เสรี สุวรรณภานนท์ สนับสนุนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่เป็นการวางรากฐานการปฏิรูปประเทศในช่วงที่ยังมีความเป็นธรรม ก่อนที่การเมืองจะถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์และอำนาจจากการเลือกตั้ง โดยเสนอให้ปรับปรุงร่างกฎหมายคณะกรรมการยุทธศาสตร์ให้สมเหตุสมผลและสอดคล้องกัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ในการเสนอรายงานแล้วก็ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนี้นะครับ ผมพยายาม ที่จะพิจารณาแล้วก็ดูความจําเป็นของการให้มียุทธศาสตร์ชาติเกิดขึ้น ผมขออนุญาตเรียนว่า ในส่วนความจําเป็นดังกล่าวนี้หลายท่านอภิปรายแล้วซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศเรานั้นควรมียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน สิ่งสําคัญของการมียุทธศาสตร์ชาติก็คือ การกําหนดเป้าหมาย กําหนดทิศทางในการบริหารประเทศที่ยั่งยืนแล้วก็สามารถที่จะมีผล ให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดการบริหารประเทศส่วนใหญ่ ก็ให้ความสําคัญไปที่แนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ในทางปฏิบัติแล้วแนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนั้นถึงแม้จะมีความชัดเจนว่ารัฐต้องทําอะไรบ้าง แต่ก็ปรากฏว่าทําบ้าง ไม่ทําบ้าง แล้วก็ทําในบางช่วงเวลา ทําตามนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาซึ่งเปลี่ยนไป ตามเหตุการณ์ สถานการณ์ และตัวรัฐบาลที่เข้ามาในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่ทําให้ ประเทศไทยเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองก็เพราะความชัดเจนของการบริหาร ประเทศนั้นไม่ชัดเจนไม่แน่นอน ดังนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติที่ท่านกรรมาธิการได้พิจารณาและเสนอขึ้นมานั้นก็จะทําให้ การพัฒนาประเทศมีความยั่งยืนแล้วก็สามารถไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือคณะกรรมการ คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาทําหน้าที่เหมือนกับคอย ประคับประคอง คอยกําหนดทิศทางในการบริหารประเทศตามยุทธศาสตร์ไม่ให้เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาอย่างที่กราบเรียน สิ่งที่เป็นปัญหาของบ้านเมืองไทยก็คือที่ผ่านมานั้นการบริหาร ประเทศแฝงอยู่กับอํานาจแล้วก็ผลประโยชน์ของคนบางคน และคนบางกลุ่มเป็นสําคัญ หลาย ๆ เรื่องที่ถูกเข้ามาใช้เป็นนโยบายในการบริหารประเทศก็จะถูกการนําไป หาผลประโยชน์ โดยประเทศไทยเหมือนเป็นแหล่งลงทุน เป็นที่ทํามาหากินมายาวนาน คนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนก็คือประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเราได้สูญเสียผลประโยชน์ ไปมากมายกับการมีนโยบายที่ไม่แน่นอนดังกล่าว แล้วก็แฝงด้วยอํานาจในทางการเมือง ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มทุนในหลาย ๆ กลุ่ม ประเทศไทยจึงเป็นแหล่งทํามาหากิน ของนักการเมือง ของคนบางคนที่ไม่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน เป็นส่วนรวม เป้าหมายของการบริหารประเทศที่ผ่านมามีแนวทางในการที่จะก่อให้เกิด ผลประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคือระบบงานราชการ ถ้าหากว่า เรามีแนวทางการบริหารประเทศ มียุทธศาสตร์ในการจะนําพาไปสู่เป้าหมายของการบริหาร ประเทศที่ยั่งยืน งานระบบราชการเองก็มีส่วนสําคัญของการที่จะเป็นกลไกของรัฐ ในการบริหารประเทศ งานราชการเองนั้นก็แปรเปลี่ยนไปตามอํานาจที่เข้ามาบริหารประเทศ ในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ดังนั้นสิ่งที่เป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยก็คือ ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอยุทธศาสตร์ชาติ ถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะต้องให้มี ความชัดเจนในเป้าหมายการกําหนดทิศทางของประเทศดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะมี ข้อทักท้วง ผมว่ากรรมาธิการท่านเองก็คงจะต้องนําไปพิจารณาแล้วก็ดูว่าสิ่งที่สมาชิก ได้ทักท้วงนั้นจะทําอย่างไรให้สามารถที่จะตัดหรือขจัดสิ่งซึ่งเป็นอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น หรือทําอย่างไรให้แนวทางที่จะก่อให้เกิดยุทธศาสตร์นั้นผ่านพ้นไปได้ แม้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับ หน่วยงานที่จะเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อทักท้วงที่น่ารับฟัง เพราะว่าเราก็พยายามจะกําหนด ทิศทางอะไรต่าง ๆ ในการที่จะไม่ให้มีการสร้างหรือกําหนดหน่วยงานราชการที่มากเกินไป ดังนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาดู ในร่างกฎหมายดังกล่าวนะครับ ก็ฝากความเห็น อย่างเช่นมาตรา ๒๗ ไปกําหนด ช่วงระยะเวลาในกรณีที่มีพระราชบัญญัติใช้บังคับแล้ว ๙๐ วัน แต่ยังไม่มีคณะกรรมการ ตามมาตรา ๕๕ ยกตัวอย่างอันนี้เป็นสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะบางช่วงเวลา ท่านจะนําไปไว้ในบทเฉพาะกาลไหม อันนี้ก็ฝากพิจารณา ส่วนมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ จริง ๆ แล้วน่าจะไปอยู่ในส่วนที่ ๑ เพราะเป็นเรื่องของการให้ได้มาซึ่งกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ แต่พอเวลาเราไปจัดส่วนที่ ๑ กับส่วนที่ ๒ ก็เลยทําให้กรรมการสรรหา แทรกเข้ามา พอแทรกเข้ามาแล้วในส่วนคุณสมบัติของกรรมการก็ไปอยู่ในส่วนที่ ๒ กระโดดไปกระโดดมาอย่างไรไม่ทราบ เพราะว่าโดยหลักส่วนใหญ่พอเวลามีคณะกรรมการขึ้นมา กระบวนการ ขั้นตอน ถ้ามี กรรมการสรรหาก็จะอยู่ในส่วนเดียวกัน ในหมวดเดียวกัน แต่พอเราไปแยกส่วนก็เลย ทําให้เนื้อหากระโดดข้ามกันไปนะครับ อันนี้ก็จะฝากท่านพิจารณาเพื่อเรียงบทบัญญัตินั้น ให้สอดคล้องต้องกัน
ทีนี้ประเด็นสําคัญอีกอันหนึ่งท่านประธานครับ มีการพูดกันอยู่หลายครั้งว่า ยุทธศาสตร์ชาติที่เรากําลังคิดกันอยู่นี้จะเป็นการสืบทอดอํานาจอะไรไหม ผมก็พยายาม จะดูว่าเป็นสิ่งที่บางคนเอามาพูดแล้วจะทําให้เกิดความไม่สบายใจว่าการสืบทอดอํานาจนั้น คืออะไร การสืบทอดอํานาจก็อาจจะเป็นเรื่องที่ว่าเรามีอํานาจอยู่เดิม แต่พอเราจะมี กฎหมายใหม่เราก็ไปสืบทอดอํานาจนั้นต่อนะครับ แต่ผมก็พยายามดู อย่างเช่นมาตรา ๕๕ ในบทเฉพาะกาล จริง ๆ แล้วในมาตรา ๕๕ ก็เป็นเพียงเรื่องที่กําหนดบุคคลหรือองค์กรให้มา รับผิดชอบในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติให้เกิดขึ้น ก็คือมีแต่หน้าที่ หน้าที่คือต้องมี ยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ แต่อํานาจยังไม่ปรากฏตรงไหนว่าถ้าหากมาทํายุทธศาสตร์ชาติแล้วจะมี อํานาจอะไรเกิดขึ้น ผมก็เลยมองเพื่ออธิบายชี้แจงว่าในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องสืบทอดอํานาจอะไร เพียงแต่ว่าเราก็ต้องพยายามดูรายละเอียดให้รอบด้านว่า ถ้าหากเราไม่มีคําตอบให้ก็อาจจะทําให้สาธารณชนเข้าใจผิด หรืออาจจะทําให้คนที่คิดว่า การดําเนินการดังกล่าวนั้นจะก่อให้เกิดอํานาจสืบทอดกันไป ข้อสําคัญก็คือยุทธศาสตร์ชาตินี้ ควรต้องทําในยุคนี้ ช่วงนี้ เราจะไปบอกว่าถ้ามียุทธศาสตร์ชาติขอให้รัฐบาลหน้ามา เราก็หวังว่ารัฐบาลหน้าจะมาจากการเลือกตั้งครับท่านประธาน การเลือกตั้งก็คืออํานาจ กับผลประโยชน์อีกนั่นละ ดังนั้นถ้าหากว่าไม่ทํายุทธศาสตร์ชาติในช่วงเวลานี้ พอเวลา มีการเลือกตั้งเข้ามายุทธศาสตร์ชาติก็จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของอํานาจ กับผลประโยชน์เข้ามาอีก ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เราไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไร แต่เรามี ความหวังดีว่าประเทศเราจะสามารถเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยแนวทางที่เราจะกําหนดทิศทาง โดยสุจริตใจนะครับ ดังนั้นเมื่อเราจะจัดทํายุทธศาสตร์ชาติก็ควรเป็นในช่วงเวลาที่เรากําลัง ปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องปฏิรูปประเทศ ให้สําเร็จให้ได้ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติผมเห็นว่าควรสนับสนุนให้มีแล้วก็ดําเนินการ ให้บรรลุผลสําเร็จให้ได้ ขอบพระคุณครับ