สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ประกอบด้วย ๑. ท่านไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการ ๒. ท่านจารุวรรณ เฮงตระกูล ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการ ๓. ท่านภาคภูมิ รุจิขจรเดช คณะทํางานว่าด้วยการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติในคณะกรรมาธิการ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านประธานและขอบพระคุณวิป (Whip) ที่กรุณาให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอรายงาน เรื่อง การจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่าเรื่องนี้หรือร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ได้เคยผ่าน สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ก็มีความคิดเห็นเพิ่มเติมมา ในชั้นหลังจากเข้าสภาแล้วก็ไปปรับปรุงและส่งไปที่รัฐบาล เมื่อผ่านสภาไปวันที่ ๒๓ อยากกราบเรียนว่าวันที่ ๒๖ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการ ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือว่า ท่านได้ออกรายการคืนความสุขให้คนในชาติในวันที่ ๒๖ ว่าเป็นนโยบายของ คสช. และรัฐบาล ที่จะให้มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ประการที่ ๒ ในวันเดียวกันนั้นท่านได้กรุณามีบัญชา ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทําหนังสือแจ้งมายัง สปช. ในครั้งนั้น หลังจากนั้นใน ๑ สัปดาห์ คือวันที่ ๓๐ มิถุนายน คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นคณะหนึ่งซึ่งขณะนี้กําลังดําเนินการ ขอประทานอนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายที่จะนําเสนอสภาในวันนี้เป็นเพียงกลไกและกระบวนการในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่สารัตถะของยุทธศาสตร์ชาติ และร่างนี้เป็นร่างเบื้องต้นแม้จะผ่านการพิจารณามาแล้ว ขั้นตอนหนึ่ง แต่ความเห็นของท่านสมาชิก สปท. ก็จะมีคุณค่าอย่างยิ่งที่จะให้คณะกรรมาธิการ รับไปดูให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ตระหนักดีว่าร่างนี้เป็นร่างเบื้องต้น ที่จะต้องมีการปรับปรุงโดยรับคําแนะนําจากท่านทั้งหลายไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ้าหากผ่านสภาแล้วจะส่งให้ทางรัฐบาลรับไปดําเนินการต่อ จะไม่รบกวนเวลาทางสภามากนัก จะขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ตามเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) จริง ๆ เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ทําไว้ยาวพอสมควร ๓๐ กว่าหน้า เมื่อวานนี้ก็เลยเรียกเจ้าหน้าที่มาว่า ให้ปรับลดน้อยลงสักประมาณ ๒๐ หน้า เจ้าหน้าที่ห้องโสตทัศนูปกรณ์ช่วยกรุณาด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เบื้องต้นก็เป็น หัวข้อการจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ต่อไปครับ รูปนี้ท่านคุ้นแน่ ๆ รูปต่อไปรูปเครื่องบิน ท่านเห็นแล้วท่านก็ร้องอ๋อ ที่เห็นเรื่องนี้ทํามา ตั้งแต่สมัย สปช. โดยคณะกรรมาธิการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล แล้วผมก็มาปรับปรุงเพิ่มเติม ที่ชัดเจนก็คือยุทธศาสตร์ชาติเป็นแผนการบิน นักบินคือนักการเมือง ฉะนั้นนักบิน จะมีความสําคัญ ขณะเดียวกันผู้ช่วยนักบินก็คือข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ที่จะช่วยกันนําประเทศ เครื่องบินลํานี้เปรียบเสมือนประเทศไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ อยากเห็นประเทศชาติเป็นอย่างไร และในขณะเดียวกันก็จะเป็นหางเสือเพื่อให้ไปถึง จุดเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ กระผมขออนุญาตไปถึงเรื่องสภาพปัญหา ทุกท่านทราบอยู่ว่าในสถานะปัจจุบันของประเทศเรามีปัญหาในเรื่องของการพัฒนาประเทศ อยู่หลากหลายประการ

ประการที่สําคัญประการหนึ่งก็คือความต่อเนื่องในการพัฒนา เมื่อรัฐบาลหนึ่งมา รัฐบาลก็ต้องพยายามทําดีที่สุดสําหรับในช่วงเวลาที่ท่านเหล่านั้นบริหารประเทศ แต่เมื่อ เปลี่ยนรัฐบาลนโยบายเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับการสานต่อให้ทําก็จะเปลี่ยนนโยบายไป เราก็ทําไม่ถึงไหนสักที นั่นเป็นประเด็นสําคัญที่เราคิดว่าเราน่าจะต้องมาช่วยกันพิจารณา ให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ

ประการที่ ๒ ประเทศไทยเรามีแผนพัฒนาอยู่มาก สภาพัฒน์ก็ทําแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงพลังงานก็ทําแผนพัฒนาพลังงาน มีอยู่ ๒ แผนด้วยซ้ํา ถ้าผมจําไม่ผิด ๒๐ ปี กระทรวงศึกษาธิการก็มีแผน ๑๕ ปี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีแผนของตัวเอง สภาพัฒน์ก็พยายาม จะรวบรวมแผนอยู่นะครับ แต่ว่าอํานาจตามกฎหมายของสภาพัฒน์ยังไม่ครอบคลุมหมด ทุกมิติสําคัญในการบริหารพัฒนาประเทศ ฉะนั้นเราก็มามองดูว่าถ้าอย่างนั้นเราคงจะต้อง ช่วยกันทําอะไรสักอย่างหนึ่งในฐานะที่เราอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราจะปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร เราจะปฏิรูปการบริหารประเทศได้อย่างไร แต่การบริหาร เหล่านี้ การปฏิรูปเหล่านี้ชัดเจนนะครับ จะต้องสอบถามความเห็นของประชาชน ให้ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง เรื่องนี้ในร่างเดิมก็เขียนไว้ตรงนี้ชัดเจน และเป็นที่น่ายินดีว่าร่างรัฐธรรมนูญ ก็เขียนตรงนี้ไว้เช่นกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนจะทําให้ต่อไปการกําหนดอนาคต ของประเทศไม่ใช่จะเพียงเน้นหน่วยงานของรัฐอย่างที่ผ่านมา ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วม ในการกําหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น ประชาชนก็มีส่วนในการกําหนดอนาคตของประเทศ ยิ่งขึ้น มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาในอดีต

อีกประการหนึ่งนะครับ ในปัจจุบันหรือผ่านมาในอดีต การจัดสรรงบประมาณ กระทําแบบแยกส่วนเป็นรายกระทรวง ยังไม่เป็นกลุ่มภารกิจเท่าที่ควร ส่วนราชการกับรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่ได้ทําร่วมกัน อย่างน้อยไม่ได้ดูด้วยกัน เงินงบประมาณกับเงินนอกงบประมาณ เงินนอก งบประมาณก็อีกมหาศาล ระบบการกลั่นกรองก็อีกระบบ ก็แตกต่างกัน ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ น่าจะต้องพิจารณาถึง

หรืออีกประเด็นหนึ่งนะครับ ถ้าจากการสํารวจของกระทรวงการต่างประเทศ ปรากฏว่าประเทศกําลังพัฒนาทั่วโลกมีแผนยุทธศาสตร์แล้ว ๖๐ กว่าประเทศ ประเทศทางภาคใต้ ของเรามีมานาน ประเทศไปทางทิศตะวันตกของเรากําลังทํา ถ้าเราไม่ทําจะเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นกระผมก็ถือโอกาสนี้มากราบเรียนท่านว่านี่คือเหตุสําคัญที่เราจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาติถ้าจะให้มีผลบังคับใช้นั้นมีความจําเป็นต้องเป็นกฎหมาย ถ้าเป็นเพียง มติคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ในนี้ทุกท่านทราบอยู่ว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาล ต่อไปจะเปลี่ยนมติคณะรัฐมนตรีนั้นเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นเราต้องสร้างความต่อเนื่อง

แต่ข้อสําคัญอีกประการหนึ่งนะครับ คือยุทธศาสตร์ชาติต้องเป็นเพียงกรอบ กรอบแม่บท ไม่ใช่กําหนดว่ารัฐบาลต่อไปคุณต้องทําอย่างนี้ ๆ ไม่ใช่ครับ เป็นกรอบ กรอบในการพัฒนาประเทศ กรอบในการเป็นแนวทางกําหนดทิศทางของประเทศว่า ทิศทางเราจะไปอย่างไหน ไปทางไหน

และประการสําคัญที่สุดครับ เรามุ่งหวังให้ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน และผมเชื่อว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ไม่อยากเห็นประเทศมั่นคง ไม่อยากเห็น ประชาชนมั่งคั่ง ฉะนั้นก็กราบเรียนว่าแนวคิดตรงนี้เป็นแนวคิดที่ชัดเจนของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ตอกย้ําเพิ่มเติมว่า ความคิดเห็นของท่านที่จะเพิ่มเติมมาสู่เรานั้นเรายินดีรับฟังทุกประการ นั่นก็คือในเรื่องของ สภาพปัญหา

ทีนี้ประเด็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูป อยากจะกราบเรียนว่าในระดับประเทศ และภาครัฐถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ท่านจะกรุณาพิจารณา แนะนํา และสามารถผ่านสภาไปได้ และทางฝ่ายรัฐบาลรับไปดําเนินการต่อ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ท่านคงทราบอยู่แล้ว ถ้าผ่านจาก สปท. ต้องไปที่รัฐบาล รัฐบาลก็จะได้พิจารณาถามส่วนราชการต่าง ๆ ส่งไปที่ สคก. หรือสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา วันนี้ก็มีผู้แทนทางกฤษฎีกา มาด้วยซึ่งร่วมอยู่ในคณะทํางาน พิจารณาตรวจสอบอีกทีแล้วก็จะได้ส่งเข้า สนช. กราบเรียน เพิ่มเติมด้วยว่าเราได้มีการประชุมร่วมกับ สนช. คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ๒ ครั้ง เราได้มีการสัมมนามาแล้ว ๒ ครั้ง รับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการ ของมหาวิทยาลัย ของนักการเมืองอาวุโสบางท่าน รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ทําไมถึงเอานักเรียน นักศึกษามาครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคน เห็นตรงกันว่านักเรียน นักศึกษาเป็นอนาคตของประเทศ ฉะนั้นต้องให้เขามาร่วมรับรู้ และมีนักเรียนอยู่คนสองคนที่อภิปรายดีมาก ผมไม่เชื่อเลยว่าเด็กนักเรียนขนาด ม. ๖ สามารถอภิปรายได้ถึงขนาดนั้น นี่เป็นความชื่นชมที่มองเห็นว่าอนาคตของประเทศเรายังมี ถ้าสมมุติว่าเราจัดการศึกษาให้ดีและให้โอกาสแก่คนทุกส่วนให้ดีเราจะพัฒนาไปอีกเยอะ ฉะนั้นระดับประเทศจะมีแผนแม่บท ทิศทางที่ชัดเจน มีเป้าหมายของประเทศระยะยาว ระดับรัฐบาลมีความต่อเนื่องของนโยบายเพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ควบคู่ กับนโยบายในช่วงอายุของรัฐบาลนั้น เราไม่ได้ละเลยนโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามา ช่วยกันบริหารประเทศ ฉะนั้นระยะยาวกําหนดเอาไว้ และรัฐบาลที่จะเข้ามาทําก็มีความสําคัญ ฉะนั้นเราตระหนักดีนะครับ

ต่อไประดับกระทรวง มีการบูรณาการแผนพัฒนา ได้รับงบประมาณตามลําดับ ความสําคัญของแต่ละช่วงเวลา ทุกท่านคงทราบอยู่นะครับ แต่ละกระทรวง รัฐมนตรี เมื่อเข้ามาแล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องพยายามผลักดันงบประมาณให้ได้ แต่ถ้าสมมุติว่า เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ มีคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์จะมาช่วยกันดู มาช่วยกัน จัดลําดับความสําคัญ แล้วก็บูรณาการเข้าด้วยกันว่าในช่วงเวลานั้นมิติใดที่จําเป็นจะต้อง ได้รับการส่งเสริม เราจะต้องพยายามจัดสรรงบประมาณเพื่อให้แผนงานนั้นลุล่วง นี่คือ เป็นแนวคิดที่พยายามจะทํานะครับ

ระดับกรมและกลุ่มจังหวัด มีการบริหารแผนงาน โครงการให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติทั้งงบประมาณ เชิงภารกิจ และเชิงพื้นที่ เราเน้นทั้งเชิงภารกิจและเชิงพื้นที่ ไม่ใช่เชิงภารกิจอย่างเดียว และกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินก็พยายามที่จะทําการบริหารส่วนราชการเชิงพื้นที่อยู่นะครับ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการจัดสรรงบประมาณตามความจําเป็น ส่วนประชาชนและเอกชนทราบแนวทางนโยบายของรัฐ ทําให้ทราบแนวโน้มการส่งเสริม และทิศทางในอนาคตของรัฐ มีส่วนร่วมกําหนดนโยบายของประเทศเพื่อผลประโยชน์ ในระยะยาว แทนที่จะพิจารณาเฉพาะหน้าเท่านั้น มีความหวังสําหรับอนาคตของตนเอง และอนุชนรุ่นหลัง

สําหรับวิธีการศึกษา ผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ว่าคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่ง ไม่สามารถตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มได้เพราะว่าครบไปแล้ว ๓ คณะก็ตั้งเป็นคณะทํางาน มีทั้ง สปท. อดีต สปช. นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หอการค้า แล้วก็ นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกรรมการจากแบงก์ชาติ แล้วสําคัญอีก ๔ หน่วยที่เพิ่มเข้ามาในครั้งนี้ก็คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือผู้แทน สภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็มีผู้อํานวยการ สํานักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นต้น

ทีนี้มาถึงหลักการในการทํา กําหนดเป้าหมายในระยะยาวและการพิจารณา ทบทวนทุก ๕ ปี คือตรงนี้บางท่านอาจจะเข้าใจไปว่ายุทธศาสตร์ชาติยาว ๒๐ ปีและแก้อะไร ไม่ได้เลย บังคับไปเลย ๒๐ ปี ไม่ใช่นะครับ ๒๐ ปีจริงวางระยะยาวว่าเราจะไปตรงไหน และทุก ๕ ปีจะต้องมีการพิจารณาทบทวนเพื่อให้สอดรับกับแผนพัฒนาที่จะเกิดขึ้น ในแต่ละช่วง ๕ ปี และเป็นแนวทางสําหรับแผนพัฒนาในแต่ละแผนจะรับช่วงไปดําเนินการต่อ นอกจากนั้นยุทธศาสตร์ชาตินี้อาจจะแก้ได้ ปรับได้ เมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อเป้าประสงค์หลัก ของยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีนัยสําคัญ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่จําเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลใหม่มาถึงบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ เหตุการณ์ สภาวการณ์ของโลกไม่ใช่เป็นอย่างนี้ แล้วต้องเปลี่ยน ต้องแก้ ร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดช่องไว้ครับ สร้างกลไกและกระบวนการ ในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของประชาชน และสะท้อน ความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง กราบเรียนตรงนี้นะครับ ในสมัย สปช. ได้มีการทํา รายการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ อย่างน้อย ๑ จังหวัด ๑ จังหวัดจะต้องทําอย่างน้อย ๑๐ อําเภอ ทําทั้งหมด ๙๘๐ เวทีรับฟังความคิดเห็น คําถามหนึ่ง ที่ถามว่าท่านอยากเห็นอนาคตของประเทศเป็นอย่างไร โดยพิจารณาจากคณะกรรมาธิการ ทั้งหมด ๑๘ คณะ กระผมได้รวบรวมโดยคณะกรรมาธิการมารวบรวม แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้ ส่งให้กับคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติไปตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ฉะนั้นความคิดเห็นของประชาชนเป็นส่วนที่สําคัญมาก

ต่อไปเน้นกระบวนการรับฟังและมีส่วนร่วม อันนี้กราบเรียนไปแล้ว ต่อไป ขออนุญาตเป็นภาพ อันนี้ท่านมีอยู่ในมือแล้วนะครับ ก็คงไม่ต้องกราบเรียนในรายละเอียด ในส่วนนี้นะครับ อีกภาพหนึ่งถัดไปครับ ภาพนี้มีการพิจารณากัน จะเรียกว่าข้อแนะนําดีกว่า มีข้อแนะนําอยู่ว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๓ คน แล้ว ๒๒ คนนั้นมาจากไหน กราบเรียนว่า ๒๒ คนนี้ก็คือมาจาก ๑๑ ด้านในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไม่ใช่อยู่ ๆ จะหยิบใครมาก็ได้ และผู้เชี่ยวชาญในนี้จะต้องอยู่ทํางานไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีในด้านนั้น ๆ หรือถ้าโดยตําแหน่ง ก็อย่างน้อยต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าส่วนรัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน คืออย่างน้อยได้มีการกรองมาแล้ว ว่าท่านเชี่ยวชาญในด้านนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็หยิบใครมาได้นะครับ ตรงนี้ในบทหลักเขียนเอาไว้ แต่ในบทเฉพาะกาล อาจจะไม่ชัดเจน เมื่อสักครู่นี้ก็หารือกับผู้แทนกฤษฎีกาแล้วว่าตรงนี้เมื่อผ่านจากเราไปแล้ว ขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาไปเขียนให้ชัดเจน จะได้ไม่มีประเด็นที่ต้องมาแปลถ้อยคํากันเอง นั่นคือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เสนอไว้นี้ เดิม ๖ ปี แต่มีบางท่านพอมาถึง สปช. บอกว่าด้านยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ควรจะอย่างน้อย น่าจะเป็น ๘ ปี ถามว่าทําไมถึง ๘ ปี เพราะมาพิจารณาว่าขององค์กรอื่นบางที ถึง ๙ ปี แต่นี่เป็นเรื่องที่ต้องต่อเนื่องไป ฉะนั้นน่าจะต้องเป็น ๘ ปี แต่ ๘ ปีไม่ได้อยู่ตลอดนะครับ ๘ ปีแล้ว ๔ ปีต้องจับสลากออกกึ่งหนึ่ง ฉะนั้นบทเฉพาะกาลนี้ ๘ ปีจริง ๔ ปีต้องจับสลาก ออกครับ จับสลากออกก็ไปเข้าบริบทของสรรหา กรรมการสรรหามีอยู่ในมาตรา ๒๗ กรรมการสรรหานี้มีทั้งหมด ๗ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ เป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีสิทธิสรรหาได้ ๘ คน กลุ่มที่ ๒ มี ผบ. เหล่าทัพ มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน กลุ่มที่ ๔ ภาคเอกชน มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน ภาคประชาชน มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน ภาคการศึกษา มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน ฉะนั้น บางคนอาจจะไปเข้าใจผิดว่ามีทหารเต็มไปหมดเลย ประทานโทษครับ ไม่ใช่นะครับ ดูมาตรา ๒๗ มีทหารอยู่โดยตําแหน่ง ๓ คนใน ๒๖ คนและ ๓ คนใน ๒๖ คนเหล่านั้นเป็นกรรมการสรรหา สรรหาอะไร สรรหากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ก็ฝากท่านช่วยกรุณาด้วย ถ้าสมมุติว่า มีคนที่เข้าใจไม่ตรงกันเราไม่ว่ากัน เพราะว่าการประชาสัมพันธ์ การทําความเข้าใจของเรา อาจจะยังไม่ดีพอ แต่ท่านมีส่วนสําคัญในการที่จะช่วยกันทําความเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้น

ถัดไปนะครับ สมมุติว่าองค์ประกอบกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ มีทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐมีทั้งหมด ๑๐ คน ที่ ๑๐ คนนี้มีทหารอยู่ ๑ ตําแหน่ง เสนาธิการทหาร มีภาคเอกชนอยู่ ๔ ตําแหน่ง หลักคือ เอกชน ภาคประชาชน มี ๒ คน ทางภาควิชาการตรงนี้มี ๑ คน คือประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย แล้วก็ มีผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กําหนด ๑๒ ท่าน ๑๒ ท่านมาจากไหนครับ มาจากมาตรา ๖ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ และมาตรา ๖ ของร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากไหน ก็มาจาก ๑๑ ด้าน ในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) คือท่านทั้งหลายหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน ที่ท่านช่วยกันขับเคลื่อนก็จะอยู่ในนี้ด้วยมาช่วยกันดูแล ดูแลการขับเคลื่อนประเทศ ดูแลการกําหนดการบริหารยุทธศาสตร์ชาติต่อไปสําหรับอนุชนรุ่นหลัง หน้าที่ตรงนี้ทําอะไรครับ ก็จะบูรณาการแผนและกลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ ทําเรื่องวิชาการ กําหนดเป้าหมาย จัดลําดับ ความสําคัญ อันนี้สําคัญมาก จัดลําดับความสําคัญของแผนงานที่จะต้องทํา จัดแล้ว ทําอย่างไรครับ จัดแล้วต้องจัดงบประมาณให้ นั่นคือเหตุใดที่ว่าคณะกรรมการบริหาร ยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องมีเลขาธิการสภาพัฒน์ มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณอยู่ด้วย นี่คือสิ่งที่เป็นแนวคิดของเรานะครับ

ต่อไปนะครับ กระบวนการในการจัดทํายุทธศาสตร์ จัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ต้องยึดผลประโยชน์แห่งชาติ และวัตถุประสงค์หลักของชาติเป็นสําคัญ ความต้องการของ ประชาชนผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง วิเคราะห์สถานการณ์ ในประเทศและต่างประเทศ ความต้องการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ชาติ อย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญ ๑๒ ประการอยู่ในนี้แล้ว เดิมมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไม่มีความมั่นคงทางทหาร นี่ก็ใส่เข้าไปเพื่อความมั่นคงทางทหาร ก็เป็น ๑ ใน ๑๒ ด้าน ของท่านก็มีทั้งหมดอยู่ในนี้นะครับ ก็พยายามจะเอาสิ่งที่สําคัญเข้าไป กราบเรียนเพิ่มเติม ขอเอ่ยนามท่านประธานกรรมาธิการการกีฬาเดี๋ยวท่านจะน้อยใจนะครับ มาตรานี้รับท่านที่ประชุมแล้วว่าจะเติมการกีฬาลงไปด้วย ก็จะมีสังคม กีฬา ศิลปะ และวัฒนธรรม ขออนุญาตเพิ่มเติมในที่ประชุมนี้นะครับ

ถัดไปครับ แนวคิด กลไก กระบวนการ อันนี้ก็จะเป็นการถ่ายทอด และประเมินยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ แนวคิดของเราก็มียุทธศาสตร์ชาติ มียุทธศาสตร์ รัฐบาล และไปยุทธศาสตร์กระทรวง ยุทธศาสตร์กรม จังหวัด และไปถึงหน่วยปฏิบัติ แล้วย้อนกลับขึ้นไปก็เป็นเรื่องของการติดตามประเมินผล ต่อไปอีกรูปหนึ่งหลังจากนี้ก็คือ เป็นร่างกําหนดในการที่จะจัดทํายุทธศาสตร์ชาติก็เป็นร่างคร่าว ๆ อาจจะตรงกับรัฐบาล หรือไม่ตรงนั่นเป็นเรื่องของรายละเอียด ถ้าส่งไปแล้วรัฐบาลก็อาจจะไปพิจารณาเอง

ต่อไปครับ ขออนุญาตไปที่ร่างกฎหมาย ผมจะรบกวนเวลาท่านอีกไม่นาน ไม่เกิน ๑๐ นาที ร่างกฎหมายอันนี้พูดไปแล้วการพัฒนาประเทศ สภาพปัญหา ข้ามไปเลยครับ ผมขอไปสาระสําคัญ มาตรา ๔ กําหนดว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นแม่บทหลักที่เป็นกรอบชี้นํา การกําหนดนโยบายและแผนต่าง ๆ สําหรับการบริหารประเทศ เน้นย้ําอีกทีหนึ่งนะครับ เป็นกรอบเท่านั้น ไม่ใช่บอกว่ารัฐบาลต่อไปหรือในอนาคตหลังจากนี้ไป ๒๐ ปีท่านต้องทํา อย่างนี้ตลอด ไม่ใช่นะครับ เป็นกรอบ แล้วเมื่อสักครู่เรากราบเรียนไปแล้วว่า ๒๐ ปี อาจปรับได้ ๕ ปี เมื่อเหตุการณ์สําคัญอะไรปรับได้อีกเมื่อไรก็ได้นะครับ กําหนดสาระสําคัญ ที่ต้องมีในยุทธศาสตร์ชาติซึ่งครอบคลุม ๑๑ ด้านอย่างที่กราบเรียนไปแล้ว กําหนด ให้กรรมการประชุมร่วมกันเพื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ โดยต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนเสนอรัฐสภา นี่คืออยู่ในร่างมาตรา ๗ นะครับ ถัดไปครับ ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกําหนดแนวทางในการบูรณาการ อันนี้ก็สําคัญ แนวทางในการบูรณาการอย่างที่กราบเรียนไปแล้ว นั่นอยู่ในมาตรา ๑๓ (๒) และถัดไป กําหนดแนวทางการจัดสรร แนวทางเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ว่าต้องกําหนดอย่างนี้ ๆ กําหนดแนวทางตามอะไร ตามความจําเป็นของประเทศในขณะนั้น ถัดไป (๖) การคัดเลือก กรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะต้องมีทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในสัดส่วน ที่เหมาะสม กําหนดไว้เลยครับ กําหนดไว้แล้วว่าในสัดส่วนที่เหมาะสม ที่ถามต่อไปว่าสัดส่วนที่เหมาะสม นี่ได้อย่างไร ตรงไหน พิจารณาอย่างไร ผมเชื่อว่าตรงนี้ในการพิจารณาของกรรมการสรรหา ก็จะต้องดูมาตรา ๓๙ ประกอบเป็นแนวทางในการพิจารณาว่าของรัฐ ๑๐ คน เอกชน ๗ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน ก็เป็นแนวทางเท่านั้นครับ ผมไม่อาจจะไปก้าวล่วงว่าถึงเวลาแล้ว ต้องทําอย่างไร แต่ว่ามีแนวอยู่แล้ว ถ้าในกรณีที่ไม่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ ขอแก้นิดหนึ่ง เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญคราวนั้นเป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ก็ต้องขอ ปรับถ้อยคํานะครับ ในกรณีที่ปฏิบัติไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมีอยู่ประมาณ ๒ มาตรา ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะขอรับไปดําเนินการ แล้วก็ได้หารือกับทางผู้แทนกฤษฎีกาแล้วว่า ถ้อยคําที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็ผ่านจากทางนี้แล้วเราไปปรับปรุงตามที่ ท่านกรุณาแนะนําก่อนจะส่งไปที่กฤษฎีกาดู กําหนดบทเฉพาะกาลนะครับ เมื่อสักครูนี้ กราบเรียนไปแล้วมาตรา ๕๕ จะต้องมีเพิ่มข้อความให้ชัด คืออย่างนี้ครับ ทางวิป (Whip) มีข้อกังวลอยู่ มีการตั้งข้อสังเกตซึ่งด้วยความเคารพที่ท่านได้กรุณาแนะนําว่ากรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ระบุอายุไว้ จํากัดอายุ ไม่ได้จํากัดวาระ ความจริงครึ่งหนึ่งบอกว่า วาระแล้วในตัว แต่ไม่เป็นไรครับ จะรับไปเขียนให้ชัดเจนว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะอยู่ได้ ๑ วาระ แต่ที่ถามถึงอายุคืออย่างนี้ วาระกับอายุบังเอิญเราไปดูจากกฎหมาย ของสภาพัฒน์ กฎหมายสภาพัฒน์ไม่ได้จํากัดวาระ มีบางท่านอยู่ถึง ๕ วาระ ก็ไม่ใช่ว่า ท่านไม่เก่งหรืออะไรแล้วไม่จํากัดอายุนะครับ เราก็เลยมามองแนวนั้น แต่ทีนี้ถ้ามองต่อไปอีก อันนี้เกิดจากการสรรหา กรรมการจากสภาพัฒน์โดยแต่งตั้งนะครับ ไม่ใช่โดยตําแหน่งแล้ว โดยตําแหน่งด้วย แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี แต่ทีนี้โดยสรรหาเราก็เชื่อว่ากรรมการสรรหา จะมาพิจารณาว่าท่านนั้นแข็งแรงพอไหม แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราจะรับพิจารณาในเรื่องนี้ ในเรื่องของวาระก็ดี ในเรื่องของอายุหรืออะไรก็ดี อันนั้นก็คือกราบเรียนเพื่อกรุณาโปรดทราบ แล้วก็จะมีกรรมการ ๒๒ คน กราบเรียนไปแล้วว่าจะไปเติมให้ชัดเจนต้องไปสอดคล้องกับ มาตรา ๖ ของร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ ทีนี้ถัดไปว่าจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้น อย่างที่ กราบเรียนไปแล้วระดับประเทศและภาครัฐ ประเทศมีบทหลักทิศทางที่ชัดเจน ระดับล่าง มีความต่อเนื่องนโยบาย ระดับกระทรวงมีการบูรณาแผน อันนั้นก็คือสิ่งที่อยากกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทั้งหลาย กราบเรียนด้วยความจริงใจนะครับ ผมว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทุกท่านจะมีส่วนสําคัญในการสร้างคุณูปการ ในการบริหารประเทศ ในการพัฒนาประเทศต่อไป นี่โดยความเห็นของผมอย่างนั้น ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ และผมคนเดียวหรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เท่านั้นไม่สามารถทําสิ่งนี้ให้บรรลุลุล่วงได้ ท่านจะมีส่วนอย่างสําคัญ ท่านประธานจะมีส่วน อย่างสําคัญที่ทําให้ความตั้งใจและความจริงใจของคณะกรรมาธิการปรากฏเป็นรูปธรรม ยิ่งขึ้น อาจจะสําเร็จหรือไม่สําเร็จนี้กระผมไม่อาจจะคาดเดาได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุด ให้เป็นรูปธรรม กระผมขอจบเบื้องต้นเท่านี้ก่อน และขออนุญาตท่านประธานว่าเดี๋ยวให้ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์อภิปรายต่อครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการนําเสนอครับ

พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๔๓ และในฐานะของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ของรัฐบาล ผมขอชี้แจงการดําเนินงานในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลเพื่อให้ทุกท่าน ได้เห็นความสําคัญของการที่จะต้องมีพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ ผมขออนุญาตชี้แจง โดยประกอบแผ่นฉายครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสําคัญ กับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่ท่านไป ปาฐกถาในเวทีใด ๆ ท่านก็จะพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แล้วโดยเฉพาะเมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ ที่ผ่านมาในเย็นวันศุกร์รายการคืนความสุขให้กับคนในชาติ ท่านจะลงลึกในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีมากขึ้นและคงจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ อันนี้เพื่อทําความเข้าใจให้กับ ประชาชนในประเทศได้รับทราบถึงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีของรัฐบาลนะครับ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติขึ้นโดยมี ขออนุญาตเอ่ยนามครับ พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยที่ท่านได้มอบนโยบายในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี อยู่ ๓ ข้อ ข้อแรก ก็คือต้องให้ ถูกหลักวิชาการและความเป็นสากล ข้อที่ ๒ ท่านให้ไปศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศ และข้อที่ ๓ ก็คือท่านให้มีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ก็ได้ยึดถือ ๓ ข้อนี้เป็นหลักในการจัดทํา

ประการแรก ถูกหลักวิชาการและความเป็นสากล ตําราว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ มีหลากหลายสถาบัน บางสถาบันก็มีเอกสารของตัวเอง นอกจากจะมีหลายสถาบันแล้ว ก็ยังหลายประเทศอีกแล้วแต่ว่าใครจะจบมาจากไหน แต่ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายร่วมกันก็คือ การที่จะจัดทําให้ได้มาซึ่งความมุ่งหมายของประเทศหรือว่าเอนด์ส (Ends) อันที่ ๒ ก็คือ ให้ได้แนวทางในการปฏิบัติที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายนั้นหรือเราเรียกว่าเวย์ส (Ways) และอันที่ ๓ ก็คือมีนส์ (Means) ก็คือการใช้ทรัพยากรและเครื่องมือในการที่จะให้บรรลุไปถึงจุดมุ่งหมาย ของประเทศ จะเป็นตําราประเทศไหนก็จบด้วย ๓ คํานี้เท่านั้นเอง คณะกรรมาธิการเรา ยึดถือตําราของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการระหว่างประเทศ กองบัญชาการ กองทัพไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทําในเรื่องของยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ทหาร ยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้นสถาบันนี้ก็ยังมีหลักสูตรนักยุทธศาสตร์อยู่ในตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เรายึดถือก็คือใช้ตําราของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ แล้วก็เป็นเอกสารที่ทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินทั้ง สปช. และ สปท. ยึดถือ เป็นแนวทางและเป็นเอกสารอ้างอิงด้วยนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือท่านให้ศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ท่านสั่งการไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในการนี้ คณะกรรมาธิการก็ได้ให้กระทรวงการต่างประเทศไปรวบรวมยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มาให้คณะกรรมาธิการศึกษา แล้วก็คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินของ สปช. หรือ สปท. ก็ศึกษาเช่นเดียวกัน อย่างเช่นปรากฏ อยู่ในเอกสารที่ท่านได้รับไปอันนี้จะมีตัวอย่างยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ที่พอใช้เป็น แนวทางนะครับ

ประการที่ ๓ ที่ท่านเน้นย้ําก็คือการมีส่วนร่วมในการจัดทํา สิ่งที่เรายึดถือ อันดับแรก ก็คือต้องนํานโยบาย ๑๑ ข้อของรัฐบาลที่ท่านได้ทําไว้ แล้วก็นําเอาประเด็น ปฏิรูปของ คสช. ๑๑ ด้าน ประเด็นปฏิรูปของ สปช. ๓๗ วาระการปฏิรูป ซึ่งปัจจุบันก็เป็น ๓๗ วาระการปฏิรูปของ สปท. เรา อันนั้นก็จะถูกบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้น ก็ดูจากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทําวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคต ประเทศไทยของ สปช. ก็คือของท่านดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทําวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ต่อจากนั้นเราก็มาดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่จัดทําขึ้นในระยะต่าง ๆ แล้วก็ไปดูแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ว่าแผนกระทรวงใด ๆ ก็นํามาร่วม อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ และที่สําคัญก็คือในคณะกรรมการเราจะมีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาชนร่วมเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อย่างเช่น ท่านประธานกรรมการ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาตินะครับ ตรงนี้ร่วมเป็น คณะกรรมการทั้งนั้น แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่านร่วมเป็นคณะกรรมการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วที่สําคัญก็คือการมีส่วนร่วม ซึ่งขณะนี้ร่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็ใกล้จะแล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ในช่วงที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ซึ่งจะไปดําเนินการพร้อม ๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อจะไปด้วยกัน ไปรับฟังความคิดเห็น พร้อม ๆ กันนะครับ

ต่อไปคือกรอบเวลา แผนงานที่ทางรัฐบาลได้กําหนดไว้จะมีอยู่ ๔ เส้น เส้นแรกก็จะเป็นโรดแมป (Road map) ของ คสช. ซึ่งมี ๓ ห้วงเวลา ซึ่งเราทราบกันอยู่แล้ว นับตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นมาจนถึง ๔ กันยายน ก็จะเป็นโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ขณะนี้เราอยู่ในโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ ของ คสช. จะไปสิ้นสุด ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐ หลังจากนั้นก็จะมีรัฐบาลเลือกตั้งเข้ามา อันนี้เป็นโรดแมป (Road map) ของ คสช. ในเส้นที่ ๒ ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เริ่มตั้งแต่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ในแผน ๒๐ ปีนั้นจะเริ่มปี ๒๕๖๐-๒๕๗๙ แต่จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ คือปีงบประมาณ เมื่อทําไปพอมีรัฐบาลใหม่แล้ว รัฐบาลใหม่ก็สามารถที่จะมาปรับแก้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ได้ตามโรดแมป (Road map) ที่วางไว้ เส้นที่ ๓ ก็จะเป็นเส้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งจะเริ่มในปี ๒๕๖๐ เช่นกัน เป็นแผนระยะ ๕ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเป็นแผนที่รองรับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยเป็นแผน ๕ ปี ช่วงระยะเวลา ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปีแรกก็คือปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ อันนี้จะเป็น การทําที่รองรับกัน จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ เช่นกันนะครับ ต่อไปเส้นที่ ๔ ก็จะเป็น แผนอื่น ๆ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติ จะมีเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรองรับ เท่านั้น ยังมีแผนอื่น ๆ ของหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ทางนายกรัฐมนตรี ท่านได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานทําแผน ๒๐ ปี รองรับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ของรัฐบาลไว้ทั้งหมดแล้ว อันนี้ทุกกระทรวงกําลังทําอยู่ แผนนั้นมีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น แผนความมั่นคงของ สมช. แผนพัฒนาน้ํา แผนอะไรต่ออะไร จะรองรับยุทธศาสตร์ชาติไว้ทั้งหมด อันนี้รัฐบาลได้ดําเนินการไปแล้วนะครับ

ต่อไปครับ กลไกขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนา ที่สําคัญก็คือเรื่องกฎหมาย อันดับแรกต้องมีรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นฉบับแรกที่มีคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ บรรจุอยู่ถึง ๔ มาตรา ในมาตรา ๖๑ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๖๓ ซึ่งอันนี้เราได้มีการอภิปรายไปแล้วว่าจะขอแก้ไขอะไรต่าง ๆ ท่านทราบอยู่แล้วนะครับ ถ้ารัฐธรรมนูญมีแล้ว ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีจัดทําแล้ว แล้วก็มีการแก้ไขได้ ไม่ใช่ว่าจะต้อง ยึดของรัฐบาลไปตลอด สามารถไปปรับปรุงแก้ไขได้ ก็ขาดอยู่เพียงพระราชบัญญัติว่าด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเป็นกลไกในการดําเนินการให้ยุทธศาสตร์ชาติเดินไปได้ มีรัฐธรรมนูญ มียุทธศาสตร์ ไม่มี พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติก็เดินไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นความจําเป็นที่เรา ต้องมาพิจารณากันในวันนี้ เพื่อให้มี พ.ร.บ. ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เห็นว่าในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีจะสอดคล้อง จะเป็นแผนข้างบน แนวทาง กรอบแนวทาง ๒๐ ปี หลังจากนั้นแต่ละ กระทรวงก็จะมาทําแผนต่าง ๆ รองรับ จะไล่ไปจนถึงแผนจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งทั้งหมดนี้ จะสอดคล้องกันไปทั้งหมดก็จะเห็นความเชื่อมโยงของมัน หรือว่าแผนที่เป็นแผนเฉพาะกิจ แผนเฉพาะทางต่าง ๆ ก็จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งหมด ทีนี้ปัจจัยความสําเร็จของยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นได้นะครับ

อันดับแรก ก็คือเรื่องคอนเทนต์ (Content) หรือว่าสาระของยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะต้องครอบคลุมประเด็นการพัฒนา เป้าหมาย และภาพอนาคตชัดเจน ยอมรับร่วมกัน มีตัวชี้วัดผลสําเร็จ แต่ว่าเราไม่สามารถจะบรรจุทุกเรื่องราวในประเทศนี้ใส่ลงไปใน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีได้ บางอย่างเป็นเรื่องรายละเอียดที่ต้องออกเป็นแผนรองรับไป เพราะฉะนั้นกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเป็นกรอบกว้าง ๆ นะครับ อันนี้เป็นไปตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการ ท่านบอกว่าไม่ต้องทําในรายละเอียด ให้เป็นกรอบกว้าง ๆ แผนรายละเอียดจะไปอยู่ในแผนของ สศช. แผนของ สปท. ลงไปที่นั่นนะครับ

อันดับที่ ๒ ก็คือกลไกสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องทุกระดับ ผมจะฉายภาพให้ดูว่าตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติลงไปถึงจังหวัดสอดคล้องกันอย่างไร มีแผน มีกรอบต่าง ๆ นะครับ

อันดับที่ ๓ ก็คือระบบและกฎหมาย ต้องมีกฎหมายรองรับ และมีระบบ การติดตามและประเมินผล อันนี้คือในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง ซึ่งจําเป็นต้องมี ถ้าไม่มีแล้วกลไกต่าง ๆ ก็เดินไม่ได้นะครับ

