รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๔๔/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิกขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๔๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
เรื่องแรกก็คือ ขออภัยอย่างยิ่งนะครับที่ประชุมช้า เนื่องจากว่ามันเกิด เหตุขัดข้องทางเทคนิคก็คือว่าต้องมีการซ่อมระบบไมโครโฟนอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งเพิ่งจะใช้ได้เดี๋ยวนี้เองนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ ก็คือตามที่ ได้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติแผ่นดินไหวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศอิตาลีและ ประเทศเมียนมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ประสบเคราะห์กรรมเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินที่เป็นมรดกของมนุษยชาติ ที่เป็นโบราณสถาน และสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาหลายแห่งในประเทศเมียนมา ขอให้พวกเราได้ร่วมกัน แสดงความเสียใจต่อเพื่อนมนุษย์ในทั้ง ๒ ประเทศ หากมีสิ่งใดสามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นพิเศษได้ ขอให้พวกเราให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ด้วย ก็ขอเรียนเพื่อทราบ เฉย ๆ นะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุด รัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ ซึ่งได้เลื่อนมาจากการประชุมครั้งที่ ๔๒/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบ ประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ตามข้อบังคับ จึงขอเชิญคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม เข้าร่วมประชุมชี้แจงด้วยนะครับ เมื่อสักครู่ท่านสุรินทร์ แล้วก็ท่านวันชัย ขอเชิญท่านสุรินทร์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ระเบียบวาระที่ ๑ นี่นะครับที่กำลัง พิจารณานี่นะครับ และกรรมาธิการท่านนั่งอยู่แล้วท่าน พลอากาศเอก คณิตท่านเป็นประธาน นะครับ ก็คือเรื่องการปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมเพื่อ สนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะ เมื่อสักครู่ ท่านประธานได้กล่าวแล้วว่ามันเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่พม่าและที่อิตาลีก็มีคนล้มตาย อย่างที่ อิตาลีไม่น่าเชื่อว่าเกือบ ๓๐๐ ตายนะครับ แต่ที่พุกามไม่มากนัก และเหตุอย่างนี้จะเกิดขึ้น เรื่อย ๆ ประเทศไทยก็เกิดขึ้นหลายครั้ง ผมคิดว่าระเบียบวาระนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเราอย่างยิ่ง ผมก็เลยต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ แต่ก่อนหน้าจะถึงที่ท่านรายงานนี่นะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี แล้วผมก็ไปค้นมาก็พบว่า ขอสไลด์ (Slide) ครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้เป็นภาพกราบอันเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาน้อมนำให้ท่านได้เห็นและประชาชนได้เห็นทั่วกันว่า ในหลวงพระองค์ท่านทรงมี พระเมตตามากในการที่จะช่วยเหลือประชาชนทั้งแผ่นดิน ทั้งยามปกติและยามไม่ปกติ เมื่อเกิดเหตุเภทภัย พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนเลย ท่านจะอยู่กับประชาชนเสมอ นะครับ แล้วท่านก็ใช้วิทยุสื่อสารในการติดต่อกับประชนชนเลยแล้วก็ผ่านทางชมรมวิทยุ สมัครเล่นนะครับ เป็นเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าตลอดมาพระองค์ได้ช่วยเหลือ ประเทศไทยในทุกครั้ง นับตั้งแต่เหตุการณ์ใหญ่สุดของประเทศไทยก็คือแหลมตะลุมพุก พายุแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุกเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่วยเหลือประชาชนฉับพลันทันทีนะครับ โดยใช้วิทยุ อ.ส. เป็นแม่งานหลักตอนนั้น แล้วก็ใช้วิทยุสื่อสารเท่าที่มีอยู่นะครับ นั่นก็เป็นต้นกำเนิดของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ที่ช่วยเหลือประชาชนมาตลอดจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ ผมจึงเห็นว่าสมควรที่จะน้อมนำ พระอัจฉริยะของพระองค์มากล่าวไว้เสียก่อนที่จะถึงวาระนี้ แล้วผมก็อยากกราบเรียนว่า พระองค์มีความสามารถในการใช้วิทยุสื่อสาร และได้คิดค้นเสาวิทยุด้วยพระองค์เองนะครับ ว่าจะต้องใช้ยาว ๕๐ เซนติเมตร ท่านสามารถคิดค้นใช้เสาวิทยุสื่อสารสามารถติดต่อ จากสวนจิตรลดาไปยังภูพิงคราชนิเวศน์ได้เลย โดยพระองค์เองใช้วิทยุวีเอชเอฟ (VHF) นะครับ ผมจึงจะกราบเรียนขอน้อมนำพระสุรเสียงของพระองค์ในการสอนโดยการใช้วิทยุ สื่อสาร ผมเชื่อว่าเราชาวไทยไม่ได้รับฟังพระสุรเสียงของพระองค์มานานพอสมควรแล้ว นะครับ และถ้าท่านได้ฟังแล้ว ผมฟังแล้วผมมีความรู้สึกว่าผมก็ขนลุก แล้วก็อยากจะ เห็นว่าท่านทั้งหลายได้ฟังเหมือนผมนะครับ ความยาว ๑๔ นาที แต่จะตัดตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าฟังตลอดจะเห็นเลยว่าท่านใช้รหัสของท่านวีอาร์ ๐๐๙ (VR009) เรียกไปยัง ศูนย์สายลม ซึ่งเดิมเป็นของกรมไปรษณีย์ ปัจจุบันนี้ กสทช. ของท่านคณิตท่าน เป็นเลขานุการของท่านประธานอยู่นี่นะครับอย่างชัดเจนและไม่ถือพระองค์เลย ท่านพูดกับ เจ้าหน้าที่สื่อสารอย่างเป็นกันเองนะครับ แล้วก็ฟังแล้วสามารถปฏิบัติได้เลยว่าคำแนะนำ ของท่านสามารถปฏิบัติได้ทันที และเมื่อเจ้าหน้าที่บอกว่ารบกวนเวลาของพระองค์ท่าน ท่านก็ไม่ตอบอะไร ท่านก็สอนต่อนะครับ ผมอยากจะน้อมนำและให้ท่านฟังสักเล็กน้อยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
เดี๋ยวครับ มันหมุนไปที่อื่นแล้วครับ เดี๋ยวผมเอาอีกอันหนึ่ง ได้ยินไหมครับอันนี้เป็นพระสุรเสียงของท่านแท้ ๆ เลยในปี ๒๕๒๘ วันที่ ๙ กรกฎาคมครับ
...ตรงกลางจะเป็นไว้เปลี่ยนถ้าเสียงมันเบาก็เร่งขึ้นไป ถ้าเสียงดัง หรือมีเสียงแตกก็ลดลงมา เพื่อทราบ เครื่องนี้กำลังใส่อยู่ประมาณ ถ้าดูไปก็ประมาณ ๑๑.๐๐ นาฬิกา แล้วก็ข้างนอกก็เป็นซ้าย หมายความว่ากำลังส่งออกไป เวลานี้ก็อยู่ประมาณ ๑๑.๐๐ นาฬิกา เหมือนกัน แล้วก็ที่ตรงหน้าปัดซ้ายมันก็ขึ้นไปประมาณ ๘ ส่วนอันปุ่มที่ ๒ นั้นไม่ใช้ ปุ่มที่ ๓ ที่อยู่ใกล้ปุ่มใหญ่กลาง มีเอเอฟ เกน (AF Gain) เอเอฟ เกน (AF Gain) นี่ก็เป็นวอลุม (Volume) แล้วก็มีด้านนอกก็เป็นสเควลช์ (Squelch) ส่วนปุ่มสุดท้ายทางขวาสุดมุมเครื่องก็อาร์เอฟ เกน (RF Gain) นั้นหมายความว่าถ้าหากว่ามีเสียงกวน หากเราลดกำลังที่เข้ามาในภาครัฐ แล้วก็ ทางด้านนอกก็เป็นโทน (Tone) ก็หมายความว่าเสียงให้แหลมให้ทุ้ม ซึ่งก็ถ้าฟัง สุดแล้วแต่ สมาชิกบางคน ถ้าเสียงทุ้มมากก็เอาไปทางแหลม ถ้าเสียงแหลมก็หมุนมาทางทุ้มได้ ส่วนปุ่ม อันรองสุดท้ายเอฟเอ็ม ซีเอช (FM-CH) แคริฟายเออร์ (Clarifier) แคริฟายเออร์ (Clarifier) นี่เรากดปุ่มที่อยู่ด้านแถวบนทางซ้ายที่ (อันนอลพลา) ถ้ากดจะมีไฟแดงที่ทางปุ่มขวานี่ แล้วก็ เราหมุนปุ่มนั้นมันก็จะทุ้มลงสำหรับภาครัฐ
VR009 จากสายลม รับทราบด้วยความขอบพระคุณครับ ก็ช่วงนี้พอจะเข้าใจในส่วนที่จำเป็นจะต้องใช้ประจำวัน อย่างนั้นถูกต้องหรือไม่ครับ VR009 จากสายลมครับ
ก็ถูกต้อง นอกจาก...ถ้าว่าตอนนี้ใช้เมโมรี (Memory) หรือใช้วีเอฟโอ (VFO)
VR009 จากสายลมครับ ขณะนี้ตั้งไว้ที่ 145.00 แล้วก็กดบี (B) ล็อกเอาไว้ครับ VR009 จากสายลมครับ
แล้วก็ไม่ได้กดวีเอฟโอ (VFO) ตรงหน้าปัดที่เป็นเอวีดี (AVD) ข้างหน้า 145.00 นั่นน่ะ มีตัวหนังสืออะไร
VR009 จากสายลมครับ วีเอฟโอ (VFO) เอาไว้ที่ อักษรเอ (A) ครับ แล้วตรงหน้าปัดก็เป็นตัวอักษรเอ (A) ครับ VR009 จากสายลมครับ
ก็ลองใช้ วีเอฟโอ เอ (VFO A) เพราะว่าถ้าหมุนตรงที่เป็นปุ่มอยู่ ระดับกลางทางซ้าย ไม่ใช่ซ้ายสุด มีเอ (A) กับบี (B) ถ้าเราหมุนไปที่บี (B) ก็หมายความว่าเป็นวีเอฟโอ (VFO) ที่เราตั้งเอาไว้แต่ละช่อง ๆ ทั้งนี้ก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าหมุนวีเอฟโอ (VFO) นั่นนะ ปุ่มวีเอฟโอ (VFO) จะเป็นปุ่มที่ ๒ จากขวาอยู่กลาง อันนั้นก็มีอาร์เอทีดี (RATD) แล้วก็ อาร์บีทีเอ (RBTA) สำหรับเป็นลูกเล่น อย่างนี้ถ้าเรากดล็อกแล้วก็หมุน แล้วก็กดแคริฟายเออร์ (Clarifier) ก็หมายความว่าปุ่มต่าง ๆ ที่อยู่เป็นแถวบนทางซ้ายทั้งหมดนั่นน่ะอยู่ข้างนอก เราจะหมุนตรงกลางปุ่มใหญ่ มันก็จะขึ้นไปทีละจุด ๑ คือจุด ๑ ที่เราใส่ก็คือทีละ ๑๐๐ (ไมเกิล)
VR009 จากสายลม รับทราบครับ ด้วยความขอบคุณครับ ในช่วงนี้ทางสายลมรับสัญญาณออดิโอ (Audio) ของคุณ VR009 ค่อนข้างจะเหนื่อยสักนิดหนึ่ง ผมคงไม่อยากจะรบกวนนานครับ เนื่องจากทราบว่าเพิ่งหายจากการป่วยไข้ครับ VR009 จากสายลมครับ
ที่เหนื่อยก็เพราะว่าเครื่องนี้มันอยู่ต่ำ แล้วก็เลยต้อง เคาะ ๆ หน่อย แล้วก็ไม่ทราบว่าเสียงมันดังดีหรือเปล่า เปลี่ยน
VR009 จากสายลมครับ เสียงออดิโอ (Audio) เคลียร์ (Clear) ชัดเจนครับ แล้วก็มีที่เข้าใจว่าเป็นอาการเหนื่อยก็คือมีเสียงลมออกมาด้วยครับ VR009 จากสายลม
ก็พอดีได้เสร็จภารกิจ แล้วก็เดี๋ยวจะไปภารกิจต่อไป แต่ตอนนี้ขอทราบว่าเซ็นเตอร์มิเตอร์ (Center Meter) อยู่กลาง ติดหรือไม่
VR009 จากสายลมครับ ช่วงที่ว่างอยู่ตรงกลาง พอดีครับ แต่ว่าถ้าเผื่อมีออดิโอ (Audio) มามันจะออกไปทางซ้ายเพียงนิดเดียว ซึ่งตามที่ ท่าน VR009 ได้สอนไว้เมื่อวานนี้ว่าถ้ามีออดิโอ (Audio) เข้ามาด้วย ทำให้ความถี่เปลี่ยนไป เล็กน้อยครับ VR009 จากสายลมครับ
ตอนนี้ก็ใส่ไว้ว่าจุด ๒ เพราะเครื่องนี้มันเบี่ยงนิดหน่อย ก็เลยใส่ จุด ๒ นะ เดี๋ยวจะลองใส่เป็นจุด ๑ สายลม VR009 ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า
VR009 จากสายลมครับ คือถ้าไม่สังเกตก็คงจะ ไม่เห็นผลของความแตกต่าง แต่ถ้าจะเป็นรีพอร์ต (Report) ก็คงจะรีพอร์ต (Report) ได้ในอาการเดียวกัน ก็คือเห็นกันอยู่ตรงอย่างเก่า แต่เวลามีออดิโอ (Audio) เข้ามาก็จะไป ทางลบเพียงเล็กน้อยครับ VR009 จากสายลมครับ
ท่านสุรินทร์ครับ ผมว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
ครับ ผมคิดว่าก็คงจะพอสมควรแล้ว ทีนี้ขออนุญาต เข้าเรื่องสักนิดหนึ่งก็คือจะเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระบรมครูอย่างแท้จริง สอนจาก ที่ไม่เห็นหน้ากันเลย แล้วก็อยู่เครื่องใครเครื่องมัน แม้แต่เจ้าหน้าที่กราบบังคมทูลว่า ขอพอแล้วพระองค์ เข้าใจแล้ว พระองค์เพิ่งทรงหายประชวร พระองค์ไม่ได้บอกต่ออะไรเลย ว่าป่วยหรือไม่ป่วย ท่านก็สอนต่อจนจบ ถ้าท่านไปเปิดคลิป (Clip) อันนี้ดูนะครับ ๑๔ นาที ท่านก็จะทราบว่าพระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง แล้วก็มี พระอัจฉริยภาพสูงสุด ตอนนี้ผมขออนุญาตเข้าเรื่องของเรานะครับ ระเบียบวาระนี้ ผมกราบเรียนว่าสำหรับผมแล้วนี่นะครับสนับสนุนเต็มที่ แล้วก็เห็นสมควรที่จะต้องรีบทำ เพราะว่าเหตุต่าง ๆ ไม่เคยคอยใคร ผมจะยกตัวอย่างเหตุที่มันเกิดขึ้นในอดีตนะครับ ขอภาพต่อไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้เป็นสึนามิ เสียชีวิตไปแค่ไม่มาก แต่ก็น่าดูครับ ๕,๓๙๕ รายที่เสียชีวิต
ท่านสุรินทร์ครับ ผมขอให้ไปในช่วงอภิปรายได้ไหม
ได้ครับ
โอเค (Okay) ครับ ขอบคุณ เรียนเชิญท่านวันชัย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตรบกวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสักเล็กน้อยก่อนเข้าสู่ วาระตามปกตินั้น เนื่องจากว่าทางบรรดาสมาชิกได้มีการรับแจ้งว่าวันอังคารนั้นเรางด การประชุม บรรดาสมาชิกก็มีการถกแถลงกัน ทั้งในห้องกรรมาธิการบ้างในห้องที่มีการรับประทาน อาหารได้แลกเปลี่ยนกันบ้างว่าวันอังคารเมื่อเราไม่มีวาระของการปฏิรูป มันน่าจะมีวาระอื่น ในการที่จะมาถกแถลงร่วมกันหรือติดตามงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพครับ อย่างกรณีที่ปรากฏอยู่ว่าตำรวจกำลังมีการปฏิรูปในหลายด้าน สอดรับทั้งรัฐธรรมนูญและ ข้อเสนอการปฏิรูปของเราอย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานน่าจะมีการประสานกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เชิญเขามา แล้วอธิบายหรือเล่าภารกิจข้อปฏิรูปให้เราฟังในวันอังคาร แล้วเราเองที่ทำข้อเสนอการปฏิรูปไปนั้นจะมีข้อเสนอประการใด เติม เสริม เพิ่ม ให้ข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะการปฏิรูปไปด้วยกัน แปลว่าทั้งภาครัฐและส่วนของ สปท. เราก็ติดตาม งานปฏิรูปไปด้วยกัน อย่างนี้มันก็เป็นมรรคเป็นผลครับท่านประธาน ได้ผลงานร่วมกัน นั่นประการที่ ๑
ประการต่อมา แม้แต่รัฐบาลเองท่านประธานก็ตั้งคณะกรรมการติดตาม ด้านการปฏิรูป ๖ ด้าน มีรองนายกดูแลการปฏิรูปแต่ละด้าน ๆ ซึ่งเพื่อนสมาชิก และตัวผมเองก็เข้าใจว่าข้อเสนอที่ท่านประธานนำส่งไปนั้นประมาณ ๗๐ กว่าเรื่อง และแต่ละเรื่องนั้นเขาอาจจะตอบมาบ้าง บางเรื่องอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งหมดตามที่ รายงานนี้บ้าง ผมว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาเชิญเจ้ากระทรวง หรือรองนายก หรือบุคคล ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำการปฏิรูปแต่ละด้าน ๆ ที่เราเสนอไปนั้น เช่น ศึกษา ด้านการศึกษา เราเสนอไปแล้วประเด็นนั้นประเด็นนี้ ประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมด ท่านรัฐมนตรี ก็อาจจะกรุณาเล่าให้เราฟังว่าเรื่องนี้ผมได้ดำเนินการไปถึงขั้นใด มีอะไรที่เป็นอุปสรรค มีอะไรที่เป็นปัญหาและกำลังแก้เรื่องอะไร และมันจะสัมฤทธิผลอย่างไร ข้อเสนอของท่าน กรรมาธิการด้านการศึกษาทำไปนั้นผมเอาไปใช้อะไรบ้าง ผมว่ามันก็ดีนะครับท่านประธาน จะทำให้เรารู้ความเคลื่อนไหว ดีกว่าที่ท่านประธานมานั่งภูมิใจว่าส่งไปแล้ว ๗๐ เรื่อง ๖๐ เรื่อง แล้วก็รายงานดังที่ว่านี้ แต่ถ้ามันเป็นลักษณะ ๒ ด้าน เขาเล่าให้เราฟังด้านหนึ่ง มันก็จะเป็นการช่วยกันในการทำการปฏิรูปหรือขับเคลื่อนไปด้วยกัน ผมเห็นว่ามีหลายเรื่อง อย่างเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานก็บอกไว้ว่ากฎหมายสำคัญนั้นส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นจากการผลักดันของ ท่านประธาน และเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีหลายเรื่องหลายประเด็นที่เสนอ ไปจากสภาขับเคลื่อน ผมว่าให้สมาชิกฟังจากปาก ได้ยินจากหู ซักถามกัน แลกเปลี่ยนกัน มันเป็นเนื้องานร่วมกันครับท่านประธาน อย่างนี้ผมว่าน่าจะเหมาะสม ทั้งงานสาธารณสุข เศรษฐกิจ บริหารราชการแผ่นดิน หลายเรื่อง ผมว่าแต่ละเรื่อง ๆ นั้นเราจะได้รู้ว่ามันทำได้ หรือไม่ได้ มันติดขัด มีอุปสรรคปัญหาอะไร ผมเองในฐานะเป็นคนหนึ่งที่มีมติเห็นชอบ จะได้รู้ ไปด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพต่อท่านประธาน และท่านประธานเอง บอกว่าท่านเป็นผู้ประสานงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ในหลายสายหลายส่วน ถ้าจะเติมในส่วนนี้ เสียอีกสักส่วนหนึ่ง ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อท่านประธานที่ได้ประสานไว้ และรวมทั้งต่อเพื่อนสมาชิกด้วยจะได้ช่วยกันขับเคลื่อนไปด้วยกันครับ เพราะฉะนั้น จึงเป็นข้อเสนอจากผมที่รับฟังมาจากบรรดาเพื่อนสมาชิกและกราบเรียนต่อท่านประธาน เวลาเราก็เหลือไม่มากท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้เดือนตุลาคม พฤศจิกายน เพราะฉะนั้นก็กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน จากนั้นก็ไม่นานนัก เพราะฉะนั้น ถ้าท่านประธานจะเติม เสริม ภารกิจตรงนี้เข้าไปจะเป็นความสุดยอดของท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ
ขอบพระคุณนะครับที่ท่านวันชัยได้กรุณาแนะนำสิ่งดี ๆ หลายเรื่องดังกล่าวนะครับ ซึ่งขอรับ ไปพิจารณาดำเนินการ มันคงไม่ทันวันอังคารนี้ ที่เรางดการประชุมก็กราบเรียนแล้วว่าไม่มี เรื่องเข้าประชุมนะครับ แล้วก็จากนี้ไปถ้าหากเป็นกรณีดังกล่าวผมก็จะรับไปพิจารณา ดำเนินการดังกล่าวนั้น ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้น่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกสัปดาห์ที่เราทำมา ซึ่งควรจะเข้ามาด้วย แล้วก็ ปรากฏว่าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเราต้องงดการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา เนื่องจากไม่มีเรื่องเข้าประชุม สำหรับเรื่องที่ท่านวันชัยกรุณาเป็นห่วงขอบพระคุณอย่างสูง ก็ได้ทำอยู่ เช่น มีหนังสือถึงประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้าน ช่วยสำรวจหน่อยว่าเรื่องที่ สปช. ทำไว้ เรื่องที่ สปท. ทำไว้นั้นมีเรื่องที่คล้าย ๆ กัน ชื่อก็ใกล้เคียงกับที่รัฐบาลทำไว้ หน่วยราชการทำไว้ หรือ สนช. ทำไว้อย่างไรบ้าง และขณะนี้เรื่องเหล่านั้นมันก้าวหน้าไปถึง ขั้นไหนแล้ว เช่นไปสู่การพิจารณาของ สนช. ในวาระที่ ๑ แล้ว วาระที่ ๒ แล้ว อย่างนี้เป็นต้น หรืออยู่ที่กฤษฎีกา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งในแต่ละด้านควรจะต้องติดตามสิ่งนั้นเอง รวมทั้ง ต้องพิจารณาด้วยว่าเราต้องระวังมากว่าเป็นเรื่องของ สปช. สปท. หรือ สนช. หรือรัฐบาล หรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง มิฉะนั้นจะเป็นการแอบอ้างผลงานซึ่งอาจจะ ไม่ใช่ของเราก็ได้ เขาทำมาก่อนเราก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น เราต้องระวังตัวมาก นั่นก็เรื่องแรกนะครับ
เรื่องต่อมานอกจากสำรวจเรื่องดังกล่าวแล้วก็ขอให้ทางประธานกรรมาธิการ แต่ละด้านช่วยกรุณาติดตามความก้าวหน้าของงานที่เสนอไป แล้วขณะนี้ไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไรบ้างไหม เช่นเดียวกันในระหว่างทางผมก็เตรียมที่จะแถลงข่าวถึงความคืบหน้า ในการทำงานของเรา แต่ว่าต้องมีหลักฐานชัดเจน อ้างอิงได้ ยกตัวอย่างเช่นการจัดตั้ง ศาลทุจริตนั้นขณะนี้ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา อย่างนี้เป็นต้น เราต้องอ้างอิงได้ตลอด เพราะฉะนั้นเริ่มดำเนินการได้วันที่ ๑ ตุลาคมที่จะถึงนี้ เช่นเดียวกันในระหว่างทางเมื่อวันหยุดราชการท่านปานเทพได้กรุณา รายงานให้ทราบว่าเรื่องร่าง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาความของศาลทุจริตนั้นก็ได้ผ่านวาระที่ ๓ ของ สนช. ไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องติดตามสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกันในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) ซึ่งขณะนี้ผมได้คุยกับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ซึ่งเป็นประธานอยู่ที่คณะกรรมการ กฤษฎีกาได้บอกผมว่าภายในสิ้นเดือนนี้เสร็จ เรียกว่าจะเสร็จสิ้นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างนี้เป็นต้น เราจะต้องทราบสถานะของแต่ละเรื่องที่เราเสนอไปนะครับ เช่นเดียวกัน ผมได้คุยกับรองนายกรัฐมนตรีวิษณุถามท่าน ก็ตอบคำถามท่านวันชัยที่พวกเราอยากทราบ ถามท่านว่า อยากทราบว่าสิ่งที่เราเสนอไป ๗๐ เรื่อง ๘๐ เรื่องนั้น ถามจริง ๆ เถอะว่า ก่อนสิ้นรัฐบาลชุดนี้โอกาสสำเร็จมีแค่ไหน ท่านตอบว่าประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ ผมจะเชิญท่านวิษณุมาพูดให้พวกเราฟัง จะตอบคำถามที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ของท่านวันชัย อย่างนี้เป็นต้น เราจะต้องติดตามงานของเราตลอดนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอรับไว้พิจารณา ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญท่านวิทยาครับ
ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ กระผมคงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจทุกครั้งที่เราพูดว่า เรางดประชุมสภาเพราะไม่มีเรื่องเข้ามานะครับ มันรู้สึกลมหายใจมันกระชั้นรู้ว่าเวลาสุดท้าย มันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ถ้าเรารู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ ที่จริงผมคิดว่าคงต้องทวงถามไปยัง กรรมการประสานงานหรือใครก็ไม่ทราบนะครับ ที่จะทำหน้าที่บรรจุระเบียบวาระ การประชุมเข้าสู่สภา ผมอยู่กรรมาธิการการเมืองครับ แล้วกรรมาธิการการเมืองมีเรื่อง เร่งด่วนที่ต้องเสนอในการปรับปรุงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ทั้งหมด กรรมาธิการการเมืองได้สรุปประเด็นไว้หมดแล้วครับ รอการรับรองของสภาเพื่อส่งไปให้ กรธ. เขายกร่างเป็นกฎหมาย ตอนที่ กรธ. เขาร่างรัฐธรรมนูญกรรมาธิการการเมือง เคยนำเสนอไปหลายประเด็นครับ เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม และบางเรื่อง ทาง กรธ. ก็คิดว่าน่าจะบรรจุไว้ในกฎหมายลูก เพราะฉะนั้นข้อเสนอของกรรมาธิการการเมือง ทั้งหมดไม่ได้รับการปรับปรุงในชั้นยกร่างรัฐธรรมนูญ มันเหลือช่องทางเดียวในการ ที่จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมขึ้นมาได้ ก็คือการนำเรื่องที่กรรมาธิการการเมือง ศึกษาไว้แล้ว แล้วก็มีมติชัดเจนแล้วในประเด็นไหนบ้างส่งให้กับ กรธ. เพื่อยกร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ฉบับครับ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายกรรมการ การเลือกตั้ง กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ ซึ่งทั้งหมด จะเป็นแนวทางในการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมก็เลยขออนุญาต ทวงถามว่าเรื่องของกรรมาธิการการเมืองทำไมไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภา มีหลายประเด็นที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก เช่นประเด็นที่ผมเรียนไปในสภา รอบหนึ่งแล้วกรณีท่านวันชัยเสนอครับว่า คนที่เป็นนักการเมืองต่อไปจะไม่ร่วมบริจาคงานใด ๆ ทั้งสิ้นซึ่งเป็นข้อถกเถียงทางสังคม ก็อยากฟังในสภาครับว่าเพื่อนสมาชิกเราคิดอย่างไร ทีนี้เมื่อเรื่องไม่เข้ามาสู่การพิจารณาของสภา พวกผมก็ไม่มีโอกาสรับฟังความคิดเห็น เพื่อนสมาชิกว่าประเด็นที่เราจุดขึ้นมา นำเสนอขึ้นมาจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนสมาชิก หรือไม่ ผมจึงคิดว่าที่จริงเรามีระเบียบวาระครับ ท่านครับ เพียงแต่ว่าอาจจะเป็นความ บกพร่องของกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง หรือเลขานุการของคณะผมที่ไม่ได้นำเสนอเรื่องเข้ามา ผมจึงขออนุญาตยืนยันว่ามันมีเรื่องที่เรารอพิจารณาอยู่ครับ เพื่อจะได้ไม่รู้สึกว่าเราไม่มี งานทำครับ
ขอบพระคุณท่านวิทยานะครับ ก็อย่างที่ผมกราบเรียนในการประชุมคราวที่แล้วว่าเรื่องของ การเมืองเร่งด่วนมากที่สุด โดยเฉพาะกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ หรือที่ท่านวิทยา พูดว่ามีร่างกฎหมาย ๔ ฉบับที่จะต้องมีส่วนเข้าไปประกอบในการนำสู่การพิจารณาของทั้ง รัฐบาลและของ สนช. นะครับ ซึ่งเราก็รอเสียงนั้นอยู่ ทีนี้ในธรรมเนียมปฏิบัติของเราก่อนที่จะนำเรื่องใดบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของสภา สปท. นั้น มันจะต้องผ่านที่ประชุมของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาช่วยกลั่นกรองด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของประธานกรรมาธิการแต่ละด้านที่จะต้องเสนอรายงานเข้ามาให้เราพิจารณา เมื่อมีรายงานแล้วประธานกรรมาธิการแต่ละด้านก็จะเสนอรายงานนั้นเข้ามาสู่การพิจารณา ของกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาเพื่อที่จะช่วยพิจารณากลั่นกรองและจะได้นำเสนอ ที่ประชุมใหญ่ พวกเรารออยู่ครับ เชิญท่านวิทยา
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตต่อเนื่องนิดหนึ่งครับ จะได้สิ้นกระแสความ ก็คือผมอยากเรียนถามกรรมการประสานงานครับว่า มีเรื่องของ กรรมาธิการการเมืองเข้าไปหรือยัง และทำไมไม่เสนอบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภา หรือว่ากรรมาธิการผมยังไม่เสนอ ผมจะได้ทราบและจะได้ตามเรื่องถูกครับ ท่านครับ
ก็กราบเรียนอย่างนี้เราพูดเรื่องเฉพาะภายในของเราก่อน คือหมายความว่าก่อนที่จะมี การบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภา สปท. นั้น มันจะต้องผ่านการพิจารณาของ กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาก่อน ซึ่งประธานกรรมาธิการแต่ละด้านจะต้องเสนอรายงาน เข้ามาในกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานั้นขั้นตอนหนึ่งนะครับ ซึ่งขณะนี้มันยังไม่มีเข้ามา
ประการที่ ๒ เรื่องคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายนั้น ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย สนช. และฝ่าย สปท. นั้น หลังจากที่มันผ่านการพิจารณาของสภา สปท. ไปแล้ว และผมทำเรื่องเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี มันจึงเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย อันนั้นมันเป็นเรื่องข้างนอกสภา สปท. เราแล้วนะครับ ส่วนที่ว่าท่านอยากจะให้ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายดังกล่าวเข้ามาชี้แจงในนี้หลังจากที่เราเสนอไปแล้วว่าเรื่องใด ๆ มันเสนอ ไปถึงไหนแล้ว มันไปมีปัญหาอะไร ไปปลดล็อกอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ทีนี้เราเอาเฉพาะในที่ประชุม สปท. เรานี้ก่อนเข้ามานี้มันต้องมีรายงานเข้ามา ขณะนี้มันยังไม่มี รายงานเข้ามา รออยู่ครับ ผมหวังมาก ๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการเสนอเข้ามาเร็ววันที่สุด เอาเท่านี้ก่อน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง นะครับ สมาชิกลำดับที่ ๗๙ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการนำเสนอของการเมืองเท่าที่ทราบก็คือ เตรียมไว้ เหลืออีกฉบับหนึ่งก็คงจะเข้ามาโดยเร็วนะครับ คงไม่มีปัญหาตรงส่วนนั้น สิ่งที่ผม อยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่า สภานี้ความเห็นผมอยากจะให้เจอกันครึ่งทาง เพราะสภาจริง ๆ แล้วเราไม่ต้องไปเหมือนสภาทั่วไปหรอก สภาทั่วไปตัวสภาจะเป็นตัวสำคัญ คุมโครงสร้างทั้งหมดแล้วก็จ่ายเรื่องไปยังกรรมาธิการ กรรมาธิการก็ไปประชุม แล้วเอากลับมาให้สภาพิจารณา ของเราไม่ใช่เป็นอย่างนี้ ก็คือสาระสำคัญเรากระจายเป็น กรรมาธิการ สภานี้เหมือนเป็นส่วนปฏิบัติต่อจากกรรมาธิการคือหัวกับหางนะครับ ทีนี้ผมคิดว่า ก็ดำเนินการมาตามนั้นเพราะว่าโดยรัฐธรรมนูญเราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่ผมเห็นว่าระยะนี้ เป็นระยะเร่งด่วนใกล้จะมีเวลากันอยู่ไม่มากแล้ว ก็เลยคิดว่าอยากจะเสนออย่างนี้ครับ ก็คือว่าส่วนที่กรรมาธิการทำก็ทำกันมา เรามีอีกหลายเรื่องนะครับ แต่ส่วนที่อยากจะเสนอ ต่อวิป (Whip) ว่าในส่วนของสภาเองอาจจะต้องเซตอัป (Set up) อาจจะต้องกำหนดวาระ ขึ้นมาเอง โดยท่านประธาน โดยรองประธาน แล้วก็วิป (Whip) นี่แหละกำหนดสาระสำคัญ คืออย่ารอกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการ จริง ๆ โดยหลักแล้วโดยสภาเป็นคนที่ทำงานให้สภา แต่เราขณะนี้สภาทำงานให้กรรมาธิการแบบนี้อาจจะต้องปรับนิดหนึ่งในช่วงรอยต่อ เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่เรามี ๒ วัน ถ้าจำเป็นอาจจะต้องเพิ่มเสียด้วยซ้ำ เพราะว่า เราไม่เหมือน สนช. ผมไม่ใช่ว่าอยากจะอยู่นาน แต่ว่าอยากจะทำงานกันให้ได้มากที่สุด ก็เลยอยากเสนอว่าต่อจากนี้ฝากเสนอไปยังวิป (Whip) ว่าให้มีการพิจารณากันดูว่ามันมีเรื่อง หลายเรื่องที่เราน่าจะเอามารวบรวมได้ เช่น การติดตามหรืออะไร ผมไม่ทราบว่าอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าเรารอแต่กรรมาธิการอย่างเดียวบางทีเราอาจจะต้องหยุดไปอีกครั้งหนึ่งในวันอื่น ๆ ซึ่งเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ก็อยากจะเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนตรงนี้ ท่านครับ ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณ ก็จะนำไปพิจารณาดำเนินการนะครับ ผมจะไปปรึกษากรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภา มันทำได้หมดมันมีหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่ง เช่น มอบกรรมาธิการด้านการเมือง ดำเนินการไปเลย โดยที่ประชุมใหญ่มอบฉันทานุมัติให้ไป เราปรึกษากันได้ ถ้าที่ประชุมใหญ่ ยอมนะครับ อย่างนี้เป็นต้น เราพร้อมจะปรับตัวเพื่อให้ทำงานสะดวก คล่องตัวขึ้น พร้อมกัน คือมันจะต้องมีรายงานขึ้นมา ส่วนรายงานนั้นอาจจะผ่านวิป (Whip) หรืออาจจะ แค่กรรมาธิการด้านการเมือง อันนี้เราปรึกษาหารือกันได้ครับ ขอบพระคุณ ขอนำเข้า ระเบียบวาระนะครับ ณ ขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ สำหรับวันจันทร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ขณะนี้มีคณะเยาวชนไทยหัวใจ เดียวกัน สำนักงานศาลยุติธรรม รุ่นที่ ๔ จำนวน ๑๕๐ ท่าน ขอยินดีต้อนรับ จากนี้ไปขอเรียน เชิญทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ซึ่งมีผู้นำเสนอ และชี้แจงดังต่อไปนี้ ๑. พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ๒. พลเรือเอก ยุทธนา เกิดด้วยบุญ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ๓. ท่านเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม รองกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ๔. ท่านมณฑล เจียมเจริญ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ที่ปรึกษาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๕. ท่านพรรณประภา อินทรวิทยนันท์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ประธานบริหารบริษัท เมจิกโปรดักชั่นส์ จำกัด และประธานมูลนิธิสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และมูลนิธิกินรี ๖. ท่านเบญจพล นีรนาทโกมล ที่ปรึกษาประจำอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ขอเรียนเชิญ ท่าน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นในโอกาสแรกนี้กระผมขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้กรุณาเลื่อนการประชุมเรื่องนี้จาก วันจันทร์ที่ ๒๒ มาเป็นวันนี้ เป็นวันจันทร์ที่ ๒๙ เนื่องจากว่ากระผมเข้ารับการผ่าตัดนัยน์ตา ข้างซ้าย กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชน และคณะ ขออนุญาตนำเรียนที่ประชุม สปท. ในวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๕ ของคณะกรรมาธิการของกระผมนะครับ ซึ่งมีหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม สปท. ในหมวด ๕ ข้อ ๗๓ หน้า ๓๘ ลำดับที่ ๙ ให้ศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยนะครับ ใน ๔ เรื่องแรกที่กรรมาธิการของคณะกระผม ได้กราบเรียนไปแล้ว
