เฉลิมชัย ชี้ลมใต้ปีกการปฏิรูปคือประชาชน หนุนยุทธศาสตร์ชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม ชื่นชมกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ย้ำความจำเป็นของกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเปรียบเทียบกับ "ลมใต้ปีก" ที่ต้องมาจากประชาชนและทุกภาคส่วน พร้อมเรียกร้องให้ร่างกฎหมายสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๑๐ ที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก่อนอื่นขอกล่าวชื่นชมแล้วก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการของท่านยงยุทธ ที่ได้ทําการศึกษาเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาเป็น สปท. อ่านเอกสารแล้วผมก็ชื่นชมมาก ใฝ่ฝันมานานว่าเมื่อไรที่ประเทศไทยจะมีการปฏิรูปอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ทําให้เรามีเป้าหมาย ในการเดินหน้าประเทศได้สักทีหนึ่ง วันนี้เราใกล้ถึงจุดหมายปลายทางนั้นแล้ว โดยการพิจารณา กฎหมายเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ วันนี้เราไม่ได้ทํายุทธศาสตร์ชาติ แต่เรากําลังพิจารณาเครื่องมือ กลไก กฎหมายที่จะนําไปสู่การทํายุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็กลไกต่าง ๆ ในการที่จะกํากับดูแล ตรวจสอบ ประเมินต่าง ๆ ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป ท่านประธานครับ ช่วงเช้าท่านประธาน ยงยุทธท่านได้นําเรื่องเครื่องบินมาให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้ดู ผมจําได้ว่าผมได้เคยอภิปราย ในวันแรก ๆ ของการประชุม สปท. ว่าเครื่องบินลํานี้เป็นเครื่องบินประเทศไทย เรากําลังจะบิน สู่จุดหมายปลายทางในอนาคตอีกกี่ปีไม่ทราบ เครื่องบินก็มีทั้งกัปตัน มีน้ํามันที่จะเป็นพลังงาน มีปีก มีกลไกต่าง ๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งขาดไม่ได้เลย ท่านมีทั้งหมด ที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ไม่มีทางที่จะบินได้ สิ่งนั้นก็คือลมใต้ปีก ผมได้อภิปรายเปรียบเทียบไว้ คราวที่แล้วว่าลมใต้ปีกในที่นี้เป็นลมหรือเป็นพลังที่จะพยุงเครื่องบินลํานี้ เครื่องบินประเทศไทย ให้บินไปสู่จุดหมายปลายทางได้ในอนาคต ลมใต้ปีกในที่นี้คือใครครับ คือประชาชน การที่จะ ทํายุทธศาสตร์ชาติ หลายท่านได้อภิปรายไว้แล้ว ความสําคัญอย่างยิ่งยวดขาดเสียมิได้เลยคือแรง หรือพลัง สนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่มีอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคราชการ เป็นลม เป็นพลังที่จะช่วยพยุงเครื่องบินลํานี้ให้บินไปถึง จุดหมายปลายทางได้ ผมมีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่าปลายทางที่เครื่องบินลํานี้ จะบินไปที่ไหน ผมซื้อตั๋วไปปักกิ่ง แต่คงไม่ใช่บิน ๆ ไปสักพักหนึ่งแล้วกัปตันบอกว่า ขอบินไปลงคุณหมิง บินไปลงนานกิง หรืออะไรก็แล้วแต่ อันนั้นย่อมไม่ใช่ลักษณะของ การบริหารราชการที่จะนําไปสู่จุดหมายปลายทางของความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืนของประเทศ ร่างกฎหมายฉบับนี้ผมได้อ่านดูละเอียด พยายามจะหาจุด ไม่เรียกว่าจุดบกพร่องแต่เป็นจุดอ่อน ก็แล้วกัน จุดอ่อนที่นําไปสู่หลายคน ไม่ว่าจะสื่อ หรือว่านักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ว่านี่คืออํานาจที่ ๔ หรืออํานาจที่ ๕ หรืออํานาจที่ ๖ จะว่าอย่างนั้นก็พอจะเทียบ ๆ เคียง ๆ ได้ แต่ไม่ถึงขั้นนั้นนะครับ ผมไม่เจออํานาจอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่มีผู้อภิปรายไว้แล้ว ผมเจอยักษ์ แต่เป็นยักษ์ที่ยืนอมยิ้มอยู่ ไม่ได้มีอํานาจอะไรมากมายที่จะไปให้คุณให้โทษอะไร ถึงขนาดที่จะไปมีผลในการพิจารณาถอดถอนหรืออะไรก็แล้วแต่ การดําเนินการต่าง ๆ นั้น