อันดับที่ ๔ ก็คือการยอมรับของสังคม สาธารณชน การมีส่วนร่วม และความเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งอันนี้นายกรัฐมนตรีท่านให้ความสําคัญมาก ตัวท่านเอง ก็พยายามชี้แจงพูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติทุกสัปดาห์ ในการประชุมรัฐมนตรี อะไรต่ออะไรต่าง ๆ ท่านก็จะพูดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอยู่เสมอแล้วท่านก็สั่งการ ได้มอบหมาย ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นําเอา พวกนี้ไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน คือรับฟังไปแล้ว รวบรวมไปแล้วก็จะมาปรับแก้ ตัวยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็นําเสนอ ครม. อีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะประกาศใช้ ถึงแม้ยังไม่ประกาศ แต่ขณะนี้ก็ได้ดําเนินการไปแล้วนะครับ

สุดท้ายครับ ผมขอนําคํากล่าวของท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประธาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ท่านกล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ แต่ความตั้งใจ และเจตนาที่ดีที่จะกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปครั้งนี้ก็เพื่อสร้างอนาคตที่ดี ให้กับลูกหลานไทยและประเทศไทย ยุทธศาสตร์ชาติเป็นของคนไทยทุกคน ผมก็หวังว่า สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงจะได้ให้การสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ ในครั้งนี้ แล้วก็รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลด้วย ขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านประธานครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมลืมไปมาตราหนึ่งที่มีความสําคัญเกี่ยวกับความพยายามของทุกท่าน ในที่นี้นะครับ คืออยู่ในร่างมาตรา ๕๙ เราเขียนไว้ว่า กําหนดให้นําข้อมูลวาระปฏิรูป และวาระพัฒนาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งยังดําเนินการ ไม่แล้วเสร็จ และข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของชาติ ใช้ประกอบการทํา ยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นความพยายามทั้งหลายของทุกคณะกรรมาธิการ ๑๑ บวก ๑ ก็จะเป็น ข้อมูลประกอบในการทํายุทธศาสตร์ชาติด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านกรรมาธิการจะชี้แจงเพิ่มเติมในรอบแรกไหมครับ ต่อไปจะเป็น การอภิปรายของท่านสมาชิกท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ผมจะผ่อนปรนตามสาระ ของการอภิปราย บัดนี้มีสมาชิกที่แสดงความจํานงประมาณ ๑๔ ท่านในรอบแรกนะครับ โดยที่ท่านนิกร จํานง ได้ขออนุญาต และประธานได้อนุญาตแล้วในการที่จะฉายสไลด์ (Slide) ๒ หน้าประกอบการอภิปรายนะครับ เรียนท่านสมาชิกว่าการพิจารณาวันนี้เป็นรอบ ๒ และรอบสุดท้าย เพราะว่าเราได้เห็นชอบในหลักการในระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ปีที่ผ่านมา จากนั้นคณะกรรมาธิการก็ไปปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม ก็นําเสนอในครั้งนี้ นอกจากข้อเสนอ แนวทางการขับเคลื่อนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็มีร่าง พ.ร.บ. ประกอบด้วย วันนี้จึงจะมี การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จากนั้นสมาชิกจะมีสิทธิในการที่จะยื่นคําแปรญัตติ ขอแก้ไขภายใน ๓ วัน และคณะกรรมาธิการจะต้องปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน เพื่อนําเสนอท่านประธาน สปท. และส่งให้กับทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและดําเนินการต่อไปนะครับ ก็เลยเรียนให้ทราบถึงขั้นตอนดําเนินการและสถานะ การพิจารณาในวันนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน สําหรับรายชื่อผู้อภิปรายผมจะประกาศ ๕ ท่านแรก ได้แก่ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านนิกร จํานง ท่านปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ท่านอนุสิษฐ คุณากร และ พลเอก พหล สง่าเนตร ขอเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ อดีต สปช. อดีต ส.ว. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา สปท. และโฆษก สปท. เชิญครับ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ผมมีความประทับใจ ในการชี้แจงของคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งทั้งถ้อยคําและเอกสารประกอบ แสดงว่า มีความพร้อมในทางวิชาการสูงอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่กระผมจะอภิปรายต่อไปนี้ กระผม ขอกราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่ากระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในหลักการ แต่ว่าในรายละเอียดนั้น ก็มีความสําคัญอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะบางครั้งสังคมไทยหรือสังคมการเมืองของไทย ผมเชื่อเสมอมาว่า ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษนะครับว่าเพอร์เซปชัน (Perception) สําคัญกว่าแฟกต์ (Fact) แฟกต์ (Fact) จะเป็นอย่างไรบางทีสังคมไม่รับรู้ แต่เพอร์เซปชัน (Perception) ที่แสดงออกมาอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความหวาดระแวงหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ของบ้านเมืองปัจจุบันที่พูดตรง ๆ ว่าความขัดแย้งนั้น ก็ยังไม่เป็นที่ยุติครับ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ยุทธศาสตร์ชาติเป็นพาดหัวตัวไม้หนังสือพิมพ์ มาตั้งแต่วันศุกร์มาตกไปวันนี้เพราะพระท่านมาช่วย ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ๒ ประการ ด้วยกัน ซึ่งเป็นประการใหญ่มากนะครับ ก็คือ ๑. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะเป็น อํานาจอธิปไตยที่ ๔ หรือที่ ๕ หรือที่ ๖ หรือไม่ ๒. ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะเป็น คปป. แฝงมาหรือไม่ ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตช่วยคณะกรรมาธิการชี้แจงใน ๒ ประเด็นนี้นะครับ เพราะว่าบังเอิญเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป ซึ่งมีเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง คปป. ชื่อเต็มก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป และการปรองดองแห่งชาติ ยุทธศาสตร์เหมือนกันครับ ก็อยากจะขอกราบเรียนว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่อํานาจอธิปไตยที่ ๔ หรือที่ ๕ หรือที่ ๖ ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่งเท่านั้น สาเหตุที่ไม่ใช่องค์กรอํานาจอธิปไตยก็เพราะว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่ได้มีหน้าที่ในการใช้อํานาจอธิปไตยทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ อันนี้ชัดเจนอย่างยิ่งครับ แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปีนั้นก็ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติก็เพียงแต่ต้องการที่จะเป็นองค์การที่บูรณาการให้ประเทศไทยสามารถจะมี กรอบทิศทางนโยบายกลางที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพราะการเมือง ซึ่งก็เป็นความฝัน หรือความคาดหวังของสังคมไทยมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ ที่มีการบรรจุ หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐขึ้นไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นฉบับแรกแล้วก็บรรจุต่อมาอีก ๖ ฉบับ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีลักษณะกึ่งสภาพบังคับมากขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้ขยายแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐออกเป็น ๙ ด้านด้วยกัน และพยายามที่จะให้มีสภาพบังคับก็คือในการแถลง นโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าแนวนโยบายข้อไหนนั้นสอดคล้องกับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับท่านประธาน เพียงแต่ว่า จะนําบูรณาการทุกแผนมาอยู่ในแผนเดียวกัน ผมพูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็คือเปรียบเสมือน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขยายส่วนไปทุกภาค เปรียบเสมือนแผนความมั่นคงแห่งชาติ ที่ขยายส่วนไปทุกภาค ถ้าผิดคณะกรรมาธิการก็ช่วยชี้แจงด้วยนะครับ ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ ทีนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป. ขออนุญาตชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะอะไรครับ

ประการที่ ๑ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอายุอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติมีผลใช้บังคับ รัฐธรรมนูญยังคงบังคับใช้อยู่ แต่ว่า คปป. เขาเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปบัญญัติขึ้นมาให้อยู่เพียง ๕ ปีแล้วสิ้น สภาพไป ถ้าจะต่ออายุได้อีกไม่เกิน ๕ ปีก็ต้องโดยการประชามติ

ประการที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่แต่เพียงจัดทําแผน ยุทธศาสตร์ชาติหรือศึกษาปรับปรุงเท่านั้น แต่ คปป. เขาถูกออกแบบมาให้เป็นกลไกในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง อันนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ประการที่ ๓ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่มีผู้บัญชาการเหล่าทัพในราชการ เป็นกรรมการโดยตําแหน่งแม้แต่คนเดียว มีเพียงเสนาธิการทหารเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง ในกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ๑ คนเท่านั้น และมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ๓ คน ร่วมเป็น กรรมการคัดสรรกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็น ๓ คน ใน ๒๖ คนครับ ไม่ได้มีบทบาทอะไร มากมายนัก

ประการที่ ๔ คปป. นั้นสามารถใช้อํานาจแทนคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ ในยามวิกฤติร้ายแรงภายใต้ ๕ เงื่อนไข ไม่ต้องเอ่ยถึงนะครับ แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีอํานาจเช่นว่านั้นเลยครับ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ประการนี้ ก็น่าจะพอทําให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป. แฝงมา และไม่ใช่อํานาจอธิปไตยที่ ๔ หรือที่ ๕ หรือที่ ๖ อะไรก็ว่ากันไปนะครับ แต่ว่าสาเหตุที่ ก่อให้เกิดความเข้าใจหรือความไม่เข้าใจ หรือก่อให้เกิดเพอร์เซปชัน (Perception) เช่นว่านั้น กระผมว่านอกจากความจงใจของบางฝ่ายแล้ว นอกจากสภาพของความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังคงดํารงอยู่แล้ว กระผมต้องขออนุญาตกล่าวด้วยความเคารพว่าตัวบทบัญญัติใน ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาตินั้นเองในบางส่วนนั้นก็ส่อให้คิดเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้น กระผมขอเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขรวมทั้งสิ้นเท่าที่คิดออกในขณะนี้นะครับ ๑๑ ประการ ด้วยกัน โดยจะชี้ให้เห็นแล้วก็เรียงลําดับความสําคัญลงมาซึ่งขออนุญาตใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาที ไปอีกสักระยะหนึ่งนะครับท่านประธาน

ความสําคัญประการแรกที่สุดก็คือบทเฉพาะกาลครับ บทเฉพาะกาลมีความสําคัญ อย่างยิ่งเหมือนเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง บทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๕๖ นั้น ท่านกําหนดให้คณะกรรมการชุดแรกในวาระแรก เริ่มมีอายุ ๔ ปี แต่กําหนดให้เมื่อครบ ๔ ปีแล้วจับสลากออกครึ่งหนึ่งเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๑ คนที่อยู่เต็มวาระ ๘ ปี ส่วนกรรมการ ที่มาโดยตําแหน่งนั้น มาตรา ๕๕ ได้กําหนดโครงสร้างของกรรมการในวาระแรกแตกต่าง ออกไปจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในบทบัญญัติตามปกติในมาตราต้นครับ โดยกําหนดให้ นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็เป็นที่เข้าใจว่าบทเฉพาะกาลนี้กําหนดองค์ประกอบใหม่ของคณะกรรมการในชุดแรกขึ้นมา ทีนี้เมื่อมีการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็จะต้องพ้น จากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกไป อันนี้ชัดเจนครับ แต่ประเด็นก็คือว่าในเมื่อท่าน ไปกําหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกขึ้นมาใหม่ว่าประกอบด้วย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยไม่ได้มี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเอาไว้ แล้วในตอนท้ายของมาตรา ๕๕ วรรคแรกท่านเขียนไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งใดในกรรมการโดยตําแหน่ง ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการโดยตําแหน่งที่มีอยู่และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็จะเกิดช่องว่างและเกิดการตีความได้ว่าเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อมีวุฒิสภาแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาตัวจริงของจริงจะไม่สามารถเข้ามาเป็น กรรมการโดยตําแหน่งแทนที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้ กระผมพยายามอ่านทบทวนดูแล้วก็ก่อให้เกิดความเข้าใจเช่นว่านั้น ก็สามารถปรับแก้ให้เกิดความชัดเจนได้ครับ แต่ที่สําคัญก็คือกระผมเห็นว่าคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกไม่ควรอยู่ไปจนถึง ๘ ปี หรือ ๔ ปี แต่ควรอยู่เฉพาะเมื่อมีรัฐบาลใหม่ แล้วดําเนินการสรรหาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดใหม่ทั้งหมดโดยวุฒิสภาชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง กระผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าและทําให้เกิดความหวาดระแวง น้อยกว่านะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องเนื้อหาของยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่เป็นปัญหาครับ เพราะว่าในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๓ กําหนดไว้ชัดเจนครับว่า พระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จภายใน ๙๐ วัน แผนยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จ ภายใน ๑ ปี เพราะฉะนั้นก่อนจะมีรัฐบาลใหม่แผนยุทธศาสตร์ชาติเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย จึงไม่มีเหตุผลประการใดเลยที่จะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในวาระเริ่มแรกอยู่ไปถึง ๘ ปี และ ๔ ปี เปลี่ยนเมื่อมีรัฐบาลใหม่จะชัดเจนดีกว่าครับ เพราะว่าแค่แผนเสร็จตั้งแต่ ก่อนมีรัฐบาลใหม่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากพอสมควรอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นเนื้อหา ในร่างรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลกระผมจะไม่พูดถึงครับ

ต่อมาประเด็นที่ ๒ ที่ควรแก้ไขก็คือมาตรา ๘ ในเรื่องการให้ความเห็นชอบ ยุทธศาสตร์ชาติ กระผมเห็นว่าควรให้เป็นอํานาจสูงสุดของรัฐสภา ถ้ามีความขัดแย้ง หรือเห็นต่างกันระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับรัฐสภานี้ออกแบบให้มี คณะกรรมการร่วมได้ แต่ว่าถึงที่สุดแล้วถ้าจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษก็คือว่าอํานาจ ในการเซย์ เดอะ ลาสต์ เวิร์ด (Say the last word) ควรจะต้องเป็นของรัฐสภาครับ เพื่อตอบคําถามได้ว่าผ่านความเห็นชอบจากผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แต่ว่า ในมาตรา ๘ จะมีบางประการที่ระบุไว้ว่าให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบก็คืออํานาจ ในการเซย์ เดอะ ลาสต์ เวิร์ด (Say the last word) อยู่ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กระผมขอให้เปลี่ยนแปลงครับ

ประเด็นที่ ๓ อันนี้ก็สําคัญมากอย่างยิ่งเช่นกันครับ มาตรา ๒๕ การกําหนด รายได้ของประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติให้เทียบเท่าประมุขของอํานาจอธิปไตย ทั้งสาม กระผมเห็นว่าไม่จําเป็นต้องระบุไว้เช่นนั้น แม้จะเข้าใจในเจตนาดีของคณะกรรมาธิการ แต่ว่าในกฎหมายลักษณะนี้เขาก็เขียนไว้แต่เพียงว่า ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาก็พอ การที่ไปล็อก (Lock) ไว้ว่ารายได้ของประธานกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติให้เอาบัญชีรายได้ของนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา หรือประธานศาลฎีกา มาใช้บัญชีใดบัญชีหนึ่ง อันนี้ละครับเพอร์เซปชัน (Perception) ก็เลยเกิดว่านี่จะเทียบเท่า อํานาจอธิปไตยเชียวหรือ มาตรา ๘ เปลี่ยนแปลงก็ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอะไรครับ

ประเด็นที่ ๔ กระผมเห็นว่าควรตัด อํานาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ในการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผล ออก โดยตัดมาตรา ๑๓ (๙) และมาตรา ๓๗ ออก เพราะโดยสภาพแล้วควรจะเป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แล้วถึง เขียนไว้ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็ดําเนินการอะไรเองไม่ได้ครับ ก็ต้องไปแจ้งองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือองค์กรอื่น สุดแท้แต่จะออกแบบกันไป แล้วที่สําคัญครับท่านประธาน เราก็ต้องเข้าใจว่าคณะรัฐมนตรีหลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประกาศใช้แล้ว ถ้าเผื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายไม่เปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องผูกพันจัดทํา นโยบายและจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว ตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๓๗ ถ้าไม่ทําคืออะไรครับ ถ้าไม่ทําก็คือเท่ากับท่านไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ ก็เข้าข่ายที่จะถูกกล่าวหาได้ตามมาตรา ๒๓๐ มาตรา ๒๓๑ ที่ระบุว่าจงใจ ใช้หน้าที่และอํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอยู่แล้ว มีโอกาสที่จะมี ความผิดถูกฟ้องร้องไปยัง ป.ป.ช. อยู่แล้ว ไม่ควรที่จะต้องไปบัญญัติไว้เป็นอํานาจของ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดความหวาดระแวงกันขึ้นมาอีกนะครับ

ประการที่ ๕ อํานาจการชี้ขาดว่าหน่วยงานของรัฐใดควรดําเนินการเรื่องใด ในมาตรา ๑๔ กระผมเห็นว่าควรให้เป็นอํานาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หรืออย่างมากก็ควร ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นอํานาจชี้ขาด ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติครับ เพราะเป็นเรื่องของการบริหารโดยแท้เช่นเดียวกัน

ประการที่ ๖ ต่อไปนะครับ อํานาจยกเว้นไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ กรณีมีเหตุฉุกเฉินในมาตรา ๑๕ ก็ควรให้เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ แม้แต่การออกพระราชกําหนดซึ่งเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร อะไรจะตีความว่าเป็นกรณี ฉุกเฉิน เร่งด่วน จําเป็น อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็ให้สิทธิฝ่ายบริหารไว้ครับ คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติไม่จําเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องตรงนี้ครับ

ประการที่ ๗ อยู่ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ซึ่งท่านประธานได้กรุณาพูด ไปแล้วว่าควรกําหนดอายุขั้นสูงของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และกรรมการบริหารหรือไม่ ไม่กําหนดก็มีเหตุผลอธิบายได้ว่าจะเทียบเคียงกับกรรมการสภาพัฒน์ หรือเทียบเคียงกับ กรรมการกฤษฎีกา หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในทางปฏิบัติ ท่านก็อยู่จนเสียชีวิตทุกท่านนะครับ แต่ว่าสมควรหรือไม่ ประการใดท่านต้องพิจารณาครับ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘

ประการที่ ๘ วาระการดํารงตําแหน่งของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติควรจะให้ ต่ํากว่า ๘ ปีหรือไม่ อันนี้ท่านก็ต้องพิจารณาให้มีความชัดเจนครับ แล้วที่สําคัญก็คือว่าวาระ ของกรรมการบริหารด้วยเช่นกันว่าควรจะมีวาระเท่าไร กระผมเห็นว่าควรจะต้องกําหนดไว้ เท่า ๆ ที่มีอยู่ อาจจะตกหล่นหรืออย่างไรไม่ทราบ ก็คือว่าไม่ได้กําหนดไว้

ประการที่ ๙ มาตรา ๕๒ ควรปรับปรุง ไม่ควรให้สถานะของสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเทียบเท่ากับศาลหรือองค์กรอิสระในกรณีที่ไปกําหนดไว้ว่า ให้จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพราะว่าการกําหนดให้จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอเอาไว้ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ วรรคสอง ซึ่งกําหนดไว้กับศาลและองค์กรอิสระเท่านั้น การที่เรามากําหนดไว้ในกฎหมายลําดับรองจะมีปัญหาหรือไม่ ประการใด และอีกเช่นกันครับ จะทําให้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นเสมือนองค์กรอิสระ หรืออย่างไร

ประการที่ ๑๐ กระผมเห็นควรว่าควรให้แก้ไขมาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ น่าจะเหมาะสมกว่าประธานรัฐสภาครับ

ประการที่ ๑๑ ก็สําคัญที่สุดเช่นกันครับ การทําอย่างไรให้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นของประชาชน การบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ วรรคสอง ว่าต้องรับฟังความเห็นและการมี ส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงนั้นเป็นเรื่องสําคัญครับ แต่กระผมเห็นว่า ควรจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้ ๓-๔ มาตรา หรือรายละเอียดอย่างไรก็ได้ แต่ควรจะต้อง กําหนดไว้ให้ชัดเจนว่าจะรับฟังอย่างกว้างขวาง อย่างทั่วถึงอย่างไร ด้วยวิธีการใด เพราะว่า มาตรานี้ก็เป็นเพียงการล้อข้อความของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ ที่กําหนดไว้ว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด โดยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย เราไปล้อคําในร่างรัฐธรรมนูญมา หรือร่างรัฐธรรมนูญเขียนตรงใจกับเราก็ไม่ทราบนะครับ แต่ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเขากําหนดว่าให้กฎหมายลําดับรองมากําหนดวิธีการรับฟังเสียงของ ประชาชนไว้ ของเราก็มาเขียนไว้ใช้ถ้อยคําเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญแต่ไม่กําหนดวิธีการไว้ โยนไปให้เป็นหน้าที่ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กระผมเห็นว่าไม่ควรครับ ควรจะต้อง กําหนดให้ชัดเจน จบแล้วครับ

ท่านประธานครับ ๑๑ ประการอย่างย่นย่อซึ่งกระผมได้ส่งเอกสารผ่าน ท่านประธานไปแล้วจะได้ส่งให้คณะกรรมาธิการอีกทีหนึ่ง เกิดขึ้นโดยเจตนาดีอย่างยิ่งครับ ที่ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความไม่เข้าใจ เพราะว่ากระผมชื่นชมอย่างยิ่ง ที่ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็น ของประชาชนครับ เราจะทํางานนี้ได้สําเร็จเราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้ เป็นของคนไทยทั้งชาติทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วต้องปฏิบัติตามกรอบและทิศทางที่วางไว้ล่วงหน้าโดยที่พวกเขา ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกําหนด เราจะออกแบบอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลกันขึ้นมาครับ ความสมดุลนี้กระผมเห็นว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยในยุคต่อไป จะมีสันติสุขได้อย่างถาวรหรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคํานูณครับ ก็ชัดเจนในความเห็นและข้อเสนอนะครับ ท่านต่อไป ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่นับถือ ผม นิกร จํานง นะครับ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ อยากจะเรียนกับท่านประธาน และคณะกรรมาธิการว่าวาระนี้เป็นวาระที่ผมอึดอัดใจมากในการที่จะอภิปรายเพราะว่า เห็นความตั้งใจและความพยายามของท่านกรรมาธิการ ซึ่งหลายท่านคาบเกี่ยวมาตั้งแต่ สปช. แล้วก็คือทําเรื่องนี้มาตลอดมีความต่อเนื่องมาก ผมเกรงใจมากที่จะอภิปราย และนอกจากนั้นท่านเลขาธิการผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายรวมทั้งรัฐบาลด้วย แล้วก็รวมทั้ง มีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ด้วย ฝ่ายที่เชื่อมโยงมีความเชื่อมโยงกันมั่นคงมากต่อเรื่องนี้ ผมก็เกรงว่าถ้าอภิปรายไปก็จะเกิดความไม่เข้าใจ แต่ว่าเมื่อมองความคาดหวังที่เกิดขึ้น จากเรื่องนี้ ความคาดหวังของทุก ๆ ฝ่าย ก็เกรงว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมาในอนาคตและมี ความเบี่ยงเบนไปก็คงจําเป็นจะต้องอภิปรายตาม ผมศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน ในประเทศกําลังพัฒนามาตามสมควรในเชิงวิเคราะห์ ก็เลยจะเอาความรู้แล้วก็ความเห็น โดยสุจริตที่มีเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับสิ่งที่เรากําลังจะทําอยู่บ้างซึ่งเป็นเรื่องสําคัญอยู่มาก ก็ขออนุญาตท่านประธานว่ามีข้อมูลเกี่ยวเนื่องอยู่บ้าง อาจจะเกินเวลาไปบ้างเล็กน้อยนะครับ

ประเด็นแรก ผมจะขอวิเคราะห์ วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องโดยหลักธรรมดาก็คือ เรื่องเป้าหมายและวิธีการเป็นนัยสําคัญ ยุทธศาสตร์นี้ผมมองว่าอาจจะมีปัญหาตามสมควรในเชิงเป้าหมายเนื่องจากว่าเป็น ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ถึง ๒๐ ปี ซึ่งสิ่งนี้เองเป้าหมายที่ยาวนานและไกลเกินกว่าการควบคุม ของเราจะทําให้ลําบากมากในการควบคุม ประเด็นที่ได้นํามาเสนอผมยกตัวอย่างชัด ๆ ว่า อย่างในกรณีของประเทศมาเลเซียเอง วิชัน ๒๐๒๐ (Vision 2020) ที่ยกขึ้นมาว่าเป็นแผน ที่กําหนดว่า ๒๐ ปีจะมีผลเป็นอย่างนี้ ของมหาเธร์เดิมนะครับ เราจะเห็นว่าเขามีการควบคุม ตรงนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ เป็นเพียงวิชัน (Vision) หรือว่าเป็นมาเลเซียน ไอเดียล (Malaysian ideal) เท่านั้นเอง เราจะเห็นว่าเขามีการวางแผนว่าปี ๒๐๒๐ จะเป็นไปตามนั้น แต่เราเห็น ได้ชัดว่าต่อมาเมื่อเกิดมีปัญหาทางด้านการเงินเมื่อปี ๒๐๐๗-๒๐๑๐ แผนทั้งหมดที่เขา กําหนดไว้นี้ที่เป็นวิชัน (Vision) ของเขา นาจิบเขาขยับไปอีก ๑๐ ปีเลยกลายเป็นว่าจะไป สําเร็จได้อีกในปี ๒๐๓๐ ก็อีก ๑๐ ปีต่อจากแผน แค่ขยับจากปัญหากระทบกระแทก จากทางด้านการเงินของโลกนิดเดียวมันกระเทือนต่อเนื่องไป ตรงนี้ประเทศมาเลเซียเอง เขามีลักษณะแผนที่ค่อนข้างจะมั่นคงเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่ามันเคลื่อนทีเดียว ๑๐ ปีเลย

ประเด็นต่อมาก็คือว่าเป้าหมายที่ยาวจะเป็นปัญหา ทีนี้ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ที่ผมมีความรู้มาก็คือว่าการที่เราเป็นประเทศเล็กนี่ ประเทศเราเล็กมาก แล้วอยู่ปลายน้ํา ของโกลบัลไลเซชัน (Globalization) หรือกระแสโลกาภิวัตน์ โลกานุวัตร ที่เขาเรียกกัน จะทําให้เรายากลําบากในการกําหนดแผน จริง ๆ แล้วการวางแผนลักษณะแบบนี้ก็คือ แผนพัฒนา ๕ ปี เริ่มในประเทศสังคมนิยมทั้งนั้น ครั้งแรกก็คงเริ่มในโซเวียต โซเวียต ยูเนียน ๑๙๒๘ (Soviet Union 1928) เป็นแผนแรกพัฒนา ๕ ปี เริ่มในโซเวียต แล้วหลังจากนั้น ประเทศจีนก็เอาไปใช้ เราจะเห็นว่าในการกําหนดตรงนี้ต้องเป็นประเทศใหญ่มาก แล้วคุมเฟืองทุกอย่างได้ หมายความว่ากลไกต่าง ๆ ในประเทศ ลักษณะของประเทศ แบบสังคมนิยมแบบประเทศจีนก็ดี แบบประเทศรัสเซียก็ดี เขาคุมเฟืองได้ เขาคุมกลไกได้ มีการกําหนดลักษณะแบบนี้ แต่ว่าที่มีการมาใช้กันในประเทศกําลังพัฒนาเกิดจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) มีการกําหนดว่าใครมากู้เงินจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ให้ไปทําแผน ๕ ปีมา แล้วบทสรุปสุดท้ายจากการวิเคราะห์รวมของประเทศที่ไปทําแผน ๕ ปีที่ไม่ใช่เป็น ประเทศมหาอํานาจล้มเหลวทั้งนั้นเพราะไม่สามารถจะควบคุมกลไกในประเทศตัวเองได้ เป็นแบบนี้หมดจากการวิเคราะห์ เพียงแต่ว่าประเทศใหญ่ ๆ อย่างโซเวียต หรือประเทศ มหาอํานาจเท่านั้นที่พอจะควบคุมได้บ้าง แล้วเราเป็นประเทศเล็กมากอยู่ปลายน้ํา ถูกกระทบกระแทก สมมุติเราจะวางแผนเรื่องประมง เราไปเจอไอยูยู (IUU) เข้าเราก็ต้อง เปลี่ยนแผนแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กดดันเรามาก ๆ เพราะฉะนั้นการวางแผนยาว ๆ แบบนี้ ในฐานะเราเป็นประเทศเล็กนี่ลําบากแล้วก็อันตรายมากในการทําให้เป็นไปตามที่เราคิด

ประเด็นต่อมาครับ การทํางานในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วเราก็เลยต้องกําหนดแผน ที่ซับซ้อนมาก มีการเชื่อมโยงกันมาก ประเทศของเราเองเราต้องยอมรับว่าข้อมูลต่าง ๆ ของเรา เรารวบรวมข้อมูลมาจากหน่วยราชการ แล้วหน่วยราชการเองการที่จะเสนอข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่เป็นจริงไม่ค่อยมาก ข้อมูลที่เรามีจะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ เพราะส่วนมากจะเป็นข้อมูลผักชีเยอะ ดังนั้นการที่เราเอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ไม่สามารถ เชื่อถือได้มารวมกัน เราจะไปเข้าคอมพิวเตอร์เครื่องละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผลก็ออกมา ไม่ตก เพราะฉะนั้นเรากําหนดแผนตามนี้จากข้อมูลที่เราขาดแคลนแบบนี้อยู่ในภาวะ ที่อันตรายต่อการกําหนดแผน นี่เป็นข้อจํากัดลักษณะของยุทธศาสตร์ที่เป็น ผมจะไปเร็ว ๆ ว่าถ้าอย่างนั้นเราจะมาดูที่ปัญหาในเรื่องเครื่องมือ วิธีการและเครื่องมือ เราจะเห็นได้ว่าที่เรา ร่างมาตรงนี้มาเกี่ยวข้องตรงนี้มีความเกี่ยวข้องกันหลายชั้นแล้วซับซ้อนมาก ประเด็นที่ว่า ก็คือร่างกฎหมายที่เรากําลังร่างอยู่ตอนนี้จริง ๆ แล้วต้องเกิดขึ้นหลังบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ของเราขณะนี้มีมาก่อนคือมีลูกขึ้นก่อนแม่ แต่เนื่องจากว่าอาจจะเป็น ความจําเป็น แต่ว่ารายละเอียดที่มีการกําหนดก็คืออย่างเช่นว่าการไปฟังความเห็นจาก ประชาชนมาตามร่างกฎหมายที่เรากําลังออก ซึ่งผมเข้าใจว่าต้องเป็นร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญแน่ ๆ เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในมาตรา ๖๑ ตรงนี้เองเราจะเห็นได้ว่าแผนเรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ขณะนี้กําลังจะเสร็จแล้ว แผนเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ววางอยู่ เรากําลัง มีบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยกร่างแล้วยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านวางอยู่เป็นตัวคุมทั้งหมด เรากําลังมีร่างกฎหมายฉบับนี้วางเป็น ๓ ส่วนอยู่ หมายความว่าทั้ง ๓ ชิ้นนี้จะต้องรวมกัน อันนี้เป็นเครื่องมือในการกําหนด ในการเดินหน้า ปัญหาตัวที่ยังไม่แน่นอนว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะผ่านหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนนะครับ แล้วในส่วนการกําหนดถ้าผ่านมีการเปลี่ยน ตรงนี้ที่เราร่าง จะไปขัดกันไหม ผมยกตัวอย่างว่าการฟังความเห็นของประชาชนตอนนี้เราฟังแล้วพอเสร็จ ภายใน ๙๐ วันตามบทเฉพาะกาลเราต้องเดินเลย เท่ากับว่าเราเอาแผนที่มีการกําหนด แล้วมาใส่ลงในยุทธศาสตร์ชาติใช่หรือไม่ ฉะนั้นที่เรากําลังว่าเราจะต้องฟังเสียงในระยะยาว ตรงนี้จะมีปัญหาได้ คือหัวกับท้าย หน้ากับหลัง ความซ้ําซ้อนซับซ้อนตรงนี้จะเป็นปัญหา ในเชิงเครื่องมือในการที่เราใช้

ประเด็นต่อมาก็คือเกี่ยวกับร่างกฎหมายนะครับ ร่างกฎหมายตัวนี้ที่เรากําลัง จะพิจารณากันอยู่ ด้วยความเคารพว่ามีอํานาจมาก ซึ่งสมาชิกก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว บางส่วนผูกพันแล้วก็เหนือรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้เรื่องใหญ่ แต่ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้คงต้องมีการเปลี่ยน หมายความว่าถ้าเสนอไปรัฐสภาไม่เอากลับมา ถ้ายังจะยืนรัฐสภาต้องเอาตาม ตรงนี้เป็นเรื่อง ที่ไม่น่าจะกระทําได้ในเชิงเรื่องการผูกพัน นอกจากนั้นยังมีอํานาจในการเสนอลงโทษ คณะรัฐมนตรีหรือบุคคลได้ เสนอจากตรงนี้นะครับ แล้วก็ยังมีนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ว่าในส่วนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีชุดนี้ แต่ว่าเป็นกรรมการอยู่ด้วยนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วในนี้ มีการกําหนดว่าถ้ารัฐบาลไม่ทําตามยุทธศาสตร์นี้สามารถจะเสนอไปยังหน่วยงานหรือองค์กรอิสระ ดําเนินการให้เป็นไปได้ ทีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายนี้นั่งอยู่ในผู้นํารัฐบาลที่ไม่ทําตาม แต่บังเอิญมานั่งอยู่ในกรรมการด้วย ดังนั้นเขาจะใช้หมวกไหน ตรงนี้ก็แย้งกันอยู่เอง ในตัวกฎหมาย แต่ผมเข้าใจว่าจะมีการไปดําเนินการปรับปรุงตรงนี้อยู่บ้างนะครับ นอกจากนั้น บทเฉพาะกาลที่มีทั้งหมดในร่างกฎหมายฉบับนี้เร่งรัดเราใช้เวลา ๙๐ วันในการดําเนินการ แต่ว่าขาดความชัดเจนตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว ผมจะนําเสนอเรื่องที่เกี่ยวเนื่องว่า จะเป็นอุปสรรคและจะเป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นจริง ๆ จะขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ขอฉายไว้ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมจะอธิบายว่ารัฐบาลเองหรือฝ่ายการเมืองที่จะ เข้ามาในระบบ จริง ๆ แล้วส่วนนี้เป็นเรื่องของระบบการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง และเป็นกลไกในระบบการเมืองที่เกิดขึ้น ผมจะชี้ว่าในส่วนที่ ๑ อาจจะดูไม่ชัด ผมแจกเอกสาร ให้ท่านทั้งหลายไปแล้วด้วยนะครับ ในส่วนแรก ส่วนที่ ๑ จะเห็นได้ว่าตรงนี้เป็นระบบ ของอินพุต (Input) เอาต์พุต (Output) ความต้องการของประชาชน ปัญหาของเขา เรื่องที่ เขาต้องการ เรื่องที่เขาสนใจ จะเข้าไปสู่ระบบของสถาบัน สถาบันทางด้านที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ ก็จะมีพรรคการเมือง พรรคการเมืองเองเมื่อไปตรวจสอบความต้องการปัญหาของประชาชน แล้วเขาจะมากําหนดเป็นนโยบายแล้วนําไปสู่การเลือกตั้ง พอไปสู่การเลือกตั้งประชาชน เลือกตามนโยบายที่เสนอไว้ เขาก็ไปกําหนดเป็นนโยบายตามความต้องการของประชาชน แล้วส่วนนั้นเองระบบของเราจะเข้าไปสู่การจัดตั้งพาร์เลียเมนต์ (Parliament) ของเรา ก็คือรัฐสภา รัฐสภาก็ไปกําหนดเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมา เลือกรัฐบาลขึ้นมา มาเป็นรัฐบาล รัฐบาลตรงนี้ก็เอานโยบายตรงนั้นไปดําเนินการโดยผ่านระบบราชการมาช่วยกันเขียนนโยบาย สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อเนื่องออกไป นโยบายรัฐบาลออกเป็นประกาศ ออกเป็นเอาต์พุต (Output) เป็นปัจจัยส่งออกย้อนกลับไปหาประชาชน ถ้าประชาชนชอบ สอดคล้องกับปัญหาของเขา เขาก็จะมาเลือกรัฐบาลนั้นต่อไป เรื่องนี้จะเกี่ยวเนื่องหมุนวนไป ทีนี้พอเรามีการกําหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมาจะเข้าไปบล็อก (Block) ตรงนี้ทันที หมายความว่า ปัญหาประชาชนที่เกิดขึ้นตามความต้องการของประชาชนเรามีกรอบบังคับ เพราะฉะนั้นจะ ไหลไปตามปัจจัยนําเข้าแล้วก็มีการกําหนดเป็นนโยบายนําไปสู่การเลือกตั้งแล้วก็ย้อนกลับมา ทําให้ตามที่ประชาชนต้องการ จะไปล็อก (Lock) ติดตรงนี้ ประชาชนไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แบบนี้ประชาชนจะมีปัญหากับรัฐบาลได้ และที่ผมเรียนแล้วผมพูดไว้เสมอว่าเรื่องการซื้อเสียง ตราบใดที่ประชาชนเลือกรัฐบาลไป รัฐบาลได้ตอบสนองความต้องการของเขา เขามาเลือกต่อแล้วก็สามารถที่จะแก้ปัญหาเขาได้ ใครไปซื้อเสียงไม่มีความหมาย เพราะว่าเขาจะเดินไปตามนี้ แต่ถ้าเขาเป็นแบบนี้ รัฐบาล ไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนได้เพราะเรามีกรอบของเราอยู่แล้ว ตรงนี้จะมีการขัดกันแน่ในอนาคต และตรงนี้จะเป็นจุดแตกหักที่จะทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก ผมฝากประเด็นตรงนี้ไว้ว่าระบบการเมืองจะมาเป็นปัญหา อุปสรรค และภาวะกดดันต่อเรื่อง ที่เราทํา กดดันกันไปกันมา ยุทธศาสตร์นี้ก็จะไปกดดันรัฐบาล รัฐบาลเองการเคลื่อนตัว ก็จะมากดดันยุทธศาสตร์นี้ เรื่องนี้หลีกไม่ได้แน่ ๆ ผมมีประเด็นนําเสนอครับ ถ้าอย่างนั้น เราควรจะทําอย่างไร

เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) อันต่อไปครับ ผมเรียนว่าแผนที่เราวางตรงนี้ ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นคือเป็นแผนลักษณะที่ซับซ้อน คือเป็นแผนช่วงยาว ๒๐ ปี เหมือนกับว่าเรากําลังจะปลูกต้นไม้โดยหวังผล เราวางแผนตั้งแต่เมล็ดเลย ปลูกเมล็ดลงไปแล้ว ให้งอกขึ้นมา ๕ ปีแรกให้โตเป็นต้นแล้วเราไปหวังผลช่วงปลาย ตรงนี้เราควบคุมสถานการณ์ ไม่ได้เพราะยาวเกินไป ผมเลยเสนอว่าถ้าอย่างนั้นแบบนี้เขาเรียกว่าเป็นรูตเมทอด (Root method) วางกันตั้งแต่ราก ผมจะขอเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราจะปรับยุทธศาสตร์มาเป็น แบบต้นตอแล้วต่อตาต่อกิ่ง หรือบรานช์เมทอด (Branch method) ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่เหมาะสมกับประเทศเรามากกว่าการวางแผนช่วงยาว เพราะเรามาดูว่าประเทศจีน ที่มีการวางแผน เขาเป็นประเทศใหญ่เขามีการกําหนดว่าในครอบครัวให้เป็นวัน ไชลด์ โพลิซี (One child policy) มีลูกคนเดียว พอมาถึงสิ้นแผน แผนที่ ๑๒ ตอนนี้ แผนที่ ๑๓ เปลี่ยนแล้ว เพราะว่าคนไม่พอมาทํางาน ประเทศจีนยังเปลี่ยนเป็นทู ไชลด์ โพลิซี (Two child policy) ก็คือเปลี่ยนมาเป็นให้มีลูก ๒ คน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักกันทันเพราะว่าไม่มีแรงงาน สิ่งเหล่านี้ หมายความว่าให้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ นั่นเป็นประเทศใหญ่ แต่อย่างเรา เล็ก ๆ ผมเสนอแบบนี้ครับ เสนอว่าใช้เป็นลักษณะของการต่อตาต่อกิ่ง หรือบรานช์เมทอด (Branch method) ต่อตาต่อกิ่งจะดีกว่า วิธีการก็คือเราศึกษาว่าแผ่นดินของเราเป็นอย่างไร จุดแข็งของเราคืออะไร จุดแข็งของเราก็คือการที่บรรพบุรุษเรามาวางไว้ตรงปากแม่น้ํา เราสามารถผลิตอาหารได้ดี นี่คือจุดแข็งของเรา แลนด์ (Land) ของเรา แล้วเราก็อยู่ในศูนย์กลาง คือเราเป็นประเทศสารพัดเหลี่ยม เราอยู่หกเหลี่ยมเราก็อยู่ สามเหลี่ยมอิรวดีเราก็อยู่ สามเหลี่ยมทางตอนใต้เราก็อยู่ ตรงจุดนี้เราได้เปรียบมากนี่คือได้เปรียบในลักษณะ ที่เป็นแลนด์ (Land) คนของเราเองก็ดี คนของเราเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร เรามีโอภาปราศรัย เรามีนิสัยที่ดี การให้รองรับนักท่องเที่ยวหรือว่าความชํานาญในเรื่องการเพาะปลูกเราก็ดีมาก ตรงนี้คนของเราเป็นหัวใจสําคัญ และต่อจากนั้นสุดท้ายที่ผมเขียนไว้ก็คือแพลน (Plan) แต่ผม เขียนว่าโอลด์ (Old) ก็คือว่าแผน ๑๒ แผนที่เราร่างอยู่เดิม ถ้าตามกลไกก็คือว่าแผนพัฒนา ๕ ปี เป็นสิ่งที่จะล้มเหลวไปเรื่อย อยากจะให้ไปรวบรวมความล้มเหลวของแผนพัฒนา ๕ ปี ที่ว่าต้นแผนปลายแผนไม่ตรงกันตอนนี้เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว เอามารวบรวมหาข้อผิดพลาด เราจะเห็นเลยว่าปัญหาของเราอยู่ตรงไหนแล้วเอามาวางแผนต่อ สิ่งที่ผมต้องการ ท่านประธาน ที่เคารพครับ อยากจะขอเสนอว่าเราก็ทําเป็นต้นตอไว้ ต้นตอหมายความว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง ที่ทนแดด ทนฝน ทนแมลง เหมาะกับแผ่นดินนี้ที่ตรงนี้ แล้วเราต่อตาต่อกิ่งเข้าไป การต่อตา ต่อกิ่งจะดีตรงที่ว่าพืชพันธุ์ชนิดนี้เป็นที่นิยมใน พ.ศ. นี้ ขณะนี้เราก็ปลูกตรงนี้ต่อตาเข้าไป ถ้าไม่เป็นที่นิยมเราก็เปลี่ยน ยกตัวอย่างเรื่องประมง เราเดินแบบนี้โดนไอยูยู (IUU) กดดัน เราก็เปลี่ยนไปว่าภาคการผลิตสินค้าไปขายยุโรปที่เป็นแสน ๆ ล้านบาท จากเดิมเป็นสินค้า ประมง จริง ๆ แล้วเราก็สวิตช์ (Switch) มาเป็นสินค้าปลากระป๋องเหมือนกัน แต่ว่าเป็นสินค้า อุตสาหกรรม เพราะจริง ๆ แล้วที่มากดดันเราเรื่องปลาทูน่า (Tuna) ผมยกตัวอย่าง เราไม่จับปลาทูน่า (Tuna) เลย ทูน่า (Tuna) เรานําเข้าหมดแล้วทําไมจะต้องโดนด้วย ก็กลายเป็นว่ายุทธการนี้เขากดดันเรามากเกินไป เราจะได้พลิ้วหนีไปได้ แล้วเราอาจจะมีการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวให้ดีขึ้นแต่เราก็ต้องป้องกัน ไม่ใช่ว่าให้คนอื่น มาทําเหมือนเมื่อวานที่มีการอภิปรายไปแล้วมาทําธุรกิจท่องเที่ยวเสียเอง หรืออุตสาหกรรม ของเราถ้าผลิตแล้วกลายเป็นสินค้าไม่ใช่ไทยผลิต กลายเป็นผลิตในไทย เช่นรถยนต์ สักพักเขาจะหนีไปที่อื่น แต่ถ้าหากว่าให้ต่างประเทศอย่างประเทศญี่ปุ่นมาทําสินค้าเป็นเรื่องของ อาหารและส่งไปแบบนี้เราจะได้เปรียบ ผมก็ขอสรุปนะครับ ผมมีความเห็นว่ายุทธศาสตร์ คงจะต้องมีแต่กรอบ คงจะเป็นแนวทาง อย่าให้เป็นกรอบเพื่อกดดัน แล้วก็ขอความกรุณา ต้องอธิบายว่าไม่อย่างนั้นจะย้อนกลับไป คือผมเป็นฝ่ายการเมืองก็ปกป้องตรงนี้นิดหนึ่งว่าเรา ก็หวังดีต่อประเทศเหมือนกัน แต่ว่าความขัดแย้งเราก็ต้องตอบสนองต่อประชาชน แล้วถ้ามีอะไรมาล็อก (Lock) เอาไว้จะทํากันอย่างไร สุดท้ายก็จะขอเสนอเป็นความเห็น เผื่อว่าจะมีการได้รับการพิจารณาตามสมควร กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกรนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เรียนท่านสมาชิกทุกท่านนะคะ ดิฉัน ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๙๖ เช้านี้จะขออนุญาตอภิปราย ในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติใน ๒-๓ ประเด็นดังต่อไปนี้นะคะ

ส่วนแรก เป็นเรื่องของหลักการในเรื่องการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าเนื่องจากเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะอนุกรรมการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้ง ซึ่งมีประธานอนุกรรมการคือท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ซึ่งท่านได้กรุณากล่าวถึงแล้ว แล้วขณะเดียวกันก็ได้ทําหน้าที่ในฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยนะคะ

ประการแรก ในแง่ของหลักการและเหตุผลในการที่กําหนดให้มี ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้เป็นแม่บทหลักสําหรับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยมีโจทย์ ที่สําคัญว่าการพัฒนาของประเทศจะได้มีบูรณาการในทุกมิติ มีการจัดลําดับความสําคัญได้ แล้วก็สามารถดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดแล้วต้องสามารถที่จะติดตามประเมินผล หรือเราเรียกว่าต้องมีแอคเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) ว่าเรื่องที่สําคัญ ๆ เรื่องที่เป็น ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญ เรื่องที่เป็นปัญหารากเหง้าที่สําคัญของประเทศต้องถูก จัดการ ซึ่งอันนี้ต้องให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ยุทธศาสตร์ชาติ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วซึ่งหลาย ๆ ท่านได้กล่าวถึงในกรณีของประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ ในช่วงประมาณ ๑๐-๓๐ ปี สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างจะเห็นร่วมกันแล้ว แล้วดิฉันขออนุญาต ให้ความเห็นสนับสนุนก็คือว่า

ในส่วนที่ ๑ ที่สําคัญมาก ๆ เราจะต้องมีการกําหนดวิสัยทัศน์ที่มีความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ในส่วนที่ ๒ คือการกําหนดเป้าหมายในระยะยาวของประเทศไทย ต้องเห็น ภาพประเทศไทยว่า ๒๐ ปีต่อจากนี้ไปโฉมหน้าของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ในส่วนนั้น จําเป็นต้องมีความชัดเจน

ในส่วนที่ ๓ เรื่องยุทธศาสตร์หรือแนวทาง จะเป็นแนวทางใหญ่ ๆ ที่เน้น ในเรื่องของเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เรื่องคน เรื่องบริหารจัดการภาครัฐ เรื่องการพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามเข้ามาเป็นรัฐบาลต้องถือว่าประชาชนเลือกเข้ามา ให้ดําเนินการในเรื่องเหล่านั้นให้บรรลุเป็นขั้น ๆ ไป ทั้งนี้เป็นความเห็นตรงกันว่าโดยที่ ไม่จําเป็นต้องลงรายละเอียดในเรื่องของยุทธวิธี วิธีการ ซึ่งอันนี้ต้องสามารถออกแบบแล้วก็ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนไปในช่วงเวลาต่าง ๆ การที่มี ยุทธศาสตร์ชาติ มีการมองทิศทางที่มีความชัดเจนในระยะยาวว่าประเทศไทยจะมีโฉมหน้า อย่างไร ต้องการเป็นอะไร เป็นที่รู้จักในฐานะของอะไร การมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน มีความเป็น เจ้าของร่วมกัน มีความเป็นเอกภาพ ผลประโยชน์ที่ตามมาก็คือว่าการระดมทรัพยากรต่าง ๆ จะมีบูรณาการแล้วก็การดําเนินการต่อเนื่อง ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างในเรื่องของการกําหนดวิสัยทัศน์ที่เรากําลังร่างกันอยู่ตอนนี้นะคะ เน้นเรื่องการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งแน่นอน มีองค์ประกอบที่สะท้อนถึงความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นการมีรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น อย่างเช่นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ํา หรือว่าอย่างเช่นการปลอดซึ่งปัญหาคอร์รัปชันอย่างนี้ เป็นต้น สําหรับการกําหนดเป้าหมายความเป็นประเทศไทยในอนาคต ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างนะคะ เช่นเราบอกว่าการที่ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นชาติการค้าบนฐานของ การขยายตัวด้านการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่เข้มข้นมากขึ้น มีความเป็นเลิศในสาขาบริการและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพ สะอาดและปลอดภัย ท่านจะเห็นว่าในแง่ของวิสัยทัศน์ เป้าที่จะมุ่งสู่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่สิ่งที่เรากําลังพูดถึงว่าจะต้องมีการทบทวนเป็นเรื่องของแนวทางในระดับย่อย แต่แนวทาง กว้าง ๆ แนวทางใหญ่นั้นอย่างน้อยจะต้องสามารถมีกรอบที่ทําให้เห็นว่าเรื่องที่สําคัญ ของประเทศต้องถูกตามกํากับดูแลในการดําเนินการได้ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ เช่นเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ํา ทุกรัฐบาลที่เข้ามาก็จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ํานั้น ไม่ว่าเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงทรัพยากร การเข้าถึงแหล่งทุน การเป็นเจ้าของทรัพยากร กระบวนการยุติธรรม มีเรื่องใดบ้างที่จะต้องดําเนินการ หรือว่า เรื่องของการสนับสนุนในการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การพัฒนานวัตกรรม ทุกรัฐบาลก็จะต้อง ตอบได้ว่าเรื่องนั้นเนื่องจากเป็นความสําคัญในการที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้ มีอะไรบ้างที่ต้องทํา ดิฉันขอยกตัวอย่างเพียงเท่านั้นนะคะ นั่นคือส่วนแรกซึ่งดิฉันขออนุญาต เรียนว่าเป็นการสนับสนุนแนวคิดหลักการของการจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติและองค์ประกอบ และลักษณะของยุทธศาสตร์ชาติที่น่าจะเป็น

ในส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของกลไกและเครื่องมือในการนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นความชัดเจนว่ากลไกที่จะทําให้เกิดความเชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์ชาติ ไปสู่แผนระดับต่าง ๆ ซึ่งจะนําไปสู่การปฏิบัติเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วถ้าหากจะให้กลไก ความเชื่อมโยงจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนเฉพาะ ด้านต่าง ๆ มันถูกนําไปบังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลจริง ๆ นั้นจําเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับ ทั้งนี้เพื่อว่าให้การถ่ายทอดจากระดับยุทธศาสตร์ใหญ่สุดลงไปสู่การปฏิบัติดําเนินการได้แท้จริง และมีความสอดคล้องกันด้วยตั้งแต่ต้นจนปลาย ดังนั้นในประเด็นเรื่องกลไกของการมี พ.ร.บ. เป็นตัวแบคอัพ (Back up) ดิฉันก็มีความเห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วยในหลักการว่าจะต้องมี คณะกรรมการระดับชาติที่รองรับด้วยกฎหมายเพื่อทําหน้าที่ในการจัดทํายุทธศาสตร์ การพัฒนาในระยะยาวนะคะ

อย่างไรก็ตามดิฉันมี ๒-๓ ประเด็นในเรื่องของกลไกที่เป็นเรื่องน่าสังเกต ก็คือในเรื่องของมาตรา ๔๕ เป็นเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอันนี้ เจตนารมณ์ของการกําหนดไว้ซึ่งสํานักงานนี้ก็บอกเอาไว้ชัดเจนว่าจําเป็นต้องให้มี ผู้รับผิดชอบในการทําหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุด ซึ่งหมายถึงคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จะเชื่อมต่อจากระดับ ยุทธศาสตร์ลงมา เป็นการส่งไม้ต่อไปสู่ระดับการปฏิบัติ แต่มีข้อสังเกต ๒-๓ ประการนะคะ

ประการแรก เราจะสังเกตได้ว่าในปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่ทําหน้าที่ ใกล้เคียงกับภารกิจของสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะคะ ซึ่งเราจะเห็นว่ากําหนดอํานาจหน้าที่เอาไว้ในมาตรา ๔๕ วงเล็บต่าง ๆ นั้น ดิฉันขอยกตัวอย่างจากสํานักงานที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วรวมถึงสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ของทุกกระทรวง ดังนั้นถ้าเรามองในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าสํานักงานนี้ จะมีฐานะ อาจจะไม่ใช่ในฐานะเป็นหน่วยงานราชการ แต่ก็จะเป็นองค์กรภายใต้การกํากับ ของรัฐโดยที่มีเงินงบประมาณแผ่นดินมาสนับสนุน จึงเป็นประเด็นที่น่าคิดให้รอบคอบมากขึ้น ว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ แล้วทําหน้าที่ซ้ําซ้อน หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะมาคิดในแง่ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ในการที่ยกระดับ หรือว่า ปรับปรุงหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงในระดับแก้ไข พ.ร.บ. ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มีอํานาจหน้าที่ในการรองรับโดยกฎหมายในการทําหน้าที่ จะเป็นฝ่ายเลขานุการทําหน้าที่ในการสนับสนุนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตามที่กําหนดไว้ เป็นเจตนารมณ์หรือไม่ ซึ่งอันนี้เราจะมีข้อสังเกตเสมอว่าหากเรามีความเห็นว่าหน่วยงาน ที่มีอยู่ประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือว่ายังมีช่องโหว่ในการดําเนินการ ก็จะเป็น คําถามเสมอว่าถ้าอย่างนั้นเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหน่วยงานที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นั้นจะเป็น หน่วยงานซึ่งปิดช่องว่างก็คือส่วนหนึ่งละ แต่สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามองค์ประกอบที่ควรจะเป็น ดิฉันขออนุญาตลงลึกไปในประเด็น ในเรื่องของภารกิจ ของสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสัก ๓-๔ ประเด็น

ประเด็นแรก เป็นเรื่องของภารกิจที่เขียนเอาไว้ชัดเจน เรื่องภารกิจการศึกษา วิเคราะห์ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานสักประมาณ ๒ นาทีนะคะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล 🔗

ภารกิจในเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อสนับสนุนการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ตามมาตรา ๗ ซึ่งในทางปฏิบัตินี้เป็นประเด็นคําถาม ว่าดําเนินการภารกิจใด เช่น การจัดรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทุกด้าน ทุกมิติในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติอย่างครบถ้วน แล้วจะต้อง ดําเนินการต่อในเรื่องศึกษาวิเคราะห์ เพราะอันนี้เป็นพื้นฐาน เป็นหลักฐาน เป็นองค์ความรู้ ที่สําคัญในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอันนี้เป็นภารกิจที่กําหนดไว้ใน (๓) ภายใต้ มาตรา ๔๕ หากเป็นเช่นนั้น ภารกิจนี้ก็จะซ้ําซ้อนกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันนี้มีการจัด รวบรวมข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามท่านนิกร จํานง ได้ตั้งข้อสังเกต ด้วยซ้ําว่าข้อมูลก็ไม่แน่ใจว่ามีครบถ้วน เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อจํากัด ข้อหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะทําหน้าที่ในการวิเคราะห์ประเด็น ต่าง ๆ และเป็นการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง รายเดือน รายไตรมาส รายปี นอกจากนั้นแล้ว สํานักงานที่ตั้งขึ้นมาเมื่อดําเนินการสนับสนุนในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติในแต่ละครั้ง แล้วเสร็จ มีประเด็นคําถามว่าแล้วจะมีการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากดําเนินการก็เป็นการดําเนินการที่ซ้ําซ้อน แต่ถ้าหากไม่ดําเนินการ ก็จะทําให้ไม่ทันกับสถานการณ์ แล้วจะทําให้บทบาทภารกิจที่เขียนเอาไว้เรื่องของ การติดตามประเมินผลว่าสถานการณ์ไปอย่างไร ได้ทําหรือเปล่า ทําแล้วเกิดอะไร สถานการณ์รอบด้านเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะไม่สามารถดําเนินการได้

ประเด็นต่อไป เรื่องภารกิจที่เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ภายใต้ (๖) มาตรา ๔๕ เช่นเดียวกัน ก็เป็นประเด็น คําถามที่เกี่ยวเนื่อง คือที่ควรเป็นตัวลายลักษณ์อักษรในร่าง พ.ร.บ. นี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ว่า ในทางปฏิบัติจริง ๆ ก็จะมีเรื่องที่ติดตามมาว่าแล้วเครื่องมือในการติดตามประเมินผลนี้ เป็นประเภทใด เกณฑ์การพิจารณาว่าปฏิบัติตามหรือไม่ เป็นอย่างไร การนําผลการประเมินมาใช้ ให้เกิดผลในทางบังคับใช้ จะใช้กลไกใด และเป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับระบบรัฐสภาอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องน่าจะต้องมีการพิจารณาต่อไปว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ จะเป็นอย่างไร ดิฉันขออนุญาตท่านประธานใน ๒ ประเด็นสุดท้ายนะคะ

ประเด็นต่อไปสั้น ๆ ก็คือเรื่องภารกิจของสํานักงานนี้ ใน (๕) ของมาตรา ๔๕ เช่นเดียวกัน พูดถึงเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรต่าง ๆ และภาคประชาชน ก็เป็นประเด็นเช่นเดิมว่า ณ ขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ หน่วยงานกลางต่าง ๆ ก็ดําเนินการในการประสานกับหน่วยงานดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ใน (๕) ในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ อยู่แล้ว ความซ้ําซ้อน และอาจจะนํามาซึ่งความสับสนในระดับของการปฏิบัติด้วยซ้ําหรือไม่นะคะ

ประการต่อไปเรื่องโครงสร้างนะคะ ตามแผนภาพที่ ๓ ในหน้า ๑๕ มีการเรียกกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มมั่นคง กลุ่มการเมือง ดิฉันคงขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึง โดยทั้งหมด เช่นกันคําถามก็คือว่าภารกิจของกลุ่มเหล่านี้รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย หรือว่าเป็นการจ้างศึกษา วิจัยจากหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ หากเป็นเช่นนั้นในปัจจุบันนี้เราก็มี การจ้างกันอยู่ค่อนข้างมาก ขออนุญาตท่านประธานเป็นประการสุดท้ายนะคะ

ประการสุดท้าย เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับบทเฉพาะกาลในมาตรา ๕๗ ซึ่งอันนี้ดิฉันขออนุญาตที่จะไม่อ่านในรายละเอียดของมาตรานี้นะคะ แต่ว่าหลักใหญ่ ๆ เป็นเรื่องของการตั้งสํานักงานให้แล้วเสร็จใน ๙๐ วัน ซึ่งหมายความว่า ๙๐ วันนั้นสํานักงาน แห่งนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องทําหน้าที่ได้ตามมาตรา ๔๕ ดังนั้นในสภาพของความเป็นจริง เกิดขึ้นได้หรือไม่ แต่ขณะเดียวกันมีบทเฉพาะกาลในมาตรา ๕๘ ต่อเนื่องมาก็คือว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งก็ให้สํานักงานต่าง ๆ เช่น ซึ่งกล่าวถึงคือสภาพัฒน์ หรือว่าหน่วยงานราชการใดก็ตาม ตามมติ ครม. ทําหน้าที่ในการสนับสนุนไปพลางก่อน โดยตัวที่ขีดเส้นใต้ใหญ่ ๆ เลยว่าการดําเนินการในการสนับสนุนนั้นก็คือการบูรณาการ การดําเนินการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งร่วมกับสํานักงานต่าง ๆ คือ สมช. สํานักงบประมาณ ก.พ. สภาต่าง ๆ เหล่านี้จนกระทั่งมีการตั้งสํานักงานนี้แล้วเสร็จ ดังนั้นมีนัยตามมาทันทีเลย ว่าการดําเนินการสนับสนุนที่ว่านั้นจะมุ่งเน้นที่การบูรณาการแผน และยุทธศาสตร์ ที่หน่วยงานต่าง ๆ ดําเนินการอยู่แล้วใช่หรือไม่ ดังนั้นก็จะมีผลตามมาเช่นกันว่าจึงไม่เห็นว่า สํานักงานที่จะตั้งขึ้นจะดําเนินภารกิจอื่นใดที่นอกจากภารกิจที่พูดถึงงานธุรการ การสื่อสาร ทําความเข้าใจให้เข้าใจถึงอํานาจ บทบาท ภารกิจของคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านี้จะมี ความแตกต่างจากบทบาท ภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดิฉันขออนุญาต สรุปตอนท้ายสั้น ๆ นะคะว่า ดังนั้น ๑. ดิฉันเห็นด้วยในหลักการ แนวคิดของการมี ยุทธศาสตร์ชาติและเป็นเรื่องที่สําคัญมากสําหรับประเทศ แต่ในเรื่องของสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นการดําเนินภารกิจที่ซ้ําซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบันโดยเฉพาะหน่วยงานกลางประเภทต่าง ๆ ดังนั้นจึงน่าจะคํานึงถึงในกรณีของ การยกระดับ การปรับปรุง ปิดช่องโหว่ หากมีช่องโหว่ในการดําเนินการในหน่วยงานกลาง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ให้สามารถดําเนินภารกิจเหล่านั้นได้จะมีความเหมาะสมกว่าหรือไม่ ในสภาพที่เราก็มีข้อจํากัดในเรื่องของงบประมาณมากนะคะ แล้วก็อันนี้ขั้นตอนในการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเขียนเอาไว้ในเรื่องของการกําหนดผลประโยชน์แห่งชาติ เป้าหมายหลัก ของประเทศเขียนไว้ชัดเจนว่าดําเนินการร่วมกันระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นข้อสังเกต ที่สําคัญเพิ่มเติมเป็นประการสุดท้ายว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วบทบาท ภารกิจ หน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะตั้งขึ้นมาจะอยู่ในฐานะของการดําเนินภารกิจที่มี ความครอบคลุม แล้วก็มีความลึกซึ้ง ลุ่มลึกในเชิงวิชาการในเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์ มากมายประการใด ขอขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรองเลขาธิการสภาพัฒน์นะครับ น่าสนใจว่าในรูปแบบองค์กร ควรเป็นอย่างไร จะอัปเกรด (Upgrade) สํานักงานสภาพัฒน์ขึ้นมาเป็นสํานักงานยุทธศาสตร์ เพราะทําภารกิจนี้มาตั้งแต่ ๒๕๐๔ ถ้าจําไม่ผิดนะครับ ที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ตอนนี้จะจบแผน ๑๑ กําลังเริ่มต้นใหม่แผน ๑๒ ก็มายกเครื่อง ทั้งระบบ มีกําลังคน มีฐานข้อมูล มีระบบการเชื่อมโยงทุกอย่างไว้ก็น่าสนใจ แล้วก็มี พ.ร.บ. ของตัวเองก็ลองไปพิจารณาดู ทางกรรมาธิการก็ลองดูนะครับ ยังต้องเข้ากระบวนการ กรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ซึ่งขณะนี้เรียนว่ามาเกี่ยวข้องกับการทํางานของ สปท. แม้แต่วันนี้ก็คือว่าข้อเสนอองค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งอย่างน้อยมี ๓๖ องค์กร ทั้งควบรวม อัปเกรด (Upgrade) ยกระดับแล้วก็ตั้งใหม่เลยเพื่อปฏิรูปประเทศ

- ๒๓/๑   กับ ๒. คือร่างกฎหมาย ๑๒๖ ฉบับ เป็นกฎหมายที่จําเป็นต่อการปฏิรูปทั้งที่ยกร่างเสร็จแล้ว โดยสมบูรณ์หรือยังไม่สมบูรณ์นี้นะครับ ในส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่เราจะพิจารณาเป็นระยะ ๆ ไป ส่วนกรรมการรวม ๓ ฝ่ายนี้จะเคาะว่าในเรื่องขององค์กรใหม่หรือว่า พ.ร.บ. ใหม่ก็จะดูว่า ส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งงานกําลังคนก็คือ ก.พ. งานด้านโครงสร้างรัฐคือ ก.พ.ร. งานด้านของ การเงินงบประมาณก็คือสํานักงบประมาณ ดังที่ท่านปัทมาได้พูดจะดูหมด แต่หลักคิดก็คือว่า อะไรต้องทํา แต่การเพิ่มงบก็ต้องไปตัดอื่น ไม่ใช่ว่าจะให้ภาครัฐใหญ่ ๆ ต้องดาวน์ไซซิง (Downsizing) ต้องทําให้เล็กลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอะไรที่เทอะทะไม่ได้ผลก็ต้องยุบไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าข้อเสนอปฏิรูปใด ๆ ที่ให้มีการจัดตั้งหน่วย แล้วบอกว่าเปลืองงบประมาณ เราต้องคิดในมิติใหม่ว่าไม่ได้เปลืองงบประมาณ แต่ต้องคิดว่า จะต้องไปปรับส่วนอื่นที่ไม่จําเป็นออกหรืออย่างไร หรือว่าอัปเกรด (Upgrade) ส่วนเก่า ให้มาทําใหม่ เป็นต้นนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าข้อเสนอใด ๆ แล้วเป็นภาระงบประมาณ แล้วตรงนี้กรรมการรวม ๓ ฝ่ายจะประสานกับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็รองนายกรัฐมนตรี ๖ ท่านตัดสินในเรื่องนี้ ถ้าจําเป็นต้องทําก็ทํา ไม่อย่างนั้นก็ปฏิรูปไม่ได้นะครับ ต่อไป เชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติครับ

นายอนุสิษฐ คุณากร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เพื่อนสมาชิกครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร หมายเลข ๑๘๓ ผมขออนุญาตอภิปราย ในประเด็นของยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นหลักการ ผมคิดว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ผมเรียนอย่างนี้ครับ เราเข้ารับการศึกษาอบรมในหลาย ๆ หลักสูตร แล้วเราพยายาม ตั้งคําถามกันว่าบ้านเมืองนั้นมีทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ หลายคนตั้งคําถามมาโดยตลอดครับ ตัวกระผมเองเข้าสู่หลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตร เป็นระยะเวลา ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว เราเห็นว่าภาพของยุทธศาสตร์ชาติที่หลายท่านได้อภิปราย ไปแล้ว ผมคิดว่า ณ ที่แห่งนี้คงเข้าใจตรงกันครับว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมีทิศทาง ในการกําหนดแนวทางให้กับประเทศขับเคลื่อนหรือมีทางเดินไปได้ ด้ามขวานของเรานั้นมี ภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีกิจกรรมที่แตกต่างกัน ประชาชนที่มีความหลากหลายทั้งในเรื่อง ของการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม ศิลปะต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราถูกขับเคลื่อนภายใต้ แนวทางการดําเนินการที่มีมาอยู่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติทั้ง ๑๑ ฉบับนั้นเป็นคุณูปการต่อการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศ มาโดยตลอด ยังมีแผนและนโยบายอีกหลายเรื่องครับที่เราไม่สามารถจะเข้าใจตรงกัน หรือเดินไปพร้อม ๆ กัน ผมเรียนว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับผมครับ แผนการป้องกันประเทศ เป็นอย่างไร นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเป็นอย่างไร ยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา เป็นอย่างไร แผนประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ สิ่งที่ผมพูดมานี้ผมเชื่อว่าหลายท่าน คงไม่ทราบแล้วก็ไม่ได้รับรู้ในเรื่องเหล่านี้ ยุทธศาสตร์ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเลซึ่งมีผลประโยชน์ของประเทศอยู่อย่างมหาศาล ประมาณ ๒๕ ล้านล้านบาทต่อปี ท่านทราบหรือไม่ว่าในผืนน้ํานั้นเราต้องทําอะไรกันบ้าง ผมคิดว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาหลายเรื่อง เราไม่มีทิศทางครับ เราปิดทองหลังพระกัน แล้วเวลามีปัญหาเราก็บอกว่าให้หน่วยโน้นหน่วยนี้ ไปรวมตัวกันแล้วก็ไปแก้ไขปัญหา ทุกวันนี้เป็นอย่างนั้นครับ ยกตัวอย่างเรื่องการดูแลรักษา ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ถ้าเทียบแล้วกับประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเราเองทิศทางชัดครับ ๑ ปี ขอให้มีโคสต์การ์ด (Coast guard) หน่วยงานที่จะดูแลและปกป้องผลประโยชน์ ในทะเล แต่ของเรา ๑๐ กว่าปีมาแล้วเราพยายามแก้ไขปัญหาทําไม่ได้ครับ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลบางชุดที่เข้ามา ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่าการใช้พลังอํานาจของชาติ ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศนั้นหรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วต้องมีกระบวนการคิดอย่างบูรณาการครับ ไม่มีการแยกส่วน แล้วไม่มีการแยกกันทํา ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาในแต่ละชุด ผมเห็นด้วยที่บางท่านได้นําเสนอว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาแล้วย่อมรับฟังความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน แต่การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นเรื่องที่มิสามารถหลีกเลี่ยงได้ เป็นเรื่องที่ชาติต้องเดินไปตามทิศทางนั้น อย่างน้อยจากการประเมินสถานการณ์ จากการตรวจสอบผลประโยชน์ของชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมเรียนแม้กระทั่งว่าตัวผลประโยชน์ ของชาติที่ชาติบ้านเมืองได้กําหนดไว้เพื่อจะใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศว่า ประเทศในระยะต่อไปจะต้องดูแลผลประโยชน์ของชาติเหล่านี้อย่างไร ผมก็เชื่อว่าหลายฝ่าย หลายกระทรวง หลายทบวง กรม ณ วันนี้ไม่เข้าใจครับ ไม่ได้ไปประเมินว่ากระทรวง ทบวง กรมนั้นมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่อง แต่ผมประเมินว่าชาติบ้านเมืองนั้นไม่มีทิศทางที่ชัดเจน เราแยกกันเป็นเสี่ยง ๆ ครับ เราทํางบประมาณเป็นรายฟังก์ชัน (Function) ทําดูดีนิดหนึ่ง เราก็ลงไปในเรื่องของอาเจนดา (Agenda) ซึ่งขณะนี้งานอาเจนดา (Agenda) ดูเหมือนเป็นงาน ในเชิงยุทธศาสตร์ที่เราขับเคลื่อนไปได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีเรื่องของแอเรียเบส (Area based) ซึ่งเราถือว่าภาคประชาสังคมในระดับพื้นที่เป็นเรื่องที่สําคัญ ที่ผมเรียนว่าผลประโยชน์ของชาตินั้น มีอะไรบ้าง ผมอยากจะเรียนนะครับว่าสิ่งที่เราต้องทําและต้องรักษาไว้ก็คือการมีเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ ใครทําครับ กระทรวงไหนทํากันบ้าง ทํากันอย่างไร ทิศทาง ไปอย่างไร งบประมาณที่จัดสรรลงไปเรากําลังทําอะไรกันอยู่ การดํารงอยู่อย่างมั่นคง ของสถาบันหลักของชาติ ใครทําอะไร เรากําลังบอกว่ามีคนละเมิด เรากําลังบอกว่าจะต้อง มีการใช้มาตรา ๑๑๒ เรากําลังบอกว่าจะจัดการกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้ใครทําครับ ทิศทางไปทางไหน ชาติ ประชาชนที่จะพ้นจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทิศทางเหล่านี้ ใครเป็นผู้กําหนดครับ อาจจะเป็นสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติกําหนด กําหนดแล้ว กระทรวง ทบวง กรม ทําอะไร ทําอย่างไร ทําภายใต้เครื่องมือและกลไกใด เรื่องเหล่านี้ เป็นทิศทางที่ผมคิดว่าถึงเวลาที่ประชาชนทั้งประเทศต้องได้รับการตอบสนองว่าทิศทาง ในอนาคตของประเทศจะเดินไปทางไหน เยาวชนของเราที่อยู่ในสถานศึกษา เข้าใจหรือไม่ว่า ในท้ายที่สุดด้ามขวานของเราจะมีการพัฒนาไปอย่างไร การเจริญเติบโตของชาติ ความเป็นธรรม และความอยู่ดีมีสุขของประชาชนซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์ของชาตินั้นจะต้องถูกกําหนดทิศทางไว้ อย่างไร ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลง ของสภาวะแวดล้อมโลก สภาวะแวดล้อมในภูมิภาค และสภาวะแวดล้อมในบริบท ของประชาคมอาเซียนต่าง ๆ จะเดินไปได้อย่างไร ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่ผม ขออนุญาตถ่ายทอดแล้วก็ใช้เวลาที่มีอยู่ สิ่งที่เคยมีมาอยู่เดิมนั้นผมคิดว่าเป็นคุณูปการครับ รัฐบาลทุกชุดที่เข้ามามีการดูแลชาติบ้านเมืองภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม สถานการณ์ของแต่ละห้วงเวลา แต่แน่นอนครับอนาคตของชาติที่เราคิดว่าเราจะผลักดัน และขับเคลื่อนนั้นเรามีทิศทางอย่างไร สิ่งที่มีอยู่เดิมหลายเรื่องไม่ได้สะท้อนหรือถ่ายทอด ลงไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองที่ไปในทิศทางเดียวกัน หลายเรื่องเป็นสิ่งที่เรารู้กันดีว่า บ้านเมืองนั้นยังขาดทิศทางหลักอยู่ ยังมีความไม่ชัดเจน สิ่งที่มีอยู่หลายเรื่องในระยะเวลา ที่ผ่านมาเราอาศัยบทบาทของฝ่ายการเมือง เราอาศัยรัฐบาลแต่ละชุดครับ แต่เรียนว่า เมื่อรัฐบาลแต่ละชุดเข้ามาแล้วสิ่งที่รัฐบาลแต่ละชุดกําลังจะหาคําตอบและหาทางเดิน เขาส่งเรื่องกลับไปที่กระทรวง ทบวง กรม แล้วบางเรื่องก็กําหนดมาเป็นแผนบริหารราชการแผ่นดิน กําหนดว่าเป็นนโยบายแห่งรัฐ อันนี้เป็นประสบการณ์ในฐานะที่ผมอยู่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ อยากจะ สะท้อนให้เห็นถึงภาพของความไม่ชัดเจนและความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทําให้ ชาติบ้านเมืองเรานั้นเดินไปได้ค่อนข้างลําบากพอสมควร สิ่งที่มีอยู่เดิมนําไปสู่การจัดสรร งบประมาณที่ผมคิดว่าบางครั้งในสภาแห่งนี้เอง เมื่อแผนงานโครงการเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ งบประมาณถูกตัดโดยไม่มีเหตุผล อันนี้คือสิ่งที่เราเจอแล้วเราประสบ แม้กระทั่งงาน ที่เป็นสาระสําคัญของประเทศอย่างสูงยิ่ง ไม่ต้องอธิบายครับ มีกระบวนการตัด หรือจัดสรรงบประมาณอย่างไม่ได้บูรณาการและมองไม่เห็นภาพความจําเป็นของประเทศ ที่แท้จริง ฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาของประเทศแล้วครับว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้น เป็นเรื่อง ที่เราจะต้องดําเนินการต่อไป ส่วนรูปแบบวิธีการการร่างกฎหมาย การใช้เครื่องมือต่าง ๆ คณะกรรมการกลไกวิธีการสรรหา การกําหนดขอบเขตในการที่จะไปจัดทํายุทธศาสตร์ ในระยะต่อไปจะดําเนินการอย่างไรนั้นผมขออนุญาตไม่กล่าวถึงครับ ในชั้นนี้ขออนุญาต เรียนถึงความจําเป็นว่าถ้ายุทธศาสตร์นี้เป็นความต้องการของประชาชนแล้ว การขับเคลื่อน ในระยะต่อไปผมคิดว่าเป็นเรื่องและเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องดําเนินการให้เรื่องเหล่านี้ สําเร็จลุล่วงไปได้ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัด กระทรวงกลาโหม เชิญค่ะ

พลเอก พหล สง่าเนตร 🔗

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ นะครับ วันนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องภาพรวมของประเทศชาติที่ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ซึ่งรวมทั้งผมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็อดไม่ได้ที่จะต้องขออนุญาตมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น เพื่อจะให้สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ลงแรง ลงความคิดร่วมทํากัน อย่างหนักหน่วงนั้นได้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนะครับ

อันดับแรก ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ทําในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็นความสําคัญ ของชาติ และมีผลต่อทุกภาคส่วนเพียงในเวลาอันสั้นออกมาได้มีผลเป็นที่น่าพอใจนะครับ ก็เป็นที่ยอมรับกันทุกท่านที่ได้อภิปรายมาแล้วว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นเรื่องจําเป็น เป็นเรื่องของการมองภาพของประเทศที่จะเผชิญในอนาคต แล้วก็หาทางเตรียมการ ที่จะเผชิญให้พร้อมไว้ก่อน ถ้าเรามียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจนมาตั้งแต่อดีตเราคงไม่มีปัญหา ในปัจจุบันที่ว่าอีก ๕ ปีข้างหน้าจะมีรถไฟฟ้า ๑๐ สาย เล็งหาช่างที่จะมาดําเนินระบบ รถไฟฟ้าไม่ได้เพราะเราไม่ได้มองภาพของการมีรถไฟฟ้าไว้ในอนาคต ทั้งที่พูดกันแล้ว ตั้ง ๓๐ กว่าปี แต่ไม่ได้มีการคิดเป็นระบบ ไม่ได้มีการเตรียมตัวไว้ หรือแม้แต่เรื่องภัยแล้ง ที่เชื่อกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีภัยหนักหน่วงที่สุด ก็คงเป็นปัญหาที่มีวิธีแก้แบบเดิม คือจะมี รถบรรทุกน้ําของหน่วยราชการต่าง ๆ เอาสายยางไปแจก ประชาชนก็ถือถังน้ํามันเปล่า แล้วก็มารอเติมน้ําไป อันนี้ก็เป็นมา ๒๐-๓๐ ปีแล้ว นี่คือสิ่งที่เราไม่มีการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า บางท่านมองดูว่า ๒๐ ปีดูเหมือนเป็นระยะยาว แต่อนาคตปัจจุบันดูว่าจะเปลี่ยนแปลงทุกวัน อาจจะมองภาพไม่ชัดเจนหรือไม่แน่นอน แต่ถ้าเป็นนักวิเคราะห์ที่ดีแล้วจะพบว่า ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนขึ้น ๆ ลง จะมีสิ่งที่เรียกว่าเทรนด์ (Trend) หรือแนวโน้ม ที่สามารถจะนําไปสู่ภาพในอนาคตที่มองให้เห็นได้ แม้อาจจะไม่ชัดเจนสมบูรณ์แต่ก็พอจะ เห็นภาพได้นะครับ เราก็ชื่นชมวิชัน ๒๐๒๐ (Vision 2020) อย่างที่มีบางท่าน ได้อภิปรายไปแล้วของประเทศเพื่อนบ้าน อันนั้นก็มองภาพตั้ง ๓๐ ปี ก็เพราะกําหนดตั้งแต่ ปี ๑๙๙๐ เป็นภาพที่มอง ๓๐ ปี คงไม่ได้มองเป็นภาพสุดท้ายอย่างเดียว คงได้เตรียมการ ต่าง ๆ จะมีการสร้างเมืองมหาวิทยาลัย สร้างเมืองรัฐบาล สร้างเมืองวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ สร้างระบบการศึกษารองรับ ก็คงได้เตรียมการไว้อย่างชัดเจนเพื่อไปสู่อนาคตที่จะมาถึง ในอีก ๔ ปีข้างหน้า ๕ ปีข้างหน้า หรือการมีประชาคมอาเซียนที่เกิดขึ้นในปีนี้นะครับ สมาชิก ๑๐ ชาติก็ลงนามกันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ ก็ ๑๒ ปีมาแล้ว จริง ๆ ที่กําหนดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ นั้นคิดไว้ในปี ๒๕๖๓ ก็คือวางแผนไว้ ๑๗ ปี เพราะฉะนั้นการมองภาพระยะยาวก็เป็นเรื่องจําเป็น และเป็นเรื่องที่ ทํากันอยู่ในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ฉะนั้นประเทศไทยก็จําเป็นเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่เรา กําลังพูดถึงก็คือว่าการจัดทํานั้นคงจะต้องเตรียมให้พร้อมและให้สมบูรณ์ที่สุดสําหรับอนาคต ที่ไม่แน่นอน ผมอยากจะดูเป็นลําดับไป

