อําพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความจำเป็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยเน้นให้เป็นยุทธศาสตร์ของ สำหรับ และโดยทุกคน พร้อมเสนอให้ผสมผสานกระบวนการจากทั้งวิชาการและประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการกำหนดทิศทางแบบท็อปดาวน์หรือบอททอมอัปเพียงอย่างเดียว และเรียกร้องให้พิจารณาโครงสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนนโยบายให้มีความเป็นอิสระและมีระบบ ซึ่งสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของหน่วยงานอิสระและกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นต้นแบบ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมทางกรรมาธิการที่ได้ศึกษารายงานนี้ ผลักดัน เรื่องรายงานแล้วก็ร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการท่านผลักดัน เรื่องนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่ตอนเป็น สปช. แล้วก็กัดไม่ปล่อย ขับเคลื่อนมาจนถึงขณะนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญอย่างมากซึ่งหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะขอพูดอยู่ ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ซึ่งอันนี้จริง ๆ แล้วทุกท่านก็จะเห็นตรงกันถึงความสําคัญ ผมเคยได้ยินประเทศเพื่อนบ้านเรา สปป. ลาว เขาได้มียุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเขา เปลี่ยนจากแลนด์ล็อก (Land lock) มาเป็น แลนด์ลิงก์ (Land link) ประเทศอินโดนีเซีย สปป. ลาวนั้นได้ยินอีกอันหนึ่งคือเรื่องแบตเตอรี่ ออฟ เอเชีย (Battery of Asia) ประเทศอินโดนีเซียนั้นเราได้ยินเรื่องยุทธศาสตร์ของเขาคือเทาเซินด์ เฟรนด์ส โน เอ็นเนมี (Thousand friends no enemy) เป็นการบอกทิศทางว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้ จะไปทางไหน ประเทศเกาหลีใต้เขาอาจจะไม่ได้เขียนคําที่หรูหรา ซึ่งอาจจะเขียนแต่ผม ไม่ทราบ แต่เรารู้ว่าเขาพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่ไฮเทคโนโลยี (High technology) เขาเน้นเรื่องเทคโนโลยีและการส่งเสริมวัฒนธรรมซึ่งไปสู่การบริการ ท่องเที่ยว และอื่น ๆ ตามมา สําหรับประเทศไทยเราจะไปกันทางไหน มีบางคนตั้งคําถามว่าแวร์ ทู โก (Where to go) หรือโก ทู แวร์ (Go to where) เพราะฉะนั้นการมียุทธศาสตร์ของชาติ สําคัญอย่างยิ่ง เพื่อจะชวนคนไทยทั้งสังคมมาร่วมกันฝันว่าฝันไกล ๆ เราต้องการเป็นอย่างไร ไปถึงตรงไหน ในระยะเวลาเท่าไร ขณะนี้บังเอิญเราได้ใช้คําว่ายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คือเรา คิดว่าในตรง ๒๐ ปีข้างหน้า ซึ่งก็เป็นการฝันที่ไกล ผมคิดว่าสิ่งสําคัญที่สุดก็คือต้องสร้าง กระบวนการฝันร่วมกันของคนทั้งประเทศ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์ของคนไทย ทั้งประเทศที่เห็นร่วมกัน ฝันร่วมกัน บอกเส้นทางการเดินไปด้วยกัน และบอกยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการเดินทัพจะไปอย่างไร เครื่องมือ ยานพาหนะจะไปอย่างไร ผมคิดว่าเท่าที่ผมมี ความรู้ ความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ชาติน่าจะต้องเน้นไปสู่จุดนั้น เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ที่ดีนั้นน่าจะต้องเป็นยุทธศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล และเป็นของคนทั้งมวล ผมจะขีดเส้นใต้ตรง ของคนทั้งมวล เป้าหมายนั้นแน่นอนครับ เพื่อคนทั้งมวล ของคนทั้งมวล และโดยคนทั้งมวล เดี๋ยวประเด็นที่ ๓ ผมจะกลับมาตรงนี้อีกทีหนึ่ง ผมคิดว่ากระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ต้องทําให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์ของคนทั้งมวล โดยคนทั้งมวล ผมไม่อยากเห็นยุทธศาสตร์ชาติ ออกมากลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ก็ไม่อยากเห็นยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมา กลายเป็นงานของเทคโนแครต (Technocrat) หรือของวิชาการ แล้วก็ไม่อยากเห็น ยุทธศาสตร์ชาติที่ออกมาเป็นของข้าราชการ จะต้องเป็นของทุกฝ่ายครับ เอกชน ประชาสังคม ผู้คนทุกหมู่เหล่า จะต้องมีส่วนร่วมในการทํายุทธศาสตร์ชาติเพราะเป็นฝัน ร่วมกันครับ ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่จุดนั้น เพราะประเทศเรา ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยภาครัฐหรือภาคใดภาคหนึ่ง แต่ทุกภาคส่วนสําคัญทั้งหมด เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ชาติที่ผมอยากเห็นน่าจะเป็นในทิศทางนั้น เราอยู่ในสังคมประชาธิปไตยแบบมี ส่วนร่วม เราต้องเน้นการอภิบาลแบบหุ้นส่วน แบบเครือข่าย ไม่ใช่เป็นฝ่ายใดนํา หรือฝ่ายใดคิดให้ฝ่ายใดตาม อันนั้นเราน่าจะพ้นยุคมาแล้วพอสมควร จุดนี้เป็นจุดที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนเพื่อจะย้ําความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ในรายงานของท่าน และในร่างกฎหมายนั้นท่านพยายามจะวางทิศทางในการทํายุทธศาสตร์ชาติ แต่ถ้าเรา ไม่ระวังเราก็จะตกหลุมพราง ยุทธศาสตร์นี้จะกลายเป็นอะไรที่ยาก ๆ อ่านไม่ค่อยเข้าใจ และคนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของเลย รู้สึกว่าเป็นของคนอื่นที่เขียนให้แล้วก็ไม่ได้ซึมซับ เข้าไป ท่านประธานครับ ถ้ายุทธศาสตร์ชาติออกมาแบบนี้เราจะเสียโอกาสอย่างมาก ถ้ายุทธศาสตร์ชาติออกมาเป็นคําเพียง ๒-๓ คํา หรือเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ เรื่องใหญ่ ๆ ที่ฝันเห็นตรงกัน แล้วคนทุกภาคส่วนร่วมกันทําเพื่อไปสู่จุดนั้นอาจจะไม่ยุ่ง ไม่ยืดยาว เลยนะครับ ไม่ยุ่งยาก แต่จะต้องมีกระบวนการทําที่ดี ผมทราบดีว่าในสังคมเรามีการทํา เรื่องยุทธศาสตร์อยู่เยอะ มีคนเก่ง มีคนถนัดอยู่เยอะ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีส่วนร่วม
เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเห็นความสําคัญ อย่างยิ่ง แล้วก็ชื่นชมสิ่งที่ท่านกําลังคิดเพื่อจะวางเส้นทางอันนี้ แต่ผมย้ําว่าทําอย่างไร ให้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นเพื่อคนทั้งมวล ของคนทั้งมวล และโดยคนทั้งมวลครับ
ประเด็นที่ ๒ อันนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่ มีหลายท่านได้กล่าวถึงไปแล้ว แต่ผมอยากจะแตะนิดหนึ่ง คือเรื่องของการที่มีกฎหมายและมีองค์กร บางท่านก็เห็นด้วย บางท่านก็มีข้อขัดข้อง กระผมเองนั้นมีประสบการณ์ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้แนะนําว่า ผมเป็นเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ หน่วยงานผมเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้เป็นราชการ อยู่ในกํากับนายกรัฐมนตรี ถ้าผมดูที่ท่านออกแบบไว้คล้ายกับหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมดํารงตําแหน่งตามวาระ แล้วก็มีการกํากับการทํางาน แต่เป็นเครื่องมือของรัฐ แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การสั่งการ ของรัฐบาล หรือของรัฐมนตรี หรือของนายกรัฐมนตรี ผมอยู่ในกํากับนายกรัฐมนตรี แต่การทํางานนั้นมีกระบวนการทํางานทั้งกับรัฐ วิชาการ เอกชน ท้องถิ่น ประชาสังคม เป็นกระบวนการสนับสนุนกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ทํามาเป็นทางการ ๙ ปี ทดลองทําก่อนมีกฎหมายนี้ ๗ ปีครับ ผมทํางานนี้มา ๑๗ ปี ขึ้นปีที่ ๑๗ สิ่งที่ท่านคิดเป็นสํานักงานแบบนี้ มีคณะกรรมการ ๒ ระดับคล้ายกันกับที่ผมได้มี ประสบการณ์ครับ ในขณะเดียวกันบางท่านก็บอกน่าจะเป็นกลไกที่เป็นราชการ มีผู้ที่กล่าวถึงสภาพัฒน์ว่าจะต้องมีการทรานสฟอร์ม (Transform) มาทําบทบาทนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าท่านคิดกลไกในการทํางานเพราะกลไกเลขานุการสําคัญที่สุดนะครับ จะเป็นหน่วยงานของรัฐในกํากับหรือจะเป็นราชการผมไม่ชี้ แต่ผมกราบเรียนว่า ผมมีประสบการณ์ในการทําทั้งภาคราชการและทํางานลักษณะองค์กรแบบนี้ มีจุดอ่อน จุดแข็งที่ต่างกันครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านคิดไว้ก็คงจะต้องคิดให้ชัดว่าจะเป็นในทางนี้ หรือไม่ เพราะมีบางคนก็เป็นห่วงและกังวลเรื่องการตั้งหน่วยงานใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าเรื่องการตั้งองค์กรหรือหน่วยงานใหม่อย่าให้เป็นภาพหลอนว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศ แล้วไม่ควรมีการตั้งหน่วยงาน หรือองค์กรใหม่ ถ้าจําเป็นและสําคัญก็ควรทําและควรตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกันองค์กรที่เป็นองค์กรเดิม เป็นราชการเดิม หน่วยงานเดิม เราต้องเสนอแนะในการปรับเปลี่ยนบทบาทด้วย เพราะเมื่อมียุทธศาสตร์แล้วหนีไม่พ้น ที่ทางสภาพัฒน์จะต้องดูแลเรื่องแผนต่าง ๆ ที่สอดคล้องกันรวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ด้วย ผมขอแตะประเด็นนี้เพียงเท่านี้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งคิดว่าสําคัญที่สุดที่ผมเกริ่นตั้งแต่ตอนแรกคือเรื่องการที่ ยุทธศาสตร์ชาติกระบวนการทํานี้จะทําให้เกิดทุกคน ทุกภาคส่วน คนทั้งมวลเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมแค่ไหน แน่นอนท่านประธานครับ คงจะทําให้ทุกคน ๖๐-๗๐ ล้านคนมามี ส่วนร่วมอย่างสําคัญเท่าเทียมกันไม่ได้ แต่ทําอย่างไรให้สังคมทุกภาคส่วนรู้สึกว่าเขาได้มีส่วนร่วม ที่สําคัญนะครับ ท่านเขียนไว้ในรายงานหน้า ๑๓ ท่านบอกว่าต้องผสม ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือผสมระหว่างการมีส่วนร่วม และเรื่องที่ ๒ คือวิชาการ ผมเห็นด้วยทั้งคู่เลยครับ ถ้าทํา ยุทธศาสตร์ชาติโดยไม่มีวิชาการก็คิดแบบมั้งศาสตร์คือคิดเอาความเห็นไม่ได้ ได้ของไม่ดี แต่ถ้ามีแต่วิชาการแล้วยากจนไปอยู่ในมือของเทคโนแครต (Technocrat) เท่านั้นก็เสีย โอกาสอย่างมาก ท่านเขียนไว้ดีมาก ท่านบอกว่าต้องมีกระบวนการ มีส่วนร่วม รับฟัง ความคิดเห็น มีส่วนร่วมพีเพิลพาร์ทิซิเพชัน (People participation) ผมคิดว่าคํานี้ ถ้าขยายการมีส่วนร่วมก็มี ๕ ระดับซึ่งเราทราบกันดี ผมไม่อยากจะเห็นกระบวนการนี้ เป็นเพียงแค่รับฟังความเห็นหรือมีส่วนร่วมเพียงผิวเผิน ท่านใช้คําแรงไว้นะครับ เป็นกระบวนการจากล่างขึ้นบนบอททอม อัป แอปโพรช (Bottom up approach) ท่านเขียนไว้ตรงนี้ แต่ผมอยากจะดูว่าตอนที่ไปออกแบบกฎหมาย ออกแบบกระบวนการ เป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า หรือจะเป็นการที่มีการยกร่างจากฝ่ายวิชาการ จากตรงไหน ก็แล้วแต่ จากคนกลุ่มน้อยแล้วก็ไปรับฟังความเห็นเพื่อให้เกิดการยอมรับ เพราะพออ่าน เข้าไปข้างในแล้วจะมีสํานวนในลักษณะทํานองนี้ครับ ในหน้า ๑๘ จัดทํายุทธศาสตร์ ก็สํารวจความต้องการ แค่สํารวจความต้องการนะครับ แล้วท่านก็ไปทําร่างออกมา แล้วจัดเวทีเสวนารับฟังความเห็นเพื่อสร้างการยอมรับและความเข้าใจในทิศทางยุทธศาสตร์ ร่วมกัน มันไม่ใช่บอททอมอัป (Bottom up) แล้วครับ มันเป็นท็อปดาวน์ (Top down) แล้วพอกระบวนการรับฟังความเห็นก็ดีอะไรก็ดีกลายเป็นเพื่อการยอมรับและเป็นเพื่อ ความเข้าใจร่วมกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่ายังมีความขัดแย้งกันอยู่ ผมคิดว่า ต้องออกแบบกระบวนการให้ความสําคัญกับกระบวนการนโยบายสาธารณะและการมีส่วนร่วม ขอท่านประธานอีกนิดเดียวนะครับหัวใจสําคัญนี้อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ท่านเขียนบอททอมอัป (Bottom up) ก็สุดโต่งไป แต่ทําไปแล้วเป็นท็อปดาวน์ (Top down) ก็สุดโต่งไป ต้องหาความพอดี ๆ ของกระบวนการนโยบายนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องสําคัญมากนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าภายใต้การออกกฎหมายและกระบวนการ กลไกตรงนี้อยากให้ท่าน เพิ่มเติมความสําคัญของการสนับสนุนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ที่เป็นระบบ เราจะมีแค่เปิดเวทีรับฟัง ให้ข้อมูล สานเสวนา ไดอะล็อก (Dialogue) ไม่พอครับ ต้องสร้าง กระบวนการนโยบายสาธารณะที่เป็นระบบและต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ชาติไม่ว่า ๑๐-๒๐ ปี เมื่อเขียนแล้วจะต้องมีการทําต่อไปอีก เพราะฉะนั้นกระบวนการนโยบายไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่จะต้องออกแบบต่อเนื่อง ท้ายที่สุดผมอยากจะกราบเรียนว่าที่ผมเกริ่นไปว่าผมเองนั้นได้มี โอกาสทํางานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมมาเป็นเวลาทั้งหมด ทางการและไม่ทางการ ๑๗ ปี มีประสบการณ์ในการสนับสนุนกระบวนการนโยบาย สาธารณะมานานพอสมควรครับ ขณะนี้เราได้จัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาแล้ว เป็นเวลา ๙ ปีที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการอีก ๗ ปีที่เรียนแล้ว เราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ในกระบวนการนโยบายอย่างมาก มีการจัดกลุ่มคนทุกภาคส่วนในสังคมออกเป็นกลุ่ม เครือข่าย ออกเป็นหน่วยงานองค์กร แล้วให้ทุกหน่วยงานองค์กรนั้นมีส่วนริเริ่ม มีส่วนร่วม มีส่วนพัฒนานโยบาย มีส่วนตัดสินใจ มีส่วนสร้างการยอมรับ และมีส่วนนําไปสู่การปฏิบัติ ผมอยากจะย้ําตรงนี้ครับว่าถ้าหากประสบการณ์เล็กน้อยที่ผมมีอยู่นั้นเกิดประโยชน์ต่อการที่ สร้างกระบวนการทําเรื่องใหญ่ของประเทศคือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติโดยเน้นให้มีกระบวนการ เหล่านี้ พอผมพูดคําว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ บางท่านอาจจะรู้สึกว่าคําว่า สมัชชา น่ากลัวมาก เป็นกระบวนการอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเนื้อหาของมันคือกระบวนการ มีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย ถ้ากระบวนการทํายุทธศาสตร์ชาติได้มีการออกแบบตรงนี้ คิดไว้ให้ชัดว่าเป็นหน้าที่ของกรรมการใหญ่ กรรมการบริหาร และองค์กรคือหน่วยงาน ต้องสนับสนุนกระบวนการนี้ จะไม่เป็นยุทธศาสตร์ท็อปดาวน์ (Top down) และไม่สุดโต่ง เป็นยุทธศาสตร์บอททอมอัป (Bottom up) แต่จะเป็นยุทธศาสตร์ผสมระหว่างวิชาการ และการมีส่วนร่วมของสังคม ผมขออนุญาตย้ําตรงนี้เพื่ออยากจะบอกว่าถ้าเราให้ความพิถีพิถัน ออกแบบตรงนี้แล้วเขียนไว้ในกฎหมายให้ดีนะครับ แล้วหน่วยงานองค์กรที่รับผิดชอบทั้งหมด ให้ความสําคัญกับตรงนี้ ยุทธศาสตร์ชาติที่เราได้มาจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติของคนทั้งมวล เพื่อคนทั้งมวล และโดยคนทั้งมวล ขอให้กําลังใจและขอขอบพระคุณครับ