เพิ่มพงษ์ แจงยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเป็นวาระร่วม-ไม่เอียงข้างการเมือง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต ขออนุญาตท่านประธานก่อนเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ จำนวนสามข้อ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติในการกำหนดทิศทางประเทศอย่างร่วมมือกัน พร้อมเสนอให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและยกตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อผลักดันให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นวาระแห่งชาติที่อยู่เหนือการเมือง และตั้งข้อสังเกตถึงการออกแบบร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับรัฐสภา รวมถึงความเหมาะสมของอำนาจที่อาจเหนือกว่ารัฐสภาในบางกรณี พร้อมแสดงความกังวลต่อการมีอำนาจชี้ขาดงบประมาณและการกำกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งกับ ครม. และปัญหาการทับซ้อนของกลไกตรวจสอบ จึงเสนอให้ทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานราชการกว่า 30 แห่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมเร่งรัดจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจนและเข้าถึงได้จริง รวมถึงการประเมินผลอย่างเป็นระบบเพื่อความมั่นคงระยะยาว

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ มี ๓ ประเด็นที่จะให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะนะครับ

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของความสําคัญทางยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าที่จริง เรื่องยุทธศาสตร์มีความสําคัญอย่างมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาตินะครับ แล้วก็คือว่า เป็นครั้งแรกที่เราได้มีการกําหนดไว้ ประเทศต่าง ๆ ในโลกไม่ว่าจะการเมืองมั่นคง หรือการเมืองไม่มั่นคง ที่จริงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติมีความสําคัญทั้งสิ้น ประเทศที่มีการเมือง มั่นคงกําหนดยุทธศาสตร์ได้มีโอกาสได้รับการปฏิบัติอย่างสูง แต่ขณะเดียวกันประเทศ ที่การเมืองไม่ได้มั่นคงมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตลอดเวลา การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ แต่อย่างน้อยที่สุดเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญมาก เพราะจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตอบสนองความต้องการของประเทศในอนาคต อันนี้ผมคิดว่าถ้าเรากําหนดตรงนี้ไว้เป็นเรื่องที่ดี ที่จริงยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องหลายเรื่อง เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ เป็นเรื่องของทิศทาง เป็นเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องของ มาตรการ ทุกอย่างรวมกันก็จะเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ประเทศ ที่กําหนดไว้เขากําหนดอยู่ ๔-๕ อย่าง อันนี้เหมือน ๆ กันหมด คงไม่กําหนดอย่างใด อย่างหนึ่งนะครับ เท่าที่ผมดูมาบ้างหลายประเทศตัวอย่างที่ใกล้ ๆ เรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนก็ดี ประเทศมาเลเซียก็ดี สปป. ลาวก็ดี กําหนดยุทธศาสตร์ชาติได้ค่อนข้างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนเขากําหนดยุทธศาสตร์ชาติตั้ง ๓๐ ปี แล้วมีการพูดถึงแต่ละระดับ ๆ ตั้งแต่ช่วง ๑๐ ปีแรก กําหนดว่าประชาชนทุกคนของประเทศจีนต้องกินอิ่มนอนอุ่น อันนี้คือพูดตามภาษาบ้านเรานะครับ พัฒนาไปทั้งเศรษฐกิจ สังคมต่าง ๆ กําหนดยุทธศาสตร์ เป็น ๑๐ ปีที่ ๒ คือพออยู่พอกิน แล้ว ๑๐ ปีสุดท้ายก็คืออยู่ดีกินดี นั่นคือข้อสังเกตง่าย ๆ ก็คือถ้ายุทธศาสตร์เรามีคําที่จับต้องได้แบบนี้จะเป็นประโยชน์ อันนี้ผมฝากเป็นข้อเสนอแนะ ให้กับคณะกรรมาธิการได้พิจารณาด้วยนะครับ ประเทศมาเลเซียกําหนดยุทธศาสตร์ไว้ ๓๐ ปี เหมือนกันว่าใน ๓๐ ปีประเทศมาเลเซียต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีความชัดเจน ขึ้นมานะครับ ผมได้ฟังมาเร็ว ๆ นี้ผู้ชํานาญการเรื่อง สปป. ลาวเขาก็พูดว่า สปป. ลาวเอง กําหนดวิสัยทัศน์ของตัวเองว่าจะเป็นแบตเตอรี่ (Battery) แห่งเอเชีย ก็คือ สปป. ลาว เขาจะสร้างเขื่อนประมาณสัก ๓๐๐ กว่าแห่ง เพราะว่าประเทศเขามีภูเขามาก มีน้ํามาก พอสมควร กําหนดว่าถ้ากั้นเขื่อนมาแล้วขายพลังงานเกษตรไฟฟ้าโดยสร้างเขื่อนไว้ ๓๐๐ กว่าเขื่อน มีทิศทางต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ประชาชนของเขาอยู่ดีกินดีในรอบ ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี ที่จริงทั้ง ๒-๓ ประเทศล้วนแต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติทั้งนั้น ของเราครั้งนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ดีว่าเมื่อเรากําหนดยุทธศาสตร์ชาติของเราแล้วมีความชัดเจน เป้าหมาย ของยุทธศาสตร์คืออยู่ที่ประชาชน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจนแล้ว ถ้าเราสามารถทําให้ตรงนี้ชัดเจนขึ้น ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติเราจะเป็นเรื่องของคนทั้งชาตินะครับ ขณะนี้ถ้าเราดูตาม สื่อสารมวลชนทั่วไปก็มีการพูดเหมือนกันว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของการเมือง ถ้าเมื่อใดก็ตามเรามองยุทธศาสตร์ชาติโดยสายตาของการเมืองอยู่แล้ว เราจะมองเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าเมื่อใดที่เรามองยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศต้องร่วมกันในการทําให้ประเทศเราก้าวไปสู่ในเรื่องแบบนั้น ใน ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ตรงนี้ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ขอสนับสนุน คณะกรรมาธิการในการสร้างเรื่องยุทธศาสตร์ชาติในครั้งนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ เป็นประโยชน์จริง ๆ ครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะให้ข้อสังเกตคือการบริหารยุทธศาสตร์ คือทําให้ยุทธศาสตร์ เป็นจริงได้อย่างไร ผมคิดว่าเราอาจจะมีความไม่แน่ใจว่าเมื่อเขียนยุทธศาสตร์ชาติไปแล้ว จะมีการปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มาจากการเลือกตั้งแล้วเราก็เลยพยายามจะออกแบบออกเป็นร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมานะครับ เรื่องที่เราพิจารณากันในครั้งนี้คือพิจารณาว่าเราจะทํางานอย่างไร แล้วก็มีการพูดถึงกลไก หรือมาตราต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี สภา หรืออะไรก็ตามแต่ เราก็กําหนด ในลักษณะแบบนี้ขึ้นมา แล้วก็มีการจัดตั้งคณะทํางานหรือสํานักงานขึ้นมา ฉะนั้น การออกแบบประเภทที่จะพูดถึงอันนี้ก็คือเราออกแบบเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติของเรา มีผลทางปฏิบัติ แต่จริง ๆ แล้วก็อาจจะมีบางประเด็นที่ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้เพื่อให้ คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาดู

อันดับแรกคือมาตรา ๘ ก็คงจะเป็นเรื่องของการกําหนดความสัมพันธ์ ระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับสภาในเรื่องของการรองรับต่าง ๆ จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ถ้าสภาไม่เห็นด้วยต้องมีเสียงเท่าไร ถ้ากรรมการยืนยันก็ให้เป็นเรื่องนั้นเลย เหมือนกับว่าเรามีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีบทบาทหน้าที่มากกว่ารัฐสภา ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องพิจารณาว่าในประเทศต่าง ๆ ถ้าเรากําหนดรัฐสภาเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาจะมีความเหมาะสมค่อนข้างมากนะครับ