เรื่องแรก คือเรื่องของกรอบความคิดในการจัดทํา ขออนุญาตว่าผมไม่มี เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เพราะผมเป็นคนขี้เกียจพิมพ์ แล้วก็เขียนอย่างเดียว เขียนแล้วคนอื่นก็อ่านไม่ออกอีก ฉะนั้นก็คงจะไม่มีเอกสารนะครับ คงจะเป็นคําพูดที่ต้อง จดบันทึกเอา แต่กรอบความคิดนั้นจะมีเป้าประสงค์หลักของชาติและผลประโยชน์ของชาติ ที่ได้มา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่พิจารณาจากความต้องการของคนในชาติ ก็คือการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาแผนพัฒนาในอนาคตต่าง ๆ จะเห็นว่ามีกรอบ ๔ เหลี่ยมเล็ก ๆ ทางด้านซ้ายที่น่าจะเหมือนเป็นความชัดเจนอยู่ว่าเป็นสิ่งที่ต้องมี เป็นสิ่งที่ยึดโยงอยู่ ที่พูดถึง เรื่องของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็หมายถึงว่า กรอบนี้เป็นเครื่องยึดโยงที่ว่าระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ที่เป็นพื้นฐานหลักเป็นสิ่งที่ประเทศชาติควรยึดถือไว้ตลอดเวลา ต้องนํามาคิดตลอดเวลา ในการทําเป้าประสงค์ หรือแม้แต่ในการทําแนวทางปฏิบัติในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ผมเห็นว่าในเรื่องของความมั่นคงค่อนข้างชัดเจนว่ากําหนดไว้เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ในเรื่องเศรษฐกิจและสังคมนี้ดูเหมือนจะ กว้างเกินไปนะครับ ถ้าไม่ระบุให้ชัดเจนอาจจะมีปัญหาในการนําไปปฏิบัติ อาจจะมี การตีความคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไป ผมพิจารณาว่าบางอย่างสามารถกําหนดชัดเจนได้ ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกว่ายึดถือกันโดยแพร่หลาย หรือเป็นเรื่อง ที่เป็นสากลแล้ว เช่นหลักของธรรมาภิบาล หรือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้น่าจะเขียนระบุให้ชัดเจนได้ว่าจะเป็นกรอบเช่นเดียวกับระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้นะครับ ว่าเป็นหลักทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ทําให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืน หลักนี้จะเป็นหลักที่ระบุให้ชัดเจนได้ เพื่อทําให้การนําไปสู่ การจัดทําเป้าประสงค์ หรือแนวทางปฏิบัติในยุทธศาสตร์ชาติ สามารถจะกําหนดค่อนข้าง ชัดเจนขึ้น

ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๑๑ ก็เห็นว่าเป็นความตั้งใจ ที่ดีของคณะผู้จัดทําที่จะให้มีความหลากหลายครอบคลุมทุกภาคส่วนมีจํานวน ๒๕ คน โดยเป็นประมุขของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเสีย ๓ คนโดยตําแหน่ง ที่เหลือก็เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน แต่ตัวเลขตรงนี้คิดว่านี้อาจจะขอปรับปรุงนิดหน่อย เพราะว่า ถ้าดูในมาตรา ๖ ประเด็นสําคัญที่เราจะครอบคลุมมี ๑๒ ประเด็น ฉะนั้นถ้าผู้ทรงคุณวุฒิมี ๒๒ ท่าน ดูเหมือนจะมีความลักลั่นอยู่ว่าบางประเด็นสําคัญ บางประเด็นไม่สําคัญ ถ้าจะเป็น ๒๔ ท่านก็จะทําให้ประเด็นละ ๒ ท่าน ก็จะสอดคล้องกับมาตรา ๖ อันนี้ก็เป็นเพียงจํานวน แต่ที่สําคัญผมว่าเป็นคุณลักษณะที่ต้องการของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ผมว่าการสรรหาเป็นเรื่องสําคัญ และบางทีตําแหน่งไม่สําคัญ แต่ตําแหน่งเป็นเรื่องต้องพิจารณาว่า ต้องมีประสบการณ์ในงาน ในตําแหน่งหน้าที่นั้น ๆ มาเป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่พอจะเป็น เครื่องยืนยันว่ามีความรู้ มีประสบการณ์ แต่สิ่งที่ต้องการหรือคุณลักษณะเฉพาะที่สําคัญ สําหรับคนที่จะเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ผมว่าน่าจะมีหลัก ๆ ๓ ประการนอกเหนือ จากตําแหน่งที่ว่าแล้ว ประการแรก ต้องเป็นนักคิดนะครับ นักคิดที่นี้คือนักคิดที่สามารถ จะเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นนักจินตนาการ เพราะยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของ ๒๐ ปี ในอนาคตที่อย่างไรก็มองไม่เห็น แต่จะต้องมีคณะกรรมการที่มองเห็น ในสิ่งที่ไม่เห็นนะครับ เป็นนักคิดที่ดี กลุ่มที่ ๒ ที่ต้องมี หรือว่าจะมีในบุคคลเดียวกันก็คือเป็นนักปฏิบัติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติต้องสามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นลงมือทําแล้ว จะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เขียนในสิ่งที่ทําไม่ได้ ไม่เคยทํา หรือไม่มีความสามารถที่จะนําไปสู่ การปฏิบัติ ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการนําความคิดไปสู่การปฏิบัติได้ในสภาพแวดล้อม ต่าง ๆ ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป และที่สําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ๒ คุณสมบัติแรก ก็คือ ผมจะใช้คําว่า ความเป็นครู ผมไม่อยากใช้คําว่า ประชาสัมพันธ์ เพราะประชาสัมพันธ์ ในความคิดของผมหมายถึงการนําสิ่งเล็ก ๆ สําคัญหรือไม่สําคัญก็ตามไปชูขยายให้เป็น ประเด็นใหญ่ให้คนเชื่อ เป็นความสามารถของนักประชาสัมพันธ์ แต่ความเป็นครูนั้นคือการมองทั้งหมดทุกเรื่อง แล้วย่อยลงมาให้เข้าใจง่าย ให้นักเรียนกลืนได้ นักยุทธศาสตร์ต้องเป็นครู มองเรื่องทั้งหมด ที่สลับซับซ้อน ที่ยุ่งยาก และอธิบายให้คนธรรมดาเข้าใจได้นะครับ อันนี้เป็นคุณสมบัติ ๓ ประการที่ผมคิดว่านอกจากปริมาณแล้วคุณภาพก็เป็นเรื่องสําคัญที่ต้องพิจารณา จะพิจารณาอย่างไรก็ตามต้องมีคุณสมบัติที่สําคัญอย่างนี้

คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นตัวจักรสําคัญที่จะ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติก็ดูเหมือนจะมีความตั้งใจให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนเช่นเดียวกัน แต่ว่าถึงแม้จะระบุไว้ในบางส่วน แต่ผมว่าบางส่วนที่ถึงแม้จะละไว้ในฐานที่เข้าใจก็ควรระบุ ให้ชัดเจน เพราะเป็นส่วนที่เป็นเครื่องมือที่สําคัญที่สุดในการใช้เพื่อเผชิญกับปัญหาในอนาคต ที่ไม่แน่นอนคือส่วนของทรัพยากรมนุษย์ แต่คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีส่วนไหนที่จะยืนยันถึงการมีคณะกรรมการที่เป็นคณะกรรมการในส่วนของการพัฒนา การศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งน่าจะมีความสําคัญไม่น้อยไปกว่าส่วนของความมั่นคง หรือส่วนงบประมาณนะครับ อยากจะพูดว่าสําคัญที่สุดด้วยซ้ํา เพราะผมอยู่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ก็ขออนุญาตลําเอียงนิดหนึ่งนะครับ แต่ควรจะ ระบุไว้ เช่นเดียวกันในกรอบที่เขียนว่าแผนของกลุ่มภารกิจก็จะเขียนแผนมากมาย แล้วก็ใช้ ฯลฯ นะครับ ผมว่าควรจะเอามาจาก ฯลฯ ๑ ตัว ก็คือว่าแผนของการพัฒนาการศึกษา และทรัพยากรมนุษย์ อันนี้ต้องเขียนชัดเจน เพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุด นี่เป็นเครื่องมือสําคัญ ที่จะทํายุทธศาสตร์ชาติสําเร็จในอนาคตที่ไม่แน่นอน นอกเหนือจากงบประมาณ หรือวิธีการอื่น ๆ

มาถึงส่วนสําคัญที่ได้รับการพิจารณาเพ่งเล็งเป็นพิเศษคือเรื่องของอํานาจหน้าที่ ผมก็มีความเห็นสอดคล้องกับหลาย ๆ ท่านว่าอํานาจหน้าที่บางประการนั้นดูจะได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์มาก ผมอยากจะให้ ขออภัยอีกสักนิดหน่อยนะครับ ขอเวลาอีกสักนิดหนึ่ง เราอยากจะมองคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นที่พึ่ง เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของทุกองค์กร ในชาติ ผมเชื่อว่าภารกิจที่มาด้วยความตั้งใจเร่งด่วนครั้งแรกดูเหมือนจะมาเป็นภาคบังคับ หรือเป็นภาคที่จะมาแก้ปัญหา เป็นภาคที่มาถือกระบอง ถือดาบอาญาสิทธิ์ แต่ว่าในภาคเป็นจริง ที่จะมีองค์กรนี้ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นองค์กรของครูใหญ่หรืออะไรก็ตามสักคนหนึ่ง ที่เป็นคนที่ทุกคนเคารพ ศรัทธา และเชื่อถือ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะมีบทบาทหน้าที่อะไร ต่าง ๆ ที่สร้างความขัดแย้ง ควรจะพิจารณาหลีกเลี่ยงอํานาจหน้าที่ที่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มบริหาร ระบบอํานาจทางเชิงบริหารไปยุ่งกับอํานาจทางนิติบัญญัติหรือรัฐสภาจะเหมาะสมกว่า อย่างเช่นในมาตรา ๑๓ (๙) ที่บอกว่าการตรวจสอบการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรต่าง ๆ เป็นผู้ตรวจสอบ และยังนําผลการตรวจสอบ ไปเปิดเผยต่อสาธารณะอีก คือพูดว่าเป็นการประจานนะครับ อันนี้เป็นการสร้างความขัดแย้ง ทําให้เราเสียภาพลักษณ์ที่ต้องการจะเป็นที่พึ่งของสังคม เดี๋ยวจะกลายเป็นศัตรูกันไป ซึ่งน่าจะพิจารณาหาวิธีที่เหมาะสมกว่านะครับ หรือในมาตรา ๑๔ ถ้าหน่วยงานของรัฐ ดําเนินการซ้ําซ้อนก็ให้คณะกรรมการเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะทํา ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหารเขาจะเป็นคณะรัฐมนตรีหรือใครก็ตาม เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าอํานาจหน้าที่ เป็นส่วนสําคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราน่าจะหลีกเลี่ยงอํานาจหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง กับผู้บริหารน่าจะเป็นลักษณะของการแนะนําที่ปรึกษา เป็นที่พึ่งเชิงนโยบายน่าจะ เหมาะสมกว่านะครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนให้ข้อเสนอเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ในเชิงปฏิบัติ แล้วก็จะได้เป็นที่มั่นใจของพวกเราว่าร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ จะสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับประเทศไทยในอนาคตได้อย่างที่พวกเราตั้งใจไว้ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ๕ ท่านนะคะ ดิฉันจะอ่านชื่อ ๕ ท่านลําดับถัดไปนะคะ มีท่านถวิลวดี บุรีกุล ท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านกษิต ภิรมย์ ต่อไป เชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิก สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉันถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นไม่มากนะคะ เริ่มแรกดิฉันก็อยากจะขอบคุณ กรรมาธิการที่ให้ความสําคัญกับทิศทางของประเทศ เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็ควร จะมีมานานแล้ว ถือว่าเราจะเห็นตัวเองในอีก ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ลูกหลาน ของเราจะอยู่อย่างไร เป็นเรื่องที่เราจะส่งมอบประเทศให้ลูกหลานอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ จะเห็นในอนาคต ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีแล้วก็เป็นเจตจํานงของคนในชาติ เป็นสัญญาใจ ของคนในชาติว่าจะดําเนินการไปถึงจุดหมายนะคะ ก็ถือว่าจุดเริ่มกําลังจะเกิด และจุดกลาง จะอยู่ตรงไหน จุดปลายจะอยู่ตรงไหนก็คงจะมีแสงสว่างที่จะพาเราเดินไปอย่างถูกทิศถูกทาง อย่างไรก็ตามมีหลายประเด็นที่ดิฉันมีข้อสังเกต ดิฉันเคยทําการศึกษาวิจัยเรื่องอนาคต ประเทศไทยที่คนไทยอยากจะเห็น

เรื่องแรก ที่คนไทยอยากจะเห็นคือความปรองดองสามัคคี

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเป็นสังคมที่โปร่งใส ปราศจากการทุจริต การที่ ประชาชนมีการศึกษาดี มีการเมืองดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วก็มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อดูในมาตรา ๖ มาตรา ๖ ก็เขียนไว้ละเอียดว่าจะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งบางที จะละเอียดมากไปไหม หรือว่าประเด็นที่สําคัญขาดหายไป เพราะฉะนั้นการเขียน รายละเอียดแบบนี้จะทําให้บางสิ่งที่เราอยากจะเติม จะเติมอยู่ตรงไหน เช่นทําอย่างไร ถึงจะให้เกิดสังคมสันติสุข แน่ใจได้ว่าในอนุมาตราทั้งหมด ๑๒ อนุมาตรานั้นจะนําประเทศ ไปสู่สังคมที่สันติสุข สถาพร และเกิดความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ําได้หรือไม่

นอกจากนี้ประเด็นที่สําคัญในมาตรา ๗ มาตรา ๗ ถือว่าเป็นมาตรา ที่กําหนดว่าจะต้องทํางานกันอย่างไรบ้างในคณะกรรมการ ก็มีประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวล ของดิฉันอยู่หลายประเด็นเหมือนกันโดยเฉพาะในวรรคสอง เรื่องการมีส่วนร่วมของ ประชาชนต้องเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนด ซึ่งตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่า จะทําอย่างไรแล้วประชาชนทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ซึ่งดิฉันก็อยากจะ สนับสนุนข้อเสนอของท่าน สปท. คํานูณนะคะว่าอยากจะให้เขียนให้ชัดหรือจะต้องมี การกําหนดอย่างไรไม่แน่ใจ เราจะไว้ใจกรรมการได้ไหมว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง แล้วนอกจากนี้ในวรรคสาม ที่บอกว่าการจัดทําสาระจะเป็นอย่างไร กําหนดเป้าหมายอย่างไร ระยะเวลาอย่างไร ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนดอีก ตรงนี้ ก็เป็นข้อห่วงกังวล เพราะว่าสาระต้องมาจากการมีส่วนร่วมของทุกคนมาจากเจตจํานง ของหลายภาคส่วน แต่แทนที่จะเป็นไปตามนั้นก็ให้กรรมการเป็นคนกําหนดอีก เราก็จะ กลายเป็นมอบอํานาจให้กรรมการชุดนี้ทําทั้งหมดนะคะ

นอกจากนี้ในมาตรา ๙ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะต้องมีการทบทวนทุก ๕ ปี แทนที่จะบอกว่าอาจจะ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรา อยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่ว่ากรรมการไม่เห็นชอบที่จะให้ปรับปรุงจะทําอย่างไร ก็ปรับไปเสียเลยว่าแทนที่จะเป็น อาจ ก็ให้มีการทบทวนทุก ๕ ปี ก็ไม่เสียหายอะไรที่จะปรับ ตรงนี้นะคะ

นอกจากนี้ในมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๓ เป็นมาตราที่สําคัญ เป็นหน้าที่ของ กรรมการว่าจะต้องทําอะไรบ้าง ตรวจสอบ ทบทวนอะไรอย่างนี้นะคะ เยอะแยะไปหมด ทีนี้มาดูในมาตรา ๑๓ (๙) คือเมื่อติดตาม ตรวจสอบ แล้วให้เปิดเผยต่อสาธารณชน แล้วไปอย่างไรต่อดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าแล้วอย่างไรต่อ ปรากฏว่าไปติดตาม ตรวจสอบ เปิดเผย แล้วจะไปบังคับได้อย่างไร คือจะเป็นรูปแบบอย่างไรก็ยังมองไม่ออกนะคะตรงนั้นยังมองไม่ถึง

นอกจากนี้ดิฉันมีประเด็นอีกเล็กน้อยคือเรื่องของการตรวจสอบ ถ่วงดุล ดิฉันถามว่าใครจะเป็นคนตรวจสอบ ใครจะเป็นคนถ่วงดุลกับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ใครจะตรวจสอบว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติทําดีหรือไม่ดี ทํางานตามเป้าหมายถูกต้อง หรือไม่ จะมีกรรมการที่ไหนมาตรวจสอบอีก หน่วยงานไหนใครจะเป็นคนประเมินกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติเพราะว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติไปประเมินหน่วยงานทั้งหมดทั้งปวงเลย ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ อะไรทั้งหลายทั้งปวงว่าจะทํางานเป็นอย่างไร สอดคล้องหรือไม่ ตอนนี้ก็เป็นที่น่าห่วงกังวลของดิฉันนะคะ

นอกจากนี้ในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๓ เรื่องของการคัดเลือกกรรมการ คือในที่นี้มีทั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการบริหารมีจํานวนเยอะแยะไปหมดเลยนะคะ อาจจะต้องทบทวนว่าจํานวนเหล่านี้มากไปหรือเปล่า แล้วก็มีการคัดเลือกกรรมการว่าต้องมาจาก ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าจะให้ดียุทธศาสตร์ชาติ ต้องสอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่เขาบอกว่าต้องมีเรื่องของความเสมอภาคแล้วนะคะ ก็ควรจะให้คํานึงถึงความเสมอภาคไม่ว่าความเสมอภาคทางเพศหรือความเสมอภาค ด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็จะทําให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อให้ได้รับมุมมองที่แตกต่างแล้วก็เป็นไปตาม ความต้องการและความรู้สึกของคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย

คราวนี้มาถึงหมวด ๕ เรื่องของสํานักงาน สํานักงานมีหน้าที่รับผิดชอบเยอะ มีหน้าที่สื่อสารสาธารณะ มีหน้าที่หาแนวร่วมอีกต่างหากนะคะ ในมาตรา ๔๕ (๗) ดิฉันคิดว่า สํานักงานไม่ควรจะหาแนวร่วม ควรจะหาเครือข่ายมากกว่า เพราะถ้าหาแนวร่วมแสดงว่า ท่านหาแต่คนที่คิดเหมือนท่าน ท่านได้ถามความคิดเห็นของคนที่คิดต่างจากท่านและนําไปสู่ การปรับปรุงที่ดีขึ้น ความคิดต่างจะนําไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่มีการปรับปรุงการทํางานที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพิจารณาถ้อยคําแล้วก็ปรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้มีความอ่อนตัว แล้วก็เป็นมิตรมากขึ้นกว่าการดูแล้วแข็งตัวมากเลยจะทําอะไรก็รู้สึกว่าลําบาก นอกจากนี้ ใน (๕) ที่บอกว่าให้ประสานงานกับหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐอะไรทั้งหลายทั้งปวง ท้องถิ่น องค์กรอื่น จะดีไหมถ้าเราเขียนเพิ่มว่า ให้มีองค์กรภาคประชาสังคม เข้าไปด้วย สําหรับการทํางานของสํานักงานก็ต้องทํางานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมด้วยน่าจะ ทําให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นผลได้มากขึ้น แล้วดิฉันคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่แผนพัฒนา เพราะฉะนั้นต้องกว้าง ๆ อย่าทูดีเทล (Too detail) นั่นคือสิ่งที่สําคัญ แล้วในมาตรา ๔๕ (๙) อีกเหมือนกัน คือเรามองไปในอนาคต เพราะฉะนั้นสํานักงานเขาจะจัดทําเอกสาร เผยแพร่ยุทธศาสตร์ชาติในรูปแบบไหนก็อย่าไปบังคับว่าจะต้องเป็นเอกสารคู่มือ เพราะคําว่า เอกสารคู่มือ หมายถึงด็อกคิวเมนต์ (Document) แต่อาจจะเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ในมาตรา ๔๘ บอกว่า ให้มีเลขานุการ รองเลขานุการ ใช้คําว่า ช่วยสั่งและปฏิบัติ คําว่า ช่วยสั่ง ดิฉันไม่แน่ใจว่ามีคําอื่นแทนคํานี้หรือไม่ คราวนี้มาถึง กรรมการบริหาร กรรมการบริหารกับสํานักงานทํางานคล้ายกันมาก เพราะฉะนั้น กรรมการบริหารเป็นกรรมการที่จะทํางานเป็นหลักมีทั้งถึง ๒๙ คน ต้องติดตาม ตรวจสอบ กํากับ ดูแล ผลักดัน ดิฉันไปดูแล้วว่าใครจะมาเป็นกรรมการบริหารบ้างก็ยังสงสัยว่า จะไปผลักดันให้เป็นผลได้อย่างไร แล้วนอกจากนี้ในภารกิจของกรรมการบริหารก็ไม่มีเรื่อง การที่จะไปเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน คือไป ๆ มา ๆ มีเจตจํานงที่จะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมแต่ไม่มีรายละเอียดในเรื่องของการมีส่วนร่วมแล้วก็ถ้อยคําที่จะ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค อย่างเท่าเทียม อย่างมีอิสรภาพ แล้วก็ อย่างมีความสามารถ ไม่ได้อยู่ในร่างนี้เลยนะคะ

คราวนี้มาถึงในมาตรา ๔๑ (๒) กรรมการบริหารดูแล้วจะไปแทรกแซง การทําหน้าที่ของหน่วยงานอื่นไหม เพราะว่ากรรมการบริหารจะต้องจัดทําตัวชี้วัด กําหนดเป้าหมายอะไรพวกนี้ ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หรือองค์กรต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริง ดิฉันคิดว่าแต่ละหน่วยงานเขาก็มีภารกิจมีตัวชี้วัด มีเป้าหมายของตัวเอง กรรมการบริหาร ก็น่าจะติดตามตรวจสอบไปตามนั้น อาจจะต้องมีการทํางานแบบเชื่อมประสานกัน แทนที่จะทําตัวอยู่ข้างบนเลยไม่รู้ว่าควบคุมอย่างไร แล้วกรรมการบริหารจะต้องรายงาน ต่อกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลัก ไป ๆ มา ๆ กรรมการบริหารจะมีภารกิจสูงที่สุด แล้วสุดท้ายก็จะกลายเป็นคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติไปในตัว ก็เป็นที่ห่วงกังวล อีกเหมือนกัน แล้วนอกจากนี้ดิฉันยังมองว่าตอนนี้มีสภาพัฒน์ แล้วก็มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหลายหน่วยงานซึ่งมีภารกิจที่ใกล้เคียงอาจจะต้องให้หน่วยงานเหล่านี้มาช่วยทํางาน เพื่อไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปตั้งหน่วยงานใหม่ไหม แล้วก็ปรับสภาพหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทํางานใกล้เคียงเหล่านี้มาทํางานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องขอขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เรียนเชิญค่ะ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เรากําลังพูดเรื่องใหญ่มาก ๆ แล้วสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่าสังคมโดยรวมนั้นก็รับทราบเรื่องยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีกันบ้างแล้ว ก็มีความหวาดกลัวว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนี้จะมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิพล รวมทั้งจะมีอํานาจ อาญาสิทธิ์ที่น่าหวาดกลัวอยู่ แต่หลังจากผมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าเป็นอํานาจที่ไม่น่ากลัวเลย ที่พูด ๆ ไปนั้นน่าจะพูดกันเอาเองว่าเป็นอํานาจอาญาสิทธิ์ที่ครอบคลุมน่ากลัว เนื่องจากผม เห็นตรงข้ามจริง ๆ ครับ ผมเห็นว่าเป็นอํานาจที่น่ารักน่าชัง แล้วท่านกรรมาธิการได้โปรด อย่าโกรธผมนะครับ ถ้าผมจะใช้คําว่า หน่อมแน้ม แล้วก็ไม่มีอะไรใหม่ที่จะใช้คําว่าปฏิรูปได้ ท่านประธานครับ ผมจะเรียนท่านอย่างนี้จริง ๆ ผมเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะเรียกว่า เป็นการปฏิรูปได้ แท้ที่จริงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้นไม่เฉพาะสภาแห่งนี้นะครับ ผมเห็นท่าน พลตรี สรรเสริญ แก้วกําเนิด ได้อธิบายความว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทางหน้าจอทีวี (TV) ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปแล้ว ซึ่งเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น ผมเห็นว่าหัวใจสําคัญก็คือเป็นเรื่องเจตจํานงของนายกรัฐมนตรี และอาจจะหมายรวมถึง รัฐบาลทั้งหมด คณะรัฐมนตรีทั้งหมด และอาจหมายรวมถึง คสช. ด้วย ผมจําความได้ว่า เจตจํานงอันมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอยู่ ๓ ประการที่สังคม รับรู้ จดจํา และถามถึง

เจตจํานงที่ ๑ ก็คือสัจจะวาจาที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศต่อชาติต่อประชาชนว่า ท่านมีเจตจํานงอันแน่วแน่ว่าประสงค์จะให้การยึดอํานาจหรือการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นครั้งสุดท้าย นี่คือความกังวลของสังคมนี้ว่าเราประกาศว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย รัฐบาล ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่เราก็เกิดการปฏิวัติ รัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปเลือกตั้ง ซึ่ง ณ วันเวลานี้เราก็ทําสิ่งนี้อยู่ มองข้ามช็อต (Shot) ออกไปหน่อยเดียวว่าเมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จมีการเลือกตั้งแล้วจะมีการรัฐประหารอีกไหม มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้สัจจะวาจาต่อสังคมว่าท่าน มีเจตจํานงที่จะเห็นการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจะไม่มีอีก เพราะฉะนั้นคําว่าเจตจํานงของผู้นําประเทศในภาวะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ความหมาย และความสําคัญอยู่ที่ตรงนี้ครับ

เจตจํานงที่ ๒ ของท่านนายกรัฐมนตรีและของ คสช. ก็คือการปฏิรูปประเทศ ด้านต่าง ๆ เพื่อการส่งมอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยเยี่ยงอารยประเทศสู่รัฐบาล ต่อ ๆ ไป ซึ่งการปฏิรูปนั้นพวกเราสภาแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะทําภารกิจนี้อยู่เป็นสําคัญ อันนี้ก็เป็นเจตจํานงข้อที่ ๒

เจตจํานงข้อที่ ๓ ซึ่งได้ประกาศต่อสังคมและสังคมรอรับรู้อยู่ นั่นก็คือ เจตจํานงที่จะวางยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อการกําหนดทิศทางประเทศเพื่อก้าวไปสู่ชาติ ที่มั่งคั่ง มั่นคง มีเสถียรภาพ สถาพร มีความเจริญอันสถาพร ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องเจตจํานง ที่สําคัญที่ประชาชนทั้งแผ่นดินก็มุ่งหวังที่อยากจะเห็นรัฐบาลนี้รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ได้เดินตามเจตจํานงในการวางยุทธศาสตร์ชาติต่อไป แต่ผมรู้สึกแปลกใจครับท่านประธาน พอถึงขั้นการดําเนินงานนั้นขึ้นต้นเป็นลําไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ผมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ถูกเสนอต่อสภาแห่งนี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ ตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งกรรมการเสร็จก็ตั้งกรรมการบริหาร ตั้งกรรมการบริหารเสร็จ ก็ตั้งสํานักงาน แล้วพอตั้งกรรมการเสร็จก็มานั่งเถียงกันว่าคุณสมบัติของกรรมการน่าจะเป็น อย่างไร หลังจากนั้นก็ไปศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เผยแพร่ ว่าแล้วก็วางแผน วางแผน แผน แผน แล้วก็แผน และต่อมาแผนจะสําเร็จได้อย่างไรก็ต้องงบประมาณ ก็ต้องสํานักงาน ท่านประธานครับ ทําไมประเทศนี้ถึงถนัดกับการตั้งกรรมการ วางแผนตั้งองค์กรใหม่ นี่ละครับ การแปลงเจตจํานง ของผู้นําประเทศในระยะเปลี่ยนผ่านที่ได้มาด้วยการยึดอํานาจ แลกมาด้วยชีวิต ต้องการ จะเห็นจุดเปลี่ยนของประเทศด้วยการตั้งกรรมการหรือครับ แล้วก็ตั้งสํานักงานหรือครับ ท่านประธานครับ การปฏิรูปประเทศตามแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรีผมดูจาก ๒ ประเทศ ซึ่งท่านก็ศึกษาไว้หลายประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าชื่นชม ประเทศเยอรมนีซึ่งท่านพูดถึงน้อยหน่อย ภายใต้คําขวัญมหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ําไรน์ (Rhine) มิราเคิล ออฟ เดอะ ไรน์ (Miracle of the Rhine) ประเทศเยอรมนีเปลี่ยนประเทศที่พ่ายแพ้สงครามบนพื้นฐานของการสร้างจิตสํานึก ประชาชน สร้างเจตจํานงแห่งชาติให้กลายเป็นอุดมการณ์ชาติ สร้างความทะเยอทะยาน สร้างจิต วิญญาณเป็นนักต่อสู้ในการทํางานเพื่อการสร้างชาติ เขาสามารถสร้างมหัศจรรย์ บนฝั่งแม่น้ําไรน์ (Rhine) สร้างประเทศเยอรมนีจากวันนั้นที่พ่ายแพ้สงครามย่อยยับมาเป็น ประเทศเยอรมนีที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เขาเรียกสิ่งนั้นว่ามหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ําไรน์ (Rhine) ก็คล้าย ๆ กับเจตจํานงและความมุ่งมั่นของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ในวันนี้ ที่ต้องการสร้างประเทศไทยที่ย่อยยับ ที่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย (Asia) ให้ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นําแห่ง เอเชีย (Asia) ให้จนได้ เขามุ่งเน้นเรื่องเจตจํานง เรื่องอุดมการณ์ชาติ เรื่องการสร้างคน ในชาติไม่ใช่สร้างกรรมการ สร้างสํานักงาน สร้างกรรมการบริหาร วิจัย ๆ วางแผน ๆ ท่านประธานครับ นายพล ปาร์ค ชุง-ฮี ของเกาหลีใต้ ได้สืบทอดแนวความคิดการปฏิรูป ประเทศและการสร้างชาติจากประเทศเยอรมนี ได้ชูคําขวัญที่คล้ายกันว่าจะสร้างมหัศจรรย์ ริมฝั่งแม่น้ําฮัน (Han) ปาร์ค ชุง-ฮี ก็ได้สร้างประเทศเกาหลีใต้ ที่จริงนายพล ปาร์ค ชุง-ฮี ก็ขึ้น สู่ประเทศก้าวสู่อํานาจด้วยการรัฐประหารคล้าย ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์เรา เพียงแต่ ท่านไม่รีบไปเท่านั้นเอง ท่านรัฐประหารเสร็จท่านสร้างประเทศ สร้างมหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ําฮัน (Han) ผมถึงไม่อยากให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์รีบไปครับ อยากให้ท่านอยู่นาน ๆ สร้างมหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ําเจ้าพระยา ประเทศเกาหลีใต้โดยนายพล ปาร์ค ชุง-ฮี ก็ได้สร้าง มหัศจรรย์ริมฝั่ง แม่น้ําฮัน (Han) สร้างประเทศเกาหลีใต้ซึ่งประสบสงครามมาเช่นเดียวกับ ประเทศเยอรมนี ถ้าพูดไปแล้วท่านประธานครับ ประเทศเยอรมนีเขาสร้างประเทศ จาก ๒ ชาติที่แตกแยก ประเทศเยอรมนีตะวันออก ประเทศเยอรมนีตะวันตก นับภาษาอะไร กับประเทศไทยที่พูดอยู่คําว่า ปรองดอง ๆ แตกแยก ๆ และดูเหมือนว่าชาติไทยจะล่มสลาย ด้วยคําว่า แตกแยก ไม่หรอกครับ จิ๊บจ๊อย ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมนีที่เขาแบ่งเป็น ๒ ประเทศ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยในการที่จะสืบต่อเจตจํานงของ ท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องการสร้างอุดมการณ์ชาติ ในเรื่องการสร้างแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แต่ตั้งคําถามนิดหนึ่งได้ไหมครับ ฝากท่านกรรมาธิการไปว่าเรื่องการตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นผมเห็นด้วยครับ สนับสนุนครับ เนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ริมฝั่งแม่น้ําเจ้าพระยาให้ปรากฏขึ้นในแผ่นดินเรา เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง และผมอยู่ข้างท่านครับ แต่ถามว่าก้าวให้พ้นจาก กรรมการยุทธศาสตร์ชาติไปได้ไหม ก้าวให้พ้นการตั้งกรรมการบริหารไปได้ไหม และก้าวให้พ้น การตั้งสํานักงาน ผมได้ยินรองเลขาธิการสภาพัฒน์บอกว่าให้สภาพัฒน์ หรือสํานักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรืออะไรมาเป็นสํานักงานเลขาธิการได้ไหม แล้วสภาพัฒน์ที่ทํางาน มานี้ออฟฟิศมันเล็กไปหรืออย่างไร ท่านประธานครับ ผมยังไม่เห็นว่าหน่วยงานใดที่รวบรวม เอามันสมองของประเทศระดับดอกเตอร์ทั้งนั้นกองอยู่เป็นภูเขาเลากาเกินไปกว่าที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผมดูตามภารกิจหน้าที่ของกรรมการ การทํายุทธศาสตร์ชาติ ทุกหน่วยงาน มั่นคง ทหาร การเมือง ศึกษาธิการ สาธารณสุข คมนาคม สังคม วิทยาศาสตร์ ครอบคลุมทั้ง ๑๘ กระทรวง ไม่มีเลย ไม่มีหลุดเลย แล้วดอกเตอร์ที่กองกันอยู่ที่สภาพัฒน์เอาไปทิ้งเสียที่ไหนล่ะครับ ตั้งเป็นสํานักงานเลขาธิการ ได้ไหม ออฟฟิศตั้งที่นั่นได้ไหม อะไรได้ไหม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้การปฏิบัติตามภารกิจ ตามเจตจํานงของนายกรัฐมนตรีในเรื่องการวางยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างมหัศจรรย์บนริมฝั่ง แม่น้ําเจ้าพระยา เหมือนดังประเทศเยอรมนีได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ําไรน์ (Rhine) ได้ปรากฏเป็นจริงขึ้นในประเทศนี้ แต่ถ้าเราเริ่มต้นเพียงพระราชบัญญัติว่าด้วยกฎหมาย ว่าด้วยกรรมการ ขอประทานโทษนะครับ ไม่ใช่สิ่งใหม่เลย แล้วอีกหน่อยจะไปตั้งกระทรวง ผมทายไว้ กรรมการเอาไม่ไหวนะครับ อีกหน่อยจะไปตั้งกระทรวงพัฒนา หรือกระทรวง ยุทธศาสตร์ชาติ คิดกันได้แค่นี้จริง ๆ ประเทศนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็ให้ กําลังใจในฐานะเป็น ๑ ในสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็หวังว่าการปฏิรูป ในครั้งนี้จะดุดันหน่อย เข้มข้นหน่อย และผมเชื่อว่าไม่น่ากลัว ไม่มีอะไรที่พรรคการเมือง จะกลัว ไม่มีอะไรที่พรรคประชาชนจะหวาดหวั่นว่ากําลังจะมีดาบอาญาสิทธิ์ใหม่ หรือจะมี องค์กรใหม่ที่มีอํานาจล้นฟ้า หามิได้ สรุปสุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่ากรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติหรือยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนี้นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ๑ ใน ๓ เรื่องที่ผมขอสนับสนุน ขอสืบต่อ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศจะต้องสนับสนุน และควรสนับสนุน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีในครั้งนี้ และเชื่อว่าเจตจํานงของนายกรัฐมนตรีในเรื่องที่จะวาง ทิศทางของชาติใน ๒๐ ปีข้างหน้าเพื่อคนรุ่นลูก เพื่อคนรุ่นหลาน เพื่ออนาคตของประเทศไทย ที่มั่นคง สถาพร กินดีอยู่ดี อันนี้จะเป็นความปรารถนาร่วมกัน วางแนวให้ดี ๆ เถอะครับ ดุดันหน่อยนะครับ เอาจริงเอาจังหน่อยนะครับ แต่อย่ามามัวเถียงกันอยู่ใครควรจะเป็น กรรมการ หรืออย่ามาเที่ยววิ่งกันอยู่ว่าผมจะได้เป็นกรรมการยุทธศาสตร์หรือไม่ มิฉะนั้น เสียของครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ลําดับต่อไปเรียนเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน นางเบญจวรรณ สร่างนิทร สมาชิก สปท. หมายเลข ๐๘๕ ขอแสดง ความคิดเห็นเรื่องการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ ใน ๒ ประเด็นนะคะ

ประเด็นแรก ณ ขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยถึงเวลาและจําเป็นต้องมี แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวแล้ว เวลาไปดูงานต่างประเทศ แต่ละแห่งจะสรุปให้พวกเรา ทราบว่าประเทศเขามีมาสเตอร์แพลน (Master plan) ระยะยาว มีทิศทางและแนวทาง เป็นอย่างไร แม้มีการเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม ต้องดําเนินการตามแนวทางตามยุทธศาสตร์ ประเทศ ก็ย้อนกลับมามองประเทศเราทุกครั้งว่าเราไม่มียุทธศาสตร์ระยะยาว ปัจจุบันเรามี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนด้านความมั่นคง แต่เป็นเรื่องเฉพาะด้าน จึงต้อง บูรณาการเป็นแผนรวมคือยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นทั้งความหวังและความฝันของประชาชน ในรุ่นปัจจุบันและรุ่นในอนาคต ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญและจําเป็นมาก ๆ อย่างยิ่ง

