คํานูณ ชี้แจงกลไกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ห่วงไม่โปร่งใส-เสนอปรับโครงสร้าง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

คํานูณ สิทธิสมาน อภิปรายสนับสนุนหลักการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมชี้แจงเพื่อคลายความกังวลว่าไม่ใช่อำนาจอธิปไต้ชั้นที่สี่หรือ คปป. โดยเน้นบทบาทเป็นหน่วยงานบูรณาการนโยบายระยะยาวที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และเสนอแนะปรับปรุงร่างกฎหมายหลายประการ ทั้งในเรื่ององค์ประกอบคณะกรรมการชุดแรก อำนาจหน้าที่ การกำหนดวาระ รายได้ของประธาน และการติดตามประเมินผล รวมถึงเสนอให้รับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างชัดเจนเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นของทุกคนและส่งเสริมความสมดุลทางการเมืองเพื่อสันติสุขที่ยั่งยืน

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ผมมีความประทับใจ ในการชี้แจงของคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งทั้งถ้อยคําและเอกสารประกอบ แสดงว่า มีความพร้อมในทางวิชาการสูงอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่กระผมจะอภิปรายต่อไปนี้ กระผม ขอกราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่ากระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในหลักการ แต่ว่าในรายละเอียดนั้น ก็มีความสําคัญอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะบางครั้งสังคมไทยหรือสังคมการเมืองของไทย ผมเชื่อเสมอมาว่า ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษนะครับว่าเพอร์เซปชัน (Perception) สําคัญกว่าแฟกต์ (Fact) แฟกต์ (Fact) จะเป็นอย่างไรบางทีสังคมไม่รับรู้ แต่เพอร์เซปชัน (Perception) ที่แสดงออกมาอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความหวาดระแวงหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ของบ้านเมืองปัจจุบันที่พูดตรง ๆ ว่าความขัดแย้งนั้น ก็ยังไม่เป็นที่ยุติครับ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ยุทธศาสตร์ชาติเป็นพาดหัวตัวไม้หนังสือพิมพ์ มาตั้งแต่วันศุกร์มาตกไปวันนี้เพราะพระท่านมาช่วย ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ๒ ประการ ด้วยกัน ซึ่งเป็นประการใหญ่มากนะครับ ก็คือ ๑. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะเป็น อํานาจอธิปไตยที่ ๔ หรือที่ ๕ หรือที่ ๖ หรือไม่ ๒. ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะเป็น คปป. แฝงมาหรือไม่ ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตช่วยคณะกรรมาธิการชี้แจงใน ๒ ประเด็นนี้นะครับ เพราะว่าบังเอิญเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป ซึ่งมีเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง คปป. ชื่อเต็มก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป และการปรองดองแห่งชาติ ยุทธศาสตร์เหมือนกันครับ ก็อยากจะขอกราบเรียนว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่อํานาจอธิปไตยที่ ๔ หรือที่ ๕ หรือที่ ๖ ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่งเท่านั้น สาเหตุที่ไม่ใช่องค์กรอํานาจอธิปไตยก็เพราะว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่ได้มีหน้าที่ในการใช้อํานาจอธิปไตยทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ อันนี้ชัดเจนอย่างยิ่งครับ แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ๒๐ ปีนั้นก็ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติก็เพียงแต่ต้องการที่จะเป็นองค์การที่บูรณาการให้ประเทศไทยสามารถจะมี กรอบทิศทางนโยบายกลางที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพราะการเมือง ซึ่งก็เป็นความฝัน หรือความคาดหวังของสังคมไทยมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ ที่มีการบรรจุ หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐขึ้นไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นฉบับแรกแล้วก็บรรจุต่อมาอีก ๖ ฉบับ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีลักษณะกึ่งสภาพบังคับมากขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้ขยายแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐออกเป็น ๙ ด้านด้วยกัน และพยายามที่จะให้มีสภาพบังคับก็คือในการแถลง นโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าแนวนโยบายข้อไหนนั้นสอดคล้องกับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับท่านประธาน เพียงแต่ว่า จะนําบูรณาการทุกแผนมาอยู่ในแผนเดียวกัน ผมพูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็คือเปรียบเสมือน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขยายส่วนไปทุกภาค เปรียบเสมือนแผนความมั่นคงแห่งชาติ ที่ขยายส่วนไปทุกภาค ถ้าผิดคณะกรรมาธิการก็ช่วยชี้แจงด้วยนะครับ ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ ทีนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป. ขออนุญาตชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะอะไรครับ

ประการที่ ๑ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอายุอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติมีผลใช้บังคับ รัฐธรรมนูญยังคงบังคับใช้อยู่ แต่ว่า คปป. เขาเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปบัญญัติขึ้นมาให้อยู่เพียง ๕ ปีแล้วสิ้น สภาพไป ถ้าจะต่ออายุได้อีกไม่เกิน ๕ ปีก็ต้องโดยการประชามติ

ประการที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่แต่เพียงจัดทําแผน ยุทธศาสตร์ชาติหรือศึกษาปรับปรุงเท่านั้น แต่ คปป. เขาถูกออกแบบมาให้เป็นกลไกในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง อันนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ประการที่ ๓ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่มีผู้บัญชาการเหล่าทัพในราชการ เป็นกรรมการโดยตําแหน่งแม้แต่คนเดียว มีเพียงเสนาธิการทหารเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง ในกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ ๑ คนเท่านั้น และมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ๓ คน ร่วมเป็น กรรมการคัดสรรกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็น ๓ คน ใน ๒๖ คนครับ ไม่ได้มีบทบาทอะไร มากมายนัก

ประการที่ ๔ คปป. นั้นสามารถใช้อํานาจแทนคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ ในยามวิกฤติร้ายแรงภายใต้ ๕ เงื่อนไข ไม่ต้องเอ่ยถึงนะครับ แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีอํานาจเช่นว่านั้นเลยครับ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ประการนี้ ก็น่าจะพอทําให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป. แฝงมา และไม่ใช่อํานาจอธิปไตยที่ ๔ หรือที่ ๕ หรือที่ ๖ อะไรก็ว่ากันไปนะครับ แต่ว่าสาเหตุที่ ก่อให้เกิดความเข้าใจหรือความไม่เข้าใจ หรือก่อให้เกิดเพอร์เซปชัน (Perception) เช่นว่านั้น กระผมว่านอกจากความจงใจของบางฝ่ายแล้ว นอกจากสภาพของความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังคงดํารงอยู่แล้ว กระผมต้องขออนุญาตกล่าวด้วยความเคารพว่าตัวบทบัญญัติใน ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาตินั้นเองในบางส่วนนั้นก็ส่อให้คิดเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้น กระผมขอเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขรวมทั้งสิ้นเท่าที่คิดออกในขณะนี้นะครับ ๑๑ ประการ ด้วยกัน โดยจะชี้ให้เห็นแล้วก็เรียงลําดับความสําคัญลงมาซึ่งขออนุญาตใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาที ไปอีกสักระยะหนึ่งนะครับท่านประธาน

ความสําคัญประการแรกที่สุดก็คือบทเฉพาะกาลครับ บทเฉพาะกาลมีความสําคัญ อย่างยิ่งเหมือนเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง บทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๕๖ นั้น ท่านกําหนดให้คณะกรรมการชุดแรกในวาระแรก เริ่มมีอายุ ๔ ปี แต่กําหนดให้เมื่อครบ ๔ ปีแล้วจับสลากออกครึ่งหนึ่งเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๑ คนที่อยู่เต็มวาระ ๘ ปี ส่วนกรรมการ ที่มาโดยตําแหน่งนั้น มาตรา ๕๕ ได้กําหนดโครงสร้างของกรรมการในวาระแรกแตกต่าง ออกไปจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในบทบัญญัติตามปกติในมาตราต้นครับ โดยกําหนดให้ นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็เป็นที่เข้าใจว่าบทเฉพาะกาลนี้กําหนดองค์ประกอบใหม่ของคณะกรรมการในชุดแรกขึ้นมา ทีนี้เมื่อมีการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็จะต้องพ้น จากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกไป อันนี้ชัดเจนครับ แต่ประเด็นก็คือว่าในเมื่อท่าน ไปกําหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกขึ้นมาใหม่ว่าประกอบด้วย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยไม่ได้มี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเอาไว้ แล้วในตอนท้ายของมาตรา ๕๕ วรรคแรกท่านเขียนไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งใดในกรรมการโดยตําแหน่ง ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการโดยตําแหน่งที่มีอยู่และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็จะเกิดช่องว่างและเกิดการตีความได้ว่าเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อมีวุฒิสภาแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาตัวจริงของจริงจะไม่สามารถเข้ามาเป็น กรรมการโดยตําแหน่งแทนที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้ กระผมพยายามอ่านทบทวนดูแล้วก็ก่อให้เกิดความเข้าใจเช่นว่านั้น ก็สามารถปรับแก้ให้เกิดความชัดเจนได้ครับ แต่ที่สําคัญก็คือกระผมเห็นว่าคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกไม่ควรอยู่ไปจนถึง ๘ ปี หรือ ๔ ปี แต่ควรอยู่เฉพาะเมื่อมีรัฐบาลใหม่ แล้วดําเนินการสรรหาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดใหม่ทั้งหมดโดยวุฒิสภาชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง กระผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าและทําให้เกิดความหวาดระแวง น้อยกว่านะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องเนื้อหาของยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่เป็นปัญหาครับ เพราะว่าในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๓ กําหนดไว้ชัดเจนครับว่า พระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จภายใน ๙๐ วัน แผนยุทธศาสตร์ชาติต้องเสร็จ ภายใน ๑ ปี เพราะฉะนั้นก่อนจะมีรัฐบาลใหม่แผนยุทธศาสตร์ชาติเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย จึงไม่มีเหตุผลประการใดเลยที่จะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในวาระเริ่มแรกอยู่ไปถึง ๘ ปี และ ๔ ปี เปลี่ยนเมื่อมีรัฐบาลใหม่จะชัดเจนดีกว่าครับ เพราะว่าแค่แผนเสร็จตั้งแต่ ก่อนมีรัฐบาลใหม่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากพอสมควรอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นเนื้อหา ในร่างรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลกระผมจะไม่พูดถึงครับ

