ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล หารือถึงความจำเป็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาวอย่างชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและบูรณาการในทุกมิติ ทั้งการลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนานวัตกรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และการตรวจสอบได้ พร้อมเสนอให้มีกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผ่านกฎหมายและคณะกรรมการระดับชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งข้อกังวลต่อการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงเสนอให้พิจารณายกระดับหรือปรับปรุงหน่วยงานเดิมแทนการสร้างหน่วยงานใหม่
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เรียนท่านสมาชิกทุกท่านนะคะ ดิฉัน ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๐๙๖ เช้านี้จะขออนุญาตอภิปราย ในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติใน ๒-๓ ประเด็นดังต่อไปนี้นะคะ
ส่วนแรก เป็นเรื่องของหลักการในเรื่องการกําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าเนื่องจากเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะอนุกรรมการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้ง ซึ่งมีประธานอนุกรรมการคือท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ซึ่งท่านได้กรุณากล่าวถึงแล้ว แล้วขณะเดียวกันก็ได้ทําหน้าที่ในฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยนะคะ
ประการแรก ในแง่ของหลักการและเหตุผลในการที่กําหนดให้มี ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้เป็นแม่บทหลักสําหรับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยมีโจทย์ ที่สําคัญว่าการพัฒนาของประเทศจะได้มีบูรณาการในทุกมิติ มีการจัดลําดับความสําคัญได้ แล้วก็สามารถดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดแล้วต้องสามารถที่จะติดตามประเมินผล หรือเราเรียกว่าต้องมีแอคเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) ว่าเรื่องที่สําคัญ ๆ เรื่องที่เป็น ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญ เรื่องที่เป็นปัญหารากเหง้าที่สําคัญของประเทศต้องถูก จัดการ ซึ่งอันนี้ต้องให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ยุทธศาสตร์ชาติ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วซึ่งหลาย ๆ ท่านได้กล่าวถึงในกรณีของประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ ในช่วงประมาณ ๑๐-๓๐ ปี สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างจะเห็นร่วมกันแล้ว แล้วดิฉันขออนุญาต ให้ความเห็นสนับสนุนก็คือว่า
ในส่วนที่ ๑ ที่สําคัญมาก ๆ เราจะต้องมีการกําหนดวิสัยทัศน์ที่มีความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน
ในส่วนที่ ๒ คือการกําหนดเป้าหมายในระยะยาวของประเทศไทย ต้องเห็น ภาพประเทศไทยว่า ๒๐ ปีต่อจากนี้ไปโฉมหน้าของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ในส่วนนั้น จําเป็นต้องมีความชัดเจน
ในส่วนที่ ๓ เรื่องยุทธศาสตร์หรือแนวทาง จะเป็นแนวทางใหญ่ ๆ ที่เน้น ในเรื่องของเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เรื่องคน เรื่องบริหารจัดการภาครัฐ เรื่องการพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามเข้ามาเป็นรัฐบาลต้องถือว่าประชาชนเลือกเข้ามา ให้ดําเนินการในเรื่องเหล่านั้นให้บรรลุเป็นขั้น ๆ ไป ทั้งนี้เป็นความเห็นตรงกันว่าโดยที่ ไม่จําเป็นต้องลงรายละเอียดในเรื่องของยุทธวิธี วิธีการ ซึ่งอันนี้ต้องสามารถออกแบบแล้วก็ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนไปในช่วงเวลาต่าง ๆ การที่มี ยุทธศาสตร์ชาติ มีการมองทิศทางที่มีความชัดเจนในระยะยาวว่าประเทศไทยจะมีโฉมหน้า อย่างไร ต้องการเป็นอะไร เป็นที่รู้จักในฐานะของอะไร การมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน มีความเป็น เจ้าของร่วมกัน มีความเป็นเอกภาพ ผลประโยชน์ที่ตามมาก็คือว่าการระดมทรัพยากรต่าง ๆ จะมีบูรณาการแล้วก็การดําเนินการต่อเนื่อง ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างในเรื่องของการกําหนดวิสัยทัศน์ที่เรากําลังร่างกันอยู่ตอนนี้นะคะ เน้นเรื่องการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งแน่นอน มีองค์ประกอบที่สะท้อนถึงความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นการมีรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น อย่างเช่นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ํา หรือว่าอย่างเช่นการปลอดซึ่งปัญหาคอร์รัปชันอย่างนี้ เป็นต้น สําหรับการกําหนดเป้าหมายความเป็นประเทศไทยในอนาคต ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างนะคะ เช่นเราบอกว่าการที่ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นชาติการค้าบนฐานของ การขยายตัวด้านการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ที่เข้มข้นมากขึ้น มีความเป็นเลิศในสาขาบริการและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพ สะอาดและปลอดภัย ท่านจะเห็นว่าในแง่ของวิสัยทัศน์ เป้าที่จะมุ่งสู่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่สิ่งที่เรากําลังพูดถึงว่าจะต้องมีการทบทวนเป็นเรื่องของแนวทางในระดับย่อย