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่อง การเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม พ.ร.บ. องค์กร พ.ศ. ๒๕๕๓ ผ่านที่นี่ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ สนช. คาดว่า สิ้นเดือนกันยายนนี้การขอแก้ไข พ.ร.บ. นี้น่าจะแล้วเสร็จครับ
เรื่องที่ ๒ คือการเสนอขอตั้งข้อสังเกตในการแก้ไขบางมาตราใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเสนอโดยกระทรวงไอซีที (ICT)
เรื่องที่ ๓ เรื่องการขอเกลี่ยอัตราเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้าน คอมพิวเตอร์กลับไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ได้เพิ่มอัตรานะครับเป็นการขอเกลี่ย
เรื่องที่ ๔ คือเรื่องของการติดต่อประสานกับผู้ประกอบการทั้งในและ นอกประเทศคืออินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Internet Service Provider) ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก (Facebook) กูเกิล (Google) ในวันนี้คณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน ขออนุญาตนำเสนอท่านประธานและท่านสมาชิกในเรื่องการปฏิรูประบบและเครื่องมือ สื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเพื่อประโยชน์สาธารณะ ภาษาอังกฤษเรียกว่าพับบลิก เซฟตี ดิสแอสเตอร์ รีลีฟ (Public Safety Disaster Relief) หรือ พีเอสดีอาร์ (PSDR) ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมกรรมาธิการคณะของกระผมจึงได้จับในเรื่องนี้ ทุกวันนี้ทุกประเทศทั่วโลก ทั้ง ๑๙๗ ประเทศที่กระจายอยู่ในโลกของเรานี้จะมีสาธารณภัยซึ่งเกิดโดยธรรมชาติ และก็จะมีภัยซึ่งเกิดโดยมนุษย์เราสร้างขึ้น ความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของ สาธารณภัยนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของการพัฒนาประเทศของแต่ละประเทศ ดังนั้นคณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชนจึงได้ทำการศึกษาจากฐานเอกสารทั้งหมด ๖ ฉบับซึ่งมีอยู่ในผนวกตั้งแต่ ก ถึง ฉ ที่ท่านประธานและท่านสมาชิกได้รับแล้วนะครับ ผมขอสรุปสั้น ๆ ในผนวก ก คือแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันนี้เป็นฉบับล่าสุด ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ โดยท่านรองนายก พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ลงนาม เจ้าของเรื่องคือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด ๒๘ หน่วย มีทั้งกระทรวง มีทั้งกรม มีทั้งกอง มีทั้งสำนักงาน ซึ่งกระทรวงไอซีที (ICT) นั้น อยู่ในลำดับที่ ๑๐ สำนักงาน กสทช. นั้นอยู่ในลำดับที่ ๒๗ ผนวก ข คือร่างแผนพัฒนา รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ของประเทศในระยะ ๓ ปี คือปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๑ ระยะ ๓ ปีนะครับ ผนวก ข นี้มี ๑๗ แผ่น กลับมาผนวก ก ผนวก ก ฉบับสมบูรณ์ถึง ๑๓๖ หน้า ผมคัดมาเฉพาะที่เกี่ยวข้องแล้วก็อยู่ในเอกสารประกอบการนำเสนอในวันนี้ด้วย ในผนวก ค คือข้อ ๓ คือผลการศึกษาของ ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๔ อาจจะเก่าไปสักนิดหนึ่งแต่ก็ได้แนวคิด ได้ข้อเสนอแนะเป็นของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครอง ผู้บริโภค อันนี้มีแค่ ๔ แผ่นเท่านั้นเองครับ ผนวก ง ครับ มกราคม ๒๕๕๘ เป็นรายงาน การศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการจัดการให้มีบริการเลขหมายฉุกเฉินเข้าเป็นบริการยูโซ (USO) ยูเอสโอ (USO) ย่อมาจาก ยูนิเวอร์ซัล เซอร์วิส อ็อบลิเกชัน (Universal Service Obligation) ภาษาไทยเรียกว่าการบริการพื้นฐานอย่างทั่วถึง รองสุดท้ายครับ ผนวก จ คือ แผนพัฒนาดิจิทัล (Digital) เพื่อเศรษฐกิจและสังคมในห้วง ๒๐ ปีของรัฐบาลนะครับ เอกสาร มีแค่ ๓ แผ่น และสุดท้ายผนวก ฉ เป็นประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกาศเมื่อเมษายน ๒๕๕๘ มีทั้งหมด ๔ แผ่น เป็นการประกาศเพื่อรองรับผลการประชุมขององค์กรสหประชาชาติยูเอ็น (UN) และมีหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบในเรื่องคลื่นความถี่คือไอทียู (ITU) และมีการประชุม ดับเบิลยูอาร์ซี ๑๒ (WRC12) คือเวิลด์ เรดิโอ คอมมูนิเคชัน คอนเฟอเรนซ์ (World Radio Communication Conference) ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในแต่ละประเทศทั่วโลก ทั้ง ๑๙๗ ประเทศนั้น จะมีสาธารณภัยและภัยซึ่งเกิดจากมนุษย์ที่มาก น้อย เล็ก ใหญ่ ไม่เท่ากัน แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ถ้าจะกล่าวโดยสรุปของประเทศไทยจากการเก็บ สถิตินะครับ โดยสรุปก็คืออุทกภัยครับ เกิดจากฝนตกหนัก น้ำท่วม ผมยกตัวอย่าง เฉพาะปี ๒๕๕๔ นะครับ ครอบคลุม ๖๔ จังหวัด มีผู้เดือดร้อน ๑๖.๒ ล้านคน มีผู้เสียชีวิต ๑,๐๒๖ คน ค่าเสียหาย ๑.๔๔ ล้านล้านบาท ภัยจากสึนามิ ปี ๒๕๔๗ ฝั่งทะเลอันดามัน มีผู้เสียชีวิตที่ท่านสุรินทร์ได้นำเสนอไปแล้ว ๕,๓๙๕ คน ความเสียหายไม่ต้องพูดถึงครับ มูลค่าสูงมาก อัคคีภัยในปี ๒๕๕๕ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๕๑๐ คน ผู้เสียชีวิต ๒๗ คน ความเสียหายประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท วาตภัยเราเจอทุกปีครับ ในเดือนพฤษภาคมถึง เดือนกันยายนเจอแน่ ๆ คือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พอถัดมาในเดือนตุลาคมก็ลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม แล้วก็ร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำ มีเป็นครั้งคราวนะครับ แต่ประเทศของเราได้รับผลกระทบตรงนี้ไม่มาก เนื่องจากมักจะเกิด ในทะเลจีนเกิดที่แถว ๆ ฟิลิปปินส์แล้วก็เข้าเวียดนาม อ่อนกำลังที่แถว ๆ ลาวนะครับ ในปี ๒๕๕๓ เรื่องวาตภัยก็มีบาดเจ็บ ๑๗๕ คน เสียชีวิต ๕๘ คน ความเสียหายประมาณ ๕๐ ล้านบาทนะครับ ภัยแล้งก็คือการที่น้ำในดินมีปริมาณน้อยลงกว่าปกติ ความร้อน ในแต่ละปีของ ๑๒ เดือนนี่ร้อนนาน ฝนที่เคยตกนานกลับตกน้อยลงนะครับ ในปี ๒๕๕๖ ภัยแล้งมีความเสียหาย ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ภัยจากดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว เพิ่งเกิด ที่อิตาลีนะครับ เพราะการตัดไม้ทำลายป่า การทำลายสภาพหน้าดิน ในปี ๒๕๕๔ นะครับ มีผู้ได้รับบาดเจ็บในประเทศไทย ๔๐ คนนะครับ ภัยจากไฟป่า เกิดมลพิษทางอากาศ เป็นภัยต่อระบบทางหายใจ เที่ยวบินต้องเลื่อนการเดินทางหรือต้องงดการเดินทาง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและธุรกิจการท่องเที่ยวนะครับ ภัยจากโรคระบาด โรคระบาด ในมนุษย์ เช่น ในปี ๒๕๔๗ มีไข้หวัดนก ในปี ๒๕๕๒ มีเอช ๑ เอ็น ๑ (H1N1) ในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ มีไข้ปวดข้อยุงลาย และไข้เลือดออกในปี ๒๕๕๕ และอีโบลา (Ebola) ในปี ๒๕๕๗ โรคระบาดในสัตว์บ้างครับ มีทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก ผมขอข้ามไปเร็ว ๆ นะครับ โรคระบาด ของศัตรูพืช ภัยต่าง ๆ เหล่านี้กระทบต่อสาธารณชนทั้งสิ้นไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือ เกิดจากมนุษย์ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์และประชาชนตลอดจนความเสียหาย ของทรัพย์สิน ต่อส่วนตัวและต่อส่วนราชการ ทั้งนี้หมายรวมไปถึงภัยจากการคมนาคม ที่ท่านนิกรได้นำเสนอเรื่องทางถนนนะครับ เรื่องทางอากาศ เรื่องทางน้ำด้วย ซึ่งภัยอันนี้ รวมไปถึงภัยจากการก่อวินาศกรรม ซึ่งมนุษย์ทำให้เกิดขึ้นด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากสาธารณภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดจากมนุษย์ที่เกิดขึ้นต่างเวลา ต่างสถานที่ มีขนาดเล็กและใหญ่ มีความสูญเสีย มีอะไรแตกต่างกันไปใด ๆ ดังนั้นองค์การสหประชาชาติ หรือยูไนเต็ดเนชัน (United Nation) และสหภาพโทรคมนาคมโลก ไอทียู (ITU) คือ อินเตอร์เนชันนัล เทเลคอมมูนิเคชัน ยูเนียน (International Telecommunication Union) ก็ได้มีการกำหนดให้มีการประชุมที่กรุงเจนีวา มีการประชุมดับเบิลยูอาร์ซี ๑๒ (WRC 12) ๔ ปีครั้งนะครับ แล้วก็ได้กำหนดเป็นมาตรฐานขึ้นมาว่าทุกประเทศในโลกนี้จะต้องมี คลื่นความถี่ที่กำหนดขึ้นสำหรับใช้ในกิจการพับบลิก เซฟตี ดิสแอสเตอร์ รีลีฟ (Public Safety Disaster Relief) โดยเฉพาะนะครับ ก็ได้กำหนดมาเรียบร้อยแล้วครับทุกประเทศ ต้องปฏิบัติครับ คือในความถี่ย่าน ๘๑๔ ถึง ๘๒๔ มีความกว้างช่วงคลื่น ๑๐ เมกะเฮิรตซ์ และ ๘๕๙ ถึง ๘๖๙ คือขาขึ้นขาลงครับ อีก ๑๐ เมกะเฮิรตซ์นะครับ ซึ่งทุกประเทศจะต้องไปจัดทำ มาสเตอร์แพลน (Master plan) แล้วก็ทำการย้ายการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ ในคลื่นความถี่นี้ออกไปจาก ๘๑๔ ถึง ๘๒๔ ครับ ประเทศไทยเราทาง กสทช. ก็เลยมาดูครับ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานบริหารคลื่นความถี่ ก็เลยมาดูว่าในตั้งแต่ ๘๐๖ ถึง ๘๖๙ ประเทศไทยเราใครใช้อยู่บ้าง ก็มาพบว่ากรมไปรษณีย์โทรเลขได้ให้สัมปทาน หน่วยงานที่ใช้มี กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสื่อสารทหาร กรมราชองครักษ์ กรมสื่อสารทหารอากาศ กรมการปกครอง สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย บริษัท แคท และบริษัทวิทยุการบิน ๑๒ หน่วยงานนี้ใช้ทรังก์เรดิโอ (Trunked Radio) อยู่นะครับ ดังนั้นเมื่อไอทียู (ITU) กำหนดให้ความถี่นี้มาใช้สำหรับพีเอสดีอาร์ (PSDR) ก็จะต้องมีการจัดทำมาสเตอร์แพลน (Master plan) นะครับ เพื่อให้ไปเป็นตามมาตรฐานโลก เพราะฉะนั้นในย่านความถี่นี้จะเป็น มาตรฐานทั้งในพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และไทย คือทั่วโลกทั้ง ๑๙๗ ประเทศ นะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในหน้า ๔ ของหนังสือที่กรรมาธิการคณะกระผม ได้กราบเรียนในเรื่องหลักการและเหตุผลของการปฏิรูปในเรื่องนี้ เราพบว่าปัญหาพื้นฐาน ก็คือการขาดความเป็นเอกภาพในการจัดการสาธารณภัยทั้งในระดับชาติ ระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้รับผิดชอบหลักคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ทำกฎหมายแต่ไม่สามารถ สั่งการครอบคลุมได้ทุกหน่วยนะครับ ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ ก็เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ด้วยตนเองอย่างไม่เป็นระบบ ขาดการประสานงาน ขาดการสนธิกำลัง ขาดประสิทธิภาพ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขาดเป้าหมายการเปิดงานร่วมกัน ไม่มีการกำหนดขั้นตอน ใครก่อนใครหลัง ใครทำอะไร อย่างไร อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีเพียงแฮนดีทอล์กกี (Handy Talkie) คือวิทยุสมัครเล่น แล้วก็ส่งได้เฉพาะวอยซ์ (Voice) ส่งด้วยปากฟังทางหูนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ส่งได้เฉพาะกลุ่ม เป็นกลุ่มของรถกู้ชีพ มูลนิธิต่าง ๆ ที่วิ่งเปิดเสียงสัญญาณตามถนน นี่นะครับ เป็นกลุ่มของโรงพยาบาล เป็นกลุ่มของตำรวจ แล้วก็เป็นเทคโนโลยีอนาล็อก (Analog) นะครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีด้านสารสนเทศและโทรคมนาคม ของโลกนี่ได้ก้าวไปไกล แต่เดิมเรามี ๑ จี (1G) เทคโนโลยี ๑ จี (1G) คือวอยซ์ (Voice) เท่านั้น พอมาเป็น ๒ จี (2G) เริ่มมีเอสเอ็มเอส (SMS) เป็นข้อความ พอ ๓ จี (3G) เราส่งภาพได้ พอ ๔ จี (4G) เราส่งภาพเคลื่อนไหวคือวิดีโอได้ แล้วก็ส่งไปครั้งละหลาย ๆ โหนด (Node) ส่งไปในเน็ตเวิร์ก (Network) ส่งไลน์ (Line) ท่านส่งเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ทำได้ ซึ่งในปี ๒๐๒๐ คืออีก ๔ ปีข้างหน้าปี ๒๕๖๓ เทคโนโลยี ๕ จี (5G) จะออกมา มันจะมี ทั้งความเร็ว ความชัด แล้วก็เป็นมัลติมีเดีย (Multimedia) ครับ ดังนั้นประเทศไทยจึงควร ที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ควรจะมีบรอดแบนด์ (Broadband) คือไฮสปีด อินเทอร์เน็ต (High-speed internet) นั่นเองให้ครอบคลุม จากฐานข้อมูล ในปัจจุบันนี้นะครับ มีส่วนงานราชการวางสายไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic) ซึ่งสามารถ ให้ข้อมูลเป็นไฮสปีด (High-speed) ได้ วางตามความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน วางเองตาม งบประมาณของตัวเอง เส้นทางตามที่ตัวเองต้องการ ยาว ๒๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร เอามารวมกันนะครับ มันอาจจะทับซ้อนกันอยู่ เอกชนอีก ๑๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร วางไว้ เรียบร้อยเลย กองทัพอากาศก็วางครับท่าน กองทัพอากาศวางโครงการอาร์แทดส์ (RTADS) รอยัล ไทย แอร์ ดิเฟนซ์ ซิสเต็ม (Royal Thai Air Defense System) วางตั้งแต่ดอนเมือง เช่าที่การรถไฟฝังลึก ๑ เมตร แล้วก็ดอนเมืองวางขนานทางรถไฟไปถึงสุไหงโก-ลก วางมาแล้ว ๒๕ ปี ฝังใต้ดินไปครับ พอเจอสะพานข้ามแม่น้ำ ข้ามคลองก็เอาขึ้นมาบนดินแล้วก็เกาะไปกับสะพานนะครับ ในกรณีที่มีการก่อสร้างเอกชนไม่ทราบก็เอาแบ็กโฮ (Backhoe) ไปขุดควักขึ้นมาทั้งสาย สายก็ขาด ก็มีระบบดาวเทียมที่จะใช้สำหรับแบ็กอัป (Backup) แล้วก็เชื่อมสายไฟเบอร์ ออปติก (Fiber optic) นะครับ สำหรับเรื่องสปีด (Speed) ในเรื่องของไฮสปีด อินเทอร์เน็ต (Hi-speed internet) ทั้งไอทียู (ITU) ก็กำหนดนะครับ ในอดีตนั้นกำหนดที่ ๑.๔ กิกะไบต์ ต่อมาเพิ่มเป็น ๒ กิกะไบต์ ตอนนี้เพิ่มเป็น ๑๐ บางประเทศเพิ่มเป็น ๓๐ บางประเทศในแถบ สแกนดิเนเวียนกำหนดเลยว่ามาตรฐานต้อง ๕๐ กิกะไบต์ เพราะฉะนั้นมันจะไปได้เร็วเหมือน ท่านขับรถในออโตบาห์น ในประเทศเยอรมันนะครับ เพราะมันจะไปได้เร็วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กล่าวโดยสรุปก็คือกรรมาธิการสื่อสารมวลชนได้ศึกษาและเสนอ ให้มีการขับเคลื่อนในเรื่องของพับบลิก เซฟตี ดิสแอสเตอร์ รีลีฟ (Public Safety Disaster Relief) ตามความถี่ที่ไอทียู (ITU) กำหนด ซึ่งในรายงานหน้า ๑๒ คณะกรรมาธิการ เราเสนอไว้ ๓ ข้อครับ สุดท้ายแล้วนะครับ ข้อ ๑ รัฐบาลควรตั้งแหล่งรวมศูนย์การจัดการ สารสนเทศฉุกเฉินแห่งชาติ ข้อ ๒ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดชุดข้อมูลมาตรฐาน มันจะได้ประสานกันรู้เรื่องเพื่อใช้งานระหว่างหน่วยงานนะครับ ข้อ ๓ ให้สำนักงาน กสทช. ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการทั้ง ๕ ราย ที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมคือแคท ของรัฐวิสาหกิจ แคท กับ ทีโอที เอกชนก็เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เพื่อที่จะให้ข้อมูล และตำแหน่งของผู้แจ้งเหตุหรือผู้รับรายงานเหตุ ซึ่งจะให้ได้ทั้งเป็นออโตเมติกโลเคชัน (Automatic location) อินฟอร์เมชัน (Information) เป็นออโตเมติก นัมเบอร์ อินฟอร์เมชัน (Automatic Number Information) นะครับ กระผมขอจบการนำเสนอเรื่องการปฏิรูป ระบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะนะครับ กระผมมีอนุกรรมาธิการทางด้านซ้าย ของกระผมมีนักวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญ ยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น ข้อท้วงติง และข้อสังเกตของท่านด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ
ตกลงท่านนำเสนอท่านเดียวนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปก็จะเชิญ ท่านสมาชิกอภิปราย ท่านสุรินทร์ยังอยู่ไหมคะ เดี๋ยวท่านเป็นท่านที่ ๒ แล้วกัน ดิฉันขอไป ท่านที่ ๒ ก่อนนะคะ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ครับ สปท. หมายเลข ๙๗ ครับ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารครับ เรื่อง การปฏิรูประบบ และเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะนะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในลักษณะการที่จะใช้ ประโยชน์ในการต่อยอดข้อมูลข้อเสนอนี้ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนะครับ ในพื้นที่ที่มีปัญหา สาธารณภัยซ้ำซากนะครับ โดยสามารถกำหนดเป็นแนวทางการต่อยอดลักษณะการป้องกัน ต่าง ๆ และการพัฒนาพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยซ้ำซากนะครับ อย่างที่ท่านประธานคณิตว่า อุทกภัยก็ดีนะครับ วาตภัยก็ดี หรือภัยแล้งอะไรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ โดยใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบข้อมูลจากระบบดิจิทัล (Digital) ของเครื่องมือทางด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมนะครับ ในภารกิจการบันทึกข้อมูลของสาธารณภัยที่เกิดขึ้น ในการกำหนดพื้นที่ที่มีปัญหานะครับ แล้วก็นำข้อมูลในระบบอันนี้มาบูรณาการเพื่อเสริมมิติทางด้านงานบริการต่าง ๆ และการ พัฒนาพื้นที่ในด้านการป้องกันสาธารณภัยให้เกิดประสิทธิภาพนะครับ ทั้งในด้านของ การวางแผนปฏิบัติการและกลยุทธ์เพื่อจะลดความเสี่ยงต่าง ๆ อาทิเช่น โครงสร้างพื้นฐาน ต่าง ๆ ที่สามารถจะรองรับและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากนะครับ ไม่ว่าจะเป็น อุทกภัยอะไรต่าง ๆ ตั้งแต่โครงการขนาดเล็ก เช่น โครงการแก้มลิง เป็นต้น จนถึงระบบกักเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ ที่สามารถจะแปลงวิกฤตเป็นโอกาสให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เดิมที่มีปัญหา เขาจะได้มีแหล่งน้ำในการที่จะทำมาหากินเพิ่มขึ้น ตลอดจนแก้ไขปัญหาชุมชนและเมือง ไม่ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วม ดังที่เกิดเป็นปัญหาประจำอยู่ตลอดนะครับ โดยใช้กระบวนการ ศึกษา และการวางแผนทางด้านกายภาพของพื้นที่ ผมมองลักษณะนั้นนะครับ เพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่าง ๆ นะครับ ป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อเป็นการวางแผนล่วงหน้าด้วย ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ สนับสนุนภารกิจในการบรรเทาสาธารณภัยต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ แล้วก็ป้องกันภัยสาธารณะ ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนะครับ ก็สนับสนุนครับ เพียงแต่ว่าใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้ต่อยอดเลย เพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่านะครับ ผมขอสนับสนุน ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ นะคะ ต่อจากเมื่อเช้า อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
ผมขออนุญาตชมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. ๑๗๓ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน เดี๋ยวผมขออนุญาตเปิดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วย นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เมื่อสักครู่รูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอัญเชิญ ไปแล้วนะครับ อันนี้เป็นรูปสึนามิภาคใต้ ที่ผมนำรูปนี้มาท่านจะเห็นว่านี่เป็นเพียงเล็กน้อย ที่ชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เสียชีวิตเนื่องจากภัยพิบัตินะครับ แล้วก็ผมคิดว่าสมาชิก สปท. ที่นี่จะรู้ดีมาก ๆ คือท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านไปบัญชาการอยู่ที่นั่น ตลอดเวลา เพราะผมไปครั้งใดเจอท่านและหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ว่ามันโหดร้ายทารุณ อย่างที่เราไม่เคยพบมาก่อนนะครับ ต่อไปครับ ดินถล่มที่บ้านน้ำก้อ น้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ ถึง ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ อันนี้มีผู้เสียชีวิต ๑๓๑ ราย สูญหาย ๕ คนนะครับ ภาพต่อไปครับ ที่ผมนำแผนที่ประเทศไทยมาแล้วก็มาวง ๆ ท่านนึกว่า ผมวงเล่น ไม่ใช่นะครับ นี่คือรัศมีทำการของเสาสื่อสาร ท่านจะเห็นว่าเสาตั้งอยู่บนหลังคาก็มี ต่างจังหวัดเยอะแยะ ไม่ว่าจะของสำนักเครือข่ายวิทยุ โทรศัพท์ใดก็ตาม เขาต้องทำต่อเป็น ช่วง ๆ อย่างนี้ครับ และมันก็จะมีช่วงที่มันไม่ทับกัน เรียกว่าจุดบอด แต่ถามว่าผมเอามา ทำไม ก็คืออยากจะเรียนท่านว่าเมื่อเกิดเหตุเภทภัยเช่นอย่างสึนามินะครับ เสาเหล่านี้ล้มหมด ทำให้เกิดการสื่อสารไม่ได้ ช่วยเหลือไม่ได้ ไม่ทัน แล้วถามว่าที่ช่วยเหลือพอได้อยู่ขณะนั้น คืออะไร คือวิทยุที่ใช้วีเอชเอฟ (VHF) นะครับ คลื่นสั้น วีเอชเอฟ (VHF) ติดต่อสื่อสารกัน แล้วก็ช่วยโดยชมรมวิทยุสมัครเล่น และที่ผมกราบเรียนไปเมื่อตอนเช้านี้ก็คือว่า ในหลวงของ เราท่านก็ใช้วีอาร์ ๐๐๙ (VR009) วีอาร์ (VR) ย่อมาจาก วอลันเทียร์ เรดิโอ (Volunteer Radio) ก็ทำงานได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ว่าถ้าทำอย่างที่ท่านประธานกับกรรมาธิการว่าแล้ว ผมคิดว่ามันจะเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นะครับ อันนี้มันจะเป็นการสื่อสารเสริมภาพเล็ก ๆ นั่นก็คือวิทยุแฮนดีทอล์กกี (Handy Talkie) นะครับ ยี่ห้อที่ใช้อยู่ขณะนี้มียี่ห้อหนึ่งที่ใช้กันแต่ผมไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกัน ใช้ได้ดีนะครับ
ภาพต่อไปครับ ผมให้ท่านชมภาพก่อนนะครับ อันนี้ก็เป็นวิทยุสื่อสารแล้วก็ ต้องมีเครื่องรับเครื่องส่งนะครับ เสาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดค้นขึ้นมาเป็นเสา ชื่อสุธี ๑ ๒ ๓ ๔ และไส้กรอกหลวง อันนี้ชื่อจริงเลยนะครับ สูง จากการทำวิจัยแล้ว ๕๐ เซนติเมตร ใช้ได้ผลดีมาก
ต่อไปครับ อันนี้รถพยาบาลหรือรถกู้ชีพ รถพยาบาลเขาอยู่ตามโรงพยาบาล เขาไม่รู้ว่าเขาเกิดเหตุเภทภัยอะไร เพราะฉะนั้นวิทยุสื่อสารต่าง ๆ จะช่วยบอกเขาว่าจุดไหน มีความเสี่ยงอยู่ที่ไหนนะครับ ให้ไปรับไปทำอะไร ต่อไปครับ ๑๖๙๙ เห็นไหมครับ อันนี้ ในประเทศไทยก็มี ต่างประเทศก็มี เป็นเฮลิคอปเตอร์กู้ชีพสามารถช่วยเหลือได้ฉับพลัน
ต่อไปครับ อันนี้เอสโอเอส (SOS) เซฟ เอาเออะ โซล (Save Our Soul) เข้าใจว่าท่านทหารเรือหรือนายทหารหลายท่านก็จะทราบว่าเมื่อเวลาเรืออยู่ในมหาสมุทรก็ดี หรือที่ไหนก็ตามเขาใช้คำว่า ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด คือสั้นแล้วซาวด์ (Sound) ๓ อัน คือทันทีที่เกิดเหตุปุ๊บ เช่นเรือจมอยู่ในมหาสมุทรมันจะมีกล่องเหมือนกล่องใส่ถ่านไปนี่นะครับแล้วก็ซีล (Seal) มันจะส่งสัญญาณอย่างนี้ตลอดเวลา สมัยก่อน ๗๒ ชั่วโมงแล้วมันดับ ปัจจุบันนี้เป็นเดือน เพราะฉะนั้นทันทีที่ชายฝั่งหรือที่ไหน เรือลำไหนที่จะผ่านมาใกล้ ๆ ได้ยินเสียงนี่เขาจะรู้เลย ว่าต้องการความช่วยเหลือด่วนแล้วที่นั่น ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปกดมัน เขาก็ต้องใช้ยามจำเป็น นะครับ
ภาพต่อไป อันนี้เป็นข้อเสนอ ก่อนถึงข้อเสนอผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการแล้วผมชอบใจมากนะครับว่า รู้รับ กลับตัว ฟื้นเร็วทั่ว อย่างยั่งยืน เป็นคำสำคัญสั้น ๆ แล้วก็ประทับใจ แล้วก็คิดว่าจะทำให้กิจกรรมนี้ได้ผล แต่ผมไปดูหน้า ๓ เมื่อครู่นี้หน้า ๑ ผมไปดูหน้า ๓ บอกว่าสายด่วน ๑๙๑ ของตำรวจ ๑๖๖๙ ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ๑๗๘๔ ๑๕๔๒ ๑๑๙๓ โอ๊ย มีเยอะมาก สิ่งที่ผมจะ นำเรียนท่านก็คือว่าการช่วยเหลือมันต้องเป็นระบบ แล้วก็ครบวงจรของมันนะครับ ข้อที่ ๑ ผมเสนอว่าอย่างไรครับ
๑. การช่วยเหลือในเรื่องฉุกเฉินจะต้องทำให้ฉับพลันทันที ต้องสามารถระบุ ได้ว่าเวลาที่ต้องใช้กี่นาที เช่น สมมุติเกิดเหตุตรงนี้กว่ารถพยาบาลจะไปถึงต้องใช้เวลากี่นาที ไม่ใช่บอกมีแล้วไม่ได้ทดลอง
๒. การแพทย์ฉุกเฉินต้องมีเครือข่ายสำรองเพื่อสนับสนุน ถ้าการสื่อสาร อย่างนี้เกิดล่ม เกิดมีปัญหาจะใช้สื่อสารด้วยวิธีไหน ต้องมีเครือข่ายหลัก เครือข่ายรอง
๓. ต้องมีระบบสื่อสารสำรองที่มีคุณภาพและทดสอบอยู่เสมอ เช่น ระบบ เอสโอเอส (SOS) และระบบเครือข่ายต่าง ๆ
๔. ต้องทำให้เครือข่ายสื่อสารตำรวจ ทหาร และประชาชน ประชาชนเมื่อครู่นี้ ก็คือว่าชมรมวิทยุสื่อสารสมัครเล่นนี่นะครับ บูรณาการกันอย่างเป็นระบบ เพราะอะไรผมถึง เสนออย่างนี้ การช่วยชีวิตของมนุษย์ต้องฉับพลันทันที ท่านไปช้าเพียง ๒ นาทีเขาก็ตายได้ ตายแล้วเกิดความสูญเสีย ญาติพี่น้องเขามากมายก่ายกอง ผมเลยคิดว่าเราน่าจะต้องตั้งศูนย์ สำหรับเรื่องนี้ แล้วกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องใหญ่ ๆ ผมกราบเรียนว่า ๑. กรมป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย ตามกฎหมายแล้วสังกัดกระทรวงมหาดไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ กสทช. อย่างน้อย ๓ อันนี้ แล้วก็ ๔ เหล่าทัพ ตำรวจ ทหาร ต้องประสานผนึก และอยากจะเรียนท่านว่ามันน่าจะต้องมีศูนย์วอร์รูม (War room) คำถามว่าถ้าเกิดเหตุ เภทภัยตอนนี้ใครจะเป็นหน่วยหลัก มีวอร์รูม (War room) ไหม ต่างคนต่างทำ ปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอยู่ตรงใกล้ ๆ วังสวนสุนันทา พอถึงสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติอยู่ที่นนทบุรี กสทช. อยู่ที่ซอยสายลม ถามว่าทันทีที่เกิดเหตุ ใครหลัก ใครรอง ฟังตรงไหน ไม่ใช่ส่งกันไปเรื่อยโกลาหลเลย แล้วก็ช่วยไม่ทัน ผมอยาก กราบเรียนว่าที่ผมเสนอนี้ก็ด้วยความเคารพว่าผมสนับสนุน และอยากเห็นมีศูนย์แห่งชาติ อย่างนี้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่เวลาแจ้งไป โดยเฉพาะประชาชน ชอบโทรศัพท์ไป ๑๖๖๙ แล้วก็ไม่มีคนป่วย ๑๙๑ ไปถึงไม่มีเกิดเหตุอะไร อย่างนี้ก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการรวมถึงประชาชนคนทั้งประเทศว่าท่านจะ ใช้เบอร์เหล่านี้ไปในเรื่องของสนุกขบขัน ทุกวินาทีในการใช้เบอร์เหล่านี้เป็นการช่วยชีวิตของ เพื่อนคนไทยทั้งสิ้น ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าพ่อแม่พี่น้องที่ฟังอยู่ก็บอกลูกหลานว่า อย่าไปกดเล่นโดยเด็ดขาด กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านที่ ๓ เรามีทั้งหมด ๘ ท่าน ต่อไปนี้เป็นท่านที่ ๓ ท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิก ลำดับที่ ๗๙ วาระนี้ เกี่ยวกับรายงานนี้ ผมมีความเห็นที่อยากจะนำเสนอ คิดว่าที่ท่านประธาน ได้กล่าวแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องดูแล และผมเองมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ การช่วยชีวิต เข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ จนถึงปัจจุบัน เจอประสบการณ์ใหญ่ ๆ เริ่มตั้งแต่ที่หาดใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ ๒-๓ ครั้ง แต่ว่าที่หนัก ๆ ก็คือพายุเกย์ พายุเกย์ช่วงนั้น เข้าไปดูกันอยู่ประมาณสัก ๕-๖ วัน แล้วก็สาหัสสากรรจ์มาก เราจะมองไปสุดลูกหูลูกตาว่า มันราพณาสูรจริง ๆ ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก แล้วเราก็ไปเจอปัญหากันว่าที่เราไปเห็น ผมไปกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เข้าไปพักอยู่ที่นั่น ท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ให้ลงไปดู ประเด็นก็คือว่าสิ่งที่เราเห็นก็คือว่ามันมีดิสแอสเตอร์ (Disaster) ขนาดใหญ่ ยางมันล้มต่อกัน แล้วใบมันแห้ง สิ่งที่กลัวกันตอนนั้นมากก็คือถ้าหากว่ามีไฟไหม้ขึ้นสักจุดมันจะไหม้กันเป็น ร้อย ๆ ไร่ แล้วก็บ้านชาวบ้านก็อยู่ในนั้น คือต้นยางล้มแล้วบ้านก็อยู่ในนั้น การแก้ไขปัญหา ช่วงนั้นใช้รถวิ่งไปบอก ไม่มีระบบการสื่อสารใดที่จะช่วยได้ เราก็ต้องวิ่งไปบอก บ้านโน้นบ้านนี้ แล้วก็คุยกัน แล้วก็ให้เขามีการประชุม แล้วก็ให้มาตัดเป็นตัวดักไฟ ก็สาหัส สากรรจ์อยู่ ไม่มีระบบสื่อสารที่จังหวัดชุมพร
ต่อมาที่หนัก ๆ ก็คือสึนามิ เพราะฉะนั้นก็ไปอยู่กันหลายวัน ใช้แบล็กฮอว์ก (Black hawk) บินไปที่วัดม่วง ไปดิสแอสเตอร์ (Disaster) เจอคุณหมอพรทิพย์ก็กำลัง ยุ่งวุ่นวายกันอยู่จากเรื่องศพเรื่องอะไรต่าง ๆ ไปเจอปัญหาอีก ปัญหาที่ท่านนำเสนอคิดว่า ชัดเจนแล้วก็คือว่าช่วงนั้นเองระบบการสื่อสารก็ล่มอีก เพราะว่าระบบการสื่อสารเดิม สมัยโน้นไม่มี สมัยพายุเกย์ไม่มี พอมาระยะหลังที่สึนามิมีเป็นมือถือ แต่ปัญหาที่มีคือว่า เสาเบส (Based) ล้มหมด แล้วก็ตัวมือถือเองคุณไม่รู้จะไปชาร์จ (Charge) ไฟจากไหน เพราะมันไม่มีไฟหลัก เพราะฉะนั้นการติดต่อสื่อสารก็ยุ่งยากลำบากมาก เราก็ต้องพก มือถือไป ผมยังดีใจอยู่ว่ามีเด็กคนหนึ่งเป็นชาวสวีเดน เราไปเจอที่เขาหลัก พ่อแม่ตายไป ทั้ง ๒ คน แล้วก็ผมให้ยืมโทรศัพท์โทรกลับไปที่ประเทศสวีเดน แล้วก็โทรกลับมาพอดี ลุงกับป้ายังอยู่ พอดีพี่น้องเขาหากันเจอ แล้วรู้สึกดีที่เขาได้เจอกัน แล้วก็ผมมีโทรศัพท์ เพราะว่าชาร์จ (Charge) ไปจากโรงแรม เขาไม่มีโอกาสที่จะมีโทรศัพท์โทรได้เลย ดังนั้นในภาวะคับขันแบบนั้นประเด็นเรื่องการสื่อสารนี่มันจะสำคัญมาก ในการบัญชาการ ในการดูแล ในการแก้ไขปัญหานี่ สำคัญเป็นอย่างยิ่งเลย หลังจากพายุเกย์มานี่มีประเด็นใหม่ ขึ้นมาก็คือว่ามีลูกชายผมเขาเป็นคนทำโครงการอะไรต่าง ๆ มีคนจากหน่วยราชการมาขอว่า เขาเห็นปัญหาแล้วละว่าเวลามีปัญหาที่ดิสแอสเตอร์ (Disaster) ขนาดใหญ่แบบนี้ เสาก็ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่มี ก็เลยมาขอว่าลองคิดกันดูสิว่าเราจะทำบอลลูนดีไหม หรือว่าเรือเหาะ ที่จริงเรือเหาะ ไปเที่ยวบินอยู่ในภาคใต้ นี่คือเขาอธิบายง่าย ๆ หลักการตรงนี้ เพราะในจังหวะนั้นมันจะไม่มี การติดต่อสื่อสารได้โดยสิ้นเชิง เพราะว่าเวลามีภัยขนาดใหญ่ ไม่ว่าน้ำท่วมหรือว่าภัยจากพายุ หรือแม้แต่สึนามิหรือแผ่นดินไหว มันจะกว้างออกไปเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล หลักการก็คือ ว่าเอาบอลลูนติดรถไป บอลลูนตรงนี้ แล้วก็ปล่อยขึ้นไปเป็นเสาเบส (Based) หมายถึงว่า เป็นตัวกระจายคลื่น คือหลักการง่าย ๆ แบบนี้ มันไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ เพราะอิเล็กทรอนิกส์ มันไปเจอปัญหาเรื่องไม่มีไฟนี่จบหมด ไปไม่ได้หรอก คลื่นสั้นที่ท่านสุรินทร์นี่พูดยังช่วยได้บ้าง หรือตอนที่โตเกียวท่านประธานคงจำได้ สไกป์ (Skype) นี่ช่วยคนได้เยอะมาก หลักการ เหล่านี้ผมก็เลยเห็นว่าสิ่งที่ท่านเสนอขึ้นมานี่เป็นเรื่องที่ดีมาก สมควรสนับสนุน ซึ่งในความเห็นผมเองก็อยากจะมีความสะดวก คือเรื่องที่ท่านเสนอว่าเป็นเลขเดียวนี่ ก็เป็นเรื่องดี ผมเองเคยมีโอกาสไปตั้งไว้ ๒ เลข คือ ๑๕๘๔ ศูนย์ผู้โดยสารรถสาธารณะ และศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ๑๓๕๖ กว่าจะได้มามันจะเป็นเรื่องลำบากมากในการจะใช้โทรที่นี่ แล้วไปขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ระบบนี่ เพราะฉะนั้นที่นำเสนอว่าให้เป็นเลขหมายเดียวเป็นเรื่องที่ดี แต่ท่านจะต้องแก้ปัญหาว่าเรื่องเลขหมายเดียวนี่กรรมาธิการสาธารณสุขเสนอขึ้นมาแล้ว ปัญหาที่มีก็คือว่า มันมีความสับสนกันอยู่ เรายอมรวมแล้วก็ไปขัดกันตรงที่ว่าทางตำรวจเอง ๑๙๑ ๑๙๙ ที่ว่ากันอยู่นี้ ตรงนี้จะเป็นปัญหาที่ค้างอยู่ แล้วเสนอมาในร่องเดิม รอยเดิม เพราะฉะนั้นปัญหาเดิมคงจะต้องแก้กันตรงนี้ ถ้าจบตรงนี้จะได้จบต่อเนื่องไปได้ ประเด็นต่อมา ก็คือเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตรงนี้ก็คงจะมีหลายอย่างที่ทันสมัยมากขึ้นนะครับ แต่อย่างที่เรียน แล้วว่าบางทีเรากลับไปใช้วิธีเก่า ๆ แต่ได้ผล เช่นเราลอยบอลลูนขึ้นไป เพราะแบบใหม่นี่ มันใช้บางอย่างคือใช้ไฟฟ้า ไม่มีไฟฟ้ามันก็เป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการติดต่อให้ได้ ไม่ใช่สาระ เราสามารถจะติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ เจ้าหน้าที่ที่รับคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) นี่ ติดต่อได้ แต่ถ้าเขาไม่สามารถจะกระจายงานออกไปได้ สัมพันธ์กับตรงอื่นได้ บัญชาการได้ ต่อเนื่องไปได้ ทั้งระบบจะสำคัญกว่า คือตอนนี้ให้ได้ยินก่อนสำคัญ ระบบที่ท่านเสนอนี่ แต่ได้ยินแล้ว ทำอะไรได้สำคัญกว่า ซึ่งระบบที่ท่านเสนอขึ้นมาว่าเรามีหลาย แล้วก็กฎหมายที่ใช้อยู่นี้ มีปัญหาอยู่เยอะนะครับ ผมเรียนว่าเรื่องนี้ก็มาเกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๓๒ ช่วงนั้น ช่วงยุคท่านชาติชาย ชุณหะวัณ อยู่นะครับ ก็มีรัฐมนตรีแผ่นดินไหวจากจีนเขาเข้ามา ในประเทศไทย แล้วเขาก็ชี้ว่าประเทศไทยอยู่ในรอยเลื่อน มีปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวได้เสนอ ขึ้นมา ผมเองอยู่กรรมาธิการสวัสดิการสังคมในขณะนั้น ผมก็สนใจ ท่านสมิทธ ธรรมสโรช นี่ขอเอ่ยนามท่าน ตอนนั้นท่านเป็นอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านก็เสนอความเห็นขึ้นมา ท่านถูกรุมด่าเสียแบบไม่เหลือเลยว่าเอามาพูดทำไมเรื่องแผ่นดินไหว มันจะมีปัญหาตอนนั้น เราสร้างตึกสูงกันอยู่ ตึกสูงเพิ่งเริ่ม เราก็ตรวจสอบดู ผมก็เลยเรียนท่านว่าท่านผมเป็น ส.ส. อยู่ ไม่เป็นไร ผมนำหน้าให้เอง ผมก็เอาเรื่องเข้ากรรมาธิการ พอเราตรวจสอบดูก็ปรากฏว่า แผ่นดินไหวนี่ซึ่งเราพูดเมื่อเช้า ท่านประธานก็พูดในพม่า แล้วไม่เคยคิดว่ามันจะมี ที่เราเจอ ก็คือน่ากลัวมากในประเทศนี้ไม่มีแฟกเตอร์ (Factor) ป้องกันแผ่นดินไหวเลย ไม่มี มีแต่ป้องกันลมด้านข้าง เราก็ใช้กรรมาธิการตอนนั้นท่านอำนวยเป็นประธานเสนอเรื่องนี้ ขึ้นมาคุยกับกรมโยธาธิการแล้วก็เสนอให้ฟิกซ์ (Fix) ไว้ที่ ๖ ริกเตอร์ เป็นครั้งแรก ทำได้ แต่ใช้เวลาเยอะนะครับ มีการวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้มีเพราะว่ามันต้องเพิ่มเหล็ก เพิ่มโครงสร้าง ประเด็นที่อยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่าพอถึงตรงนี้แล้วเราก็พบว่าแผนแผ่นดินไหว ในประเทศนี้ไม่มี ไม่มีเลย ผมก็เลยเสนอช่วงนั้นท่านบรรหาร ศิลปอาชา ขอเอ่ยนามท่าน นะครับ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านก็เห็นด้วย พอเราตรวจสอบลงไปดู อยากจะเรียนท่าน ในอดีตมาคลื่นของทหารนี่คลื่นหนึ่ง คลื่นของตำรวจคลื่นหนึ่ง ทหารเรือ คลื่นหนึ่ง คือทุกคลื่นแต่ละคนจะมีคลื่นเฉพาะตัวทั้งนั้น เวลาเกิดเหตุขึ้นมาเราไม่ต้องไปพูด กันว่าจะเชื่อมกันได้อย่างไร เชื่อมไม่ได้เลย ไม่สามารถจะเชื่อมได้ ในคราวนั้นก็เลยใช้อำนาจ ของกระทรวงมหาดไทยเสนอแผนแผ่นดินไหวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยขึ้นมา ขณะนี้ยังอยู่ กับกระทรวงมหาดไทยคือ ปภ. แผนตรงนั้นมีการกำหนดที่ท่านได้เสนอแล้ว แต่ว่าสมัยนั้น ยังเป็นวอล์กกีทอล์กกี (Walkie Talkie) อยู่นะครับ ก็คือว่าให้เชื่อมสัญญาณกันเสียทั้งหมด คือซิงก์ (Zinc) เป็นเลขเดียวเวลาเกิดภัยแผ่นดินไหว เพราะว่าในขณะนั้นรัฐมนตรีถ้าอยู่ใน กลางแผ่นดินไหวก็เสร็จเหมือนกัน ไม่มีใครช่วยอะไรใครได้เวลาเกิดภัยแรง ๆ เหมือนสึนามิ หรือว่าเกิดภัยหนัก ๆ ขึ้นขณะนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงจะสำคัญนะครับ ปัจจุบันนี้ผมเรียนว่าแผนที่มีอยู่นี้ ผมจะอ่านให้ฟังก็ได้ว่าที่ใช้ปัจจุบันนี้นะครับ ขอเวลา ท่านประธานนิดเดียวครับ ในแผนแผ่นดินไหวปัจจุบันนี้ของปีปัจจุบัน ในมาตรการป้องกัน ผมจะได้เชื่อมโยงว่าขณะนี้มันมีเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาเขียนอย่างนี้ครับ ในปัจจุบันนี้อยู่ใน มาตรการที่ ๔ ในการป้องกัน ให้พัฒนาศักยภาพระบบสื่อสารนะครับ ก็คือมีการให้จัดให้มี ระบบสื่อสารสำรองในกรณีที่เครือข่ายการสื่อสารเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวนะครับ ซึ่งก็ใช้กับภัยอื่นได้ด้วยนะครับ ให้มีระบบสื่อสารสำหรับบัญชาการเหตุการณ์โดยเฉพาะ โดยทุกหน่วยควรใช้ระบบและคลื่นความถี่เดียวกัน นี่โยงมาจากคราวโน้นนะครับ เพื่อให้ สามารถสื่อสารกันได้ตลอดเวลา หน่วยงานหลัก หน่วยงานหลักนี่ปรับแล้ว เดิมเป็นกระทรวง คมนาคมและโทรคมนาคม สมัยนั้นนะครับ ผมเคยดูแลอยู่ ปัจจุบันนี้เขาเปลี่ยนมาเป็น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คือ กสทช. นั่นแหละนะครับดูแล กระทรวงมหาดไทยดูแล แล้วก็กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเป็นคนดูแล นี่คือเตือนภัย ต่อจากนั้นมาแผนสู้กับภัย หมายถึง พอเกิดภัยขึ้นแล้วผมเพียงแต่จะชี้ว่าเรื่องที่ท่านเสนอมีความสำคัญขนาดไหน ในการเตือนภัย ต้องมีการบัญชาการได้ เตือนให้ประชาชนหลบ มีการอีวาคูเอต (Evacuate) ยกออกไป นะครับ มีการเคลื่อนย้ายไป เวลาเกิดภัยนี่นะครับเขาคุมสถานการณ์อยู่ในมาตรการที่ ๒ เวลาเกิดภัยแล้ว เมื่อครู่นี้เป็นพรีเวนชัน (Prevention) นะครับ ตรงนี้เป็นระหว่างการเกิดภัย ให้มีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานใช้การได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดภัย กิจกรรมหลักให้ใช้คลื่นความถี่โทรศัพท์ที่สำรองใช้ในยามกรณีฉุกเฉิน การใช้คลื่นวิทยุความถี่ เดียวกันทุกหน่วยในศูนย์บัญชาการเหตุการณ์นะครับ การใช้ระบบเครือข่ายสื่อสารสำรอง ในพื้นที่ประสบภัย เช่น รถสื่อสารเคลื่อนที่เพื่อเป็นแม่ข่าย หรือการใช้เครื่องบินเป็นแม่ข่าย ที่ผมยกเมื่อครู่นี้ว่าถ้าไม่มีจริง ๆ รถแม่ข่ายตรงนี้มันก็เหมือนกับรถที่เราส่งไปทำน้ำ ให้ประชาชนดื่ม น้ำแถวนั้นเสียหมด รถสื่อสารก็ต้องส่งเข้าไปนะครับ ซึ่งตรงนี้อยากจะให้ ไม่ใช่เราพัฒนาแต่ระบบ ระบบการจัดการมีความสำคัญมากหรืออาจจะมากกว่าระบบไอที (IT) เสียด้วยซ้ำ หรือเขาเอาเครื่องบินไปอยู่แถว ๆ นั้นเพื่อจะได้เป็นตัวกระจาย ผมเรียนแต่ว่า สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่ในขณะนี้ อยากจะให้ท่านจูน (Tune) ไปว่าการปฏิบัติข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นเราจะมาดีไซน์ (Design) เฉพาะระบบอย่างเดียวไม่พอนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่าแผนที่ท่านเสนอขึ้นมานี้ผมขอให้ความเห็นต่อรายงานนิดเดียวนะครับ แล้วก็อาจจะเป็นความเห็นตรงไปตรงมาว่าแผนการใช้คลื่นความถี่ของ กสทช. ที่ท่านใช้เป็น สิ่งที่ กสทช. กำหนดแล้ว คงจะไม่ยากเพราะเขากำหนดแล้วนะครับขณะนี้ แต่ท่านควรจะ เสนอว่าทำอย่างไรให้ดีเพราะเป็นแผนที่เขากำหนดอยู่ในแผนงานอื่น ๆ อื่น ๆ ของเขา ผมใช้คำว่าอื่น ๆ และมีไม้ยมกเยอะ ๆ คือเขามีงานตั้งเยอะแยะ แต่แผนเรื่องนี้ชอบที่ทาง กรรมาธิการจะชี้เข้าไปว่าเฉพาะเรื่องนี้ต้องทำอะไรให้ชัด ๆ แต่ที่ท่านเสนอมานี้เสนอมาไม่ชัด คือเสนอว่าให้ทำ บังเอิญเขาทำอยู่แล้ว พอเขาทำอยู่แล้วเขาก็ทำ อยากจะให้ทำให้คมกว่านี้ คือลับให้คมกว่านี้อีกนิด คือจี้ไปให้ชัดว่าให้ทำอะไร ๑ ๒ ๓ เลยจะมีประโยชน์กว่า เพราะว่า อย่างที่ผมเรียนแล้วว่างานเขาเยอะมากนะครับ เขาอาจจะไม่ได้มามองจุดนี้
ประเด็นต่อมาก็คือว่าแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เรื่องนี้ก็เป็นแผนที่รัฐบาลกำหนดไว้ดำเนินการแล้วที่ท่านเสนอมา สิ่งที่ผมจะเสนอ ก็เหมือนกัน ก็คือว่าทำให้ดีกว่าเดิมที่เขาทำนั้นอย่างไรเพื่อเฉพาะการนี้ เพราะว่าพอเขา มีอยู่แล้วมันเป็นกับดักเหมือนกันนะ พอมีอยู่แล้วเขาก็บอกว่ามีอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร กันแล้ว อยากจะให้โฟกัสในส่วนนี้เป็น ๒ ทางแล้ว
ส่วนที่ ๓ ที่ท่านเสนอเรื่องบริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินเลขเดียว ก็เรียนว่า ทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของท่านประธานนั่งอยู่นี้นะครับได้ดำเนินการ เคยเสนอไปแล้ว และมีปัญหาอยู่ขณะนี้มันจะมีปัญหาเหมือนกัน ก็อยากจะให้รวมกันแล้วก็ เสนอเคลียร์ (Clear) เสียทีเดียวก็จะได้จบไปเรื่องนี้
สุดท้ายก็คือว่าเรื่องการทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติผมเพิ่งให้ความเห็นไป ซึ่งอยากจะกราบขออภัยท่าน สปท. ผมเพียงแต่เป็นห่วงว่าการทำแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี อย่างไรผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นเรื่องอันตราย ผมถึงบอกว่าเป็นบาปบริสุทธิ์ในสื่อ ไม่ใช่ว่า ผมลุกดาวน์ (Look down) อะไร แต่ว่าจากหลักการที่ผมคิดนี่ผมกลัวว่าประเทศเราเล็ก นี่เป็นหลักการนะครับ ผมเคยอภิปรายไว้แล้ว ของท่านเองผมจะแย้งอย่างนี้ครับว่าถ้าจะทำ เรื่องนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติที่พลิกตัวหรือว่ามีการกำหนดโดยการจัดการได้ อย่าไปผูก กับยุทธศาสตร์เลย เพราะว่าไม่ใช่ประเด็นเล็ก ประเด็นมันคม พอไปอยู่ที่กว้างไปอยู่กับ เรื่องใหญ่มันจะถูกบัง ผมก็คิดว่าท่านแต่งแล้วก็อย่าไปอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติเลย เอายุทธศาสตร์แบบอีเมอร์เจนซี (Emergency) เพราะว่าถ้าไปอยู่กับอิมพอร์แทนต์ (Important) มันหลายเรื่อง แต่ถ้าอีเมอร์เจนซี (Emergency) ผมเชื่อว่าท่านจะได้ทางด่วน เช่นผมเคยทดลอง ผมเคยทำครั้งหนึ่งอยากจะเรียนว่าอาจจะใช้ยุทธศาสตร์นี้ได้ ผมเสนอว่าให้แยกสำนักงานกองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนนี่แยกออกจากกระทรวงมหาดไทย เขาไม่ยอมแยก ผมก็เสนอเป็นเรื่องแล้วผมรอ พอแผ่นดินถล่มที่กะทูนปั๊บผมก็เอาเหตุที่ แผ่นดินถล่มที่กะทูนยื่นในเวลานั้นเลยให้ท่านบรรหารซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ เหตุที่ดินถล่มคราวนั้นมันก็เลยส่งผลทำให้ขณะนี้มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นมา เดิมอยู่กระทรวงมหาดไทย จังหวะแบบนี้ท่านเตรียมไว้ แล้วผมเชื่อว่าจะมีเหตุขึ้นมา ใกล้ ๆ อีก แล้วก็ให้เป็นแผนในการปฏิบัติการตรงนี้ ก็จะดีกว่าไปอยู่กับแผนโครงใหญ่ เพราะแผนโครงใหญ่ของเรา จริง ๆ เรื่องใหญ่แต่ว่าถูกมองเล็ก โดยรวมก็ขอสนับสนุน สิ่งที่ท่านทำ เพราะว่าเป็นความเป็นความตายของประชาชน ซึ่งประชาชนตอนนี้เขาไม่พึ่งใคร เขาพึ่งบุญ เวลาลูกเขาตาย เวลาครอบครัวเขาเสียหาย เวลาเขาช่วยตัวเองไม่ได้เขาก็ได้แต่ ทำบุญเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าคนรับผิดชอบจริง ๆ ไม่ใช่บุญกับบาปที่เขาทำ คือรัฐบาล แล้วเราเองมี หน้าที่จะต้องปฏิรูปก็ต้องทำสิ่งนี้ให้เขา ไม่ให้เขาหวังอยู่แต่ว่าเป็นบุญกับบาป ที่ลูกตายเพราะว่าทำบุญมาน้อย สงสารประชาชนครับ นำเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน คือเรื่องของระบบ การสื่อสาร เรื่องความถี่ มันเป็นเรื่องเทคนิค เป็นเรื่องของอุปกรณ์ มันก็ด้านเดียว กระผม ก็จะพูดคล้าย ๆ กับที่ท่านนิกรเพิ่งได้พูดไปว่ามันต้องดูอีกด้านหนึ่งว่าแล้วใครบริหารจัดการ แล้วก็ในเอกสารมีการใช้คำภาษาอังกฤษเกี่ยวกับคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) คือจะปรับปรุงระบบอย่างไรก็แล้วแต่ทางด้านการสื่อสาร คือทางด้านเทคนิคและเทคโนโลยีนั้น ไม่เป็นการเพียงพอ ต้องรู้ไปด้วยว่าแล้วใครจะมาเป็นผู้บริหารจัดการสั่งการจากส่วนกลาง ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ในกรอบ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนคงจะไม่เป็นการ เพียงพอครับ ผมอยากจะเสนอให้มีการร่วมพิจารณาเรื่องนี้กับทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินและกรรมาธิการ ด้านการปกครองท้องถิ่น แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเรื่องของสังคมด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของการบูรณะฟื้นฟูภายหลังภัยพิบัติต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วผมก็อยากจะเล่า ประสบการณ์สักนิดหนึ่งในช่วงที่รับราชการอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี ๒๕๔๗ ที่เกิดกรณีของ สึนามิ ผมได้ไปพบกับอดีตผู้ว่าราชการของมลรัฐฟลอริดา คุณเจบ บุช ซึ่งตอนนั้นก็เป็น น้องชายประธานาธิบดีอยู่ แล้วก็ได้ประชุมปรึกษาหารือว่ามลรัฐฟลอริดาเขาป้องกันภัยพิบัติ แล้วก็ฟื้นฟูสภาพชุมชนสิ่งแวดล้อมหลังจากภัยพิบัติอย่างไร ผมได้เข้าไปดูที่เขาเรียกว่า คอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) แล้วมันก็มีจอใหญ่ประมาณใหญ่เท่ากับกำแพง ข้างหลังของท่านประธาน แล้วมันก็มีการเชื่อมโยงกับระบบแซทเทิลไลต์ (Satellite) ดาวเทียมเพื่อจะดูความเคลื่อนไหวของดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะจากทางฝั่งมหาสมุทร แอตแลนติกเข้ามาที่มลรัฐฟลอริดาเขาเห็นหมดเลยว่าคลื่นลมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็ สามารถที่จะเตือนประชาชนล่วงหน้าด้วยระบบสื่อสารมีจอกว้างแล้วก็สั่งการได้ แล้วก็ติดต่อ ได้จากที่ทำการของผู้ว่ามลรัฐฟลอริดาไปจนถึงหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งตลอดแนวทะเลของ มลรัฐฟลอริดา ระบบการสื่อสาร ระบบการติดต่อชัด เขาลงไปจนถึงระดับเคาน์ตี (County) ว่าจะต้องเป็นด่านแรกที่จะต้องป้องกันภัย แล้วก็จะต้องรองรับด้วยระบบตรงตัวเมืองมาตรง เทศบาล แล้วถ้าเผื่อ ๒ ระดับแรกรับไม่ไหวนั้นมันก็จะมาที่ตรงผู้ว่ามลรัฐ ไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้อง ไปที่องค์กรฟีมา (FEMA) เฟเดอรัล อีเมอร์เจนซี แมเนจเมนต์ เอเจนซี (Federal Emergency Management Agency) เป็นหน่วยงานกลางของสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นตรงต่อตัว ประธานาธิบดี ผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกันท่านนิกรกับข้อเสนอดั้งเดิมว่ามันต้องแยก สำนักงานสาธารณภัยอันนี้ออกมาจากกระทรวงมหาดไทยให้เป็นหน่วยงานกลางขึ้นกับ นายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ เพราะมันต้องสั่งจากส่วนกลางครับ ในเรื่องที่มันเกี่ยวกับ ความฉุกเฉินเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ที่ต้องได้รับการป้องกันหรือว่าในการที่จะแก้ไขดูแล อย่างทันท่วงที แล้วมันต้องมีการบูรณาการ มันต้องมีคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) อย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็สั่งการได้ทันที แล้วจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพบก กองทัพอากาศ เฮลิคอปเตอร์ของใคร ศูนย์นี้มันต้องสั่งให้ปฏิบัติการได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการที่จะมาปรับปรุงด้วยระบบอย่างเดียวคงไม่เป็นการเพียงพอทางด้านสื่อสาร ต้องเป็นคู่แฝดครับ มาดูระบบบริหารจัดการแล้วก็ปฏิรูประบบการบริหารจัดการด้วย ผมไม่ได้ไปดูงานแค่ที่มลรัฐฟลอริดาไปดูงานที่นครชิคาโกด้วยนะครับ แล้วก็เห็นเลยว่า เขาสามารถที่จะซูม (Zoom) ได้จากทุกถนนทุกอณูของถนนในชิคาโกจากดาวเทียมเพื่อจะดู โจรผู้ร้ายหรือจะภัยพิบัติอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วผมเองก็ไปดูงานที่โรงงานเข้าใจว่าตอนนั้น ที่รัฐคอนเนตทิคัตที่เขาทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะโยงใยดาวเทียมกับศูนย์บัญชาการของนครชิคาโก หรือว่าของมลรัฐฟลอริดา อันนี้เป็นสิ่งที่เราคงจะต้องพิจารณาในภาพรวมนะครับ ไม่อยากจะให้เน้นในเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้แล้วก็ไม่รู้ว่าใครสั่ง ใครบริหาร มันต้องมี จุดเดียวที่จะสั่งได้ทุกหน่วยราชการ ของทุกหน่วยราชการส่วนกลางของประเทศ กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย แล้วก็ลงไปจนถึงระดับผู้ใหญ่บ้านเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันในมลรัฐ ของฟลอริดาหรือทั่วสหรัฐอเมริกานั้นองค์กรภาคประชาชนรวมทั้งสภากาชาด มูลนิธิ ป่อเต็กตึ๊งต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็จะมีเข้ามา ทุกหมู่เหล่าเขามีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วในเอกสาร ก็เลยบอกถึงจังหวัดเซ็นไดของญี่ปุ่น ผมก็เคยไปดูมาหลังจากที่มีภัยพิบัติ แล้วที่มันสำคัญ ที่เราเรียนจากญี่ปุ่นแล้วเห็นอยู่ตลอดเวลา คือเขาจะมีการเอกซ์เซอร์ไซส์ (Exercise) ฝึกอบรมประชาชนพลเมืองทุกครั้งว่าในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยที่มาจาก เงื้อมือของมนุษย์นั้น แต่ละประชากรพลเมืองจะมีหน้าที่อย่างไร เพราะฉะนั้น เรื่องการฝึกอบรมก็เป็นเรื่องที่สำคัญให้กับประชาชนทุกคน แล้วก็ในการที่เราจะพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้แล้วก็วางระบบนั้น เรื่องของการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ก็เป็นสำคัญ ช่างเทคนิคจากโรงเรียนอาชีวะพร้อมหรือยัง แล้วก็ในแวดวง มหาวิทยาลัยก็ต้องฝากไว้ตรงนี้ด้วย มันต้องไปกันทั้งแผงนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายนิดหนึ่งนะครับ ไม่ทราบว่าตรงนี้ดูด้วยหรือเปล่า เพราะว่าหลังจากกรณีของสึนามิแล้วเราก็ได้พิจารณาด้วยตัวเราเองกับประเทศเยอรมัน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป คุยกันในกรอบอาเซียน (ASEAN) ด้วย เรื่องของการวางทุ่น ในทะเลอันดามัน แล้วก็ในมหาสมุทรอินเดีย ก็แย่งกันไปแย่งกันมาระหว่างประเทศ อินโดนีเซียกับประเทศไทยในช่วงนั้นว่าใครจะเป็นศูนย์กลาง อันนี้ก็ต้องกลับมาทบทวนว่า มันจะโยงกันหรือเปล่า เมื่อครู่นี้ภาพของคุณสุรินทร์นี่ก็ให้แต่วงกลมบนบก แต่ว่าในทะเล ทั้งอ่าวไทยและทางด้านของอันดามันก็เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย
อีกอันก็คือบทเรียนและประสบการณ์ของเราจากกรณีสึนามิเมื่อปี ๒๕๔๗ แล้วก็เมื่อปีประมาณเข้าปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ที่เราได้เข้าไปช่วยพม่าในกรณีของพายุนาร์กิส ต่าง ๆ เหล่านี้มันอยู่ที่ไหน อย่างไร ต้องนำมาด้วยนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้าย อันนี้ก็เพื่อจะทบทวนความจำสักนิดหนึ่งในช่วงที่อยู่ใน คณะรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เราได้เสนอต่อเลขาธิการสหประชาชาติแล้วก็มิตรประเทศทั่วโลก แล้วก็ในกรอบของอาเซียน ให้สนามบินแล้วก็ท่าเรืออู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศ ในการฝึกอบรม ในการเป็นศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของโลก แล้วก็เอาเรือรบ เฮลิคอปเตอร์ เข้ามาร่วมด้วยจากประสบการณ์ที่มีอยู่ในกรณีของสึนามิ แล้วก็ของนาร์กิส แล้วก็เรื่องมันก็ จางหายไปจะด้วยเหตุผลอย่างไรหรือว่าทางด้านการเมือง แต่ผมคิดว่าอันนี้เราอยู่ในวิสัยที่จะ เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการของโลก ทั้งฝึกอบรม เป็นศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน และที่สำคัญก็คือ สามารถที่จะเป็นเดโป (Depot) ที่จะเก็บเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งอาหารฉุกเฉินที่จะ ใช้ในช่วงของภัยพิบัติด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่ว่าจะมาดูแค่เครื่องมือเครื่องใช้ไม่เป็น การเพียงพอครับ มันต้องเอามาว่ากันในภาพรวม แล้วมันก็ไม่ต้องรีบร้อนไปไหนนะครับ ผมก็กลัวว่าเดี๋ยวก็ต้องมาลงคะแนนกันแล้ว แล้วมันก็ไปแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งมันก็ ไม่ไปด้วย แล้วมันก็จะเป็นเรื่องของวัตถุ เป็นเรื่องของอุปกรณ์ แล้วก็เป็นเรื่องของ งบประมาณ แล้วก็ต่อให้มันดีอย่างไรคลื่นความถี่พอนั่นได้แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้ามือ เป็นผู้ใช้ แล้วมันก็เป็นประเด็นปัญหาในการบริหารราชการ และจะทำกันแบบไม่มีคณะกรรมการ แล้วก็ประสานงานกัน มันก็ไม่ได้ครับ เรื่องนี้มันเรื่องวินาทีหนึ่งก็สำคัญ มันต้องสั่งการให้ได้ เพื่อจะได้ช่วยชีวิตของมนุษย์ครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านกรรมาธิการ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ท่านประธานครับ ก็ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชนที่ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสาร และโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์ สาธารณะนะครับ เรื่องนี้ก็ได้เลื่อนมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว เนื่องจากท่านประธาน เข้าใจว่าไม่สบาย ผมเลยได้มีเวลาอ่านมากขึ้นหน่อยนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าโดยสรุป ในรายงานนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนได้มีข้อเสนอ หลัก ๆ ก็คือให้นำเทคโนโลยีการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ (Broadband) บรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย แล้วก็นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) มาสนับสนุนงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ของรัฐบาล ก็เพื่อแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชนและใช้ในการรับแจ้งเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึง เพื่อใช้ในการประสานงานควบคุมการสั่งการและรายงานผลการปฏิบัติในการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยระหว่างหน่วยเผชิญเหตุด้วยกัน ซึ่งในรายงานก็เรียกว่า เป็นระบบบรอดแบนด์ พับบลิก โพรเทกชัน แอนด์ ดิสแอสเตอร์ รีลีฟ (Broadband Public Protection and Disaster Relief) หรือพีพีดีอาร์ (PPDR) นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการก็ยังเสนอให้จัดทำมาตรฐานข้อมูลกลางที่มีการบูรณาการข้อมูลในลักษณะ ต่าง ๆ ระหว่างส่วนราชการเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของศูนย์บัญชาการ ที่อยากจะเห็นเป็นลักษณะของคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) ในการตัดสินใจ ต่าง ๆ รูปแบบและลักษณะของข้อมูลที่ท่านเห็นว่าอาจนำมาบูรณาการในการเชื่อมโยงกัน นอกจากข้อมูลมัลติมีเดีย (Multimedia) ที่เป็นปกติ เช่นข้อความเท็กซ์ (Text) เสียง และรูปภาพหรือวิดีโอแล้ว ท่านก็ยังเสนอหรือเอ่ยถึงข้อมูลแผนที่ฐานข้อมูลอาชญากร ข้อมูลทะเบียนรถ พิมพ์เขียว การก่อสร้างอาคาร รายชื่อที่ตั้งสถานพยาบาล หน่วยกู้ภัย เบอร์โทรศัพท์เจ้าหน้าที่ติดต่อ เบอร์หมอ แล้วท่านก็เสนอว่าในอนาคตควรจะมีเลขหมาย โทรศัพท์ฉุกเฉินในการรับแจ้งเหตุภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาสาธารณภัยเพียงหมายเลขเดียว ท่านประธานครับ ผมก็มีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปยังท่านกรรมาธิการ ในการนำไปปรับปรุงรายงานของท่านว่า ในหลักการทุกคนก็คงเห็นด้วยที่ประเทศไทยรวมถึง หน่วยราชการที่มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่จะทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน แก้ปัญหา ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แล้วก็ผู้ที่ประสบภัยได้รับการแก้ไขจากที่จะต้อง เสียชีวิตก็ไม่เสียชีวิต จากบาดเจ็บมากก็เป็นบาดเจ็บน้อยหรือไม่บาดเจ็บเลย ด้วยการนำ เทคโนโลยีบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายและระบบดิจิทัล (Digital) มาใช้ในการสื่อสาร ซึ่งกรรมาธิการของท่านก็ได้ศึกษาแล้วพบว่าปัจจุบันสำนักงาน กสทช. ได้จัดสรรช่องความถี่ ในย่าน ๑๔๔ ถึง ๑๖๘ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นช่องความถี่ที่ค่อนข้างแคบให้กับส่วนราชการและ มูลนิธิเอกชนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายโดยเป็นเทคโนโลยีแบบอนาล็อก (Analog) ที่ใช้ระบบเสียงเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามก็พบว่า กสทช. ก็ได้ออกประกาศ ในปี ๒๕๕๘ เพื่อจัดสรรและสำรองคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นในย่านความถี่ ๘๐๖ ถึง ๘๒๔ เมกะเฮิรตซ์ และ ๘๕๑ ถึง ๘๖๙ เมกะเฮิรตซ์ เพื่อใช้ในภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ โดยจะมีความพร้อมตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงสาธารณภัยหรือภัยพิบัติมันมีขนาดและสเกล (Scale) หลาย ๆ ขนาด อย่างเมื่อ สัปดาห์ที่แล้วเราก็ได้ยินที่อิตาลีเกิดแผ่นดินไหวขนาด ๖ เกือบ ๗ ริกเตอร์ บ้านเมืองถล่ม คนตายต้องมีการกางเต็นท์ให้คนมาอยู่นะครับ แล้วก็เมื่อวีกเอ็น (Weekend) นี้เอง ก็มีสาธารณภัย แต่สเกล (Scale) เล็ก รถปิกอัปบรรทุกแก๊สแอลพีจี (LPG) ไปส่งลูกค้าคว่ำ หรืออย่างไรเกิดไฟไหม้เราก็เห็นในทางไลน์ (Line) ที่ถนนหทัยราษฎร์ เขตสายไหม มันก็เป็น สาธารณภัย แต่อาการและความรุนแรง และความต่อเนื่องมันต่างขนาดกัน เพราะฉะนั้น ระบบอะไรก็ตามที่จะมาสนับสนุนมันก็ต้องพอดีกับโรค พอดีกับภัย เราคงไม่ส่งคนที่แค่ ไอแค๊ก ๆ ก็ต้องไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือสมิติเวช หรืออะไรแบบนี้ ทีนี้ประเด็นที่ผม อยากจะฝากข้อสังเกตไว้ในรายงานก็คือ สิ่งที่ท่านเสนอระบบบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย ดิจิทัล (Digital) นวัตกรรมอะไรนี่ ไม่มีใครขัดข้องหรอกครับ แต่อันแรกคือใครจะเป็น เจ้าภาพ หน่วยงานไหนจะเป็นเจ้าภาพที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็น หน่วยงานอย่างกระทรวงไอซีที (ICT) หรือจะเป็นหน่วยงานอนุญาตและกำกับดูแลอย่าง กสทช. ที่จะมาทำในเรื่องของการกำหนดสเปก (Spec) จัดหา ติดตั้ง ออกแบบระบบสื่อสาร โทรคมนาคมที่ท่านต้องการบูรณาการเชื่อมโยงเป็นบรอดแบนด์ดิจิทัล (Broadband Digital) พีพีดีอาร์ (PPDR) นี่ ซึ่งถ้าเป็น กสทช. ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะท่านเป็นหน่วยงานเรกูเลเตอร์ (Regulator) ท่านไม่ใช่หน่วยงานนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติหรือควรจะเป็นหน่วยงาน ที่เขามีหน้าที่หลักในการบำบัดสาธารณภัยโดยตรง เช่น หน่วยงานอย่างหน่วยทหาร ของกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หน่วยงานตำรวจ เขารับแจ้งเหตุ อยู่ทุกวันอยู่แล้ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากฝากข้อสังเกตก็คือ การออกแบบจัดหาอุปกรณ์ บรอดแบนด์ (Broadband) และดิจิทัล (Digital) เพื่อพีพีดีอาร์ (PPDR) ของท่านที่ว่านี้มันจะ ใช้งบประมาณสักเท่าไร ในรายงานท่านก็เขียนอยู่ในหน้าสุดท้ายผมเปิดดูเมื่อกี้จำหน้าไม่ได้ นะครับ หน้า ๑๑ ท่านก็เขียนแต่ว่าแหล่งที่มางบประมาณจะมาจากงบประมาณประจำปี งบกลาง งบลงทุนบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายให้หน่วยงานไปตั้ง สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ท่านไม่ได้บอกไพรซ์แท็ก (Price tag) มาด้วย สมมุติว่าระบบที่ท่านว่ามันสัก ๑๐๐ ล้านบาท ผมก็โอเค ถ้ามันสัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็คงต้องคิดหนัก และถ้าทุกหน่วยแย่งกันมีแบบคุณมีผมก็ต้องมีบ้างนี่ มันก็เป็นการส่งเสริมให้ซื้อของ แล้วซื้อของโดยจำเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการออกแบบออกสเปก (Spec) การบูรณาการมันไม่อยากให้เห็นว่ารายงานของท่านถูกคนหยิบนำไปใช้ เพื่อประโยชน์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณเป็นหมื่นล้าน งบประมาณเป็นหมื่นล้านมันจะช่วยแก้ปัญหาสาธารณภัยได้ดีกว่า ถ้าสมมุติน้ำท่วม คุณไปซื้อบิ๊กแบ็ก (Big bag) คุณวางเต็นท์ให้เขา เพราะว่าระบบบรอดแบนด์ (Broadband) ระบบสื่อสารมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเป็นงานซัปพอร์ต (Support) เท่านั้น แต่งานหลักคือ ทำอย่างไรไม่ให้เขาตาย ไม่ให้เขาบาดเจ็บ หรือที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บน้อยลง ส่งถึงโรงพยาบาล เร็วขึ้น การประสานงานต่าง ๆ ต่างหากนะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ท่านเสนอให้เชื่อมโยงบูรณาการ ถ้าเอา แบบเต็มยศอย่างที่ท่านเสนอมันมากไปหรือเปล่า แล้วจะเสี่ยงต่อการเอาความลับส่วนบุคคล หรือความลับทางราชการให้รั่วไหลไปถึงมือคนที่ไม่ควรจะได้ข้อมูลเหล่านี้หรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่าหน่วยงานที่เข้าไปบำบัดบางครั้งราชการก็เข้าไปไม่ถึง ในรายงานท่านก็ยัง พูดเองเลยว่ามูลนิธิเอกชน อย่างมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญูหรือไปต่างจังหวัด มูลนิธิ สามัคคีธรรมอะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านเอาระบบนี้มาเขาก็ได้ไปด้วย แล้วท่านก็เสนอว่ามีข้อมูล เรื่องเบอร์โทรศัพท์ ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ แบบพิมพ์เขียวอาคารเอาไปทำไมครับ แบบนี้ ผมกลัวว่าจะเข้าไปถึงมือคนที่ไม่ดีมันก็จะไม่ดีเปล่า ๆ มันก็ควรจะเป็นหน่วยงานที่เขา เป็นคอมพีเทนต์ออฟฟิศเซอร์ (Competent Officer) มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เชื่อมโยง อะไรก็ได้แล้วคนก็เข้าไปเจาะได้ ยิ่งมีจอดูเยอะมันก็รั่วไหลได้เยอะ เพราะฉะนั้นมันต้องมี มุมมองฉุกคิดสักนิดว่าไปเชื่อมโยงนี่มันจำเป็นต่อการบรรเทาสาธารณภัยหรือเปล่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขามีอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งครับ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ดีและ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลนั้น ผมคิดว่ามันหนีไม่พ้นเบสิก (Basic) หรอกครับ คือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องการมีการฝึกซ้อม ฝึกฝน ฝึกประจำปีเหมือนอย่างที่ทหารเขาฝึก เพราะถ้าไม่ฝึกถึงเวลาก็เข้าไปรถก็ชนกันการจราจรติดขัด ทางเอก ทางโท ก็ไปกันไม่ถูกแล้วก็ ซ้ำซ้อนอยู่ดี ระบบนี้มันจะช่วยได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการบรรเทาสาธารณภัย ที่ดีที่สุดคือเอ็กซีคิวชันแพลน (Execution Plan) การฝึกฝนนะครับ เรื่องที่ท่านเสนอมันก็ เป็นส่วนหนึ่งที่จะไปสนับสนุนเท่านั้นนะครับ แล้วบางครั้งการแก้ปัญหาให้ได้ผลถูกจุด การกระจายอำนาจให้หน่วยปฏิบัติเขาตัดสินใจเลยบางครั้งได้ผลดีกว่านะครับ ดีกว่าการที่ ท่านจะมารวมศูนย์สั่งงานแบบคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) แบบที่ท่านเสนอ ว่าจะต้องมีคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) แล้วซื้ออุปกรณ์มาเยอะ ๆ มันก็ อาจจะดีในบางขณะ แล้วผมก็อยากจะเรียนว่าภัยพิบัติในเมืองไทยที่ผมนึกถึงผมไม่นึกถึง เรื่องแผ่นดินไหวนะครับ เพราะผมก็เคยทำงานอยู่ในกรมทรัพยากรธรณีความเสี่ยงของเรา ไม่เหมือนพม่า ภัยพิบัติของเราที่จะเกิดก็คือแบบน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ แล้วมันจะยืดเยื้อ เป็นเดือน ต้องการบิ๊กแบ็ก (Big bag) ต้องการแผนบริหารจัดการมากกว่า ระบบบรอดแบนด์ (Broadband) ก็คงช่วยน้ำท่วมไม่ได้เท่าไรเพราะข่าวมันออกทุกวันอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารายงานของท่านถ้าส่งไปรัฐบาลเขาควรจะต้องตั้งหน่วยงานมาศึกษาว่า อุปกรณ์ที่ท่านเสนอมันจำเป็นไหม มันอยู่หน่วยไหน แล้วผมไม่อยากให้ว่ามีการแข่งขัน ประกวดกันว่าหน่วยท่านซื้อได้หน่วยผมก็ซื้อได้ เหมือนผมเคยทำงานมีระบบจีไอเอฟ (GIF) กระทรวงสาธารณสุขเขาทำได้ผลก็มาขายที่หน่วยผมบอกต้องมีจีไอเอฟ (GIF) ๓๐ ล้านบาท ซื้อไปทำไมครับ ๓๐ ล้านบาท จีไอเอฟ (GIF) นะครับ
แล้วเรื่องสุดท้ายครับ เรื่องหมายเลขโทรศัพท์รับแจ้งเหตุหมายเลขเดียวนี่ ผมคิดว่าท่านคงไม่ได้เสนอ ผมอ่านดูแล้วนะครับว่าให้ กสท. หรือกระทรวงไอซีที (ICT) มาทำหน้าที่ศูนย์รับแจ้งเหตุหมายเลขเดียวนะครับ กสทช. ก็ควรมีหน้าที่แค่จัดสรรเลขหมาย เท่านั้น ส่วนจะเป็นหมายเลขเดียวแล้วใครเขารับผิดชอบนี่ให้ฝ่ายบริหาร ให้รัฐบาล ครม. เป็นผู้กำหนด เรื่องนี้กรรมาธิการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมก็เคยเสนอมาทีหนึ่งแล้ว ต่อสภาแห่งนี้ในบริบทของเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน ก็ถูกอภิปรายกันยกใหญ่เลยท่านก็จำได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังดีท่านไม่ได้เสนอหมายเลขมาด้วยนะครับ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ก็เสนอ กว้าง ๆ อย่างนี้ดีแล้ว เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารเขาจะไปตัดสินใจนะครับ เพราะเลขหมายนี่ เปลี่ยนไปทีก็ใช้เงินเยอะ แล้วเปลี่ยนไปแล้วคนก็จำไม่ได้อยู่ดี อันนี้ก็ฝากไว้ด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ขณะนี้มีผู้ขออภิปรายเพิ่มจาก ๘ ท่าน เป็น ๑๑ ท่านนะคะ เราก็เหลืออีก ๖ ท่าน ท่านต่อไปเป็นท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค ๑ เชิญค่ะ
กราบขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกลำดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องขอ กราบขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการครับ แล้วก็ให้กำลังใจท่านด้วยที่ท่านป่วยและได้ เลื่อนเรื่องนี้มา ๑ อาทิตย์ ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เลยเปิดโอกาสให้ผมได้มีเวลาศึกษาไปค้นคว้า และขออนุญาตที่จะมาแต่งเติมแผนการปฏิรูปแผนนี้นะครับ ชื่ออาจจะยาวหน่อย ปฏิรูประบบเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ ชื่อยาวแต่ความหมายสั้นครับ ที่ผมบอกว่าสั้นนี่ สาธารณภัยไม่ว่าจะเป็นสาธารณภัยที่เป็นภัยธรรมชาติ หรือภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ภัยเหล่านี้ เราป้องกันได้ครับ ผมอ่านในรายงานแผนการปฏิรูปให้น้ำหนัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เกือบทั้งหมด ไปในเรื่องของการบรรเทา การเยียวยาภายหลังจากภัยเกิด น้ำท่วมแล้ว แผ่นดินไหวแล้ว สึนามิเกิดแล้ว แล้วเข้าไปเยียวยาเข้าไปบรรเทาเท่ากับว่าเรายอมรับผลกรรม เรายอมรับ ความพ่ายแพ้ เราจะไม่สู้กับภัยเหล่านั้น ผมว่าตรงนั้นไม่ถูก ผมก็จะขออนุญาตเติมตรงนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ผมยืนยันครับว่าเราป้องกันได้ คำว่าป้องกันได้นี่ไม่ได้หมายความว่าป้องกันไม่ให้ไม่เกิดครับ ถ้าแผ่นดินมันจะไหว ภูเขาไฟ มันจะระเบิด เราคงป้องกันไม่ได้หรอกครับ แต่เราป้องกันได้คือป้องกันไม่ให้ประชาชน ต้องรับผลของภัยนั้น ๆ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับ ส่วนใหญ่ก็จะยกกันไปแล้ว แต่เพื่อความชัดเจนครับ ผมเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เมื่อคราวสึนามิปี ๒๕๔๗ เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียใกล้เกาะสุมาตรา วัดความสั่นสะเทือนได้ ๙.๑ ถึง ๙.๓ ริกเตอร์ มันใช้เวลาเดินทางคลื่นยักษ์สูงประมาณ ๓๐ เมตร ไปยัง ๑๔ ประเทศ รวมทั้ง ประเทศไทยด้วย มาเยี่ยมภูเก็ตใช้เวลาเป็นชั่วโมงครับ ภูเก็ตขึ้นที่ไหนก่อนทราบไหมครับ เรื่องนี้ผมเขียนบทความครับ มาขึ้นที่ป่าตองครับ ขึ้นที่ป่าตองก่อนครับแล้วครึ่งชั่วโมง ให้หลังไปขึ้นที่เขาหลัก ก็แปลว่าถ้าป่าตองเตือนเขาหลัก เขาหลักจะไม่มีคนตายเลยครับ ขึ้นที่ป่าตองก่อนแต่ป่าตอง ตายน้อยกว่าเขาหลัก มันแปลกไหมครับ มันน่าสงสัยไหมครับ แล้วผมจะเล่าให้ท่านฟัง แล้วควรจะปรับในแผนนี้ครับ ที่ป่าตองครับ มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นคนหนึ่งครับ พอเห็นน้ำทะเล ลดลงไปประมาณครึ่งกิโลเมตร ปลาดิ้นครับ คนลงไปจับปลาเพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เปลือกโลกเคลื่อนตัวน้ำมันลงไปในแนวช่องเปลือกโลกน้ำทะเลเลยลดประมาณ ครึ่งกิโลเมตรครับ ลงไปจับปลาครับ ญี่ปุ่นคนนั้นเขารู้ครับเพราะบ้านเขาเกิดบ่อย สึนามิเป็น ภาษาญี่ปุ่นครับ เขาก็วิ่งตะโกนไล่ไปตามชายหาดว่าสึนามิ สึนามิ สึนามิ ไม่รู้เรื่องครับ เพราะเราไม่รู้จัก ฟังเพี้ยน ๆ เป็นขายกะปิกระมัง จนกระทั่งมีไกด์ (Guide) ครับ ไกด์ (Guide) คนไทยแปลภาษาญี่ปุ่นว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ คนที่ไปจับปลาก็เลยวิ่งขึ้นเขาหมด เลยครับ รู้ว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ที่ป่าตองเลยตายไม่มาก ครึ่งชั่วโมงให้หลังไปเขาหลัก เขาหลัก ตายมากกว่า ตายรวม ๑๔ ประเทศ ๒๓๐,๐๐๐ คนครับ ของเรา ๕,๐๐๐ กว่าคนนะครับ ฉะนั้นผมอยากจะให้มีไกด์ (Guide) ญี่ปุ่นอย่างนี้เยอะ กำลังจะแปลว่าเป็นการเตือนภัย ให้พ้นจากภัยที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ไปบรรเทาหลังจากที่เขาได้รับภัยแล้ว กระผมมีรายละเอียด ที่จะนำเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับว่า ระบบที่เราสร้างขึ้นมานี่จะต้องเป็นระบบที่บูรณาการ ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเตือนภัยให้พ้นภัย ไม่พ้นมีภัยอยู่บ้าง ได้รับการบรรเทา ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมาครบครับ ต้องมาครบครับ เราไม่ใช่ ไปเน้นที่เครื่องมืออย่างเดียวครับ มีเครื่องมือแต่ไม่มีข้อมูลไปไม่รอดครับ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทานนี่ตัวอย่างนะครับ มีมากกว่านี้ครับ กรมประชาสัมพันธ์ กสทช. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผมนำเรียนเรื่องให้เห็นถึงความล้มเหลวของข้อมูล สักนิดหนึ่งครับ เพราะมันเกิดขึ้นกับเราทั้งนั้น ปี ๒๕๕๔ ครับน้ำท่วมใหญ่ ถามว่าเรารู้ไหมครับ ว่าน้ำมาจากไหน ปริมาณน้ำเท่าไร น้ำไหลด้วยความเร็วเท่าไร มีทิศทางจะไปที่ไหนเรารู้หมด เราเห็นหมดครับ แต่จากการที่เราไม่นำข้อมูลมาเตือนภัยให้ประชาชนครับ มีแต่มาพูดว่าเอาอยู่ เอาอยู่ จนกระทั่งศูนย์บริหารจัดการน้ำท่วมครั้งนั้นโดนท่วมเองครับ ที่ดอนเมือง หนีกันไม่ทัน กูเอาอยู่ เพราะฉะนั้นในเมื่อผู้รับผิดชอบยังเอาไม่อยู่ ชาวบ้านถึงเดือดร้อนครับ ผมอยู่บางกรวยผมจมก่อนเพื่อน ผมแห้งทีหลังเพื่อน ๒ เดือนกว่าอย่างนี้เป็นต้น มาบอก ผมว่าเอาอยู่ผมก็เชื่อ ฉะนั้นในเรื่องของข้อมูลการเตือนภัยเป็นเรื่องจำเป็นสำคัญ อย่างยิ่งนะครับ ผมขออนุญาตที่จะยืนยันเรื่องนี้ครับว่าการป้องกันสำคัญกว่า มีพระบรมราโชวาท ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่าน ได้พระราชทานแนวทางไว้อย่างชัดเจนว่า เทียบเคียงนะครับ ไม่ตรงทีเดียวแต่เทียบเคียงกับ เรื่องนี้เลยครับ การจับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบ เป็นแต่นับว่าผู้นั้นได้กระทำการครบถ้วน แก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุให้ชีวิตและทรัพย์สิน ของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นอยู่เย็นเป็นสุขสมควร พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวทางนี้ไว้ว่า การป้องกันละครับสำคัญที่สุด ไม่ใช่ให้เกิดเหตุแล้วไปตามจับกัน ไม่ใช่ให้เกิดเหตุแล้วไปตามแก้กัน ดังนั้นในเรื่องของแผนการปฏิรูปเรื่องนี้ครับผมขออนุญาตที่จะยืนยันว่าจะต้องนำเรื่องของ ข้อมูลเพื่อนำไปป้องกันเหตุ เหตุป้องกันไม่ได้ก็ต้องให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าเขาจะได้ หลบทัน ผมให้ดูตัวอย่างครับ ประเทศญี่ปุ่นครับ เราไปเที่ยวญี่ปุ่น กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น บอกว่าวันนี้ฝนจะตก ท่านเตรียมร่มไปได้เลยครับตกแน่ ตกแน่ครับ บอกว่าวันนี้ฝนไม่ตก ท่านไม่ต้องเอาร่มไปเลยครับ ชัวร์ (Sure) ครับ ของเราว่าอย่างไร ของเราบอกว่าเมื่อวานซืนนี้ ฝนตก วานนี้ฝนก็ตก เมื่อเช้านี้ฝนก็ตก แต่เย็นนี้กับพรุ่งนี้จะตกหรือไม่ ไม่ทราบ บอกทำไม ผมกำลังพูดว่าข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ ข้อมูลไม่ตรง ต้องพัฒนาศักยภาพของ ข้อมูลครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น กรมอุตุนิยมวิทยา ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทานมันเกี่ยวกันทั้งนั้นละครับ เอามาบูรณาการ แล้วบริหารจัดการเรื่องข้อมูลก่อนนะครับ ตอนนี้เริ่มเป็นมืออาชีพครับผมควบคุมเวลาได้ครับ อีกนิดเดียวครับเป็นของฝากจากกรรมาธิการคณะของท่านเองครับ เรื่องนี้ผมไปนั่งคุยกับ พี่พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ครับ พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการของคณะท่านครับว่า ถ้าสมมุติว่าเครือข่ายในการสื่อสารถูกทำลายจะโดยวินาศกรรม จะโดยธรรมชาติ จะโดยอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะเอาที่ไหนเป็นเบส (Based) ท่านจะเอาที่ไหน เป็นศูนย์กลาง ขออนุญาตอาจจะเป็นความลับนิดหนึ่งนะครับ ถ้าบนบกถูกทำลาย เรามี เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร์ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้ครับ ใช้เป็นศูนย์กลางได้ ใช้เป็นเซ็นเตอร์ (Center) ได้ ในการที่จะเป็นแม่ข่าย ในการที่จะประสานงานเครือข่าย อันนี้ฝากไว้ในแผน ด้วยครับ กระผมขออนุญาตนำเรียนว่าการที่กระผมมานำเสนอในเรื่องเหล่านี้ทุกครั้ง ผมจะต้องทำการค้นคว้าในหลายมิติบวกกับจะต้องนำประสบการณ์ที่ผมผ่านการทำงานมา ผสมผสานกันแล้วนำมาแต่งเติมในแผนของการปฏิรูปในทุกแผนที่กระผมมีประสบการณ์ เหล่านั้น ก็เชื่อแน่ว่าคณะกรรมาธิการอาจจะนำข้อเสนอของกระผมไปปรับไว้ในแผนตามแต่ จะเห็นสมควร กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเป็น ๑๒ ท่านนะคะ ขณะนี้ก็เหลือ ๖ ท่าน ต่อไปเป็นท่านอำพล จินดาวัฒนะ ค่ะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ขอขอบพระคุณทางกรรมาธิการนะครับที่ได้เสนอเรื่องนี้ ผมคิดว่าในภาพรวมที่ท่านเสนอ เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะก็คงไม่มีใครขัดข้องในแง่ของแนวคิดการปฏิรูป ด้านนี้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะทำเป็นเรื่องใหญ่ก็คือเรื่องสนับสนุนภารกิจป้องกัน บรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะซึ่งก็คลุมใหญ่มากนะครับ แล้วก็จับประเด็นเรื่อง เครื่องมือด้านสื่อสารโทรคมนาคม กระผมไม่มีประเด็นตรงนั้นมากนัก แต่ผมอยากจะ กราบเรียนเพื่อจะเชื่อมโยงการมองเรื่องของการสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะที่มองให้เห็นกว้างเพื่อจะให้ครบถ้วน กระผมคิดว่า เวลาเราจะขับเคลื่อนการปฏิรูปเรื่องอะไรนี่ปัญหาขณะนี้ของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องนี้ หรือเรื่องอื่น ๆ นะครับ คือเรามองเป็นส่วน ๆ เรายังไม่ได้มององค์รวมทั้งหมด เพราะฉะนั้นปัญหาสุดท้ายก็คือเมื่อดู ภาพรวมทั้งหมดและการบริหารจัดการจริงทั้งหมดจะทำอย่างไรนะครับ อันนั้นคือปัญหาใหญ่ กรรมาธิการเราก็ได้แบ่งออกเป็นด้าน ๆ แต่ละด้านก็มักจะคิดประเด็นในด้านที่เราถนัด แล้วเราก็เสนอเรื่องเหล่านั้น แต่พอไปประกอบเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมดเราจะทำอย่างไร อันนั้นคือโจทย์ใหญ่มากสำหรับการปฏิรูปประเทศในเรื่องต่าง ๆ นะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตเรียนไม่ยาวเป็นสัก ๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ สิ่งที่ท่านคิดก็คือการสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะ เป็นการมุ่งการดำเนินการโดยรัฐเป็นศูนย์กลาง รัฐในที่นี้ก็คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น เป็นศูนย์กลาง ถ้าจะว่าไปก็คือการอภิบาลโดย รัฐเป็นหลัก แล้วสิ่งที่ท่านจะเติมเข้ามาก็คือการปฏิรูปตัวระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคมเข้าไปเป็นเครื่องมือรับใช้ อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ ผมคิดว่าเพื่อจะให้ระบบ ที่ทำโดยรัฐมีเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปให้เหมาะสมในการที่จะใช้เป็นเครื่องมือ กระผม คิดว่าตรงนี้ไม่มีใครแย้งครับ สิ่งที่น่าจะเดินต่อไปให้ได้ก็คือเรื่องของการทำเทคโนโลยี เหล่านั้นให้ง่าย หรือมีความเหมาะสม ที่เรียกว่า แอปโพรพริเอต (Appropriate) เทคโนโลยี เหมาะสม ง่าย ใช้ได้ อย่างทั้งรัฐก็ได้ ฝ่ายต่าง ๆ ก็ใช้ได้ร่วมกัน ซึ่งท่านคงคิดอยู่แล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้โปเกมอนโก (Pokemon GO) กำลังเป็นเรื่องใหญ่ มีด้านบวก และด้านลบ กระผมคิดว่าด้านบวกก็เห็นชัดเจนว่าขณะนี้คนทุกระดับหลายระดับมากหันมา ใช้เทคโนโลยี สมาร์ตโฟน (Smartphone) โทรศัพท์อัจฉริยะ ผมเห็นคนในชนบทในภูมิภาค ต่าง ๆ ก็เริ่มใช้เหล่านี้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะง่ายหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำ เทคโนโลยีอย่างระบบยากก็ว่าไปนะครับ ระบบง่ายก็จะต้องเชื่อมโยงเข้าไป เพื่อที่จะให้คน ทุกภาคส่วนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยีนี้ไม่ควรจะคิดแต่เฉพาะ ฝ่ายรัฐ หรือฝ่ายวิชาชีพ ฝ่ายเจ้าของเรื่อง ฝ่ายบริหารเป็นผู้ใช้เท่านั้น ตอนนี้กระจาย กว้างขวางอย่างมากนะครับ และกำลังพัฒนาก้าวกระโดด เพราะฉะนั้นการทำให้ง่าย เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ ซึ่งผมจะพูดประเด็นที่ ๒ ถัดไป เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ คือทำเทคโนโลยีให้แอปโพรพริเอต (Appropriate) แล้วก็สามารถที่จะให้คนทุกพื้นที่ทุกแห่ง ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้นะครับ น่าจะเรียนรู้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกนี้ ในโลกเสมือนจริง ที่มาเชื่อมกับโลกจริงนะครับ เรากำลังจะทำอยู่ในโลกจริงเราก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามา
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานที่เคารพครับ กระผมคิดว่ามีท่านเพื่อนสมาชิก บางท่านได้พูดไปแล้ว คือประเด็นเรื่องหุ้นส่วนทางสังคมครับ ถ้าเรามองแบบนี้เราอาจจะมอง แบบที่ผมว่าเรามองอภิบาลโดยรัฐเป็นหลัก เราไม่ได้มองเรื่องอภิบาลแบบหุ้นส่วนหรือ กัฟเวิร์นแนนซ์ บาย พาร์ตเนอร์ชิป (Governance by partnership) ท่านควรจะกล่าวถึง เรื่องนี้และควรจะพูดไว้ด้วย ไม่ใช่ทำเทคโนโลยีมารับใช้ฝ่ายอภิบาลโดยรัฐเท่านั้น แต่จะต้อง มองว่าสังคมต้องการการอภิบาลแบบแนวราบเข้ามา คือการอภิบาลหรือการร่วมกันจัดการ สังคมแบบหุ้นส่วนครับ แบบหุ้นส่วนนั้นมีหลายท่านพูดไปแล้ว เรามีหุ้นส่วนทางสังคม องค์กรสาธารณะต่าง ๆ มากมายเข้ามาดูแลร่วมกันมะรุมมะตุ้มเกี่ยวกับเรื่องการป้องกัน บรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะมากจริง ๆ ครับ เป็นประเทศที่เรามีจุดเด่นตรงนี้ แต่การจัดการเชื่อมโยงองค์กรเหล่านั้นให้มาเป็นเครือข่ายเสริมกันและกัน โดยการเชื่อมโยง ผ่านการใช้เทคโนโลยีก็น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและควรจะพูดถึงและกล่าวไว้ในรายงาน ซึ่งท่านจะมุ่งไปสู่ไอที (IT) ก็ไม่ว่าแต่ควรจะกล่าวถึง มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นมองแต่ เครื่องมืออภิบาลโดยรัฐเท่านั้นนะครับ อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้มีโอกาสทำงานเรื่อง เกี่ยวกับสาธารณภัย ภัยพิบัติต่าง ๆ ผมกราบเรียนว่ามีแนวคิดสำคัญอันหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งเรา ก็ทราบดี คือเรื่องชุมชนเป็นฐานการจัดการครับ เขาเรียกว่าการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน มีการเสนอข้อเสนอทิศทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้เข้าสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาแล้ว และมีมติเอกฉันท์นะครับ เป็นฉันทามติที่จะให้มีการขับเคลื่อนเรื่องการจัดการภัยพิบัติ โดยชุมชน ชุมชนเขาอยู่กับเหตุการณ์ครับ เขาเป็นเจ้าของ เขาเป็นเจ้าภาพ เขารู้ร้อนรู้หนาว เขาเจ็บปวด เขามีความสุข เขาอยู่ตรงนั้น ทำอย่างไรให้ฐานชุมชนเข้ามามีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านคิดเรื่องสื่อสารและเทคโนโลยีโทรคมนาคม ถ้าท่านสามารถทำให้ง่าย เชื่อมโยงได้ ชุมชนนั่นแหละครับ คือบ้านของเขา คือเป็นผู้ที่รู้เหตุ คือเป็นผู้ที่จะเป็นคนป้องกัน และเป็นคนจัดการเกี่ยวกับเรื่องเหตุ แล้วฝ่ายรัฐเข้าไปช่วยในระดับที่เขาดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดที่ ๓ ผมอยากจะเน้นท่านจะต้องกล่าวถึง ท่านจะกล่าวไม่กล่าวไม่เป็นไรครับ ใช้คำว่า จะต้อง ไม่ดี ท่านควรจะกล่าวถึงบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งเขาตื่นตัวกัน อย่างมากนะครับ แล้วก็จะได้มีส่วนร่วมกันอย่างจริงจัง