ประการที่ ๒ เรามักจะใช้คําว่า บูรณาการ แต่ในทางปฏิบัติเมื่อจะทําเรื่องใด ขึ้นมาก็จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ที่สําคัญของเรื่องนี้จะมีการจัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ สยช. เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของประธานกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง รับผิดชอบ การปฏิบัติงานของสํานักงาน เลขาธิการก็มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๔ ปี แล้วก็ได้รับแต่งตั้งใหม่ ไม่เกิน ๒ วาระ ในเรื่องการจัดตั้งองค์กรภาครัฐดิฉันเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้มาหลายครั้ง ก็คงจะต้องขอย้ําอีกครั้งนะคะว่าหลักการจัดรูปแบบองค์กรภาครัฐมีมติ ครม. กําหนดไว้ ชัดเจนแล้วว่าองค์กรที่ทําหน้าที่กําหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ หลักเกณฑ์ มาตรฐาน หรืองานที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ต้องเป็นส่วนราชการ หากเป็นงานบริการทางด้าน พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมจึงกําหนดเป็นรัฐวิสาหกิจ หากเป็นงานบริการทางสังคม และวัฒนธรรมจึงกําหนดเป็นองค์การมหาชน หรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่กําหนดขึ้น ตามกฎหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นงานบริการเฉพาะด้านก็อยู่ในขอบข่ายขององค์การมหาชน เช่นเดียวกัน ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกรณีสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นประเด็นในแง่ของสถานภาพทั้งสํานักงานและพนักงาน ลูกจ้างว่าจะเข้าข่ายเป็นพนักงานของรัฐประเภทใด กรณีนี้ถ้ามองในแง่การบูรณาการ ยุทธศาสตร์ที่กระจายกันอยู่หลายหน่วยงานไม่ว่าสภาพัฒน์ ไม่ว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ การจะทําเรื่องนี้ให้สําเร็จ แน่นอนค่ะ อันที่ ๑ จะต้องมีฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนี้ โดยเฉพาะอันที่ ๒ จะต้องมีบอร์ด (Board) ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยเฉพาะ ก็มีข้อคิดเห็น ข้อเสนอว่าประเทศเราเองมีคณะกรรมการลักษณะแบบนี้กรณีที่สามารถ เป็นตัวอย่างยกให้เห็นได้ หน่วยงานที่ ๑ ก็คือคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ซึ่งสังกัด สํานักงาน ก.พ. ใช้ฝ่ายเลขานุการร่วมแต่แยกบอร์ด (Board) คณะที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการ พัฒนาองค์การมหาชน ซึ่งเพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเดือนกุมภาพันธ์นี้ แยกบอร์ด (Board) มี ก.พ.ร. แล้วก็มี ก.พ.ม. โดยใช้ฝ่ายเลขานุการร่วมเช่นเดียวกันเหมือนกับ กปค. ก็บอร์ด (Board) คนละบอร์ด (Board) ก.พ. แล้วก็ กปค. ใช้ฝ่ายเลขานุการร่วมก็คือ สํานักงาน ก.พ. เพราะฉะนั้นกรณีนี้ดิฉันคิดว่าอยากจะเป็นการบูรณาการของหน่วยที่ทํา ด้านยุทธศาสตร์ โดยอาจจะบูรณาการในงานของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเอาหน่วยงานที่มีภารกิจหลักรับผิดชอบ เรื่องนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ฝ่ายเลขานุการร่วมแล้วก็แยกบอร์ด (Board) ก็เป็น ข้อเสนอที่เป็นข้อคิดเห็นในการที่จะนําไปสู่การดําเนินการต่อไปว่าเราต้องพิจารณาในเรื่อง การจัดตั้งสํานักงานนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ขอบคุณมากค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ลําดับต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต ส.ว. เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อการจัดตั้งคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ หรือการยกร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณแล้วก็ขอแสดงความชื่นชมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ ภายใต้การนําของ พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ที่ได้ดําเนินการผลักดันในเรื่องนี้ มาตั้งแต่สมัยเป็น สปช. และจนมาถึงวันนี้เป็น สปท. ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องถือว่าเดินหน้าไปไกล ผมได้รับเอกสารฉบับเล็ก ๆ เขียนว่าร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ ในนี้ก็มีสรุปย่อพอสมควรว่ามีแนวคิดอย่างไรในการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ วิสัยทัศน์ต่าง ๆ เป้าหมายที่ต้องการจะเห็นประเทศไทยไปในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า นอกเหนือจากที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน กระผม ขอเรียนว่ากระผมสนับสนุนการจัดทําร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปีเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เคยเป็นผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเมื่อปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ก็ได้เห็น การจัดทํายุทธศาสตร์โดยนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งทํากันมาสืบเนื่อง ยาวนานแล้วทํามาทุกปี อันนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องมีคณะผู้มาดําเนินการมาจัดทําปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับที่เราอาจจะเรียกว่าสวอตอะนาลีซิส (SWOT Analysis) คือการดู ในหลาย ๆ แง่มุมไม่ว่าจะเป็นปัญหา อุปสรรคหรือปัจจัยที่เกื้อกูลก็แล้วแต่ ซึ่งในโลกนี้ หรือในประเทศเราเองบางครั้งอาจจะเกิดวิกฤตการณ์ที่รุนแรงก็อาจจะดําเนินการปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ชาติที่ค่อนข้างจะมากกว่าการปรับเปลี่ยนปีต่อปี เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าแนวคิด ในการยกร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ขึ้นมาก็เป็นแนวคิดที่เหมาะสม ซึ่งก็ได้รับ การตอบสนองจาก กรธ. เป็นอย่างดีที่จะบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ หรือในสมัยที่เป็น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองเราก็ให้ความสําคัญ แล้วก็ได้บรรจุเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ไว้ในตอนนั้น ฉบับที่แล้วเราให้เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ และมีความสําคัญที่เราเห็นกับการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติขึ้นในประเทศของเรา ทุกคนก็ได้อภิปรายรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปค่อนข้างมาก ผมก็คงจะไม่ใช้เวลา ไปพูดถึงองค์ประกอบ พูดถึงอํานาจหน้าที่ เชื่อว่าท่านประธานและกรรมาธิการทุกท่าน คงได้รับฟังในแง่มุมต่าง ๆ ว่าองค์ประกอบเหมาะสมไหม กรรมการสรรหาเป็นอย่างไร ใครควรจะไปอยู่ในนั้นบ้าง หน้าตาควรจะเป็นอย่างไร ที่จะทําให้เกิดประโยชน์ในการที่จะไป กํากับให้เกิดการจัดทําร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี แล้วก็รวมถึงอํานาจหน้าที่ ที่บัญญัติไว้ในหลาย ๆ มาตราว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จะสามารถทําให้รัฐบาลมีความคล่องตัว หรือไม่ อย่างที่กล่าวว่ายุทธศาสตร์ชาติก็คืออุโมงค์ใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาล ก็เหมือนงูที่สามารถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ในอุโมงค์ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ถึงกับไปบีบรัดจนแน่น ให้รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ เพราะฉะนั้นการกําหนดอํานาจหน้าที่แล้วก็ ความเกี่ยวโยงกันระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับภาระความรับผิดชอบของรัฐบาล ก็ต้องให้มีความเหมาะสม มีความสมดุล ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติสิ่งที่สําคัญ คือการกําหนดเป้าหมายไว้ข้างหน้า หรือถ้าภาคเอกชนเรียกว่าการกําหนดวิสัยทัศน์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเลือกใครมาเป็นซีอีโอ (CEO) ของบริษัทสักแห่งหนึ่ง ยิ่งบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว นี่สิ่งที่สําคัญ คือวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้บริหาร คือการมองไปได้ไกล ถ้ามองไกลได้เท่าไร เราก็สามารถเตรียมตัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น เราจะเห็นว่าธุรกิจ หลายตัวในโลกขณะนี้เริ่มสูญพันธุ์ล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นทีวี (TV) ขาวดํา เป็นโทรศัพท์ อะนาล็อก (Analog) เป็นกล้องถ่ายรูปภาพนิ่ง คนก็มาใช้อุปกรณ์อย่างอื่นที่มีความทันสมัย ที่เป็นดิจิทัล (Digital) กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นบริษัทภาคเอกชนถ้าไม่เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ธุรกิจตัวอื่นก็จะต้องล้มไป ก็มีหลายบริษัท ที่ล้มหายไป ตายจากไป ในช่วง ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมาที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างสูงยิ่ง ต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต เพราะฉะนั้นการกําหนดวิสัยทัศน์ข้างหน้าไว้ผมจึงคิดว่า เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ก็อยากจะยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวสัก ๑ ตัวอย่างว่าถ้าประเทศไทยเรา คิดในเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเก่าแล้ววันนี้เราอาจจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าที่เป็นอยู่ ทุกคนตระหนักดีว่าเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จุดอ่อนที่สุดของเราคืออะไร คือคนไทย ๖๐ กว่าล้านคนใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ ใช้ไม่ได้ก็คือพูดไม่เป็น คอมมูนิเคท (Communicate) ไม่ได้ เกิดเลเบอร์โฟลว์ (Labor flow) คือการเคลื่อนไหวของแรงงานไปทํางานต่างประเทศก็จะ เสียเปรียบเขาเพราะเราไม่สามารถใช้ภาษาได้อย่างเพื่อนบ้านเราหลาย ๆ ประเทศ อันนี้ก็มาจาก การที่เราไม่ได้มองเห็นอนาคตในเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปี หรือ ๔๐ ปี ๕๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ ผมได้ไปร่วมในพิธีลงนามเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งผมเป็นประธาน ร่วมกับสถาบัน ๒ แห่ง ก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อลงนามเอ็มโอยู (MOU) ในการพัฒนามาตรฐานการสอนและการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะ ใช้ที่เราเรียกว่าคอมพีเทนซี (Competency) คือสมรรถนะในการวัดว่าครูมีประสบการณ์ ในการสอนไหม นักเรียนที่จบในแต่ละชั้นทั้งของ สพฐ. ของมหาวิทยาลัย และของอาชีวศึกษา เมื่อเรียนแล้วมีความรู้ที่จะนําไปใช้ได้จริงไหม แล้วก็รวมถึงการที่จะเตรียมให้ผู้ที่ผ่าน การเรียนจากสถาบันในระดับต่าง ๆ ออกไปทํางานในวิชาชีพต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้น การสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมาเป็น ประธานเมื่อวานนี้คือนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐ์ศิลป์ ได้กล่าวว่าเราสอน ภาษาอังกฤษกันมา ๑๐๐ ปี ผิดหมดเลย พวกเราก็ไปเอาตําราฝรั่งมาแล้วก็สอน ๆ เด็กก็สอบตามตํารานั้น แต่เมื่อจบไปแล้วไม่สามารถจะไปใช้สื่อสารกับใครได้ พูดไม่ได้ อ่านได้ไม่กี่คํา เพราะฉะนั้นในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการก็จะใช้กรอบมาตรฐานที่เรา ลงนามเอ็มโอยู (MOU) กันเมื่อวานนี้ไปใช้บังคับในทุกสถาบันการศึกษาว่าถ้าจบชั้นนี้จะต้อง อ่านออกคําไหนบ้าง พูดได้ขนาดไหน เขียนได้อย่างไร และฟังได้ขนาดไหน อันนี้ก็คือตัวอย่าง ให้เห็นว่าถ้าเรามองได้ไกลพอเราก็จะได้เตรียมการกับสิ่งเหล่านี้ไว้ก่อนไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราวันนี้จึงขาดขีดความสามารถทางการแข่งขันในการทําธุรกิจ กับต่างประเทศเพราะเราไม่มีคนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอที่จะเข้าสู่ภาคแรงงาน ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการมียุทธศาสตร์คือการมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล เพราะฉะนั้นการมี คณะกรรมการจึงจะช่วยทําให้การขับเคลื่อน เรื่องต่าง ๆ ของประเทศเราต้องการจะมี ความก้าวหน้า มีแรงกิง (Ranking) ที่สูงขึ้นของตัวชี้วัดในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง การลงทุน ในเรื่องของการศึกษา การแข่งขันในด้านต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้อง วางแผน วางกรอบไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุนการที่คณะกรรมาธิการได้จัด ให้มีการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็หวังว่ารายละเอียดของตัวร่าง พ.ร.บ. นั้น กรรมาธิการจะได้พิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่จะทําให้เกิดประสิทธิภาพ สอดคล้องกับระบบการปกครองที่เราจะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มีคณะกรรมการ ที่จะสามารถทํางานผลักดันร่วมกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสํานักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ให้สามารถทํางานควบคู่กันไปได้โดยเสริมซึ่งกันและกัน ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็หวังว่าเราจะได้เห็นยุทธศาสตร์ชาติภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผลสําเร็จภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านทําเวลาอยู่ใน ๑๐ นาทีพอดีนะคะ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอถือโอกาสซักซ้อมความเข้าใจกันสักนิดหนึ่ง ระหว่างคําว่า วิสัยทัศน์ กับคําว่า ยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าที่เรากล่าว ๆ กันมาอาจจะมี ความสับสนว่า ๒ อย่างเหมือนกัน หรือว่าที่จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับต่างประเทศว่าเขามียุทธศาสตร์ หรือว่าเขามีวิสัยทัศน์ ผมอยากจะยกตัวอย่างสัก ๔-๕ ประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้นําประเทศเขาบอกว่าเขามีวิสัยทัศน์ไปอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ที่จะให้เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีความเป็นเลิศในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา เรียกว่าเอ็กพอร์ต วอเทอร์ แมเนจเมนต์ (Export water management) ขอใช้คําภาษาอังกฤษนะครับ อันที่ ๒ เขาก็จะคงความเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นท่าเรือของโลก เป็นท่าอากาศยาน แล้วก็การเชื่อมโยงระหว่างการคมนาคมทางน้ํา ทางอากาศ กับทางบก เพราะฉะนั้น รถบรรทุกของเขาก็วิ่งจากฝั่งตะวันตกของยุโรปไปถึงประเทศรัสเซีย ไปถึงประเทศตุรกี ส่วนอันที่ ๓ เขาบอกว่าเขาจะมีความเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีว่าด้วยการอาหารฟู้ดเทคโนโลยี (Food technology) แล้วอันที่ ๔ เขาบอกว่าอยากจะให้สังคมของเขาเป็นสังคมแห่งความรู้ โดยจะเน้นในเรื่องของไอที (IT) ไบโอเทค (Biotech) เอาใกล้บ้านจะเป็นประเทศสิงคโปร์ หรือเป็นประเทศเกาหลี เขาก็มุ่งในเรื่องของการที่จะเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ในทางด้าน วิทยาศาสตร์ ทางด้านไบโอเทค (Biotech) นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เป็นสําคัญ แม้กระทั่งประเทศเกาหลีใต้ ณ วันนี้ก็บอกว่าเขาจะส่งออกซึ่งวัฒนธรรม แล้วก็การดํารงชีวิต สมัยใหม่คือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม เราก็เห็นผลแล้วว่าเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ดํารงชีวิตมีสไตล์ (Style) การร้องรําทําเพลงทั้งหมดไปในทิศทางของประเทศเกาหลีใต้เขาส่งออกวัฒนธรรม ส่วนประเทศจีนนั้นเขาก็บอกว่าจะถีบตัวขึ้นมาเป็นเจ้าโลกในเรื่องของเทคโนโลยี ทางด้านอวกาศ เป้าหมายเขาแน่ชัด กลับไปที่ประเทศอิสราเอล เราก็รู้ว่าเขาเป็นที่เลื่องลือ เรื่องสตาร์ทอัพคัมพานี (Startup company) เอาคนรุ่นหนุ่ม รุ่นสาว เกณฑ์ทหาร ออกมาจากทหารแล้วเขาให้ทุนในการที่จะเป็นนักคิดค้นคว้าเรื่องการสื่อสาร เพราะฉะนั้น บริษัทเล็ก ๆ น้อย ๆ ของประเทศอิสราเอลนั้นได้รับการจดสิทธิบัตรมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก แม้กระทั่งของประเทศจีนไปซื้อเยอะแยะหมด องค์ความรู้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็ใช้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ขณะที่เขาคงความเป็นเลิศในเรื่องของการเกษตร ท่ามกลางอะไรครับ สภาพของประเทศที่เป็นทะเลทราย แล้วเขาก็พัฒนาเรื่องอาวุธเพราะเขาต้องอยู่รอด ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็มีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียก็บอกว่า ปี ๒๐๒๐ เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คือจะให้รายได้ต่อหัวตกประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ นั่นเป็นวิสัยทัศน์แล้วก็มีเป้าหมายที่จะไปถึง ส่วนยุทธศาสตร์ ทุกประเทศก็มีครับ แต่ว่ายุทธศาสตร์เป็นเรื่องเฉพาะกิจ เฉพาะกาล เป็นเรื่องระยะสั้น ไม่สามารถที่จะวางยุทธศาสตร์ไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้าได้ เพราะว่าบริบท ของสังคมไทยแล้วก็บริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นจะมากําหนดยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีเป็นไปไม่ได้ครับ เป็นความเพ้อฝัน แล้วก็เป็นการวางเป้าหมายให้กับประเทศที่ผมคิดว่า ผิดประเด็น ประเทศที่จะวางยุทธศาสตร์ได้เหลือ ๓-๔ ประเทศ ประเทศเกาหลีเหนือ แม้กระทั่งประเทศจีน ประเทศเวียดนาม สปป. ลาว แล้วก็ประเทศคิวบา ประเทศคอมมิวนิสต์ เพราะมีรัฐบาลพรรคเดียวอยู่ถาวร อยู่มาแล้ว ๕๐ ปี ไปได้อีก ๑๐๐ ปี แต่ก็หวังว่า คสช. คงจะไม่อยู่ในตําแหน่งไปอีก ๒๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จะมาพูดเรื่องปฏิรูปประเทศไทย แล้วก็เอาประชาธิปไตยกลับมาไม่ใช่แล้ว คสช. ก็ต้องอยู่ในอํานาจไปอีก ๒๐ ปีก็เป็นรัฐบาล เผด็จการ มีนัยอย่างนี้หรือเปล่าครับ หรือว่าที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๑๓ ของสไลด์ (Slide) ที่แจก ที่ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์นั้นสามารถที่จะชี้นกชี้ไม้กับคณะรัฐบาล รัฐสภา และจะบอกว่า ไม่ใช่ คปป. ของดอกเตอร์บวรศักดิ์กลับมาใหม่ ก็ฟื้นชีพมาอีกเราหลอกตัวเองหรือเปล่า อันนี้ต้องพูดให้ชัดนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าตอนนี้เรามี ๓-๔ สภาด้วยกัน สภากลาโหม สภาพัฒน์ สภาความมั่นคง แล้วก็มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทางกรรมาธิการ ไม่ได้พูดสักครั้งว่าสภา ๔ สภานี้อ่อนแอ ใช้ไม่ได้ เขามีปัญหาอะไรถึงจะต้องมีสภายุทธศาสตร์ อันนี้ขึ้นมา มีสํานักงานใหม่ ซึ่งผมก็แสนจะเบื่อ ๆ ผมพูดหลายครั้งว่าเข้ามาในที่นี้ทีไร ก็มีการเสนอจัดตั้งองค์กรใหม่ ผลาญงบประมาณกันใหม่ แล้วก็เสริมอํานาจของฝ่าย ข้าราชการประจํา หรืออดีตข้าราชการประจํา ไม่มีอะไรที่มีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องของการเสริมสร้างรัฐราชการ หรืออาณาจักรของราชการ แล้วท่านก็จะบอกว่า ไม่ได้ไปปรึกษาหารืออะไร ก็พูดสวยนะครับ แต่ว่าที่ประเทศไทยมี ๗๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗,๐๐๐ ตําบล ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมไม่ได้มีส่วนร่วมในนี้เลย ก็เสมือนกับว่า พูดภาษาซ้าย ๆ หน่อย เหมือนกับว่าอํามาตย์ว่ากันเองแล้วก็ตั้งองค์กรขึ้นมา แล้วก็ทําแผน ยุทธศาสตร์แห่งชาติออกมา ท่านประธานกรรมาธิการก็พูดว่าเป็นแค่กรอบ เสมือนเอาใจว่า มีความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ แต่ท่านประธานคณะทํางาน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ พลเอก ชูศักดิ์ก็พูดแต่แผน ท่านจะใช้คําว่า กรอบ หรือแผน ท่านเอาอะไรแน่ พูดให้ชัดครับ ถ้าเป็นกรอบผมว่ายิ่งไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีกรอบยุทธศาสตร์ เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน บริบทสังคมไทยเปลี่ยนทุกวัน บริบทโลกก็เปลี่ยน วางยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีไม่ได้ และที่สําคัญที่สุด ก็คือเราจะเป็นสังคมประชาธิปไตย รัฐบาลในอนาคตจะมาจากภาคประชาชนครับ เป็นของประชาชน แต่ว่าในบริบทอันนี้ในพระราชบัญญัติที่ร่างขึ้นมา ในแผนยุทธศาสตร์นั้น ไม่มีผู้แทนของประชาชน หรือประชาชนได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยในอนาคตของประเทศอีก ๒๐ ปี อย่ามาตอบผมว่าประชาชนจะได้มีส่วนร่วม ผมไม่เชื่อครับ แล้วก็เป็นไปไม่ได้ เลิกที่จะ ทําอะไรในการที่จะวางฐานรากของระบบราชการแล้วก็กันประชาชนออกไป เรานั่งอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะปฏิรูปประเทศครับ ไม่ได้มาสร้างอาณาจักรของราชการ

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลามาก ก็ในเมื่อทางรัฐบาล คสช. จะทําแผนยุทธศาสตร์แล้วเสร็จแล้วก็ให้รัฐบาลทําไป ถ้าอยากจะออกกฎหมายก็มอบให้ สนช. ทําไป ผมไม่เห็นว่าเรื่องการออกพระราชบัญญัติอันนี้ในเรื่องยุทธศาสตร์เป็นหน้าที่ ใด ๆ ทั้งสิ้นของ สปท. หรือของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบราชการ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอพูดว่าผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะเอาออกไปจาก การพิจารณาของ สปท. และถ้ายังยืนยันเพราะมีเสียงข้างมากที่นี่ว่าจะต้องสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. อันนี้แล้วก็แผนยุทธศาสตร์ ผมก็ขอปฏิเสธที่ผมขอคัดค้านแล้วก็ไม่เห็นด้วย ตั้งแต่บัดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมขอเตือนสติพวกเราอีกสักครั้งหนึ่งว่าเรามาที่นี่ เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้สังคมไทยมีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แล้วก็มีส่วนร่วม ในความเป็นไปของประเทศให้มากที่สุด ไม่ใช่ปฏิรูปกันแบบเสแสร้ง แล้วก็เอาอํานาจกระจุกตัว อยู่ที่ระบบราชการ อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็อยู่ที่ส่วนกลาง อันนี้ผมรับไม่ได้ ผมขอคัดค้าน ทั้งในที่ประชุมนี้แล้วก็ข้างนอกครับ ถ้าเผื่อยังจะเป็นแนวโน้มของการทํางานแล้วก็ มีการปฏิบัติกันอย่างนี้ต่อไปเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และไม่เป็นการสมควรที่ สปท. จะต้องมีหน้าที่ ปฏิรูปประเทศไทย มาแค่ปรับปรุงระบบราชการให้ใหญ่โตขึ้น อันนี้เรากําลังทําอะไร ที่ไม่ค่อยจะถูกต้องกับวัตถุประสงค์ แล้วการที่เราได้เรียกร้องบนท้องถนนมาตลอดว่า เราจะต้องปฏิรูปประเทศไทย ภาษาอังกฤษใช้คําว่า รีฟอร์ม (Reform) การมีส่วนร่วม ของประชาชนเป็นสําคัญนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านกษิตค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายอีกรวมทั้งหมด ๑๐ ท่าน ดิฉันจะอ่านชื่อ ๕ ท่านต่อไป ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี พลเอก วัฒนา สรรพานิช พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เรียนเชิญ ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตทําความเข้าใจตรงนี้นิดเดียวนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

อย่างนั้นท่านศานิตย์รอก่อนนะคะ เชิญท่านประธานก่อนค่ะ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ ความจริงผมต้องการที่จะชี้แจงอภิปรายตอนหลังจาก ที่ประชุมครบถ้วนแล้ว แต่เนื่องจากว่ามีท่านที่อภิปรายเมื่อสักครู่ ผมว่าข้อเท็จจริงอาจจะ ยังไม่ครบถ้วน กราบเรียนอย่างนี้ครับ ข้อมูลว่าประเทศที่กําลังพัฒนามียุทธศาสตร์ชาติ ๖๐ ประเทศ นี่เป็นข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศกราบเรียนยืนยันครับ เรื่องที่ ๑ ขออนุญาตสั้น ๆ เรื่องที่ ๒ ที่ว่าไม่มีประชาชนมีส่วนร่วมนั้น ขออนุญาตว่าท่านกรุณา ดูมาตรา ๓๙ วรรคสองนะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการนะคะ เรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ศานิตย์ นาคสุขศรี ค่ะ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ขออภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ในวันนี้นะครับ ผมได้อ่านเอกสาร และข้อเสนอแนะจากท่านกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้วรู้สึกชื่นชม ยินดี และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ยุทธศาสตร์ชาติได้มีการศึกษาและขับเคลื่อนมาอย่างมั่นคงจนมาถึงจุดนี้ ผมเห็นว่ามีความเหมาะสม ถูกต้อง และสมบูรณ์นะครับ เพราะว่าได้ใช้เวลาในการขับเคลื่อน มาเป็นระยะเวลาแล้วปรุงแต่งมาพอสมควร ผมขอยืนยันว่ายุทธศาสตร์ชาติครั้งนี้เป็นการรีฟอร์ม (Reform) อย่างแท้จริงหลังจากที่เรามีการปฏิรูประบบราชการมาครั้งยิ่งใหญ่ก็คือสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ และคิดว่าจะได้มีการก้าวเดินอย่างมั่นคงต่อไปจนบรรลุเป้าหมายตามระยะเวลา ที่กําหนด เพราะยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นเครื่องมือสําคัญในการนําประเทศชาติของเราเข้าไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ที่กําหนดไว้ รวมทั้งพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน และประเทศของเรา ผมขอยืนยันว่า จะไม่พัฒนาโดยประชาชนไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนเหมือนในอดีตที่ผ่านมานะครับ ต่อไปนี้ เขาจะได้เห็นแสงสว่าง ประชาชนจะได้มีส่วนร่วม และมองเห็นอนาคตของประเทศ และที่สําคัญคือเขาจะมีส่วนร่วมในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติอย่างแท้จริง นี่คือเป้าหมาย ที่เราได้กําหนดไว้นะครับ

อีกประการหนึ่ง ประเทศไทยเราจะมียุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศ ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกอย่างจริงจังก็ได้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเรามีแผนยุทธศาสตร์ หลายอย่างมาก เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็คือสภาพัฒน์ซึ่งทําเรื่องเศรษฐกิจ และสังคม เรามีสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ทําเรื่องความมั่นคง เรามีแผนชาติในเรื่อง ของสาธารณสุข เรื่องการศึกษา มีทุกอย่างนะครับ เรามีอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญส่วนใหญ่ เป็นแผนระยะสั้นหรือปานกลางก็คือระยะ ๕ ปีบ้าง หรืออาจจะ ๑๐ ปี แต่ที่สําคัญคือ ขาดการบูรณาการที่แท้จริง อันนี้สําคัญ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นจุดอีกอันหนึ่ง ผมเห็นว่าตั้งแต่ เราได้มีการเริ่มต้นเห็นชอบโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องขอขอบคุณสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ผ่านมาที่ได้เห็นความสําคัญแล้วก็มีการผลักดันจนกระทั่งผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วผ่านไปถึง ครม. เสร็จแล้ว อันนี้ถือว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราได้รับมรดก เราต้องให้เกียรติสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย เราจะขับเคลื่อนให้เป็นมรรคเป็นผลโดยสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้นะครับ ทั้งนี้ที่สําคัญคือท่านนายกรัฐมนตรี ครม. ได้ขานรับ และเห็นชอบให้มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งเมื่อก่อนนี้อาจจะไม่มีความชัดเจนและมีการดําเนินเรื่องนี้อย่างจริงจังและควบคู่กันไปด้วย จากที่ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ซึ่งได้รายงานให้สภาทราบว่าทางรัฐบาล ก็ได้เห็นความสําคัญและมีการดําเนินการควบคู่ไปกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา อย่างนี้ และที่สําคัญคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้บัญญัติเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญตามมติของสภาแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่สุด เรามีรัฐธรรมนูญ ในประเทศไทยมา ๘๓ ปียังไม่เคยบัญญัติคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มีค่าอย่างยิ่งที่สภาแห่งนี้ได้เห็นความสําคัญและจะกําหนดยุทธศาสตร์ เพื่อกําหนดหลักคิดทิศทางต่อไปในอนาคต ในเรื่องนี้ผมขอเรียนว่าแม้เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ได้เริ่มปักธงและมีการขับเคลื่อนอย่างมั่นคงแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กําหนดขึ้นใหม่ หลายท่านก็อภิปรายเห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าเป็นห่วง ในเรื่องของสาระรายละเอียดต่าง ๆ ผมคิดว่าถ้าหากไม่ดําเนินการอย่างเป็นระบบ และสร้างความเข้าใจแก่ทุกฝ่ายอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว อาจจะเกิดปัญหาความเบี่ยงเบน หรือไม่สมบูรณ์ในมิติต่าง ๆ อันนี้จึงใคร่ขอเสนอหลักคิดหรือข้อเสนอแนะสัก ๔ ประการครับ

ประการที่ ๑ ผมคิดว่าความสําเร็จของยุทธศาสตร์ชาติจะบรรลุผลสําเร็จได้ นอกจากจะขึ้นอยู่กับการจัดทําและการจัดตั้งกลไกที่เราได้อภิปรายกันแล้ว ที่สําคัญ รวมตลอดถึงการติดตามประเมินผลแล้ว ระยะแรก สิ่งที่สําคัญคือเราต้องทําความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชน องค์กร และภาคส่วนต่าง ๆ ให้เห็นความสําคัญยิ่งนะครับ ในช่วงที่ ผมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีโอกาสไปจัดทําเวทีรับฟังความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชนในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเป็นสมาชิกในนามของจังหวัดสระแก้วอยู่ ได้จัดทําเวทีครบทุกอําเภอ แล้วก็ได้สอบถามถึงประเด็นในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง ความต้องการของพี่น้องประชาชนจะให้บรรจุว่าแต่ละคนจะปฏิรูปเรื่องอะไร และที่สําคัญ เขาได้เสนอว่าใน ๒๐ ปีต่อไปเขาอยากให้จังหวัดสระแก้วเป็นอย่างไร ใน ๒๐ ปีต่อไป เขาอยากให้ประเทศชาติเป็นอะไร เพราะฉะนั้นอย่าไปดูแคลนประชาชน ประชาชนมีความตื่นตัว มีความพร้อมที่จะมองอนาคตของบ้านเขา ของประเทศของเขา เพราะฉะนั้นอยู่ที่เรา ยังไม่มีหลักที่เราจะทําให้การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวเป็นอย่างไร แต่พี่น้องประชาชน มองเห็นแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเราน่าจะมีกลไกในด้านต่าง ๆ ที่จะทําให้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติหรือความต้องการของพี่น้องประชาชนเขาได้เห็นแสงทาง และเห็นอนาคตของชีวิตเขา ของประเทศและของจังหวัด รวมทั้งจังหวัด ตําบล อําเภอ หมู่บ้านของเขา จากการที่ผมได้ไปสดับตรับฟังและพบปะกับพี่น้องประชาชนหลายส่วน ยังเข้าใจและเรียกกันสับสนจากการที่มีการเรียกชื่อคล้าย ๆ กัน อย่างเช่นบางคนก็เรียก ยุทธศาสตร์ บางคนก็เรียกแผนชาติ บางคนก็เรียกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ผมจึงใคร่ขอเรียนท่านกรรมาธิการนะครับ ถ้าเราจะเผยแพร่ ทําความเข้าใจให้ชัดเจนเสียแต่เบื้องต้น และมีวิธีการหนึ่งที่ผมเห็นว่าจะช่วยได้มากคือ กําหนดชื่อย่อ จะเห็นว่า คสช. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้ามาปั๊บเรียกเลย คสช. เราคุ้นเคยกับ ครม. เราคุ้นเคยกับ สปช. แม้แต่ สปท. เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราน่าจะ ปักธงเสียแต่เริ่มแรกเลย อาจจะใช้คําย่อ ยศช. เพื่อจะได้ป้องกันความสับสนแล้วก็ประหยัด ด้านอื่น ๆ ด้วย อันนี้ก็อยากจะฝาก เพราะว่าต่อไปเราคงต้องกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติกัน บ่อย ๆ แต่ถ้าบอกว่า ยศช. นี่เข้าใจเลยว่าเป็นอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ เป็นหัวใจอีกประการหนึ่งคือกําหนดให้มีองค์กรที่รับผิดชอบ อย่างรวดเร็วเพราะว่าจะได้ไม่เกิดความสับสน จะได้กําหนดว่าทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง เพราะการไม่กําหนดให้ชัดเจนหรือให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยงานอาจจะทําให้การขับเคลื่อนล่าช้า เพราะอันนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็ไม่ชัดเจน และอาจจะเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายหลักก็ได้

ประเด็นที่ ๓ เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าประเทศของเรา เราต้องสร้าง ความสามัคคีและความปรองดองของคนในชาติซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก และอาศัยหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักและระยะเวลาในการดําเนินการ ผมเห็นว่าถ้าเรานําการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ชาติมาเป็นเครื่องมือในการหาจุดร่วมของคนในชาติในการพัฒนาย่อมต้องได้รับ ความร่วมมือและสัมฤทธิผลอย่างแน่นอน เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติของเรานั้นจําเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชาติทุกคน ทุกภาคส่วน และทุกองค์กรอยู่แล้ว ประกอบกับการที่เราจะนําประเทศไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ ก็ต้องอาศัยความเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวของคนในชาติทุกคน ทั้งนี้ ก็จะสอดคล้องกับ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ผมถึงใคร่ขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลด้วยว่าการที่จะเสริมสร้าง ความปรองดองคงจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องมือและเป็นกลไกสําคัญที่จะต้อง ให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้เข้าใจและยอมรับในเรื่องของความรักใคร่ ความสามัคคีปรองดอง ตามยุทธศาสตร์ชาติของเรา

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายนะครับ โดยที่ยุทธศาสตร์ชาติ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกําลังเสนออยู่ขณะนี้ ทางรัฐบาลก็ได้กําหนดโรดแมป (Road map) ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ดําเนินการควบคู่ไปกับการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งทางสภาพัฒน์เป็นแกนหลักร่วมจัดทําอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทําอย่างไรไม่ให้เกิดความสับสนทั้งจากประชาชนและฝ่ายการเมือง รวมทั้งประสานความสอดคล้องกับกระบวนการที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ผมจึงใคร่ขอฝากข้อเสนอแนะดังกล่าวไว้ ๔ ประการด้วยความสุจริตใจและจริงใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปักธงยุทธศาสตร์ชาติในครั้งนี้จะเป็นมรดกอันดีงามที่ทางแม่น้ํา ๕ สาย ได้ฝากไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลานในอนาคตที่มีคุณค่าต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก วัฒนา สรรพานิช อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อยู่ไหมคะ เชิญค่ะ

พลเอก วัฒนา สรรพานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก วัฒนา สรรพานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๓๔ ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการที่ ๑ เป็นร่างพระราชบัญญัติแรกนับตั้งแต่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของประเทศที่ได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนถึงวันนี้นับเป็นเวลา ๘๓ ปี ประเทศเราได้มีการปฏิวัติ ๑ ครั้ง รัฐประหาร ๘ ครั้ง กบฏ ๑๒ ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ ๑๙ ฉบับ มีนายกรัฐมนตรี ๑๙ ท่าน คณะรัฐบาล ๖๑ คณะ ประเทศไทยไม่ได้กําหนดยุทธศาสตร์ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย จะมาเกิดขึ้นในรัฐบาลคณะที่ ๖๑ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๙ นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ประเทศไทยจะต้องมีแนวทางที่จะบริหารราชการแผ่นดินไปสู่เป้าหมายโดยคํานึงถึง ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสําคัญ ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสําคัญนี้อันได้แก่ ความต้องการ และจําเป็นอย่างยิ่งของประชาชนที่จะขาดเสียมิได้ ประการแรก คือความเสถียรภาพ ในเรื่องทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ สําหรับสังคมนั้นแตกแขนงออกไปเป็นหลายประการ แต่ผมขอสรุปดังนี้ว่า ยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่ใช่มองดูอย่างใดอย่างหนึ่ง มองดูประเทศเป็นหลัก ประเทศ หรือชาตินั้นมีองค์ประกอบอยู่ ๔ ประการด้วยกัน ประการที่ ๑ ก็คือดินแดน ประการที่ ๒ เมื่อมีดินแดนแล้วก็ต้องมีประชาชน ประการที่ ๓ ต้องมีผู้ปกครองคือรัฐบาล ประการสุดท้าย ก็ต้องมีเอกราชอธิปไตย ทั้ง ๔ อย่างนี้ยุทธศาสตร์ชาติเราไม่เคยวางเลยแต่จะวาง เป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นครั้งคราวไปแต่ละเรื่อง แต่ยุทธศาสตร์ชาติที่จะกําหนดโดย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะกําหนดคลุมทั้ง ๔ ประการ คือองค์กรของรัฐ ซึ่งรัฐนี้จะมีหน้าที่ปกครองและดูแลร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างอยู่นี้ ได้กําหนดหน้าที่ ของรัฐไว้อย่างชัดเจนและไม่เคยมีมาก่อน เพิ่งจะกําหนดในร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่ารัฐจะมีหน้าที่ ต่อประชาชนอย่างไร มีแต่แนวนโยบายแห่งรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นการกําหนดยุทธศาสตร์นี้ถึงแม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะยังไม่บังเกิด แต่ก็จะเป็นการสอดรับ เป็นวิสัยทัศน์ คือการมองไกลว่าถ้ารัฐธรรมนูญ มียุทธศาสตร์เราก็สามารถมียุทธศาสตร์รองรับได้ แต่จะสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ในรายละเอียดนั้นก็ไปปรับแก้กัน ผมจึงมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและจะขอสนับสนุน สําหรับรายละเอียดต่าง ๆ กระผมขอแสดงความเคารพในความคิดของทุกท่านที่ได้ให้เกียรติ แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วผมก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้คงจะรับฟังความคิดเห็นของท่านผู้มีเกียรติที่ได้กรุณา ให้ข้อคิดเห็นหลายแง่หลายมุม ทุกแง่ทุกมุม ทุกความคิดเห็นของท่านเป็นประโยชน์ต่อ การทํายุทธศาสตร์ชาติ สําคัญไปกว่านั้นรัฐบาลได้มองเห็นการณ์ไกลนี้มาก่อน ได้ทํายุทธศาสตร์ชาติไป เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลโดยคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลที่ได้ตั้งขึ้น กับยุทธศาสตร์ชาติของ สปท. สภาแห่งนี้ได้ทําขึ้นนั้น จะมีส่วนความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ ผลประโยชน์แห่งชาติอันเดียวกัน แต่ต่างวิธี ต่างความคิดเพราะมีหลายแบบ ดังที่ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้กรุณา ให้ข้อคิดเห็นมาแล้วว่าการทํายุทธศาสตร์มีหลายสถาบัน ประเทศเรามีสถาบันเหมือนกัน สถาบันวิชายุทธศาสตร์ของสถาบันป้องกันประเทศของเรามี เราได้ทํายุทธศาสตร์ชาติ ในสถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ ๖๐ ปีแล้ว แต่ว่าครั้งนี้ไม่เพียงแต่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรทํา เรามาทําถึง ๓ สถาบันด้วยกัน ตอนนี้ คือ สภาแห่งนี้ รัฐบาล แล้วก็วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรไปสู่รัฐบาล เมื่อไปสู่ รัฐบาลกระผมวิงวอนว่าขอให้รัฐบาลได้พิจารณาข้อดีที่สุดของ ๓ แห่งนี้ ยุทธศาสตร์นี้ ที่ได้กําหนดขึ้น เอาเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีของชาติ เพื่อพัฒนาประเทศชาติ เพราะยุทธศาสตร์นั้น เป็นเครื่องมือสําคัญ การมียุทธศาสตร์เฉย ๆ นั้นไม่ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของประเทศ แต่ต้องนํายุทธศาสตร์ไปกําหนดเป็นนโยบาย แผนงาน โครงการ ตั้งคณะขึ้นมาทํางาน คําว่า คณะขึ้นมาทํางาน จะใหม่หรือเก่า หรือจะมีอยู่แล้ว ยังไม่มี ต้องแบบบูรณาการกัน เช่น ยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ก็ดี ยุทธศาสตร์ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมต่าง ๆ เอามารวมกัน แล้วมีคณะที่จะบริหารจัดการ ให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ไป ก็จะนําพาประเทศชาติไปสู่เป้าหมายปลายทางให้จงได้ กระผมขอขอบคุณอีกครั้งที่ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น ผมเคารพในความคิด ของทุกท่าน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานและคณะกรรมาธิการจะได้นําเอาความคิด และข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปปรับปรุงเพื่อเราจะได้เสนอรัฐบาล คือเสนอคณะรัฐมนตรีไปสู่ ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของ สปท. แล้วทุกท่านมีส่วนร่วมครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขอบพระคุณครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ต้องขอบพระคุณกรรมาธิการร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ ท่านยังนั่งกันครบ ผมเป็นห่วงครับ ๓ ชั่วโมงครึ่งเกือบ ๔ ชั่วโมงแล้ว เชิญไปรับประทานอาหารได้ครับ ผมเห็นด้วยครับ สนับสนุน ผมคงใช้เวลาสั้น ๆ เพราะว่าผู้อภิปรายมีเยอะ ในอดีตที่ผ่านมา เวลาเดินเรือเขาจะดูที่ดาวเหนือ เดินป่าต้องมีเข็มทิศ ต้องมีแผนที่ ขับรถยนต์ในกรุงเทพฯ หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ปัจจุบันนี้ต้องติดจีพีเอส (GPS) ต้องมีตัวชี้ทางครับ ไปแบบไร้ทิศทางแบบที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้วครับ เราจะหลงทาง เราจะเข้าป่า เราจะมีปัญหา กับการพัฒนาประเทศ แผนยุทธศาสตร์ชาติจะต้องมีความชัดเจนและเป็นตัวนําที่จะชี้นํา ทิศทาง ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะต้องเดินไปตามเส้นทางนั้น ผมให้ดูตัวอย่างหนึ่งครับ เมื่อหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไหนก็ไม่ทราบ หรือเกือบทุกรัฐบาลส่งเสริมการปลูกยางพารา กล้ายาง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ต้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ต้น ๓,๐๐๐,๐๐๐ ต้น ปลูกกันมา เราไม่กําหนด ทิศทางที่ชัดเจนว่าในอนาคต ๕ ปี ๗ ปี น้ํายางจะออกแล้ว เราจะทําอย่างไรต่อกับน้ํายาง ขณะนี้น้ํายางท่วมประเทศไทย ชาวสวนยางเดือดร้อนครับ รัฐบาลนี้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ ผมไม่ได้พูดเอาใจท่านเพราะว่าท่านไม่อยู่ประเทศไทยขณะนี้ ท่านต้องมาแก้ปัญหา จะมาทําตุ๊กตาลูกเทพก็แก้ไม่พอครับ เพราะปัญหามันท่วม ตุ๊กตาลูกเทพ แต่ถ้าเรามีแผนยุทธศาสตร์ชาติบอกว่าเอาละส่งเสริมสวนยางแล้วต่อไป เราจะรับช่วงอย่างไรต่อ รัฐบาลไหนมาก็ต้องทําต่อ จะเริ่มให้มีความชัดเจนอย่างนั้น บ้านเมืองเราก็ไม่มีปัญหาอย่างนี้ การมียุทธศาสตร์ชาติก็เพื่อที่จะกําหนดทิศทาง ความชัดเจน ความต่อเนื่อง นโยบายของรัฐบาลนอกจากจะไม่มีความชัดเจนแล้ว

ต่อไปประการที่ ๒ ก็คือจะเกิดการต่อสู้กันเชิงนโยบาย นโยบายของรัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลใหม่ไม่เอาด้วยแน่นอน ถึงแม้จะดีก็ไม่เอาด้วย ก็แปลว่านโยบายจะไม่ต่อเนื่อง แล้วก็ออกนโยบายใหม่มาแบบชั่วคราว เอาใจประชาชนที่เราเรียกว่านโยบายประชานิยม จนกระทั่งต้องมาสร้างภูมิคุ้มกันที่จะห้ามไม่ให้มีนโยบายประชานิยม สร้างปัญหาให้กับ วินัยการเงินการคลัง การที่จะปฏิรูป การที่จะเขียนยุทธศาสตร์ชาติ การที่จะออกเป็น พระราชบัญญัติชอบด้วยหลักการและเหตุผลครับ เพราะถ้าเราคิดแล้วเราเขียนไว้ในกระดาษ ไม่มีความมั่นคง ทุกเรื่องที่ปฏิรูปผมเห็นด้วยกับการที่จะต้องตราเป็นกฎหมาย ถ้าใครไปแก้ ถ้าเป็นของที่ดีคงจะมีปัญหากับคนที่แก้ ผมคงต้องขอฝากนิดหนึ่งในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติ ใช้เวลาอีกนิดเดียวครับ ฝากไปยังกรรมาธิการ ฝากเป็นเพียงตัวอย่าง แล้วขอความกรุณาไปตรวจสอบ ถ้ามีอย่างนี้อีกก็คือความซ้ําซ้อนของอํานาจ ตัวอย่าง ในมาตราของร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๑๓ (๒) (๓) (๙) ในเรื่องของ การตรวจสอบการใช้งบประมาณ การใช้ทรัพยากรของประเทศชาติ ในร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างเบื้องต้น) มาตรา ๒๔๐ กับมาตรา ๒๔๑ มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กกต. ป.ป.ช. ทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินอยู่ด้วย จะเกิดการซ้ําซ้อนกันหรือไม่ อันนี้ตัวอย่างนะครับ ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป แล้วดูมาตราอื่น ๆ ด้วยครับ เพราะถ้าไปขัดกับ รัฐธรรมนูญร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะมีปัญหา แล้วก็จะเกิดการซ้ําซ้อนในทางปฏิบัติ ดูกับองค์กรอื่นด้วย อย่าให้เกิดความซ้ําซ้อนนะครับ ผมคงทิ้งท้ายอย่างนี้ว่ายุทธศาสตร์ชาติ เหมือนสายน้ําที่ไหลไป การที่เรามีแผนยุทธศาสตร์ การที่เราออกพระราชบัญญัติที่ชัดเจน เท่ากับเราสร้างเขื่อนกักน้ําไว้ พระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติคือประตูเขื่อน เราสามารถปล่อยน้ําไปตามปริมาณ และทิศทางที่ต้องการเพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ําเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ แต่ถ้าหากว่า เราไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราไม่มีเขื่อน ไม่มีประตูน้ํา น้ําก็จะไหลไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่มีการควบคุม จะท่วมเรือกสวนไร่นา แล้วประชาชนจะบาดเจ็บล้มตายเช่นที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอขอบคุณ ขอชื่นชม ชื่นชอบในคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มีความมุ่งมั่นทําสิ่งนี้ ไม่มีอะไรที่น่าตําหนิเลย ดีไปเสียทั้งหมด ขอบคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะ ท่านรักษาเวลาได้ดีมากเลยนะคะ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรียนเชิญค่ะ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ มี ๓ ประเด็นที่จะให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะนะครับ

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของความสําคัญทางยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าที่จริง เรื่องยุทธศาสตร์มีความสําคัญอย่างมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาตินะครับ แล้วก็คือว่า เป็นครั้งแรกที่เราได้มีการกําหนดไว้ ประเทศต่าง ๆ ในโลกไม่ว่าจะการเมืองมั่นคง หรือการเมืองไม่มั่นคง ที่จริงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติมีความสําคัญทั้งสิ้น ประเทศที่มีการเมือง มั่นคงกําหนดยุทธศาสตร์ได้มีโอกาสได้รับการปฏิบัติอย่างสูง แต่ขณะเดียวกันประเทศ ที่การเมืองไม่ได้มั่นคงมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตลอดเวลา การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ แต่อย่างน้อยที่สุดเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญมาก เพราะจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตอบสนองความต้องการของประเทศในอนาคต อันนี้ผมคิดว่าถ้าเรากําหนดตรงนี้ไว้เป็นเรื่องที่ดี ที่จริงยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องหลายเรื่อง เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ เป็นเรื่องของทิศทาง เป็นเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องของ มาตรการ ทุกอย่างรวมกันก็จะเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ประเทศ ที่กําหนดไว้เขากําหนดอยู่ ๔-๕ อย่าง อันนี้เหมือน ๆ กันหมด คงไม่กําหนดอย่างใด อย่างหนึ่งนะครับ เท่าที่ผมดูมาบ้างหลายประเทศตัวอย่างที่ใกล้ ๆ เรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนก็ดี ประเทศมาเลเซียก็ดี สปป. ลาวก็ดี กําหนดยุทธศาสตร์ชาติได้ค่อนข้างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนเขากําหนดยุทธศาสตร์ชาติตั้ง ๓๐ ปี แล้วมีการพูดถึงแต่ละระดับ ๆ ตั้งแต่ช่วง ๑๐ ปีแรก กําหนดว่าประชาชนทุกคนของประเทศจีนต้องกินอิ่มนอนอุ่น อันนี้คือพูดตามภาษาบ้านเรานะครับ พัฒนาไปทั้งเศรษฐกิจ สังคมต่าง ๆ กําหนดยุทธศาสตร์ เป็น ๑๐ ปีที่ ๒ คือพออยู่พอกิน แล้ว ๑๐ ปีสุดท้ายก็คืออยู่ดีกินดี นั่นคือข้อสังเกตง่าย ๆ ก็คือถ้ายุทธศาสตร์เรามีคําที่จับต้องได้แบบนี้จะเป็นประโยชน์ อันนี้ผมฝากเป็นข้อเสนอแนะ ให้กับคณะกรรมาธิการได้พิจารณาด้วยนะครับ ประเทศมาเลเซียกําหนดยุทธศาสตร์ไว้ ๓๐ ปี เหมือนกันว่าใน ๓๐ ปีประเทศมาเลเซียต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีความชัดเจน ขึ้นมานะครับ ผมได้ฟังมาเร็ว ๆ นี้ผู้ชํานาญการเรื่อง สปป. ลาวเขาก็พูดว่า สปป. ลาวเอง กําหนดวิสัยทัศน์ของตัวเองว่าจะเป็นแบตเตอรี่ (Battery) แห่งเอเชีย ก็คือ สปป. ลาว เขาจะสร้างเขื่อนประมาณสัก ๓๐๐ กว่าแห่ง เพราะว่าประเทศเขามีภูเขามาก มีน้ํามาก พอสมควร กําหนดว่าถ้ากั้นเขื่อนมาแล้วขายพลังงานเกษตรไฟฟ้าโดยสร้างเขื่อนไว้ ๓๐๐ กว่าเขื่อน มีทิศทางต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ประชาชนของเขาอยู่ดีกินดีในรอบ ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี ที่จริงทั้ง ๒-๓ ประเทศล้วนแต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติทั้งนั้น ของเราครั้งนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ดีว่าเมื่อเรากําหนดยุทธศาสตร์ชาติของเราแล้วมีความชัดเจน เป้าหมาย ของยุทธศาสตร์คืออยู่ที่ประชาชน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้ว ถ้าเราสามารถทําให้ตรงนี้ชัดเจนขึ้น ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติเราจะเป็นเรื่องของคนทั้งชาตินะครับ ขณะนี้ถ้าเราดูตาม สื่อสารมวลชนทั่วไปก็มีการพูดเหมือนกันว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของการเมือง ถ้าเมื่อใดก็ตามเรามองยุทธศาสตร์ชาติโดยสายตาของการเมืองอยู่แล้ว เราจะมองเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าเมื่อใดที่เรามองยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศต้องร่วมกันในการทําให้ประเทศเราก้าวไปสู่ในเรื่องแบบนั้น ใน ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ตรงนี้ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ขอสนับสนุน คณะกรรมาธิการในการสร้างเรื่องยุทธศาสตร์ชาติในครั้งนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ เป็นประโยชน์จริง ๆ ครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะให้ข้อสังเกตคือการบริหารยุทธศาสตร์ คือทําให้ยุทธศาสตร์ เป็นจริงได้อย่างไร ผมคิดว่าเราอาจจะมีความไม่แน่ใจว่าเมื่อเขียนยุทธศาสตร์ชาติไปแล้ว จะมีการปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มาจากการเลือกตั้งแล้วเราก็เลยพยายามจะออกแบบออกเป็นร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมานะครับ เรื่องที่เราพิจารณากันในครั้งนี้คือพิจารณาว่าเราจะทํางานอย่างไร แล้วก็มีการพูดถึงกลไก หรือมาตราต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี สภา หรืออะไรก็ตามแต่ เราก็กําหนด ในลักษณะแบบนี้ขึ้นมา แล้วก็มีการจัดตั้งคณะทํางานหรือสํานักงานขึ้นมา ฉะนั้น การออกแบบประเภทที่จะพูดถึงอันนี้ก็คือเราออกแบบเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติของเรา มีผลทางปฏิบัติ แต่จริง ๆ แล้วก็อาจจะมีบางประเด็นที่ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้เพื่อให้ คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาดู

อันดับแรกคือมาตรา ๘ ก็คงจะเป็นเรื่องของการกําหนดความสัมพันธ์ ระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับสภาในเรื่องของการรองรับต่าง ๆ จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ถ้าสภาไม่เห็นด้วยต้องมีเสียงเท่าไร ถ้ากรรมการยืนยันก็ให้เป็นเรื่องนั้นเลย เหมือนกับว่าเรามีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีบทบาทหน้าที่มากกว่ารัฐสภา ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องพิจารณาว่าในประเทศต่าง ๆ ถ้าเรากําหนดรัฐสภาเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาจะมีความเหมาะสมค่อนข้างมากนะครับ

มาตรา ๑๓ ข้อ ๓ ก็คือกําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณ อันนี้ก็คือ กําหนดหน้าที่ของกรรมการไว้ แนวทางในการจัดสรรงบประมาณ ตรงนี้เป็นเรื่องที่มี ความหมิ่นเหม่ในทางปฏิบัตินิดหนึ่งว่าในทางปฏิบัติเราจะทําอย่างไร เพราะที่จริงทุกปี การกําหนดงบประมาณเป็นเรื่องของ ครม. ก็ดี เป็นเรื่องของรัฐสภาก็ดี แต่พอกรรมการบอกว่า กําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณ หากแนวทางของการจัดสรรงบประมาณของ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับ ครม. ขัดแย้งกันจะเอาอย่างไรต่อ ตรงนี้จะเป็นปัญหา ค่อนข้างมาก คือผมคิดว่าเมื่อสักครู่ทางเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดกันว่าถ้าเรากําหนด บางอย่างไว้ในเรื่องของแยกย่อยเกินไปจะเป็นปัญหาให้เกิดความกระทบกระทั่งแล้วจะมีผล ต่อยุทธศาสตร์ชาติอย่างมากนะครับ

มาตรา ๙ เรื่องการตรวจสอบไต่สวนก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ท่านสมาชิก บางท่านบอกว่าตรงนี้ควรจะเอาออกไปก็น่าคิดนะครับ เพราะว่าเราไม่ใช่กลไกในการไป ตรวจสอบ ไต่สวน มีกลไกในการตรวจสอบ ไต่สวนอยู่แล้วซึ่งเป็นองค์กรอิสระ

มาตรา ๑๔ การชี้ขาดอํานาจขององค์กรและหน่วยงานของรัฐในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ ถ้าปกติการทําให้หน่วยงานใดมีหน้าที่อะไรเป็นเรื่อง ของ ครม. หรือบัญญัติไว้ในกฎหมายของหน่วยงานนั้น ๆ แล้วยุทธศาสตร์ชาติของเรา ที่เราเขียนไว้ครอบคลุมถึง ๑๒ เรื่องในมาตรา ๖ ซึ่งครอบคลุมทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้าเราเขียนมาตราตรงนี้ไว้เกิดการกําหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานเราขัดแย้งกับสิ่งที่ ครม. ได้กําหนดหรือสั่งการไป และเราเขียนว่าคําวินิจฉัยของกรรมการเป็นส่วนชี้ขาด เท่ากับว่ากรรมการมีบทบาทเหนือกว่า ครม. และบางครั้งถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นไปจะเกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมา

มาตรา ๒๖ พูดถึงเรื่องสถาบันยุทธศาสตร์ชาติด้านวิชาการ ตรงนี้ ในความหมายไม่ได้พูดไว้ หมายความว่าเรากําลังจะตั้งสถาบันยุทธศาสตร์ขึ้นมาหรือเปล่า เพราะว่าชื่อแตกต่างกับสํานักงานที่เป็นตัวเลขานุการ ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ ๔-๕ ประการที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ที่จริงโดยหลักใหญ่ใจความน่าจะเป็น เรื่องของ ครม. น่าจะเป็นเรื่องของสภา ถ้าเรากําหนดตรงนี้ได้ชัดเจน กรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติก็เหมือนกับกรรมการทางวิชาการที่คอยเสนอแนะในทางเทคนิควิชาการ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีหน้าที่ในการตรวจสอบ กลั่นกรอง หรือชี้ผิดชี้ถูก เพราะตรงนี้ในเรื่อง รายละเอียดจะมีข้อขัดแย้งอยู่เยอะถ้าเรามีการดําเนินการขึ้นมานะครับ

ประเด็นสุดท้ายผมอยากจะมีข้อเสนอแนะอยู่ ๓-๔ ประการต่อเรื่องของ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

เรื่องที่ ๑ ก็คือขอให้เร่งรัดในการทํายุทธศาสตร์ชาติให้เป็นผลสําเร็จโดยเร็ว เพราะจริง ๆ แล้วครั้งนี้เราพูดถึงเรื่องการตั้งกลไกในการบริหารยุทธศาสตร์ชาติโดยที่เรา ยังไม่รู้มากเท่าไรว่ายุทธศาสตร์ชาติคืออะไรกันแน่ ตรงนี้ถ้าเราขอให้เร่งรัดโดยเร็ว ในการทํางานชัดเจนและเป็นวิสัยทัศน์จริง ๆ ผมว่าจะเป็นเรื่องดีนะครับ

เรื่องที่ ๒ ทําให้ประชาชนเห็นชัดถึงยุทธศาสตร์ชาติจับต้องได้และเห็นว่า เป็นเรื่องของคนทั้งชาติ ผมว่าเรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ยุทธศาสตร์ชาติ จะปรากฏได้อย่างจริงจังหรือได้รับการปฏิบัติต่อเนื่องหรือไม่ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทําให้ประชาชนทั้งชาติได้เห็นเหมือนกับที่หลาย ๆ ประเทศเขาเห็นกันแล้ว เช่นประเทศจีน เขาต้องการให้ประเทศเขาเป็น ๔ ทันสมัยทุกคนในชาติรับทราบ ถ้าเราทําให้เรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องของประชาชนได้ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความมั่นคงมากกว่าเรื่องกฎหมาย

เรื่องที่ ๓ อาจจะเลต (Late) ไปนิดหน่อยว่าอาจจะเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเติมอีกนิดหนึ่งว่าให้ทั้งรัฐบาลและพรรคการเมือง ได้ใส่นโยบายหรือแปลงยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นแนวปฏิบัติ เป็นแนวนโยบายของพรรค คือของรัฐบาล แล้วก็จะมีการประเมินผลในทุกกี่ปีก็ว่ากันไป แล้วถ้าจะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอย่างไรขอให้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าทุกอย่างได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จะมีหลักประกันมากกว่าที่เราเขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จริง ๆ ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าแก้ก็แก้ได้ง่ายนิดเดียว แค่เสียงข้างมากของสภาก็สามารถแก้ได้แล้วผลทางปฏิบัติ จะยากมาก และสุดท้ายคือการจัดตั้งกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าโดยหลักการผมเห็นด้วย ว่าต้องมีกลไกในการดูแลยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าต้องเป็นในเรื่องของเทคนิควิชาการ และเรื่องของการดําเนินงานต่าง ๆ เหล่านี้ องค์กรหลายองค์กรที่เรามีอยู่แล้วคงต้องพูด ให้ชัดเจนว่าจะเข้ามามีบทบาทอะไรบ้าง เช่นสภาพัฒน์ก็ดี แล้วอีกนิดหนึ่งเท่าที่ทราบมา ตั้งแต่เช้าว่าอยากขอเสนอเป็นเรื่องของ สปท. เท่าที่ทราบเหมือนกับว่าจะมีการตั้งหน่วยงาน ต่าง ๆ เกือบ ๓๐ กว่าหน่วยงาน ก็อยากจะขอให้ทาง สปท. ที่เกี่ยวข้องลองพิจารณา ภาพรวมทั้ง ๓๐ กว่าหน่วยงานดูว่าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทั้ง ๓๐ กว่าหน่วยงาน อันไหนจําเป็น อันไหนไม่จําเป็น อันไหนที่ต้องตั้ง อันไหนที่ไม่ตั้ง ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมว่าทําให้เรามองภาพรวมได้ไม่ยาก จะเห็นถึงการขยายหน่วยงานราชการไปจนเกิน ขอบเขตแล้วก็ไม่สามารถเห็นภาพรวมได้ ขออนุญาตเรียนเท่านี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ประเด็นของท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สําคัญนะคะ โดยเฉพาะ ที่จะมีข้อขัดแย้งในเชิงปฏิบัติ ต่อไปท่านกรรมาธิการคงจะต้องหาคําตอบก่อนเสนอร่าง ขึ้นไปนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรียนเชิญค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ในการเสนอรายงานแล้วก็ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนี้นะครับ ผมพยายาม ที่จะพิจารณาแล้วก็ดูความจําเป็นของการให้มียุทธศาสตร์ชาติเกิดขึ้น ผมขออนุญาตเรียนว่า ในส่วนความจําเป็นดังกล่าวนี้หลายท่านอภิปรายแล้วซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศเรานั้นควรมียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน สิ่งสําคัญของการมียุทธศาสตร์ชาติก็คือ การกําหนดเป้าหมาย กําหนดทิศทางในการบริหารประเทศที่ยั่งยืนแล้วก็สามารถที่จะมีผล ให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดการบริหารประเทศส่วนใหญ่ ก็ให้ความสําคัญไปที่แนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ในทางปฏิบัติแล้วแนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนั้นถึงแม้จะมีความชัดเจนว่ารัฐต้องทําอะไรบ้าง แต่ก็ปรากฏว่าทําบ้าง ไม่ทําบ้าง แล้วก็ทําในบางช่วงเวลา ทําตามนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาซึ่งเปลี่ยนไป ตามเหตุการณ์ สถานการณ์ และตัวรัฐบาลที่เข้ามาในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่ทําให้ ประเทศไทยเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองก็เพราะความชัดเจนของการบริหาร ประเทศนั้นไม่ชัดเจนไม่แน่นอน ดังนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติที่ท่านกรรมาธิการได้พิจารณาและเสนอขึ้นมานั้นก็จะทําให้ การพัฒนาประเทศมีความยั่งยืนแล้วก็สามารถไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือคณะกรรมการ คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาทําหน้าที่เหมือนกับคอย ประคับประคอง คอยกําหนดทิศทางในการบริหารประเทศตามยุทธศาสตร์ไม่ให้เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาอย่างที่กราบเรียน สิ่งที่เป็นปัญหาของบ้านเมืองไทยก็คือที่ผ่านมานั้นการบริหาร ประเทศแฝงอยู่กับอํานาจแล้วก็ผลประโยชน์ของคนบางคน และคนบางกลุ่มเป็นสําคัญ หลาย ๆ เรื่องที่ถูกเข้ามาใช้เป็นนโยบายในการบริหารประเทศก็จะถูกการนําไป หาผลประโยชน์ โดยประเทศไทยเหมือนเป็นแหล่งลงทุน เป็นที่ทํามาหากินมายาวนาน คนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนก็คือประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเราได้สูญเสียผลประโยชน์ ไปมากมายกับการมีนโยบายที่ไม่แน่นอนดังกล่าว แล้วก็แฝงด้วยอํานาจในทางการเมือง ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มทุนในหลาย ๆ กลุ่ม ประเทศไทยจึงเป็นแหล่งทํามาหากิน ของนักการเมือง ของคนบางคนที่ไม่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน เป็นส่วนรวม เป้าหมายของการบริหารประเทศที่ผ่านมามีแนวทางในการที่จะก่อให้เกิด ผลประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคือระบบงานราชการ ถ้าหากว่า เรามีแนวทางการบริหารประเทศ มียุทธศาสตร์ในการจะนําพาไปสู่เป้าหมายของการบริหาร ประเทศที่ยั่งยืน งานระบบราชการเองก็มีส่วนสําคัญของการที่จะเป็นกลไกของรัฐ ในการบริหารประเทศ งานราชการเองนั้นก็แปรเปลี่ยนไปตามอํานาจที่เข้ามาบริหารประเทศ ในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ดังนั้นสิ่งที่เป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยก็คือ ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอยุทธศาสตร์ชาติ ถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะต้องให้มี ความชัดเจนในเป้าหมายการกําหนดทิศทางของประเทศดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะมี ข้อทักท้วง ผมว่ากรรมาธิการท่านเองก็คงจะต้องนําไปพิจารณาแล้วก็ดูว่าสิ่งที่สมาชิก ได้ทักท้วงนั้นจะทําอย่างไรให้สามารถที่จะตัดหรือขจัดสิ่งซึ่งเป็นอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น หรือทําอย่างไรให้แนวทางที่จะก่อให้เกิดยุทธศาสตร์นั้นผ่านพ้นไปได้ แม้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับ หน่วยงานที่จะเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อทักท้วงที่น่ารับฟัง เพราะว่าเราก็พยายามจะกําหนด ทิศทางอะไรต่าง ๆ ในการที่จะไม่ให้มีการสร้างหรือกําหนดหน่วยงานราชการที่มากเกินไป ดังนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาดู ในร่างกฎหมายดังกล่าวนะครับ ก็ฝากความเห็น อย่างเช่นมาตรา ๒๗ ไปกําหนด ช่วงระยะเวลาในกรณีที่มีพระราชบัญญัติใช้บังคับแล้ว ๙๐ วัน แต่ยังไม่มีคณะกรรมการ ตามมาตรา ๕๕ ยกตัวอย่างอันนี้เป็นสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะบางช่วงเวลา ท่านจะนําไปไว้ในบทเฉพาะกาลไหม อันนี้ก็ฝากพิจารณา ส่วนมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ จริง ๆ แล้วน่าจะไปอยู่ในส่วนที่ ๑ เพราะเป็นเรื่องของการให้ได้มาซึ่งกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ แต่พอเวลาเราไปจัดส่วนที่ ๑ กับส่วนที่ ๒ ก็เลยทําให้กรรมการสรรหา แทรกเข้ามา พอแทรกเข้ามาแล้วในส่วนคุณสมบัติของกรรมการก็ไปอยู่ในส่วนที่ ๒ กระโดดไปกระโดดมาอย่างไรไม่ทราบ เพราะว่าโดยหลักส่วนใหญ่พอเวลามีคณะกรรมการขึ้นมา กระบวนการ ขั้นตอน ถ้ามี กรรมการสรรหาก็จะอยู่ในส่วนเดียวกัน ในหมวดเดียวกัน แต่พอเราไปแยกส่วนก็เลย ทําให้เนื้อหากระโดดข้ามกันไปนะครับ อันนี้ก็จะฝากท่านพิจารณาเพื่อเรียงบทบัญญัตินั้น ให้สอดคล้องต้องกัน

ทีนี้ประเด็นสําคัญอีกอันหนึ่งท่านประธานครับ มีการพูดกันอยู่หลายครั้งว่า ยุทธศาสตร์ชาติที่เรากําลังคิดกันอยู่นี้จะเป็นการสืบทอดอํานาจอะไรไหม ผมก็พยายาม จะดูว่าเป็นสิ่งที่บางคนเอามาพูดแล้วจะทําให้เกิดความไม่สบายใจว่าการสืบทอดอํานาจนั้น คืออะไร การสืบทอดอํานาจก็อาจจะเป็นเรื่องที่ว่าเรามีอํานาจอยู่เดิม แต่พอเราจะมี กฎหมายใหม่เราก็ไปสืบทอดอํานาจนั้นต่อนะครับ แต่ผมก็พยายามดู อย่างเช่นมาตรา ๕๕ ในบทเฉพาะกาล จริง ๆ แล้วในมาตรา ๕๕ ก็เป็นเพียงเรื่องที่กําหนดบุคคลหรือองค์กรให้มา รับผิดชอบในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติให้เกิดขึ้น ก็คือมีแต่หน้าที่ หน้าที่คือต้องมี ยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ แต่อํานาจยังไม่ปรากฏตรงไหนว่าถ้าหากมาทํายุทธศาสตร์ชาติแล้วจะมี อํานาจอะไรเกิดขึ้น ผมก็เลยมองเพื่ออธิบายชี้แจงว่าในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องสืบทอดอํานาจอะไร เพียงแต่ว่าเราก็ต้องพยายามดูรายละเอียดให้รอบด้านว่า ถ้าหากเราไม่มีคําตอบให้ก็อาจจะทําให้สาธารณชนเข้าใจผิด หรืออาจจะทําให้คนที่คิดว่า การดําเนินการดังกล่าวนั้นจะก่อให้เกิดอํานาจสืบทอดกันไป ข้อสําคัญก็คือยุทธศาสตร์ชาตินี้ ควรต้องทําในยุคนี้ ช่วงนี้ เราจะไปบอกว่าถ้ามียุทธศาสตร์ชาติขอให้รัฐบาลหน้ามา เราก็หวังว่ารัฐบาลหน้าจะมาจากการเลือกตั้งครับท่านประธาน การเลือกตั้งก็คืออํานาจ กับผลประโยชน์อีกนั่นละ ดังนั้นถ้าหากว่าไม่ทํายุทธศาสตร์ชาติในช่วงเวลานี้ พอเวลา มีการเลือกตั้งเข้ามายุทธศาสตร์ชาติก็จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของอํานาจ กับผลประโยชน์เข้ามาอีก ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เราไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไร แต่เรามี ความหวังดีว่าประเทศเราจะสามารถเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยแนวทางที่เราจะกําหนดทิศทาง โดยสุจริตใจนะครับ ดังนั้นเมื่อเราจะจัดทํายุทธศาสตร์ชาติก็ควรเป็นในช่วงเวลาที่เรากําลัง ปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องปฏิรูปประเทศ ให้สําเร็จให้ได้ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติผมเห็นว่าควรสนับสนุนให้มีแล้วก็ดําเนินการ ให้บรรลุผลสําเร็จให้ได้ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านเสรีค่ะ เหลืออีก ๕ ท่าน ชื่อที่ดิฉันอยู่ในมืออีก ๕ ท่าน ถ้าท่านใดจะอภิปรายก็กรุณาส่งรายชื่อเพิ่มนะคะ ท่านอําพล จินดาวัฒนะ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านวิทยา แก้วภราดัย พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา นะคะ ก็ขอเรียนเชิญคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เรียนเชิญค่ะ

นายอําพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมทางกรรมาธิการที่ได้ศึกษารายงานนี้ ผลักดัน เรื่องรายงานแล้วก็ร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการท่านผลักดัน เรื่องนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่ตอนเป็น สปช. แล้วก็กัดไม่ปล่อย ขับเคลื่อนมาจนถึงขณะนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญอย่างมากซึ่งหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะขอพูดอยู่ ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ซึ่งอันนี้จริง ๆ แล้วทุกท่านก็จะเห็นตรงกันถึงความสําคัญ ผมเคยได้ยินประเทศเพื่อนบ้านเรา สปป. ลาว เขาได้มียุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเขา เปลี่ยนจากแลนด์ล็อก (Land lock) มาเป็น แลนด์ลิงก์ (Land link) ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาวนั้นได้ยินอีกอันหนึ่งคือเรื่องแบตเตอรี่ ออฟ เอเชีย (Battery of Asia) ประเทศอินโดนีเซียนั้นเราได้ยินเรื่องยุทธศาสตร์ของเขาคือเทาเซินด์ เฟรนด์ส โน เอ็นเนมี (Thousand friends no enemy) เป็นการบอกทิศทางว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้ จะไปทางไหน ประเทศเกาหลีใต้เขาอาจจะไม่ได้เขียนคําที่หรูหรา ซึ่งอาจจะเขียนแต่ผม ไม่ทราบ แต่เรารู้ว่าเขาพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่ไฮเทคโนโลยี (High technology) เขาเน้นเรื่องเทคโนโลยีและการส่งเสริมวัฒนธรรมซึ่งไปสู่การบริการ ท่องเที่ยว และอื่น ๆ ตามมา สําหรับประเทศไทยเราจะไปกันทางไหน มีบางคนตั้งคําถามว่าแวร์ ทู โก (Where to go) หรือโก ทู แวร์ (Go to where) เพราะฉะนั้นการมียุทธศาสตร์ของชาติ สําคัญอย่างยิ่ง เพื่อจะชวนคนไทยทั้งสังคมมาร่วมกันฝันว่าฝันไกล ๆ เราต้องการเป็นอย่างไร ไปถึงตรงไหน ในระยะเวลาเท่าไร ขณะนี้บังเอิญเราได้ใช้คําว่ายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คือเรา คิดว่าในตรง ๒๐ ปีข้างหน้า ซึ่งก็เป็นการฝันที่ไกล ผมคิดว่าสิ่งสําคัญที่สุดก็คือต้องสร้าง กระบวนการฝันร่วมกันของคนทั้งประเทศ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์ของคนไทย ทั้งประเทศที่เห็นร่วมกัน ฝันร่วมกัน บอกเส้นทางการเดินไปด้วยกัน และบอกยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการเดินทัพจะไปอย่างไร เครื่องมือ ยานพาหนะจะไปอย่างไร ผมคิดว่าเท่าที่ผมมี ความรู้ ความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ชาติน่าจะต้องเน้นไปสู่จุดนั้น เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ที่ดีนั้นน่าจะต้องเป็นยุทธศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล และเป็นของคนทั้งมวล ผมจะขีดเส้นใต้ตรง ของคนทั้งมวล เป้าหมายนั้นแน่นอนครับ เพื่อคนทั้งมวล ของคนทั้งมวล และโดยคนทั้งมวล เดี๋ยวประเด็นที่ ๓ ผมจะกลับมาตรงนี้อีกทีหนึ่ง ผมคิดว่ากระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ต้องทําให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์ของคนทั้งมวล โดยคนทั้งมวล ผมไม่อยากเห็นยุทธศาสตร์ชาติ ออกมากลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ก็ไม่อยากเห็นยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมา กลายเป็นงานของเทคโนแครต (Technocrat) หรือของวิชาการ แล้วก็ไม่อยากเห็น ยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมาเป็นของข้าราชการ จะต้องเป็นของทุกฝ่ายครับ เอกชน ประชาสังคม ผู้คนทุกหมู่เหล่า จะต้องมีส่วนร่วมในการทํายุทธศาสตร์ชาติเพราะเป็นฝัน ร่วมกันครับ ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่จุดนั้น เพราะประเทศเรา ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยภาครัฐหรือภาคใดภาคหนึ่ง แต่ทุกภาคส่วนสําคัญทั้งหมด เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ชาติที่ผมอยากเห็นน่าจะเป็นในทิศทางนั้น เราอยู่ในสังคมประชาธิปไตยแบบมี ส่วนร่วม เราต้องเน้นการอภิบาลแบบหุ้นส่วน แบบเครือข่าย ไม่ใช่เป็นฝ่ายใดนํา หรือฝ่ายใดคิดให้ฝ่ายใดตาม อันนั้นเราน่าจะพ้นยุคมาแล้วพอสมควร จุดนี้เป็นจุดที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนเพื่อจะย้ําความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ในรายงานของท่าน และในร่างกฎหมายนั้นท่านพยายามจะวางทิศทางในการทํายุทธศาสตร์ชาติ แต่ถ้าเรา ไม่ระวังเราก็จะตกหลุมพราง ยุทธศาสตร์นี้จะกลายเป็นอะไรที่ยาก ๆ อ่านไม่ค่อยเข้าใจ และคนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของเลย รู้สึกว่าเป็นของคนอื่นที่เขียนให้แล้วก็ไม่ได้ซึมซับ เข้าไป ท่านประธานครับ ถ้ายุทธศาสตร์ชาติออกมาแบบนี้เราจะเสียโอกาสอย่างมาก ถ้ายุทธศาสตร์ชาติออกมาเป็นคําเพียง ๒-๓ คํา หรือเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ เรื่องใหญ่ ๆ ที่ฝันเห็นตรงกัน แล้วคนทุกภาคส่วนร่วมกันทําเพื่อไปสู่จุดนั้นอาจจะไม่ยุ่ง ไม่ยืดยาว เลยนะครับ ไม่ยุ่งยาก แต่จะต้องมีกระบวนการทําที่ดี ผมทราบดีว่าในสังคมเรามีการทํา เรื่องยุทธศาสตร์อยู่เยอะ มีคนเก่ง มีคนถนัดอยู่เยอะ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีส่วนร่วม

เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นความสําคัญ อย่างยิ่ง แล้วก็ชื่นชมสิ่งที่ท่านกําลังคิดเพื่อจะวางเส้นทางอันนี้ แต่ผมย้ําว่าทําอย่างไร ให้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเพื่อคนทั้งมวล ของคนทั้งมวล และโดยคนทั้งมวลครับ

