อภิชาติ ชี้ปัญหาข้าวไทย ชูแนวปฏิรูปเกษตรกร-ระบบผลิต-โครงสร้างรัฐ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย หารือประเด็นความมั่นคงของภาคการเกษตร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมข้าวไทยที่เผชิญความท้าทายทั้งด้านผลผลิตต่ำ ความไม่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปอย่างเป็นระบบตั้งแต่การนำศาสตร์พระราชาและเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกฎหมาย ไปจนถึงการส่งเสริมชาวนารุ่นใหม่และพัฒนาเมืองข้าว เพื่อขับเคลื่อนการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนและเพิ่มคุณค่าให้เกษตรกรในระยะยาว

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน ผมได้รับมอบหมายจาก คณะอนุกรรมาธิการให้เป็นผู้มาชี้แจงในวันนี้ ผมจะขอเริ่มต้นด้วยสไลด์ (Slide)

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

แผ่นแรก ก็คือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรโครงการโคกกูแว จังหวัดนราธิวาส ปี ๒๕๓๖ โดยท่านได้ดำรัสไว้ตอนหนึ่งว่า ข้าวต้องปลูกเพราะอีก ๒๐ ปี ประชากรอาจจะ ๘๐ ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าว ไปเรื่อย ๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้จะต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก อันนี้จะย้ำถึงความสำคัญของข้าวซึ่งท่านคณิสสรได้รายงานไปแล้วว่ามีความสำคัญ ในหลายมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เพราะเป็นคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ผมจะเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ข้อเท็จจริงในปัจจุบันก่อน ดูในซีกของตัวชาวนา ครัวเรือนชาวนา หัวหน้าครอบครัวเฉลี่ย ๕๖ ปี แต่ว่าอันนี้เป็นการสำรวจในช่วง ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นต้องสูงกว่านี้ แล้ว ๓๓ เปอร์เซ็นต์ อายุมากกว่า ๖๐ ปี ก็เป็น สังคมคนชรา การศึกษา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เกินประถมศึกษา สมาชิกในครัวเรือนประมาณ ๔.๖ คน ถ้าคิดเป็นประชากรก็จะประมาณ ๖๗ ล้านคนภาคชาวนา รายได้สุทธิในภาคเกษตร ๑๑๓,๐๐๐ บาทเศษต่อปี ผมใช้สุทธิ แล้วก็เปรียบเทียบกับ นอกภาคเกษตร จะเห็นว่าใกล้เคียงกัน แสดงว่าครอบครัวชาวนานั้นจะต้องมีรายได้ นอกภาคเกษตรอยู่ด้วย ส่วนรายจ่ายก็มีทั้ง ๒ ส่วน คือภาคเกษตรแล้วก็นอกภาคเกษตร มีหนี้สิน เนื้อที่ถือครองซึ่งเป็นตัวบอกอันหนึ่งว่าจะพออยู่พอกินหรือไม่ เฉลี่ยเกษตรกรไม่ใช่ มีที่นาอย่างเดียวที่ปลูกข้าว จะมีที่อย่างอื่นด้วย แต่เป็นที่ทำนาอยู่เพียง ๑๘ ล้านไร่ ท่านคงจินตนาการได้ว่าถ้า ๑ ไร่ได้กำไร ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท แล้วเส้นยากจน ๒,๕๐๐ บาท ต่อเดือน ทำนากี่ไร่ถึงจะพอทั้งครอบครัวคงคำนวณได้ไม่ยาก

