เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือปัญหาความยากจนของชาวนายาวนานเกือบ 30 ปี ที่เกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งน้ำไม่พอเพียง ราคาข้าวตกต่ำ หนี้สิน และการขาดนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางอนาคตการผลิตข้าวของประเทศ เน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดการข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งมีการผูกขาดและผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกร จึงเสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวแบบเป็นระบบ ผลักดันชุมชนเป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหา ร่วมกับการจัดการน้ำขนาดเล็กตามแนวทางศาสตร์พระราชา และการพัฒนาโรงเรียนชาวนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสนอแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อเร่งดำเนินการแทนการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นต้องออกตัวนะครับว่าผมเอง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว ได้อ่านรายงานของท่านแล้วถือว่าดีมาก ๆ เนื่องจากเรื่องข้าว เป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศชาติและต่อประชาชนทั้งหมด ยังจำได้ว่าตอนสมัยที่เรียนหนังสือ อยู่ในช่วงของปิดเทอมก็ดี หรือในช่วงที่มีเวลาสะดวกก็ดี ผมเองก็มักจะไปอยู่กับชาวนา ไปอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไปเรียนรู้วิถีชีวิตของทั้งชาวนาชาวไร่ ได้รับรู้ถึงความทุกข์ ความลำบากที่เขาเป็นอยู่ ซึ่งในสมัยนั้นก็ได้มองถึงปัญหาต่าง ๆ เท่าที่ประมวลแล้วก็จำได้ ในสมัยตอนเรียนหนังสืออยู่พบว่าปัญหาชาวนามี ๔-๕ อย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนั้น ก็คือ ๑. เรื่องแหล่งน้ำต้องพึ่งพาธรรมชาติ ปีไหนฝนแล้งหรือไม่มีน้ำทำนาก็จะลำบาก ๒. ในเรื่องของข้าว ผลผลิตข้าวที่ขายได้ก็ราคาต่ำ ถูกกดราคาจากหลาย ๆ ที่ ผลิตมาแล้ว ก็ไม่สามารถได้เงินอย่างที่คาดหวังไว้ ๓. ก็คือเรื่องไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ต้องเช่านา ในหลายจังหวัด ในหลายพื้นที่ต้องเสียเงินค่าเช่านาเป็นอัตราที่สูงมากซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะชดใช้ อย่างไร ถ้าไม่เช่าก็ไม่สามารถทำนาได้ ๔. ที่ได้พบเห็นคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนี้สินจากนอกระบบซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นชัดในการเสียดอกเบี้ยราคาแพงต่าง ๆ แล้วสุดท้ายคือ การซื้อขายข้าวมักจะผ่านโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง จริง ๆ ในสมัยที่เรียนหนังสือแล้วไปศึกษา ปัญหาชาวนาก็เป็นลักษณะนี้ มาถึง ณ วันนี้ผมคิดว่าปัญหานี้ก็ยังดำรงอยู่ ถ้าคิดระยะเวลาแล้ว ก็ประมาณเกือบ ๓๐ ปีไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดถึงว่าชาวนายากจนหรืออะไรต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พ้นจากวิสัยที่คิดไว้ เพราะจริง ๆ แล้วปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาต้นเหตุ ที่ทำให้เขาต้องยากจนยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร จากการดูสถิติที่ท่านกรรมาธิการ ได้ยกตัวอย่างมาถือว่าเป็นสถิติที่ดีมาก ก็สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราต้องมา คิดเรื่องนี้หรือทำเรื่องนี้ขึ้นอย่างจริงจัง เท่าที่ดูสถิติทั้งหมดมีปัจจัยลบบางส่วนในเรื่องนี้ ซึ่งจะส่งผลถึงอนาคตอย่างมากถ้าเราไม่ได้แก้ไขกันอย่างทันท่วงที อันแรก ก็คือเรื่องของ อายุชาวนา เกณฑ์ที่ท่านพูดมาถึงแม้ว่าปี ๒๕๐๐ เป็นข้อมูล ๔-๕ ปีที่แล้ว แต่จริง