มาตรา ๑๓ ข้อ ๓ ก็คือกําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณ อันนี้ก็คือ กําหนดหน้าที่ของกรรมการไว้ แนวทางในการจัดสรรงบประมาณ ตรงนี้เป็นเรื่องที่มี ความหมิ่นเหม่ในทางปฏิบัตินิดหนึ่งว่าในทางปฏิบัติเราจะทําอย่างไร เพราะที่จริงทุกปี การกําหนดงบประมาณเป็นเรื่องของ ครม. ก็ดี เป็นเรื่องของรัฐสภาก็ดี แต่พอกรรมการบอกว่า กําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณ หากแนวทางของการจัดสรรงบประมาณของ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับ ครม. ขัดแย้งกันจะเอาอย่างไรต่อ ตรงนี้จะเป็นปัญหา ค่อนข้างมาก คือผมคิดว่าเมื่อสักครู่ทางเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดกันว่าถ้าเรากําหนด บางอย่างไว้ในเรื่องของแยกย่อยเกินไปจะเป็นปัญหาให้เกิดความกระทบกระทั่งแล้วจะมีผล ต่อยุทธศาสตร์ชาติอย่างมากนะครับ

มาตรา ๙ เรื่องการตรวจสอบไต่สวนก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ท่านสมาชิก บางท่านบอกว่าตรงนี้ควรจะเอาออกไปก็น่าคิดนะครับ เพราะว่าเราไม่ใช่กลไกในการไป ตรวจสอบ ไต่สวน มีกลไกในการตรวจสอบ ไต่สวนอยู่แล้วซึ่งเป็นองค์กรอิสระ

มาตรา ๑๔ การชี้ขาดอํานาจขององค์กรและหน่วยงานของรัฐในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ ถ้าปกติการทําให้หน่วยงานใดมีหน้าที่อะไรเป็นเรื่อง ของ ครม. หรือบัญญัติไว้ในกฎหมายของหน่วยงานนั้น ๆ แล้วยุทธศาสตร์ชาติของเรา ที่เราเขียนไว้ครอบคลุมถึง ๑๒ เรื่องในมาตรา ๖ ซึ่งครอบคลุมทุกกระทรวง ทบวง กรม ถ้าเราเขียนมาตราตรงนี้ไว้เกิดการกําหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานเราขัดแย้งกับสิ่งที่ ครม. ได้กําหนดหรือสั่งการไป และเราเขียนว่าคําวินิจฉัยของกรรมการเป็นส่วนชี้ขาด เท่ากับว่ากรรมการมีบทบาทเหนือกว่า ครม. และบางครั้งถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นไปจะเกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมา

มาตรา ๒๖ พูดถึงเรื่องสถาบันยุทธศาสตร์ชาติด้านวิชาการ ตรงนี้ ในความหมายไม่ได้พูดไว้ หมายความว่าเรากําลังจะตั้งสถาบันยุทธศาสตร์ขึ้นมาหรือเปล่า เพราะว่าชื่อแตกต่างกับสํานักงานที่เป็นตัวเลขานุการ ของกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ ๔-๕ ประการที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ที่จริงโดยหลักใหญ่ใจความน่าจะเป็น เรื่องของ ครม. น่าจะเป็นเรื่องของสภา ถ้าเรากําหนดตรงนี้ได้ชัดเจน กรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติก็เหมือนกับกรรมการทางวิชาการที่คอยเสนอแนะในทางเทคนิควิชาการ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีหน้าที่ในการตรวจสอบ กลั่นกรอง หรือชี้ผิดชี้ถูก เพราะตรงนี้ในเรื่อง รายละเอียดจะมีข้อขัดแย้งอยู่เยอะถ้าเรามีการดําเนินการขึ้นมานะครับ

ประเด็นสุดท้ายผมอยากจะมีข้อเสนอแนะอยู่ ๓-๔ ประการต่อเรื่องของ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

เรื่องที่ ๑ ก็คือขอให้เร่งรัดในการทํายุทธศาสตร์ชาติให้เป็นผลสําเร็จโดยเร็ว เพราะจริง ๆ แล้วครั้งนี้เราพูดถึงเรื่องการตั้งกลไกในการบริหารยุทธศาสตร์ชาติโดยที่เรา ยังไม่รู้มากเท่าไรว่ายุทธศาสตร์ชาติคืออะไรกันแน่ ตรงนี้ถ้าเราขอให้เร่งรัดโดยเร็ว ในการทํางานชัดเจนและเป็นวิสัยทัศน์จริง ๆ ผมว่าจะเป็นเรื่องดีนะครับ

เรื่องที่ ๒ ทําให้ประชาชนเห็นชัดถึงยุทธศาสตร์ชาติจับต้องได้และเห็นว่า เป็นเรื่องของคนทั้งชาติ ผมว่าเรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ยุทธศาสตร์ชาติ จะปรากฏได้อย่างจริงจังหรือได้รับการปฏิบัติต่อเนื่องหรือไม่ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทําให้ประชาชนทั้งชาติได้เห็นเหมือนกับที่หลาย ๆ ประเทศเขาเห็นกันแล้ว เช่นประเทศจีน เขาต้องการให้ประเทศเขาเป็น ๔ ทันสมัยทุกคนในชาติรับทราบ ถ้าเราทําให้เรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องของประชาชนได้ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความมั่นคงมากกว่าเรื่องกฎหมาย

เรื่องที่ ๓ อาจจะเลต (Late) ไปนิดหน่อยว่าอาจจะเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเติมอีกนิดหนึ่งว่าให้ทั้งรัฐบาลและพรรคการเมือง ได้ใส่นโยบายหรือแปลงยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นแนวปฏิบัติ เป็นแนวนโยบายของพรรค คือของรัฐบาล แล้วก็จะมีการประเมินผลในทุกกี่ปีก็ว่ากันไป แล้วถ้าจะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอย่างไรขอให้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าทุกอย่างได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จะมีหลักประกันมากกว่าที่เราเขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จริง ๆ ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าแก้ก็แก้ได้ง่ายนิดเดียว แค่เสียงข้างมากของสภาก็สามารถแก้ได้แล้วผลทางปฏิบัติ จะยากมาก และสุดท้ายคือการจัดตั้งกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าโดยหลักการผมเห็นด้วย ว่าต้องมีกลไกในการดูแลยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าต้องเป็นในเรื่องของเทคนิควิชาการ และเรื่องของการดําเนินงานต่าง ๆ เหล่านี้ องค์กรหลายองค์กรที่เรามีอยู่แล้วคงต้องพูด ให้ชัดเจนว่าจะเข้ามามีบทบาทอะไรบ้าง เช่นสภาพัฒน์ก็ดี แล้วอีกนิดหนึ่งเท่าที่ทราบมา ตั้งแต่เช้าว่าอยากขอเสนอเป็นเรื่องของ สปท. เท่าที่ทราบเหมือนกับว่าจะมีการตั้งหน่วยงาน ต่าง ๆ เกือบ ๓๐ กว่าหน่วยงาน ก็อยากจะขอให้ทาง สปท. ที่เกี่ยวข้องลองพิจารณา ภาพรวมทั้ง ๓๐ กว่าหน่วยงานดูว่าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทั้ง ๓๐ กว่าหน่วยงาน อันไหนจําเป็น อันไหนไม่จําเป็น อันไหนที่ต้องตั้ง อันไหนที่ไม่ตั้ง ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมว่าทําให้เรามองภาพรวมได้ไม่ยาก จะเห็นถึงการขยายหน่วยงานราชการไปจนเกิน ขอบเขตแล้วก็ไม่สามารถเห็นภาพรวมได้ ขออนุญาตเรียนเท่านี้ครับ