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้าว ผลผลิตต่อไร่ของไทยถ้าเทียบกับ ทั้งโลกค่อนข้างต่ำแม้แต่เทียบในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ผมจะอธิบายเหตุผลว่าทำไมเราต่ำ ในสไลด์ (Slide) ถัดไป เรื่องการใช้ประโยชน์จากข้าวก็จะมีส่วนใหญ่ ๆ ๒ ส่วนคือในประเทศ ซึ่งจะรวมทั้งบริโภคแล้วก็อุตสาหกรรมกับส่งออก ส่วนใหญ่ในประเทศมีมากกว่านิดหนึ่ง แต่โดยคร่าว ๆ ก็อยู่ประมาณ ๑๐ กับ ๖๐ การส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นข้าวขาว รองลงไป ก็จะเป็นข้าวประเภทข้าวหอม ข้าวหอมมะลิ แล้วก็ข้าวนึ่ง ประเทศที่เป็นลูกค้าเราก็จะอยู่สไลด์ (Slide) ทางขวามือ เป็นทางแอฟริกา เป็นจีน จริง ๆ แล้วประมาณ ๑๐๐ กว่าประเทศซึ่งเป็น ลูกค้าของเรา สำหรับแนวโน้มข้าวไทย แนวโน้มการค้าโลก ประชากรที่ท่านประธานสถิตย์ ได้พูดแล้วว่าประชากรของโลก ปี ๒๕๙๓ จะเป็นประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านคนจาก ๗,๐๐๐ ล้านคน ส่วนหนึ่งก็คือประมาณ ๘๐๐ ล้านคนยังอดอยาก แล้วพวกนี้ส่วนใหญ่ก็บริโภคข้าวเพราะอยู่ใน เอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) แม้เพอร์ คาปิตา คอนซัมป์ชัน (Per Capita Consumption) ต่อหัวจะลดลง แต่ระยะยาวความจำเป็นก็ยังต้องมีเพิ่มขึ้นโดยสัดส่วน อย่างไรก็ตาม จำนวนข้าวเราก็ส่งออกโดยภาพรวม แนวโน้มท่านคงเห็นเส้น ๒ เส้น เส้นข้างบนก็คือเส้นทั้งโลก เส้นที่ ๒ ของไทยขึ้นด้วยกัน แต่ห่างขึ้นก็คือสัดส่วนของเราน้อยลง แสดงว่ามีคู่แข่งมากขึ้น ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรต่าง ๆ ล่าสุด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การวิจัย พัฒนา เราพัฒนาจากพันธุ์พื้นเมืองบ้าง ผสมข้ามพันธุ์บ้างได้ ๑๐๐ กว่าสายพันธุ์ แล้วก็มีงานถ่ายทอดเทคโนโลยี ทุกวันนี้ก็มีการตั้งศูนย์เรียนรู้ ในระดับอำเภอ ศูนย์ข้าวชุมชนในกลุ่มชาวนา ช่วยเหลือการประกันภัยธรรมชาติ โดยสนับสนุนเบี้ยประกัน มีโครงการชะลอการขายหรือจำนำยุ้งฉาง ช่วยเหลือภัยธรรมชาติ หรือช่วยเป็นตัวเงิน แล้วก็ใช้นโยบายทำเกษตรแปลงใหญ่

สำหรับประเด็นท้าทายข้าวไทย ประเด็นแรก ที่จะกล่าวถึงก็คือ ความเชื่อมโยงการค้าข้าวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งอันนี้หลายท่านอาจจะ ยังไม่เข้าใจว่าเชื่อมโยงตรงไหน ไม่ได้ไปเผาพลังงานอะไรทั้งสิ้น การปลูกข้าวในนาน้ำขัง จะเป็นแหล่งกำเนิดของแก๊สมีเทนซึ่งเป็น ๑ ในแก๊สเรือนกระจก อันนี้ก็มีความพยายามจะตั้ง มาตรฐานขึ้นมาเพื่อกีดกัน ดังนี้เป็นต้น อาจจะยังไม่มาไว ๆ นี้ แต่ก็ต้องมีการเตรียมพร้อม แล้วอีกอันหนึ่งควบคู่กับเรื่องของการผลิตก็คือการค้า เขตการค้าเสรีเกิดขึ้นมากมาย ภาษี ลดลง อย่างไรก็ตามก็เป็นทั้งเชิงบวก แต่ขณะเดียวกันเชิงลบก็คือมีมาตรการกีดกัน ที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้น เรื่องมาตรฐาน เรื่องสุขอนามัย เรื่องสิ่งแวดล้อม ความชอบของ ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป จากที่บริโภคสินค้าธรรมดา ก็มองหาสินค้าที่มีความปลอดภัย มีคุณค่า ทางโภชนาการ รวมทั้งการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วหลายประเทศที่เขานำเข้าอยู่ทุกวันนี้ เขามีความมุ่งมั่นที่จะผลิตให้เพียงพอเพื่อความมั่นคงในประเทศ อันนี้ก็จะทำให้ความต้องการ ระหว่างประเทศลดลง นโยบายรัฐบาลก็เกี่ยวข้องที่จะต้องคำนึงว่าต้องสอดคล้องกัน นโยบายบางอย่างอาจจะทำให้เสียไปถึงเรื่องของคุณภาพการผลิต เป็นต้น ทีนี้ประเด็นปัญหา จากข้อเท็จจริงทั้งหมดก็สรุปได้ ๓-๔ ประเด็น เรื่องแรก ก็คือชาวนามีความเสี่ยงสูง ซึ่งท่านคณิสสรได้พูดไปแล้วเรื่องเสี่ยงภัยธรรมชาติ เสี่ยงเรื่องราคา แล้วก็ความเข้าไม่ถึงข้อมูลเทคโนโลยี ข้อมูลการตลาด เสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง เข้าไม่ถึง ห่วงโซ่อุปทานโดยตรง ผ่านหลายขั้นตอน ซัปพลายเชน (Supply Chain) ยาว ขาดการออม เพื่อประกันรายได้เมื่อเทียบกับอาชีพอื่น องค์กรชาวนาผมขออนุญาตเริ่มตรงนี้เลย ทุกครั้ง ที่ผมพูดหมายถึงสหกรณ์ด้วยนะครับ แต่ไม่ใช่เฉพาะสหกรณ์ หมายถึงพวกกลุ่มเกษตรกร ทำนา ศูนย์ข้าวชุมชน หลายรูปแบบ องค์กรเองเฉพาะชื่อสมาคมชาวนาก็มี ๔-๕ สมาคม ยังไม่เป็นเอกภาพ ขาดการบริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องทำธุรกิจเดินได้น้อยมาก ในส่วนของ องค์กรภาครัฐได้กล่าวไปแล้วว่าเรื่องข้าวก็มีอยู่หลายหน่วยงานแล้วก็ยังไม่ครบวงจร โดยเฉพาะกรมการข้าวที่ตั้งขึ้นมาปี ๒๕๔๙ ก็ยังขาดความพร้อมอยู่หลาย ๆ ด้าน การตรวจสอบรับรองก็ทำได้ช้า เรามุ่งไปที่การพัฒนาคุณภาพแต่ต้องมีผู้รับรอง อันนี้ก็ยัง ไม่พร้อมเท่าไร งานวิจัยการแปรเป็นผลิตภัณฑ์ การวิจัยเพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ของตลาดโลก เรื่องของการบูรณาการงานระบบสารสนเทศ เป็นต้น อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องอุปทานส่วนเกิน โดยเฉลี่ยที่ผ่านมาก็ไม่ได้เกินมากนัก แต่เป็นปัญหาสะสมมา ช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ที่เราจำนำแล้วข้าวเหลืออยู่มาก อันนี้ยังระบายไม่หมด เพราะฉะนั้น ถ้าระบายหมดไปแล้วเรื่องเกินก็คงจะไม่มาก ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตันเศษน่าจะจัดการได้ ส่วนผลผลิตต่อไร่ต่ำที่ผมได้ฝากไว้ว่ายังไม่พูดถึง ขอเน้นนิดหนึ่งว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของเรา อยู่นอกเขตชลประทานก็คือน้ำไม่เพียงพอ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ดั้งเดิม แม้แต่เราได้พัฒนา ให้บริสุทธิ์ขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่มีข้อจำกัดด้านพันธุกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น ตรงนี้ก็จะต้องพัฒนาต่อไป แต่ว่าความได้เปรียบก็คือมีราคาสูง มีคุณค่า และเนื้อที่ส่วนใหญ่ อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งก็มีน้ำชลประทานในภาคนี้เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้กรอบแนวคิด ท่านคณิสสรก็ได้พูดไปแล้ว ผมสรุปว่าวิสัยทัศน์เราเน้นเรื่องของชาวนา เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราต้องเจาะไปที่ชาวนา คือชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบ อาชีพได้อย่างยั่งยืน มั่นคง ดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แนวคิดก็คือ โดยทั่ว ๆ ไปถ้าอาชีพอื่นเขาจะมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง แต่อาชีพทำนาตรงข้ามครับ คือความเสี่ยงสูงแล้วก็ผลตอบแทนต่ำ เราจะทำอย่างไรให้นำไปสู่ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทน คุ้มค่า อันนี้ก็จะอยู่ในวงจรอุปทาน ซัปพลายเชน (Supply Chain) ก็คือ ๔ ด้านที่เรียนแล้ว คือ เรื่ององค์กรชาวนา เรื่องการผลิต เรื่องภาครัฐ แล้วก็เรื่องตลาด ซึ่งจะประกอบด้วย