นิกร ชี้ปัญหาชาวนาต้นน้ำต้องแก้ก่อนเพื่อเยียวยาทั้งระบบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

นิกร จำนง หารือปัญหาทุกข์ของชาวนาที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนน้ำและพื้นที่ทำนา พร้อมเสนอให้แก้ไขระบบการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาชลประทานและสนับสนุนเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

นายนิกร จำนง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ถ้าท่านสมาชิก จำได้ผมเป็นคนเรส (Raise) เรื่องนี้ขึ้นมาในที่ประชุมเอง บางช่วงที่ว่ามีการไปช่วยชาวนา ท่านจำได้ไหมว่าเอาเงินไปช่วยแล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าคิดกันแต่ปลายน้ำ ไม่คิดทั้งระบบ และสุดท้ายปีหน้าก็ว่ากันอีก ปีหน้าก็ว่าไม่จบ เราคุยกันว่าถ้าอย่างนั้นคิดทั้งระบบเลยก็แล้วกัน ก็เป็นหลักการสำคัญในการที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเรื่องนี้ ดังนั้นทุกข์ของชาวนาที่ว่าเป็นทุกข์ของแผ่นดินเป็นเรื่องจริง ดังนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเรื่องง่ายเราแก้กันจบไปแล้ว เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เราพยายามจะแก้ ไปตามสภาพแต่ว่าไม่จบสักที เพราะว่าก็เป็นเรื่องใหญ่นั่นละ ทีนี้ผมเรียนอย่างนี้ว่าคราวนี้ ที่ต่างจากเดิมที่เราทำ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเรามองปัญหาทีเดียว พอพิจารณาไป ก็เลยมาถึงจุดที่ท่านอาจารย์ดุสิตเพิ่งพูดจบไปเมื่อสักครู่ว่าเราต้องมาชี้ก่อนว่าเราจะแก้ปัญหา ชาวนาหรือข้าว คำนี้เป็นคำที่ใหญ่มาก เพราะว่าเราแก้ปัญหาเรื่องข้าว ข้าวราคาแพง ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราจะแก้ปัญหาข้าวที่มีการผลิตกันทั่วโลกขณะนี้ แล้วเราคุมราคาไม่ได้เลย ถามว่าเราจะแก้ได้ไหม แก้ไม่ได้ เราเคยยิ่งใหญ่มาก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆ ก็ผลิตข้าว จีนก็ผลิต อินเดียก็ผลิต เหลือฟิลิปปินส์ ที่เราขายก็ผลิต แม้แต่บรูไนยังผลิตเลย เพราะฉะนั้น ปัญหาจริง ๆ ขณะนี้ที่จะมีปัญหามาก ๆ ก็คือชาวนา ดังนั้นจะสังเกตว่าในรายงานฉบับนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องชาวนาจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือต้นน้ำ แก้ปัญหาชาวนาให้ได้ ทีนี้ พอเรามองปัญหาเรื่องชาวนาก็จะมาอยู่ที่เรื่องการผลิตเป็นต้นน้ำ อยู่ที่ไหนล่ะ อยู่ที่นา ปัญหาชาวนาไทยที่นาไม่มี เช่านา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทาน เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ แล้วแก้ปัญหาได้ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง สำหรับคนที่มีที่ดิน ประมาณ ๑๕ ไร่ ซึ่งที่ดินตรงนั้นได้รับการมอบหลังจากเรามีการเปลี่ยนไปจากศักดินา มอบที่ดินให้ชาวนาไปคนละ ๑๕ ไร่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ๑๕ ไร่ ๑๕ ไร่ก็ไปได้ แต่ตรงนี้ ยังมีปัญหาอยู่ ผมจะเรียนว่าตอนที่พระองค์ท่านพระราชทาน ผมจะพูดย้ำในเรื่องศาสตร์พระราชา นิดหนึ่งว่าตรงนี้เป็นเหมือนพระองค์ท่านเองทำเรื่องนี้ แล้วก็ไปรวบรวมที่สระบุรีได้ประมาณ ๑๐ กว่าไร่แล้วก็ทำเรื่องนี้ ๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ ถึงมาพระราชทาน ในการพระราชทานตรงนั้นมีการตรวจสอบแล้วยังชี้ประเด็นปัญหาพระองค์ท่านบันทึกไว้ ในปี ๒๕๓๗ ว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดคืออ่างเก็บน้ำหรือสระ ขนาดมีที่ดินตัวเองแล้วไปขุดมา ส่วนหนึ่งปลูกข้าวเพื่อตัวเองบริโภค เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา แล้วก็มีบ้านอยู่ มีปลูกพืชอย่างอื่น มีชีวิตอยู่ได้ แต่ทั้งหมดสำคัญอยู่ที่น้ำเป็นหลัก พระองค์ทรงคำนวณไว้เสร็จว่าน้ำได้รับปีละ ๑ ครั้ง ระเหยวันละ ๑ เซนติเมตรโดยเฉลี่ย และวันที่ฝนไม่ตกหมายความว่าในปีหนึ่ง น้ำแห้งไป ๓๐๐ วัน จะลดลงไป ๓ เมตร ละเอียดถึงขนาดนี้ แต่เวลาเราไปจับมาประเด็น ก็คือว่าไม่ใช่ทุกที่ แม้ว่าจะมีที่แล้วที่จะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ได้ เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นทางออก แล้วจะมาหาปัญหาที่ท่านชิดชัยได้พูดไว้ในที่ประชุม ดังนั้นน้ำจะเป็นสาระสำคัญ ชาวนา นาไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ที่มีมีปัญหาเรื่องน้ำอีก ทีนี้เรื่องน้ำ ผมจะเข้าไปเรื่องชลประทาน หรือเรื่องน้ำเสียเลย ผมเคยทำนโยบายเรื่องชลประทาน แล้วทุกคนจะบ่นกันมากว่าที่อีสาน ทำไมไม่ไปทำ ทำแต่ในภาคกลาง งบประมาณเราจะไปลงภาคกลางเป็นหลัก ที่อีสานทำไม่ได้ เพราะไม่มีแหล่งน้ำต้นทุน ความคิดที่จะเอาแม่น้ำโขงขึ้นมามันเป็นที่ราบสูง พอเป็นที่ราบสูง น้ำต้นทุนไม่มี พวกเราเคยคิดกันถึงขั้นว่าถ้าอย่างนั้นขุดสระ แต่พอขุดสระลึกลงไปมีเกลือ อยู่ข้างล่าง กลายเป็นน้ำเค็มขึ้นมาอีก แล้วน้ำที่อีสานจะระเหิดระเหยไปเป็นจำนวนมาก คือขุดลึกไม่ได้ไปเจอเกลือ พอขุดตื้นระเหิดหมดระเหยหมด เป็นปัญหาเรื่องน้ำทั้งนั้นที่เราผลิต สู้เวียดนามสู้ที่ไหนไม่ได้ ของเขา ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเขตชลประทาน ของเรามีแค่ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเขตชลประทาน ที่เหลือไม่มีน้ำ พอเราคิดค่าเฉลี่ยทั้งปี ที่อีสานปลูกข้าว ได้ปีละครั้งคำนวณต่อพื้นที่ที่ปลูก เราก็เลยผลิตได้ชนะแต่กัมพูชาอย่างเดียว เราผลิตสู้ใคร ไม่ได้เลย