ต่อมาประเด็นที่ ๒ ที่ควรแก้ไขก็คือมาตรา ๘ ในเรื่องการให้ความเห็นชอบ ยุทธศาสตร์ชาติ กระผมเห็นว่าควรให้เป็นอํานาจสูงสุดของรัฐสภา ถ้ามีความขัดแย้ง หรือเห็นต่างกันระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับรัฐสภานี้ออกแบบให้มี คณะกรรมการร่วมได้ แต่ว่าถึงที่สุดแล้วถ้าจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษก็คือว่าอํานาจ ในการเซย์ เดอะ ลาสต์ เวิร์ด (Say the last word) ควรจะต้องเป็นของรัฐสภาครับ เพื่อตอบคําถามได้ว่าผ่านความเห็นชอบจากผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แต่ว่า ในมาตรา ๘ จะมีบางประการที่ระบุไว้ว่าให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบก็คืออํานาจ ในการเซย์ เดอะ ลาสต์ เวิร์ด (Say the last word) อยู่ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กระผมขอให้เปลี่ยนแปลงครับ

ประเด็นที่ ๓ อันนี้ก็สําคัญมากอย่างยิ่งเช่นกันครับ มาตรา ๒๕ การกําหนด รายได้ของประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติให้เทียบเท่าประมุขของอํานาจอธิปไตย ทั้งสาม กระผมเห็นว่าไม่จําเป็นต้องระบุไว้เช่นนั้น แม้จะเข้าใจในเจตนาดีของคณะกรรมาธิการ แต่ว่าในกฎหมายลักษณะนี้เขาก็เขียนไว้แต่เพียงว่า ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาก็พอ การที่ไปล็อก (Lock) ไว้ว่ารายได้ของประธานกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติให้เอาบัญชีรายได้ของนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา หรือประธานศาลฎีกา มาใช้บัญชีใดบัญชีหนึ่ง อันนี้ละครับเพอร์เซปชัน (Perception) ก็เลยเกิดว่านี่จะเทียบเท่า อํานาจอธิปไตยเชียวหรือ มาตรา ๘ เปลี่ยนแปลงก็ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอะไรครับ

ประเด็นที่ ๔ กระผมเห็นว่าควรตัด อํานาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ในการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผล ออก โดยตัดมาตรา ๑๓ (๙) และมาตรา ๓๗ ออก เพราะโดยสภาพแล้วควรจะเป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แล้วถึง เขียนไว้ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็ดําเนินการอะไรเองไม่ได้ครับ ก็ต้องไปแจ้งองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือองค์กรอื่น สุดแท้แต่จะออกแบบกันไป แล้วที่สําคัญครับท่านประธาน เราก็ต้องเข้าใจว่าคณะรัฐมนตรีหลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประกาศใช้แล้ว ถ้าเผื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายไม่เปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องผูกพันจัดทํา นโยบายและจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว ตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๓๗ ถ้าไม่ทําคืออะไรครับ ถ้าไม่ทําก็คือเท่ากับท่านไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ ก็เข้าข่ายที่จะถูกกล่าวหาได้ตามมาตรา ๒๓๐ มาตรา ๒๓๑ ที่ระบุว่าจงใจ ใช้หน้าที่และอํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอยู่แล้ว มีโอกาสที่จะมี ความผิดถูกฟ้องร้องไปยัง ป.ป.ช. อยู่แล้ว ไม่ควรที่จะต้องไปบัญญัติไว้เป็นอํานาจของ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดความหวาดระแวงกันขึ้นมาอีกนะครับ

ประการที่ ๕ อํานาจการชี้ขาดว่าหน่วยงานของรัฐใดควรดําเนินการเรื่องใด ในมาตรา ๑๔ กระผมเห็นว่าควรให้เป็นอํานาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หรืออย่างมากก็ควร ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นอํานาจชี้ขาด ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติครับ เพราะเป็นเรื่องของการบริหารโดยแท้เช่นเดียวกัน