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ ข้อที่ ๔ ทั้งหมดนี้ต้องการการบูรณาการ ที่ผมขึ้นต้นไว้นิดหนึ่งแล้วนะครับ ต้องการบูรณาการทุกภาคส่วน มีบทบาทหน้าที่ มีศักยภาพ แตกต่างกันและมีบทบาททั้งเสริมกัน ซ้อนทับกัน มีช่องว่างมีอะไรต่าง ๆ อยู่มากมายนะครับ เมื่อเช้านี้สักครู่หนึ่งท่านกษิตท่านได้กล่าวถึงที่อเมริกา ท่านประธานที่เคารพครับเมื่อปีที่แล้ว ผมไปป่วยฉุกเฉินที่ชิคาโก้ที่กล่าวถึงนะครับ ผมลงเครื่องบินไปอยู่ในเวลาสัก ๒-๓ ชั่วโมง ก็มีการเจ็บป่วยฉุกเฉินแบบที่เรียกว่าดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว ผมก็ประสานเจ้าหน้าที่โรงแรม เจ้าหน้าที่โรงแรมที่ดูแลเบื้องต้นก็ดูแลให้ แล้วไม่เกิน ๕ นาทีนะครับมีรถพยาบาลจาก ไฟร์ดีพาร์ตเมนต์ (Fire Department) คือส่วนที่ดูแลเรื่องอัคคีภัย รถพยาบาลขึ้นอยู่กับ หน่วยที่ดูแลอัคคีภัย ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้ขึ้นกับอะไร มารับเราไปส่งที่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนะครับ ผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อให้เห็น ภาพว่าไม่ว่าประเทศไหนก็ตามครับหน่วยที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลายหน่วยแน่นอน แต่เขาจัดการอย่างไรให้มีการประสานแล้วแบ่งหน้าที่กันได้ชัดเจน ตรงนี้ของเรามีปัญหามาก ก็คือเรื่องการบูรณาการ ถึงแม้มีเทคโนโลยีเข้ามาแต่ถ้าไม่มีการบูรณาการก็สับสนอลหม่าน ถ้าท่านจะใช้การปฏิรูปโดยปฏิรูปตัวเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทำให้เกิดการบูรณาการอันนั้น ก็จะวิเศษมากเลยนะครับ บทบาทหน้าที่ซ้ำซ้อนมีช่องว่างทั้งในระดับเดียวกัน คือระดับชาติ ด้วยกัน ระดับภูมิภาคด้วยกันและในระดับท้องถิ่น ในขณะเดียวกันนั้นชุมชนอีก หน่วยงาน องค์กรอื่นอีกนะครับ ผมได้เคยมีโอกาสไปดูงาน อบต. บางแห่ง อบต. ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว นะครับ อยู่ที่หัวดง อยู่ที่พิจิตรนะครับ เขามีทั้งรถพยาบาล มีทั้งระบบดูแลฉุกเฉิน มีทั้งระบบ ดูแลเรื่องภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นบางแห่งท้องถิ่นเขาก็พัฒนาไปเยอะ จะเชื่อมโยงอย่างไร ใช้ไอที (IT) นี้เป็นเครื่องมือกลางได้ไหม แล้วสร้างให้เกิดการบูรณการ เพราะฉะนั้นที่ผม กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมคิดว่าจะต้องย้ำเรื่องทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการเพื่อจะเสริม ซึ่งกันและกันครับ ปิดจุดอ่อนเสริมจุดแข็งและทำให้การทำงานนี้เป็นระบบ ขอเป็นกำลังใจ ให้กับกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านต่อไปนะคะ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียนเชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย นะครับ ขออนุญาตที่จะเสนอความเห็นต่อคณะกรรมาธิการในการมีส่วนร่วม ในการช่วยกันเพื่อปฏิรูปเครื่องมือการสื่อสารโทรคมนาคมในการสนับสนุนภารกิจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใจผมเองคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องบรรเทาสาธารณภัยนะครับ เพราะสาธารณภัยมันเป็นภัยหลายประเภทซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้การสารสนเทศ สารสนเทศ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในกรณีฉับพลันนะครับ ผมเข้าใจว่าภัยที่เราต้องจัดการ ก็คืออุบัติภัย คือภัยที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่ถ้าภัยแบบน้ำท่วมภาคกลางที่ค่อย ๆ ทยอยมา อย่างนี้ ผมคิดว่าสารสนเทศคงใช้เครื่องมือจับทางดาวเทียมวิเคราะห์น้ำ มวลน้ำว่าจะท่วม ดอนเมืองหรือไม่ท่วมดอนเมืองอันนี้น่าจะแม่นกว่า แต่การใช้สารสนเทศผมมีประสบการณ์ เจอกับตัวเองจริง ๆ ในสถานการณ์จริง ๆ ผมคิดว่าภัยที่จะเกิดขึ้นฉับพลันภายในบ้านเมือง เรานะครับ ที่เราเจอกันมาแล้วก็ ๑. น้ำท่วมฉับพลันหรือดินถล่มนะครับ อันนี้ฉับพลันครับ แล้วก็ชุมชนแก้ตัวเองตั้งหลักไม่ได้ครับ ต้องได้รับการสนับสนุนจากข้างนอก กรณีไฟไหม้ อัคคีภัย กรณีแผ่นดินไหว ซึ่งเรายังไม่เคยโดนหนักไม่เป็นไรครับ แต่กรณีที่เราโดนมาครั้งใหญ่และเพื่อนสมาชิกพูดถึงบ่อยก็คือกรณีสึนามิ และกรณีสุดท้าย เกิดตั้งแต่ผมเด็ก ๆ คือพายุวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก ท่านประธานครับ ในภาวะที่เกิดวิกฤต ที่เป็นอุบัติภัย ทั้งชุมชนได้รับผลกระทบหมด ไม่สามารถที่จะเอาชุมชนรับมือเองได้ ปี ๒๕๓๑ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ผมจะขึ้นเครื่องบินกลับไปจังหวัดนครศรีธรรมราช สมัยนั้น จังหวัดนครศรีธรรมราชยังไม่มีเครื่องบิน ต้องขึ้นเครื่องบินไปลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปถึงสนามบินดอนเมืองปรากฏว่าสนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานีปิด ข่าวบอกว่าน้ำท่วม เครื่องบินลงไม่ได้ ผมก็ต้องออกจากสนามบินดอนเมืองไปขึ้นรถทัวร์สายใต้กลับ เพราะรู้ว่า เวลาน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้นี่ประชาชนเขาเดือดร้อน อย่างน้อยเราก็เป็นกำลังใจให้เขาได้ ขึ้นรถทัวร์จากสายใต้ไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีตอนหกโมงเช้า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีน้ำท่วม ในตลาดเต็มหมดแล้ว รถทัวร์จอดทิ้งผมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ได้ พวกผมกับผู้โดยสารต้องอาศัยรถเขามาได้ค่อนทาง มาถึงอำเภอกาญจนดิษฐ์ รถก็ไปไม่ได้อีก มีทางเดียวก็คือต้องหารถที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ ไปได้รถบรรทุกน้ำแข็งครับ รถหกล้อขนาดใหญ่ ก็นั่งกันไปตลอดทางฝนตกเปียกหมด ไปถึงได้ครึ่งทางก่อนเข้า จังหวัดนครศรีธรรมราชสะพานขาดครับ สะพานขาดก็ได้ชาวบ้านซึ่งกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่ เขาทำสายสลิง (Sling) เดินข้ามแม่น้ำอยู่ น้ำไหลเชี่ยวแรงมากครับก็เดินข้ามไป ตอนผมออกจาก กรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯ ไม่มีใครรู้ครับว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ฝนหนัก ๆ ภาคใต้ สนามบิน สุราษฎร์ธานีปิด ผมไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ ๒๒ เวลาประมาณบ่ายสามโมงได้ ใช้เวลาเดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทาง ๑๐๐ กว่า กิโลเมตร ๗ ชั่วโมง ไปถึงชุลมุนวุ่นวายหมดแล้วทั้งจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบินขึ้นบินลงขนคนเจ็บมา ทางกรุงเทพฯ ครับ นายกรัฐมนตรี ชาติชาย ตอนนั้นผมดูทีวี (TV) อยู่ครับ ท่านยังให้สัมภาษณ์ครับว่ากำลังติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมทางภาคใต้ รัฐบาลไม่รู้เรื่องครับ จังหวัดนครศรีธรรมราชขาดการติดต่อกับส่วนกลางไป ๓ วันเต็ม ๆ สมัยนั้นมือถือก็ยังใช้น้อย หน่วยงานเดียวที่สื่อสารแจ้งกรุงเทพฯ ได้ว่าเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช คือหน่วยงานทหารครับ ใช้วิทยุสื่อสาร รายงานเข้าส่วนกลาง ดินถล่มที่ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน ประชาชนหายไปกับสายตา ๒๐๐ กว่าศพ ไม่มีใครรู้เลยครับในส่วนกลาง ผ่านไปวันที่ ๓ แล้วถึงจะรู้ว่าที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ในแผ่นดินไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชหายจากแผนที่จากการสื่อสารทั้งหมด ก็เป็นข้อที่ ผมคิดว่ารัฐนี้ระบบสื่อสารจำเป็นต้องดำเนินการ คิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ครับ วันนี้ ได้คณะกรรมาธิการมาเสนอก็ปรับท่านหน่อยว่าสาธารณภัยไม่เป็นไร แต่อุบัติภัยที่มา อย่างรวดเร็วฉับพลันเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการติดต่อสื่อสารอย่างรวดเร็ว ปี ๒๕๔๗ ผมกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ดอนเมืองอีก ปรากฏว่ารอขึ้น เครื่องบินครับ เพื่อนที่จังหวัดภูเก็ตโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ผมถามมีอะไร เขาบอกเขาอยู่บ้านบนเนินเขา คลื่นใหญ่มาก มาแล้ว มาอีกลูกหนึ่งแล้ว ๆ ผมก็ฟังภูเก็ต คลื่นใหญ่ ก็คงอย่างนั้นกระมัง ก็ขึ้นเครื่องบินไปลงจังหวัดนครศรีธรรมราช พอบ่ายสามโมง ระบบสื่อสารเราเริ่มดีขึ้น ปี ๒๕๔๗ มือถือเริ่มแพร่ขึ้นมา มีคนโทรศัพท์แจ้งว่าอดีตรัฐมนตรี บรม ตันเถียร จมน้ำตายที่พังงา ผมก็ออกจากจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ ๓-๔ โมงเย็น วันนั้น ไปถึงโรงพยาบาลตะกั่วป่า ทั้งโรงพยาบาลคลาคล่ำไปด้วยทั้งฝรั่ง คนไทย เลือดแดง ติดตัวกันหมด เต็นท์กางอยู่หน้าโรงพยาบาลเต็มหมดแล้วครับ คนอยู่กันเต็มหมด ข่าวส่วนกลางไม่ออกเลยครับ ผมไปร่วมพิธีรดน้ำศพให้คุณบรม ตันเถียร เสร็จค้างที่นั่นคืนวันที่ ๒๖ วันที่ ๒๗ เช้ามืดครับ ผมก็ออกจากบ้านที่ไปอาศัยเขาอยู่ เพราะว่าญาติเขาหายไปคนหนึ่ง ก็ขับรถออกจากตัวเมืองพังงา ตัวเมืองตะกั่วป่า วิ่งจาก ตะกั่วป่าไปเพื่อไปทางบ้านน้ำเค็ม ระหว่างไปถึงบ้านน้ำเค็มทหาร ตำรวจเขาปิดทางไม่ให้เข้า บ้านน้ำเค็มแล้ว ก็มีโทรศัพท์จากกรุงเทพฯ ครับ ผมอยู่ในรถก็นั่งฟังวิทยุไปตลอดครับ กรมประชาสัมพันธ์บอกว่าเกิดคลื่นใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงา มีประชาชนเสียชีวิต ๓๖ คน นั่นตอนแปดโมงเช้าแล้วนะครับ วันที่ ๒๗ รุ่งขึ้นจากสึนามิเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยโทรศัพท์ไปสอบถามผม ผมบอกว่าเฉพาะที่ผมขับรถผ่านมา เห็นคนแบกศพ ตำรวจช่วยแบกศพกันทั้งหมด ผมว่าไม่ต่ำกว่าร้อยแล้ว แต่ผมเชื่อว่าจะมี คนตายเป็นพัน ระหว่างขับรถไปก็มีข่าวลือตลอดครับว่าสึนามิขึ้นอีกแล้ว ก็ต้องขับรถหนี ขึ้นไปบนภูเขาครับ ไปติดค้างอยู่ ๓-๔ ชั่วโมงกลับลงมา พอตอนเย็นก็ได้ทราบข่าวครับว่า ที่ภูเก็ตเริ่มทยอยขนศพไปแล้ว ไปไว้ที่วัดแล้ว และมีหมอผู้หญิงคนหนึ่งไปเที่ยวก้ม ๆ เงย ๆ ดูศพอยู่ ซึ่งทราบชื่อทีหลังว่าคุณหมอพรทิพย์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ แล้วคนที่นั่นก็บอกว่า หมอประหลาดแกไม่กลัวอะไรเลย แกไปก้ม ๆ เงย ๆ ดูตรงนั้น แต่สิ่งที่ผมจะสะท้อนไม่ใช่ เรื่องหมอพรทิพย์ไปทุ่มเทที่นั่นนะครับ แต่สะท้อนว่าระบบของการเตือนภัยที่นั่น สึนามิขึ้น วันที่ ๒๖ ช่วงสาย วันที่ ๒๗ เช้าประเทศไทยยังไม่รู้ครับว่ามีคนตายเป็นพันเป็นหมื่น เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ระบบสารสนเทศครับที่ต้องจัดการ แต่บอกท่านได้เลยครับว่า ระบบสารสนเทศก็มีปัญหาถ้าระบบล่มทั้งหมด ล่มทั้งหมดเมื่อไรก็จบครับ ปี ๒๕๓๑ รัฐบาล นายกชาติชายรู้ว่าพิปูนเกิดดินถล่มจากวิทยุมือถือสื่อสารของกองทัพ ใช้เสาสูงส่งมา เป็นระยะ ๆ จากนครศรีธรรมราชจนมาถึงกองทัพ ปี ๒๕๔๗ มือถือมีทั่วไปหมดแล้วครับ นักข่าวยังโทรสัมภาษณ์ผมได้ แต่รัฐบาลส่วนกลางยังไม่รู้ครับว่ามันเกิดภัยพิบัติหนัก ขนาดไหน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเสนอเป็นข้อมูลประกอบกับคณะกรรมาธิการนะครับ เพื่อที่จะได้ปรับดูนะครับว่าระบบที่ท่านจะใช้เวลาเกิดภัยจริง ๆ มันไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้เลยครับ ทุกคนอ่อนแอหมด หมดกำลังครับ คนภูเก็ต คนพังงาช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องขนคนจากสุราษฎร์ธานี จากนครศรีธรรมราชไปช่วย น้ำท่วมที่นครศรีธรรมราชจะใช้คน ขนข้าวสารแจก กำลังคนก็ไม่พอครับ เพราะฉะนั้นนอกจากการใช้ระบบสารสนเทศแล้ว ต้องสามารถสนธิกำลังจากส่วนอื่นเข้าไปสนับสนุนได้ด้วย จึงขออนุญาตที่จะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับทางคณะกรรมาธิการครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอเชิญผู้อภิปรายท่านต่อไปนะครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายแสดง ความคิดเห็นตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเช่นที่ท่านสมาชิกทั้ง ๘ ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกต แล้วก็สนับสนุนแนวคิดในการที่จะ พัฒนาระบบการติดต่อสื่อสาร ระบบโทรคมนาคมเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นในประเทศของเรา ผมก็มีบางท่านพาดพิงในเหตุการณ์ที่ได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ ที่เกือบทุกท่านได้พรรณนาถึงคือเรื่องภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ คือเมื่อ ๑๑ ปีครึ่งที่แล้ว เพราะถ้านึกถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในบ้านเราแล้วอันนั้นก็คงจะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ที่จริงก็ยังมีภัยพิบัติอื่น ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยที่ไทยออยล์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ที่ปทุมธานีหรือว่าจะเป็นโคลนถล่มปิดหมู่บ้านในภาคเหนือตอนกลางแถวพิษณุโลก อุตรดิตถ์ต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านได้พูด ในเรื่องของการเตรียมเผชิญภัย จะเรียกว่าสาธารณภัยหรือจะอุทกภัยก็แล้วแต่ ที่จริงสาธารณภัย มันก็รวมภัยทุกชนิดที่เกิดขึ้น จะเป็นภัยที่เกิดเป็นประจำหรือภัยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ก็แล้วแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้มีการวางระบบไว้ค่อนข้างชัดเจนโดยรัฐบาลก็คือแผนป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาตินะครับ ซึ่งได้มีการจัดทำมาหลายครั้ง อย่างน้อยกระผมว่า ไม่ต่ำกว่าเกือบ ๒๐ ปี ปัจจุบันนี้ก็เป็นแผนปี ๒๕๕๘ ที่ได้มีการปรับปรุงจากประสบการณ์ ต่าง ๆ ในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผมเองก็เคยเป็นประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของ คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศอยู่ประมาณเกือบ ๑๐ ปีนะครับ ก็ได้เห็นพัฒนาการในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติในเรื่องต่าง ๆ มาโดยตลอด และในระหว่างที่รับราชการอยู่ก็จะเป็นผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องรับผิดชอบในการกู้ภัย ในการฟื้นฟู เกือบทุกเหตุการณ์อยู่ไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปดูในแผนป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยของรัฐบาลที่จริงก็ครอบคลุมทุกเรื่องที่พวกเราได้พูดถึงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การจัดตั้งคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) ในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าเกิดที่อำเภอใครเป็น เกิดที่จังหวัดใครเป็น เกิดที่กรุงเทพฯ ใครเป็น เกิดใหญ่ ๆ อย่างเช่นสึนามิใครเป็นนะครับ แล้วก็จะมีการอินิชิเอต (Initiate) หรือมีการจัดตั้งศูนย์อย่างไร กองอำนวยการอย่างไร มีอยู่หมดครับ ในแผนการบรรเทาและ ป้องกันสาธารณภัยแห่งชาติ ปี ๒๕๕๘ แล้วทุกคนก็รู้หน้าที่ของตัวเอง แล้วก็มีการสั่งการให้ ฝึกซ้อมในเรื่องต่าง ๆ นะครับ ให้สามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น ในแผนนี้ก็ยัง พูดถึงเรื่องการพัฒนาระบบเตือนภัยที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง ซึ่งก็พูดถึงเรื่องการปรับปรุง อุปกรณ์เครื่องมือและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับกับระบบเตือนภัยในปัจจุบันและ ต่างประเทศได้ เพราะเดี๋ยวนี้ภัยพิบัติมันเป็นสากลแล้วนะครับ มันเป็นโลกาภิวัตน์แล้ว มันเกิดขึ้นนอกประเทศ เกิดขึ้นที่ประเทศพม่าก็มาเขย่าบนตึกสูงที่กลางกรุงเทพมหานครได้ ห่างกันตั้ง ๑,๕๐๐ กิโลเมตรนะครับ สิ่งเหล่านี้จะต้องมีความร่วมมือร่วมกัน และที่จริงเรามี ความร่วมมือร่วมกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สมัยผมรับราชการอยู่ เคยเดินทางไปประชุมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับอาเซียน (ASEAN) มีการแลกเปลี่ยนกันว่าเราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างไร มีการพัฒนาขีดความสามารถอย่างไร นอกจากนั้นก็มี รปจ. นะครับ และที่สำคัญก็พูดถึงเรื่องกระบวนการ วิธีการเตือนภัย อย่างเช่นเขาบอกว่าให้ทำเว็บเซอร์วิส (Web Service) ในการนำเสนอข้อมูลและโมบาย แอปพลิเคชัน (Mobile Application) เพื่อเป็นช่องทางในการให้บริการข้อมูลและแจ้งเตือนภัย ให้แก่ประชาชนและบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ผ่านสมาร์ตโฟน (Smartphone) หรือแท็บเล็ต (Tablet) สิ่งที่ผมชี้ให้เห็นนี้คือว่ามันไม่ใช่การติดต่อสื่อสาร ยิ่งการแจ้งเตือนภัยในเมื่อเกิดภัยขึ้นแล้วมันจะต้องใช้ทุกวิถีทาง เดี๋ยวนี้ถ้าแจ้งไปทางไลน์ (Line) ก็คงจะรู้กันประมาณ ๓๐ ล้านคน เพราะมันไปเร็วมากนะครับ ไม่ถึง ๑ ชั่วโมงทุกคน ที่เล่นไลน์ (Line) จะได้ข้อมูลเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คิดว่าระบบ การเตือนภัยด้วยวิธีการต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
เรามาดูข้อเสนอของกรรมาธิการ กรรมาธิการได้เสนอวิธีการปฏิรูปไว้ ในหน้า ๑๐ ใน ๔ ประเด็น ซึ่งก็มีหลายท่านได้กล่าวไปแล้วนะครับ อย่างเช่นท่านนิกร ได้ลงรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ ที่สำคัญคือผมคิดว่าการที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดิจิทัล (Digital) และเทคโนโลยีบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายมาใช้ในการที่จะแจ้งเตือน ในการติดต่อประสานงาน ในการดำเนินการเพื่อที่จะให้การกู้ภัย การฟื้นฟูนั้นกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันการณ์ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมันมีหลายขั้นตอน อย่างสึนามินี่มีตั้งแต่ขั้นตอนของการช่วยชีวิตคน ในช่วง ๖-๗ วันแรก การค้นหาศพ จากนั้นก็เป็นการที่จะช่วยดูแลเขาในขั้นต้น และช่วยการ ฟื้นฟูในระยะกลาง ในระยะยาว รวมถึงการสร้างบ้าน สร้างโรงเรียน ผมใช้เวลา ๑๐ วัน ในการสร้างบ้านชั่วคราว ๕๐๐ หลัง และใช้เวลาอีก ๑ ปีที่อยู่ที่พังงาและ ๖ จังหวัดในการ สร้างบ้านถาวรอีก ๑,๒๐๐ หลัง เพราะฉะนั้นขั้นตอนต่าง ๆ นั้นก็ต้องมีการประสานงานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการให้แบ่งความรับผิดชอบระหว่างกัน หน่วยทหาร หลาย ๆ หน่วยที่ลงไป ของผมไปในนามของกองทัพบกก็มีส่วนในการดำเนินการ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ คุณหมอพรทิพย์ที่หลายท่านพูดถึงที่ท่านไปชันสูตรศพ ท่านก็ใช้ ทหารของผมในการที่จะพลิกศพไปพลิกศพมาอยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะท่านไปคนเดียว ท่านไม่มีกำลังคน เพราะฉะนั้นการทำงานต้องทำงานร่วมกัน การแจกจ่ายสิ่งของบริจาค กระทรวงมหาดไทยมอบให้ผมดูแล อันนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต่าง ๆ ที่ ขาดแคลนสิ่งของ ที่ต้องการสิ่งของจำเป็นเพื่อไปแจกจ่ายให้กับลูกบ้านนั้นเขาจะติดต่อเข้ามา อย่างไรเพื่อให้การดำเนินการมันไม่ซ้ำซ้อน มีประสิทธิภาพ การรับบริจาคสิ่งของมหาศาล เพราะฉะนั้นการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญจำเป็น หลาย ๆ ท่านพูดถึงการล้มของพวกเสาโทรศัพท์ของเครือข่ายทั้งหลายทุกยี่ห้อที่เราใช้อยู่ใน ๒-๓ วัน แรกใช้ไม่ได้เลย เพราะพังหมด ไม่ใช่ว่าเราจะรับสัญญาณจากกรุงเทพมหานครโดยไม่มีรีเลย์ สเตชัน (Relay Station) ทุกเครือข่ายโทรศัพท์ก็มีรีเลย์สเตชัน (Relay Station) อยู่ตาม หมู่บ้าน ตามตำบล ตามจังหวัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดภัยขณะนั้นก็ไม่สามารถ ติดต่อสื่อสารได้ แล้วก็มีอีกหลายครั้งที่เกิดเหตุในภาคเหนือที่ดินถล่มปิดหมู่บ้าน ทางกองทัพ ต้องไปตั้งศูนย์โทรศัพท์เพื่อบริการให้กับประชาชนอยู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์กว่าที่โทรศัพท์ จะใช้ได้อย่างปกติ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพด้วยวิธีการที่ ทางกรรมาธิการเสนอ ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่น่าจะลองดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่รัฐบาลได้ออกมาแล้ว มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะต้องเสนอรัฐบาล ที่ผมพยายามพูดในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้ข้อเสนอ ต่อรัฐบาลมันชัดเจนว่าเราต้องการอะไรในข้อเสนอของกรรมาธิการคณะนี้ในเรื่องการปฏิรูปอันนี้ ไม่ใช่เราไปเสนอบอกให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งคอมมานด์เซ็นเตอร์ (Command Center) ไม่ใช่ครับ ไม่ถูกเลยไปคนละเรื่องเลย อันนั้นมันมีอยู่แล้วในแผนวิธีการปฏิบัติและบริหาร ราชการของรัฐบาล สิ่งที่เราเสนอก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านข้อมูล ข่าวสาร ด้านการแจ้งเตือนก่อนหลัง และด้านการประสานงานต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้ประสานกับ กสทช. ที่มีคลื่นมีขีดความสามารถในด้านนี้ที่จะเข้ามาสนับสนุน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมจึงคิดว่าข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้นต้องชัดเจน มิฉะนั้น ครม. ก็ไม่รู้จะอนุมัติอะไร ถ้าฟังจากที่ท่านอภิปรายกันไปทั้งหลายคือการอนุมัติระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ของประเทศ ซึ่งมันมีอยู่แล้วทั้งหมด มีอยู่ทั้งสิ้นเลย แต่อะไรที่เราจะเพิ่มประสิทธิภาพในการ ดำเนินการ อันนั้นคือสิ่งที่สำคัญและจำเป็น ในเรื่องงบประมาณเช่นเดียวกัน จริง ๆ แล้ว การทำแผนทางรัฐบาลได้กำชับมาแล้วว่าถ้าเราจะเสนอโครงการปฏิรูปอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องมีงบประมาณบอกเขาว่าเท่าไร อย่างผมกำลังทำศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านพลังงาน ผมก็บอกเลย ปีแรกจะใช้ ๘๐ ล้าน ปีที่ ๒ ใช้เท่าไรล้าน ถ้าเราเสนออย่างนี้บอกก็ใช้ งบประมาณประจำปีงบประมาณ งบกลางต่าง ๆ งบลงทุนเครือข่ายบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย แต่ไม่มีตัวเลขเลย ก็เป็นอะไรที่มันยังไม่สมบูรณ์เพียงพอนะครับ ถ้าจะให้พูดก็คงพูดได้อีกเยอะอีกยาว แต่ก็ต้องรักษาเวลาครับ ก็ขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่กรุณาให้ผมได้มีโอกาสอภิปราย ก็ขอเป็นกำลังใจ และขอสนับสนุนแผนปฏิรูปในเรื่องนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตของผู้คนเมื่อเกิดเหตุเภทภัยขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปขอเชิญท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ที่ปรึกษานายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดชุมพร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับ ๑๑๑ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ ท่านประธานที่เคารพ จากประสบการณ์ ที่เคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ท่านประธานครับ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกอบด้วย ๓ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งก็มีปัญหามาตลอดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การป้องกัน เราก็ได้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของกองบรรเทาสาธารณภัยเมื่อเกิดภาวะวิกฤต การบรรเทา และเยียวยาพี่น้องประชาชน การมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ปัญหาของท้องถิ่นที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนที่สุดก็เรื่องเกี่ยวกับการเยียวยา ปัญหา ที่เกิดขึ้นของสาธารณภัยต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็คิดแต่เยียวยาเรื่องของประเด็นการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนด้วยอาหาร ซึ่งมันมาถึงการได้ถึงผลประโยชน์เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ที่มีการพูดกันมาตลอด เราจะเห็นบทเรียนครับท่านประธานครับ ไม่ว่าพายุเกย์ที่เกิดขึ้น ที่จังหวัดชุมพร ไม่ว่าสึนามิที่เกิดขึ้นในฝั่งอันดามัน หรือน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร การสื่อสาร ที่จังหวัดชุมพรที่ได้ผลที่สุดเนื่องจากระบบไฟฟ้าเสียหายมันก็มาจากวิทยุสมัครเล่น เรามีนักวิทยุสมัครเล่นจากกรุงเทพมหานครเข้าไปเชื่อมโยงกับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ก็ทำให้มีการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภาวะตรงนั้นได้มากมายครับ ท่านประธานที่เคารพ ก็มาจากการสื่อสาร
มาดูประเด็นในเรื่องของวิธีการปฏิรูปนะครับ คือการใช้คลื่นความถี่ ๘๒๔ เมกะเฮิรตซ์ แล้วก็ ๘๕๙ เมกะเฮิรตซ์ ๘๖๙ เมกะเฮิรตซ์ ผมขอเรียนท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการ ถ้าหากว่าตรงนี้ที่ กสทช. ได้อนุมัติแล้วมีช่องความถี่แล้ว ในระบบวิทยุ สื่อสาร วิทยุสมัครเล่นนั้นมันไต่เพดานไปได้ตั้งแต่ ๑๔๐ เมกะเฮิรตซ์ ถึง ๒๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ถ้าหากว่าตรงนี้เกิดขึ้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤตไม่ว่าด้านอุทกภัย อัคคีภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย ในเรื่องต่าง ๆ นักวิทยุสมัครเล่นสามารถที่จะเข้าไปได้อย่างไร ในอดีตที่ผ่านมาที่ได้ผลที่สุด คือการใช้การสื่อสารนั้นก็ใช้วิทยุของตำรวจในการสื่อสาร เพราะว่าของชุมชนในหลายชุมชน หรือในอำเภอ ไม่ว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักวิทยุสมัครเล่นสามารถที่จะเข้าถึงในระบบ การสื่อสารของวิทยุตำรวจได้ ตรงนี้ละครับก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า หากว่าตรงนี้เป็นความถี่สูงจะทำอย่างไรให้นักวิทยุสมัครเล่นหรือรถกู้ภัยอะไรต่าง ๆ สามารถที่จะใช้ตรงนี้ได้เพื่อที่จะช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชน
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สุดครับท่านประธานครับ ก็คือการ สื่อสารที่การสื่อสารนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวครับ คือวันเน็ต (One net) ณ ปัจจุบันนี้ไม่ว่า การสื่อสารอย่างไร ไม่ว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปจะพูดถึงเรื่องบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย หรืออะไรก็ตามครับ มันไม่สามารถที่จะสื่อสารไปยังชุมชน ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ถ้าไม่มีระบบการจัดการที่เป็นหนึ่งเดียว เมื่อไรที่มีระบบบริหารตั้งแต่ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และในระดับประเทศ ต้องมีผู้บริหารจัดการซึ่งเป็นผู้สั่งการ แต่ผู้เดียว ย้อนกลับไปใกล้ ๆ สักนิดหนึ่งครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ไฟไหม้เมเจอร์ซึ่งอยู่ ใกล้กับบ้านของกระผมนั้น ปรากฏว่าผมยืนดูบนสะพานลอยครับท่านประธานครับ ปัญหาคือการสื่อสารที่ไปคนละทิศคนละทาง ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน มีรถพยาบาลวิ่ง เต็มไปหมด มีรถของกู้ภัยนับร้อยคัน ก็เกิดปัญหาเรื่องที่จะนำรถดับเพลิงเข้าไปสู่ต้นเพลิง และมาจากการสื่อสารที่ไม่ทราบว่าการสื่อสารอย่างไร ตรงนั้นตึกของเมเจอร์ ๕ ชั้นครับ ท่านประธาน เป็นตึก ๕ ชั้น แต่รถที่เข้าไปเอารถที่มันอาจจะเหนือกว่า ๕ ชั้น เพราะฉะนั้น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าระดับตั้งแต่กรุงเทพมหานคร หรือระดับนคร เมือง ตำบล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ในระดับของตำบล อาจจะต้องใช้รถที่มันมีคุณภาพที่ บรรจุน้ำได้มากขึ้น ยกตัวอย่างรถบรรทุกสิบล้อที่สามารถบรรทุกน้ำได้หมื่นกิโล แต่แรงดันสูง ซึ่งรถแต่ละคันก็ราคาถูกสามารถเยียวยา ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่ในระดับตั้งแต่ ๕ ชั้นลงมาได้อย่างสบาย มิฉะนั้นแล้วเราใช้รถที่มีการบรรทุกน้ำได้น้อย การเยียวยาเมื่อไป ถึงที่เกิดเหตุฉีดน้ำไม่เท่าไร น้ำก็หมดครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ทำงานแล้วไม่เชื่อมโยงต่อกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะที่นักผจญเพลิงหรือนักดับเพลิงฉีดน้ำไปยังต้นเพลิงที่เกิดเหตุ มีคนต้องการที่จะให้ เยียวยาต้องการความช่วยเหลืออยู่ข้างใน ถ้าหากว่าเราฉีดน้ำครับ ท่านประธานครับ เข้าไปยังจุดเกิดเหตุน้ำที่ผ่านไฟมันร้อนมาก เพราะฉะนั้นการสื่อสารที่จะมาช่วยผู้ที่ประสบ ภัยอยู่ที่นั้นก็ไม่สามารถจะสื่อสารกันได้ เพราะฉะนั้นการสื่อสารต้องเป็นหนึ่งเดียววันเน็ต (One net) ครับ ขอขอบคุณท่านและสนับสนุนท่านกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ครับ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและท่านสมาชิกค่ะ สืบเนื่องจากมีการพูดเรื่องนี้แล้วก็พาดพิงมาอยู่มาก ๆ หลายคน นะคะ ก็คงเป็นประเด็นที่จะเรียนถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์ แล้วก็ตอบในฐานะ ที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน จากการที่อ่านก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าอันนี้เป็นการเสนอเพื่อแก้ปัญหา ณ จุดใดที่ชัดนะคะ จากสถานการณ์ภัยพิบัติภาษาอังกฤษที่เราเรียกว่าดิสแอสเตอร์ (Disaster) มันถูกแบ่งออกเป็นคร่าว ๆ ๔ ประเภท ตัวนี้ตอบประเภทใด ประเภทที่ ๑ คือภัยธรรมชาติ ประเภทที่ ๒ คือภัยทางเทคโนโลยี เช่น ไฟไหม้ รถแก๊สคว่ำ อะไรประมาณนี้ ประเภทที่ ๓ คือเป็นเรื่องการก่อการร้าย ประเภทที่ ๔ เป็นสงคราม สิ่งนี้ตอบโจทย์ทั้งหมด ใช่หรือไม่นะคะ
ประเด็นถัดมาก็คือสิ่งที่เป็นปัญหาในการสื่อสารเราก็ต้องเข้าใจช่วงเวลาของ ภัยพิบัติค่ะ ภัยพิบัติมันถูกแบ่งออกเป็น ๕ ช่วง ช่วงแรกคือช่วงเตรียมตัว แต่ช่วงที่วิกฤตที่สุด ก็คือช่วงที่กำลังเกิดภัยพิบัติที่เรียกว่าช่วงแอตแท็ก (Attack) กับช่วงอิมมีเดียตแอตแท็ก (Immediate attack) คือประมาณ ๓ วัน ส่วนใหญ่การสื่อสารที่มีปัญหามาก ๆ อยู่ใน ๒ ช่วงนี้ แต่เป็นการสื่อสารจากล่างสู่บน บนลงล่างในการแก้ปัญหา อย่างเช่นในกรณีที่เกิด ภัยพิบัติสึนามิหรืออีกหลาย ๆ ครั้งมันเกิดจากการใช้โทรศัพท์ของแต่ละคนมันใช้ไม่ได้ ซึ่งได้ ทราบในเชิงเทคนิคเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ว่ามันเกิดจากประเด็นคือโทรศัพท์ มันแจม (Jam) เนื่องจากเราใช้เครือข่ายบางอันมากไป เพราะว่าบางเครือข่ายมันกลับใช้ได้ แล้วก็คนที่เข้ามาแก้ในตอนสึนามินั้นก็คือแคท (CAT) ที่เข้ามาเดินสายโทรศัพท์แบบมีสายให้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอันนี้แก้ท่อนใดค่ะ ปัญหาในช่วงภัยพิบัติอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องของการ ต้องการข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเรื่องการสื่อสารก็คือการสื่อสารมาถึงประชาชน ซึ่งเป็นที่ แน่นอนว่ารัฐมักจะกรองข้อมูลเพื่อป้องกันการตื่นตระหนก สุดท้ายก็ไม่รู้ เช่นเมื่อวานมีการ นั่งคุยกัน มีคนตั้งคำถามว่าน้ำที่เชียงใหม่ที่มันแตกมาเมื่อคืนนี้ ที่มันถล่มลงมาที่น้ำตก มันจะ ถึงแถบจังหวัดนนทบุรีวันไหน ไม่มีใครตอบได้ พูดง่าย ๆ มันก็คือการสื่อสารขาลงมาสู่ภาค ประชาชน ดังนั้นในส่วนที่อยากจะฝากไว้คือเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะว่าเอกสารอันนี้ ไม่ได้พูดให้ชัดว่าสิ่งที่ทำนี้ใครได้ อย่างแรกเลยประชาชนจะเอาไว้แจ้ง แล้วจะแจ้งอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก็คือพอเราแจ้งเขาก็จะบอกว่าไม่ใช่เบอร์นี้ ต้องไปทีมโน้น ประมาณอย่างนี้ ใช่ไหมคะ หรือถ้าแจ้งไปที่เดียวกัน คำถามก็คือว่าผู้รับแจ้งหรือหน่วยที่จะรับแจ้งมันก็ยังเป็น หน่วยที่อยู่ในระบบก็คือไม่ กสทช. ก็เป็นกระทรวงไอซีที (ICT) ประเด็นก็คือทั้ง ๒ หน่วยรับ ประเภทสถานการณ์ภัยพิบัติทั้ง ๔ ได้ไหม แล้วสุดท้ายมันก็จะไปถาม มันเหมือนกับแจ้งไปแล้ว จะถามกลับมาก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลจากหน่วยนั้น ประเภทที่ ๒ ก็คือเจ้าหน้าที่แจ้งไปค่ะ โดยหลักส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่แจ้งไปเราถูกระบบราชการกำหนดว่าหน่วยใครหน่วยมัน กระทรวงมหาดไทยก็ต้องแจ้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมก็แจ้งกระทรวงยุติธรรม สมมุติว่าแจ้งข้ามหน่วยจะเกิดอะไรขึ้นไหม มันไม่เห็นอยู่ในนี้ว่าจะให้ทำอย่างไร และส่วนที่ ๓ กลับมาก็คือระบบนี้ช่วยอะไรไหมในการที่สื่อสารลงสู่เจ้าหน้าที่และสู่ผู้ปฎิบัติ เพื่อให้เข้าถึงซึ่งข้อมูล ฝนที่ตกขนาดหนักในกรุงเทพมหานครไม่มีใครอาจทราบได้เลยว่า ถนนพหลโยธินช่วงไหนจะท่วมแน่นอน พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามันมีข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็น ทูเวย์ (Two way) เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดก็คงอยากจะให้ท่านได้เติมข้อมูลให้ครบว่า กระบวนการนำเสนอตัวนี้แก้ ณ จุดใด ประชาชนจะได้อะไรในสถานการณ์ภัยพิบัติ แต่สิ่งที่ เราไม่เห็นค่ะ ใครคือผู้เอาข้อมูลนี้ไปใช้ แน่นอนมีบรอดแบนด์ (Broadband) แต่แล้วอย่างไร ข้อมูลนี้ไปอยู่ที่ใคร แล้วคนเหล่านั้นเขาจะแชร์กลับมาไหม ณ วันนี้คนไทยยังโชคดี ที่มีสื่อนะคะ ซึ่งแม้อาจจะเสนอข้อมูลหลากหลายด้าน แต่สื่อจะเสนอเรื่องนี้เร็วมาก เหมือนอย่างเช่นแผ่นดินไหวที่ไม่มีใครพูดถึงเลย คือแผ่นดินไหวเมื่อคืนนี้ที่จังหวัดเชียงราย ตื้นด้วย อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็คืออยากจะฝากเติมเต็มเพื่อให้ข้อมูลมันชัดเจนสำหรับ การเสนอ เพราะมันจะไปติดที่วิป (Whip) อีกค่ะ ขอบพระคุณ