แล้วเราแก้ไม่ได้เพราะว่าเราไม่มีน้ำ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงชาวนาในเรื่องน้ำ วิธีการ ในการที่จะแก้ซึ่งเรามองว่าไม่ค่อยถูกต้อง อย่างสมมุติเรื่องการจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว ก็แล้วแต่ พื้นที่ภาคกลางระบบชลประทานเราลงทุนไปไม่รู้กี่ล้านล้านบาท ต้นทุนการผลิตข้าวในภาคกลาง เราก็พูดถึงปัญหาเรื่องชาวนาไม่ใช่เรื่องข้าว เพราะถ้าเรื่องข้าวเราจะจับอยู่แต่ว่าข้าวปลูก ที่ไหนบ้าง พื้นที่ภาคกลาง ต้นทุนของการปลูกข้าวปลูกได้ปีละ ๒ ครั้งครึ่ง ๓ ครั้งก็ปลูกได้ ดังนั้นต้นทุนต่ำมากเพราะรัฐจ่ายเงินค่าน้ำให้ เขามีน้ำ สมมุติว่าต้นทุนประกันที่ ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างไรก็กำไร ผลิตปีละ ๒ ครั้งครึ่งอย่างไรก็กำไร แต่อีสานผลิตได้ปีละครั้ง ให้เขาตันละ ๒๕,๐๐๐ บาทก็ไม่คุ้ม แต่เวลาเราคิด เวลาเราจ่ายช่วยชาวนาเท่ากันหมดไม่ได้มีการแยกพื้นที่ว่า ตรงนี้ชลประทาน ไม่มีชลประทาน ถ้าเรามองเรื่องข้าวเราจะมองตรงนี้ไม่เห็น แต่ถ้าเรา มองเรื่องชาวนา เศรษฐกิจของชาวนาเราจะมองตรงนี้เห็น ทีนี้ประเด็นก็คือว่ารายได้ขณะนี้ ถ้าเรามองในเชิงเศรษฐศาสตร์ของชาวนาที่ท่านอาจารย์ดุสิตได้เสนอขึ้นมา อยู่ไม่ได้ ลูกไปเรียนหนังสือ รายได้แค่นี้ ราคาคุมโดยตลาดโลกทั้งหมด แล้วมันจะต่ำลงเสมอ แล้วก็จะซื้อมอเตอร์ไซค์บ้าง กลายเป็นว่าเศรษฐกิจชาวนาอยู่ไม่ได้ พออยู่ไม่ได้ไปกู้ พอไปกู้เสร็จ ดอกเบี้ยนอกระบบบ้างอะไรบ้างรวมแล้วเจ๊งกับเจ๊ง นี่คือชาวนา ดังนั้นวิธีการแก้ของเราขณะนี้ ก็คือเราดูแลเรื่องชาวนา เรามองเรื่องข้าวเอาชาวนาเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ไม่ใช่ข้าวเป็นเซ็นเตอร์ (Center) เพราะข้าวไม่ว่าจะอย่างไรก็แค่สินค้าอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ดังนั้นก็เลยย้อนกลับไปสู่ เกษตรทฤษฎีใหม่ที่ว่าเป็นทางรอดได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าที่เหลือล่ะ ชาวนาที่เหลือ อีก ๓ ส่วน ส่วนเดียวเท่านั้นที่มีดิน เช่าที่ มีที่ไม่พอ มีที่นิดเดียว ขุดสระก็ไม่ได้ แล้วอยู่ใน แหล่งน้ำ ถ้าไม่มีน้ำทำเกษตรทฤษฎีใหม่ก็ไม่ได้ เราก็เลยเสนอว่าเป็นระบบสหกรณ์ ที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้นำเสนอขึ้นมาว่าระบบสหกรณ์เองจะช่วยได้มาก ผมอยากจะเรียนว่า สหกรณ์ของเราควรจะเป็นสหกรณ์ ที่ผมเองคงสำคัญผิดที่เสนอเรื่องศาสตร์พระราชาต่อท่านว่า ๑. ก็คือพระองค์ดูเรื่องน้ำ กิ่งต้นไม้ที่ผมเสนอ พอศึกษาลึกไปแล้วหุบกะพงก็คือว่าพระองค์ดู เรื่องปัญหาเกษตรกรก่อน หุบกะพงที่พระองค์ท่านไปทำที่ข้างล่างปรากฏว่าเป็นเรื่องการเอาสหกรณ์ แบบอิสราเอลมาทำ สหกรณ์ต่างหากเป็นสาระสำคัญ แล้วถึงไปเรื่องดิน ดังนั้นระบบสหกรณ์ ที่ท่านได้เสนอขึ้นมาแล้วเป็นทางออกสายเดียวถ้าเราจะแก้ปัญหาชาวนา เรื่องข้าวไปทำแปลงใหญ่ ไปอะไรก็ว่าไปนั่นว่าเรื่องข้าว แต่ถ้าแก้ปัญหาเรื่องชาวนา สหกรณ์เท่านั้นเป็นทางออกที่เหลือ สหกรณ์เราก็ผิดพลาดไปมาก สหกรณ์เรื่องเกี่ยวกับเรื่องการเงินอะไรพวกนี้ ตอนนี้กลับมา ที่เดิมแล้ว ขณะนี้หุบกะพงซึ่งเป็นแห่งแรกกรมส่งเสริมสหกรณ์กลับไปใหม่ แล้วไปเริ่มรื้อใหม่ ไปทำใหม่ ผมยกตัวอย่างว่าจะอยู่ได้อย่างไร ในคณะกรรมการคณะหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ เราเชิญสหกรณ์อเนกประสงค์ที่นางรองมา เป็นสหกรณ์แห่งเดียวมีสมาชิก ๕,๐๐๐ คน แล้วขณะนี้ราคาข้าวตกเขาประคองตัวเองได้ เขาผลิตข้าวไปขายเอง มีการจัดการเรื่องตลาดเอง เขามีปั๊มน้ำมันของเขาเอง ชาวนาซื้อน้ำมันจากสหกรณ์ แล้วก็เขามีตลาดที่แพ็ก (Pack) ไปขาย กรุงเทพฯ ก็ขาย นี่กำลังตัดสินใจว่าจะขายออกไปอย่างไร ราคาข้าวที่มีปัญหาขณะนี้ สหกรณ์นางรองประคองอยู่ได้แม้ว่าจะไม่ดีนักก็ยังมีเงินปันผลอยู่ ดังนั้นระบบสหกรณ์ เป็นอเนกประสงค์ไม่ใช่ว่าเป็นสหกรณ์เรื่องค้าข้าวอย่างเดียว ครบทุกอย่าง ซื้อปุ๋ยเขาก็ซื้อ ซื้อปุ๋ยมาจะได้ราคาถูก เวลาขายก็ขายได้ ตรงนี้คือกลางน้ำที่ใช้สหกรณ์ เพราะฉะนั้น ระบบสหกรณ์ต่อจากนี้จะเป็นทางออกซึ่งเราเขียนไว้แล้วในรายงานว่าจะมาช่วยชาวนาได้ ศาสตร์พระราชาที่สำคัญก็คือเรื่องสหกรณ์ ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องน้ำ ผมพูดไปแล้ว ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกิตติได้พูดเมื่อสักครู่ชัดเจนว่าเดิมเราทำก็คือน้ำ เมื่อไม่กี่ปีที่เรามี การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร อย่างชลประทานเป็นน้ำเพื่อการชลประทาน ดังนั้น จะมีอ่างเก็บน้ำสักเท่าไรหรือเขื่อนสักเท่าไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่คลองไส้ไก่ไปถึงที่นา ของเกษตรกรต่างหากที่จะสำคัญ ดังนั้นเวลาเรามีน้ำขึ้นมาต้องคิดเรื่องการจัดการว่ามีน้ำ แล้วเป็นอย่างไร ชาวนาจะปลูกข้าวได้มากขึ้นเท่าไร กรมประมงจะไปปล่อยปลาไหม เป็นครบทั้งองค์ ขณะนี้มีลักษณะของการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรทั้งระบบซึ่งดีขึ้น คือมีแหล่งน้ำแต่ไม่มีคลองไป ไม่ต้องมาพูดกันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เรื่องน้ำ ก็มีการปรับปรุงแก้ไข ในระบบตรงนี้ก็มีที่ท่านชิดชัยเสนอไว้เรื่องน้ำ บริหารจัดการน้ำ เพื่อการเกษตร ไม่ใช่น้ำคือน้ำ แต่น้ำเพื่อเกษตรกรได้อย่างไร สุดท้ายอยากจะเรียนว่า ระบบสหกรณ์ ผมมีอยู่ ๒ เรื่องที่เคยมีประสบการณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยเรียนแล้วปุ๋ยราคาขาย ๒๔,๐๐๐ บาท