เลิศรัตน์ รัตนวานิช สนับสนุนการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และเน้นความสำคัญของการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อให้ประเทศสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อการจัดตั้งคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ หรือการยกร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณแล้วก็ขอแสดงความชื่นชมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ ภายใต้การนําของ พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ที่ได้ดําเนินการผลักดันในเรื่องนี้ มาตั้งแต่สมัยเป็น สปช. และจนมาถึงวันนี้เป็น สปท. ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องถือว่าเดินหน้าไปไกล ผมได้รับเอกสารฉบับเล็ก ๆ เขียนว่าร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ ในนี้ก็มีสรุปย่อพอสมควรว่ามีแนวคิดอย่างไรในการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ วิสัยทัศน์ต่าง ๆ เป้าหมายที่ต้องการจะเห็นประเทศไทยไปในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า นอกเหนือจากที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน กระผม ขอเรียนว่ากระผมสนับสนุนการจัดทําร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปีเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เคยเป็นผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเมื่อปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ก็ได้เห็น การจัดทํายุทธศาสตร์โดยนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งทํากันมาสืบเนื่อง ยาวนานแล้วทํามาทุกปี อันนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องมีคณะผู้มาดําเนินการมาจัดทําปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับที่เราอาจจะเรียกว่าสวอตอะนาลีซิส (SWOT Analysis) คือการดู ในหลาย ๆ แง่มุมไม่ว่าจะเป็นปัญหา อุปสรรคหรือปัจจัยที่เกื้อกูลก็แล้วแต่ ซึ่งในโลกนี้ หรือในประเทศเราเองบางครั้งอาจจะเกิดวิกฤตการณ์ที่รุนแรงก็อาจจะดําเนินการปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ชาติที่ค่อนข้างจะมากกว่าการปรับเปลี่ยนปีต่อปี เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าแนวคิด ในการยกร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ขึ้นมาก็เป็นแนวคิดที่เหมาะสม ซึ่งก็ได้รับ การตอบสนองจาก กรธ. เป็นอย่างดีที่จะบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ หรือในสมัยที่เป็น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองเราก็ให้ความสําคัญ แล้วก็ได้บรรจุเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ไว้ในตอนนั้น ฉบับที่แล้วเราให้เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ และมีความสําคัญที่เราเห็นกับการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติขึ้นในประเทศของเรา ทุกคนก็ได้อภิปรายรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปค่อนข้างมาก ผมก็คงจะไม่ใช้เวลา ไปพูดถึงองค์ประกอบ พูดถึงอํานาจหน้าที่ เชื่อว่าท่านประธานและกรรมาธิการทุกท่าน คงได้รับฟังในแง่มุมต่าง ๆ ว่าองค์ประกอบเหมาะสมไหม กรรมการสรรหาเป็นอย่างไร ใครควรจะไปอยู่ในนั้นบ้าง หน้าตาควรจะเป็นอย่างไร ที่จะทําให้เกิดประโยชน์ในการที่จะไป กํากับให้เกิดการจัดทําร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี แล้วก็รวมถึงอํานาจหน้าที่ ที่บัญญัติไว้ในหลาย ๆ มาตราว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จะสามารถทําให้รัฐบาลมีความคล่องตัว หรือไม่ อย่างที่กล่าวว่ายุทธศาสตร์ชาติก็คืออุโมงค์ใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาล ก็เหมือนงูที่สามารถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ในอุโมงค์ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ถึงกับไปบีบรัดจนแน่น ให้รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ เพราะฉะนั้นการกําหนดอํานาจหน้าที่แล้วก็ ความเกี่ยวโยงกันระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับภาระความรับผิดชอบของรัฐบาล ก็ต้องให้มีความเหมาะสม มีความสมดุล ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติสิ่งที่สําคัญ คือการกําหนดเป้าหมายไว้ข้างหน้า หรือถ้าภาคเอกชนเรียกว่าการกําหนดวิสัยทัศน์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเลือกใครมาเป็นซีอีโอ (CEO) ของบริษัทสักแห่งหนึ่ง ยิ่งบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว นี่สิ่งที่สําคัญ คือวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้บริหาร คือการมองไปได้ไกล ถ้ามองไกลได้เท่าไร เราก็สามารถเตรียมตัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น เราจะเห็นว่าธุรกิจ หลายตัวในโลกขณะนี้เริ่มสูญพันธุ์ล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นทีวี (TV) ขาวดํา เป็นโทรศัพท์ อะนาล็อก (Analog) เป็นกล้องถ่ายรูปภาพนิ่ง คนก็มาใช้อุปกรณ์อย่างอื่นที่มีความทันสมัย ที่เป็นดิจิทัล (Digital) กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นบริษัทภาคเอกชนถ้าไม่เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ธุรกิจตัวอื่นก็จะต้องล้มไป ก็มีหลายบริษัท ที่ล้มหายไป ตายจากไป ในช่วง ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมาที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างสูงยิ่ง ต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต เพราะฉะนั้นการกําหนดวิสัยทัศน์ข้างหน้าไว้ผมจึงคิดว่า เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ก็อยากจะยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวสัก ๑ ตัวอย่างว่าถ้าประเทศไทยเรา คิดในเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเก่าแล้ววันนี้เราอาจจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าที่เป็นอยู่ ทุกคนตระหนักดีว่าเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จุดอ่อนที่สุดของเราคืออะไร คือคนไทย ๖๐ กว่าล้านคนใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ ใช้ไม่ได้ก็คือพูดไม่เป็น คอมมูนิเคท (Communicate) ไม่ได้ เกิดเลเบอร์โฟลว์ (Labor flow) คือการเคลื่อนไหวของแรงงานไปทํางานต่างประเทศก็จะ เสียเปรียบเขาเพราะเราไม่สามารถใช้ภาษาได้อย่างเพื่อนบ้านเราหลาย ๆ ประเทศ อันนี้ก็มาจาก การที่เราไม่ได้มองเห็นอนาคตในเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปี หรือ ๔๐ ปี ๕๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ ผมได้ไปร่วมในพิธีลงนามเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งผมเป็นประธาน ร่วมกับสถาบัน ๒ แห่ง ก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อลงนามเอ็มโอยู (MOU) ในการพัฒนามาตรฐานการสอนและการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะ ใช้ที่เราเรียกว่าคอมพีเทนซี (Competency) คือสมรรถนะในการวัดว่าครูมีประสบการณ์ ในการสอนไหม นักเรียนที่จบในแต่ละชั้นทั้งของ สพฐ. ของมหาวิทยาลัย และของอาชีวศึกษา เมื่อเรียนแล้วมีความรู้ที่จะนําไปใช้ได้จริงไหม แล้วก็รวมถึงการที่จะเตรียมให้ผู้ที่ผ่าน การเรียนจากสถาบันในระดับต่าง ๆ ออกไปทํางานในวิชาชีพต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้น การสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมาเป็น ประธานเมื่อวานนี้คือนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐ์ศิลป์ ได้กล่าวว่าเราสอน ภาษาอังกฤษกันมา ๑๐๐ ปี ผิดหมดเลย พวกเราก็ไปเอาตําราฝรั่งมาแล้วก็สอน ๆ เด็กก็สอบตามตํารานั้น แต่เมื่อจบไปแล้วไม่สามารถจะไปใช้สื่อสารกับใครได้ พูดไม่ได้ อ่านได้ไม่กี่คํา เพราะฉะนั้นในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการก็จะใช้กรอบมาตรฐานที่เรา ลงนามเอ็มโอยู (MOU) กันเมื่อวานนี้ไปใช้บังคับในทุกสถาบันการศึกษาว่าถ้าจบชั้นนี้จะต้อง อ่านออกคําไหนบ้าง พูดได้ขนาดไหน เขียนได้อย่างไร และฟังได้ขนาดไหน อันนี้ก็คือตัวอย่าง ให้เห็นว่าถ้าเรามองได้ไกลพอเราก็จะได้เตรียมการกับสิ่งเหล่านี้ไว้ก่อนไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราวันนี้จึงขาดขีดความสามารถทางการแข่งขันในการทําธุรกิจ กับต่างประเทศเพราะเราไม่มีคนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอที่จะเข้าสู่ภาคแรงงาน ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการมียุทธศาสตร์คือการมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล เพราะฉะนั้นการมี คณะกรรมการจึงจะช่วยทําให้การขับเคลื่อน เรื่องต่าง ๆ ของประเทศเราต้องการจะมี ความก้าวหน้า มีแรงกิง (Ranking) ที่สูงขึ้นของตัวชี้วัดในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง การลงทุน ในเรื่องของการศึกษา การแข่งขันในด้านต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้อง วางแผน วางกรอบไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุนการที่คณะกรรมาธิการได้จัด ให้มีการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็หวังว่ารายละเอียดของตัวร่าง พ.ร.บ. นั้น กรรมาธิการจะได้พิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่จะทําให้เกิดประสิทธิภาพ สอดคล้องกับระบบการปกครองที่เราจะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มีคณะกรรมการ ที่จะสามารถทํางานผลักดันร่วมกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสํานักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ให้สามารถทํางานควบคู่กันไปได้โดยเสริมซึ่งกันและกัน ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็หวังว่าเราจะได้เห็นยุทธศาสตร์ชาติภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผลสําเร็จภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ขอขอบพระคุณครับ