ผมเชื่อว่าเป็นการสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ ที่กําลังร่างอยู่ของ กรธ. มาตรา ๖๑ นั้น บอกว่า รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและเป็นกรอบ ในการจัดทําแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกัน ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คีย์เวิร์ด (Key word) คือเป้าหมาย อันที่ ๒ คือกรอบในการทําแผน แต่วรรคสองสิครับมีความสําคัญ การกําหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย การจัดทําและสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย บัญญัติ ซึ่งต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย วรรคสองมีความสําคัญครับ พูดถึงกฎหมาย เรากําลังพิจารณา กฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า วรรคสอง ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. กําลังทําอยู่นี้เราทําล่วงหน้าไปส่วนหนึ่ง หรือคู่ขนานกันไปคือการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ได้เคยมีการพูดกันว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ควรจะต้องมีการใส่ไว้ในหมวดต่างหากของร่างรัฐธรรมนูญ ของ กรธ. ด้วยซ้ําไปหมวดว่าด้วย ยุทธศาสตร์ชาติ แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องของ กรธ. ไป สิ่งที่ผมอยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการ เอาไว้คือการติดตามสดับรับฟังนับจากเมื่อวานวันที่ ๑๕ ไปจนกระทั่งถึงอนาคตอีกประมาณ ๒ เดือน ว่า กรธ. ท่านจะร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอย่างไร เพราะมีหลาย บทบัญญัติในร่างกฎหมายของท่านเขียนเอาไว้ ถ้าท่านเขียนเอาไว้แต่ว่ารัฐธรรมนูญไม่มี บทบัญญัติรองรับเอาไว้ก็เป็นคนละเรื่องไปเลย ผมยกตัวอย่างที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญ เป็นอย่างมาก และผมยังติดใจอยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ นี้เขียนเอาไว้ การจัดทํา การดําเนินนโยบาย หรือแผน หรือแผนงานของ รัฐสภา พูดถึงรัฐสภาเลยนะครับ คณะรัฐมนตรี รวมทั้งองค์กรและหน่วยงานของรัฐต้องอยู่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติตามพระราชบัญญัตินี้ ศักดิ์ของกฎหมายนี้เป็นพระราชบัญญัติ ผมไม่แน่ใจว่าการบัญญัติเอาไว้อย่างนี้จะทแยงหรือว่าไปขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนรองรับเอาไว้ตรงนี้ก็จะมีปัญหาในอนาคต ที่สําคัญคือหมวด ๓ ครับท่านประธาน หมวด ๓ นี้ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบ ติดตาม และประเมิน หลายมาตราที่เขียน เอาไว้ในลักษณะที่ให้อํานาจแต่เป็นอํานาจที่ยังหลวม ๆ อยู่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ยกตัวอย่างเช่น หมวด ๓ มาตรา ๓๖ กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อว่าจะไม่ดําเนินการ หรือหลีกเลี่ยงไม่ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานนั้นเพื่อทราบข้อเท็จจริงถึงเหตุดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการมีมติอย่างใด ให้ปฏิบัติตามนั้น ปฏิบัติอย่างไรครับ คือถ้าไม่ปฏิบัติจะมีบทลงโทษอะไรกับเขาไหม รัฐธรรมนูญจะเขียนอะไรไว้รองรับไหม มาตราถัดไปครับ มาตรา ๓๗ (๒) กรณีคณะกรรมการ ตรวจสอบพบว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้สําคัญเลยครับ พูดถึงผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองแล้วไม่ได้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทําให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย ร้ายแรง ขีดเส้นใต้คําว่า เกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้คณะกรรมการเสนอวุฒิสภาเพื่อดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญจะเขียน รองรับสิ่งที่ท่านจะเขียนเอาไว้ในมาตรานี้หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบอีกเป็นเรื่องของอนาคต ถัดไป (๓) กรณีคณะกรรมการตรวจสอบพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทําให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ร้ายแรงอีกแล้ว แต่ไม่ปรากฏทุจริต ให้คณะกรรมการเสนอคณะรัฐมนตรีดําเนินการต่อไป ดําเนินการต่อไปอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นไม่สุดซอยครับถึงบอกว่าเป็นยักษ์ยืนอมยิ้ม คือพิจารณาแล้วเสนอ พิจารณาแล้วเสนอ แล้วก็ไม่มีความชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ จะเขียนเอาไว้อย่างไร และร่างกฎหมายของท่านก็ไม่ได้เขียนไว้ให้สุดซอยว่าถ้าคณะรัฐมนตรี พิจารณาแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องดําเนินการอย่างไรต่อไป ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดําเนินการ จะมีผลอย่างไร ทั้งหมดนี้เชื่อว่าเป็นบทบัญญัติที่จะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ประการสําคัญ ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความน่าห่วงใยที่เราพูดกันหลายท่าน เรื่องการตั้งองค์กรขึ้นมา หรือหน่วยงานขึ้นมาที่จะมีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการ ๒ คณะและสํานักงานเลขาธิการ สํานักงานเลขาธิการถ้าต้องผ่านด่าน คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ต้องถามไปที่ ก.พ.ร. ถามไปที่ ก.พ. ถามไปที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ผมก็ไม่แน่ใจอีกว่า ก.พ.ร. เขาจะเซย์เยส (Say yes) ออกมาบอกว่าโอเค (Okay) ตั้งหน่วยงานอันนี้ยินดีที่จะให้ตั้ง หรือจะต้องมีการสังคายนาไปรื้อสํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถ้าเป็นคณะกรรมการแยก แต่สํานักงานเลขาธิการร่วม ก็ขัดกับหลักที่เราคิดว่าหน่วยงานนี้น่าจะเป็นหน่วยงานที่มีความอิสระ เพราะว่าถ้าอยู่ภายใต้ สํานักงานเลขาธิการของสภาพัฒน์ก็เป็นระบบราชการซึ่งไม่มีความอิสระ หน่วยงานนี้จะไป ตรวจสอบได้อย่างไรว่าหน่วยงานไหน องค์กรไหน รัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตาม หรือทําเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เพราะอย่าลืมว่าหน่วยงานนี้มีอํานาจถึงขนาด กําหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรของประเทศ ขององค์กร หรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๓ (๓) พิจารณาได้ถึงขนาดนี้นะครับ พิจารณาว่า เป็นการจัดสรรงบประมาณและจัดสรรทรัพยากรเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงค่อนข้างจะมีความกังวลในเรื่องหน่วยงานที่ท่านจะตั้งขึ้นใช้หลักอะไรดีครับ ใช้หลักให้เกิดความสมดุล ผมว่าท้ายที่สุดร่างกฎหมายนี้โดยหลักการผมเห็นด้วยและผมชอบ แต่ก็เป็นเรื่องของอนาคต คือรัฐบาลและแม่น้ําทุกสายละครับที่จะต้องไปพิจารณาร่วมกันว่า ถ้าประสงค์ที่จะให้มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้หน่วยงานนี้ควรจะเป็นอิสระหรือควร จะอยู่ในระบบราชการ ถ้าอยู่ในระบบราชการก็ไม่ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องสิ้นเปลือง งบประมาณ ไม่ต้องมีคนขึ้นมาเพิ่ม แต่ถ้าให้มีความอิสระอย่างจริง ๆ แล้วคือการตั้ง หน่วยงานขึ้นมา อันนี้ใช้หลักความสมดุลแล้วก็เป็นเรื่องของการพิจารณา ผมว่านอกเหนือ อํานาจหน้าที่ของ สปท. ที่จะไปถึงขนาดที่พิจารณาในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่กฎหมาย ฉบับนี้มีข้อดีอยู่มากมาย เพียงแต่ว่าจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมได้อภิปรายแล้วว่าถ้าจะให้มีการปรับแก้ เรื่องนี้ก็น่าจะผ่านโดยไม่มีปัญหาอะไร ขอบพระคุณครับ