ยงยุทธ สาระสมบัติ ชี้แจงถึงความสำคัญของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติในฐานะกรอบแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการบูรณาการแผนงานและงบประมาณระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 980 เวที เพื่อให้ยุทธศาสตร์สะท้อนความต้องการของทุกภาคส่วน และเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีตัวแทนจากทุกกลุ่มรวมถึงการปรับวาระการดำรงตำแหน่งเพื่อความต่อเนื่อง ทั้งยังเรียกร้องให้ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบราชการอย่างครอบคลุม เพื่อให้การพัฒนาประเทศมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเกินกว่าระยะเวลาของรัฐบาลแต่ละชุด
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านประธานและขอบพระคุณวิป (Whip) ที่กรุณาให้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอรายงาน เรื่อง การจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่าเรื่องนี้หรือร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ได้เคยผ่าน สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ก็มีความคิดเห็นเพิ่มเติมมา ในชั้นหลังจากเข้าสภาแล้วก็ไปปรับปรุงและส่งไปที่รัฐบาล เมื่อผ่านสภาไปวันที่ ๒๓ อยากกราบเรียนว่าวันที่ ๒๖ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการ ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือว่า ท่านได้ออกรายการคืนความสุขให้คนในชาติในวันที่ ๒๖ ว่าเป็นนโยบายของ คสช. และรัฐบาล ที่จะให้มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ประการที่ ๒ ในวันเดียวกันนั้นท่านได้กรุณามีบัญชา ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทําหนังสือแจ้งมายัง สปช. ในครั้งนั้น หลังจากนั้นใน ๑ สัปดาห์ คือวันที่ ๓๐ มิถุนายน คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นคณะหนึ่งซึ่งขณะนี้กําลังดําเนินการ ขอประทานอนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายที่จะนําเสนอสภาในวันนี้เป็นเพียงกลไกและกระบวนการในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่สารัตถะของยุทธศาสตร์ชาติ และร่างนี้เป็นร่างเบื้องต้นแม้จะผ่านการพิจารณามาแล้ว ขั้นตอนหนึ่ง แต่ความเห็นของท่านสมาชิก สปท. ก็จะมีคุณค่าอย่างยิ่งที่จะให้คณะกรรมาธิการ รับไปดูให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ตระหนักดีว่าร่างนี้เป็นร่างเบื้องต้น ที่จะต้องมีการปรับปรุงโดยรับคําแนะนําจากท่านทั้งหลายไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถ้าหากผ่านสภาแล้วจะส่งให้ทางรัฐบาลรับไปดําเนินการต่อ จะไม่รบกวนเวลาทางสภามากนัก จะขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ตามเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) จริง ๆ เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ทําไว้ยาวพอสมควร ๓๐ กว่าหน้า เมื่อวานนี้ก็เลยเรียกเจ้าหน้าที่มาว่า ให้ปรับลดน้อยลงสักประมาณ ๒๐ หน้า เจ้าหน้าที่ห้องโสตทัศนูปกรณ์ช่วยกรุณาด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เบื้องต้นก็เป็น หัวข้อการจัดทํา การกําหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ต่อไปครับ รูปนี้ท่านคุ้นแน่ ๆ รูปต่อไปรูปเครื่องบิน ท่านเห็นแล้วท่านก็ร้องอ๋อ ที่เห็นเรื่องนี้ทํามา ตั้งแต่สมัย สปช. โดยคณะกรรมาธิการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล แล้วผมก็มาปรับปรุงเพิ่มเติม ที่ชัดเจนก็คือยุทธศาสตร์ชาติเป็นแผนการบิน นักบินคือนักการเมือง ฉะนั้นนักบิน จะมีความสําคัญ ขณะเดียวกันผู้ช่วยนักบินก็คือข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ที่จะช่วยกันนําประเทศ เครื่องบินลํานี้เปรียบเสมือนประเทศไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ อยากเห็นประเทศชาติเป็นอย่างไร และในขณะเดียวกันก็จะเป็นหางเสือเพื่อให้ไปถึง จุดเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ กระผมขออนุญาตไปถึงเรื่องสภาพปัญหา ทุกท่านทราบอยู่ว่าในสถานะปัจจุบันของประเทศเรามีปัญหาในเรื่องของการพัฒนาประเทศ อยู่หลากหลายประการ
ประการที่สําคัญประการหนึ่งก็คือความต่อเนื่องในการพัฒนา เมื่อรัฐบาลหนึ่งมา รัฐบาลก็ต้องพยายามทําดีที่สุดสําหรับในช่วงเวลาที่ท่านเหล่านั้นบริหารประเทศ แต่เมื่อ เปลี่ยนรัฐบาลนโยบายเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับการสานต่อให้ทําก็จะเปลี่ยนนโยบายไป เราก็ทําไม่ถึงไหนสักที นั่นเป็นประเด็นสําคัญที่เราคิดว่าเราน่าจะต้องมาช่วยกันพิจารณา ให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ
ประการที่ ๒ ประเทศไทยเรามีแผนพัฒนาอยู่มาก สภาพัฒน์ก็ทําแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงพลังงานก็ทําแผนพัฒนาพลังงาน มีอยู่ ๒ แผนด้วยซ้ํา ถ้าผมจําไม่ผิด ๒๐ ปี กระทรวงศึกษาธิการก็มีแผน ๑๕ ปี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีแผนของตัวเอง สภาพัฒน์ก็พยายาม จะรวบรวมแผนอยู่นะครับ แต่ว่าอํานาจตามกฎหมายของสภาพัฒน์ยังไม่ครอบคลุมหมด ทุกมิติสําคัญในการบริหารพัฒนาประเทศ ฉะนั้นเราก็มามองดูว่าถ้าอย่างนั้นเราคงจะต้อง ช่วยกันทําอะไรสักอย่างหนึ่งในฐานะที่เราอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราจะปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร เราจะปฏิรูปการบริหารประเทศได้อย่างไร แต่การบริหาร เหล่านี้ การปฏิรูปเหล่านี้ชัดเจนนะครับ จะต้องสอบถามความเห็นของประชาชน ให้ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง เรื่องนี้ในร่างเดิมก็เขียนไว้ตรงนี้ชัดเจน และเป็นที่น่ายินดีว่าร่างรัฐธรรมนูญ ก็เขียนตรงนี้ไว้เช่นกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนจะทําให้ต่อไปการกําหนดอนาคต ของประเทศไม่ใช่จะเพียงเน้นหน่วยงานของรัฐอย่างที่ผ่านมา ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วม ในการกําหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น ประชาชนก็มีส่วนในการกําหนดอนาคตของประเทศ ยิ่งขึ้น มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาในอดีต
อีกประการหนึ่งนะครับ ในปัจจุบันหรือผ่านมาในอดีต การจัดสรรงบประมาณ กระทําแบบแยกส่วนเป็นรายกระทรวง ยังไม่เป็นกลุ่มภารกิจเท่าที่ควร ส่วนราชการกับรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่ได้ทําร่วมกัน อย่างน้อยไม่ได้ดูด้วยกัน เงินงบประมาณกับเงินนอกงบประมาณ เงินนอก งบประมาณก็อีกมหาศาล ระบบการกลั่นกรองก็อีกระบบ ก็แตกต่างกัน ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ น่าจะต้องพิจารณาถึง
หรืออีกประเด็นหนึ่งนะครับ ถ้าจากการสํารวจของกระทรวงการต่างประเทศ ปรากฏว่าประเทศกําลังพัฒนาทั่วโลกมีแผนยุทธศาสตร์แล้ว ๖๐ กว่าประเทศ ประเทศทางภาคใต้ ของเรามีมานาน ประเทศไปทางทิศตะวันตกของเรากําลังทํา ถ้าเราไม่ทําจะเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นกระผมก็ถือโอกาสนี้มากราบเรียนท่านว่านี่คือเหตุสําคัญที่เราจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาติถ้าจะให้มีผลบังคับใช้นั้นมีความจําเป็นต้องเป็นกฎหมาย ถ้าเป็นเพียง มติคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ในนี้ทุกท่านทราบอยู่ว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาล ต่อไปจะเปลี่ยนมติคณะรัฐมนตรีนั้นเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นเราต้องสร้างความต่อเนื่อง
แต่ข้อสําคัญอีกประการหนึ่งนะครับ คือยุทธศาสตร์ชาติต้องเป็นเพียงกรอบ กรอบแม่บท ไม่ใช่กําหนดว่ารัฐบาลต่อไปคุณต้องทําอย่างนี้ ๆ ไม่ใช่ครับ เป็นกรอบ กรอบในการพัฒนาประเทศ กรอบในการเป็นแนวทางกําหนดทิศทางของประเทศว่า ทิศทางเราจะไปอย่างไหน ไปทางไหน
และประการสําคัญที่สุดครับ เรามุ่งหวังให้ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน และผมเชื่อว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ไม่อยากเห็นประเทศมั่นคง ไม่อยากเห็น ประชาชนมั่งคั่ง ฉะนั้นก็กราบเรียนว่าแนวคิดตรงนี้เป็นแนวคิดที่ชัดเจนของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ตอกย้ําเพิ่มเติมว่า ความคิดเห็นของท่านที่จะเพิ่มเติมมาสู่เรานั้นเรายินดีรับฟังทุกประการ นั่นก็คือในเรื่องของ สภาพปัญหา
ทีนี้ประเด็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูป อยากจะกราบเรียนว่าในระดับประเทศ และภาครัฐถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ท่านจะกรุณาพิจารณา แนะนํา และสามารถผ่านสภาไปได้ และทางฝ่ายรัฐบาลรับไปดําเนินการต่อ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ท่านคงทราบอยู่แล้ว ถ้าผ่านจาก สปท. ต้องไปที่รัฐบาล รัฐบาลก็จะได้พิจารณาถามส่วนราชการต่าง ๆ ส่งไปที่ สคก. หรือสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา วันนี้ก็มีผู้แทนทางกฤษฎีกา มาด้วยซึ่งร่วมอยู่ในคณะทํางาน พิจารณาตรวจสอบอีกทีแล้วก็จะได้ส่งเข้า สนช. กราบเรียน เพิ่มเติมด้วยว่าเราได้มีการประชุมร่วมกับ สนช. คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ๒ ครั้ง เราได้มีการสัมมนามาแล้ว ๒ ครั้ง รับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการ ของมหาวิทยาลัย ของนักการเมืองอาวุโสบางท่าน รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ทําไมถึงเอานักเรียน นักศึกษามาครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคน เห็นตรงกันว่านักเรียน นักศึกษาเป็นอนาคตของประเทศ ฉะนั้นต้องให้เขามาร่วมรับรู้ และมีนักเรียนอยู่คนสองคนที่อภิปรายดีมาก ผมไม่เชื่อเลยว่าเด็กนักเรียนขนาด ม. ๖ สามารถอภิปรายได้ถึงขนาดนั้น นี่เป็นความชื่นชมที่มองเห็นว่าอนาคตของประเทศเรายังมี ถ้าสมมุติว่าเราจัดการศึกษาให้ดีและให้โอกาสแก่คนทุกส่วนให้ดีเราจะพัฒนาไปอีกเยอะ ฉะนั้นระดับประเทศจะมีแผนแม่บท ทิศทางที่ชัดเจน มีเป้าหมายของประเทศระยะยาว ระดับรัฐบาลมีความต่อเนื่องของนโยบายเพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ควบคู่ กับนโยบายในช่วงอายุของรัฐบาลนั้น เราไม่ได้ละเลยนโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามา ช่วยกันบริหารประเทศ ฉะนั้นระยะยาวกําหนดเอาไว้ และรัฐบาลที่จะเข้ามาทําก็มีความสําคัญ ฉะนั้นเราตระหนักดีนะครับ
ต่อไประดับกระทรวง มีการบูรณาการแผนพัฒนา ได้รับงบประมาณตามลําดับ ความสําคัญของแต่ละช่วงเวลา ทุกท่านคงทราบอยู่นะครับ แต่ละกระทรวง รัฐมนตรี เมื่อเข้ามาแล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องพยายามผลักดันงบประมาณให้ได้ แต่ถ้าสมมุติว่า เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ มีคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์จะมาช่วยกันดู มาช่วยกัน จัดลําดับความสําคัญ แล้วก็บูรณาการเข้าด้วยกันว่าในช่วงเวลานั้นมิติใดที่จําเป็นจะต้อง ได้รับการส่งเสริม เราจะต้องพยายามจัดสรรงบประมาณเพื่อให้แผนงานนั้นลุล่วง นี่คือ เป็นแนวคิดที่พยายามจะทํานะครับ
ระดับกรมและกลุ่มจังหวัด มีการบริหารแผนงาน โครงการให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติทั้งงบประมาณ เชิงภารกิจ และเชิงพื้นที่ เราเน้นทั้งเชิงภารกิจและเชิงพื้นที่ ไม่ใช่เชิงภารกิจอย่างเดียว และกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินก็พยายามที่จะทําการบริหารส่วนราชการเชิงพื้นที่อยู่นะครับ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการจัดสรรงบประมาณตามความจําเป็น ส่วนประชาชนและเอกชนทราบแนวทางนโยบายของรัฐ ทําให้ทราบแนวโน้มการส่งเสริม และทิศทางในอนาคตของรัฐ มีส่วนร่วมกําหนดนโยบายของประเทศเพื่อผลประโยชน์ ในระยะยาว แทนที่จะพิจารณาเฉพาะหน้าเท่านั้น มีความหวังสําหรับอนาคตของตนเอง และอนุชนรุ่นหลัง
สําหรับวิธีการศึกษา ผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ว่าคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่ง ไม่สามารถตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มได้เพราะว่าครบไปแล้ว ๓ คณะก็ตั้งเป็นคณะทํางาน มีทั้ง สปท. อดีต สปช. นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หอการค้า แล้วก็ นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกรรมการจากแบงก์ชาติ แล้วสําคัญอีก ๔ หน่วยที่เพิ่มเข้ามาในครั้งนี้ก็คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือผู้แทน สภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็มีผู้อํานวยการ สํานักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นต้น
ทีนี้มาถึงหลักการในการทํา กําหนดเป้าหมายในระยะยาวและการพิจารณา ทบทวนทุก ๕ ปี คือตรงนี้บางท่านอาจจะเข้าใจไปว่ายุทธศาสตร์ชาติยาว ๒๐ ปีและแก้อะไร ไม่ได้เลย บังคับไปเลย ๒๐ ปี ไม่ใช่นะครับ ๒๐ ปีจริงวางระยะยาวว่าเราจะไปตรงไหน และทุก ๕ ปีจะต้องมีการพิจารณาทบทวนเพื่อให้สอดรับกับแผนพัฒนาที่จะเกิดขึ้น ในแต่ละช่วง ๕ ปี และเป็นแนวทางสําหรับแผนพัฒนาในแต่ละแผนจะรับช่วงไปดําเนินการต่อ นอกจากนั้นยุทธศาสตร์ชาตินี้อาจจะแก้ได้ ปรับได้ เมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อเป้าประสงค์หลัก ของยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีนัยสําคัญ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่จําเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลใหม่มาถึงบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ เหตุการณ์ สภาวการณ์ของโลกไม่ใช่เป็นอย่างนี้ แล้วต้องเปลี่ยน ต้องแก้ ร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดช่องไว้ครับ สร้างกลไกและกระบวนการ ในการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของประชาชน และสะท้อน ความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง กราบเรียนตรงนี้นะครับ ในสมัย สปช. ได้มีการทํา รายการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ อย่างน้อย ๑ จังหวัด ๑ จังหวัดจะต้องทําอย่างน้อย ๑๐ อําเภอ ทําทั้งหมด ๙๘๐ เวทีรับฟังความคิดเห็น คําถามหนึ่ง ที่ถามว่าท่านอยากเห็นอนาคตของประเทศเป็นอย่างไร โดยพิจารณาจากคณะกรรมาธิการ ทั้งหมด ๑๘ คณะ กระผมได้รวบรวมโดยคณะกรรมาธิการมารวบรวม แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้ ส่งให้กับคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติไปตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ฉะนั้นความคิดเห็นของประชาชนเป็นส่วนที่สําคัญมาก
ต่อไปเน้นกระบวนการรับฟังและมีส่วนร่วม อันนี้กราบเรียนไปแล้ว ต่อไป ขออนุญาตเป็นภาพ อันนี้ท่านมีอยู่ในมือแล้วนะครับ ก็คงไม่ต้องกราบเรียนในรายละเอียด ในส่วนนี้นะครับ อีกภาพหนึ่งถัดไปครับ ภาพนี้มีการพิจารณากัน จะเรียกว่าข้อแนะนําดีกว่า มีข้อแนะนําอยู่ว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๓ คน แล้ว ๒๒ คนนั้นมาจากไหน กราบเรียนว่า ๒๒ คนนี้ก็คือมาจาก ๑๑ ด้านในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไม่ใช่อยู่ ๆ จะหยิบใครมาก็ได้ และผู้เชี่ยวชาญในนี้จะต้องอยู่ทํางานไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีในด้านนั้น ๆ หรือถ้าโดยตําแหน่ง ก็อย่างน้อยต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าส่วนรัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน คืออย่างน้อยได้มีการกรองมาแล้ว ว่าท่านเชี่ยวชาญในด้านนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็หยิบใครมาได้นะครับ ตรงนี้ในบทหลักเขียนเอาไว้ แต่ในบทเฉพาะกาล อาจจะไม่ชัดเจน เมื่อสักครู่นี้ก็หารือกับผู้แทนกฤษฎีกาแล้วว่าตรงนี้เมื่อผ่านจากเราไปแล้ว ขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาไปเขียนให้ชัดเจน จะได้ไม่มีประเด็นที่ต้องมาแปลถ้อยคํากันเอง นั่นคือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เสนอไว้นี้ เดิม ๖ ปี แต่มีบางท่านพอมาถึง สปช. บอกว่าด้านยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ควรจะอย่างน้อย น่าจะเป็น ๘ ปี ถามว่าทําไมถึง ๘ ปี เพราะมาพิจารณาว่าขององค์กรอื่นบางที ถึง ๙ ปี แต่นี่เป็นเรื่องที่ต้องต่อเนื่องไป ฉะนั้นน่าจะต้องเป็น ๘ ปี แต่ ๘ ปีไม่ได้อยู่ตลอดนะครับ ๘ ปีแล้ว ๔ ปีต้องจับสลากออกกึ่งหนึ่ง ฉะนั้นบทเฉพาะกาลนี้ ๘ ปีจริง ๔ ปีต้องจับสลาก ออกครับ จับสลากออกก็ไปเข้าบริบทของสรรหา กรรมการสรรหามีอยู่ในมาตรา ๒๗ กรรมการสรรหานี้มีทั้งหมด ๗ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ เป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีสิทธิสรรหาได้ ๘ คน กลุ่มที่ ๒ มี ผบ. เหล่าทัพ มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน กลุ่มที่ ๔ ภาคเอกชน มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน ภาคประชาชน มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน ภาคการศึกษา มีสิทธิสรรหาได้ ๓ คน ฉะนั้น บางคนอาจจะไปเข้าใจผิดว่ามีทหารเต็มไปหมดเลย ประทานโทษครับ ไม่ใช่นะครับ ดูมาตรา ๒๗ มีทหารอยู่โดยตําแหน่ง ๓ คนใน ๒๖ คนและ ๓ คนใน ๒๖ คนเหล่านั้นเป็นกรรมการสรรหา สรรหาอะไร สรรหากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ก็ฝากท่านช่วยกรุณาด้วย ถ้าสมมุติว่า มีคนที่เข้าใจไม่ตรงกันเราไม่ว่ากัน เพราะว่าการประชาสัมพันธ์ การทําความเข้าใจของเรา อาจจะยังไม่ดีพอ แต่ท่านมีส่วนสําคัญในการที่จะช่วยกันทําความเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้น
ถัดไปนะครับ สมมุติว่าองค์ประกอบกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ มีทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐมีทั้งหมด ๑๐ คน ที่ ๑๐ คนนี้มีทหารอยู่ ๑ ตําแหน่ง เสนาธิการทหาร มีภาคเอกชนอยู่ ๔ ตําแหน่ง หลักคือ เอกชน ภาคประชาชน มี ๒ คน ทางภาควิชาการตรงนี้มี ๑ คน คือประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย แล้วก็ มีผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กําหนด ๑๒ ท่าน ๑๒ ท่านมาจากไหนครับ มาจากมาตรา ๖ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ และมาตรา ๖ ของร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากไหน ก็มาจาก ๑๑ ด้าน ในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) คือท่านทั้งหลายหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน ที่ท่านช่วยกันขับเคลื่อนก็จะอยู่ในนี้ด้วยมาช่วยกันดูแล ดูแลการขับเคลื่อนประเทศ ดูแลการกําหนดการบริหารยุทธศาสตร์ชาติต่อไปสําหรับอนุชนรุ่นหลัง หน้าที่ตรงนี้ทําอะไรครับ ก็จะบูรณาการแผนและกลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ ทําเรื่องวิชาการ กําหนดเป้าหมาย จัดลําดับ ความสําคัญ อันนี้สําคัญมาก จัดลําดับความสําคัญของแผนงานที่จะต้องทํา จัดแล้ว ทําอย่างไรครับ จัดแล้วต้องจัดงบประมาณให้ นั่นคือเหตุใดที่ว่าคณะกรรมการบริหาร ยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องมีเลขาธิการสภาพัฒน์ มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณอยู่ด้วย นี่คือสิ่งที่เป็นแนวคิดของเรานะครับ
ต่อไปนะครับ กระบวนการในการจัดทํายุทธศาสตร์ จัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ต้องยึดผลประโยชน์แห่งชาติ และวัตถุประสงค์หลักของชาติเป็นสําคัญ ความต้องการของ ประชาชนผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง วิเคราะห์สถานการณ์ ในประเทศและต่างประเทศ ความต้องการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ชาติ อย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญ ๑๒ ประการอยู่ในนี้แล้ว เดิมมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไม่มีความมั่นคงทางทหาร นี่ก็ใส่เข้าไปเพื่อความมั่นคงทางทหาร ก็เป็น ๑ ใน ๑๒ ด้าน ของท่านก็มีทั้งหมดอยู่ในนี้นะครับ ก็พยายามจะเอาสิ่งที่สําคัญเข้าไป กราบเรียนเพิ่มเติม ขอเอ่ยนามท่านประธานกรรมาธิการการกีฬาเดี๋ยวท่านจะน้อยใจนะครับ มาตรานี้รับท่านที่ประชุมแล้วว่าจะเติมการกีฬาลงไปด้วย ก็จะมีสังคม กีฬา ศิลปะ และวัฒนธรรม ขออนุญาตเพิ่มเติมในที่ประชุมนี้นะครับ
ถัดไปครับ แนวคิด กลไก กระบวนการ อันนี้ก็จะเป็นการถ่ายทอด และประเมินยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ แนวคิดของเราก็มียุทธศาสตร์ชาติ มียุทธศาสตร์ รัฐบาล และไปยุทธศาสตร์กระทรวง ยุทธศาสตร์กรม จังหวัด และไปถึงหน่วยปฏิบัติ แล้วย้อนกลับขึ้นไปก็เป็นเรื่องของการติดตามประเมินผล ต่อไปอีกรูปหนึ่งหลังจากนี้ก็คือ เป็นร่างกําหนดในการที่จะจัดทํายุทธศาสตร์ชาติก็เป็นร่างคร่าว ๆ อาจจะตรงกับรัฐบาล หรือไม่ตรงนั่นเป็นเรื่องของรายละเอียด ถ้าส่งไปแล้วรัฐบาลก็อาจจะไปพิจารณาเอง
ต่อไปครับ ขออนุญาตไปที่ร่างกฎหมาย ผมจะรบกวนเวลาท่านอีกไม่นาน ไม่เกิน ๑๐ นาที ร่างกฎหมายอันนี้พูดไปแล้วการพัฒนาประเทศ สภาพปัญหา ข้ามไปเลยครับ ผมขอไปสาระสําคัญ มาตรา ๔ กําหนดว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นแม่บทหลักที่เป็นกรอบชี้นํา การกําหนดนโยบายและแผนต่าง ๆ สําหรับการบริหารประเทศ เน้นย้ําอีกทีหนึ่งนะครับ เป็นกรอบเท่านั้น ไม่ใช่บอกว่ารัฐบาลต่อไปหรือในอนาคตหลังจากนี้ไป ๒๐ ปีท่านต้องทํา อย่างนี้ตลอด ไม่ใช่นะครับ เป็นกรอบ แล้วเมื่อสักครู่เรากราบเรียนไปแล้วว่า ๒๐ ปี อาจปรับได้ ๕ ปี เมื่อเหตุการณ์สําคัญอะไรปรับได้อีกเมื่อไรก็ได้นะครับ กําหนดสาระสําคัญ ที่ต้องมีในยุทธศาสตร์ชาติซึ่งครอบคลุม ๑๑ ด้านอย่างที่กราบเรียนไปแล้ว กําหนด ให้กรรมการประชุมร่วมกันเพื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ โดยต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนเสนอรัฐสภา นี่คืออยู่ในร่างมาตรา ๗ นะครับ ถัดไปครับ ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกําหนดแนวทางในการบูรณาการ อันนี้ก็สําคัญ แนวทางในการบูรณาการอย่างที่กราบเรียนไปแล้ว นั่นอยู่ในมาตรา ๑๓ (๒) และถัดไป กําหนดแนวทางการจัดสรร แนวทางเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ว่าต้องกําหนดอย่างนี้ ๆ กําหนดแนวทางตามอะไร ตามความจําเป็นของประเทศในขณะนั้น ถัดไป (๖) การคัดเลือก กรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะต้องมีทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในสัดส่วน ที่เหมาะสม กําหนดไว้เลยครับ กําหนดไว้แล้วว่าในสัดส่วนที่เหมาะสม ที่ถามต่อไปว่าสัดส่วนที่เหมาะสม นี่ได้อย่างไร ตรงไหน พิจารณาอย่างไร ผมเชื่อว่าตรงนี้ในการพิจารณาของกรรมการสรรหา ก็จะต้องดูมาตรา ๓๙ ประกอบเป็นแนวทางในการพิจารณาว่าของรัฐ ๑๐ คน เอกชน ๗ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน ก็เป็นแนวทางเท่านั้นครับ ผมไม่อาจจะไปก้าวล่วงว่าถึงเวลาแล้ว ต้องทําอย่างไร แต่ว่ามีแนวอยู่แล้ว ถ้าในกรณีที่ไม่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ ขอแก้นิดหนึ่ง เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญคราวนั้นเป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ตรงนี้ก็ต้องขอ ปรับถ้อยคํานะครับ ในกรณีที่ปฏิบัติไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมีอยู่ประมาณ ๒ มาตรา ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะขอรับไปดําเนินการ แล้วก็ได้หารือกับทางผู้แทนกฤษฎีกาแล้วว่า ถ้อยคําที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็ผ่านจากทางนี้แล้วเราไปปรับปรุงตามที่ ท่านกรุณาแนะนําก่อนจะส่งไปที่กฤษฎีกาดู กําหนดบทเฉพาะกาลนะครับ เมื่อสักครูนี้ กราบเรียนไปแล้วมาตรา ๕๕ จะต้องมีเพิ่มข้อความให้ชัด คืออย่างนี้ครับ ทางวิป (Whip) มีข้อกังวลอยู่ มีการตั้งข้อสังเกตซึ่งด้วยความเคารพที่ท่านได้กรุณาแนะนําว่ากรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ระบุอายุไว้ จํากัดอายุ ไม่ได้จํากัดวาระ ความจริงครึ่งหนึ่งบอกว่า วาระแล้วในตัว แต่ไม่เป็นไรครับ จะรับไปเขียนให้ชัดเจนว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะอยู่ได้ ๑ วาระ แต่ที่ถามถึงอายุคืออย่างนี้ วาระกับอายุบังเอิญเราไปดูจากกฎหมาย ของสภาพัฒน์ กฎหมายสภาพัฒน์ไม่ได้จํากัดวาระ มีบางท่านอยู่ถึง ๕ วาระ ก็ไม่ใช่ว่า ท่านไม่เก่งหรืออะไรแล้วไม่จํากัดอายุนะครับ เราก็เลยมามองแนวนั้น แต่ทีนี้ถ้ามองต่อไปอีก อันนี้เกิดจากการสรรหา กรรมการจากสภาพัฒน์โดยแต่งตั้งนะครับ ไม่ใช่โดยตําแหน่งแล้ว โดยตําแหน่งด้วย แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี แต่ทีนี้โดยสรรหาเราก็เชื่อว่ากรรมการสรรหา จะมาพิจารณาว่าท่านนั้นแข็งแรงพอไหม แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราจะรับพิจารณาในเรื่องนี้ ในเรื่องของวาระก็ดี ในเรื่องของอายุหรืออะไรก็ดี อันนั้นก็คือกราบเรียนเพื่อกรุณาโปรดทราบ แล้วก็จะมีกรรมการ ๒๒ คน กราบเรียนไปแล้วว่าจะไปเติมให้ชัดเจนต้องไปสอดคล้องกับ มาตรา ๖ ของร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ ทีนี้ถัดไปว่าจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้น อย่างที่ กราบเรียนไปแล้วระดับประเทศและภาครัฐ ประเทศมีบทหลักทิศทางที่ชัดเจน ระดับล่าง มีความต่อเนื่องนโยบาย ระดับกระทรวงมีการบูรณาแผน อันนั้นก็คือสิ่งที่อยากกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทั้งหลาย กราบเรียนด้วยความจริงใจนะครับ ผมว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทุกท่านจะมีส่วนสําคัญในการสร้างคุณูปการ ในการบริหารประเทศ ในการพัฒนาประเทศต่อไป นี่โดยความเห็นของผมอย่างนั้น ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ และผมคนเดียวหรือคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เท่านั้นไม่สามารถทําสิ่งนี้ให้บรรลุลุล่วงได้ ท่านจะมีส่วนอย่างสําคัญ ท่านประธานจะมีส่วน อย่างสําคัญที่ทําให้ความตั้งใจและความจริงใจของคณะกรรมาธิการปรากฏเป็นรูปธรรม ยิ่งขึ้น อาจจะสําเร็จหรือไม่สําเร็จนี้กระผมไม่อาจจะคาดเดาได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุด ให้เป็นรูปธรรม กระผมขอจบเบื้องต้นเท่านี้ก่อน และขออนุญาตท่านประธานว่าเดี๋ยวให้ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์อภิปรายต่อครับ