มาตรการเทคโนโลยีทั้งด้านดิจิทัล ทั้งด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) มาตรการ ทางการเงิน การคลัง พวกอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ทั้งหลาย โครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็เรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการเช่าที่ดินหรือที่กำลังดำเนินการอยู่คือวิสาหกิจ เพื่อสังคมก็คือสังคมของชาวนา หลักการและเหตุผล ก็คือข้าวเป็นพืชที่สำคัญ อันนี้พูดแล้ว ไทยส่งออกเป็นที่ ๑ ที่ ๒ แต่ชาวนาไทยยากจนต้องเผชิญกับราคาข้าวแปรปรวน ได้รับส่วนแบ่ง ยังไม่เป็นธรรม มีคนพูดอยู่เสมอว่าข้าวสารแพง ข้าวเปลือกถูก ที่ผ่านมามียุทธศาสตร์ อยู่หลายฉบับแต่ขาดการขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพราะความไม่พร้อมด้วย มาตรการส่วนใหญ่ ดำเนินการปลายน้ำก็คือรับจำนำ ส่วนต้นน้ำก็ได้รับดูแลบ้างแต่ว่ายังไม่มากนัก กระบวนทัศน์ อันนี้ต้องมีการเปลี่ยน อันแรก ก็คือข้าวต้องอยู่คู่กับคนไทย ซึ่งเป็นสไลด์ (Slide) แผ่นแรกที่ผม ได้นำเสนอแล้ว พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เราต้อง เน้นการผลิตเพื่อส่งออกโดยข้าวคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ ๑ ของโลก อันนี้ ผมคิดว่าเราไม่ควรตั้งทาร์เก็ต (Target) ไว้เป็นที่ ๑ ถ้าเป็นก็เป็นผลพลอยได้ เป็นอาชีพ ที่คนรุ่นใหม่สนใจจะเข้ามาทำนา ชาวนาต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกันเช่นเดียวกับ อาชีพอื่น ต้องมีส่วนแบ่งที่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทาน ต้องปรับองค์กรให้มีความพร้อมแล้วก็ ต้องจัดในรูปแบบคลัสเตอร์ (Cluster) ประเด็นหลัก ๆ ก็จะเป็น ๔ ประเด็น ผมจะเข้าสู่ รายละเอียดเลยนะครับ อันนี้ท่านคณิสสรได้นำเสนอแล้ว ผมจะลึกกว่าที่ท่านคณิสสร พูดนิดหนึ่งแต่ว่ากรอบอันเดียวกัน

เรื่องแรก เรื่องของการปฏิรูปชาวนาและองค์กรชาวนา วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงให้กับชาวนา อันแรกที่สุดก็คือน้อมนำ ศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งมีข้าวอยู่ในนั้นด้วย เกษตรธรรมชาติ ปรับมาตรการในแผนพัฒนา แหล่งน้ำ เพื่อเน้นให้ความสำคัญกับน้ำในชุมชน เรื่องของระบบประกันความเสี่ยง ต้องมี ทางเลือกให้มากขึ้น มีมาตรการจูงใจ ทุกวันนี้มีแต่ยังไม่มีทางเลือกมากนัก เรื่องของการออม แห่งชาติ ให้เป็นการออมตามฤดูกาล แล้วก็มีกรณีพิเศษให้กับชาวนา เรื่องถัดไป ก็คือสร้าง ความเข้มแข็งองค์กรชาวนา ที่ผมเรียนแล้วก็มีสหกรณ์ด้วย สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) สร้างเวทีเครือข่าย อันนี้ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมาสร้างด้วย หรือเป็นคอนเวนชันนัล (Conventional) ก็ได้ วิทยุ ทีวี (TV) เหมือนกับ จส. ๑๐๐ อย่างนี้เป็นต้น ให้ชาวนาเขาได้ ติดต่อประสานงานทั้งระหว่างเขาเอง กับระหว่างชาวนากับภาครัฐ เร่งรัด พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ถ่ายทอด โดยเฉพาะเน้นเรื่องของการถ่ายทอดการประกอบธุรกิจ เรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินชาวนา อันนี้รัฐบาลก็ได้เริ่มทำ แต่เราอยากเห็นว่ามีความเป็น ระบบ คือแทนที่จะเป็นเฉพาะกิจมีปัญหาทีหนึ่งก็มาแก้ไขทีหนึ่ง เรื่องทะเบียน ผู้ที่มีหนี้สิน เป็นลักษณะคล้าย ๆ เครดิตบูโร (Credit Bureau) เรื่องขยายเวลา ช่วงทำนาล่ม ๑ ปี ต้องใช้เวลา ๓ ปี อันนี้ต้องขยายเวลา การปรับโครงสร้างหนี้เป็นรายบุคคล เรื่องจัดตั้งธนาคารที่ดิน อันนี้ อยู่ในระบบอยู่แล้ว เรื่องของชาวนารุ่นใหม่ จะต้องทำเป็นธุรกิจได้สตาร์ตอัป (Start Up) หรือสร้างชาวนามืออาชีพ เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนด้วย แล้วก็กฎหมาย โดยมุ่งไปที่ชาวนาอาจจะต้องมีแชร์ความเสี่ยง ก็คือแชร์ครอปปิง (Share Cropping) แทนที่จะฟิกซ์ (Fix) แล้วก็ให้ชาวนาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ โดยเจ้าของที่ดินลงทุนเหมือนกับ ระบบแบ่งปันผลผลิต เช่น กรีดยาง เป็นต้น ทีนี้เรื่องของระบบการผลิต ก็คือการเพิ่มผลิตภาพ หรือโพรดักทิวิตี (Productivity) แล้วก็เพิ่มมูลค่าเหมือนกับจัดโซนนิง (Zoning) อันนี้เราก็มี แผนที่ที่เหมาะสม แล้วก็ระบบนาแปลงใหญ่ แต่ใหญ่ในที่นี้ก็คือให้ได้ความเหมาะสม ในเชิงเศรษฐกิจ มีอำนาจต่อรอง คุ้มกับการลงทุน แล้วก็ปลูกพืชในช่วงที่คาบเกี่ยวไม่ควรจะ ต่อเนื่องกันไป ซึ่งจะเป็นแหล่งของโรคแมลงระบาดแล้วการบริหารจัดการน้ำก็ลำบาก สร้างแนวร่วมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์คือหัวใจในการเพิ่มผลผลิต เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ภาครัฐคงไม่สามารถจะไปสนับสนุนให้ได้เพียงพอ เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกษตรกรผลิต ให้ภาคเอกชนผลิต สหกรณ์ผลิต แล้วรัฐเป็นผู้ดูแลเรื่องคุณภาพ เรื่องระบบการตรวจรับรอง มาตรฐานจะมีหลายอย่าง มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) โรงสี มาตรฐานสินค้า เกษตรอินทรีย์ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ทุกวันนี้ทำง่าย มีคิวอาร์โค้ด (QR Code) ถ่ายลงไปก็รู้แล้วว่าข้าวกล่องนี้ชาวนาคนไหนผลิต อันนี้ก็จะสร้างมูลค่าได้ด้วย มีการออกใบรับรอง กลไกการขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องจักร อันนี้ก็มีปัญหา ในฤดูข้าวชุก เครื่องมือก็ไม่ทัน เตรียมดินไม่ทันบ้าง หรือเก็บเกี่ยวไม่ทันข้าวก็เสื่อมคุณภาพ แล้วข้าวอันหนึ่ง ที่ต้องพูดกันมาก ก็คือเรื่องข้าวที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ข้าวที่มี ไกลซีมิกอินเดกซ์ (Glycemic Index) ต่ำ ก็คือกินแล้วไม่อ้วน หรือไปทำพวกเครื่องสำอาง หรือทำเป็นออร์แกนิก (Organic) ก็จดทะเบียนเป็นข้าวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่ง พ.ร.บ. อันนี้ ก็มีอยู่แล้วที่กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการอยู่ อย่างเช่น เราจะมีข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นต้น เรื่องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ต้องเริ่มที่กระบวนการวิจัย การ ถ่ายทอด แล้วก็มีมาตรการจูงใจให้ลงทุน ในส่วนของการตลาด อันนี้เน้นการเพิ่มมาร์เกตติง แชนแนล (Marketing Channel) เพิ่มช่องทางการตลาดแล้วก็ให้มีส่วนแบ่งที่รับเป็นธรรม อันแรก ก็คือศึกษาข้าวตลาดในอนาคตในเชิงลึกเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ คือเราต้องไปดู