ประเด็นที่ ๒ อันนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่ มีหลายท่านได้กล่าวถึงไปแล้ว แต่ผมอยากจะแตะนิดหนึ่ง คือเรื่องของการที่มีกฎหมายและมีองค์กร บางท่านก็เห็นด้วย บางท่านก็มีข้อขัดข้อง กระผมเองนั้นมีประสบการณ์ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้แนะนําว่า ผมเป็นเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ หน่วยงานผมเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้เป็นราชการ อยู่ในกํากับนายกรัฐมนตรี ถ้าผมดูที่ท่านออกแบบไว้คล้ายกับหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมดํารงตําแหน่งตามวาระ แล้วก็มีการกํากับการทํางาน แต่เป็นเครื่องมือของรัฐ แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การสั่งการ ของรัฐบาล หรือของรัฐมนตรี หรือของนายกรัฐมนตรี ผมอยู่ในกํากับนายกรัฐมนตรี แต่การทํางานนั้นมีกระบวนการทํางานทั้งกับรัฐ วิชาการ เอกชน ท้องถิ่น ประชาสังคม เป็นกระบวนการสนับสนุนกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ทํามาเป็นทางการ ๙ ปี ทดลองทําก่อนมีกฎหมายนี้ ๗ ปีครับ ผมทํางานนี้มา ๑๗ ปี ขึ้นปีที่ ๑๗ สิ่งที่ท่านคิดเป็นสํานักงานแบบนี้ มีคณะกรรมการ ๒ ระดับคล้ายกันกับที่ผมได้มี ประสบการณ์ครับ ในขณะเดียวกันบางท่านก็บอกน่าจะเป็นกลไกที่เป็นราชการ มีผู้ที่กล่าวถึงสภาพัฒน์ว่าจะต้องมีการทรานสฟอร์ม (Transform) มาทําบทบาทนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าท่านคิดกลไกในการทํางานเพราะกลไกเลขานุการสําคัญที่สุดนะครับ จะเป็นหน่วยงานของรัฐในกํากับหรือจะเป็นราชการผมไม่ชี้ แต่ผมกราบเรียนว่า ผมมีประสบการณ์ในการทําทั้งภาคราชการและทํางานลักษณะองค์กรแบบนี้ มีจุดอ่อน จุดแข็งที่ต่างกันครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านคิดไว้ก็คงจะต้องคิดให้ชัดว่าจะเป็นในทางนี้ หรือไม่ เพราะมีบางคนก็เป็นห่วงและกังวลเรื่องการตั้งหน่วยงานใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าเรื่องการตั้งองค์กรหรือหน่วยงานใหม่อย่าให้เป็นภาพหลอนว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศ แล้วไม่ควรมีการตั้งหน่วยงาน หรือองค์กรใหม่ ถ้าจําเป็นและสําคัญก็ควรทําและควรตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกันองค์กรที่เป็นองค์กรเดิม เป็นราชการเดิม หน่วยงานเดิม เราต้องเสนอแนะในการปรับเปลี่ยนบทบาทด้วย เพราะเมื่อมียุทธศาสตร์แล้วหนีไม่พ้น ที่ทางสภาพัฒน์จะต้องดูแลเรื่องแผนต่าง ๆ ที่สอดคล้องกันรวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ด้วย ผมขอแตะประเด็นนี้เพียงเท่านี้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ซึ่งคิดว่าสําคัญที่สุดที่ผมเกริ่นตั้งแต่ตอนแรกคือเรื่องการที่ ยุทธศาสตร์ชาติกระบวนการทํานี้จะทําให้เกิดทุกคน ทุกภาคส่วน คนทั้งมวลเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมแค่ไหน แน่นอนท่านประธานครับ คงจะทําให้ทุกคน ๖๐-๗๐ ล้านคนมามี ส่วนร่วมอย่างสําคัญเท่าเทียมกันไม่ได้ แต่ทําอย่างไรให้สังคมทุกภาคส่วนรู้สึกว่าเขาได้มีส่วนร่วม ที่สําคัญนะครับ ท่านเขียนไว้ในรายงานหน้า ๑๓ ท่านบอกว่าต้องผสม ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือผสมระหว่างการมีส่วนร่วม และเรื่องที่ ๒ คือวิชาการ ผมเห็นด้วยทั้งคู่เลยครับ ถ้าทํา ยุทธศาสตร์ชาติโดยไม่มีวิชาการก็คิดแบบมั้งศาสตร์คือคิดเอาความเห็นไม่ได้ ได้ของไม่ดี แต่ถ้ามีแต่วิชาการแล้วยากจนไปอยู่ในมือของเทคโนแครต (Technocrat) เท่านั้นก็เสีย โอกาสอย่างมาก ท่านเขียนไว้ดีมาก ท่านบอกว่าต้องมีกระบวนการ มีส่วนร่วม รับฟัง ความคิดเห็น มีส่วนร่วมพีเพิลพาร์ทิซิเพชัน (People participation) ผมคิดว่าคํานี้ ถ้าขยายการมีส่วนร่วมก็มี ๕ ระดับซึ่งเราทราบกันดี ผมไม่อยากจะเห็นกระบวนการนี้ เป็นเพียงแค่รับฟังความเห็นหรือมีส่วนร่วมเพียงผิวเผิน ท่านใช้คําแรงไว้นะครับ เป็นกระบวนการจากล่างขึ้นบนบอททอม อัป แอปโพรช (Bottom up approach) ท่านเขียนไว้ตรงนี้ แต่ผมอยากจะดูว่าตอนที่ไปออกแบบกฎหมาย ออกแบบกระบวนการ เป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า หรือจะเป็นการที่มีการยกร่างจากฝ่ายวิชาการ จากตรงไหน ก็แล้วแต่ จากคนกลุ่มน้อยแล้วก็ไปรับฟังความเห็นเพื่อให้เกิดการยอมรับ เพราะพออ่าน เข้าไปข้างในแล้วจะมีสํานวนในลักษณะทํานองนี้ครับ ในหน้า ๑๘ จัดทํายุทธศาสตร์ ก็สํารวจความต้องการ แค่สํารวจความต้องการนะครับ แล้วท่านก็ไปทําร่างออกมา แล้วจัดเวทีเสวนารับฟังความเห็นเพื่อสร้างการยอมรับและความเข้าใจในทิศทางยุทธศาสตร์ ร่วมกัน มันไม่ใช่บอททอมอัป (Bottom up) แล้วครับ มันเป็นท็อปดาวน์ (Top down) แล้วพอกระบวนการรับฟังความเห็นก็ดีอะไรก็ดีกลายเป็นเพื่อการยอมรับและเป็นเพื่อ ความเข้าใจร่วมกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่ายังมีความขัดแย้งกันอยู่ ผมคิดว่า ต้องออกแบบกระบวนการให้ความสําคัญกับกระบวนการนโยบายสาธารณะและการมีส่วนร่วม ขอท่านประธานอีกนิดเดียวนะครับหัวใจสําคัญนี้อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ท่านเขียนบอททอมอัป (Bottom up) ก็สุดโต่งไป แต่ทําไปแล้วเป็นท็อปดาวน์ (Top down) ก็สุดโต่งไป ต้องหาความพอดี ๆ ของกระบวนการนโยบายนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องสําคัญมากนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าภายใต้การออกกฎหมายและกระบวนการ กลไกตรงนี้อยากให้ท่าน เพิ่มเติมความสําคัญของการสนับสนุนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ที่เป็นระบบ เราจะมีแค่เปิดเวทีรับฟัง ให้ข้อมูล สานเสวนา ไดอะล็อก (Dialogue) ไม่พอครับ ต้องสร้าง กระบวนการนโยบายสาธารณะที่เป็นระบบและต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ชาติไม่ว่า ๑๐-๒๐ ปี เมื่อเขียนแล้วจะต้องมีการทําต่อไปอีก เพราะฉะนั้นกระบวนการนโยบายไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่จะต้องออกแบบต่อเนื่อง ท้ายที่สุดผมอยากจะกราบเรียนว่าที่ผมเกริ่นไปว่าผมเองนั้นได้มี โอกาสทํางานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมมาเป็นเวลาทั้งหมด ทางการและไม่ทางการ ๑๗ ปี มีประสบการณ์ในการสนับสนุนกระบวนการนโยบาย สาธารณะมานานพอสมควรครับ ขณะนี้เราได้จัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาแล้ว เป็นเวลา ๙ ปีที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการอีก ๗ ปีที่เรียนแล้ว เราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ในกระบวนการนโยบายอย่างมาก มีการจัดกลุ่มคนทุกภาคส่วนในสังคมออกเป็นกลุ่ม เครือข่าย ออกเป็นหน่วยงานองค์กร แล้วให้ทุกหน่วยงานองค์กรนั้นมีส่วนริเริ่ม มีส่วนร่วม มีส่วนพัฒนานโยบาย มีส่วนตัดสินใจ มีส่วนสร้างการยอมรับ และมีส่วนนําไปสู่การปฏิบัติ ผมอยากจะย้ําตรงนี้ครับว่าถ้าหากประสบการณ์เล็กน้อยที่ผมมีอยู่นั้นเกิดประโยชน์ต่อการที่ สร้างกระบวนการทําเรื่องใหญ่ของประเทศคือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติโดยเน้นให้มีกระบวนการ เหล่านี้ พอผมพูดคําว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ บางท่านอาจจะรู้สึกว่าคําว่า สมัชชา น่ากลัวมาก เป็นกระบวนการอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเนื้อหาของมันคือกระบวนการ มีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย ถ้ากระบวนการทํายุทธศาสตร์ชาติได้มีการออกแบบตรงนี้ คิดไว้ให้ชัดว่าเป็นหน้าที่ของกรรมการใหญ่ กรรมการบริหาร และองค์กรคือหน่วยงาน ต้องสนับสนุนกระบวนการนี้ จะไม่เป็นยุทธศาสตร์ท็อปดาวน์ (Top down) และไม่สุดโต่ง เป็นยุทธศาสตร์บอททอมอัป (Bottom up) แต่จะเป็นยุทธศาสตร์ผสมระหว่างวิชาการ และการมีส่วนร่วมของสังคม ผมขออนุญาตย้ําตรงนี้เพื่ออยากจะบอกว่าถ้าเราให้ความพิถีพิถัน ออกแบบตรงนี้แล้วเขียนไว้ในกฎหมายให้ดีนะครับ แล้วหน่วยงานองค์กรที่รับผิดชอบทั้งหมด ให้ความสําคัญกับตรงนี้ ยุทธศาสตร์ชาติที่เราได้มาจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติของคนทั้งมวล เพื่อคนทั้งมวล และโดยคนทั้งมวล ขอให้กําลังใจและขอขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุม ต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งคณะกรรมาธิการ ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ใช้ ความพยายามแล้วก็ได้ใช้ความตั้งใจในการเสนอวันนี้นะครับ ท่านประธานครับ เท่าที่ผม ฟังมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงนาทีนี้ การที่จะทําให้ร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ๒๐ ปี บรรลุผลอย่างไร หรือไม่ แม้ว่าเป็นเพียงกรอบความคิด ส่วนสาระและรายละเอียดนั้น เราค่อยว่ากันต่อไป ท่านประธานครับ ผมว่าถึงนาทีนี้อยู่บนหลักใหญ่ ๆ ๒ หลัก ก็คือ ๒ คํา หรือ ๒ ประโยค ประโยคแรกคือความยั่งยืน ที่เราพูดว่าปรารถนาแห่งความยั่งยืน แห่งความต่อเนื่องของนโยบาย แนวทาง หรือการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมและไม่ขาดตอน อีกคําหนึ่งที่อยู่ในใจของเราก็คือการยอมรับ การยอมรับไต่ระดับไปตั้งแต่ ปัจเจกบุคคล ตั้งแต่ชาวบ้าน พี่น้องประชาชน พี่ป้าน้าอาที่อยู่ชนบทห่างไกล คนในเมืองหลวง หรือนานาชาติยอมรับเชื่อถือไต่ระดับไปถึงความเชื่อมั่นและความศรัทธา สิ่งเหล่านี้ เป็นกระบวนการในการปกครองหรือในการดูแลบริหารบ้านเมืองหรือสังคมทุกสังคม สังคม จะสันติสุข สังคมจะกลับสู่ความเป็นระเบียบก็ต้องเกิดความยอมรับ หลาย ๆ ท่านคงเรียน ทฤษฎีรัฐศาสตร์บางตัว ขออนุญาตยกศัพท์คําว่า ความชอบธรรมทางการเมืองและการปกครอง ผมจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าลีจิทิเมซี (Legitimacy) ความชอบธรรมจะเกิดขึ้นนั้น ต้องเกิดจากการยอมรับของทุกภาคส่วน ซึ่งผมขอกราบขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ และขอบคุณที่ท่านได้ระบุถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่าการขับเคลื่อนหรือการทํา ยุทธศาสตร์อยู่บน ๓ องค์ประกอบ คือ ๑. หลักวิชาการและความเป็นสากล ๒. ตามมาด้วยหลักศึกษาประสบการณ์จาก ต่างประเทศที่ดี ๆ และประสบความสําเร็จ ๓. อันสุดท้ายคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ท่านประธานครับ ผมย้อนมาเรื่องความยั่งยืนและการยอมรับ การจะเกิด การยอมรับนั้นโดยทั่วไป โดยสามัญชน หรือสังคมทุก ๆ สังคม การจะเกิดการยอมรับต้องเกิด ความเชื่อถือก่อน ผมขออภิปรายสั้น ๆ ใช้เวลาขมวดว่าผมขอสนับสนุน และการสนับสนุน ของผมนั้นอยู่ภายใต้คําแนะนํา หรือผมไม่อาจใช้คําว่า แนะนํา เป็นข้อเสนอแนะสั้น ๆ ๓ ประการ

ข้อที่ ๑ ควรที่จะต้องทําให้ประชาชนและสังคมไทยเกิดความรู้ ความเข้าใจ รับรู้ในข้อมูลข่าวสารว่าที่เราจะทํากัน หรือท่านกรรมาธิการจะทํา หรือรัฐจะทํา อยู่บน ความต้องการของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็คือเร่งให้ประชาชน และสังคมรับรู้ในเรื่องนี้มาก ๆ เราเองที่นั่งอยู่ในห้องนี้ผมคิดว่าบางส่วนก็เพิ่งได้อ่านร่างอันนี้ หรือคนที่อยู่หัวไร่ปลายนา หรืออยู่ในเมืองหลวง หรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม ทุกอณูจะต้อง เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้

ข้อที่ ๒ จะต้องนําเรียน ซึ่งอาจจะซ้ํากับที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด ๓ ข้อ อ้างอิงความรู้หรือชุดความเชื่อจากสังคมอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรอบบ้านเรา หรืออยู่ทวีปอื่น เขาได้ย่างก้าวไปสู่ความสําเร็จ สังคมสันติสุขแล้วนะครับ แม้ว่าจะเกิดความขัดแย้งที่เท่ากับเรา แรงกว่าเรา หรือมากกว่าเราก็ตาม ตรงนี้จําเป็นจะต้องนําชุดความเชื่อมาดูเพื่อให้ ก้าวไปสู่ประเด็นที่ ๓ ที่ผมจะนําเสนอว่าเราจําเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งจากข้างล่างมาก่อน ข้างล่างไต่ระดับขึ้นมานะครับ

ประเด็นที่ ๓ อันที่ ๑ การจะยอมรับหรือไม่ เราบอกว่าต้องให้ประชาชน เกิดความรู้ ความเข้าใจ รับรู้ในข้อมูลข่าวสาร อันที่ ๒. ก็คือนําบทเรียนและชุดความเชื่อ ในสังคมต่าง ๆ ที่เขาประสบผลสําเร็จแล้วมา อันที่ ๓ สําคัญท่านประธานครับ ผมนั่งคิดว่า ระหว่างที่เราอยู่มาเราก็คุ้นกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะนี้เดินมาฉบับที่ ๑๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ผมจําได้ว่าถึงปี ๒๕๕๙ และจะบรรจบถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ นี้นะครับ เราคงเรียนมาหรือเราคงรับรู้มาตั้งแต่พวกเราเป็นเด็ก ๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เราได้ยิน นักวิชาการหรือคนเขาพูดถึงทั่วไปว่าสังคมไทยน่าอยู่ เราคงได้ยินว่าเขาเคยพูด ผมเคยได้ยิน เรียนรัฐศาสตร์หรือเรียนอะไรก็ตามเราคงได้ยินวิชาสังคมศาสตร์ต่าง ๆ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว หลายสิบปีมาแล้ว เขาบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่กันแบบหลวม ๆ ขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษว่าลูซโซไซตี (Loose society) ลูซโซไซตี (Loose society) แต่เราจะได้ยินว่า คนยกย่อง ไม่ว่าสถาบันต่าง ๆ มีการประมวล มีการให้เหตุผลว่าเมืองไทยนี้น่าอยู่ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านอะไรต่าง ๆ ทีนี้ผมก็อยากจะบอกว่าตรงนี้ละครับ เราต้อง มุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง สตรองโซไซตี (Strong society) สร้างชาติของเราโดยวิธีการต่าง ๆ ให้เข้มแข็งจากข้างล่างขึ้นมา โดยเป็นสังคมแบบเบา ๆ สังคมแบบที่เราคุ้นเคย สังคม กัลยาณมิตร รื้อฟื้นความมีน้ําจิตน้ําใจของคนไทยที่มีแต่เดิมเราก้าวข้ามผ่านไป เราอย่าคิดว่า ใต้ดินจะขึ้นมา อันโน้นจะขึ้นมา เกิดความขัดแย้งอะไรต่าง ๆ เราต้องลืมไปบ้าง และต้องถอยมา แล้วก็นําไปสู่จุดที่นําความสุขได้ อย่างเช่นผมดูง่าย ๆ ผมเคยเขียนที่ผมฟังวิทยุหรือเคยไปวัด ข้าง ๆ บ้านสมัยก่อนนี้ ท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านบอกว่าอยู่ให้เป็นจะเห็นสุขทุกที่ เพราะฉะนั้นเมืองไทยนี้ก้องโลกว่าเป็นดินแดนที่สุขสมบูรณ์ เราต้องกราบขอบคุณ บรรพชนของเราที่มีสุวรรณภูมิที่นี่ หรือมีแห่งนี้ที่เราอยู่กันมา เพราะฉะนั้นการสร้างชาตินี้ จากสังคมหลวม ๆ เราดูต้นแบบที่บอกว่าชุดความเชื่อ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วถึงสังคม ต้นแบบ เช่น เราอาจจะพูดถึงประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเราไปกัน มาแล้วเราก็รู้ วกมาประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลีผ่านสงครามโลกมา เราเคยส่งทหารไปช่วยรบ ขณะนั้นเราแข็งแรงกว่า เราเป็นพี่กว่า เช่นบางครั้งเกิดวิกฤติ ต้มยํากุ้งเราคงไม่ลืม ได้ลุกลามไปถึงบ้านเขา เขาได้สร้างความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชน เช่นผมจําได้ส่วนหนึ่งบริจาคทองคําให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติ ซึ่งขณะนั้นเป็นวิกฤติของชาติ อย่างมาก สามารถฟื้นตัวโดยพื้นฐานสังคมที่เข้มแข็ง หรือแม้แต่ผู้นําที่เขาถูกกล่าวหาว่า คอร์รัปชันประมาณแค่หลัก ๑๐๐ ล้านบาท เมื่อ ๒-๓ ปีมาแล้ว สังคมรังเกียจ สังคมเขาเข้มแข็ง สังคมไม่ยอม เขาก็ต้องเป็นอย่างไรครับ มีการกระโดดแล้วเขาสละตัวเองหลีกลี้ไปจากสังคม เพราะสังคมเขาเข้มแข็ง หันมาดูประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวเล็ก ๆ จะเล็ก หรือไม่เล็กไม่ทราบ มีสมาชิกเทศบาลที่เป็นผู้หญิงอภิปรายเรื่องรณรงค์คนตั้งท้องระหว่าง อภิปรายมี สท. ชาย พูดมาว่าเธอท้องแล้วหรือ ตรงนี้ละครับเป็นประเด็นในโซเชียลมีเดีย (Social media) จะต้องลาออกจากสมาชิกสภาเทศบาล และเขาต้องถูกพิพากษาโดยสังคม หรืออะไรก็ตามว่าพ้นจากพรรคการเมืองไปเลย เขามีความเข้มแข็งทางสังคม สิ่งเหล่านี้ ทั้งประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น หรือย้อนมาดูใกล้ ๆ บ้านเรา ช่วงที่ท่านประธานาธิบดี ประเทศสิงคโปร์ ลี กวนยู ได้เสียชีวิต ผมได้ไปที่ประเทศสิงคโปร์ ผมได้เห็นจดหมายน้อยต่าง ๆ ซึ่งมีประชาชนทั้งลูกเด็กเล็กแดง ฝนตกก็มากราบสักการะศพนะครับ และผมไปกี่ครั้ง ต่อมาก็ยังเห็นจดหมายน้อยเล็ก ๆ เขียนกราบขอบคุณท่าน ลี กวนยู ได้มอบความมั่นคง และความปลอดภัยให้กับชนในชาติ ซีเคียวริตี (Security) เป็นความประทับใจและความยั่งยืน ของเขาที่สร้างชุมชนเข้มแข็งขึ้นมาเหล่านี้ ผมสรุปว่าในข้อที่ ๓ นี้เราควรจะมุ่งไปสู่การสร้าง สังคมเข้มแข็ง ถามว่าเศรษฐกิจการเมืองสําคัญไหม ก็สําคัญ แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์ทางทฤษฎี และวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงในชนบทไทย หรือชนบทเมืองก็ตาม หรือปริมณฑลก็ตาม เราจะ พบว่าปากท้องสําคัญ ขณะเดียวกันจะเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจ ถ้าสังคมเข้มแข็งเศรษฐกิจ ก็จะเข้มแข็งและการเมืองก็จะเข้มแข็ง เมื่อสักครู่ที่ผมนํามาสื่อแล้วเรื่องประเทศเกาหลี เรื่องประเทศญี่ปุ่นนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมคิดว่าทั้ง ๓ ข้อนี้เราคงต้องมาเร่ง ดําเนินการควบคู่ไปกับที่เราจะทําแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีต ส.ว. ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก่อนอื่นขอกล่าวชื่นชมแล้วก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการของท่านยงยุทธ ที่ได้ทําการศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาเป็น สปท. อ่านเอกสารแล้วผมก็ชื่นชมมาก ใฝ่ฝันมานานว่าเมื่อไรที่ประเทศไทยจะมีการปฏิรูปอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ทําให้เรามีเป้าหมาย ในการเดินหน้าประเทศได้สักทีหนึ่ง วันนี้เราใกล้ถึงจุดหมายปลายทางนั้นแล้ว โดยการพิจารณา กฎหมายเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ วันนี้เราไม่ได้ทํายุทธศาสตร์ชาติ แต่เรากําลังพิจารณาเครื่องมือ กลไก กฎหมายที่จะนําไปสู่การทํายุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็กลไกต่าง ๆ ในการที่จะกํากับดูแล ตรวจสอบ ประเมินต่าง ๆ ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป ท่านประธานครับ ช่วงเช้าท่านประธาน ยงยุทธท่านได้นําเรื่องเครื่องบินมาให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้ดู ผมจําได้ว่าผมได้เคยอภิปราย ในวันแรก ๆ ของการประชุม สปท. ว่าเครื่องบินลํานี้เป็นเครื่องบินประเทศไทย เรากําลังจะบิน สู่จุดหมายปลายทางในอนาคตอีกกี่ปีไม่ทราบ เครื่องบินก็มีทั้งกัปตัน มีน้ํามันที่จะเป็นพลังงาน มีปีก มีกลไกต่าง ๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งขาดไม่ได้เลย ท่านมีทั้งหมด ที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ไม่มีทางที่จะบินได้ สิ่งนั้นก็คือลมใต้ปีก ผมได้อภิปรายเปรียบเทียบไว้ คราวที่แล้วว่าลมใต้ปีกในที่นี้เป็นลมหรือเป็นพลังที่จะพยุงเครื่องบินลํานี้ เครื่องบินประเทศไทย ให้บินไปสู่จุดหมายปลายทางได้ในอนาคต ลมใต้ปีกในที่นี้คือใครครับ คือประชาชน การที่จะ ทํายุทธศาสตร์ชาติ หลายท่านได้อภิปรายไว้แล้ว ความสําคัญอย่างยิ่งยวดขาดเสียมิได้เลยคือแรง หรือพลัง สนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่มีอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคราชการ เป็นลม เป็นพลังที่จะช่วยพยุงเครื่องบินลํานี้ให้บินไปถึง จุดหมายปลายทางได้ ผมมีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่าปลายทางที่เครื่องบินลํานี้ จะบินไปที่ไหน ผมซื้อตั๋วไปปักกิ่ง แต่คงไม่ใช่บิน ๆ ไปสักพักหนึ่งแล้วกัปตันบอกว่า ขอบินไปลงคุณหมิง บินไปลงนานกิง หรืออะไรก็แล้วแต่ อันนั้นย่อมไม่ใช่ลักษณะของ การบริหารราชการที่จะนําไปสู่จุดหมายปลายทางของความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืนของประเทศ ร่างกฎหมายฉบับนี้ผมได้อ่านดูละเอียด พยายามจะหาจุด ไม่เรียกว่าจุดบกพร่องแต่เป็นจุดอ่อน ก็แล้วกัน จุดอ่อนที่นําไปสู่หลายคน ไม่ว่าจะสื่อ หรือว่านักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ว่านี่คืออํานาจที่ ๔ หรืออํานาจที่ ๕ หรืออํานาจที่ ๖ จะว่าอย่างนั้นก็พอจะเทียบ ๆ เคียง ๆ ได้ แต่ไม่ถึงขั้นนั้นนะครับ ผมไม่เจออํานาจอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่มีผู้อภิปรายไว้แล้ว ผมเจอยักษ์ แต่เป็นยักษ์ที่ยืนอมยิ้มอยู่ ไม่ได้มีอํานาจอะไรมากมายที่จะไปให้คุณให้โทษอะไร ถึงขนาดที่จะไปมีผลในการพิจารณาถอดถอนหรืออะไรก็แล้วแต่ การดําเนินการต่าง ๆ นั้น ผมเชื่อว่าเป็นการสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ ที่กําลังร่างอยู่ของ กรธ. มาตรา ๖๑ นั้น บอกว่า รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและเป็นกรอบ ในการจัดทําแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกัน ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คีย์เวิร์ด (Key word) คือเป้าหมาย อันที่ ๒ คือกรอบในการทําแผน แต่วรรคสองสิครับมีความสําคัญ การกําหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย การจัดทําและสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย บัญญัติ ซึ่งต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย วรรคสองมีความสําคัญครับ พูดถึงกฎหมาย เรากําลังพิจารณา กฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า วรรคสอง ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. กําลังทําอยู่นี้เราทําล่วงหน้าไปส่วนหนึ่ง หรือคู่ขนานกันไปคือการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ได้เคยมีการพูดกันว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ควรจะต้องมีการใส่ไว้ในหมวดต่างหากของร่างรัฐธรรมนูญ ของ กรธ. ด้วยซ้ําไปหมวดว่าด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องของ กรธ. ไป สิ่งที่ผมอยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการ เอาไว้คือการติดตามสดับรับฟังนับจากเมื่อวานวันที่ ๑๕ ไปจนกระทั่งถึงอนาคตอีกประมาณ ๒ เดือน ว่า กรธ. ท่านจะร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอย่างไร เพราะมีหลาย บทบัญญัติในร่างกฎหมายของท่านเขียนเอาไว้ ถ้าท่านเขียนเอาไว้แต่ว่ารัฐธรรมนูญไม่มี บทบัญญัติรองรับเอาไว้ก็เป็นคนละเรื่องไปเลย ผมยกตัวอย่างที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญ เป็นอย่างมาก และผมยังติดใจอยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ นี้เขียนเอาไว้ การจัดทํา การดําเนินนโยบาย หรือแผน หรือแผนงานของ รัฐสภา พูดถึงรัฐสภาเลยนะครับ คณะรัฐมนตรี รวมทั้งองค์กรและหน่วยงานของรัฐต้องอยู่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติตามพระราชบัญญัตินี้ ศักดิ์ของกฎหมายนี้เป็นพระราชบัญญัติ ผมไม่แน่ใจว่าการบัญญัติเอาไว้อย่างนี้จะทแยงหรือว่าไปขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนรองรับเอาไว้ตรงนี้ก็จะมีปัญหาในอนาคต ที่สําคัญคือหมวด ๓ ครับท่านประธาน หมวด ๓ นี้ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบ ติดตาม และประเมิน หลายมาตราที่เขียน เอาไว้ในลักษณะที่ให้อํานาจแต่เป็นอํานาจที่ยังหลวม ๆ อยู่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ยกตัวอย่างเช่น หมวด ๓ มาตรา ๓๖ กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อว่าจะไม่ดําเนินการ หรือหลีกเลี่ยงไม่ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานนั้นเพื่อทราบข้อเท็จจริงถึงเหตุดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการมีมติอย่างใด ให้ปฏิบัติตามนั้น ปฏิบัติอย่างไรครับ คือถ้าไม่ปฏิบัติจะมีบทลงโทษอะไรกับเขาไหม รัฐธรรมนูญจะเขียนอะไรไว้รองรับไหม มาตราถัดไปครับ มาตรา ๓๗ (๒) กรณีคณะกรรมการ ตรวจสอบพบว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้สําคัญเลยครับ พูดถึงผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองแล้วไม่ได้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทําให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย ร้ายแรง ขีดเส้นใต้คําว่า เกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้คณะกรรมการเสนอวุฒิสภาเพื่อดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญจะเขียน รองรับสิ่งที่ท่านจะเขียนเอาไว้ในมาตรานี้หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบอีกเป็นเรื่องของอนาคต ถัดไป (๓) กรณีคณะกรรมการตรวจสอบพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทําให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ร้ายแรงอีกแล้ว แต่ไม่ปรากฏทุจริต ให้คณะกรรมการเสนอคณะรัฐมนตรีดําเนินการต่อไป ดําเนินการต่อไปอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นไม่สุดซอยครับถึงบอกว่าเป็นยักษ์ยืนอมยิ้ม คือพิจารณาแล้วเสนอ พิจารณาแล้วเสนอ แล้วก็ไม่มีความชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ จะเขียนเอาไว้อย่างไร และร่างกฎหมายของท่านก็ไม่ได้เขียนไว้ให้สุดซอยว่าถ้าคณะรัฐมนตรี พิจารณาแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องดําเนินการอย่างไรต่อไป ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดําเนินการ จะมีผลอย่างไร ทั้งหมดนี้เชื่อว่าเป็นบทบัญญัติที่จะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ประการสําคัญ ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความน่าห่วงใยที่เราพูดกันหลายท่าน เรื่องการตั้งองค์กรขึ้นมา หรือหน่วยงานขึ้นมาที่จะมีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการ ๒ คณะและสํานักงานเลขาธิการ สํานักงานเลขาธิการถ้าต้องผ่านด่าน คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ต้องถามไปที่ ก.พ.ร. ถามไปที่ ก.พ. ถามไปที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ผมก็ไม่แน่ใจอีกว่า ก.พ.ร. เขาจะเซย์เยส (Say yes) ออกมาบอกว่าโอเค (Okay) ตั้งหน่วยงานอันนี้ยินดีที่จะให้ตั้ง หรือจะต้องมีการสังคายนาไปรื้อสํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถ้าเป็นคณะกรรมการแยก แต่สํานักงานเลขาธิการร่วม ก็ขัดกับหลักที่เราคิดว่าหน่วยงานนี้น่าจะเป็นหน่วยงานที่มีความอิสระ เพราะว่าถ้าอยู่ภายใต้ สํานักงานเลขาธิการของสภาพัฒน์ก็เป็นระบบราชการซึ่งไม่มีความอิสระ หน่วยงานนี้จะไป ตรวจสอบได้อย่างไรว่าหน่วยงานไหน องค์กรไหน รัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตาม หรือทําเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เพราะอย่าลืมว่าหน่วยงานนี้มีอํานาจถึงขนาด กําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรของประเทศ ขององค์กร หรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๓ (๓) พิจารณาได้ถึงขนาดนี้นะครับ พิจารณาว่า เป็นการจัดสรรงบประมาณและจัดสรรทรัพยากรเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงค่อนข้างจะมีความกังวลในเรื่องหน่วยงานที่ท่านจะตั้งขึ้นใช้หลักอะไรดีครับ ใช้หลักให้เกิดความสมดุล ผมว่าท้ายที่สุดร่างกฎหมายนี้โดยหลักการผมเห็นด้วยและผมชอบ แต่ก็เป็นเรื่องของอนาคต คือรัฐบาลและแม่น้ําทุกสายละครับที่จะต้องไปพิจารณาร่วมกันว่า ถ้าประสงค์ที่จะให้มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้หน่วยงานนี้ควรจะเป็นอิสระหรือควร จะอยู่ในระบบราชการ ถ้าอยู่ในระบบราชการก็ไม่ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องสิ้นเปลือง งบประมาณ ไม่ต้องมีคนขึ้นมาเพิ่ม แต่ถ้าให้มีความอิสระอย่างจริง ๆ แล้วคือการตั้ง หน่วยงานขึ้นมา อันนี้ใช้หลักความสมดุลแล้วก็เป็นเรื่องของการพิจารณา ผมว่านอกเหนือ อํานาจหน้าที่ของ สปท. ที่จะไปถึงขนาดที่พิจารณาในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่กฎหมาย ฉบับนี้มีข้อดีอยู่มากมาย เพียงแต่ว่าจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมได้อภิปรายแล้วว่าถ้าจะให้มีการปรับแก้ เรื่องนี้ก็น่าจะผ่านโดยไม่มีปัญหาอะไร ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็อดีต ส.ส. ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมคงมีประเด็นไม่ยาว สั้น ๆ ครับ ผมเห็นด้วย กับการที่จะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วยเหตุผลความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมาก็คือ ประเทศเราขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาเนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลแต่ละสมัย แม้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง แผนพัฒนากระทรวงต่าง ๆ เป็นแบบเอกเทศขาดการบูรณาการ การจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานรัฐเป็นแบบแยกส่วน และเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลแต่ละสมัย การกําหนดอนาคตชาติภาครัฐเป็นผู้กําหนด ทิศทางเป็นส่วนใหญ่ ประเทศไทยไม่เคยมียุทธศาสตร์ชาติ และประเทศที่เขาเจอกันแล้วเขามี ยุทธศาสตร์ชาติ ผมได้ยินคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ เกิดในยุคนี้ละครับ แล้วก็เป็นที่น่ายินดีครับ ที่ สปช. ก็เคยพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ นายกรัฐมนตรีพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ และท่านพูดถึง การตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เตรียมการสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ทุกครั้งที่มีการพูดถึง ยุทธศาสตร์ชาติจนมากําหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของอาจารย์มีชัยไม่เคยมีใคร วิพากษ์วิจารณ์ครับ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ผมเข้าใจว่าทุกคนเห็นด้วย ปัญหาว่าทําไมตั้งแต่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทํา การกําหนด และขับเคลื่อน กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาจึงถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก จนพูดถึงเป็นอํานาจที่ ๔ อํานาจที่ ๕ ของอธิปไตย ผมก็พยายามติดตามทําความเข้าใจ มีเหตุผลครับ การทําร่างอันนี้ของคณะกรรมาธิการชุดนี้หลังจากทําเสร็จกระบวนการก็น่าจะ เป็นอย่างนี้ครับ ท่านทําเสร็จแล้วท่านก็เสนอรัฐบาลหรือเสนอไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นด้วยร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะถูกนําไปสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและยกร่าง เป็นกฎหมาย เมื่อยกร่างเป็นกฎหมายแล้วเสร็จคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกก็จะ เกิดตามกฎหมายฉบับนี้ คนสงสัยครับว่าคณะกรรมการชุดแรกจะไปเขียนยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไร คณะกรรมการที่มาชุดแรกมีการยึดโยงกับประชาชนอย่างไรในเมื่อทั้ง สปท. สนช. ทั้งหมดไม่ได้ยึดโยงประชาชน ผมไม่ได้พูดแบบนักประชาธิปไตยจ๋าครับ แต่ผมเข้าใจความรู้สึก ฝ่ายที่ค้านว่าเราไปกําหนดยุทธศาสตร์ชาติโดยไม่ยึดโยงประชาชนเลยและประกาศบังคับใช้ กับรัฐบาลที่จะมีต่อไปข้างหน้า แต่ผมยังยืนยันครับ เห็นด้วยกับการมียุทธศาสตร์ชาติ และผม สะท้อนในฐานะประชาชนว่าประชาชนเขาฟังรัฐบาลแถลงครับ แล้วก็เชื่อมั่นที่นายกรัฐมนตรี พูดว่าจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์ มีเสียงแต่เห็นด้วยครับ ไม่มีเสียงคัดค้านเพราะเขาเชื่อมั่นในตัว นายกรัฐมนตรี และเมื่อนายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่มีเสียง ติติงครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายคนที่อยู่ในนี้หลายคนบอกว่านายกรัฐมนตรีเขาทํา ไปไกลแล้วครับ ทําไปถึงขั้นว่ายุทธศาสตร์ชาติน่าจะเสร็จแล้วด้วย ผมก็มีเหตุผลรองรับตั้งแต่ เบื้องต้นว่าพวกผมเห็นด้วยอยากเห็นยุทธศาสตร์ชาติจริง ๆ คราวนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ทําไปแล้วถามว่าเราจะมียุทธศาสตร์ชาติประเทศนี้ได้อย่างไรโดยประชาชนมีส่วนร่วมด้วย โดยไม่ต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติอย่างนี้ ผมเสนอช่องทางท่านประธานครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันท่านอาจารย์มีชัยท่านอธิบายความไว้ว่าในส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐก็ดี แนวนโยบาย ของรัฐก็ดี ทั้ง ๒ ส่วนนี้รัฐไหนขึ้นมาเป็นแล้วไม่ปฏิบัติถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดประมวลกฎหมายอาญา ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีท่านเตรียมการของท่านเกือบเสร็จแล้ว ท่านรู้แล้วว่าทิศทางในการกําหนดนโยบายชาติเป็นอย่างไรแล้ว รอสักนิดได้ไหมครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีบอกท่านอาจารย์มีชัยเอาแนวนโยบายแห่งชาติ แนวนโยบายที่ ท่านนายกรัฐมนตรีคิดได้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการขึ้นทําและคนให้ความเชื่อถือ ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์เลยให้ท่านเขียนออกมาส่งให้อาจารย์มีชัยและกําหนดให้เป็นหน้าที่ ของรัฐและแนวนโยบายของรัฐในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย เขียนไปเลยครับ เราได้ ยุทธศาสตร์ชาติมาแล้วจากรัฐบาลที่ปฏิวัตินี้ละกําลังจะกําหนดยุทธศาสตร์ชาติให้คนทั้งชาติ ได้เห็นแล้วก็ร่างไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐ เขียนไว้ในหน้าที่ของรัฐ เขียนเสร็จแล้วใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์เชิญครับ เพราะตั้งแต่ผมฟังคําว่า แนวนโยบายแห่งชาติ ไม่มีใครค้าน และถ้าเขาร่วมกันเห็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าปล่อยให้วิพากษ์วิจารณ์ ท่านอาจารย์มีชัยมีระยะเวลาในการปรับปรุง ตกแต่งถ้อยคํา และสามารถเขียนแนวนโยบายแห่งชาติ ลงไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ บังคับรัฐทุกรัฐในวันข้างหน้า แล้วก็มีส่วนเชื่อมกับประชาชน เพราะประชาชนเขาจะลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเขาลงมติรับแล้ว เป็นแนวนโยบายแห่งชาติที่กําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยากมาก อยู่ยงคงยาวกว่าร่างพระราชบัญญัติที่เราจะเสนอด้วยซ้ําไป แล้วถ้าเดินไปอย่างนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว และอย่างนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสร้างอํานาจข้าราชการขึ้นมา อีกองค์กรหนึ่ง เรามีสภากลาโหม เรามีสภาพัฒน์ เรามีสภาพัฒนาสังคม เรามี ๓ สภาหลัก ในการดูแลทั้ง ๓ ด้าน ยึดโยงโดยร่างรัฐธรรมนูญสิครับว่าแนวนโยบายแห่งรัฐหรือหน้าที่ของรัฐ ข้อไหนที่มีปัญหาให้ทั้ง ๓ สภามีส่วนร่วมกันในการที่จะกําหนดเปลี่ยนแปลงแก้ไขอํานาจรัฐ หรือแนวนโยบายแห่งรัฐ ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าเราไม่จําเป็นต้องยกร่างแล้วร่างก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ผมไม่ได้ เชียร์ (Cheer) นะครับ แต่สะท้อนเสียงประชาชนเขายังให้ความเชื่อมั่นกับรัฐบาลชุดนี้ และให้ความเชื่อมั่นกับนายกรัฐมนตรี เพราะแนวคิดนายกรัฐมนตรีเรื่องแนวนโยบายแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ปฏิเสธ อยู่ที่ว่าวันนี้แนวนโยบายแห่งชาติของท่านนายกรัฐมนตรี เป็นอย่างไร ได้มาแล้วใส่ไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐเลย แล้วประชาชนก็ร่วมลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญทุกอย่างจบ เราไม่ต้องไปแย่งไปไล่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเดินหน้าแล้ว อย่างดีก็ สปท. เราช่วยหนุนหลังท่าน ท่านคิดในสิ่งที่ถูก ผมไม่ตําหนิคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการพยายามเสริมรัฐ แต่ผมคิดว่าเป็นการสร้างเรื่องที่มองไม่เห็นและประชาชน วิพากษ์วิจารณ์เราเสียหายเปล่า ๆ ท่านตั้งใจดีในการเสริมนโยบายรัฐบาล แต่พอถึงเวลา เสริมนโยบายรัฐบาลท่านไปสร้างองค์กรให้รัฐบาล เพื่อรัฐบาล ส่งเรื่องที่รัฐบาลคิดไปใส่ ในองค์กรที่ท่านสร้าง และองค์กรที่ท่านสร้างเขาไม่คิดว่ายึดโยงกับประชาชน เพราะฉะนั้น ของท่านนายกรัฐมนตรีเขียนให้เสร็จพาไปใส่ในร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ให้ วิพากษ์วิจารณ์ ใครไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะแนวนโยบายแห่งชาติให้มันรู้ไป เพราะมีหลายเรื่องที่จะไม่รับ แต่ผมเชื่อมั่นว่าถ้าถูกกําหนดอย่างนั้นจะปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวนโยบายแห่งชาติที่เรากําหนดนั้นรับรองโดยประชาชนที่จะเดินไป ๒๐ ปีข้างหน้า ได้อย่างมั่นคง ผมขออนุญาตที่จะเห็นด้วยกับความคิดในการตั้งยุทธศาสตร์ชาติ แต่ผมไม่เห็นด้วย ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรามีทางออก และเป็นทางออกที่สามารถคู่กับ กระบวนการประชาธิปไตยยึดโยงได้ และทางออกนี้ประชาชนไม่เคยคัดค้าน ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เคยได้รับเสียงคัดค้าน เพียงแต่ว่าพอเรายกร่าง พ.ร.บ. เสียงค้านกลับตามมา มีปัญหา อย่างที่ผมอธิบายครับ ขออนุญาตท่านประธานเสนอความคิดเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านวิทยานะครับ ขออนุญาตแจ้งข่าวเล็กน้อย คือเนื่องจากว่า ยังมีผู้แสดงความจํานงอภิปรายเพิ่มเติมอีก ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นก็เหลืออีก ๓ ท่าน เนื่องจากว่า ผมได้นัดประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเวลา บ่ายสองโมงวันนี้ เนื่องจากว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ในวันพรุ่งนี้ที่ทําเนียบรัฐบาล จากนั้นก็แจ้งคณะกรรมการว่าเมื่อมีการลงมติเสร็จ ปิดประชุมแล้ว ก็ขอประชุมขยับเวลาเท่านั้นเองแต่ว่าประชุมที่เดิมนะครับ สําหรับอีก ๓ ท่านเข้าใจว่าน่าจะเป็น ๓ ท่านสุดท้าย ก็คือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี ฝ่ายสังคมจิตวิทยา แล้วก็ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายดังนี้นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ยกร่างจัดทํา กําหนด การขับเคลื่อน กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นครั้งแรก ของประเทศไทยที่มียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง วงออร์เคสตรา (Orchestra) หรือคอนเสิร์ต (Concert) หรือวงดนตรีต้องมีโน้ต (Note) เพลงฉันใด การพัฒนาชาติก็จะต้อง มียุทธศาสตร์ชาติฉันนั้นครับ การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติเปรียบเสมือนการปักธงชัยแห่งอนาคต ของชาติและกําหนดแนวทางเดิน วิธีการเดิน และเดินไปอย่างพร้อมเพรียงทิศทางเดียวกัน เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางพร้อม ๆ กัน ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเรื่องที่สําคัญครับ จากหลักการจัดทํายุทธศาสตร์ที่ผมได้ศึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจากความรู้ที่ได้ไปศึกษาจากการจัดทํายุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ อินสติทิวต์ ออฟ เทคโนโลยี (Massachusetts Institute of Technology) หรือเอ็มไอที (MIT) รวมทั้งศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ขอยืนยันว่า การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมานี้เป็นไปตามหลักสากลและเป็นไป ตามหลักการที่ถูกต้องทุกประการ ทั้งหลักการจัดทํายุทธศาสตร์ในข้อ ๕.๑ ที่ท่านนําเสนอมา ทั้งกระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์ในข้อ ๕.๒ และขั้นตอนการจัดทํายุทธศาสตร์ในข้อ ๕.๕ ถูกต้องทุกประการ ขอยืนยันครับ แล้วการจัดทํายุทธศาสตร์เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาส ให้ประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างที่ท่านกําหนดไว้ ในข้อ ๕.๒ (๒) บอกว่ากระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์ความต้องการของประชาชน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม และท่านกําหนดไว้ในข้อ ๕.๕ บอกว่าขั้นตอนการจัดทํา ยุทธศาสตร์ (๒) กําหนดผลประโยชน์แห่งชาติและเป้าหมายหลักของชาติ โดยดําเนินการ ร่วมกันระหว่างคณะกรรมการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้องค์การต่าง ๆ ก็จะสามารถส่งความเห็นขึ้นมาได้ และใน (๓) บอกไว้ว่าการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ชาติ ให้รับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของทุกส่วนผ่านช่องทางต่าง ๆ คือการเปิดโอกาส ให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ก็ขอเรียนอย่างนี้ว่าการจัดทํายุทธศาสตร์นั้นคงจะเริ่มตั้งแต่ การประเมินสภาพแวดล้อม แล้วก็ดูความต้องการของประชาชน ทีนี้การทํายุทธศาสตร์ชาตินั้น สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะว่ากว่าจะได้ยุทธศาสตร์ชาตินั้น จะต้องเริ่มต้นจากยุทธศาสตร์ชุมชน ยุทธศาสตร์ของท้องถิ่น แล้วมายุทธศาสตร์อําเภอ ยุทธศาสตร์จังหวัด ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดหรือเรียกว่ายุทธศาสตร์ภาค แล้วก็มายุทธศาสตร์ ประเทศ ดังนั้นการจัดทํายุทธศาสตร์นั้นจะสะท้อนถึงความต้องการและบริบทสภาพแวดล้อม ของแต่ละท้องถิ่นแต่ละชุมชนอย่างแท้จริง ตรงนี้ผมขอเรียนว่าการจัดทํายุทธศาสตร์ชาตินั้น จะมีความเหมาะสมและมีทิศทางในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติผ่านมาถึง ๑๑ ฉบับแล้วครับ ทีนี้ผมขอนําเสนอ อย่างนี้ว่าการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ถ้ามียุทธศาสตร์ชาติแล้วผมเสนอว่าก็ไม่ต้อง ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกต่อไป เพราะว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้น กําหนดไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะพัฒนาชาติด้วยวิธีใด หน่วยงานใดรับผิดชอบ และมีโครงการใดบ้าง และใช้งบประมาณเท่าไร ดังนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต้อง มีแผน แต่การตั้งผู้ที่มารับผิดชอบผมเห็นว่าควรมอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทําหน้าที่เป็นสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยไม่ต้องไปตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ครับ เพราะว่าที่สภาพัฒน์ปัจจุบันก็มีบุคลากรที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญอย่างมากมายก็สามารถที่จะมาทําหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ผมมั่นใจว่าการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติครั้งนี้จะก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นเวลาพรรคการเมืองเปลี่ยนแผนก็เปลี่ยน วิธีการปฏิบัติก็เปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน รวมทั้งงบประมาณก็เปลี่ยนด้วย แต่ถ้ามียุทธศาสตร์ชาติแล้วไม่ว่าพรรคใด จะมาเป็นรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม จะเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไรก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ และเป้าหมายแห่งชาติจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับ

ประการที่ ๒ ก็คือการพัฒนาประเทศจะเป็นไปอย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน ไม่กระจัดกระจายเหมือนในอดีต ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เรื่องน้ําอย่างเดียว หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหลายหน่วยงานเข้ามา เพราะฉะนั้น การจะพัฒนาก็เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย และผลที่ตามมาก็คือการจัดสรรงบประมาณ เพื่อการพัฒนาประเทศก็เป็นแบบกระจัดกระจายจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปัญหาภัยแล้งนั้นแก้ไขกันมานานหลายสิบปียังไม่เคยทําได้เลยครับ นั่นเป็นเพราะว่าไม่มียุทธศาสตร์การจัดการเรื่องน้ําอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป เรื่องแรกผมคิดว่าสามารถแก้ปัญหาและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมก็คือแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา ถ้าเรามียุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเรื่องน้ําแล้วเราจะรู้เลยว่าเราจะมีทิศทางในการเดินอย่างไร ภาพแห่งอนาคตประเทศไทยเรื่องน้ําจะเป็นอย่างไร จะไม่เกิดภัยแล้งอีกแล้วอย่างไร หน่วยงานไหนบ้างจะต้องรับผิดชอบ จะต้องทํากิจกรรม ใดบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร และที่ทํานั้นจะต้องบูรณาการหรือซิงโครไนซ์ (Synchronize) กันอย่างไร ตรงนี้จะทําให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยาก ๆ ของชาตินั้นเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรม และสิ่งที่ผมนําเสนอนั้นคืออยากจะขอยืนยันว่ายุทธศาสตร์ชาติจําเป็นที่สุดสําหรับชาติ ที่ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทีนี้ไปดูในรายละเอียดนี้นะครับ ผมขอนําเสนอท่านประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการ มาตรา ๑๘ (๕) ไม่ทราบว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดหรืออะไรนะครับ คุณสมบัติ กรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (๕) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็น บุคคลล้มละลาย แล้วก็มีคําว่า ทุจริต ไม่รู้ว่าตกคําอะไรไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขอฝากไว้นะครับ ประเด็นที่ ๑ อีกข้อหนึ่ง มาตรา ๓๑ (๑) มาตรา ๑๑ ระบุว่าในการเสนอ ชื่อบุคคล นิติบุคคล ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ส่วนราชการ ให้เสนอชื่อตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม หรือระดับพลโท พลเรือโท พลอากาศโท ผมขอเติม พลตํารวจโท เข้าไปด้วยครับ ในส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เติมคําว่า และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เข้าไปด้วย เหตุที่ให้เติมอย่างนี้เพราะว่าบางทีมีการเข้าใจผิดกันว่า คําว่า อธิบดีของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นคือผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ซึ่งเป็น ความเข้าใจในอดีต เพราะฉะนั้นเขียนให้ชัดเจนไปเลยว่าเป็นพลตํารวจโท จะได้ไม่ต้อง มาตีความกันอีก ผมขอนําเสนอท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการในเรื่องนี้ และผมขอยืนยันว่าจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติและต้องมี อย่างรวดเร็วด้วยครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ เหลืออีก ๒ ท่าน ถ้าไม่มีเพิ่มเติม ผมจะเริ่มกดสัญญาณไฟ ลงมติไปยังห้องต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกที่ประชุมอยู่ได้ทราบล่วงหน้านะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี ฝ่ายสังคมจิตวิทยา

นายณัฏฐ์ ชพานนท์

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่าน สปท. ที่เคารพ กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ๓-๔ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือเริ่มจากที่ผมมีอยู่ในมือนี้นะครับ ตามมาตรา ๖ ของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ รายละเอียดที่กําหนดสาระสําคัญไว้ในด้านต่าง ๆ กระผมเข้าใจว่า คงจะครอบคลุม แต่การเน้นลงไปถึงแต่ละข้อนั้นกระผมเห็นว่าเรื่องของการระหว่างประเทศ ปัจจุบันนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าโลกเราเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนนี้ในสมัยเก่า ๆ นั้น ผมเห็นการสอนการกล่าวถึงเรื่องการทูต แล้วต่อมาก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่โลกปัจจุบันนั้นจะใช้คําว่า การระหว่างประเทศ เพราะครอบคลุมทุกด้านของการติดต่อ สัมพันธ์กัน ถ้าเป็นไปได้นะครับ ฝากเป็นข้อพิจารณาเพื่อจะได้เน้นเป็นสาระสําคัญ อาจจะต่อจากข้อ ๑๒ มีอยู่ในมาตรา ๖ ๑๒ ข้อแล้ว ก็ฝากเป็นข้อพิจารณา

เรื่องต่อมาก็คือในเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ได้กําหนดขึ้นมาเป็น ร่าง พ.ร.บ. ครั้งนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของการปกครองไทยเพราะไม่เคย เห็นมาก่อน ผมอยู่ในแวดวงรัฐศาสตร์มานาน ๔๐-๕๐ ปี ผมก็ไม่คุ้นกับการที่บัญญัติเรื่องนี้ ไว้ในกฎหมายไทย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องประวัติศาสตร์แน่นอน และเหมาะสมกับยุคสมัย ของการเปลี่ยนแปลง วันนี้เรามีประชากรถึง ๗๐ ล้านคน นับรวมทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการนะครับ ก็เป็นข้อคิดที่เข้ามาทันท่วงทีกับการรับต่อสังคมไทยที่จะต้อง พัฒนาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บ้านเราต้องยอมรับตรง ๆ ว่าวันนี้เราจะคิดบอกเราเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมั่นคง คงไม่ได้ เพราะเราไม่มีรัฐธรรมนูญ เราเป็นจุดอ่อน ไม่พูดถึงรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นะครับ เราเป็นจุดอ่อนที่ต่างชาติได้เอาประโยชน์จากเราส่วนนี้ไปไม่ใช่น้อย ผมจึงคิดว่าการที่มี ยุทธศาสตร์แห่งชาติออกมาจะทําให้เห็นความมั่นคงของประเทศมากขึ้น นั่นเป็นประเด็นสําคัญ ส่วนที่กล่าวกันว่าจะเป็นการสร้างอธิปไตยที่ ๔ ขึ้นมาหรือไม่นั้น ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งครับ ยุทธศาสตร์แห่งชาตินี้เกิดขึ้นจากแนวนโยบายแห่งรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐได้อยู่ในหลักการเบื้องต้น ของร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดแจ้งว่าให้มียุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อจะกระชับการกําหนดของ แนวนโยบายแห่งรัฐที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญอยู่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่แนวนโยบายแห่งรัฐจะต้อง เน้นทําต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะเป็นเรื่องที่ตอกย้ําให้เห็นถึงความสําคัญที่จะปรากฏแผนของ ประเทศอยู่ในแนวนโยบายแห่งรัฐด้วยเช่นกัน โดยจะมาปรากฏอยู่ในเรื่องของการทํายุทธศาสตร์ แห่งชาติ

ทีนี้ส่วนที่เป็นหลักการเบื้องต้นของร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุในส่วนการจัดทํา ร่าง พ.ร.บ. อันนี้ ส่วนสําคัญที่ผมจะอยากเน้นก็คือว่ามีการยึดโยงกับประชาชนเอาไว้ข้อหนึ่ง ผมขออนุญาตอ่านให้ฟังอยู่ในแนวนโยบายแห่งรัฐ อยู่ในหลักการเขียนเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่ ทุก ๆ คนในชาติ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ต้องร่วมมือดําเนินการไป ในทิศทางเดียวกันเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ชัดเจนมากว่าการคาดหวังของแนวนโยบายแห่งรัฐ ในหลักการนั้นต้องการให้อันนี้ไปในแนวทางเดียวกัน แล้วอีกประการหนึ่งที่เขียนไว้ชัดเจน อีกข้อหนึ่งในเรื่องเดียวกันนี้ก็คือว่าที่สําคัญที่สุดคือประชาชนต้องเห็นดีเห็นงามไปกับ ยุทธศาสตร์แห่งชาติต้องร่วมมือกันกับรัฐเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คํากล่าวที่อยู่ในหลักการอันนี้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในแนวนโยบายแห่งรัฐก็เพื่อต้องการ ที่จะย้ําให้เห็นว่าภารกิจของการทํายุทธศาสตร์แห่งชาตินั้นต้องคํานึงถึงประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งตรงนี้ผมเรียกว่ามีเจตนารมณ์ที่จะให้เป็นประชาธิปไตยงานที่ยากลําบากต่อไปในการกํากับ ควบคู่กันไป ก็คือการที่จะต้องเข้าหาประชาชนเพื่อจะสื่อให้ทราบว่าแนวนโยบายยุทธศาสตร์ แห่งชาตินั้นมีความสําคัญอย่างไร เป็นการทําควบคู่กันไป ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ผมก็คิดว่าน่าจะ เป็นเรื่องที่นําไปสู่ความสําเร็จในวันข้างหน้าที่จะทําให้การยุทธศาสตร์แห่งชาตินั้นไปกํากับ แผนการต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว แล้วจะต้องมีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผมมีข้อสังเกต เสนอแนะเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ เป็นท่านสุดท้ายนะครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็มีความเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องมีนะครับ เพราะว่าเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนผมไปที่ สปป. ลาว เขาบอกว่าเขาคือแบตเตอรี่ออฟเอเชีย (Battery of Asia) ผมฟัง สปป. ลาวเขาจะสร้างเขื่อนได้เยอะ เขามีจุดสร้างเขื่อนประมาณ ๗๐ เขื่อน ตอนนี้พัฒนาได้ประมาณ ๓๐ เขื่อนแล้วเขา จะขายไฟกินนะครับ ซึ่งผมก็อ๋อ นี่ก็เป็นวิสัยทัศน์ เป็นยุทธศาสตร์ของเขาที่จะดํารงอยู่ เพราะเขาไม่มีทางออกทะเล เขากําหนดยุทธศาสตร์นั้นก็มองประเทศรอบข้างเป็นอย่างไร ก็ดูประเทศโน้น ประเทศนี้มีหมด หันมาดูประเทศไทย ประเทศไทยดูคล้าย ๆ เหมือนจะมี แต่ก็ไม่มี เพราะอะไรครับ เพราะว่าที่ผ่านมาการพัฒนา ประเทศเรานี่นะครับ ประเทศไทยไม่ได้มีแผ่นดินงอกออกไป มี ๕๑๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีอยู่แค่นี้ แต่เราจัดการไม่เสร็จสักที เพราะเราไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะมีแต่นโยบาย ที่ผ่านมามีแต่นโยบาย พอพูดถึงเรื่องนโยบายก็จะมีเขากับเรา ใครเป็นคนกําหนดนโยบายก็เป็นเรา ใครไม่ได้อยู่ในนโยบายนั้นได้ประโยชน์ก็เป็นเขาไป ก็ทําให้บ้านเมืองเรามีความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ถ้าเกิดเรามากําหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติมีแต่เรา คือคนไทยทุกคนได้ประโยชน์ แล้วก็กําหนดทิศทางประเทศให้ชัดเจน เราจะไปอย่างไรคนทั้งประเทศจะได้เห็นและไปด้วยกัน เราไม่ได้กําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ที่ชัดเจน สิ่งที่เราเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือประเทศไทยจะเป็นประเทศที่แก่ก่อนรวย ส่วนประเทศญี่ปุ่น เขารวยก่อนแก่ เขาไม่ลําบากหรอกครับ เราจะเป็นสังคมสูงวัยแก่แล้วหาเงินลําบาก ก็จะเป็นปัญหาเยอะแยะไปหมด สิ่งเหล่านี้ที่เรามองเห็นว่าถ้าเกิดมียุทธศาสตร์ชาติ แล้วมีความจําเป็นอย่างไร ทีนี้สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการจะต้องทําเท่าที่ผมฟังมานะครับ ที่จริงเฉพาะในที่ประชุมก็จําลองแบบของสังคมไทยมานั่นก็คือการทําความเข้าใจการจะทํา ยุทธศาสตร์ชาติ ท่านต้องมียุทธศาสตร์ในการทํายุทธศาสตร์ชาติด้วย จะเดินอย่างไร เป็นเรื่องจําเป็น เรื่องสําคัญมากที่ท่านทํา เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่นะครับ อันแรก ทําอย่างไรให้เกิด ความเข้าใจ มีความเข้าใจเขาเปิดใจรับ แล้วจะทําอย่างไรให้เขามามีส่วนร่วมและกําหนด เป้าหมาย ไม่ใช่เรื่องราชการแล้ว ถ้าเป็นสภาพัฒน์เป็นเรื่องราชการกําหนดมา แล้วบางที ฝ่ายการเมืองเอาบ้าง ไม่เอาบ้าง เพราะฝ่ายการเมืองเขาต้องมีนโยบายไปหาเสียง ก็ทําให้ ประเทศเราเป็นเรื่องที่ประหลาด งบประมาณเงินกระเป๋าหนึ่งส่งเสริมให้คนอยู่ในป่า ถ้าคน อยู่ในป่าไปทําถนน ทําโรงเรียน ทําไฟฟ้า ทําทุกอย่างเลยให้เขาอยู่ในป่า เพราะเจริญแล้วก็ บุกกันไปเรื่อยแบบภูทับเบิก ทําไปทํามาพวกอยากจนไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่พวกยากจนอยู่ครับ พวกอยากจนไปอยู่แทน นายทุนทั้งนั้น และขณะเดียวกันรัฐก็ควักเงินอีกกระเป๋าหนึ่งครับ จ้างป่าไม้ไปจับ ตกลงคุณเอาอย่างไรครับ ๕๑๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร คุณจะเอาอย่างไร ตรงไหนจะเป็นเขื่อน ตรงไหนจะเป็นป่า ตรงไหนจะเป็นบ้านคน ตรงไหนเป็นเขตอุตสาหกรรม ตรงไหนเป็นท้องนา จังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดที่เราลงทุนเรื่องชลประทานมากที่สุดเต็ม พื้นที่เดี๋ยวนี้เป็นตึกไปหมดแล้ว ระบบชลประทานที่ลงทุนไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยล้มเหลวหมด กลายเป็นท่อน้ําเสียไป สิ่งเหล่านี้เมื่อยุทธศาสตร์ชาติกําหนดแล้วบอกให้คนรู้แล้วจะเคลื่อนไปได้ ถ้าท่านไม่ทําประเทศไทยจะเหมือนคนขี้เมาเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ถอยหลังมาสองก้าว เดินหน้าก้าวเซซ้ายเซขวาไปไม่ถึงไหนสักทีนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็จะขอบพระคุณที่ทาง คณะกรรมาธิการยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็ทําจุดประกายในสภานี้มีผู้อภิปรายแสดงความคิดเห็น เยอะแยะหมด ถ้าเก็บความเห็นไปทําไปเขียนกฎหมายไปทําอย่างไรที่จะบูรณาการ กับสภาพัฒน์หลอมให้เป็นเนื้อเดียวกัน คนหนึ่งคิด คนหนึ่งทํา หรืออะไรก็แล้วแต่ และหน่วยงานอื่นมีส่วนร่วม ผมว่าเรื่องนี้จะมีประโยชน์มาก ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านวรวิทย์ ขอเชิญทางท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ได้ตอบข้อซักถามสมาชิกครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบขอบคุณครับ ท่านประธาน ขอบคุณอย่างยิ่งนะครับท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน การที่มีผู้อภิปรายมากหลาย ผมว่าเป็นความสําเร็จของคณะกรรมาธิการส่วนหนึ่งก็คือว่าการมีส่วนร่วม ความจริงแล้ว การมีส่วนร่วมนี่เราตั้งใจให้มีส่วนร่วมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๗ เราเขียนไว้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนและรับฟังอย่างทั่วถึง การที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวผมก็ถือว่าเป็น ส่วนร่วมส่วนหนึ่งนะครับ ข้อวิจารณ์ ข้อความเห็นทั้งหลายจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่เรา จะรับมาพิจารณา ผมขอตอบสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ เพราะว่าวันนี้ผมให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ เป็นผู้แทนของเลขาธิการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกามารับฟังอยู่ด้วย ฉะนั้นความเห็นทุกความเห็นของท่านโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเราจะรับไป ดําเนินการและจะพิจารณาอย่างจริงจัง ท่านที่รู้จักผมโดยส่วนตัวก็คงจะทราบนิสัยผมดีว่า ถ้าผมรับที่ทําอะไรแล้วจะทําอย่างจริงจังแล้วจะพิจารณาอย่างเต็มที่ไม่ใช่รับปากมาเท่านั้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่มีการพูดถึงว่ารอรัฐธรรมนูญหรือเป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ความจริงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงว่ากฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็อยากจะภาวนาให้ผ่าน แต่ตอนนี้ที่เราทําไปกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ความกรุณาสนใจถึงเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติเรื่องนี้ต้องให้เครดิต (Credit) กับ สปช. ที่ว่า สปช. ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ แล้วต้องให้เครดิต (Credit) กับท่านนายกรัฐมนตรีอย่างยิ่งด้วยนะครับ ๓ วันหลังจากนั้นท่านก็พูดในรายการคืนความสุข ให้คนในชาติว่าเป็นนโยบายของ คสช. แล้วก็ ครม. ที่จะให้มียุทธศาสตร์ชาติ แล้ววันที่ ๓๐ มิถุนายน คือหลังจาก ๗ วันที่ สปช. ผ่านร่างนี้ไปก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา ทําร่างสารัตถะหรือเนื้อหาของยุทธศาสตร์ ทีนี้เป็นอย่างไร เราทํางานควบคู่กันไป ผมกราบเรียนอย่างนั้นนะครับ ระหว่างที่ทางรัฐบาลร่างยุทธศาสตร์ชาติไปเราก็ทํากฎหมาย ไปรองรับ อย่างที่ผมกราบเรียนไปเบื้องต้นว่าถ้าร่างยุทธศาสตร์ชาติทําโดยคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีกฎหมายรองรับรัฐบาลต่อไปมาเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นก็ต้องมีกฎหมายมารองรับ ที่พูดถึงกฎหมายรองรับก็โยงไปถึงร่างรัฐธรรมนูญที่กรุณาพูดอยู่ ๓-๔ มาตรา ที่มีท่าน อภิปรายบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่พูดเอาไว้ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติไม่มีใครอภิปราย ก็เป็นส่วนดี แต่บังเอิญร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีรายละเอียด ต้องขอประทานอนุญาต มีอยู่ในมาตรา ๖๑ มีอยู่ในมาตรา ๑๕๗ มีอยู่ในมาตรา ๑๕๙ มีอยู่ในมาตรา ๑๓๗ และมีอยู่ในมาตรา ๒๖๓ ท่านกรุณาไปดูถึงความเชื่อมโยงในรายละเอียดตรงนั้น แต่ของเรา มี ๖๑ มาตราแล้วลงลึกทางโน้นเป็นวรรคสั้น ๆ และด้วยความเคารพในร่างรัฐธรรมนูญ พูดถึงด้วยว่าจะต้องมีกฎหมายมาแต่ไม่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นเรื่องที่ขออนุญาต กราบเรียนเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ผมน้อมรับข้อแนะนํา ข้ออภิปรายของท่านเพื่อรับไป ดําเนินการในคณะกรรมาธิการ กระผมจะไม่ชี้แจงในรายละเอียดแต่มีประเด็นที่น่าจะต้อง กล่าวถึงเพราะไม่อย่างนั้นสาธารณชนจะเข้าใจผิด ประเด็นที่ ๑ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีอํานาจลงโทษโดยตรงเป็นเหมือนเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เท่านั้นว่าท่านทําไม่ถูกต้อง แล้วก็ส่งไปตามกระบวนการที่มีอยู่ตามกฎหมาย ถ้าสมมุติเสียหายนิดหน่อยเราก็ยังไม่ได้ว่า เสียหายร้ายแรง เราส่งไปตามกระบวนการ ถ้าเป็นนักการเมืองก็ไปว่าตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นข้าราชการก็ไปดําเนินการทางวินัย ถ้าทุจริตก็ไป ป.ป.ช. นี่เป็น มาตรการปกติเราเป็นเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เราไม่ใช่เป็นผู้ที่จะไปผ่าตัดเองนะครับ กราบเรียนตรงนี้ และผมเรียนเพิ่มเติมด้วยว่าจริง ๆ ก็ไม่อยากพูดถึงหรอกครับ มีอดีตนักการเมืองคนหนึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีพูดเลยก็ได้ว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดว่าถ้ามียุทธศาสตร์ชาติหรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในระหว่างที่มีการจํานําข้าว ประเทศเราจะไม่เสียหายถึง ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะจะมีเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เข้าไปบอกเสียก่อนว่า เกิดปัญหาแล้ว นี่คือตัวอย่างที่ว่าเราทําไมจะต้องทําหน้าที่เป็นเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) ด้วย ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อความเข้าใจนะครับว่าถ้าเราไปเอกซเรย์ (X-ray) คนอื่น แล้วคนอื่น เอกซเรย์ (X-ray) เราได้ไหม ได้ครับ เขียนไว้ในมาตรา ๕๔ วรรคสอง โดยจะต้องถูกตรวจสอบ โดย สตง. และต้องทํารายงานเสนอผลการตรวจสอบต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ฉะนั้น เมื่อเราจะไปเอกซเรย์ (X-ray) คนอื่นเราก็ต้องพร้อมจะให้คนอื่นมาเอกซเรย์ (X-ray) กราบเรียนเพิ่มเติมว่า หลายท่านให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เราเห็นตรงกันนะครับ ผมเคย ออกทีวี (TV) ทีวี (TV) ถามผมว่าแล้วประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร ผมพูดถึงตั้งแต่แรกว่า การกําหนดอนาคตของประเทศที่ผ่านมาประชาชนมีส่วนร่วมน้อย ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ ขึ้นมาแล้วประชาชนจะมีส่วนในการกําหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น ยืนยันครับ เห็นความสําคัญของการมีส่วนร่วม เราจึงเขียนไว้ในมาตรา ๗ มาตรา ๗ นี่ก็ล้อกับ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วกราบเรียนเพิ่มเติมด้วยว่าร่างกฎหมายของเรา เราก็ต้องคอยชําเลือง ร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกันว่าร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร แล้วเราก็จะต้องสอดคล้องกับ ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านทั้งหลายทราบอยู่แล้วเราไปขัดร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ก็ตกม้าตายเปล่า ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่เราตระหนักดี เราต้องทําตามอยู่แล้ว เพื่อความสบายใจนะครับ ผมยืนยันว่าเราจะต้องสร้างกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น จัดให้มี การสนับสนุนกระบวนการกําหนดนโยบายที่เป็นระบบ และเน้นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งในระดับชาติ ระดับพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง นี่คือกระบวนการทํา เนื่องจากว่าผมใช้เวลาของท่านประธานมาพอสมควรแล้ว แล้วใช้เวลาของท่านสมาชิก มาอย่างมากนะครับ กระผมจะไม่ลงรายละเอียด กระผมจะขออนุญาตขอบพระคุณ ท่านทั้งหลายอีกครั้งหนึ่งนะครับ คืนนี้ผมนอนหลับ ท่านจะตัดสินอย่างไรเป็นดุลยพินิจ ของท่าน กราบเรียนตรง ๆ ว่าผมกังวลกับเรื่องนี้อยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็ตามผมน้อมรับ คําตัดสินของท่าน แต่คืนนี้ผมนอนหลับแล้ว เพราะผมได้ทําหน้าที่ของผมแล้ว แล้วท่าน จะอนุญาตไหม ผมคารวะท่านแล้วก็สมาชิกสัก ๑ จอก ผมขอคารวะท่าน ๑ จอกนะครับ ท่านทั้งหลายด้วยที่ได้กรุณาให้ข้อชี้แนะจริง ๆ ครับ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

๑ จอกนี่คือน้ําชานะครับ เดี๋ยวท่านผู้ชม ผู้ฟังจะเข้าใจผิด

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เผอิญมีท่านสมาชิกจะใช้สิทธิในการสอบถาม เนื่องจากต้องการคําชี้แจง เพิ่มเติม เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ ซึ่งอาจจะทําให้ท่านนอนไม่หลับก็ได้นะครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการที่ท่านน้อมรับฟังเพื่อนสมาชิกแล้วก็คิดว่า มีหลายส่วนที่อาจจะปรับปรุงกันได้ ผมขออนุญาตหารือผ่านจากท่านประธาน ไปยังท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการนะครับ ถ้าจะกรุณาครับ ท่านกรรมาธิการช่วยเอาร่างท่านไปทบทวน ปรับปรุงสักนิดหนึ่งตามที่ท่านแนะนํา แล้วก็นําเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาอีกสักครั้งหนึ่งก็จะเกิดความรอบคอบ อย่างน้อยข้อเสนอ ของกระผมที่ได้เสนอเอาไว้ว่าความยึดโยงกับประชาชนที่เขาวิพากษ์วิจารณ์เราแก้ให้ตกแล้ว ถ้าแก้ได้นะครับ ผมก็เสนอทางออกว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีคิดออกถึงแนวนโยบายแห่งชาติ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหน้าที่ แล้วก็แนวนโยบายแห่งรัฐ ก็จะเป็นกรอบที่ทุกรัฐบาลจะต้องนําไปปฏิบัติ ขออนุญาตหารือว่า ให้กรรมาธิการนําไปทบทวนสักรอบ แล้วสัปดาห์หน้าเอามาให้สภาดูอีกสักรอบครับ แล้วเราจะได้มีมติ ขอความกรุณานะครับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ มีท่านอื่นอีกไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานยงยุทธ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ครับท่านประธาน ขอบพระคุณท่านที่เสนอแนะนะครับ ความจริงเรื่องนี้ได้มีการพิจารณา มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อผ่าน สปช. ไป แล้ววันนี้ท่านเสนอแนะอะไรทั้งหลายผมจด แล้วก็ให้ ผู้แทนของกฤษฎีกามาจด ฉะนั้นเราจะดูอย่างรอบคอบ แล้วถ้าท่านจะกรุณา เราจะเชิญ ท่านไปด้วย ท่านที่สนใจและให้ความกรุณาจะไปชี้แนะด้วยตนเองนอกจากทําแปรญัตติ เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าท่านจะกรุณามาแนะนําด้วยตนเองก็ด้วยความยินดีครับ เป็นพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวิทยาครับ เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ เพื่อได้เข้าใจตรงกันนะครับ ว่าท่านประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมเบื้องต้นว่าหลังจากนี้ ๓ วันให้เพื่อนสมาชิกที่แสดง ความคิดเห็นสามารถที่จะแปรญัตติผ่านไปยังคณะกรรมาธิการได้นะครับ อันนี้เราไม่เคย ปฏิบัติในสภา สปท. แต่ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปกติเราก็มีกระบวนการแปรญัตติ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ในบัญชาของท่านประธานนะครับ ผมคิดว่า ท่านกําหนดให้ชัดเลยครับว่าเพื่อนสมาชิกท่านใดที่ติดใจในประเด็นการเสนอกฎหมาย ของคณะกรรมาธิการสามารถที่จะเสนอคําแปรญัตติ คือความเห็นแย้งหรือความเห็นเสริม ไปยังคณะกรรมาธิการ และกําหนดวันว่าให้ไปเจรจาพูดคุยหรือทําความเข้าใจกับ กรรมาธิการในวันไหนครับ กระบวนการจะได้รอบคอบ เมื่อจบแล้วก็เป็นภาระที่นํามาเสนอ ต่อสภาเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขออนุญาตเรียนท่านวิทยานะครับ เรามีแนวปฏิบัติโดยที่กําหนดไว้ว่าหลังจาก ที่ทางสภามีมติเห็นชอบแล้วทางคณะกรรมาธิการก็นําความคิดเห็นของสมาชิกไปพิจารณา ทบทวนและนําส่งให้ท่านประธานก่อนส่งไปยังคณะรัฐมนตรีภายใน ๗ วัน โดยที่ภายใน ๓ วัน หลังการลงมติสมาชิกสามารถที่จะยื่นเอกสารคําขอให้มีการแก้ไขได้ อันนี้ก็ถือปฏิบัติ ก็สอดคล้องกับข้อแนะนําของท่าน

ส่วนเรื่องของการจะให้กลับไปเพื่อจะย้อนกลับมาอีกนั้น เนื่องจากว่า ทางคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้มีมติเป็นแนวทางไว้แล้วว่า เมื่อมีความเห็นชอบแล้วและดําเนินการภายใน ๗ วัน ก็ส่งท่านประธานเพื่อส่งให้ ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการต่อไป ในส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่ทางวิป (Whip) ได้มีความเห็นเช่นนั้น ขณะเดียวกันผมเรียนเพิ่มเติมนะครับ เรื่องของร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... นั้น เริ่มปรากฏตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ โดยที่มีการนําเข้าสู่ การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากนั้นก็มีการนําไปปรับปรุง ทบทวน แล้วก็ส่งมา ขอความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งเป็นรอบสุดท้ายวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ขณะเดียวกัน ในส่วนของทางท่านนายกรัฐมนตรีก็มีความเห็นสอดคล้องต้องกัน ก็ได้ดําเนินการในการจัดตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาจัดทําตัวกรอบ ไม่ใช่ตัวรายละเอียด เป็นกรอบวิสัยทัศน์ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติโดยที่เผอิญว่า ทางสมาชิก สปท. ท่านหนึ่งคือ พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ก็อยู่ในคณะกรรมการชุดดังกล่าวด้วย ได้มีการประสานการทํางานเมื่อมี สปท. เกิดขึ้น และมีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ท่าน พันตํารวจตรี ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านก็ทําอย่างต่อเนื่อง แล้วระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม ทาง สปท. ก็ได้พิจารณาวาระปฏิรูป ทั้งวาระปฏิรูปของคณะกรรมการชุดดังกล่าว แล้วก็วาระปฏิรูปเร็ว ๓ วาระ เรื่องนี้เป็นวาระ ปฏิรูปเร็วที่เรียกว่าควิกวิน (Quick win) ๑ ใน ๓ เรื่อง ก็คือ ๑. เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒. เรื่องปฏิรูปองค์การมหาชน ๓. เรื่องการปฏิรูประบบผังเมืองและการใช้พื้นที่ ซึ่งตรงนี้ เป็นแนวทางตรงกับทางคณะรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีก็ทํางานร่วมกัน ขณะเดียวกัน เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการ ๖ คณะขึ้นมา โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม เป็นรองประธาน แล้วก็มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ท่านยงยุทธก็ได้รับการแต่งตั้ง เข้าไปทํางานในโครงสร้างดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องของยุทธศาสตร์ก็ดําเนินการ อย่างต่อเนื่องโดยถือว่าเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) ของแม่น้ําทั้ง ๕ สาย ในส่วนกระบวนการ ของเราเอง ก็อย่างที่ผมได้เรียนนะครับ ก็ได้ผ่านกระบวนการของการเห็นชอบในหลักการ ตั้งแต่เดือนธันวาคม คราวนี้ในส่วนของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะก็ไปพัฒนาจนกระทั่ง นํากลับมา แต่ก่อนจะเข้ามาบรรจุระเบียบวาระก็ต้องเข้าไปที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยประธานทุกคณะโดยมี ท่านประธาน สปท. เป็นประธาน เพราะฉะนั้นก็ได้เห็นชอบให้บรรจุแล้วก็นํามาสู่ การพิจารณาในวันนี้ ก็ผ่านกระบวนการมายาวนานพอสมควร ขณะเดียวกันเรื่องวิสัยทัศน์ เป้าหมายนั้นท่านจะเห็นว่ามีความสําคัญมาก ในกล่องกระดาษลังใหญ่วันรายงานตัว ที่ท่านได้รับไปนั้น ตรงนั้นจะมีเล่มหนึ่งก็คือวิสัยทัศน์ออกแบบอนาคตประเทศไทย ที่ท่านประธานยงยุทธและคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ชี้แจงตั้งแต่เบื้องต้นว่าจัดทําโดยคณะกรรมาธิการซึ่งมีดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ขณะนั้น เป็น สปช. เราได้จัดวิชันเวิร์กชอป (Vision workshop) ก็คือการประชุมเชิงปฏิบัติการ ถึง ๒ ครั้งเพื่อพูดถึงอนาคตประเทศไทยเป็นการเฉพาะว่าเราควรจะมีที่ยืนในสังคมโลก ในระยะยาวอย่างไร ปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วก็ภูมิรัฐศาสตร์ต่าง ๆ ภูมิเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้ก็ดี แล้วก็ในโลกนี้ ในทุกมิติครับ ก็สัมมนากันชุดใหญ่เลย ของ สปช. ขณะนั้น ๒๕๐ คน ถึง ๒ ครั้งด้วยกันนะครับ ก็พยายามกลั่นพยายามกรอง จนกระทั่งนํามาซึ่งรายงานวิสัยทัศน์ออกแบบอนาคตประเทศไทย ซึ่งทางคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ก็นํามาเป็นตัวกรอบ จากนั้นก็นําอีกหลายรายงาน โดยเฉพาะท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ท่านเป็นอดีตผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือว่า วปอ. ก็มีรายงานโดยศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ที่ทํามาอย่างยาวนานก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง รวมทั้ง ข้อมูลของสภาพัฒน์ รวมทั้งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ แม้แต่หนังสือของจอร์จ ไฟรด์แมน เรื่อง ๑๐๐ ปีข้างหน้าสําหรับศตวรรษที่ ๒๑ ผมคิดว่าขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมเข้าใจดี ว่ากระบวนการในเรื่องของการยึดโยงประชาชน กระบวนการของการจัดทํา เราพยายาม ที่จะให้ยึดโยงมากที่สุดตามเจตนาที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย แต่ขณะเดียวกันยุคเปลี่ยนผ่าน จําเป็นที่เราจะต้องตั้งลํา ตั้งหลักใหม่นะครับ ส่วนข้อเสนอเรื่ององค์กร ไม่องค์กรนะครับ ได้ยินแล้วว่าคงจะได้มีการให้ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณานะครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง การจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อน กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผมกําลังจะบอกว่า ท่านประธานพูดเกิน ๑๐ นาทีแล้วนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เผื่อท่านที่เพิ่งเข้ามาจะได้เข้าใจ เพราะว่าก่อนหน้านี้ห้องมีจํานวนไม่มากเท่าไร ก็ขอบคุณท่านเสรีครับ ท่านเป็นผู้เขียนกฎ ระเบียบเอง ก็ช่วยคุมกฎให้ผมแล้วก็ตัวเอง ด้วยนะครับ ก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญสมาชิกแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ทางกรรมาธิการแสดงตนหรือยังครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนครับ ครบถ้วนนะครับ ผม หมายเลข ๑๙๐ ขอแสดงตนด้วย เผอิญไม่ได้เอาบัตรมาเหมือนกันครับ เมื่อวานนี้เราเสียบ ๆ เข้า ๆ อยู่ข้างบน ต้องเสียบ ๆ เข้า ๆ ย้ายเก้าอี้กันก็เลยอยู่ในกระเป๋า อีกใบหนึ่ง ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๔ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงรายงานก่อนที่จะส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ได้ใช้สิทธิกันแล้ว ขอแสดงผลครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ มีผู้เข้าประชุม ๑๗๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๔ ไม่เห็นด้วย ๖ งดออกเสียง ๔ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าท่านยงยุทธนอนหลับนะครับ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การจัดทํา การกําหนด การขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงภายใน ๗ วัน โดยสมาชิกสามารถที่จะยื่นเป็นลายลักษณ์อักษร ในการขอปรับปรุงแก้ไขภายใน ๓ วัน ก่อนที่จะนําส่งท่านประธาน สปท. และส่งไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามลําดับต่อไป ก็ขอขอบคุณทาง คณะกรรมาธิการนะครับ เราได้จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอบคุณคณะกรรมาธิการ แล้วก็ผู้มาชี้แจงด้วยครับ

ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

ขอเชิญคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เชิญประชุมที่ห้องประชุมชั้น ๓ หลังจากเราปิดประชุมนะครับ วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุมในวันนี้รวมทั้งคณะกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงทุกคนนะครับ ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๕๓ นาฬิกา