อลงกรณ์ พลบุตร แจ้งกำหนดการประชุมและเชิญผู้อภิปรายร่วมประชุม พร้อมเสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นระบบโดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่น ให้ สศช. เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนหลักเพื่อความต่อเนื่องของการพัฒนาประเทศ และเสนอให้บูรณาการแก้ปัญหาน้ำอย่างเร่งด่วนพร้อมปรับปรุงร่างกฎหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของตำแหน่งหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจ พร้อมแจ้งการลงมติและเชิญผู้แทนฝ่ายสังคมจิตวิทยาชี้แจงต่อที่ประชุม
ขอบคุณท่านวิทยานะครับ ขออนุญาตแจ้งข่าวเล็กน้อย คือเนื่องจากว่า ยังมีผู้แสดงความจํานงอภิปรายเพิ่มเติมอีก ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นก็เหลืออีก ๓ ท่าน เนื่องจากว่า ผมได้นัดประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเวลา บ่ายสองโมงวันนี้ เนื่องจากว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ในวันพรุ่งนี้ที่ทําเนียบรัฐบาล จากนั้นก็แจ้งคณะกรรมการว่าเมื่อมีการลงมติเสร็จ ปิดประชุมแล้ว ก็ขอประชุมขยับเวลาเท่านั้นเองแต่ว่าประชุมที่เดิมนะครับ สําหรับอีก ๓ ท่านเข้าใจว่าน่าจะเป็น ๓ ท่านสุดท้าย ก็คือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี ฝ่ายสังคมจิตวิทยา แล้วก็ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายดังนี้นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ยกร่างจัดทํา กําหนด การขับเคลื่อน กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นครั้งแรก ของประเทศไทยที่มียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง วงออร์เคสตรา (Orchestra) หรือคอนเสิร์ต (Concert) หรือวงดนตรีต้องมีโน้ต (Note) เพลงฉันใด การพัฒนาชาติก็จะต้อง มียุทธศาสตร์ชาติฉันนั้นครับ การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติเปรียบเสมือนการปักธงชัยแห่งอนาคต ของชาติและกําหนดแนวทางเดิน วิธีการเดิน และเดินไปอย่างพร้อมเพรียงทิศทางเดียวกัน เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางพร้อม ๆ กัน ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเรื่องที่สําคัญครับ จากหลักการจัดทํายุทธศาสตร์ที่ผมได้ศึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจากความรู้ที่ได้ไปศึกษาจากการจัดทํายุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ อินสติทิวต์ ออฟ เทคโนโลยี (Massachusetts Institute of Technology) หรือเอ็มไอที (MIT) รวมทั้งศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ขอยืนยันว่า การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมานี้เป็นไปตามหลักสากลและเป็นไป ตามหลักการที่ถูกต้องทุกประการ ทั้งหลักการจัดทํายุทธศาสตร์ในข้อ ๕.๑ ที่ท่านนําเสนอมา ทั้งกระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์ในข้อ ๕.๒ และขั้นตอนการจัดทํายุทธศาสตร์ในข้อ ๕.๕ ถูกต้องทุกประการ ขอยืนยันครับ แล้วการจัดทํายุทธศาสตร์เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาส ให้ประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างที่ท่านกําหนดไว้ ในข้อ ๕.๒ (๒) บอกว่ากระบวนการจัดทํายุทธศาสตร์ความต้องการของประชาชน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม และท่านกําหนดไว้ในข้อ ๕.๕ บอกว่าขั้นตอนการจัดทํา ยุทธศาสตร์ (๒) กําหนดผลประโยชน์แห่งชาติและเป้าหมายหลักของชาติ โดยดําเนินการ ร่วมกันระหว่างคณะกรรมการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้องค์การต่าง ๆ ก็จะสามารถส่งความเห็นขึ้นมาได้ และใน (๓) บอกไว้ว่าการจัดทําร่างยุทธศาสตร์ชาติ ให้รับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของทุกส่วนผ่านช่องทางต่าง ๆ คือการเปิดโอกาส ให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ก็ขอเรียนอย่างนี้ว่าการจัดทํายุทธศาสตร์นั้นคงจะเริ่มตั้งแต่ การประเมินสภาพแวดล้อม แล้วก็ดูความต้องการของประชาชน ทีนี้การทํายุทธศาสตร์ชาตินั้น สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะว่ากว่าจะได้ยุทธศาสตร์ชาตินั้น จะต้องเริ่มต้นจากยุทธศาสตร์ชุมชน ยุทธศาสตร์ของท้องถิ่น แล้วมายุทธศาสตร์อําเภอ ยุทธศาสตร์จังหวัด ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดหรือเรียกว่ายุทธศาสตร์ภาค แล้วก็มายุทธศาสตร์ ประเทศ ดังนั้นการจัดทํายุทธศาสตร์นั้นจะสะท้อนถึงความต้องการและบริบทสภาพแวดล้อม ของแต่ละท้องถิ่นแต่ละชุมชนอย่างแท้จริง ตรงนี้ผมขอเรียนว่าการจัดทํายุทธศาสตร์ชาตินั้น จะมีความเหมาะสมและมีทิศทางในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติผ่านมาถึง ๑๑ ฉบับแล้วครับ ทีนี้ผมขอนําเสนอ อย่างนี้ว่าการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ถ้ามียุทธศาสตร์ชาติแล้วผมเสนอว่าก็ไม่ต้อง ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกต่อไป เพราะว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้น กําหนดไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะพัฒนาชาติด้วยวิธีใด หน่วยงานใดรับผิดชอบ และมีโครงการใดบ้าง และใช้งบประมาณเท่าไร ดังนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต้อง มีแผน แต่การตั้งผู้ที่มารับผิดชอบผมเห็นว่าควรมอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทําหน้าที่เป็นสํานักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยไม่ต้องไปตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ครับ เพราะว่าที่สภาพัฒน์ปัจจุบันก็มีบุคลากรที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญอย่างมากมายก็สามารถที่จะมาทําหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ผมมั่นใจว่าการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติครั้งนี้จะก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นเวลาพรรคการเมืองเปลี่ยนแผนก็เปลี่ยน วิธีการปฏิบัติก็เปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน รวมทั้งงบประมาณก็เปลี่ยนด้วย แต่ถ้ามียุทธศาสตร์ชาติแล้วไม่ว่าพรรคใด จะมาเป็นรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม จะเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไรก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ และเป้าหมายแห่งชาติจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับ
ประการที่ ๒ ก็คือการพัฒนาประเทศจะเป็นไปอย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน ไม่กระจัดกระจายเหมือนในอดีต ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เรื่องน้ําอย่างเดียว หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหลายหน่วยงานเข้ามา เพราะฉะนั้น การจะพัฒนาก็เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย และผลที่ตามมาก็คือการจัดสรรงบประมาณ เพื่อการพัฒนาประเทศก็เป็นแบบกระจัดกระจายจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปัญหาภัยแล้งนั้นแก้ไขกันมานานหลายสิบปียังไม่เคยทําได้เลยครับ นั่นเป็นเพราะว่าไม่มียุทธศาสตร์การจัดการเรื่องน้ําอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป เรื่องแรกผมคิดว่าสามารถแก้ปัญหาและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมก็คือแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา ถ้าเรามียุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเรื่องน้ําแล้วเราจะรู้เลยว่าเราจะมีทิศทางในการเดินอย่างไร ภาพแห่งอนาคตประเทศไทยเรื่องน้ําจะเป็นอย่างไร จะไม่เกิดภัยแล้งอีกแล้วอย่างไร หน่วยงานไหนบ้างจะต้องรับผิดชอบ จะต้องทํากิจกรรม ใดบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร และที่ทํานั้นจะต้องบูรณาการหรือซิงโครไนซ์ (Synchronize) กันอย่างไร ตรงนี้จะทําให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยาก ๆ ของชาตินั้นเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรม และสิ่งที่ผมนําเสนอนั้นคืออยากจะขอยืนยันว่ายุทธศาสตร์ชาติจําเป็นที่สุดสําหรับชาติ ที่ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทีนี้ไปดูในรายละเอียดนี้นะครับ ผมขอนําเสนอท่านประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการ มาตรา ๑๘ (๕) ไม่ทราบว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดหรืออะไรนะครับ คุณสมบัติ กรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (๕) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็น บุคคลล้มละลาย แล้วก็มีคําว่า ทุจริต ไม่รู้ว่าตกคําอะไรไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขอฝากไว้นะครับ ประเด็นที่ ๑ อีกข้อหนึ่ง มาตรา ๓๑ (๑) มาตรา ๑๑ ระบุว่าในการเสนอ ชื่อบุคคล นิติบุคคล ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ส่วนราชการ ให้เสนอชื่อตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม หรือระดับพลโท พลเรือโท พลอากาศโท ผมขอเติม พลตํารวจโท เข้าไปด้วยครับ ในส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เติมคําว่า และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เข้าไปด้วย เหตุที่ให้เติมอย่างนี้เพราะว่าบางทีมีการเข้าใจผิดกันว่า คําว่า อธิบดีของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นคือผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ซึ่งเป็น ความเข้าใจในอดีต เพราะฉะนั้นเขียนให้ชัดเจนไปเลยว่าเป็นพลตํารวจโท จะได้ไม่ต้อง มาตีความกันอีก ผมขอนําเสนอท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการในเรื่องนี้ และผมขอยืนยันว่าจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติและต้องมี อย่างรวดเร็วด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เหลืออีก ๒ ท่าน ถ้าไม่มีเพิ่มเติม ผมจะเริ่มกดสัญญาณไฟ ลงมติไปยังห้องต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกที่ประชุมอยู่ได้ทราบล่วงหน้านะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี ฝ่ายสังคมจิตวิทยา