ๆ ปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างกว่านี้ ชาวนาส่วนใหญ่ก็อายุมาก แสดงว่าคนที่เป็นเยาวชน วัยรุ่น หรือระดับทำงานในระยะหลังไม่ค่อยจะทำนาเท่าไร อันนี้ เป็นข้อมูลที่เราทราบกันดีอยู่ อันที่ ๒ คือการผลิตยังเป็นแบบเดิม ๆ เราไปพบเห็นชาวนา เมื่อสัก ๓๐ ปีที่แล้ว กลับไปดูชาวนา ณ ขณะนี้หลายพื้นที่ผมว่ายังมีการผลิตแบบเดิม ๆ ไม่ได้มีการพัฒนาที่มากขึ้น อันที่ ๓ พื้นที่ผลิตส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน เมื่อสักครู่ กรรมาธิการก็ได้พูดมาแล้ว อันที่ ๔ พอเราไปเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ น่าคิดมาก ผลผลิตต่อไร่ของเราต่ำกว่าหลาย ๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศในอาเซียน (ASEAN) ก็ตามแต่ อันที่ ๕ ต้นทุนการผลิตเราก็ยังสูงอยู่ถ้าเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ ตัวเลขที่ท่าน สะท้อนมาเป็นตัวเลขที่ดีมากซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของชาวไร่ชาวนามากเหมือนกันว่า ในอนาคตถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยน พร้อมทั้งปัจจัยที่ยังคงอยู่เมื่อสัก ๓๐ ปีที่แล้ว ๒ ปัจจัยนี้บวกกันจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่ออนาคตชาวนาและอนาคตข้าวของประเทศไทย สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าคิดที่ได้ฟังจากท่านกรรมาธิการพูดมา ที่เราสดับตรับฟังอยู่แล้วก็ดีคือทิศทางในเรื่องข้าว หรือในเรื่องชาวนายังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ว่าตกลงจะไปทางไหนกันแน่ เราต้องการเป็นประเทศที่ผลิตข้าวที่ ๑ ของโลกในการส่งออก หรือเราต้องการผลิตข้าวอย่างเต็มที่ หรือต้องการจะลดการผลิตข้าวเพราะล้นเกิน เราจะไป ทางไหนแน่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถกำหนดได้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเมื่อทิศทาง ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปอย่างไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหนก็เกิดผลด้านการผลิต เพราะฉะนั้น ก็ปล่อยตามธรรมชาติ ปีใดที่ฝนฟ้าดีถูกกระตุ้นจากรัฐบาลให้มีการปลูกมาก ๆ เพื่อจะได้ราคาดี ก็ปลูกกันเต็มที่ แต่ถ้าปีใดที่ฝนฟ้าแล้งขึ้นมาก็พยายามจำกัด ปีไหนข้าวผลิตมากก็พยายามลด ทุกปีเรามักจะได้ยินถึงเรื่องการเพิ่มผลผลิตกับพยายามลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง นาปี เราได้ยินปัญหาแบบนี้ที่วนเวียนไปตลอด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ทำให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ที่เราไม่ได้มี อย่างชัดเจนว่าจะไปทางไหนเกิดขึ้นในขณะที่ชาวนาก็ยังไม่เห็นอนาคตของตัวเองว่าจะไป ทางไหนอีก แต่เนื่องจากพื้นฐานของประเทศไทยในด้านสภาพภูมิอากาศก็ดี ฝนฟ้าก็ดี เอื้ออำนวยให้การผลิตข้าวหรือว่ารากฐานที่ผ่านมาก็สามารถไปได้ในแต่ละปี ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า ปัญหาเรื่องข้าวของเราจะขึ้นกับนโยบายรัฐบาลเป็นยุค ๆ มากกว่า ยุคนั้นจะเอาแบบนี้ ยุคนี้จะเอาแบบนั้น ทำให้ชาวนาต้องหันเหทิศทางกันไปมากพอสมควร ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำให้มีความชัดเจน มีข้อเท็จจริงอยู่ ๒ ประการที่ผมคิดว่า เราจะแก้ปัญหาในเรื่องของชาวนาอย่างไรบ้าง เราอาจจะต้องมีการคิดถึงตรงนี้อย่างมาก
ประการแรก ก็คือถ้าเราพูดถึงภาวะของการปลูกข้าวไปจนถึงการขายข้าว ที่ตลาดโลก ผมคิดว่าหลายท่านคงทราบดีว่ามีความผกผันถึงความแตกต่างในเรื่องราคากันมาก ข้าวที่ชาวนาผลิตได้และขายราคาค่อนข้างต่ำ แต่ข้าวที่เราไปขายต่างประเทศจะราคาค่อนข้างสูง หรือราคาที่ดี ส่วนต่างตรงนี้เป็นระบบของการจัดการข้าวซึ่งสมควรจะมีการปรับปรุง แก้ไขหรือไม่ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าต่ำก็ควรจะต่ำทั้งหมด ขณะที่คนปลูกยากจน แต่คนที่ค้าหรือส่งออกร่ำรวย ความผิดปกติตรงนี้หมายถึงว่าระบบของการจัดการข้าว มีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง แก้ไข เรามีการผูกขาดหรือไม่ การผูกขาดเหล่านั้นควรจะมี การลดทอนอย่างไรบ้างที่เอาผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการค้าไปเอื้อประโยชน์ให้กับชาวนา ชาวไร่ ซึ่งเขาเป็นผู้ปลูกแล้วก็ยากจนอยู่ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่ผมอยากให้เราได้มีการศึกษาเรื่องนี้ กันอย่างจริงจังว่าเราจะปรับปรุงอย่างไร
ประการที่ ๒ ต้องเข้าใจว่าวิถีชาวนาเป็นวิถีของคอนเซอร์เวทิฟ (Conservative) เขาอยู่ เขากินกับรากฐาน วิถีคิดของชาวนาเป็นวิถีคิดแบบอนุรักษ์ อยู่กับที่ดิน อยู่กับการผลิต แบบดั้งเดิม การจะเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นการที่ฝ่ายราชการพยายาม จะบอกว่าชาวนาต้องปลูกหลาย ๆ อย่าง ต้องเปลี่ยนนั่นต้องเปลี่ยนนี่ ไปขัดกับวิถีชีวิต ที่เขาเคยทำมาตั้งแต่ขั้นบรรพบุรุษซึ่งไม่สามารถไปแก้ไขได้โดยวิธีไปพูดทางเทคนิคอย่างเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะว่าเป็นเรื่องของวิถีชีวิตในการดำเนินการ จากประมวลปัญหา ทั้งหมด ผมขออนุญาตที่จะเสนอเป็นแนวทางซึ่งก็คงไม่ได้ต่างจากที่ท่านมีการศึกษาอยู่แล้ว ผมคิดว่าหลายท่านเป็นผู้ชำนาญการเรื่องนี้แล้วมีความชำนาญอย่างมาก ผมเองอาจจะมี ข้อหยิบยกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการนำเสนอ
ข้อเสนอแรก ผมคิดว่าเรื่องข้าวน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มี ความชัดเจนขึ้นมา ไม่ใช่เป็นปัญหาที่ขึ้นกับรัฐบาลหาเสียงกันในแต่ละยุค ยุคนี้ต้องการ นโยบายแบบนี้ ยุคนี้ต้องการนโยบายแบบนั้น และส่วนใหญ่เป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งสิ้น ไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่เสนอปัญหาข้าวอย่างเป็นระบบ รวมทั้งปัญหาของชาวนาด้วย เพราะฉะนั้นความจำเป็นของการวางยุทธศาสตร์ในเรื่องข้าว จะเป็นแผน ๒๐ ปี หรือ ๑๐ ปี เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง จริง ๆ คนภายนอกอาจจะมองเห็นว่าแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ที่รัฐบาลพยายามเสนอเป็นเรื่องที่ไร้สาระ หรือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่จริง ๆ ผมว่าบางเรื่อง ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาข้าว หรือปัญหาชาวนาที่เราจำเป็นต้องปรับปรุง เพราะจริง ๆ ถ้าเราย้อนกลับไปอย่างที่ผมเรียน ให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ ๓๐ ปีที่แล้วชาวนาก็ยังมีปัญหาแบบนี้ ถ้าเรายังไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ อนาคตของประเทศใน ๒๐ ปีข้างหน้าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเรากำลังละทิ้งในสิ่งที่เป็น จุดเด่นของบ้านเราอย่างจริงจัง และผมคิดว่าความจำเป็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าว หรือยุทธศาสตร์ที่แก้ปัญหาชาวนาใน ๒๐ ปี จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง
ข้อเสนอที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ คือสิ่งที่ได้เสนอไปแล้วผมคิดว่า หลายเรื่องเรามีข้อเสนอดี ๆ เยอะแยะมาก การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมเรายังขาด และตรงนี้ เป็นสิ่งที่ขาดมากในระบบราชการไทย จากรายงานของคณะกรรมาธิการอันนี้ทำให้เราได้คิดว่า จริง ๆ แล้วฝ่ายราชการเองยังไม่มีกระบวนการจัดการที่เป็นระบบในปัญหาข้าว หรือปัญหาชาวนา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เท่าที่ดูในเอกสารนี้และผมก็เห็นตามนั้น จริง ๆ ข้าวเป็นรายได้หลัก ของประเทศ และเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตากันมาตลอดของประเทศเรา แต่เราไม่สามารถ มีระบบการจัดการได้อย่างเป็นระบบ เท่ากับว่าวิธีการทำงานตรงนี้เราปล่อยให้เป็นไป ตามวิถีทางธรรมชาติไป ซึ่งผมคิดว่ากระบวนการขับเคลื่อนอยากให้เป็นรูปธรรม ผมอยากให้ คณะกรรมาธิการเสนอว่าอะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่รัฐบาลสามารถทำได้ควรดำเนินการ ในปี ๒๕๖๐ เลย ซึ่งผมว่าเรามีข้อเสนอที่ชัดเจนไปแล้ว ถ้าเราทำข้อเสนอนี้ให้สำเร็จได้ การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมก็จะสำคัญ
ข้อเสนอที่ ๓ เป็นเรื่องที่หลายครั้งผมได้มีการพูดไปแล้ว จริง ๆ รากฐาน ของปัญหาชาวนาก็คือปัญหาในหมู่บ้าน ชุมชน ความอ่อนแอของชุมชนคือความอ่อนแอ ของชาวนา เป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น การแก้ไขปัญหาของเราที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาจากรัฐ ที่มีนโยบายส่วนกลางเข้าไปในพื้นที่ แต่ว่าในพื้นที่ไม่มีการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เราเป็นฝ่ายให้ พื้นที่เป็นฝ่ายรับ เรื่องของการจัดการน้ำก็ดี เรื่องของการปรับปรุงที่ดินก็ดี เรื่องของ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการต่อรองของอำนาจชาวนาก็ดี ของสหกรณ์ก็ดี ของการจัดเรื่องผลผลิตก็ดี เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทั้งสิ้น ถ้าเอาบริบท ที่เป็นตัวตั้งเหล่านี้มารวมอยู่ภายใต้ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นแกนกลางเราจะเห็นตรงนี้ มีผลสำเร็จอย่างมาก ซึ่งผมอยากเห็นการเสนอแบบนี้ของคณะกรรมาธิการไปที่รัฐบาลว่า ถ้าเราใช้ชุมชนเป็นตัวตั้งแล้วเอาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจมาก เรื่องการจัดการแหล่งน้ำ ขนาดเล็กตามศาสตร์พระราชา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของการปลูกข้าวยังเป็นพื้นที่เขตนอกชลประทานอยู่ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ ผมคิดว่าตรงนี้จะทำให้เราเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ข้อเสนอที่ ๔ ผมคิดว่าสำคัญมากคือการจัดโซนนิง (Zoning) อันนี้ผมเห็นด้วย ว่าเราจะจัดโซนนิง (Zoning) อย่างไร พื้นที่ใดควรจะปลูกตรงไหน การขับเคลื่อนอย่างไรบ้าง ผมสนับสนุนอย่างยิ่ง การมีโรงเรียนชาวนาที่ท่านเสนอมาให้เป็นรูปธรรม ผมเรียนว่าการปรับ วิธีคิดของชาวนาเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ใช่เป็นกระบวนการที่เราเข้าไป แนะนำได้ เป็นเรื่องของความเคยชินของวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ กระบวนการขับเคลื่อนชุมชน ในรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้เราจะเปลี่ยนวิธีคิดของชาวนาได้ยากมาก ผมคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ได้จะเป็นประโยชน์ และสิ่งสำคัญมากที่สุดคือการมีตัวอย่างเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ที่ทำได้จริง จริง ๆ แล้ววิถีชีวิตของคน ชาวนา หรือที่ทำงานโดยส่วนใหญ่ เราไปพูดในตำราบางทีเขาไม่รู้เรื่องหรอก แต่ถ้าให้เขาไปเห็นของจริงเขาจะเห็นตัวแบบ การที่ทำให้ของจริงเหล่านี้กระจายไปทั่วประเทศเป็นศูนย์เรียนรู้และให้เขาไปเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน จัดกระบวนการขับเคลื่อนทางความคิดเสียใหม่ ผมคิดว่าการปรับของชาวนา จะเป็นไปได้มากเลย ผมขออนุญาตนำเสนอความเห็นในเรื่องข้าวเท่านี้ครับ