พอเราไปดูแล้วมีการล็อกเอาไว้ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้พูดว่าแล้วทำไม ข้าวแพงนัก ชาวนาขายได้ราคาต่ำมาก เวลาขายได้ราคาต่ำ เพราะระบบกลางน้ำ ปลายน้ำ เรามีปัญหา ขณะนี้กลางน้ำเราพูดถึงว่าระบบสหกรณ์จะมาช่วยระบบการตลาดแบบส่วนกลาง หมายถึงว่ามาช่วย และปลายน้ำเองเรามีการตรวจเช็ก (Check) ในรายงานนี้ว่าที่ไหน ควรจะเป็นอย่างไร ราคาเราจะปรับเรื่องข้าว ไปเน้นข้าวแยกชนิดมากขึ้น ไม่ใช่เป็นข้าวที่ว่า เราปลูกแล้วแพ้ประเทศเวียดนาม ปลูกแล้วแพ้เขาหมดรอบ ๆ ตรงนี้ เราต้องปลูกข้าวคุณภาพ มากขึ้น อย่างไรซ์เบอร์รีที่ท่านว่าก็ใช่ หนีขึ้นตลาดบนให้ได้ ถ้าเรายังอยู่ตลาดล่างขณะนี้มีปัญหา แต่รายละเอียดก็คือเช่นเราไปทำข้าวอินทรีย์ที่ภาคอีสาน เราแก้ปัญหาไม่มีน้ำ ปลูกข้าวปีละครั้ง คือข้าวอินทรีย์ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งดีที่สุดเราทำพื้นที่ไว้แล้ว แต่ประเด็นข้าวอินทรีย์ตรงนี้เอง ถามว่าได้ราคาเท่าไร ได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเองยังไม่คุ้มเพราะเขาปลูกข้าว ได้ครั้งเดียว สมมุติว่าเราเอาน้ำเข้าไปผมเชื่อว่าจะมาปลูกข้าวปทุมธานีหมด แล้วข้าวอินทรีย์ตรงนั้น ก็เสียหายไปเลย ดังนั้นจุดตรงนี้ที่ทางการตลาดลักษณะถ้าเราจะเข้าไปช่วยต้องเข้าไปช่วย เกษตรกรหรือชาวนาตรงนี้ให้ได้ราคามากขึ้นเขาจะได้อยู่ได้ ไม่ใช่ปลูกข้าวอินทรีย์แล้ว ขายไปแล้วยังอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็คือว่าเราต้องมาใช้หลักคิดเกี่ยวกับชาวนาในศาสตร์พระราชา ก็คือเอาเออร์ ลอส อีส เอาเออร์ เกน (Our loss is our gain) พระองค์ได้มีพระราชดำรัสว่า ในกรณีที่เราช่วยเรื่องการผลิตของชาวนาให้เขามีอาชีพได้อะไรได้เขาก็มีอาชีพ ถ้าเขาไม่มีอาชีพ ราคาตกรัฐก็ต้องจ่ายเงินให้เขาอยู่ดี ดังนั้นการไปช่วยตรงนี้ ไม่ว่าเรื่องน้ำ เรื่องการรวมกลุ่ม เรื่องสหกรณ์ ที่พระองค์ทรงมีพระราชทานว่าสหกรณ์ต้องเข้าไปช่วย ช่วยให้ได้เราก็ไม่ต้อง เสียเงินในการซับซิดี (Subsidy) หรือว่าช่วยเขาทีหลังอยู่ดี สิ่งที่เราเสียไปก็คือสิ่งที่เรา ได้กำไรกลับมา ดังนั้นผมสรุปว่ารายงานฉบับนี้เหมือนจะครบอยู่ แต่อย่างที่บอก เรากำลัง พูดถึงปัญหาแบบดึกดำบรรพ์ของประเทศเรา เราจะแก้ระยะเวลาของคณะกรรมาธิการ ที่ท่านประธานได้บอกแล้วว่าเรามีเวลากันแค่นี้ เรามีทางเลือกว่าเราจะเสนอหลักการให้ชัด แต่ลงรายละเอียดเราทำไม่ได้ เพียงแต่เดินให้ถูกทางก่อนก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นไปลงรายละเอียด แล้วเดินผิดทางก็เสียเวลากลับมาใหม่อยู่ดี ผมยืนยันว่าทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และโดยเอาชาวนาเป็นศูนย์กลางอย่างไรเราก็เชื่อว่าถูก นำเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