ปัทมา ตั้งข้อสังเกต ภารกิจซ้อน ชี้ทบทวนโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนและข้อจำกัดในการศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลเพื่อยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนของข้อมูลและบทบาทหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการติดตามประเมินผลเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้พิจารณาการยกระดับหน่วยงานเดิมแทนการจัดตั้งสำนักงานใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในภาวะที่งบประมาณมีข้อจำกัด

นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล

ภารกิจในเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อสนับสนุนการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ตามมาตรา ๗ ซึ่งในทางปฏิบัตินี้เป็นประเด็นคําถาม ว่าดําเนินการภารกิจใด เช่น การจัดรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทุกด้าน ทุกมิติในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติอย่างครบถ้วน แล้วจะต้อง ดําเนินการต่อในเรื่องศึกษาวิเคราะห์ เพราะอันนี้เป็นพื้นฐาน เป็นหลักฐาน เป็นองค์ความรู้ ที่สําคัญในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอันนี้เป็นภารกิจที่กําหนดไว้ใน (๓) ภายใต้ มาตรา ๔๕ หากเป็นเช่นนั้น ภารกิจนี้ก็จะซ้ําซ้อนกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันนี้มีการจัด รวบรวมข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามท่านนิกร จํานง ได้ตั้งข้อสังเกต ด้วยซ้ําว่าข้อมูลก็ไม่แน่ใจว่ามีครบถ้วน เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อจํากัด ข้อหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะทําหน้าที่ในการวิเคราะห์ประเด็น ต่าง ๆ และเป็นการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง รายเดือน รายไตรมาส รายปี นอกจากนั้นแล้ว สํานักงานที่ตั้งขึ้นมาเมื่อดําเนินการสนับสนุนในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติในแต่ละครั้ง แล้วเสร็จ มีประเด็นคําถามว่าแล้วจะมีการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากดําเนินการก็เป็นการดําเนินการที่ซ้ําซ้อน แต่ถ้าหากไม่ดําเนินการ ก็จะทําให้ไม่ทันกับสถานการณ์ แล้วจะทําให้บทบาทภารกิจที่เขียนเอาไว้เรื่องของ การติดตามประเมินผลว่าสถานการณ์ไปอย่างไร ได้ทําหรือเปล่า ทําแล้วเกิดอะไร สถานการณ์รอบด้านเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะไม่สามารถดําเนินการได้

ประเด็นต่อไป เรื่องภารกิจที่เกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ภายใต้ (๖) มาตรา ๔๕ เช่นเดียวกัน ก็เป็นประเด็น คําถามที่เกี่ยวเนื่อง คือที่ควรเป็นตัวลายลักษณ์อักษรในร่าง พ.ร.บ. นี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ว่า ในทางปฏิบัติจริง ๆ ก็จะมีเรื่องที่ติดตามมาว่าแล้วเครื่องมือในการติดตามประเมินผลนี้ เป็นประเภทใด เกณฑ์การพิจารณาว่าปฏิบัติตามหรือไม่ เป็นอย่างไร การนําผลการประเมินมาใช้ ให้เกิดผลในทางบังคับใช้ จะใช้กลไกใด และเป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับระบบรัฐสภาอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องน่าจะต้องมีการพิจารณาต่อไปว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ จะเป็นอย่างไร ดิฉันขออนุญาตท่านประธานใน ๒ ประเด็นสุดท้ายนะคะ

ประเด็นต่อไปสั้น ๆ ก็คือเรื่องภารกิจของสํานักงานนี้ ใน (๕) ของมาตรา ๔๕ เช่นเดียวกัน พูดถึงเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรต่าง ๆ และภาคประชาชน ก็เป็นประเด็นเช่นเดิมว่า ณ ขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ หน่วยงานกลางต่าง ๆ ก็ดําเนินการในการประสานกับหน่วยงานดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ใน (๕) ในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ อยู่แล้ว ความซ้ําซ้อน และอาจจะนํามาซึ่งความสับสนในระดับของการปฏิบัติด้วยซ้ําหรือไม่นะคะ

