กษิต ภิรมย์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างวิสัยทัศน์กับยุทธศาสตร์ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมของการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีในระบอบประชาธิปไตยที่ควรมีความยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมวิพากษ์การจัดตั้งสภายุทธศาสตร์และองค์กรใหม่ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน คัดค้านบทบาทของ สปท. ในการออกกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ และย้ำถึงเจตนารมณ์การปฏิรูปที่ควรเน้นการกระจายอำนาจและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากกว่าการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอถือโอกาสซักซ้อมความเข้าใจกันสักนิดหนึ่ง ระหว่างคําว่า วิสัยทัศน์ กับคําว่า ยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าที่เรากล่าว ๆ กันมาอาจจะมี ความสับสนว่า ๒ อย่างเหมือนกัน หรือว่าที่จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับต่างประเทศว่าเขามียุทธศาสตร์ หรือว่าเขามีวิสัยทัศน์ ผมอยากจะยกตัวอย่างสัก ๔-๕ ประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้นําประเทศเขาบอกว่าเขามีวิสัยทัศน์ไปอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ที่จะให้เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีความเป็นเลิศในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา เรียกว่าเอ็กพอร์ต วอเทอร์ แมเนจเมนต์ (Export water management) ขอใช้คําภาษาอังกฤษนะครับ อันที่ ๒ เขาก็จะคงความเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นท่าเรือของโลก เป็นท่าอากาศยาน แล้วก็การเชื่อมโยงระหว่างการคมนาคมทางน้ํา ทางอากาศ กับทางบก เพราะฉะนั้น รถบรรทุกของเขาก็วิ่งจากฝั่งตะวันตกของยุโรปไปถึงประเทศรัสเซีย ไปถึงประเทศตุรกี ส่วนอันที่ ๓ เขาบอกว่าเขาจะมีความเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีว่าด้วยการอาหารฟู้ดเทคโนโลยี (Food technology) แล้วอันที่ ๔ เขาบอกว่าอยากจะให้สังคมของเขาเป็นสังคมแห่งความรู้ โดยจะเน้นในเรื่องของไอที (IT) ไบโอเทค (Biotech) เอาใกล้บ้านจะเป็นประเทศสิงคโปร์ หรือเป็นประเทศเกาหลี เขาก็มุ่งในเรื่องของการที่จะเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ในทางด้าน วิทยาศาสตร์ ทางด้านไบโอเทค (Biotech) นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เป็นสําคัญ แม้กระทั่งประเทศเกาหลีใต้ ณ วันนี้ก็บอกว่าเขาจะส่งออกซึ่งวัฒนธรรม แล้วก็การดํารงชีวิต สมัยใหม่คือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม เราก็เห็นผลแล้วว่าเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) ดํารงชีวิตมีสไตล์ (Style) การร้องรําทําเพลงทั้งหมดไปในทิศทางของประเทศเกาหลีใต้เขาส่งออกวัฒนธรรม ส่วนประเทศจีนนั้นเขาก็บอกว่าจะถีบตัวขึ้นมาเป็นเจ้าโลกในเรื่องของเทคโนโลยี ทางด้านอวกาศ เป้าหมายเขาแน่ชัด กลับไปที่ประเทศอิสราเอล เราก็รู้ว่าเขาเป็นที่เลื่องลือ เรื่องสตาร์ทอัพคัมพานี (Startup company) เอาคนรุ่นหนุ่ม รุ่นสาว เกณฑ์ทหาร ออกมาจากทหารแล้วเขาให้ทุนในการที่จะเป็นนักคิดค้นคว้าเรื่องการสื่อสาร เพราะฉะนั้น บริษัทเล็ก ๆ น้อย ๆ ของประเทศอิสราเอลนั้นได้รับการจดสิทธิบัตรมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก แม้กระทั่งของประเทศจีนไปซื้อเยอะแยะหมด องค์ความรู้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็ใช้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ขณะที่เขาคงความเป็นเลิศในเรื่องของการเกษตร ท่ามกลางอะไรครับ สภาพของประเทศที่เป็นทะเลทราย แล้วเขาก็พัฒนาเรื่องอาวุธเพราะเขาต้องอยู่รอด ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็มีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียก็บอกว่า ปี ๒๐๒๐ เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คือจะให้รายได้ต่อหัวตกประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ นั่นเป็นวิสัยทัศน์แล้วก็มีเป้าหมายที่จะไปถึง ส่วนยุทธศาสตร์ ทุกประเทศก็มีครับ แต่ว่ายุทธศาสตร์เป็นเรื่องเฉพาะกิจ เฉพาะกาล เป็นเรื่องระยะสั้น ไม่สามารถที่จะวางยุทธศาสตร์ไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้าได้ เพราะว่าบริบท ของสังคมไทยแล้วก็บริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นจะมากําหนดยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีเป็นไปไม่ได้ครับ เป็นความเพ้อฝัน แล้วก็เป็นการวางเป้าหมายให้กับประเทศที่ผมคิดว่า ผิดประเด็น ประเทศที่จะวางยุทธศาสตร์ได้เหลือ ๓-๔ ประเทศ ประเทศเกาหลีเหนือ แม้กระทั่งประเทศจีน ประเทศเวียดนาม สปป. ลาว แล้วก็ประเทศคิวบา ประเทศคอมมิวนิสต์ เพราะมีรัฐบาลพรรคเดียวอยู่ถาวร อยู่มาแล้ว ๕๐ ปี ไปได้อีก ๑๐๐ ปี แต่ก็หวังว่า คสช. คงจะไม่อยู่ในตําแหน่งไปอีก ๒๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จะมาพูดเรื่องปฏิรูปประเทศไทย แล้วก็เอาประชาธิปไตยกลับมาไม่ใช่แล้ว คสช. ก็ต้องอยู่ในอํานาจไปอีก ๒๐ ปีก็เป็นรัฐบาล เผด็จการ มีนัยอย่างนี้หรือเปล่าครับ หรือว่าที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๑๓ ของสไลด์ (Slide) ที่แจก ที่ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์นั้นสามารถที่จะชี้นกชี้ไม้กับคณะรัฐบาล รัฐสภา และจะบอกว่า ไม่ใช่ คปป. ของดอกเตอร์บวรศักดิ์กลับมาใหม่ ก็ฟื้นชีพมาอีกเราหลอกตัวเองหรือเปล่า อันนี้ต้องพูดให้ชัดนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าตอนนี้เรามี ๓-๔ สภาด้วยกัน สภากลาโหม สภาพัฒน์ สภาความมั่นคง แล้วก็มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทางกรรมาธิการ ไม่ได้พูดสักครั้งว่าสภา ๔ สภานี้อ่อนแอ ใช้ไม่ได้ เขามีปัญหาอะไรถึงจะต้องมีสภายุทธศาสตร์ อันนี้ขึ้นมา มีสํานักงานใหม่ ซึ่งผมก็แสนจะเบื่อ ๆ ผมพูดหลายครั้งว่าเข้ามาในที่นี้ทีไร ก็มีการเสนอจัดตั้งองค์กรใหม่ ผลาญงบประมาณกันใหม่ แล้วก็เสริมอํานาจของฝ่าย ข้าราชการประจํา หรืออดีตข้าราชการประจํา ไม่มีอะไรที่มีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องของการเสริมสร้างรัฐราชการ หรืออาณาจักรของราชการ แล้วท่านก็จะบอกว่า ไม่ได้ไปปรึกษาหารืออะไร ก็พูดสวยนะครับ แต่ว่าที่ประเทศไทยมี ๗๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗,๐๐๐ ตําบล ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมไม่ได้มีส่วนร่วมในนี้เลย ก็เสมือนกับว่า พูดภาษาซ้าย ๆ หน่อย เหมือนกับว่าอํามาตย์ว่ากันเองแล้วก็ตั้งองค์กรขึ้นมา แล้วก็ทําแผน ยุทธศาสตร์แห่งชาติออกมา ท่านประธานกรรมาธิการก็พูดว่าเป็นแค่กรอบ เสมือนเอาใจว่า มีความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ แต่ท่านประธานคณะทํางาน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ พลเอก ชูศักดิ์ก็พูดแต่แผน ท่านจะใช้คําว่า กรอบ หรือแผน ท่านเอาอะไรแน่ พูดให้ชัดครับ ถ้าเป็นกรอบผมว่ายิ่งไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีกรอบยุทธศาสตร์ เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน บริบทสังคมไทยเปลี่ยนทุกวัน บริบทโลกก็เปลี่ยน วางยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีไม่ได้ และที่สําคัญที่สุด ก็คือเราจะเป็นสังคมประชาธิปไตย รัฐบาลในอนาคตจะมาจากภาคประชาชนครับ เป็นของประชาชน แต่ว่าในบริบทอันนี้ในพระราชบัญญัติที่ร่างขึ้นมา ในแผนยุทธศาสตร์นั้น ไม่มีผู้แทนของประชาชน หรือประชาชนได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยในอนาคตของประเทศอีก ๒๐ ปี อย่ามาตอบผมว่าประชาชนจะได้มีส่วนร่วม ผมไม่เชื่อครับ แล้วก็เป็นไปไม่ได้ เลิกที่จะ ทําอะไรในการที่จะวางฐานรากของระบบราชการแล้วก็กันประชาชนออกไป เรานั่งอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะปฏิรูปประเทศครับ ไม่ได้มาสร้างอาณาจักรของราชการ
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลามาก ก็ในเมื่อทางรัฐบาล คสช. จะทําแผนยุทธศาสตร์แล้วเสร็จแล้วก็ให้รัฐบาลทําไป ถ้าอยากจะออกกฎหมายก็มอบให้ สนช. ทําไป ผมไม่เห็นว่าเรื่องการออกพระราชบัญญัติอันนี้ในเรื่องยุทธศาสตร์เป็นหน้าที่ ใด ๆ ทั้งสิ้นของ สปท. หรือของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบราชการ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอพูดว่าผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะเอาออกไปจาก การพิจารณาของ สปท. และถ้ายังยืนยันเพราะมีเสียงข้างมากที่นี่ว่าจะต้องสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. อันนี้แล้วก็แผนยุทธศาสตร์ ผมก็ขอปฏิเสธที่ผมขอคัดค้านแล้วก็ไม่เห็นด้วย ตั้งแต่บัดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมขอเตือนสติพวกเราอีกสักครั้งหนึ่งว่าเรามาที่นี่ เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้สังคมไทยมีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แล้วก็มีส่วนร่วม ในความเป็นไปของประเทศให้มากที่สุด ไม่ใช่ปฏิรูปกันแบบเสแสร้ง แล้วก็เอาอํานาจกระจุกตัว อยู่ที่ระบบราชการ อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็อยู่ที่ส่วนกลาง อันนี้ผมรับไม่ได้ ผมขอคัดค้าน ทั้งในที่ประชุมนี้แล้วก็ข้างนอกครับ ถ้าเผื่อยังจะเป็นแนวโน้มของการทํางานแล้วก็ มีการปฏิบัติกันอย่างนี้ต่อไปเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และไม่เป็นการสมควรที่ สปท. จะต้องมีหน้าที่ ปฏิรูปประเทศไทย มาแค่ปรับปรุงระบบราชการให้ใหญ่โตขึ้น อันนี้เรากําลังทําอะไร ที่ไม่ค่อยจะถูกต้องกับวัตถุประสงค์ แล้วการที่เราได้เรียกร้องบนท้องถนนมาตลอดว่า เราจะต้องปฏิรูปประเทศไทย ภาษาอังกฤษใช้คําว่า รีฟอร์ม (Reform) การมีส่วนร่วม ของประชาชนเป็นสําคัญนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน