นิกร วิจารณ์ยุทธศาสตร์ 20 ปี ชี้เปราะบาง-เสนอเปลี่ยนเป็นรูปแบบกิ่งยืดหยุ่น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

นิกร จํานง แสดงความกังวลต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี ที่อาจควบคุมได้ยากและขาดความยืดหยุ่น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของประเทศเล็กอย่างไทยในการวางแผนพัฒนาท่ามกลางแรงกดดันจากโลกาภิวัตน์และข้อผูกพันระหว่างประเทศ เช่น กรณีประมงผิดกฎหมาย รวมถึงปัญหาการอ้างข้อมูลราชการที่ขาดความน่าเชื่อถือ และความขัดแย้งของร่างกฎหมายที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญและจำกัดบทบาทรัฐสภา จึงเสนอให้เปลี่ยนแนวทางการวางแผนจากแบบรากเป็นแบบกิ่ง หรือแบบยืดหยุ่นที่ปรับตามสถานการณ์จริง โดยเน้นการใช้จุดแข็งของท้องถิ่นและภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อให้แผนพัฒนาตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและลดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับนโยบายที่ถูกผูกมัดกรอบเกินไป

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่นับถือ ผม นิกร จํานง นะครับ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ อยากจะเรียนกับท่านประธาน และคณะกรรมาธิการว่าวาระนี้เป็นวาระที่ผมอึดอัดใจมากในการที่จะอภิปรายเพราะว่า เห็นความตั้งใจและความพยายามของท่านกรรมาธิการ ซึ่งหลายท่านคาบเกี่ยวมาตั้งแต่ สปช. แล้วก็คือทําเรื่องนี้มาตลอดมีความต่อเนื่องมาก ผมเกรงใจมากที่จะอภิปราย และนอกจากนั้นท่านเลขาธิการผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายรวมทั้งรัฐบาลด้วย แล้วก็รวมทั้ง มีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ด้วย ฝ่ายที่เชื่อมโยงมีความเชื่อมโยงกันมั่นคงมากต่อเรื่องนี้ ผมก็เกรงว่าถ้าอภิปรายไปก็จะเกิดความไม่เข้าใจ แต่ว่าเมื่อมองความคาดหวังที่เกิดขึ้น จากเรื่องนี้ ความคาดหวังของทุก ๆ ฝ่าย ก็เกรงว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมาในอนาคตและมี ความเบี่ยงเบนไปก็คงจําเป็นจะต้องอภิปรายตาม ผมศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน ในประเทศกําลังพัฒนามาตามสมควรในเชิงวิเคราะห์ ก็เลยจะเอาความรู้แล้วก็ความเห็น โดยสุจริตที่มีเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับสิ่งที่เรากําลังจะทําอยู่บ้างซึ่งเป็นเรื่องสําคัญอยู่มาก ก็ขออนุญาตท่านประธานว่ามีข้อมูลเกี่ยวเนื่องอยู่บ้าง อาจจะเกินเวลาไปบ้างเล็กน้อยนะครับ

ประเด็นแรก ผมจะขอวิเคราะห์ วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องโดยหลักธรรมดาก็คือ เรื่องเป้าหมายและวิธีการเป็นนัยสําคัญ ยุทธศาสตร์นี้ผมมองว่าอาจจะมีปัญหาตามสมควรในเชิงเป้าหมายเนื่องจากว่าเป็น ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ถึง ๒๐ ปี ซึ่งสิ่งนี้เองเป้าหมายที่ยาวนานและไกลเกินกว่าการควบคุม ของเราจะทําให้ลําบากมากในการควบคุม ประเด็นที่ได้นํามาเสนอผมยกตัวอย่างชัด ๆ ว่า อย่างในกรณีของประเทศมาเลเซียเอง วิชัน ๒๐๒๐ (Vision 2020) ที่ยกขึ้นมาว่าเป็นแผน ที่กําหนดว่า ๒๐ ปีจะมีผลเป็นอย่างนี้ ของมหาเธร์เดิมนะครับ เราจะเห็นว่าเขามีการควบคุม ตรงนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ เป็นเพียงวิชัน (Vision) หรือว่าเป็นมาเลเซียน ไอเดียล (Malaysian ideal) เท่านั้นเอง เราจะเห็นว่าเขามีการวางแผนว่าปี ๒๐๒๐ จะเป็นไปตามนั้น แต่เราเห็น ได้ชัดว่าต่อมาเมื่อเกิดมีปัญหาทางด้านการเงินเมื่อปี ๒๐๐๗-๒๐๑๐ แผนทั้งหมดที่เขา กําหนดไว้นี้ที่เป็นวิชัน (Vision) ของเขา นาจิบเขาขยับไปอีก ๑๐ ปีเลยกลายเป็นว่าจะไป สําเร็จได้อีกในปี ๒๐๓๐ ก็อีก ๑๐ ปีต่อจากแผน แค่ขยับจากปัญหากระทบกระแทก จากทางด้านการเงินของโลกนิดเดียวมันกระเทือนต่อเนื่องไป ตรงนี้ประเทศมาเลเซียเอง เขามีลักษณะแผนที่ค่อนข้างจะมั่นคงเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่ามันเคลื่อนทีเดียว ๑๐ ปีเลย

ประเด็นต่อมาก็คือว่าเป้าหมายที่ยาวจะเป็นปัญหา ทีนี้ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ที่ผมมีความรู้มาก็คือว่าการที่เราเป็นประเทศเล็กนี่ ประเทศเราเล็กมาก แล้วอยู่ปลายน้ํา ของโกลบัลไลเซชัน (Globalization) หรือกระแสโลกาภิวัตน์ โลกานุวัตร ที่เขาเรียกกัน จะทําให้เรายากลําบากในการกําหนดแผน จริง ๆ แล้วการวางแผนลักษณะแบบนี้ก็คือ แผนพัฒนา ๕ ปี เริ่มในประเทศสังคมนิยมทั้งนั้น ครั้งแรกก็คงเริ่มในโซเวียต โซเวียต ยูเนียน ๑๙๒๘ (Soviet Union 1928) เป็นแผนแรกพัฒนา ๕ ปี เริ่มในโซเวียต แล้วหลังจากนั้น ประเทศจีนก็เอาไปใช้ เราจะเห็นว่าในการกําหนดตรงนี้ต้องเป็นประเทศใหญ่มาก แล้วคุมเฟืองทุกอย่างได้ หมายความว่ากลไกต่าง ๆ ในประเทศ ลักษณะของประเทศ แบบสังคมนิยมแบบประเทศจีนก็ดี แบบประเทศรัสเซียก็ดี เขาคุมเฟืองได้ เขาคุมกลไกได้ มีการกําหนดลักษณะแบบนี้ แต่ว่าที่มีการมาใช้กันในประเทศกําลังพัฒนาเกิดจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) มีการกําหนดว่าใครมากู้เงินจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ให้ไปทําแผน ๕ ปีมา แล้วบทสรุปสุดท้ายจากการวิเคราะห์รวมของประเทศที่ไปทําแผน ๕ ปีที่ไม่ใช่เป็น ประเทศมหาอํานาจล้มเหลวทั้งนั้นเพราะไม่สามารถจะควบคุมกลไกในประเทศตัวเองได้ เป็นแบบนี้หมดจากการวิเคราะห์ เพียงแต่ว่าประเทศใหญ่ ๆ อย่างโซเวียต หรือประเทศ มหาอํานาจเท่านั้นที่พอจะควบคุมได้บ้าง แล้วเราเป็นประเทศเล็กมากอยู่ปลายน้ํา ถูกกระทบกระแทก สมมุติเราจะวางแผนเรื่องประมง เราไปเจอไอยูยู (IUU) เข้าเราก็ต้อง เปลี่ยนแผนแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กดดันเรามาก ๆ เพราะฉะนั้นการวางแผนยาว ๆ แบบนี้ ในฐานะเราเป็นประเทศเล็กนี่ลําบากแล้วก็อันตรายมากในการทําให้เป็นไปตามที่เราคิด

ประเด็นต่อมาครับ การทํางานในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วเราก็เลยต้องกําหนดแผน ที่ซับซ้อนมาก มีการเชื่อมโยงกันมาก ประเทศของเราเองเราต้องยอมรับว่าข้อมูลต่าง ๆ ของเรา เรารวบรวมข้อมูลมาจากหน่วยราชการ แล้วหน่วยราชการเองการที่จะเสนอข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่เป็นจริงไม่ค่อยมาก ข้อมูลที่เรามีจะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ เพราะส่วนมากจะเป็นข้อมูลผักชีเยอะ ดังนั้นการที่เราเอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ไม่สามารถ เชื่อถือได้มารวมกัน เราจะไปเข้าคอมพิวเตอร์เครื่องละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผลก็ออกมา ไม่ตก เพราะฉะนั้นเรากําหนดแผนตามนี้จากข้อมูลที่เราขาดแคลนแบบนี้อยู่ในภาวะ ที่อันตรายต่อการกําหนดแผน นี่เป็นข้อจํากัดลักษณะของยุทธศาสตร์ที่เป็น ผมจะไปเร็ว ๆ ว่าถ้าอย่างนั้นเราจะมาดูที่ปัญหาในเรื่องเครื่องมือ วิธีการและเครื่องมือ เราจะเห็นได้ว่าที่เรา ร่างมาตรงนี้มาเกี่ยวข้องตรงนี้มีความเกี่ยวข้องกันหลายชั้นแล้วซับซ้อนมาก ประเด็นที่ว่า ก็คือร่างกฎหมายที่เรากําลังร่างอยู่ตอนนี้จริง ๆ แล้วต้องเกิดขึ้นหลังบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ของเราขณะนี้มีมาก่อนคือมีลูกขึ้นก่อนแม่ แต่เนื่องจากว่าอาจจะเป็น ความจําเป็น แต่ว่ารายละเอียดที่มีการกําหนดก็คืออย่างเช่นว่าการไปฟังความเห็นจาก ประชาชนมาตามร่างกฎหมายที่เรากําลังออก ซึ่งผมเข้าใจว่าต้องเป็นร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญแน่ ๆ เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในมาตรา ๖๑ ตรงนี้เองเราจะเห็นได้ว่าแผนเรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ขณะนี้กําลังจะเสร็จแล้ว แผนเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ววางอยู่ เรากําลัง มีบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญซึ่งยกร่างแล้วยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านวางอยู่เป็นตัวคุมทั้งหมด เรากําลังมีร่างกฎหมายฉบับนี้วางเป็น ๓ ส่วนอยู่ หมายความว่าทั้ง ๓ ชิ้นนี้จะต้องรวมกัน อันนี้เป็นเครื่องมือในการกําหนด ในการเดินหน้า ปัญหาตัวที่ยังไม่แน่นอนว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะผ่านหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนนะครับ แล้วในส่วนการกําหนดถ้าผ่านมีการเปลี่ยน ตรงนี้ที่เราร่าง จะไปขัดกันไหม ผมยกตัวอย่างว่าการฟังความเห็นของประชาชนตอนนี้เราฟังแล้วพอเสร็จ ภายใน ๙๐ วันตามบทเฉพาะกาลเราต้องเดินเลย เท่ากับว่าเราเอาแผนที่มีการกําหนด แล้วมาใส่ลงในยุทธศาสตร์ชาติใช่หรือไม่ ฉะนั้นที่เรากําลังว่าเราจะต้องฟังเสียงในระยะยาว ตรงนี้จะมีปัญหาได้ คือหัวกับท้าย หน้ากับหลัง ความซ้ําซ้อนซับซ้อนตรงนี้จะเป็นปัญหา ในเชิงเครื่องมือในการที่เราใช้