ดีมานด์ (Demand) ในต่างประเทศ แล้วเขาต้องการอะไรก็มา ถ้ายังไม่มีก็ต้องมาวิจัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เราต้องศึกษากฎ ระเบียบการค้าเขามีข้อกีดกัน อะไรบ้าง รสนิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร มาวางแผนการผลิตระยะยาว ส่วนตลาดในประเทศ เรื่องของตลาดนี้จำเป็นจะต้องให้เกษตรกรได้รับรู้ ผู้บริโภคได้รับรู้ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แล้วตลาดใหม่ที่นำเสนออันนี้คือตลาดกลางข้าวสาร เมื่อก่อนเรามีตลาดข้าวเปลือก เนื่องจากโครงสร้างของการผลิต การเก็บเกี่ยวเปลี่ยนไป ข้าวที่เกี่ยวมีความชื้นสูง อาจจะต้องไปเข้าระบบใหญ่เขา เพราะฉะนั้นการที่จะไปขายที่ตลาดกลางอาจจะไม่สะดวกนัก อันนี้ก็เลยส่งเสริมตลาดกลางข้าวสาร ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ฟาร์มเมอร์มาร์เกต (Farmer Market) ตลาดเกษตรกร ทุกวันก็จะเห็นในชุมชน ในท้องถิ่นเขาก็จะมี อันนี้เราเน้นให้ชาวนาขายตรงเลย คือเป็นตลาด ที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกวันนี้ก็แพ็ก (Pack) ได้อยู่แล้ว เครื่องสุญญากาศเอามาวางขายในท้องถิ่น อาจจะเป็นชาวนาหรือองค์กรชาวนามาขาย พัฒนาตลาดขายตรง เช่นระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรืออะไรพวกนี้ เรื่องสร้างตลาดดิจิทัลในหลายรูปแบบ แล้วก็เรื่องของ ความเป็นธรรม กำกับดูแล เครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ตลอด แล้วก็เรื่อง ของเครือข่ายความร่วมมือ ทุกวันนี้เราจะมีเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร มีตั้งแต่ผู้รวบรวม ในท้องถิ่น เข้าโรงสี ไปหยง เราจะมีโมเดล (Model) ใหม่ไหม อย่างเช่น เรเวนิวแชริง (Revenue Sharing) เหมือนระบบ ๗๐ ต่อ ๓๐ อ้อย จอยต์เวนเจอร์ (Joint Venture) ระหว่างผู้ผลิตกับ ผู้ส่งออก โรงสี หรือเป็นระบบวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นต้น อันนี้ไปหาทางเลือกที่เหมาะสม โดยการศึกษา แล้วก็กลไกภาครัฐ อันสุดท้ายที่ท่านคณิสสรได้พูดไปแล้วก็คือ นบข. ชื่อย่อ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ชื่อนี้จะเปลี่ยนไปทุกรัฐบาลเปลี่ยนมา มี กขช. บ้าง กนข. บ้าง แต่ที่สำคัญก็คือผ่านมาทำแต่เรื่องสั้น ๆ คือเรื่องรับจำนำ ท่านคณิสสรได้พูด แล้วว่าเราต้องมองระยะยาว แล้วสมาชิกหรือกรรมการนั้นน่าจะประกอบด้วยทุกภาคส่วน ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภาครัฐ องค์กรชาวนาไม่ค่อยได้เข้าถึง สอดส่องดูแลด้วย ที่เอารัดเอาเปรียบในการค้าข้าว

เรื่องที่ ๒ คือปรับโครงสร้างและภารกิจของกรมการข้าว ที่เรียนแล้วว่า ตั้งใหม่แต่ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไร เรื่องสถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติ เรามุ่งหวังอยากให้ เทียบเท่ากับวิจัยข้าวสากลด้วยซ้ำไปคืออีรี (IRRI) อินเตอร์เนชันนัล ไรซ์ รีเสิร์ช อินสทิทิวต์ (International Rice Research Institute) ที่มะนิลา จะมีทั้งเบสิกไซเอนซ์ (Basic Science) หรือว่าแอปพลายไซเอนซ์ (Applied Science) รวมทั้งเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ที่ทำงานเรื่อง พัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นศูนย์ฝึกอบรม แล้วก็อาจจะเป็นไซเอนซ์พาร์ก (Science Park) ในเรื่อง ของข้าว แล้วเรื่องจังหวัด เนื่องจากข้าวเป็นส่วนใหญ่ในหลายจังหวัด เราอาจจะเริ่มให้มีจังหวัด ที่ดูแลเรื่องข้าวออกมาจากกรมการข้าว เรื่องของถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชาวนา องค์กรชาวนา เฝ้าระวังโรคระบาด ตรวจสอบรับรองมาตรฐาน ติดตามควบคุมเรื่องเมล็ดพันธุ์ แล้วก็เรื่องของ ตลาดเฉพาะท้องถิ่นที่ได้งานวิจัยออกมาแต่ยังไม่มีตลาดเริ่มต้น ส่วนกลไกอีกอันหนึ่งก็น่าจะ เป็นความร่วมมือจากองค์กรท้องถิ่น เพิ่มบทบาท จริง ๆ แล้วทุกวันนี้เช่น อบต. ก็จะ พยายามเข้ามาช่วยดูแลอยู่ ก็ติดขัดในข้อกฎหมาย ระเบียบที่ไม่สามารถไปใช้เงินสนับสนุน องค์กรชาวนาได้ เป็นต้น นอกนั้นก็คือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดูแลเกษตรกรของเขา ต้องมีทำเนียบชาวนาในพื้นที่ จัดเก็บข้อมูลราคาในท้องถิ่น สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น แล้วสถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาคก็อาจจะช่วยสนับสนุนการวิจัย รวมทั้งถ่ายทอดร่วมกัน กับทางส่วนราชการ กรมการข้าว แล้วก็หน่วยงานอื่น แล้วที่สุดท้ายก็คือเนื่องจากสภาแห่งนี้ ก็ได้มีมติไปแล้วใน ๒ เรื่อง จะสอดคล้องกับที่เราเสนอก็คือโครงการนำร่องเมืองข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ แล้วก็เรื่องจัดการข้าวโดยระบบสหกรณ์ ต่อไปมาตรการ เราก็จะแยก ในแต่ละเรื่อง วิธีการปฏิรูป อันไหนถือว่าเป็นมาตรการปกติแต่จะต้องเร่งรัด มีหน่วยงานไหน รับผิดชอบบ้าง ผมคงไม่ไปหมด แต่ว่าสุดท้ายจะมีเรื่องของแหล่งน้ำ เรื่องมาตรการ โครงสร้างพื้นฐาน เรื่องระบบประกันความเสี่ยง ก็คือมาตรการการเงิน การคลัง แล้วก็ เรื่องกองทุนเงินออม เรื่องสร้างชาวนาให้เข้มแข็ง จะมีเทคโนโลยีด้วยโดยเฉพาะดิจิทัล ซึ่งจะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาร่วมด้วย รวมทั้งกิจการโทรทัศน์ โทรคมนาคม องค์กรชาวนา ให้ประกอบธุรกิจได้ เรื่องของวิสาหกิจชุมชน เรื่องของการออม เรื่องของยัง สมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) เรื่องของกฎหมาย ทั้งหมดก็คงจะ อยู่ในเอกสารแล้ว ผมก็จะข้ามไปเพื่อไม่ให้เสียเวลา ค่อนข้างจะมากแต่ว่าทุกอันจะมีแมตช์ (Match) ว่าเป็นมาตรการอะไร แล้วหน่วยงานไหนรับผิดชอบ อันนี้ทางคณะทำงาน ก็ได้กำหนดไว้แล้ว ต่อไปกำหนดเวลาการปฏิรูป ระยะแรก เราดำเนินการแล้วก็คือ จัดทำรายงาน ระยะที่ ๒ ก็ส่งมอบให้รัฐบาลทำการปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ รวมทั้ง นโยบายที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้นำนโยบายไปปฏิบัติ บรรจุให้เป็นแผนงานปกติของรัฐบาล เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้าวได้อย่างทันที แล้วผมเน้นคำว่า เป็นระบบ อย่างที่เรียนแล้ว ที่มาของงบประมาณส่วนใหญ่ก็น่าจะภายใต้งบประมาณปกติได้ ยกเว้น บางเรื่องที่อาจจะต้องมาปรับปรุงกันใหม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะมี กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ คนละนิดคนละหน่อย ผมขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