ประการต่อไปเรื่องโครงสร้างนะคะ ตามแผนภาพที่ ๓ ในหน้า ๑๕ มีการเรียกกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มมั่นคง กลุ่มการเมือง ดิฉันคงขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึง โดยทั้งหมด เช่นกันคําถามก็คือว่าภารกิจของกลุ่มเหล่านี้รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย หรือว่าเป็นการจ้างศึกษา วิจัยจากหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ หากเป็นเช่นนั้นในปัจจุบันนี้เราก็มี การจ้างกันอยู่ค่อนข้างมาก ขออนุญาตท่านประธานเป็นประการสุดท้ายนะคะ

ประการสุดท้าย เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับบทเฉพาะกาลในมาตรา ๕๗ ซึ่งอันนี้ดิฉันขออนุญาตที่จะไม่อ่านในรายละเอียดของมาตรานี้นะคะ แต่ว่าหลักใหญ่ ๆ เป็นเรื่องของการตั้งสํานักงานให้แล้วเสร็จใน ๙๐ วัน ซึ่งหมายความว่า ๙๐ วันนั้นสํานักงาน แห่งนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องทําหน้าที่ได้ตามมาตรา ๔๕ ดังนั้นในสภาพของความเป็นจริง เกิดขึ้นได้หรือไม่ แต่ขณะเดียวกันมีบทเฉพาะกาลในมาตรา ๕๘ ต่อเนื่องมาก็คือว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งก็ให้สํานักงานต่าง ๆ เช่น ซึ่งกล่าวถึงคือสภาพัฒน์ หรือว่าหน่วยงานราชการใดก็ตาม ตามมติ ครม. ทําหน้าที่ในการสนับสนุนไปพลางก่อน โดยตัวที่ขีดเส้นใต้ใหญ่ ๆ เลยว่าการดําเนินการในการสนับสนุนนั้นก็คือการบูรณาการ การดําเนินการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งร่วมกับสํานักงานต่าง ๆ คือ สมช. สํานักงบประมาณ ก.พ. สภาต่าง ๆ เหล่านี้จนกระทั่งมีการตั้งสํานักงานนี้แล้วเสร็จ ดังนั้นมีนัยตามมาทันทีเลย ว่าการดําเนินการสนับสนุนที่ว่านั้นจะมุ่งเน้นที่การบูรณาการแผน และยุทธศาสตร์ ที่หน่วยงานต่าง ๆ ดําเนินการอยู่แล้วใช่หรือไม่ ดังนั้นก็จะมีผลตามมาเช่นกันว่าจึงไม่เห็นว่า สํานักงานที่จะตั้งขึ้นจะดําเนินภารกิจอื่นใดที่นอกจากภารกิจที่พูดถึงงานธุรการ การสื่อสาร ทําความเข้าใจให้เข้าใจถึงอํานาจ บทบาท ภารกิจของคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านี้จะมี ความแตกต่างจากบทบาท ภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดิฉันขออนุญาต สรุปตอนท้ายสั้น ๆ นะคะว่า ดังนั้น ๑. ดิฉันเห็นด้วยในหลักการ แนวคิดของการมี ยุทธศาสตร์ชาติและเป็นเรื่องที่สําคัญมากสําหรับประเทศ แต่ในเรื่องของสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นการดําเนินภารกิจที่ซ้ําซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบันโดยเฉพาะหน่วยงานกลางประเภทต่าง ๆ ดังนั้นจึงน่าจะคํานึงถึงในกรณีของ การยกระดับ การปรับปรุง ปิดช่องโหว่ หากมีช่องโหว่ในการดําเนินการในหน่วยงานกลาง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ให้สามารถดําเนินภารกิจเหล่านั้นได้จะมีความเหมาะสมกว่าหรือไม่ ในสภาพที่เราก็มีข้อจํากัดในเรื่องของงบประมาณมากนะคะ แล้วก็อันนี้ขั้นตอนในการจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเขียนเอาไว้ในเรื่องของการกําหนดผลประโยชน์แห่งชาติ เป้าหมายหลัก ของประเทศเขียนไว้ชัดเจนว่าดําเนินการร่วมกันระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นข้อสังเกต ที่สําคัญเพิ่มเติมเป็นประการสุดท้ายว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วบทบาท ภารกิจ หน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะตั้งขึ้นมาจะอยู่ในฐานะของการดําเนินภารกิจที่มี ความครอบคลุม แล้วก็มีความลึกซึ้ง ลุ่มลึกในเชิงวิชาการในเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์ มากมายประการใด ขอขอบพระคุณค่ะ