้ นอกระบบเป็นจำนวนมาก เจ้าหนี้นอกระบบเขาเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นอย่างนี้ครับ ร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน ร้อยละ ๒๐ ต่อเดือน ชาวนากะว่า ๔ เดือนเก็บข้าวได้ก็เสียไม่เท่าไร แต่ปรากฏว่า เพลี้ยลงไปข้าวหมด ที่เอาไปขายฝากไว้ ไปจำนองไว้ พอครบปีเขาก็ยึดไปเลยทำให้ คนที่ปล่อยหนี้นอกระบบรวยเป็นราชาที่ดินกัน แถว ๆ สมุทรปราการเยอะเลยเป็นเพราะตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ หนี้นอกระบบที่รัฐบาลกำลังแก้นั้น มีต้นเหตุจากตรงนี้ด้วย ชาวนาเป็นหนี้นอกระบบเยอะมาก เพราะฉะนั้นต้องแก้หนี้นอกระบบ ให้ชาวนาด้วย

ประเด็นสุดท้าย เราต้องช่วยกันรักษาชื่อเสียงของข้าวไทย และที่สำคัญ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและนักการเมืองทุกยุคทุกสมัยต้องไม่หารายได้บนหลังของชาวนา โครงการทุกโครงการที่ออกมาต้องเพื่อชาวนา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้กำหนดนโยบาย หรือของกลุ่มคนใดคนหนึ่ง ในอดีตที่ผ่านมาเท่าที่ผมสังเกตแทบจะไม่มีโครงการใดเลย ที่ส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ได้ประโยชน์ และท้ายที่สุดกรรมตกอยู่ที่ชาวนา เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เห็น บุญคุณของชาวนา ในขณะที่ชาวนาปลูกข้าวให้เรารับประทาน เรากลับซ้ำเติมชาวนา ด้วยการหาผลประโยชน์โดยอ้างชาวนา ขอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้แก้ไขเรื่องนี้เพื่อปลดแอก ของชาวนาจากความทุกข์ยากและจากการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขอบคุณครับ