ถวิลวดี ตั้งคำถามร่างยุทธศาสตร์ชาติ ชี้ปัญหาการผูกขาด-ขาดกลไกตรวจสอบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ถวิลวดี บุรีกุล หารือเกี่ยวกับร่างยุทธศาสตร์ชาติและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของแนวทางในร่างมาตราต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรา 6, 7, 9 และ 13 พร้อมแสดงความกังวลต่อการผูกขาดอำนาจ ขาดกลไกตรวจสอบและถ่วงดุล รวมถึงข้อเสนอให้ทบทวนโครงสร้างการคัดเลือกกรรมการและบทบาทของสำนักงาน เพื่อส่งเสริมความหลากหลาย การมีส่วนร่วมของประชาชน และการดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีความยืดหยุ่น โดยเสนอให้ปรับบทบาทหน่วยงานแทนการตั้งหน่วยงานใหม่ และเปลี่ยนแนวทางการสื่อสารยุทธศาสตร์ให้เปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉันถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นไม่มากนะคะ เริ่มแรกดิฉันก็อยากจะขอบคุณ กรรมาธิการที่ให้ความสําคัญกับทิศทางของประเทศ เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็ควร จะมีมานานแล้ว ถือว่าเราจะเห็นตัวเองในอีก ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ลูกหลาน ของเราจะอยู่อย่างไร เป็นเรื่องที่เราจะส่งมอบประเทศให้ลูกหลานอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ จะเห็นในอนาคต ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีแล้วก็เป็นเจตจํานงของคนในชาติ เป็นสัญญาใจ ของคนในชาติว่าจะดําเนินการไปถึงจุดหมายนะคะ ก็ถือว่าจุดเริ่มกําลังจะเกิด และจุดกลาง จะอยู่ตรงไหน จุดปลายจะอยู่ตรงไหนก็คงจะมีแสงสว่างที่จะพาเราเดินไปอย่างถูกทิศถูกทาง อย่างไรก็ตามมีหลายประเด็นที่ดิฉันมีข้อสังเกต ดิฉันเคยทําการศึกษาวิจัยเรื่องอนาคต ประเทศไทยที่คนไทยอยากจะเห็น

เรื่องแรก ที่คนไทยอยากจะเห็นคือความปรองดองสามัคคี

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเป็นสังคมที่โปร่งใส ปราศจากการทุจริต การที่ ประชาชนมีการศึกษาดี มีการเมืองดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วก็มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อดูในมาตรา ๖ มาตรา ๖ ก็เขียนไว้ละเอียดว่าจะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งบางที จะละเอียดมากไปไหม หรือว่าประเด็นที่สําคัญขาดหายไป เพราะฉะนั้นการเขียน รายละเอียดแบบนี้จะทําให้บางสิ่งที่เราอยากจะเติม จะเติมอยู่ตรงไหน เช่นทําอย่างไร ถึงจะให้เกิดสังคมสันติสุข แน่ใจได้ว่าในอนุมาตราทั้งหมด ๑๒ อนุมาตรานั้นจะนําประเทศ ไปสู่สังคมที่สันติสุข สถาพร และเกิดความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ําได้หรือไม่

นอกจากนี้ประเด็นที่สําคัญในมาตรา ๗ มาตรา ๗ ถือว่าเป็นมาตรา ที่กําหนดว่าจะต้องทํางานกันอย่างไรบ้างในคณะกรรมการ ก็มีประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวล ของดิฉันอยู่หลายประเด็นเหมือนกันโดยเฉพาะในวรรคสอง เรื่องการมีส่วนร่วมของ ประชาชนต้องเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนด ซึ่งตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่า จะทําอย่างไรแล้วประชาชนทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ซึ่งดิฉันก็อยากจะ สนับสนุนข้อเสนอของท่าน สปท. คํานูณนะคะว่าอยากจะให้เขียนให้ชัดหรือจะต้องมี การกําหนดอย่างไรไม่แน่ใจ เราจะไว้ใจกรรมการได้ไหมว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง แล้วนอกจากนี้ในวรรคสาม ที่บอกว่าการจัดทําสาระจะเป็นอย่างไร กําหนดเป้าหมายอย่างไร ระยะเวลาอย่างไร ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนดอีก ตรงนี้ ก็เป็นข้อห่วงกังวล เพราะว่าสาระต้องมาจากการมีส่วนร่วมของทุกคนมาจากเจตจํานง ของหลายภาคส่วน แต่แทนที่จะเป็นไปตามนั้นก็ให้กรรมการเป็นคนกําหนดอีก เราก็จะ กลายเป็นมอบอํานาจให้กรรมการชุดนี้ทําทั้งหมดนะคะ

นอกจากนี้ในมาตรา ๙ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะต้องมีการทบทวนทุก ๕ ปี แทนที่จะบอกว่าอาจจะ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรา อยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่ว่ากรรมการไม่เห็นชอบที่จะให้ปรับปรุงจะทําอย่างไร ก็ปรับไปเสียเลยว่าแทนที่จะเป็น อาจ ก็ให้มีการทบทวนทุก ๕ ปี ก็ไม่เสียหายอะไรที่จะปรับ ตรงนี้นะคะ

นอกจากนี้ในมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๓ เป็นมาตราที่สําคัญ เป็นหน้าที่ของ กรรมการว่าจะต้องทําอะไรบ้าง ตรวจสอบ ทบทวนอะไรอย่างนี้นะคะ เยอะแยะไปหมด ทีนี้มาดูในมาตรา ๑๓ (๙) คือเมื่อติดตาม ตรวจสอบ แล้วให้เปิดเผยต่อสาธารณชน แล้วไปอย่างไรต่อดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าแล้วอย่างไรต่อ ปรากฏว่าไปติดตาม ตรวจสอบ เปิดเผย แล้วจะไปบังคับได้อย่างไร คือจะเป็นรูปแบบอย่างไรก็ยังมองไม่ออกนะคะตรงนั้นยังมองไม่ถึง

นอกจากนี้ดิฉันมีประเด็นอีกเล็กน้อยคือเรื่องของการตรวจสอบ ถ่วงดุล ดิฉันถามว่าใครจะเป็นคนตรวจสอบ ใครจะเป็นคนถ่วงดุลกับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ใครจะตรวจสอบว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติทําดีหรือไม่ดี ทํางานตามเป้าหมายถูกต้อง หรือไม่ จะมีกรรมการที่ไหนมาตรวจสอบอีก หน่วยงานไหนใครจะเป็นคนประเมินกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติเพราะว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติไปประเมินหน่วยงานทั้งหมดทั้งปวงเลย ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ อะไรทั้งหลายทั้งปวงว่าจะทํางานเป็นอย่างไร สอดคล้องหรือไม่ ตอนนี้ก็เป็นที่น่าห่วงกังวลของดิฉันนะคะ

นอกจากนี้ในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๓ เรื่องของการคัดเลือกกรรมการ คือในที่นี้มีทั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการบริหารมีจํานวนเยอะแยะไปหมดเลยนะคะ อาจจะต้องทบทวนว่าจํานวนเหล่านี้มากไปหรือเปล่า แล้วก็มีการคัดเลือกกรรมการว่าต้องมาจาก ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าจะให้ดียุทธศาสตร์ชาติ ต้องสอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่เขาบอกว่าต้องมีเรื่องของความเสมอภาคแล้วนะคะ ก็ควรจะให้คํานึงถึงความเสมอภาคไม่ว่าความเสมอภาคทางเพศหรือความเสมอภาค ด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็จะทําให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อให้ได้รับมุมมองที่แตกต่างแล้วก็เป็นไปตาม ความต้องการและความรู้สึกของคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย

คราวนี้มาถึงหมวด ๕ เรื่องของสํานักงาน สํานักงานมีหน้าที่รับผิดชอบเยอะ มีหน้าที่สื่อสารสาธารณะ มีหน้าที่หาแนวร่วมอีกต่างหากนะคะ ในมาตรา ๔๕ (๗) ดิฉันคิดว่า สํานักงานไม่ควรจะหาแนวร่วม ควรจะหาเครือข่ายมากกว่า เพราะถ้าหาแนวร่วมแสดงว่า ท่านหาแต่คนที่คิดเหมือนท่าน ท่านได้ถามความคิดเห็นของคนที่คิดต่างจากท่านและนําไปสู่ การปรับปรุงที่ดีขึ้น ความคิดต่างจะนําไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่มีการปรับปรุงการทํางานที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพิจารณาถ้อยคําแล้วก็ปรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้มีความอ่อนตัว แล้วก็เป็นมิตรมากขึ้นกว่าการดูแล้วแข็งตัวมากเลยจะทําอะไรก็รู้สึกว่าลําบาก นอกจากนี้ ใน (๕) ที่บอกว่าให้ประสานงานกับหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐอะไรทั้งหลายทั้งปวง ท้องถิ่น องค์กรอื่น จะดีไหมถ้าเราเขียนเพิ่มว่า ให้มีองค์กรภาคประชาสังคม เข้าไปด้วย สําหรับการทํางานของสํานักงานก็ต้องทํางานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมด้วยน่าจะ ทําให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นผลได้มากขึ้น แล้วดิฉันคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่แผนพัฒนา เพราะฉะนั้นต้องกว้าง ๆ อย่าทูดีเทล (Too detail) นั่นคือสิ่งที่สําคัญ แล้วในมาตรา ๔๕ (๙) อีกเหมือนกัน คือเรามองไปในอนาคต เพราะฉะนั้นสํานักงานเขาจะจัดทําเอกสาร เผยแพร่ยุทธศาสตร์ชาติในรูปแบบไหนก็อย่าไปบังคับว่าจะต้องเป็นเอกสารคู่มือ เพราะคําว่า เอกสารคู่มือ หมายถึงด็อกคิวเมนต์ (Document) แต่อาจจะเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ในมาตรา ๔๘ บอกว่า ให้มีเลขานุการ รองเลขานุการ ใช้คําว่า ช่วยสั่งและปฏิบัติ คําว่า ช่วยสั่ง ดิฉันไม่แน่ใจว่ามีคําอื่นแทนคํานี้หรือไม่ คราวนี้มาถึง กรรมการบริหาร กรรมการบริหารกับสํานักงานทํางานคล้ายกันมาก เพราะฉะนั้น กรรมการบริหารเป็นกรรมการที่จะทํางานเป็นหลักมีทั้งถึง ๒๙ คน ต้องติดตาม ตรวจสอบ กํากับ ดูแล ผลักดัน ดิฉันไปดูแล้วว่าใครจะมาเป็นกรรมการบริหารบ้างก็ยังสงสัยว่า จะไปผลักดันให้เป็นผลได้อย่างไร แล้วนอกจากนี้ในภารกิจของกรรมการบริหารก็ไม่มีเรื่อง การที่จะไปเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน คือไป ๆ มา ๆ มีเจตจํานงที่จะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมแต่ไม่มีรายละเอียดในเรื่องของการมีส่วนร่วมแล้วก็ถ้อยคําที่จะ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค อย่างเท่าเทียม อย่างมีอิสรภาพ แล้วก็ อย่างมีความสามารถ ไม่ได้อยู่ในร่างนี้เลยนะคะ

คราวนี้มาถึงในมาตรา ๔๑ (๒) กรรมการบริหารดูแล้วจะไปแทรกแซง การทําหน้าที่ของหน่วยงานอื่นไหม เพราะว่ากรรมการบริหารจะต้องจัดทําตัวชี้วัด กําหนดเป้าหมายอะไรพวกนี้ ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หรือองค์กรต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริง ดิฉันคิดว่าแต่ละหน่วยงานเขาก็มีภารกิจมีตัวชี้วัด มีเป้าหมายของตัวเอง กรรมการบริหาร ก็น่าจะติดตามตรวจสอบไปตามนั้น อาจจะต้องมีการทํางานแบบเชื่อมประสานกัน แทนที่จะทําตัวอยู่ข้างบนเลยไม่รู้ว่าควบคุมอย่างไร แล้วกรรมการบริหารจะต้องรายงาน ต่อกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลัก ไป ๆ มา ๆ กรรมการบริหารจะมีภารกิจสูงที่สุด แล้วสุดท้ายก็จะกลายเป็นคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติไปในตัว ก็เป็นที่ห่วงกังวล อีกเหมือนกัน แล้วนอกจากนี้ดิฉันยังมองว่าตอนนี้มีสภาพัฒน์ แล้วก็มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหลายหน่วยงานซึ่งมีภารกิจที่ใกล้เคียงอาจจะต้องให้หน่วยงานเหล่านี้มาช่วยทํางาน เพื่อไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปตั้งหน่วยงานใหม่ไหม แล้วก็ปรับสภาพหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทํางานใกล้เคียงเหล่านี้มาทํางานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องขอขอบคุณค่ะ