ประเด็นต่อมาก็คือเกี่ยวกับร่างกฎหมายนะครับ ร่างกฎหมายตัวนี้ที่เรากําลัง จะพิจารณากันอยู่ ด้วยความเคารพว่ามีอํานาจมาก ซึ่งสมาชิกก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว บางส่วนผูกพันแล้วก็เหนือรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้เรื่องใหญ่ แต่ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้คงต้องมีการเปลี่ยน หมายความว่าถ้าเสนอไปรัฐสภาไม่เอากลับมา ถ้ายังจะยืนรัฐสภาต้องเอาตาม ตรงนี้เป็นเรื่อง ที่ไม่น่าจะกระทําได้ในเชิงเรื่องการผูกพัน นอกจากนั้นยังมีอํานาจในการเสนอลงโทษ คณะรัฐมนตรีหรือบุคคลได้ เสนอจากตรงนี้นะครับ แล้วก็ยังมีนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ว่าในส่วนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีชุดนี้ แต่ว่าเป็นกรรมการอยู่ด้วยนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วในนี้ มีการกําหนดว่าถ้ารัฐบาลไม่ทําตามยุทธศาสตร์นี้สามารถจะเสนอไปยังหน่วยงานหรือองค์กรอิสระ ดําเนินการให้เป็นไปได้ ทีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายนี้นั่งอยู่ในผู้นํารัฐบาลที่ไม่ทําตาม แต่บังเอิญมานั่งอยู่ในกรรมการด้วย ดังนั้นเขาจะใช้หมวกไหน ตรงนี้ก็แย้งกันอยู่เอง ในตัวกฎหมาย แต่ผมเข้าใจว่าจะมีการไปดําเนินการปรับปรุงตรงนี้อยู่บ้างนะครับ นอกจากนั้น บทเฉพาะกาลที่มีทั้งหมดในร่างกฎหมายฉบับนี้เร่งรัดเราใช้เวลา ๙๐ วันในการดําเนินการ แต่ว่าขาดความชัดเจนตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว ผมจะนําเสนอเรื่องที่เกี่ยวเนื่องว่า จะเป็นอุปสรรคและจะเป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นจริง ๆ จะขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ขอฉายไว้ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมจะอธิบายว่ารัฐบาลเองหรือฝ่ายการเมืองที่จะ เข้ามาในระบบ จริง ๆ แล้วส่วนนี้เป็นเรื่องของระบบการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง และเป็นกลไกในระบบการเมืองที่เกิดขึ้น ผมจะชี้ว่าในส่วนที่ ๑ อาจจะดูไม่ชัด ผมแจกเอกสาร ให้ท่านทั้งหลายไปแล้วด้วยนะครับ ในส่วนแรก ส่วนที่ ๑ จะเห็นได้ว่าตรงนี้เป็นระบบ ของอินพุต (Input) เอาต์พุต (Output) ความต้องการของประชาชน ปัญหาของเขา เรื่องที่ เขาต้องการ เรื่องที่เขาสนใจ จะเข้าไปสู่ระบบของสถาบัน สถาบันทางด้านที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ ก็จะมีพรรคการเมือง พรรคการเมืองเองเมื่อไปตรวจสอบความต้องการปัญหาของประชาชน แล้วเขาจะมากําหนดเป็นนโยบายแล้วนําไปสู่การเลือกตั้ง พอไปสู่การเลือกตั้งประชาชน เลือกตามนโยบายที่เสนอไว้ เขาก็ไปกําหนดเป็นนโยบายตามความต้องการของประชาชน แล้วส่วนนั้นเองระบบของเราจะเข้าไปสู่การจัดตั้งพาร์เลียเมนต์ (Parliament) ของเรา ก็คือรัฐสภา รัฐสภาก็ไปกําหนดเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมา เลือกรัฐบาลขึ้นมา มาเป็นรัฐบาล รัฐบาลตรงนี้ก็เอานโยบายตรงนั้นไปดําเนินการโดยผ่านระบบราชการมาช่วยกันเขียนนโยบาย สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อเนื่องออกไป นโยบายรัฐบาลออกเป็นประกาศ ออกเป็นเอาต์พุต (Output) เป็นปัจจัยส่งออกย้อนกลับไปหาประชาชน ถ้าประชาชนชอบ สอดคล้องกับปัญหาของเขา เขาก็จะมาเลือกรัฐบาลนั้นต่อไป เรื่องนี้จะเกี่ยวเนื่องหมุนวนไป ทีนี้พอเรามีการกําหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมาจะเข้าไปบล็อก (Block) ตรงนี้ทันที หมายความว่า ปัญหาประชาชนที่เกิดขึ้นตามความต้องการของประชาชนเรามีกรอบบังคับ เพราะฉะนั้นจะ ไหลไปตามปัจจัยนําเข้าแล้วก็มีการกําหนดเป็นนโยบายนําไปสู่การเลือกตั้งแล้วก็ย้อนกลับมา ทําให้ตามที่ประชาชนต้องการ จะไปล็อก (Lock) ติดตรงนี้ ประชาชนไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แบบนี้ประชาชนจะมีปัญหากับรัฐบาลได้ และที่ผมเรียนแล้วผมพูดไว้เสมอว่าเรื่องการซื้อเสียง ตราบใดที่ประชาชนเลือกรัฐบาลไป รัฐบาลได้ตอบสนองความต้องการของเขา เขามาเลือกต่อแล้วก็สามารถที่จะแก้ปัญหาเขาได้ ใครไปซื้อเสียงไม่มีความหมาย เพราะว่าเขาจะเดินไปตามนี้ แต่ถ้าเขาเป็นแบบนี้ รัฐบาล ไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนได้เพราะเรามีกรอบของเราอยู่แล้ว ตรงนี้จะมีการขัดกันแน่ในอนาคต และตรงนี้จะเป็นจุดแตกหักที่จะทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก ผมฝากประเด็นตรงนี้ไว้ว่าระบบการเมืองจะมาเป็นปัญหา อุปสรรค และภาวะกดดันต่อเรื่อง ที่เราทํา กดดันกันไปกันมา ยุทธศาสตร์นี้ก็จะไปกดดันรัฐบาล รัฐบาลเองการเคลื่อนตัว ก็จะมากดดันยุทธศาสตร์นี้ เรื่องนี้หลีกไม่ได้แน่ ๆ ผมมีประเด็นนําเสนอครับ ถ้าอย่างนั้น เราควรจะทําอย่างไร

เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) อันต่อไปครับ ผมเรียนว่าแผนที่เราวางตรงนี้ ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นคือเป็นแผนลักษณะที่ซับซ้อน คือเป็นแผนช่วงยาว ๒๐ ปี เหมือนกับว่าเรากําลังจะปลูกต้นไม้โดยหวังผล เราวางแผนตั้งแต่เมล็ดเลย ปลูกเมล็ดลงไปแล้ว ให้งอกขึ้นมา ๕ ปีแรกให้โตเป็นต้นแล้วเราไปหวังผลช่วงปลาย ตรงนี้เราควบคุมสถานการณ์ ไม่ได้เพราะยาวเกินไป ผมเลยเสนอว่าถ้าอย่างนั้นแบบนี้เขาเรียกว่าเป็นรูตเมทอด (Root method) วางกันตั้งแต่ราก ผมจะขอเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราจะปรับยุทธศาสตร์มาเป็น แบบต้นตอแล้วต่อตาต่อกิ่ง หรือบรานช์เมทอด (Branch method) ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่เหมาะสมกับประเทศเรามากกว่าการวางแผนช่วงยาว เพราะเรามาดูว่าประเทศจีน ที่มีการวางแผน เขาเป็นประเทศใหญ่เขามีการกําหนดว่าในครอบครัวให้เป็นวัน ไชลด์ โพลิซี (One child policy) มีลูกคนเดียว พอมาถึงสิ้นแผน แผนที่ ๑๒ ตอนนี้ แผนที่ ๑๓ เปลี่ยนแล้ว เพราะว่าคนไม่พอมาทํางาน ประเทศจีนยังเปลี่ยนเป็นทู ไชลด์ โพลิซี (Two child policy) ก็คือเปลี่ยนมาเป็นให้มีลูก ๒ คน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักกันทันเพราะว่าไม่มีแรงงาน สิ่งเหล่านี้ หมายความว่าให้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ นั่นเป็นประเทศใหญ่ แต่อย่างเรา เล็ก ๆ ผมเสนอแบบนี้ครับ เสนอว่าใช้เป็นลักษณะของการต่อตาต่อกิ่ง หรือบรานช์เมทอด (Branch method) ต่อตาต่อกิ่งจะดีกว่า วิธีการก็คือเราศึกษาว่าแผ่นดินของเราเป็นอย่างไร จุดแข็งของเราคืออะไร จุดแข็งของเราก็คือการที่บรรพบุรุษเรามาวางไว้ตรงปากแม่น้ํา เราสามารถผลิตอาหารได้ดี นี่คือจุดแข็งของเรา แลนด์ (Land) ของเรา แล้วเราก็อยู่ในศูนย์กลาง คือเราเป็นประเทศสารพัดเหลี่ยม เราอยู่หกเหลี่ยมเราก็อยู่ สามเหลี่ยมอิรวดีเราก็อยู่ สามเหลี่ยมทางตอนใต้เราก็อยู่ ตรงจุดนี้เราได้เปรียบมากนี่คือได้เปรียบในลักษณะ ที่เป็นแลนด์ (Land) คนของเราเองก็ดี คนของเราเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร เรามีโอภาปราศรัย เรามีนิสัยที่ดี การให้รองรับนักท่องเที่ยวหรือว่าความชํานาญในเรื่องการเพาะปลูกเราก็ดีมาก ตรงนี้คนของเราเป็นหัวใจสําคัญ และต่อจากนั้นสุดท้ายที่ผมเขียนไว้ก็คือแพลน (Plan) แต่ผม เขียนว่าโอลด์ (Old) ก็คือว่าแผน ๑๒ แผนที่เราร่างอยู่เดิม ถ้าตามกลไกก็คือว่าแผนพัฒนา ๕ ปี เป็นสิ่งที่จะล้มเหลวไปเรื่อย อยากจะให้ไปรวบรวมความล้มเหลวของแผนพัฒนา ๕ ปี ที่ว่าต้นแผนปลายแผนไม่ตรงกันตอนนี้เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว เอามารวบรวมหาข้อผิดพลาด เราจะเห็นเลยว่าปัญหาของเราอยู่ตรงไหนแล้วเอามาวางแผนต่อ สิ่งที่ผมต้องการ ท่านประธาน ที่เคารพครับ อยากจะขอเสนอว่าเราก็ทําเป็นต้นตอไว้ ต้นตอหมายความว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง ที่ทนแดด ทนฝน ทนแมลง เหมาะกับแผ่นดินนี้ที่ตรงนี้ แล้วเราต่อตาต่อกิ่งเข้าไป การต่อตา ต่อกิ่งจะดีตรงที่ว่าพืชพันธุ์ชนิดนี้เป็นที่นิยมใน พ.ศ. นี้ ขณะนี้เราก็ปลูกตรงนี้ต่อตาเข้าไป ถ้าไม่เป็นที่นิยมเราก็เปลี่ยน ยกตัวอย่างเรื่องประมง เราเดินแบบนี้โดนไอยูยู (IUU) กดดัน เราก็เปลี่ยนไปว่าภาคการผลิตสินค้าไปขายยุโรปที่เป็นแสน ๆ ล้านบาท จากเดิมเป็นสินค้า ประมง จริง ๆ แล้วเราก็สวิตช์ (Switch) มาเป็นสินค้าปลากระป๋องเหมือนกัน แต่ว่าเป็นสินค้า อุตสาหกรรม เพราะจริง ๆ แล้วที่มากดดันเราเรื่องปลาทูน่า (Tuna) ผมยกตัวอย่าง เราไม่จับปลาทูน่า (Tuna) เลย ทูน่า (Tuna) เรานําเข้าหมดแล้วทําไมจะต้องโดนด้วย ก็กลายเป็นว่ายุทธการนี้เขากดดันเรามากเกินไป เราจะได้พลิ้วหนีไปได้ แล้วเราอาจจะมีการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวให้ดีขึ้นแต่เราก็ต้องป้องกัน ไม่ใช่ว่าให้คนอื่น มาทําเหมือนเมื่อวานที่มีการอภิปรายไปแล้วมาทําธุรกิจท่องเที่ยวเสียเอง หรืออุตสาหกรรม ของเราถ้าผลิตแล้วกลายเป็นสินค้าไม่ใช่ไทยผลิต กลายเป็นผลิตในไทย เช่นรถยนต์ สักพักเขาจะหนีไปที่อื่น แต่ถ้าหากว่าให้ต่างประเทศอย่างประเทศญี่ปุ่นมาทําสินค้าเป็นเรื่องของ อาหารและส่งไปแบบนี้เราจะได้เปรียบ ผมก็ขอสรุปนะครับ ผมมีความเห็นว่ายุทธศาสตร์ คงจะต้องมีแต่กรอบ คงจะเป็นแนวทาง อย่าให้เป็นกรอบเพื่อกดดัน แล้วก็ขอความกรุณา ต้องอธิบายว่าไม่อย่างนั้นจะย้อนกลับไป คือผมเป็นฝ่ายการเมืองก็ปกป้องตรงนี้นิดหนึ่งว่าเรา ก็หวังดีต่อประเทศเหมือนกัน แต่ว่าความขัดแย้งเราก็ต้องตอบสนองต่อประชาชน แล้วถ้ามีอะไรมาล็อก (Lock) เอาไว้จะทํากันอย่างไร สุดท้ายก็จะขอเสนอเป็นความเห็น เผื่อว่าจะมีการได้รับการพิจารณาตามสมควร กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