ประการที่ ๖ ต่อไปนะครับ อํานาจยกเว้นไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ กรณีมีเหตุฉุกเฉินในมาตรา ๑๕ ก็ควรให้เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ แม้แต่การออกพระราชกําหนดซึ่งเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร อะไรจะตีความว่าเป็นกรณี ฉุกเฉิน เร่งด่วน จําเป็น อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็ให้สิทธิฝ่ายบริหารไว้ครับ คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติไม่จําเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องตรงนี้ครับ

ประการที่ ๗ อยู่ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ซึ่งท่านประธานได้กรุณาพูด ไปแล้วว่าควรกําหนดอายุขั้นสูงของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และกรรมการบริหารหรือไม่ ไม่กําหนดก็มีเหตุผลอธิบายได้ว่าจะเทียบเคียงกับกรรมการสภาพัฒน์ หรือเทียบเคียงกับ กรรมการกฤษฎีกา หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในทางปฏิบัติ ท่านก็อยู่จนเสียชีวิตทุกท่านนะครับ แต่ว่าสมควรหรือไม่ ประการใดท่านต้องพิจารณาครับ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘

ประการที่ ๘ วาระการดํารงตําแหน่งของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติควรจะให้ ต่ํากว่า ๘ ปีหรือไม่ อันนี้ท่านก็ต้องพิจารณาให้มีความชัดเจนครับ แล้วที่สําคัญก็คือว่าวาระ ของกรรมการบริหารด้วยเช่นกันว่าควรจะมีวาระเท่าไร กระผมเห็นว่าควรจะต้องกําหนดไว้ เท่า ๆ ที่มีอยู่ อาจจะตกหล่นหรืออย่างไรไม่ทราบ ก็คือว่าไม่ได้กําหนดไว้

ประการที่ ๙ มาตรา ๕๒ ควรปรับปรุง ไม่ควรให้สถานะของสํานักงาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเทียบเท่ากับศาลหรือองค์กรอิสระในกรณีที่ไปกําหนดไว้ว่า ให้จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพราะว่าการกําหนดให้จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอเอาไว้ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ วรรคสอง ซึ่งกําหนดไว้กับศาลและองค์กรอิสระเท่านั้น การที่เรามากําหนดไว้ในกฎหมายลําดับรองจะมีปัญหาหรือไม่ ประการใด และอีกเช่นกันครับ จะทําให้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นเสมือนองค์กรอิสระ หรืออย่างไร

ประการที่ ๑๐ กระผมเห็นควรว่าควรให้แก้ไขมาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ น่าจะเหมาะสมกว่าประธานรัฐสภาครับ

ประการที่ ๑๑ ก็สําคัญที่สุดเช่นกันครับ การทําอย่างไรให้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นของประชาชน การบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ วรรคสอง ว่าต้องรับฟังความเห็นและการมี ส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงนั้นเป็นเรื่องสําคัญครับ แต่กระผมเห็นว่า ควรจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้ ๓-๔ มาตรา หรือรายละเอียดอย่างไรก็ได้ แต่ควรจะต้อง กําหนดไว้ให้ชัดเจนว่าจะรับฟังอย่างกว้างขวาง อย่างทั่วถึงอย่างไร ด้วยวิธีการใด เพราะว่า มาตรานี้ก็เป็นเพียงการล้อข้อความของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ ที่กําหนดไว้ว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด โดยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย เราไปล้อคําในร่างรัฐธรรมนูญมา หรือร่างรัฐธรรมนูญเขียนตรงใจกับเราก็ไม่ทราบนะครับ แต่ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเขากําหนดว่าให้กฎหมายลําดับรองมากําหนดวิธีการรับฟังเสียงของ ประชาชนไว้ ของเราก็มาเขียนไว้ใช้ถ้อยคําเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญแต่ไม่กําหนดวิธีการไว้ โยนไปให้เป็นหน้าที่ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กระผมเห็นว่าไม่ควรครับ ควรจะต้อง กําหนดให้ชัดเจน จบแล้วครับ

ท่านประธานครับ ๑๑ ประการอย่างย่นย่อซึ่งกระผมได้ส่งเอกสารผ่าน ท่านประธานไปแล้วจะได้ส่งให้คณะกรรมาธิการอีกทีหนึ่ง เกิดขึ้นโดยเจตนาดีอย่างยิ่งครับ ที่ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความไม่เข้าใจ เพราะว่ากระผมชื่นชมอย่างยิ่ง ที่ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็น ของประชาชนครับ เราจะทํางานนี้ได้สําเร็จเราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้ เป็นของคนไทยทั้งชาติทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วต้องปฏิบัติตามกรอบและทิศทางที่วางไว้ล่วงหน้าโดยที่พวกเขา ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกําหนด เราจะออกแบบอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลกันขึ้นมาครับ ความสมดุลนี้กระผมเห็นว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยในยุคต่อไป จะมีสันติสุขได้อย่างถาวรหรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