แต่แนวทาง กว้าง ๆ แนวทางใหญ่นั้นอย่างน้อยจะต้องสามารถมีกรอบที่ทําให้เห็นว่าเรื่องที่สําคัญ ของประเทศต้องถูกตามกํากับดูแลในการดําเนินการได้ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ เช่นเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ํา ทุกรัฐบาลที่เข้ามาก็จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ํานั้น ไม่ว่าเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงทรัพยากร การเข้าถึงแหล่งทุน การเป็นเจ้าของทรัพยากร กระบวนการยุติธรรม มีเรื่องใดบ้างที่จะต้องดําเนินการ หรือว่า เรื่องของการสนับสนุนในการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การพัฒนานวัตกรรม ทุกรัฐบาลก็จะต้อง ตอบได้ว่าเรื่องนั้นเนื่องจากเป็นความสําคัญในการที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้ มีอะไรบ้างที่ต้องทํา ดิฉันขอยกตัวอย่างเพียงเท่านั้นนะคะ นั่นคือส่วนแรกซึ่งดิฉันขออนุญาต เรียนว่าเป็นการสนับสนุนแนวคิดหลักการของการจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติและองค์ประกอบ และลักษณะของยุทธศาสตร์ชาติที่น่าจะเป็น
ในส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของกลไกและเครื่องมือในการนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นความชัดเจนว่ากลไกที่จะทําให้เกิดความเชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์ชาติ ไปสู่แผนระดับต่าง ๆ ซึ่งจะนําไปสู่การปฏิบัติเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วถ้าหากจะให้กลไก ความเชื่อมโยงจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนเฉพาะ ด้านต่าง ๆ มันถูกนําไปบังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลจริง ๆ นั้นจําเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับ ทั้งนี้เพื่อว่าให้การถ่ายทอดจากระดับยุทธศาสตร์ใหญ่สุดลงไปสู่การปฏิบัติดําเนินการได้แท้จริง และมีความสอดคล้องกันด้วยตั้งแต่ต้นจนปลาย ดังนั้นในประเด็นเรื่องกลไกของการมี พ.ร.บ. เป็นตัวแบคอัพ (Back up) ดิฉันก็มีความเห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วยในหลักการว่าจะต้องมี คณะกรรมการระดับชาติที่รองรับด้วยกฎหมายเพื่อทําหน้าที่ในการจัดทํายุทธศาสตร์ การพัฒนาในระยะยาวนะคะ
อย่างไรก็ตามดิฉันมี ๒-๓ ประเด็นในเรื่องของกลไกที่เป็นเรื่องน่าสังเกต ก็คือในเรื่องของมาตรา ๔๕ เป็นเรื่องของสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอันนี้ เจตนารมณ์ของการกําหนดไว้ซึ่งสํานักงานนี้ก็บอกเอาไว้ชัดเจนว่าจําเป็นต้องให้มี ผู้รับผิดชอบในการทําหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุด ซึ่งหมายถึงคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จะเชื่อมต่อจากระดับ ยุทธศาสตร์ลงมา เป็นการส่งไม้ต่อไปสู่ระดับการปฏิบัติ แต่มีข้อสังเกต ๒-๓ ประการนะคะ
ประการแรก เราจะสังเกตได้ว่าในปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่ทําหน้าที่ ใกล้เคียงกับภารกิจของสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะคะ ซึ่งเราจะเห็นว่ากําหนดอํานาจหน้าที่เอาไว้ในมาตรา ๔๕ วงเล็บต่าง ๆ นั้น ดิฉันขอยกตัวอย่างจากสํานักงานที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วรวมถึงสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ของทุกกระทรวง ดังนั้นถ้าเรามองในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าสํานักงานนี้ จะมีฐานะ อาจจะไม่ใช่ในฐานะเป็นหน่วยงานราชการ แต่ก็จะเป็นองค์กรภายใต้การกํากับ ของรัฐโดยที่มีเงินงบประมาณแผ่นดินมาสนับสนุน จึงเป็นประเด็นที่น่าคิดให้รอบคอบมากขึ้น ว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ แล้วทําหน้าที่ซ้ําซ้อน หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะมาคิดในแง่ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ในการที่ยกระดับ หรือว่า ปรับปรุงหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงในระดับแก้ไข พ.ร.บ. ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มีอํานาจหน้าที่ในการรองรับโดยกฎหมายในการทําหน้าที่ จะเป็นฝ่ายเลขานุการทําหน้าที่ในการสนับสนุนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตามที่กําหนดไว้ เป็นเจตนารมณ์หรือไม่ ซึ่งอันนี้เราจะมีข้อสังเกตเสมอว่าหากเรามีความเห็นว่าหน่วยงาน ที่มีอยู่ประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือว่ายังมีช่องโหว่ในการดําเนินการ ก็จะเป็น คําถามเสมอว่าถ้าอย่างนั้นเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหน่วยงานที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นั้นจะเป็น หน่วยงานซึ่งปิดช่องว่างก็คือส่วนหนึ่งละ แต่สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามองค์ประกอบที่ควรจะเป็น ดิฉันขออนุญาตลงลึกไปในประเด็น ในเรื่องของภารกิจ ของสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสัก ๓-๔ ประเด็น
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของภารกิจที่เขียนเอาไว้ชัดเจน เรื่องภารกิจการศึกษา วิเคราะห์ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานสักประมาณ ๒ นาทีนะคะ