คุณหญิงจะช่วยเล่าประสบการณ์จริงตอนสึนามิหน่อยได้ไหมครับ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : ก็ต้องเรียนว่าตอนลงไปเห็นข่าวทีวี (TV) ข่าวทีวี (TV) บอกว่ามีตายที่ภูเก็ต ๕๐๐ ศพ ธรรมชาติของเราคือพอรู้ว่ามีศพมากนี่ สถาบัน นิติวิทยาศาสตร์พร้อมอยู่แล้ว ก็เลยติดต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสมัยนั้นคือ ท่านพงศ์เทพ ติดต่อเครื่องบินซี-๑๓๐ (C-130) จากเพื่อน วปอ. แล้วก็ลงไปที่ภูเก็ต ทราบว่า ไม่มีใครรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งมีพลเรือโทหรือใครสักคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่พังงา มากระซิบว่าพังงาหนักมากสูญเสียเป็นพัน ๆ เขาก็ไปขออนุญาตท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นว่าขอให้แบ่งทีมไปได้ไหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นก็เลยขอให้ทีมสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แบ่งไปพังงาก็มีไป ๓ คน นอกนั้นจะอยู่ ภูเก็ตทั้งหมด สิ่งที่เราทราบก็คือว่าติดต่อโทรศัพท์ไม่ได้ตลอดเวลาจำเป็นจะต้องโทรใช้ เครือข่ายจริง ๆ แล้วคือ ณ เวลานั้นคือดีแทค (DTAC) ใครมีโทรศัพท์อันนี้ก็คือโทรออก นอกพื้นที่ เมื่อเราไปถึงพื้นที่ที่ปฏิบัติงาน สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือโทรศัพท์ค่ะ คือสื่อสารไม่ได้เลยสักอย่างเดียวไม่ว่าจะโทรหาใคร โทรศัพท์มีสายก็ล่มหมดเพราะคลื่นพัด สายขาดหมด โทรศัพท์ที่เป็นมือถือก็โทรไม่ได้เพราะส่วนใหญ่เราจะใช้เครือข่ายเดียวกัน ณ เวลานั้นก็เป็นเอไอเอส (AIS) นะคะ ก็จะแจม (Jam) เกลี้ยงเลย แล้วก็คนที่ยื่นมือเข้ามา คนแรกก็คงเป็นแคท (CAT) ณ เวลานั้นซึ่งพอเขาได้ยินออกสื่อเขาก็มาช่วย ก็คงเป็นสั้น ๆ ค่ะ แต่ว่าในเรื่องการรายงานข้อมูลซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ เราพบว่ามีการแจ้งข้อมูลแล้วมันคลีน (Clean) ข้อมูลไม่ได้ คนหายเพียง ๕ คนอาจจะกลายเป็นคนหาย ๑๕ คน เพราะว่าเขาแจ้ง เข้าไปในหลาย ๆ จุด เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ท่านเสนอเป็นแค่วิธีส่งหรือวิธีสื่อสาร แต่ว่า เราไม่ได้ฟังว่าแล้วใครจะเป็นคนที่บริหารจัดการข้อมูล ก็คงสรุปสั้น ๆ ให้ท่านฟัง ขอบพระคุณค่ะ
ตอนกรรมาธิการชี้แจงอาจจะรบกวนท่าน พลเรือเอก ยุทธนานะครับ ช่วยต่อเติมเต็มในส่วนเหตุการณ์ที่ทางพังงาด้วย มันจะได้เห็นช่องโหว่ช่องว่าง ท่านสุดท้าย นะครับขอเชิญท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติครับ ท่านขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ผมอนุญาตแล้วนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนที่ได้เสนอในเรื่องของ การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะ แต่ว่าพออ่านเนื้อหาของท่านแล้ว วิธีปฏิรูปของท่านในหน้า ๑๐ มีเพียงแค่ ๔ ข้อ รู้สึกว่าน้อยมากครับ เพียงแต่บอกว่า ดำเนินการติดตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ อันที่ ๒ ก็เรื่องนำแผนพัฒนาระบบดิจิทัล (Digital) ประเทศไทยระยะ ๓ ปี มาใช้โดยมุ่งเน้นแต่ละด้าน คือท่านเน้นเฉพาะเรื่องความถี่นะครับ ทีนี้จริง ๆ แล้วมันมี องค์ประกอบมากกว่านั้น แต่อาจจะเกินจากขอบเขตของคณะกรรมาธิการของท่าน ที่รับผิดชอบก็ได้นะครับ จะทำอย่างไรครับ อาจจะส่งไปถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบ ราชการ อาจจะเป็นเจ้าของเรื่องนำนะครับ ผมขออนุญาตนำเสนอสิ่งที่อยากให้ท่านเพิ่มเติม ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ
เรื่องแรก เรื่องช่องทางการรับแจ้งเหตุ ประกอบด้วย ผู้แจ้งก็ควรจะมี ส่วนราชการแจ้งมาได้นะครับ ประชาชนแจ้งได้ และที่สำคัญอีกอันหนึ่งครับ ที่อยากให้มี ก็คือว่าเครื่องมือพิเศษต่าง ๆ เช่นทุ่นเตือนภัยพายุหรือสึนามิที่อยู่กลางทะเล ติดเครื่องมือ สื่อสารไว้หรือเครื่องมือพิเศษไว้เมื่อมีสัญญาณออกมาก็สามารถแจ้งเตือนเข้ามายังศูนย์ได้ โดยอัตโนมัติ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการแจ้งเหตุได้โดยใช้เครื่องมือพิเศษนะครับ ส่วนช่องทาง การรับแจ้งนั้นในปัจจุบันนี้ยุคที่การสื่อสารมันทันสมัยสามารถแจ้งได้โดยโทรศัพท์พื้นฐานก็ได้ โดยโซเชียลมีเดีย (Social media) ก็ได้ หรือโดยโมบายแอปพลิเคชัน (Mobile application) ก็ได้ หรือโดยคลื่นวิทยุสื่อสารก็ได้นะครับ อยากให้เปิดช่องทางหลาย ๆ ช่องทางนะครับ
ประการที่ ๒ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญครับ อยากให้มีศูนย์เรียกว่าคอมมานด์ เซ็นเตอร์ (Command Center) หรือว่าศูนย์รับแจ้งเหตุหรือศูนย์กระจายข่าวและ ศูนย์สั่งการที่เป็นศูนย์ของชาติอย่างแท้จริง ซึ่งศูนย์นี้ผู้ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของศูนย์จะต้อง สามารถสั่งการได้ทุกกระทรวง ทบวง กรมของประเทศนะครับ ซึ่งผู้ที่เป็นหัวหน้าศูนย์นี้ อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สาเหตุที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าเมื่อยามเกิดวิกฤตขึ้นจะต้องสามารถสั่งการบูรณาการความร่วมมือของ ทุกกระทรวงได้ แล้วก็อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของทุกเหล่าทัพได้ รวมทั้งของสื่อสารต่าง ๆ เช่น ยกตัวอย่างโทรศัพท์พื้นฐานก็สามารถใช้ได้ โซเชียลมีเดีย (Social media) โมบาย แอปพลิเคชัน (Mobile application) ได้ ระบบออนไลน์ (Online) ได้ ซีซีทีวี (CCTV) ได้ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video conference) ได้ ต่างสถานีและวิทยุโทรทัศน์ให้ยุติ การแพร่ภาพปกติมาเป็นแพร่ภาพข่าวเรื่องนี้ก็อาจจะทำได้นะครับถือว่าเป็นช่วงวิกฤต เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ศูนย์นี้จะต้องมีอำนาจถึงขนาดนั้นนะครับ หรือถ้าไม่มีอำนาจก็ต้องเขียน ช่องทางว่าเปิดให้เขาใช้อำนาจพิเศษตรงนี้ได้นะครับ
ประการที่ ๓ การสื่อสารถึงลูกข่ายในการขับเคลื่อนการปฏิบัติจะต้องมีทั้ง เครือข่ายหลักและเครือข่ายรอง อุปกรณ์การสื่อสารหลัก อุปกรณ์การสื่อสารรอง จะมีคลื่นวิทยุอย่างเดียวไม่ได้ครับ คงจะต้องบอกไปด้วยว่าเครื่องมือสื่อสารอะไรบ้างที่ต้อง เอามาใช้นะครับ แล้วต้องอยู่ในงบประมาณด้วยนะครับ แล้วก็การสื่อสารถึงลูกข่ายในการ ขับเคลื่อนนั้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ก็เป็นส่วนสำคัญครับ บางครั้งจะแจ้งเตือนประชาชน ทางเรามีข้อมูลจะแจ้งแต่ประชาชนไม่สามารถรับข้อมูลเราได้ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องออก ทั้งสื่อวิทยุและโทรทัศน์ในขณะนั้นแบบเรียลไทม์ (Real time) ก็ได้นะครับ แล้วก็วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video conference) แล้วก็การสื่อสารพื้นฐานนะครับ
ประการที่ ๔ ครับ การรายงานผลการปฏิบัติและการช่วยเหลือจะต้องมีการ รายงานกลับเข้ามาที่ศูนย์ เพื่ออะไรครับ เพื่อประสานการปฏิบัติในการช่วยเหลือและ การส่งต่อ บางทีนี่นะครับผู้บาดเจ็บระดมกันไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งจนล้นโรงพยาบาล ก็ต้องมีส่งต่อไปที่อื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องมีประสานการส่งต่อ หรือช่วยลดการซ้ำซ้อน บางที การช่วยเหลืออย่างหนึ่งที่บอกว่าขาด พอไปถึงกลายเป็นเกิน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ น้ำท่วมใหญ่ ปรากฏว่ามีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์ว่าขาดอาหารครับ ทุกคนก็แห่เอาข้าวผัด ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ เอาไปให้เป็นหลายคันรถเลยครับ ท้ายที่สุดทุกคนก็เอาไปให้ เหมือนกัน แล้วท้ายที่สุดก็เน่าเสีย อันนี้ครับ แต่ถ้าเรามีระบบการรายงานผลการปฏิบัติมา ที่ศูนย์อย่างเรียลไทม์ (Real time) ทันเหตุก็จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าอะไรพอแล้ว อะไรยังขาดครับ
ประการที่ ๕ การช่วยเหลือเยียวยาและการฟื้นฟูหลังจากเกิดเหตุ เพื่อให้การ ช่วยเหลือนั้นกระทำการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบแล้วก็ไม่ซ้ำซ้อน แล้วก็ไม่ตกค้าง เหมือนกับ การช่วยน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ของบางอย่างนะครับน้ำแห้งจนปกติแล้วของยังอยู่ ที่ศูนย์รวมที่จะส่งไปช่วยเหลือเลยครับ หรือแม้กระทั่งงบประมาณบางคนก็บริจาคเงินไป เงินยังไม่ลงถึงผู้ที่เดือดร้อนเลยครับ จนกระทั่งน้ำแห้งเป็นปกติแล้ว แล้วก็มีปัญหาการรั่วไหลกัน มีปัญหากันภายหลังอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบครับ
ประการที่ ๖ คงจะต้องมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุนะครับ เป็นระยะ ๆ เพราะขณะนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ท่านที่อภิปรายไปก่อน ๆ บอกว่ายังไม่มี การซ้อมแผนเผชิญเหตุในด้านวิกฤตต่าง ๆ ของชาติ แล้วก็ยังไม่มีแผนนะครับ ที่เป็นรูปธรรม เวลาเกิดเหตุวิกฤตใหญ่ ๆ ขึ้นมานี่ก็สั่งกันทำโดยอัตโนมัติวุ่นวายนะครับ ไม่มีใครที่เป็น คอมมานด์ (Command) อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าระเบียบจะมีนะครับว่า ในจังหวัดนั้นให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า แต่ถึงเวลาจริง ๆ ถ้ามันเกิดข้ามมา ๑ จังหวัดขึ้นล่ะครับ มันก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้มีแผนปฏิบัติการ ระดับชาติให้ชัดเจนนะครับ โดยการออกเป็นซีพีเอกซ์ (CPX) ก็คือ คอมมานด์ โพสต์ เอกซ์เซอร์ไซส์ (Command Post Exercise) หรือเรียกว่า การแก้ไขปัญหาที่บังคับการ ออกมาก่อน ก็จะกลายเป็นแผนชาติออกมานะครับเป็นแผนแก้วิกฤตของชาติ สมมุติยกตัวอย่างนะครับ เมื่อมีสึนามิเกิดขึ้นนี่แต่ละหน่วยจะต้องทำอย่างไรบ้างออกเป็นแผน พอออกเป็นแผนเสร็จแล้วต่อไปก็ต้องมีการฝึกการบริหารวิกฤตระดับชาติ โดยเอาแผนนั้น มาฝึกปฏิบัติ เรียกว่า ไครซิส แมเนจเมนต์ เอกซ์เซอร์ไซส์ (Crisis Management Exercise) หรือเรียกว่าซีเมกซ์ (CMEX) นั่นเองครับ ฝึกจำลองสถานการณ์จริงแล้วจะรู้ว่าเมื่อเกิด เหตุจริงแล้วนี่มันจะบกพร่องอะไร ก็ปรับปรุงแผนแล้วเอาแผนนั้นไปใช้ในยามจริงต่อไป เพราะเวลาเกิดเหตุจริงแล้วนั้นจะเกิดความสับสนวุ่นวาย ถ้าไม่เคยมีการฝึกกันมาก่อน นะครับ ซึ่งในศูนย์คอมมานด์โพสต์ (Command Post) หรือว่าศูนย์สั่งการที่ท่านเสนอมานี้ ผมอยากให้มีฝ่ายต่าง ๆ สัก ๗ ฝ่ายดังนี้นะครับ ฝ่ายแรกคือฝ่ายกำลังพล ซึ่งทำหน้าที่ว่า เมื่อเกิดเหตุวิกฤตขึ้นจะมีการระดมสรรพกำลังที่จะไปช่วยเหลือจากหน่วยไหนบ้าง และมีปริมาณกี่คน จำนวนเท่าไรนี่นะครับ ต้องมีการระดม ฝ่ายที่ ๒ คือฝ่ายข่าว ฝ่ายข่าวนั้น คือฝ่ายข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลข่าวสารนั้นรวมถึงข้อมูลข่าวสารของดินฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ ว่าขณะนี้ภัยมาถึงไหนแล้ว ต้องเป็นข้อมูลข่าวสาร ฝ่ายข่าวเป็นคนรวบรวมนะครับ ฝ่ายที่ ๓ คือฝ่ายนโยบายและแผน คงจะต้องออกแผนรองรับเมื่อมีข่าวมาแล้วรู้แล้ว สมมุติว่าน้ำท่วมหนัก สมมุติเขื่อนแตกก็แล้วกันนะครับ มีข่าวออกมาแล้วว่าเขื่อนจะแตก ปริมาณน้ำไหลมาเท่าไรแล้วเขาจะรู้เลยครับว่ามันจะท่วมจากไหนมาบ้าง เมื่อรู้เสร็จแล้ว ฝ่ายแผนต้องออกแผนรองรับเลยครับต้องทำอย่างไรบ้าง เมื่อออกแผนรองรับเสร็จ ฝ่ายส่งกำลังบำรุงฝ่ายที่ ๔ จะต้องส่งเฮลิคอปเตอร์จะต้องส่งรถ ส่งเรือ ส่งอะไรไปช่วยขนคน หรือช่วยบรรเทาเหตุอย่างไรบ้าง นี่ครับฝ่ายส่งกำลังบำรุง ฝ่ายที่ ๕ ครับ ฝ่ายกิจการพลเรือน หรือฝ่ายฟื้นฟูและฝ่ายประชาสัมพันธ์ เมื่อหลังจากเหตุมันผ่านไปแล้วนั้นจะต้องมีการฟื้นฟู มีการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรบ้างก็ต้องทำเป็นระบบ และฝ่ายที่ ๖ คือฝ่ายการสื่อสาร ก็คงจะต้องรับผิดชอบในการสื่อสาร จัดเครือข่ายระบบการสื่อสาร ที่ท่านพูดมาทั้งหมดนี้นะครับ ที่ท่านเสนอมานี้คงจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ ๖ ฝ่ายเดียวเอง ที่จริงแล้วผมอยากให้ดำเนินการ ในรูปองค์รวมและเกี่ยวข้องทั้งหมดในทุกฝ่ายนะครับ และที่สำคัญคือฝ่ายที่ ๗ ครับ ฝ่ายกฎหมาย เวลาจะออกคำสั่งปฏิบัติการใด ๆ คำสั่งนั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก่อนออกคำสั่งทุกคำสั่งจะต้องดู ข้อกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นควรจะมีทั้ง ๗ ฝ่ายอย่างนี้ ทีนี้ผมขออนุญาตนำเสนอนะครับว่า เพราะว่าท่านพูดถึงเรื่องระบบแจ้งเหตุหมายเลขเดียวด้วยนะครับ ผมอยากจะให้ท่านเป็น ข้อมูลไว้นะครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ขออนุญาตเวลาสักเล็กน้อยนะครับ
อันดับแรกขอมาดูจากภาพถ่ายนะครับว่า หมายเลขโทรศัพท์ในโลกนี้แจ้งเหตุ ฉุกเฉินเขาใช้เบอร์อะไรกันบ้าง ท่านดูแผนที่ข้างบนนะครับ หมายเลขข้างบนที่เห็นเป็น อเมริกาเหนือทั้งทวีปอเมริกาเขาใช้ ไนน์ วัน วัน (Nine One One) คือ ๙๑๑ ครับ ส่วนที่เหลือ ในทุกภูมิภาคในโลกนั้นไม่ได้ใช้ ๙๑๑ ครับ ใช้เลขอื่นกันหลายอย่างครับ ๙๑๙ เหมือนเรา หรือว่า ๙๙๑ หรือว่าตัวเลขอื่นนั้นก็จะเห็นแต่ละภูมิภาคก็แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น ไม่มีหมายเลขเดียวทั้งโลกนะครับ ส่วนของเรานั้นจะใช้หมายเลข ๙๑๑ หรือ ๙๑๙ หรืออะไร ก็แล้วแต่นะครับไม่เป็นไร แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเลขเดียวกันนะครับ ถึงแม้ว่าจะคนละเลข แต่ถึงเวลาแล้วบอกว่าให้เข้าไปเลขเดียวกันเพราะระบบมันทำได้ มันแก้ได้ ก็สามารถ ประยุกต์ได้ เพราะฉะนั้นเลขเดียวไม่ใช่ปัญหานะครับ แล้วผมก็มีข้อคิดเห็น อีกอย่างหนึ่ง ฝากท่านพิจารณานะครับ เป็นประโยชน์มากก็คือว่าเดิมนั้นผมใช้รวม ๑๙๑ แล้วทุกอย่าง แจ้งไปที่ ๑๙๑ ผมจะมีปัญหาครับ เพราะว่าบางส่วนนั้นแค่ขอใช้บริการบางส่วนแจ้ง เหตุด่วนเหตุร้าย เลยทำให้สายที่แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายไม่สามารถเข้ามาได้ทัน เพราะต้อง รอหลายกริ๊งแล้วก็วางไปในที่สุด เพราะฉะนั้นตรงนี้พอตอนหลังมาผมแยกการให้บริการ ไปอีกส่วนหนึ่งเลย แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายมาอีกส่วน ทำให้สายที่เรียกเข้ามาแล้วหลุดไป มีลดลงครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อคิดอันหนึ่งว่า สมมุติว่าใครเขารู้แน่แล้วว่าเขาแจ้งเหตุ ด่วนเหตุร้ายขอความช่วยเหลือตำรวจกดมาเลย ๑๙๑ ถ้าจะแจ้งเหตุเจ็บป่วยต้องการ รถพยาบาลด่วนกดไปเลยหมายเลขอะไรถ้าเขารู้ แต่ถ้าเขาไม่ทราบไม่เป็นไร แจ้งมาที่ ไนน์ วัน วัน (Nine One One) ๙๑๑ ก็ได้ อยากให้มีออปชัน (Option) นะครับ จะได้ไม่ต้อง เสียเวลาทรานสเฟอร์ (Transfer) เพราะถ้าแจ้งมาที่ศูนย์รวม ๙๑๑ แล้วเสียเวลาในการ โอนสายไปนี่อีกประมาณ ๔-๕ วินาทีในการรับเรื่อง และกว่าจะโอนออกกว่าปลายทางจะรับ อีกประมาณ ๔-๕ วินาที รวมแล้วร่วม ๓๐ วินาที เพราะฉะนั้นตรงนี้มันอาจจะทำให้เกิด ความเสียหายเกิดขึ้นครับ เป็นข้อคิดนะครับ ขออนุญาตนำเสนอท่านนะครับ ภาพที่ผมใช้ ให้บริการอยู่ขณะนี้ของตำรวจนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ จะเห็นว่าเมื่อมีประชาชน แจ้งเหตุตามภาพนี้นะครับผ่าน ๑๙๑ นั้น ก็จะผ่านเข้าสู่ระบบคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ภายใน ๔ วินาทีจะมีคนรับนะครับ พอรับเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่นะครับ ถ้าเป็นเหตุด่วนที่ จะต้องกระจายไปปฏิบัติยังศูนย์ต่าง ๆ จะมีเข้าไปที่ดิสแพตเชอร์ (Dispatcher) คือศูนย์วิทยุ ทันทีภายในวินาทีนั้นนะครับ พอเข้าไปศูนย์วิทยุแล้วนี่ในศูนย์วิทยุจะดูว่าเรื่องนี้ต้องกระจาย ทั้งกรุงเทพมหานครเลยหรือเปล่า หรือกระจายไปที่กองบังคับการใดกองบังคับการหนึ่ง ก็จะกดคีย์ (Key) สั่งการทันที จะสั่งแบบรวมก็ได้ สั่งแบบแยก บก. ก็ได้ เสร็จแล้วจาก บก. ก็แยกเป็นพื้นที่รับอีกแต่ละโรงพัก พอโรงพักได้รับทราบก็จะไปถึงที่เกิดเหตุ ในเมืองเขา กำหนดไว้ ๓-๕ นาที ในชุมชน ๕-๑๐ นาที และพื้นที่ชั้นนอก ๑๐-๑๕ นาทีไปถึงที่เกิดเหตุ เมื่อดิสแพตช์ (Dispatch) หรือว่าศูนย์วิทยุนี่นะครับได้รับข้อมูลเสร็จแล้ว เขาจะกระจาย ข่าวนั้นไปยังหน่วยกู้ภัยทันที ไปยังดับเพลิงทันที ไปยังสายตรวจ ๑๙๑ ทันที เพราะฉะนั้น มันจะเป็นแบบเวลาคล้าย ๆ จะเรียลไทม์ (Real time) ต่างกันนิดหน่อยนะครับ แต่ถ้าอีกกรณีหนึ่งครับ กรณีรถพยาบาลมีผู้ป่วยในรถก็แจ้งเหตุมาที่ศูนย์ผ่านฟ้าคือศูนย์ของ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ศูนย์ผ่านฟ้าได้รับข้อมูลปุ๊บจะแจ้งให้ บก. ๐๒ คือเจ้าหน้าที่ ตำรวจที่คุมสัญญาณไฟทั้งหมดเปิดสัญญาณไฟเขียวให้รถพยาบาลไปถึงจุดหมายปลายทางได้ เร็วที่สุด อันนั้นก็เป็นการประสานงานกัน แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุที่ต้องสกัดจับด้วย มีเหตุต้อง ขอความช่วยเหลือด่วนด้วยก็จะไปยังศูนย์วิทยุที่กระจายไปยังศูนย์ปฏิบัติต่าง ๆ อันนี้เป็น การปฏิบัติงานอยู่ในขณะนี้นะครับ อันนั้นก็ขอเรียนท่านว่าศูนย์ของท่านที่ว่านั้นที่สามารถจะ กระจายการทำงานอย่างนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์มากครับ
ทีนี้มาดูนะครับว่าแต่เดิมผมเอา ๑๙๑ และทุกอย่างมารวมกันเกิดอะไรขึ้น นะครับ ขออนุญาตท่านดูในสไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับว่าในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง มีสายเข้ามาที่ ๑๙๑ ทั้งสิ้น ๒๗๔,๔๓๘ สายนะครับ เป็นขอความช่วยเหลือจริง ๆ เรื่อง ลักทรัพย์ นักเรียนตีกัน ทะเลาะวิวาทและกู้ภัย ๑,๒๗๘ สาย คิดเป็น ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ มาดูครับที่เยอะที่สุด งานบริการครับ ๑๙๔,๘๕๕ สาย คิดเป็น ๗๑ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ผมเรียงลำดับมากไปหาน้อยนะครับ สอบถามด้านข้อกฎหมายมากที่สุด สอบถามการจราจร รองลงมา สอบถามเส้นทางอันดับ ๓ สอบถามไฟฟ้าดับอันดับ ๔ มีปัญหาครอบครัวอันดับ ๕ สอบถามหมายเลขโทรศัพท์อันดับ ๖ ครับ มาดูนะครับ สิ่งที่ไม่คาดคิดนะครับ และผมมั่นใจ ว่าทุกศูนย์จะมีครับ โทรเล่น โทรก่อกวนครับ ๕,๕๑๗ สาย คิดเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ซึ่งตรงนี้มีการดำเนินคดีอาญาไปแล้วนะครับ สายที่ไม่ได้รับสมัยก่อนนั้นมีถึง ๔๗,๓๖๗ สาย นะครับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเข้ามาแล้วมีคนมาใช้บริการถามงานบริการและใช้เวลานาน รออยู่ ตอนหลังเราเปลี่ยนครับ ถ้าถามบริการเราโอนออกทันทีเลยให้ไปคู่สายที่ตอบบริการ จึงทำให้ ๑๙๑ มีช่องว่างเหลือ เลยทำให้สายที่โทรเข้ามาแล้วไม่สามารถรับได้ทันทีนั้น เหลือเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็คือเหลือแค่ ๗,๐๐๐ จาก ๔๗,๐๐๐ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เรียนท่านว่าถ้าท่านเอาทุกอย่างมารวมไว้ที่ศูนย์ท่านจะเจอปัญหาแบบนี้ แต่ถ้าท่าน แยกไปเป็นส่วน ๆ ได้จะทำให้เกิดการคล่องตัวในการประสานงานและการรับเรื่อง มากยิ่งขึ้นครับ และนอกเหนือจากนั้นมีการแจ้งเบาะแสถึง ๒๕,๔๒๑ สายนะครับ หรือเป็น ๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นยาเสพติดมากที่สุดครับ ๖๗๕ ครั้ง การพนัน ๗๕๓ ครั้ง สถานบริการเปิด เกินเวลา ๙๓ ครั้ง และแข่งรถมากเหมือนกันนะครับ ๖๓๖ ครั้ง เหตุอื่น ๆ ๒๓,๒๖๔ ครั้ง นั่นเป็นข้อมูลท่านเพื่อประกอบการพิจารณาในการที่จะใช้หมายเลขเดียวครับ ผมขอนำเสนอ เพื่อประกอบการพิจารณาเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เรื่องบรรเทาสาธารณภัยเป็นเรื่องที่เป็นสากลนะครับ แล้วก็เป็นเรื่อง ความมั่นคง ท่านอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคง ท่านอนุสิษฐ คุณากร ก็เลยขอแสดง ความคิดเห็นในเรื่องนี้ด้วย ขอเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร ครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกทุกท่านครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร หมายเลข ๑๘๓ ครับ ผมขออนุญาตเรียน อย่างนี้ครับว่าเพื่อเป็นข้อสังเกตสำหรับคณะกรรมาธิการที่ได้ห่วงใยในเรื่องของตัวระบบ และเครื่องมือทางด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าระบบของ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้นได้มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องนะครับ อย่างที่ท่าน เลิศรัตน์ได้กรุณานำเรียนตั้งแต่ต้นว่าระบบมีครบถ้วน สิ่งที่สำคัญที่กรรมาธิการชุดนี้กำลัง เสนอนั้น ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เป็นสาระสำคัญที่เราเผชิญมาโดยตลอด เนื่องจากกระผมเอง ได้มีส่วนไปเป็นผู้อำนวยการฝึกซ้อมในเรื่องของการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ สมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นการบริหารในการฝึกซ้อมครั้งแรก สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันนี้เป็นการฝึกซ้อม ในปีนี้เองเป็นการฝึกซ้อม ครั้งที่ ๑๐ สิ่งที่เป็นปัญหามาโดยตลอดก็คือระบบของการสื่อสาร การสื่อสารนั้นไม่ได้ หมายความว่าเราจะรับแจ้งเหตุอย่างไร เรามีช่องทางในเรื่องของการสื่อสารแค่ไหน สิ่งที่สำคัญครับคือสาธารณะหรือประชาชนเอง ได้รับรู้ ได้รับแจ้งเหตุการณ์เหล่านั้น ได้รับ การเตือนภัยในสถานการณ์เหล่านั้นครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ สิ่งที่ผ่านมาครับเราเจอ อุปสรรคก็คือการบริหารจัดการทั้งในเรื่องของตัวระบบเองและในตัวของเครื่องมือทางด้าน การสื่อสารเองมีปัญหามากทีเดียว ฉะนั้นประเด็นการปฏิรูปครั้งนี้ ผมคิดว่าถ้าจะให้ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติโดยรวม อาจจะต้องมีการประเมินวิเคราะห์ ในมิติอื่นร่วมไปด้วยนะครับ เพราะว่าดูแล้วประเด็นการปฏิรูปใน ๓ ประเด็นนั้น น่าจะเป็น เรื่องที่มีประโยชน์ แต่ผมคิดว่ายังไม่ครบถ้วน ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่าในประเด็นการปฏิรูปทั้ง ๓ ประเด็นนั้น คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพครับ ท่านเสนอในประเด็นของการ สนับสนุนในเรื่องของคลื่นความถี่ ท่านมีประเด็นข้อเสนอในเรื่องของการใช้ไอซีที (ICT) มาสนับสนุน ในเรื่องของการบริหารจัดการ รวมทั้งในเรื่องของหมายเลขเดียว ซึ่งผมคิดว่า ใน ๓ ประเด็นนั้นมีประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อนค่อนข้างที่เป็นสาระสำคัญ อาจจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาในทุก ๆ ครั้งที่เป็นสถานการณ์จริงแล้วเรานำไปฝึกซ้อมแผน มาโดยตลอดนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือในเรื่องของการสื่อสารที่แท้จริงต่อประชาชนครับ การใช้สื่อและใช้เครื่องมือ การใช้คลื่นความถี่ต่าง ๆ นั่นเราได้มีการพัฒนาและปรับปรุง มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นวิทยุคลื่นสั้นนะครับ อาสาสมัครต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องมือสื่อสาร แม้กระทั่งในเรื่องของการตีเกราะเคาะไม้ ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่นะครับในบางหมู่บ้าน ในบางชุมชนนะครับ บริเวณพวกหมู่บ้านชาวเขาต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับ การปฏิรูป ผมคิดว่าอาจจะต้องมองในมิติ ในเชิงของคอนเทนต์ (Content) ด้วย ต้องมองในมิติของ องค์กรในการที่จะเข้ามาบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องของการรับและการส่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ให้กับภาคประชาชนเพื่อรับรู้รับทราบและเตรียมความพร้อมในการเผชิญวิกฤต ในขณะเดียวกันภาครัฐเองครับจะต้องมีช่องทางในการสื่อสารซึ่งกันและกัน ซึ่งจะต้องเป็น การสร้างระบบของเครือข่ายข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนนะครับ สิ่งที่อยากจะนำเสนอในเรื่องของการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้น ผมอยากจะเรียนว่า มันมีความสับสนในประเด็นหลายประเด็นนะครับ ท่านจะเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุวิกฤตในเรื่อง ของสาธารณภัยเราไม่รู้ครับ หลายหน่วยก็ไม่ทราบ ไม่เข้าใจ แม้กระทั่งต้องเรียนครับ ในระยะเวลาที่ผ่านมารัฐมนตรีหลายท่านครับ ก็กระโดดลงมาทำงานโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเอง มีหน้าที่อะไร อันนี้เป็นประสบการณ์ที่เราเห็นความเป็นจริงเช่นนั้น ฉะนั้นการบริหารจัดการ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้ก็ได้มีการจัดทำ แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเกิดขึ้นนะครับ ในแผนป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยแห่งชาตินั้นผมอยากให้คณะกรรมาธิการได้ลงไปดูถึงกระบวนการจัดการในเรื่อง ของแผนเตรียมความพร้อมของแต่ละกระทรวงที่จะเผชิญกับวิกฤตสาธารณภัยดังกล่าว เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงในระบบของการสื่อสารและโทรคมนาคมเข้าด้วยกัน ไม่เช่นนั้น เราจะมองเห็นภาพเป็นแค่เสี้ยว เสี้ยวหนึ่งเท่านั้น แล้วเราบอกว่าแค่มีคลื่นความถี่จะสามารถ แก้ไขปัญหาให้กับสาธารณะได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตไว้ แล้วก็แผน ในเรื่องของการฝึกซ้อมทุกครั้งจะมีการสรุปประเมินผล แล้วก็มีเรื่องของการทบทวนในเรื่อง ระบบของการสื่อสารและโทรคมนาคมอยู่ด้วยทุกครั้ง ซึ่งกรรมาธิการก็อาจจะนำเรื่องนี้ มาพูดคุยกันบ้างแล้วนะครับ สิ่งที่จะให้ความสำคัญสูงสุดก็คือว่าการรับรู้รับทราบ ๒ ทางครับ ระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนกับรัฐนั้น ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ ใครจะเป็น ผู้รับผิดชอบ ประชาชนจะฟังสื่อไหนเมื่อเกิดวิกฤต สิ่งที่ผ่านมามีความสับสนอย่างยิ่งครับ ในกรณีเกิดมีการปะทะกันแถวสุรินทร์ ศรีสะเกษ ท่านก็จะเห็นได้ว่าประชาชนบางส่วน ฟังสื่อจากค่ายทหาร แต่บางส่วนก็จะฟังจากมีเดีย (Media) ต่าง ๆ จากวิทยุชุมชน ซึ่งผมเรียนว่าขณะนี้กรมประชาสัมพันธ์ โดยคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติได้กำหนด ยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต ตรงนั้นหรือไม่ที่ถือว่าเป็นคอนเทนต์ (Content) เป็นเนื้อหาสาระที่จะนำมาใช้ประโยชน์และเชื่อมโยงกับระบบการสื่อสารและ โทรคมนาคมในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ฉะนั้นผมขออนุญาตฝากและกราบเรียนคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพครับว่า ถ้าจะมี การทบทวนแผนการปฏิรูปในครั้งนี้ เราอยากจะเห็นภาพที่ชัดเจนครับว่า แล้วประชาชนจะ ได้ประโยชน์อะไรกับระบบการสื่อสารและโทรคมนาคม ประชาชนจะสามารถรับรู้รับทราบ สามารถเห็นภาพของภัยต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนได้แค่ไหน และเมื่อเกิดเหตุเกิดภัยแล้ว ประชาชนจะสามารถเตรียมการเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตเหล่านี้ได้อย่างไร กระผมมีเรื่องที่ ขออนุญาตกราบเรียนคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไว้แต่เพียง เท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มี ก็เห็นว่าเป็นเวลา พอควรนะครับสำหรับการแสดงความคิดเห็นของท่านสมาชิก ๑๓ ท่านด้วยกันนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ เชิญท่านเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ นะครับ อนุกรรมาธิการและรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม นายเริงศักดิ์ กัลยาณชาติ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกทุกท่านนะครับที่ท่านได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ พร้อมกับข้อท้วงติงบางอย่างที่มีในเอกสารรายงานฉบับนี้นะครับ ก่อนอื่น กระผมขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าคณะอนุกรรมาธิการได้มีขอบเขตและแผนการปฏิรูป รวมถึงประเด็นการปฏิรูป เราเดินไปตามสิ่งที่รัฐบาลได้เห็นชอบไว้ในแผนการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยปี ๒๕๕๘ นะครับ ตามที่หลายท่านได้กล่าวว่าแผนนี้เขียนได้อย่าง สมบูรณ์แบบครับ มีทุกขั้นตอนนะครับตั้งแต่การเฝ้าระวังเหตุ การแจ้งเหตุ การรับแจ้งเหตุ การบูรณาการในภาวะฉุกเฉิน การเผชิญเหตุ วิธีการจัดการต่าง ๆ ก็เขียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมไปถึงการที่จะต้องมีการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนในภายหลัง แค่นั้นไม่เพียงพอครับ ยังคำนึงถึง ภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากภายนอกประเทศด้วย ถ้า ณ วันนี้เราได้ข่าวไฟไหม้ป่าที่อินโดนีเซีย เริ่มมีผลกระทบไปที่สิงคโปร์ ต่อไปก็คงจะไปที่มาเลเซีย ด้วยเหตุนี้นะครับองค์การ สหประชาชาติโดยสหภาพโทรคมนาคมไอทียู (ITU) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการที่จะ จัดการในเรื่องของการป้องกัน ในเรื่องของการที่จะบรรเทาสาธารณภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น ได้อย่างไร วันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่หรือชุมชน หรือเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น นะครับ การที่จะทำให้การป้องกันทุกประเทศมีแผนหมดนะครับ ผมมั่นใจเชื่อมั่นว่ามีแผน เหมือนกันหมด เหมือน ๆ กับที่ประเทศไทยมีนะครับ แผน ณ วันนี้คงเขียนได้อย่างสมบูรณ์ และแผนนั้นจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างได้ผลตามนโยบายและสัมฤทธิผลตามแผนนั้นต้องใช้ เครื่องมือครับ ด้วยเหตุนี้ไอทียู (ITU) ก็มองเห็นว่าเทคโนโลยีบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายกับเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) น่าจะเข้ามา มีบทบาทที่สำคัญนะครับในการที่จะขับเคลื่อนที่จะทำให้การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ผล ได้ผลในสิ่งที่เป็นความคาดหวังอันแรกที่จำเป็นมาก ๆ คือการลดความเสี่ยงจาก สาธารณภัย และลดผลกระทบครับ เริ่มจากการแจ้งเหตุก่อนเลยครับ ถ้าแจ้งเหตุได้เร็ว รับแจ้งเหตุ แจ้งเหตุ รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชน ในแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี ๒๕๕๘ เขียนไว้เป็นที่น่าชื่นชมมากก็คือ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน และมีคำคำหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนต่อสมาชิก ผู้มีเกียรติทุกท่านครับ คือในแผนนี้กระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมในเรื่องความปลอดภัยใน หมู่ประชาชนครับ ตรงนี้สำคัญเลยครับ ด้วยเหตุที่ว่าวันนี้ประชาชนสามารถจะเข้าถึง สามารถจะเกิดการสื่อสาร ๒ ทางได้จากข้างบนลงข้างล่าง จากข้างล่างคือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยหรือเสี่ยงภัยหรือคาดว่าจะมีภัย สามารถจะสื่อสารด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่ ก็คือวันนี้ทุกท่านอยู่ด้วยโทรศัพท์มือถือ เป็นข้อมูลซึ่งน่าสนใจมากสำหรับ ประเทศไทย ประเทศไทยมีพลเมือง ๖๗ ล้านคน มีผู้จดทะเบียนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ โทรศัพท์มือถือซึ่งติดประจำตัวเกือบทุกคนในประเทศไทย ๙๑ ล้านเครื่อง ตรงนี้เราน่าจะ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ประชาชนลงทุนไปแล้วใน ๙๑ ล้านเครื่อง ถ้าราคาเครื่องละ ๑,๐๐๐ บาท มูลค่ามหาศาล และแต่ละเครื่องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการที่จะให้โทรศัพท์ใช้งาน ได้เดือนละ ๑๐๐ บาท ก็มหาศาลพอสมควร ตรงนี้สิครับเป็นช่องทางที่เราจะใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นไอทียู (ITU) ก็เลยกำหนดว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะกำหนดให้ มีการใช้ระบบเทคโนโลยีและสื่อสารโทรคมนาคมเฉพาะกิจในด้านป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นที่มาของรายงานฉบับนี้
สำหรับคำถามหลายคำถามกับข้อเสนอแนะของแต่ละท่านที่มี ผมก็รวบรวม ได้ประมาณ ๑๐ ข้อใหญ่ ๆ จะมีประเด็นหลัก ๆ ซึ่งท่านนิกรได้กล่าวถึงก็คือว่าขณะที่ข่าย สื่อสารหายไปจะฟื้นมาก็ใช้เวลาพอสมควร เครื่องสื่อสารสมัยใหม่ อุปกรณ์สมัยใหม่ท่านจะ เห็นว่าเล็กลง คุณภาพสูงขึ้น ถูกสตางค์ลง ใช้งานได้นาน หาได้ง่าย แอปพลิเคชัน (Application) เยอะ มีแต่ข้อดีจึงนำมาสู่การที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการใช้ สำหรับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เราสามารถเอาระบบที่เรียกว่า เรดิโอ แอ็กเซส เน็ตเวิร์ก สเตชัน (Radio Access Network Station) วางบนรถ สามารถที่จะไปเป็นสถานี ถ่ายทอดข่ายสื่อสารในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ที่มีเหตุฉุกเฉินและมีภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ทันที เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในเรื่องของบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สายวันนี้ ถ้าหากพูดถึง วันนี้เขาใช้กันคือแอลทีอี (LTE) ถ้าหากว่าทันดูโฆษณาวันนี้ของทรู (True) เพิ่งโฆษณา ไม่นานนี้สามารถทำได้ทุกอย่างเลย เปิดไฟที่บ้านได้ ปิดแอร์ (Air Condition) ได้ ทำโน่นทำนี่ ถามเรื่องสุขภาพร่างกายของคนที่อยู่ในบ้านที่เราเป็นห่วงเป็นใยได้เช่นเดียวกันครับ ตรงนี้สามารถจะใช้เทคโนโลยีบรอดแบนด์ (Broadband) แล้วก็นวัตกรรมทางด้านดิจิทัล (Digital) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ เมื่อเทคโนโลยี สมัยนี้เล็กลง แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น กินไฟน้อยลง เรายังมีโซลาร์เพาเวอร์ (Solar power) อีกครับ โซลาร์เพาเวอร์ (Solar power) สามารถจะไปกางได้ สามารถจะให้เกิดกระแสไฟฟ้า เพื่อที่จะไปชาร์จ (Charge) แบตเตอรี่ได้ เพราะฉะนั้นในข้อกังวลหลาย ๆ ข้อของการที่เรา จะกระจายเครือข่ายสื่อสารไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่เราจะต้องไปจัดการบรรเทาสาธารณภัย จัดการในเรื่องของการเผชิญเหตุก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่ในแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขียนก็คือว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒๘ หน่วยงานในประเทศไทย ตรงนี้จึงนำมาซึ่งประเด็นปฏิรูปของ รายงานฉบับนี้ว่าจะต้องจัดทำแผนแม่บทครับ การที่มีหน่วยงาน การที่มีเทคโนโลยี การที่มี งบประมาณกระจัดกระจายอยู่ การที่จะดำเนินการจัดการคงไม่สามารถจัดการได้อย่าง สัมฤทธิผลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหากขาดซึ่งแผนแม่บท ซึ่งในแผนแม่บทนี้ก็จะ ครอบคลุมด้านที่สำคัญที่สุดคือด้านเทคนิคว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีอะไร วันนี้ที่ใช้ในต่างประเทศ อเมริกาเริ่มใช้แล้วครับ ทุกรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ความถี่ เดียวนะครับ ย่าน ๘๐๐ ใช้เรียบร้อยแล้วปี ๒๕๑๖ เกาหลีเริ่มทดลองใช้ ที่จีนก็มีเทคโนโลยี ของจีนอยู่ ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก ๆ จากเทคโนโลยีขึ้นไปเราก็นำไปสู่การปฏิบัติ คือต้องเขียนแผนการปฏิบัติให้สอดคล้องกันและให้ครอบคลุมครบหมดทุกหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แค่นั้นไม่เพียงพอครับ ในเรื่องของ การบริหารจัดการก็สำคัญครับ ผู้ใช้บริการคือประชาชนทั้งหลาย ผู้ให้บริการคือใคร อันนี้ เป็นคำถามอีกคำถามหนึ่งนะครับที่ท่านถามมา ผู้ให้บริการเป็นหัวใจสำคัญของโครงข่ายครับ ในแผนพัฒนาดิจิทัล (Digital) ของประเทศไทยกำหนดให้มิติความมั่นคงแห่งชาติเป็นมิติ ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ในมิติความมั่นคงแห่งชาตินี้ได้กล่าวถึงความปลอดภัยสาธารณะ เรื่องของภัยธรรมชาติ เรื่องของสาธารณภัยต่าง ๆ เป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นคณะ ของกระผมจึงได้นำเรื่องนี้มาเป็นแนวคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าภาพในเรื่องของการให้บริการ โครงข่ายและเครือข่าย ผู้ที่ควรเป็นเจ้าภาพต้องเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ เพราะอยู่ ในมิติความมั่นคง แล้วก็คงใช้เครือข่ายที่ใช้ได้ทั้งภาครัฐในภาวะปกติและในภาวะที่จะต้องใช้ ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในแถบคลื่นความถี่ที่ขึ้น ๑๐ ลง ๑๐ เมกะเฮิรตซ์ มีความกว้างเพียงพอที่จะสนับสนุนภารกิจของประเทศได้ครับ อีกอันหนึ่งที่เป็นประเด็นอยู่ ก็คือเรื่องของระบบแจ้งเหตุ อันนี้หัวใจครับ ๑ นาที ๒ นาที ๓ นาที ทำให้เกิดปัญหา กับผู้ที่กำลังเผชิญภัยอยู่ได้ ในการที่จะรับแจ้งเหตุ ปัจจุบันนี้หากเราโทรศัพท์ไป และเรามีภัยเกิดขึ้นกับตัว แค่แจ้งตำแหน่งที่อยู่ของเรา อธิบายการไปถนนนั้นถนนนี้ เลี้ยวเข้าซอยนั้นซอยนี้ใช้เวลานานครับ อาจจะไม่ทันการณ์ แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีบรอดแบนด์ (Broadband) ไร้สาย และพร้อมกับความร่วมมือของผู้ให้บริการโทรศัพท์ทั่วไป จะทราบ ตำแหน่งโดยระบบจีพีเอส (GPS) ผู้เข้าไปช่วยจะสามารถที่จะเข้าไปถึงผู้แจ้งเหตุช่วยชีวิตได้ ช่วยบรรเทา ช่วยลดความเสี่ยง ช่วยลดผลกระทบจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ หรือแม้แต่ ขณะนี้ถ้าหากว่ามีเทคโนโลยีเข้าไปช่วย ผู้ที่เข้าไปเผชิญเหตุเขาควรได้รับการคุ้มครองและ ดูแลระดับหนึ่งในความปลอดภัยของเขาครับ ไฟไหม้ที่ตึกเอสซีบี (SCB) นักผจญเพลิงเข้าไป ในพื้นที่นั้นขาดอากาศหายใจ น่าเสียใจที่เขาสูญเสียชีวิตไป หากมีเทคโนโลยีช่วยได้นะครับ สมัยใหม่ก็จะมีทั้งกล้องที่ติดส่งข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ (Real time) มีเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่สามารถจะดีเทกต์ (Detect) ภัยต่าง ๆ ภาวะที่ไม่พึงประสงค์ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เราไม่ได้มองผู้ได้รับผลกระทบจากภัยอย่างเดียวครับ ผู้เข้าไปช่วยเราต้อง ดูแลด้วย เพราะฉะนั้นเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเทคโนโลยีปัจจุบันนี้แม้แต่ยูเอ็น (UN) แม้แต่ ไอทียู (ITU) เองก็ตระหนักในประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องของการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระผมก็ขอนำเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิก ที่มีเกียรติทุกท่านแค่นี้นะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอเชิญท่านประธานหรือทางกรรมาธิการจะชี้แจงครับ ท่านพรรณประภา อินทรวิทยนันท์ อนุกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ดิฉัน ดอกเตอร์พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ เป็นอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และด้านโทรคมนาคมนะคะ ประเด็นที่เรานำเสนอ ต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในวันนี้ ดิฉันได้รับฟังแล้วก็เห็นเป็นประเด็นที่ทำให้ คณะอนุกรรมาธิการของเรานั้นมีแง่มุมในการที่จะปรับปรุง ซึ่งในที่สุดแล้วก็คงจะเป็น ประเด็นเสริมในส่วนที่เราได้ศึกษามา แต่ ณ ที่นี้ดิฉันคงจะพูดในฐานะที่ท่านได้ถาม ในเรื่องประเด็นของเทคโนโลยีนั้น ซึ่งพูดในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันก็แล้วกันนะคะว่า เราทุกท่านใช้อยู่แล้ว เรามีมือถือ เราสามารถบอกตำแหน่งแหล่งที่ เราสามารถที่จะส่งภาพ ในลักษณะที่เป็นจริง ในสถานที่ที่เราอยู่ไปยังผู้ที่เราต้องการและพึงประสงค์ที่จะส่งได้อยู่แล้ว นั่นก็คือเทคโนโลยีที่เราเรียกว่า เรียลไทม์ (Real time) ตรงเวลา แล้วก็เป็นจริงนะคะ นั่นคือ เทคโนโลยีที่จะเป็นตัวแปร ส่วนในรายละเอียดนั้นก็คงไม่สามารถที่จะพูดในที่นี้นะคะ
ในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน ดิฉันมีประเด็นที่พูดจึงขอพูด ประเด็นนี้อย่างยิ่งนะคะว่า สำหรับประเทศประเทศหนึ่ง คงกลับไปก่อนนะคะว่าคลื่นความถี่ เป็นทรัพยากรการสื่อสารของประชาชน และควรจะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและ สาธารณประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะที่ประเทศนี้ได้เดินหน้าไปไกลแล้วในเรื่องของการ พัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงประเด็นการลงทุนในการที่เราจะรักษา ประเทศของเราให้มีความมั่นคงสูงสุดเกี่ยวกับชีวิตความปลอดภัยในอนาคตต่อไป ดิฉัน ไม่ทราบว่าตัวเงินที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้จะมากมายแค่ไหน มันจะเป็นประเด็นปัญหา สำหรับคุณค่าและความปลอดภัยที่เราจะมีให้กับประเทศและเพื่อนบ้าน แล้วก็ทุกคนในโลกนี้ หรือไม่นะคะ นั่นคือประเด็น
ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้พูดอีกหลาย ๆ ท่านคงจะเป็นเรื่องรายละเอียด ในเรื่องของการจัดองค์กรและรวมทั้งการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งเอกสารที่เราอ้างอิงนั้น ได้เขียนไว้ครบถ้วนถูกต้อง หากสิ่งที่อนุกรรมาธิการจะนำเสนอต่อไปในแผนแม่บทก็คงจะ เป็นเรื่องของการที่องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นจะต้องได้มานั่งร่วมกันนะคะ ทำงานใน รูปแบบที่เราเรียกว่าเป็นพาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) ก็คือเป็นหุ้นส่วน หุ้นส่วนในที่นี้คือ เป็นหุ้นส่วนของประเทศร่วมกันนะคะ นี่ก็คือประเด็นที่ดิฉันอยากจะฝากท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้รับสิ่งนี้ไว้และพิจารณาเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ซึ่งขณะนี้เราเป็น สังคมผู้สูงอายุแล้ว แล้วก็ในอนาคตความปลอดภัยของลูกหลาน ชีวิตของเขากับความ เปลี่ยนแปลง แปรปรวนของสังคมและดินฟ้าอากาศที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ สิ่งนี้ดิฉันคิดว่าจะ เป็นประโยชน์และเป็นการสร้างคุณูปการแล้วก็บันทึกไว้สำหรับสภาแห่งนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการนะครับ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสริมนิดเดียวครับ ในการเดินสายเคเบิลของรัฐวิสาหกิจ แคท (CAT) และทีโอที (TOT) นั้นนะครับ แล้วก็ของเอกชนทั้ง เอไอเอส (AIS) ดีแทค (DTAC) และทรูมูฟ (Truemove) นะครับ ในการเดินนั้นเขาจะเดินเป็นรูฟ (Roof) ครับ แล้วมันจะเป็นรีดันแดนซี(Redundancy) กันไปเองว่ามันไปทางนี้ไม่ได้ มันจะกลับมาอีก ทางหนึ่ง แล้วในส่วนของกองทัพอากาศก็จะมีระบบดาวเทียมแบ็กอัป (Backup) ในกรณี ที่ไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic) ขาด แล้วก็จะใช้ยิงขึ้นดาวเทียมไทยคมแล้วก็ลงมานะครับ สำหรับคลื่นในอดีตนั้นเราไม่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นคลื่น ๘๕๐ ที่ท่านประธาน ท่านสมาชิกได้ใช้ ๘๕๐ คลื่น ๙๐๐ คลื่น ๑๘๐๐ คลื่น ๒๑๐๐ แล้วก็ถ้าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ. องค์กร ปี ๒๕๕๓ ก็จะมีการรีเฟรมมิง (Reframing) เอาคลื่น ๒๓๐๐ แล้วก็ ๒๖๐๐ ซึ่งตอนนี้ใช้แทนบรอดคาสต์ (Broadcast) อยู่ เอามาใช้ทางด้านเทเลคอม (Telecom) คลื่นมันก็จะมีใช้มากขึ้น ปัญหาในอดีตที่ท่านติดต่อแล้วมันก็หลุดขาดหายไป ถูกแทรกก็เพราะว่ามีความพยายามของ ทั้งผู้ต่อและผู้รับในการที่จะส่งทั้งวอยซ์ (Voice) คือเสียง และส่งทั้งเอสเอ็มเอส (SMS) และ ส่งทั้งภาพ ยิ่งเป็น ๔ จี (4G) เป็นวิดีโอ (Video) พวกนี้มันจะใช้แถบความถี่กว้าง มันก็จะไป เบียดคนอื่น นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ยูเอ็น (UN) หรือไอทียู (ITU) หรือการประชุมดับเบิลยูอาร์ซี ๑๒ (WRC-12) ก็เลยมากำหนดว่าที่ ๘๑๔-๘๒๔ ความกว้าง ๑๐ เมกะเฮิรตซ์ ห้ามใครเอาไปใช้ อย่างอื่นนอกจากพับบลิก เซฟตี ดิสแอสเตอร์ รีลีฟ (Public safety disaster relief) เท่านั้น แล้วก็ ๘๕๙-๘๖๙ เพราะฉะนั้นใน ๑๐ เมกะเฮิรตซ์ความกว้างนี่ครับ ก็จะทำให้ใช้เฉพาะใน กิจการพวกนี้โดยตรง ก็จะทำให้ความแออัดคับคั่งในการติดต่อสื่อสารลดลงจากปกติก็มาใช้ ตรงนี้เลย ส่วนการติดต่ออื่น ๆ นั้นก็ไปใช้ในแถบความถี่อื่น ๆ นะครับ
สำหรับในเรื่องของป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในขณะนี้ตามแผนที่ ท่านอนุสิษฐได้กราบเรียนแล้วนะครับ แผนปี ๒๕๕๘ ท่านรองนายกท่าน พลเอก ประวิตร ท่านเป็นประธานอยู่ แล้วผมได้กราบเรียนในเบื้องต้นแล้วมีทั้งหมด ๒๗ หน่วย มีทั้งกระทรวง กรม แล้วก็กอง มีสำนักงาน กสทช. ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการบริหาร จัดการมันเป็นภาพกว้างที่จะต้องติดต่อประสานด้วยกันทั้งหมดนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกทั้ง ๑๓ ท่านที่ได้กรุณาให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ทางคณะกรรมาธิการของกระผมก็จะรับไว้ทั้งหมดเลย แล้วเราก็จะใส่ไปในรายงานนี้ด้วยนะครับเพื่อที่จะเสนอแนะรัฐบาล เพราะว่ามันมีผลกระทบ อีกเยอะเลยที่จะต้องให้ผู้บริหารประเทศได้รับผิดชอบนะครับ ต้องขอขอบพระคุณอีกครั้ง ที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็น และผมขอจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบคุณครับ
มีสมาชิกจะซักถามไหมครับที่ได้อภิปรายแล้วก็ได้ชี้แจงกัน ท่านสุรินทร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็น ผมมีนิดเดียวครับ ประเด็นที่ท่านเสนอมาในหน้า ๒ มีศูนย์บัญชาการ แล้วกระผม ก็ไปดูแผนที่ผ่าน ครม. ไปแล้ว และลงนามโดยท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แล้วก็ไปดูในหน้า ๖๙ เขาก็จะบอกว่า ผู้บัญชาการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากกราบเรียนสนับสนุนท่านในหน้า ๒ ก็คือว่าในการทำงานนี้ต้องมีลักษณะ ซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) และต้องมี ผอ. ศูนย์ที่เบ็ดเสร็จ และต้องมีการ ทดสอบกระบวนการ วิธีการในหน้า ๖๙ ว่ามันเป็นไปได้จริงไหม ขณะนี้ผมคิดว่า ยังไม่ได้มีการทดสอบ ก็ฝากท่านไปนิดหนึ่ง เมื่อเรานำเสนอนี่นะครับ ปัญหาก็คือว่า เรามีแผนดี แต่เวลาปฏิบัติแล้วท่านครับตั้งแต่เราเกิดมามักจะมีปัญหาเสมอ เพราะเราไม่ได้ มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ กราบขอบคุณมากครับ
กรรมาธิการก็รับทราบนะครับ แล้วก็มีเวลาในการปรับปรุง ๗ วัน รับข้อสังเกต ข้อเสนอหากว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนภารกิจ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและประโยชน์สาธารณะแล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจาก ที่ประชุมผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกยังทยอยเดินเข้าห้องประชุมมานะครับ เรายังมีอีก ๑ รายงานนะครับ สำหรับวันนี้ แล้วสมาชิกก็ประชุมอยู่ใน ๓ อาคารของรัฐสภา เกือบทุกห้องเลยนะครับ ตอนนี้ก็ใช้เวลารอสักครู่ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ท่านเลิศรัตน์ รอสักครู่ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ท่านเลิศรัตน์ ใช้ขานชื่อก็ได้นะครับ ถ้าท่านสะดวก
ท่านประธานครับ พลเอก เลิศรัตน์ครับ คือไม่อยากให้บันทึกประชุมผิดครับ ผมเห็นท่านสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็เป็น กรรมาธิการพลังงานอยู่กับผม แต่เผอิญหนังสือตัวมันเล็กแล้วท่านก็พูดไปเสียงดังในหน้า ๖๙ ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ม ม้า ท ทหาร ตัวมันเล็กมากครับ ผมเข้าใจได้ว่าทำไมท่านอ่านเป็นกระทรวงกลาโหมครับ ก็เพื่อให้บันทึกได้ถูกต้องครับ ขอบพระคุณครับ
ต้องไปเปลี่ยนแว่นแล้วกระมังครับ เพราะใส่แว่นผมเห็นนะครับ ขอบคุณ ท่านเลิศรัตน์ครับ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนหมดแล้วนะครับ ขอเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๓ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะหรือไม่นะครับ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ปุ่มสัญญาณเสียงใช้ได้แล้วนะครับ ลองทดสอบระบบการแสดงตนอีกทีนะครับ ของผมยังไม่ขึ้นครับ แสดงตนครบองค์ไปแล้วครับ ตอนนี้เราจะเริ่มกระบวนการลงมติ แล้วครับ เผอิญปุ่มที่กดแสดงตนและการลงมติ สำหรับการลงมติยังไม่ปรากฏสัญญาณครับ ได้ยินแต่ไมโครโฟน ของท่านสมาชิกสัญญาณขึ้นไหมครับ มีผมไม่ขึ้นคนเดียวครับ เอาเป็นว่า ท่านใดไม่ขึ้นเดี๋ยวใช้ขานก็แล้วกันครับ ใช้ได้ครับ ท่านคณิต ท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการที่อยู่ทางซีกซ้ายมือลองดึงบัตรแล้วก็เสียบใหม่นะครับ ใช้ได้แล้วนะครับ เดี๋ยวใช้ วิธีขานชื่อเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยตอนหลังแล้วกันครับ ของสมาชิกสัญญาณไฟขึ้นนะครับ ต่อไป จะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
กรรมาธิการใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ เหลือท่าน พลเรือเอก ยุทธนา เรียบร้อยแล้วนะครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนน นะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ จำนวน ผู้เข้าประชุม ๑๖๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูประบบและเครื่องมือด้านการ สื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ และผู้มาชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
สำหรับรายงานฉบับนี้เป็นการพิจารณาศึกษาร่วมกันของคณะกรรมาธิการ ๒ คณะนะครับ โดยที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้เสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาของ สปท. ครั้งที่ ๓๒ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ และที่ประชุม เห็นว่ารายงานเรื่องดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับงานด้านการศึกษา จึงได้มีมติให้ คณะกรรมาธิการนำรายงานไปพิจารณาศึกษาร่วมกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษานะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ ได้พิจารณาศึกษาเรื่อง ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จัดทำรายงานเสนอให้ที่ประชุมสภา พิจารณาในวันนี้
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอก เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ซึ่งประธานพิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จำนวน ๒ ท่านคือ ๑. นางสาวมาลีภรณ์ คุ้มเกษม อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม ๒. ศาสตราจารย์ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน วัฒนธรรมนะครับ ขอเชิญประธานกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ
สำหรับในวันนี้นะครับทางคณะกรรมาธิการซึ่งเพิ่งกลับจากการไปโอลิมปิก ที่บราซิลนะครับ โดยเฉพาะท่านประธาน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ท่านประธาน กรรมาธิการท่านก็เป็นประธานกรรมการโอลิมปิกประเทศไทยด้วยนะครับ แล้วก็ยังเป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนะครับ ตอนที่ไปก็เลยมอบหลวงพ่อแดงรุ่นโอลิมปิก ให้ท่านประธานช่วยกรุณาไปมอบให้กับ เจ้าหน้าที่ นักกีฬา แล้วก็กรรมการโอลิมปิกด้วยนะครับ ขอเชิญท่านประธานเมื่อพร้อมแล้ว เสนอรายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียนให้ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงรายงานของแผนการปฏิรูป ประเทศด้านศิลปะ วัฒนธรรม ของคณะกรรมาธิการในเรื่องของการพัฒนาและบรรจุ หลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นแผนการปฏิรูปประเทศด้าน หลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจากการสำรวจและการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ได้พบว่าในปัจจุบันคาบเวลาและโปรแกรมการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมนั้นมีจำนวนน้อยมาก จึงส่งผลให้เด็กและเยาวชนจำนวน ไม่น้อยขาดการรับรู้และขัดเกลาจิตใจ จนบางรายมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อการเป็นกำลัง อันสำคัญของประเทศ ทั้งในเรื่องของการพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต ขาดความตระหนักในเรื่องของความรัก ความสามัคคี ความภาคภูมิใจในความเป็น ชาติไทย และขาดความสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยที่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะให้นักเรียน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มีรากฐานของนักเรียนให้เติบโตเป็นคนดี คนเก่ง มีวินัย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีจิตใจรักศิลปวัฒนธรรม มีความเชื่อและประพฤติปฏิบัติตน ตามแนวทางของศาสนา และปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามและถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เป็นคนดีมีคุณธรรมและจริยธรรมนั้น จึงควรที่จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้เกิดความชัดเจน จนสามารถนำไปใช้ได้อย่างจริงจัง ด้วยการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาดังกล่าวควบคู่ไปกับการบูรณาการเข้ามา มีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งใน ห้องเรียนและนอกห้องเรียนได้อย่างมีความสุข และได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนดี มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง และเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป กระผม ขอเรียนต่อท่านประธานสภาและที่ประชุม ถึงหลักเบื้องต้นของการพัฒนาและบรรจุหลักสูตร การเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม โดยสังเขปเท่านี้ก่อนนะครับ ทั้งนี้ รายงานการปฏิรูปดังกล่าวคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการ สานต่อตามวาระปฏิรูปที่ ๓๕ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการ ไว้แล้ว สำหรับในรายละเอียดในเรื่องนี้ท่านบวรเวท รุ่งรุจี รองประธานกรรมาธิการ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้จะเป็นผู้นำเสนอต่อที่ประชุมต่อไป กระผมใคร่ขออนุญาต ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอให้ท่านบวรเวทได้เรียนเสนอรายละเอียด ของการพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปครับ
ขอบคุณท่านประธาน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร นำเสนอรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติครับ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตท่านประธานสภาเพื่อปรับแก้รายงานที่ได้แจกให้กับท่านสมาชิกนะครับ คือในหน้าสารบัญนะครับ ความเดิม ๓.๑ ระยะที่ ๑ (กรกฎาคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙) ขอแก้เป็น กรกฎาคม ๒๕๕๙-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แล้วก็ในข้อที่ ๒ ในหน้าที่ ๕ บรรทัดที่ ๑๐ ความเดิมใช้คำว่า คิดเป็นร้อยละ ๓ ของทุกช่วงชั้นนะครับ แก้เป็น คิดเป็นร้อยละ ๓๐ ของทุกช่วงชั้นครับ ตามที่ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ให้ข้อมูลรายละเอียดตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าตามที่คณะกรรมาธิการด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีนั้นมันมีส่วน ที่คาบเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการการศึกษา ซึ่งเราได้มีการประชุมร่วมกันแล้วและมีความเห็น ว่าน่าที่จะมีการนำเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อขอความคิดเห็น เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตในช่วงนี้ที่จะนำเสนอถึงประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการ ด้านกีฬาและวัฒนธรรมได้คิดไว้ว่าประเด็นของประเทศเราก็คงสืบเนื่องมาจากที่เราพบเห็น กันอยู่ในปัจจุบันนะครับว่านักเรียนของเราเกิดการทะเลาะเบาะแว้งตีกัน ในส่วนทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ แล้วทางรัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะแก้ไขโดยการที่จะนำเข้าไปฝึกอบรม ในลักษณะต่าง ๆ นอกจากนั้นเรายังพบว่าการศึกษาของบ้านเรามีการรับจ้างทั้งการเรียน การทำวิทยานิพนธ์ และการศึกษาในด้านอื่น ๆ และสุดท้ายที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือ มีการทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยในการที่จะเข้าไปเป็นครูสอนหนังสือ และที่สำคัญที่แสดง ให้เห็นถึงการขาดคุณธรรม จริยธรรมเป็นอย่างยิ่งก็คือการทุจริตในการสอบของมหาวิทยาลัย รังสิตที่จับทุจริตในการสอบเข้าแพทย์ได้ โดยใช้เทคโนโลยีในสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการ จากการสำรวจของสถาบันการจัดการนานาชาติประกาศว่าความสามารถแข่งขันของ ประเทศไทยด้านการศึกษาเราถูกลดระดับลงจากลำดับที่ ๔๘ มาอยู่ลำดับที่ ๕๒ ต่างจาก ด้านอื่น ๆ ซึ่งมีการปรับปรุงได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าความสามารถด้านการศึกษา ของเรานั้นต้องมีการปรับปรุง ในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการได้มีการลงพื้นที่ไปพบปะกับ ครูบาอาจารย์ตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยทั้งทุกภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เราจะนำเสนอในเที่ยวนี้นั้นจะเป็นทั้งลักษณะ ของการที่เราจะขอปฏิรูป และที่เป็นลักษณะของข้อเสนอแนะ ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ สำคัญในการที่จะให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นกระทรวงศึกษาธิการหรือ ท่านคณะกรรมาธิการการศึกษาได้นำไปพิจารณาในการที่จะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการ สอนของประเทศเราต่อไป และมันจะมีการเกี่ยวข้องไปถึงบุคลากรที่ใช้ในการเป็นครูบาอาจารย์ สอนหนังสือกับเราด้วยนะครับ เพราะจากการศึกษาเท่าที่เราลงในพื้นที่นั้นเราพบว่า สภาพปัญหานั้นก็เกิดจากการขาดหลักคุณธรรม จริยธรรม การเรียนการสอนมุ่งเน้นที่จะให้ เด็กเป็นคนเก่งมาก่อนที่จะให้เด็กเป็นคนดี ปัญหาสังคมอันนี้สืบเนื่องจากเราได้ข้อมูลจากครู ว่าเด็กนั้นครูสามารถดูแลได้เฉพาะในโรงเรียนในห้องเรียนแต่เมื่อกลับไปบ้านแล้วผู้ปกครอง ต้องรับช่วงต่อ ซึ่งในบางครั้งผู้ปกครองก็ปล่อยให้เด็กอยู่กับของเล่น เช้ามาบางวันก็จะให้เงินไว้ โดยไม่เคยมีการพบปะกัน ไม่มีการอบรมสั่งสอนกันแล้วก็ให้ไปเรียนหนังสือกันนั่นก็เป็น ปัญหาทางด้านสังคมการขาดจิตสำนึกและไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองก็เป็นผลพวงที่ตามมา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจัยต่าง ๆ นั้นเรามองว่ามันน่าที่จะเกิดมาจากการศึกษาตั้งแต่ เบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันนี้เราใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ จากข้อมูลที่คณะกรรมาธิการศึกษาได้กรุณาให้มานั้นเราทราบว่าหลักสูตรการเรียนการสอน ที่เราถือว่าเป็นแกนกลางของปี ๒๕๕๑ นั้นเป็นสิ่งที่คิดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ในการที่จะเริ่ม เตรียมบุคลากรเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นการเตรียมความพร้อมของคนในรุ่นนั้น แต่เขาคิดมาปี ๒๕๔๒ นะครับ แต่เราเอามาแปลงเป็นหลักสูตรและประกาศใช้ จริง ๆ นี่คือ ปี ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นโดยหลักของหลักสูตรแกนกลางที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เน้นในการที่จะเตรียมคนเพื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ นะครับ โดยเน้นสาระหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม สุขศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ และภาษาต่างประเทศ ซึ่งเราพบว่าในส่วนของเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางนั้น เขามีความต้องการที่จะสร้างให้คนมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร มีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย อันนี้อยู่ในวัตถุประสงค์ของหลักสูตร แต่เมื่อเราเจาะลงไป ในหลักสูตรของสาระการเรียนนะครับ ซึ่งมีกลุ่มสาระหลัก ๆ ผมขออนุญาตแค่ ๓ สาระ ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการของผมนะครับ คือด้านสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ก็จะมีวิชาเรียนที่สอดแทรกอยู่ในวิชานั้นจะเป็นวิชาศาสนา หน้าที่พลเมือง วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ อันนี้รวมกันเป็นหมวดหนึ่ง นะครับ ส่วนด้านสุขศึกษาและพลศึกษาก็จะแบ่งเป็นสุขศึกษาอันนี้ก็จะเรียนในห้อง กับพลศึกษาอันนี้ก็คือพานักเรียนออกไปนอกห้อง ส่วนทางด้านศิลปะจะแบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือวิชาทัศนศิลป์ อันนี้เกี่ยวกับงานศิลปะทั้งวาดเขียนหรือลักษณะของศิลปะ ร่วมสมัย วิชาดนตรี แบ่งเป็นทั้งดนตรีไทยแล้วก็ดนตรีสากล วิชานาฏศิลป์ก็จะเกี่ยวกับ การรำฟ้อนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าสาระของสิ่งที่จะต้องเรียนใน ๓ สาระวิชา นั้นมีเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองเข้าไปในโครงสร้างของเวลาเรียน โครงสร้าง ของเวลาเรียนในระดับประถมศึกษาเราพบว่าชั้นประถมศึกษานั้นเด็กจะมีเวลาเรียนใน ๓ สาระวิชาอยู่ประมาณ ๒๔๐ ชั่วโมง ต่อ ๑,๐๐๐ ชั่วโมงต่อปี ซึ่งถ้าแยกตามโครงสร้างเวลา เรียนของเด็กชั้นประถมศึกษาแล้ว เราจะพบว่าวิชาเรียนทางด้านสังคม จะมีเวลาเรียน ประมาณ ๒ คาบต่อ ๑ สัปดาห์ วิชาสุขศึกษา ซึ่งรวมทั้งพลศึกษาด้วยก็จะมีเวลาเรียนอยู่ ประมาณ ๒ คาบ ก็คือ ๒ ชั่วโมง และศิลปะก็ประมาณ ๑ คาบ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในช่วงของเวลาเรียนที่มีการจัดให้นั้นค่อนข้างน้อยมาก ในลักษณะเดียวกันของระดับ มัธยมศึกษา มีการเพิ่มเวลาเรียนขึ้นมาจาก ๒๔๐ ชั่วโมง ในระดับประถมศึกษาเป็น ๒๘๐ ชั่วโมง แต่เพิ่มเวลาเรียนเป็น ๑,๒๐๐ ชั่วโมงต่อปี ในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในลักษณะของการให้เวลาเรียนนั้นค่อนข้างน้อย นั่นเป็นที่มาของปัญหา ซึ่งเรามองว่าปัญหา การเรียนการสอนใน ๓ กลุ่มสาระวิชานั้น
ประเด็นแรกเลยก็คือชั่วโมงการเรียนการสอนไม่เพียงพอต่อการฝึกฝน หรือปลูกฝัง การเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนดนตรี การเรียนนาฏศิลป์ การเรียนทัศนศิลป์ ถ้าจะให้เด็กได้มีการฝึกฝนมันจะต้องมีระยะเวลาให้กับเขา ในลักษณะเดียวกันนะครับ การเรียนพลศึกษา สุขศึกษาก็ต้องมีระยะเวลาให้กับเขาเช่นเดียวกันควบคู่กันไปกับ ด้านศาสนาหรือแม้แต่คุณธรรมจริยธรรม นอกจากนั้นเราก็พบว่าในแต่ละสาระวิชาย่อยนั้น มีเนื้อหาสาระวิชาเป็นจำนวนมากและมีความคาดหวังนะครับ มีความคาดหวังว่าถ้าเด็กเรียน ประวัติศาสตร์ที่ผมยกตัวอย่างมาให้ดูนี่นะครับ เป็นเอกสารที่ปรากฏอยู่ในเอกสารการเรียนของเด็ก ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ซึ่งผู้เขียนเขาบอกว่าถ้าเด็กเรียนประวัติศาสตร์ในระดับชั้นนี้แล้ว เด็กควรจะต้องสามารถตั้งคำถามหรือมีความเข้าใจเกี่ยวกับ เพราะเหตุใดศาลโลกจึงตัดสิน ให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา พ.ศ. ๒๕๐๕ การตัดสินของศาลโลก มีผลกระทบต่อคนในจังหวัดศรีสะเกษอย่างไร มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เกิดขึ้นหลังจากการตัดสิน ของศาลโลกที่ให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันนี้เป็นความคาดหวังของผู้ที่ทำตำราที่คิดว่าถ้าเด็กชั้น ป. ๕ ได้เรียนแล้วเขาควรจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจแล้วสามารถตั้งโจทย์ประมาณนี้ได้ ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก ป. ๕ เขาไม่ควรที่จะต้องมา รับรู้เรื่องราวอะไรต่าง ๆ มากมายขนาดนี้นะครับ ในขณะเดียวกันปัญหาอื่น ๆ นะครับ การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจไม่สอดคล้องกันและที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากก็คือครูผู้สอนไม่ชำนาญการในรายวิชาที่ต้องสอน จากการลงพื้นที่ นะครับ เราพบว่าครูประจำชั้นซึ่งสอนในระดับประถมศึกษา ซึ่งครูประจำชั้นนั้นจะต้องสอน ทุกวิชาในระดับประถมศึกษา เพราะฉะนั้นอาจารย์ที่จะต้องมาสอนในระดับประถมศึกษานั้น จะต้องจบวิชาเอกประถมศึกษามา ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะให้เขาสอนได้ทุกวิชา ในระดับประถมศึกษา แต่ปัจจุบันที่เราพบนั้นเราพบว่าครูประจำชั้นบางแห่งใช้ครูประจำชั้น ที่จบเอกคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ แต่จำเป็นที่จะต้องมาสอนในระดับประถมศึกษา ผมถามทางผู้บริหารของโรงเรียนเขาบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่มีอัตรากำลังของครูระดับ ประถมศึกษาให้ มีแต่อัตรากำลังของครูที่จบวิชาเอกคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชา อื่น ๆ นะครับ มันก็เลยเป็นความจำเป็นที่โรงเรียนจำเป็นที่จะต้องเลือกรับครูที่จบวิชาเอกอื่น มาใช้เป็นครูสอนประถมศึกษา อันนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ขาดความเชี่ยวชาญและความชำนาญ ในการที่จะสอนนักเรียนนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งคือการบรรจุครูผู้สอนไม่ตรงตามสายวิชาที่ขาดแคลนนะครับ เราพบว่าบางโรงเรียนรอครูสอนศิลปะ เขาบอกว่าขออัตราไป ๒ ปี กว่าจะได้ครูสอนศิลปะ มา ๑ คน แล้วถ้าล่าสุดในหนังสือพิมพ์ที่ประกาศถึงการรับสมัครครูสอบบรรจุ เราก็จะพบว่า สายสังคม สายศิลปะนั้นจะมีอัตรากำลังที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นการบรรจุครูไม่ตรงกับ สายวิชาที่ขาดแคลนก็เป็นที่มาอันหนึ่งที่จะทำให้เกิดความไม่ค่อยมีสมรรถนะในการที่จะ สั่งสอนเด็กนะครับ นอกจากนั้นแล้วเรายังพบว่าปัญหาในการให้ความสำคัญกับคะแนนสอบ ใน ๓ กลุ่มสาระวิชา สำหรับเด็กที่จะสอบเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นน้อยมาก ในส่วนของ ๓ สาระวิชา คือการสอบโอเน็ต (O-NET) ซึ่งถือเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่จะ สอบเข้าในระดับอุดมศึกษานั้น ถ้าแบ่งตามสาระวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ การงานและเทคโนโลยีนั้นจะได้เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยไปคนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในส่วนของสังคม วัฒนธรรม ศิลปะ พละ ๓ สาระวิชารวมกันแล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการศึกษาทางด้านนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนที่ประกาศที่จะทำให้เด็กสอบน้อยลงก็จึงมีการยกเลิกการสอบใน ๓ กลุ่ม สาระวิชาทางด้านกีฬา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยให้โรงเรียนไปสอบเอาเอง เพราะฉะนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงไม่คิดที่จะเอาคะแนน ไม่เอาคะแนนในของ ๓ หมวดวิชานี้มาคิด เป็นคะแนนในการสอบเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โดยเอาเปอร์เซ็นต์อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เคยมีไปใส่ให้กับ ๕ สาระวิชาที่เหลือนะครับ มันก็ยิ่งเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้เห็นว่านักเรียน คือไม่จำเป็นต้องเรียนในส่วนนี้เพราะว่าพอโรงเรียนไปสอบกันเอาเองแล้ว ทางสถาบันที่ เขาทดสอบเขาบอกว่ามันไม่มีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นเขาไม่สามารถที่จะเอาคะแนนพวกนี้ มาคิดเป็นคะแนนสอบให้ได้นะครับ มันยิ่งทำให้ความสำคัญของงานทางด้านนี้ยิ่งถอยลงไป นะครับ เพราะฉะนั้นในวิธีการปฏิรูปที่ทางคณะกรรมาธิการจะขอนำเสนอนั้น
ในเรื่องที่ ๑ เราจะขอปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน โดยปฏิรูปในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเวลาในการเรียนนะครับ โดยเราขอแบ่งเป็นระยะเวลาในการเรียนในระดับ ประถมศึกษานั้น ในระดับ ป. ๑ ถึง ป. ๓ จากเดิมเวลาเรียนมีอยู่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๔๐ ชั่วโมงต่อปี เราขอเพิ่มเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๔๐๐ ชั่วโมงต่อปี แล้วก็ ป. ๔ ถึง ป. ๖ เช่นเดียวกันครับ เดิมเขาก็เรียนอยู่แค่ ๒๔๐ ชั่วโมง หรือ ๒๔ เปอร์เซ็นต์
- ๕ ๒ /๑ เราขอเพิ่มเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้วเราพิจารณาว่าในสาระวิชาอื่น ๆ อย่างที่เรียนไปแล้วว่ามีสาระวิชาเยอะมาก อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับเด็ก เราคิดว่าควรจะต้อง ปลดออก หรือตัดออกบ้างนะครับ ยกตัวอย่างเช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเราคิดว่าอันนี้ เด็กคงยังไม่จำเป็นที่จะต้องมาเรียนรู้นะครับ แล้วทางคณะกรรมาธิการศึกษาได้ให้คำแนะนำ กับทางคณะกรรมาธิการด้านกีฬาและวัฒนธรรมว่าถ้าเราจะปรับลดแล้วมันจะมีการไป กระทบกับเวลาเรียนของช่วงชั้นวิชาอื่น ๆ หรือไม่ อันนี้เราจึงได้ทำเป็นสถิติมาให้ดูว่า ในส่วนที่เราขอปรับลดจะเห็นจากในกราฟที่ทุกท่านคงเห็นอยู่ว่าเราเปรียบเทียบเวลาเรียน ในระดับประถมศึกษาที่เราจะขอเพิ่ม เราขอเพิ่มเวลาเรียนในเรื่องของสังคม สุขศึกษา และศิลปะให้มากขึ้นนั้น ในเวลาเรียนอื่น ๆ เราจะขอปรับลดเฉพาะในส่วนของคณิตศาสตร์ ลงมาเล็กน้อยนะครับ นอกจากนั้นเราขอปรับในเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แล้วก็รายวิชาตามความพร้อมซึ่งอันนี้แล้วแต่ครูอาจารย์ที่จะสอนเอานะครับ เพราะฉะนั้น เราพยายามที่จะไม่ให้กระทบกับตารางสอนเดิมใน ๘ สาระวิชาที่เขามีอยู่นะครับ ส่วนในระดับ ประถมศึกษาชั้นปีที่ ๔ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ ก็เช่นเดียวกันนะครับ เราก็จะขอลดสัดส่วน ในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์ลงบ้าง ในขณะเดียวกันเราก็จะไปลดที่ดูแล้วมีนัยก็คงจะเป็น กิจกรรมทางด้านพัฒนาผู้เรียน ซึ่งอันนี้มันขึ้นอยู่กับครูผู้สอนว่าจะสอนเอาวิชาใดขึ้นมาใช้ ในการสอนนะครับ ในเอกสารที่แจกให้นั้นจะมีตารางสอนนะครับ ซึ่งถ้าท่านดูในตารางสอนนั้น ท่านจะเห็นว่าเราจะขอในช่วงของ ๒ ชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนในแต่ละวันที่จะเพิ่ม การเรียนทางด้านกีฬา วัฒนธรรม ศาสนา แล้วก็พลศึกษาเข้าไปในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่า ไม่น่าที่จะเป็นส่วนที่กระทบกับตารางเรียนเดิม แล้วก็น่าที่จะสอดคล้องกันกับนโยบาย ในเรื่องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพราะว่าวิชาในเรื่องเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือในเรื่อง เกี่ยวกับพลศึกษานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนอยู่ในห้อง ออกมานอกห้อง พาไปดูพิพิธภัณฑ์ พาไปดูโบราณสถาน หรือพาเข้าวัดเข้าวาต่าง ๆ เหล่านั้นก็สามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้น เราก็จึงคิดว่าเราเอามาไว้ตรง ๒ ชั่วโมงสุดท้ายของตารางเรียนนั้นไม่น่าที่จะกระทบกระเทือน กับเด็กนะครับ เพราะว่าข้อมูลอันหนึ่งที่เราได้จากทางโรงเรียนนั้นก็คือเด็กที่เรียนจบ ป. ๑ ถึง ป. ๖ บางคนเมื่อไปเรียนชั้น ม. ๑ ยังไม่สามารถอ่านออกและเขียนภาษาไทยได้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เราได้มาจากโรงเรียน ทางโรงเรียนต้องจัดชั้นพิเศษขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ที่ยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ไปรวมกันไว้ที่ห้องนั้นแล้วจัดครูเข้าไปสอนให้ เพราะฉะนั้นข้อมูลจากครูผู้สอนเขาบอกว่าเด็กในระดับประถมศึกษานั้นเอาแค่อ่านออก เขียนได้ แล้วก็คำนวณเป็นก็น่าจะพอแล้วนะครับ เพราะว่าหลังจากเขาเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา ก็เป็นหน้าที่ของครูที่มีความรู้ความสามารถในสาระวิชาเฉพาะทางจะเป็นผู้สอนเขาเอง แต่ในระดับประถมศึกษานั้นเอาแค่อ่านออกเขียนได้และคำนวณเป็นในส่วนนั้น นี่คือข้อเสนอแนะจากครูในระดับประถมศึกษานะครับ นอกจากนั้นผมมีข้อเสนอแนะ ในระดับประถมศึกษาเท่าที่เราไปพบมาว่าการผลิตและบรรจุครูระดับประถมศึกษาที่มี คุณภาพและตรงความต้องการของโรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก และเราควรจะสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ได้คนดีมีคุณภาพ มีความตั้งใจที่จะเป็นครู ให้เขารู้สึกว่า การเข้ามาเป็นครูนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่สามารถไปสอบบรรจุหรือทำวิชาชีพอื่นใดไม่ได้แล้วจึงต้อง มาเป็นครู วิชาชีพครู การสร้างคนให้เป็นคนดีของสังคมควรจะได้รับการยกย่องนะครับ ควรจะได้รับการบรรจุให้เป็นข้าราชการสอนนักเรียน โดยที่ไม่ต้องมาสอบแข่งขันกัน เพราะถ้าเรายังมองว่าวิชาชีพครูนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องมาสอบแข่งขันกันหรือการผลิตครูนั้น จะผลิตออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เพราะในปัจจุบันนี้การผลิตครูนั้นมีทั้งสายที่เรียนตรงจากคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ กับสายที่ไม่ได้เรียนในด้านนี้มาโดยตรง แต่อยากเป็นครู ก็จะใช้สิทธิในการเข้ามาฝึกสอน และไปเรียนต่อ ป.บัณฑิต อีก ๑ ปี และใช้สิทธินั้นในการไปสอบบรรจุเป็นครู ซึ่งเรามองว่า ในลักษณะอย่างนี้ ความตั้งใจที่จะมาเป็นครูสอนหนังสือนั้นมันไม่เกิดตั้งแต่เบื้องต้น มันเป็นสิ่งที่ เขามาคิดได้ทีหลัง เพราะฉะนั้นความพร้อมของการเป็นครูควรจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เขาเป็นนักศึกษา เพราะฉะนั้นการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ที่จะเข้ามานั้น ควรต้องมีการคัดเลือกและควรจะต้องบอกเขาได้เลยว่าวิชาชีพครูนั้นเป็นวิชาชีพเฉพาะ เราควรจะต้องพิจารณาให้วิชาครูเป็นวิชาชีพเฉพาะว่า ถ้าเขาจบการศึกษาครูแล้ว เขาควรจะได้รับการบรรจุให้เป็นครูสอนหนังสือได้เลย เหมือนทหาร ตำรวจ ที่พอเรียนจบ แล้วก็มีการสอบบรรจุเข้าไป ส่วนจะเข้าไปสอนที่ไหนโรงเรียนไหนนั้น ผมว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้เท่าที่ผมได้รับข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการเขาก็มีนะครับ เขาจะใช้อัตรา ของครูเกษียณประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในการที่จะผลิตครูขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องสอบแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นในแต่ละปี ผมเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการสามารถเรียนรู้แล้วก็มีข้อมูลว่า ในรอบปีจะมีครูที่เกษียณกี่คนกี่ท่าน เพราะฉะนั้นการเตรียมบุคลากรเพื่อที่จะเอาคนเข้าไป บรรจุแทนนั้น ถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่เขาเป็นนักศึกษาอยู่ เป็นนักศึกษาเราคัดอย่างดีเข้ามาเรียน เพื่อให้เขาออกไปเป็นครูและบรรจุให้เขา ผมคิดว่ามันจะเป็นแรงจูงใจให้กับคนที่จะต้องการ มาเป็นครูแย่งกันเข้ามา และเราสามารถที่จะคัดเลือกเด็กที่ตั้งใจมาเป็นครูได้จริง ๆ เพื่อจะ ออกไปแล้วก็สอนลูกหลานของเรานั้นให้เขาเป็นเด็กดีของสังคม ในลักษณะเดียวกันนะครับ สวัสดิการก็เป็นเรื่องที่สำคัญ สวัสดิการของครูเราคงไม่อยากจะให้เข้าไปปากกัดตีนถีบ ยังต้องหา ปัจจัย ๔ เพราะฉะนั้นสวัสดิการผมคิดว่าต้องพิจารณาไปควบคู่กัน เพราะในสาขาวิชาอื่น เราก็จัดสวัสดิการให้ได้ บางสาขาวิชาหิ้วกระเป๋าเข้าไปก็อยู่ได้เลย มีบ้านพักอาศัย มีเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) มีอะไรต่าง ๆ พร้อมหมด แต่ครูบางแห่งก็ไม่มีที่พักอาศัยให้ หรือมีแต่บ้านให้ ต้องไปหาเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ต้องไปหาสิ่งอำนวยความสะดวกเอาเอง เพราะฉะนั้นในเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาให้กับครูเช่นเดียวกัน นะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๓ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในการเรียนการสอน ผมขอยกตัวอย่างก็คืออย่างเรื่องหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ผมคิดว่า มันควรจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ว่าให้หน่วยงานหรือให้โรงพิมพ์ หรือให้ ครูบาอาจารย์ท่านใดไปเขียนมา ปัจจุบันจะเป็นแบบนั้นครับ อย่างวิชาประวัติศาสตร์ จะมีให้เลือก ๓ หรือ ๔ เล่มแล้วแต่ครูที่สอนว่าจะเอาเล่มไหนหยิบเล่มไหนขึ้นมาใช้เป็น เอกสารในการประกอบการเรียนการสอน มันจึงทำให้เกิดความหลากหลาย แล้วความเที่ยง หรือความนิ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้นมันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ผมคิดว่าควรจะต้องทำเป็นมาตรฐานในส่วนนั้นนะครับ
และสุดท้าย อันนี้ผมเสนอเพราะว่าเราพบว่าโรงเรียนในระดับประถมศึกษานั้น มีเป็นจำนวนมาก ๓๐,๐๐๐ โรง และส่วนใหญ่แล้วครูประจำโรงเรียนก็ยังมีไม่ครบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันควรจะมีแนวความคิดในการที่จะยุบโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ลงบ้าง คือที่ผ่านมาเรามีการควบรวม แต่ปริมาณของโรงเรียนนั้นยังอยู่เท่าเดิม ในส่วนของเรา เราคิดว่าถ้ามีการยุบลงและใช้ระบบเรียนรวม แล้วสนับสนุนเขาด้วยระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่จะทำให้นักเรียนมาโรงเรียนที่เป็นศูนย์กลางได้ ก็น่าจะเป็นการเพิ่มคุณภาพ และมาตรฐานให้กับโรงเรียนนั้น เพราะในปัจจุบันนั้นกระทรวงศึกษาธิการยังให้งบประมาณ การเรียนการสอนกับเด็กเป็นรายหัว ประถมศึกษาประมาณ ๑,๕๐๐ มัธยมศึกษาประมาณ ๑,๙๐๐ เพราะฉะนั้นถ้าดูจากปริมาณเม็ดเงิน โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน ๑๐๐ คน เขาไม่สามารถละครับที่จะไปส่งเสริมหรือพัฒนาเด็กได้ มีแต่โรงเรียนใหญ่ ๆ มีชื่อเสียง ที่สามารถเรียกร้องการสนับสนุนจากผู้ปกครองได้ ซึ่งผู้ปกครองเขาก็คงยินดีที่จะให้ ในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นมันก็เกิดความเหลื่อมล้ำกันในระดับประถมศึกษาด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ามันควรจะต้องมีแนวความคิดว่า ถ้าเราไม่สามารถทำให้เป็น มาตรฐานได้ มันควรจะต้องทำให้เป็นมาตรฐาน อะไรที่มันเป็นส่วนเกินที่จะต้องยุบเลิก ก็ต้องยุบครับ
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องการเรียนการสอนนี่นะครับ ในระดับอนุบาลยังมี การสอบแข่งขันกันเข้าอนุบาล อนุบาลนี่คืออนุบาล ๑ นะครับ มีการประกาศรับสมัคร สอบแข่งขันเด็กเข้าอนุบาล ซึ่งเด็กประมาณ ๕ ขวบ ๖ ขวบที่จะเรียนอนุบาลนั้นเขายัง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เราบอกเขาว่าต้องสอบแข่งถ้าเขาอยากจะเรียนโรงเรียนนี้ มันเป็น ที่มาของการเปิดกวดวิชาครับ ปัจจุบันนี้จะมีการกวดวิชาเข้าอนุบาลแล้วนะครับ ในเว็บไซต์ (Web site) มีการประกาศว่าเด็กอนุบาลใครอยากจะเข้าอนุบาลดัง ๆ ก็ต้องไปกวดวิชา มันจะเหมือนกับการกวดวิชาเข้าโรงเรียนในระดับประถมและมัธยม รวมทั้งมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากตกเป็นเหยื่อของโรงเรียนกวดวิชาในระดับต่าง ๆ ผมคิดว่าเราต้อง พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนของเราให้ได้มาตรฐานในส่วนนี้ ส่วนในระดับ มัธยมศึกษาที่เราจะขอปฏิรูปก็คือในเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการเรียน ในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นนั้นจากเวลาเรียนเดิม ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๘๐ ชั่วโมงต่อ ๑,๒๐๐ ชั่วโมง เราขอเพิ่มเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๐๐ ชั่วโมงต่อ ๑,๒๐๐ ชั่วโมง มัธยมศึกษาตอนปลายการเรียนน้อยลงเหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๑๖๐ ชั่วโมง เราขอเพิ่มเป็น ๓๓ ชั่วโมง หรือ ๔๐๐ ชั่วโมงเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งในกราฟที่เรานำเสนอ ให้ท่านดูนั้นเราก็ยังคงความสำคัญของวิชาหลักอื่น ๆ เอาไว้ ที่เราจะลดลงนั้นก็จะเป็น รายวิชาตามความพร้อม อันนี้คือแล้วแต่ว่าครูประจำชั้นท่านเห็นว่าจะสอนเพิ่มเติมให้แก่เด็ก อันไหนเราก็จะขอลดช่วงชั้นอันนั้นลงนะครับ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าตารางสอนหรือชั่วโมง การเรียนในสาระวิชาอื่นนั้นเขาจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนมากไป ส่วนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย คือ ม. ๔ ถึง ม. ๖ นั้นก็เช่นเดียวกันครับ เราก็ยังคงช่วงชั้นอะไร ต่าง ๆ เอาไว้นะครับ แล้วในลักษณะของการเรียนภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีนโยบายมานั้นเราก็พยายามที่จะเพิ่มเวลาเรียนให้กับเขา
และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือขอให้นำคะแนน การสอบใน ๘ กลุ่มสาระวิชา คือในปัจจุบันนี้ ๘ กลุ่มสาระวิชานั้นยกเว้นในส่วนของกลุ่ม สาระวิชาทางด้านสังคม พลศึกษา ศิลปะนะครับ ที่ให้โรงเรียนสอบเองแล้วไม่คิดคะแนน ในการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เราขอให้เอากลับมาครับ คือเอาคะแนนที่มีอยู่ ถึงแม้ว่า จะมีอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ขอให้เอากลับมา เพราะว่าจะทำให้เด็กรู้สึกว่าการเรียนการสอน ใน ๓ สาขาวิชานี้อย่างน้อยก็มีคุณค่าในการที่จะทำให้เขาสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องขอให้นำกลับมานะครับ
ส่วนข้อเสนอแนะ อันนี้ก็จะคล้าย ๆ กัน ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า นะครับ ตอนนี้ที่ประชุมของ ทปอ. ที่มีการที่จะเปลี่ยนการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เข้ามหาวิทยาลัยจากเดิมที่จะต้องเริ่มสอบกันตั้งแต่เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จะไปเป็นการสอบ หลังเดือนมีนาคมเมื่อเด็กเรียนชั้น ม. ๖ จบแล้ว แต่อันนี้จะต้องเริ่มทำในปีการศึกษา ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๐ คือปีนี้ยังเหมือนเดิม คือเดี๋ยวพอเดือนตุลาคมเด็กที่เรียนอยู่ช่วงชั้น ม. ๖ จะต้อง สอบแกต (GAT) แพต (PAT) แล้วก็โอเน็ต (O-NET) เพื่อที่จะเอาคะแนนไปสอบเข้า มหาวิทยาลัย ซึ่งอันนั้นมันเป็นความไม่ยุติธรรมและเป็นความเหลื่อมล้ำสำหรับเด็กที่ขาด ทั้งเงินทอง ผู้ปกครองไม่สามารถที่จะสนับสนุนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ได้นะครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็จะคล้ายกัน เพียงแต่ว่าอันนี้ต้องขอยืนยันนะครับว่าเด็กนั้นควรจะต้องสอบเอนทรานซ์ (Entrance) เข้าเมื่อเขาเรียนจบ ม. ๖ แล้ว แล้วจะต้องเรียน ๖ เทอมด้วยนะครับ เพราะว่า อนุกรรมาธิการของเราบอกว่าบางโรงเรียนสอนเร็วครับ ไม่ครบ ๖ เทอม สอนแค่จบ ม. ๕ นี่เด็กเรียนจบคอร์ส (Course) หมดแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้เราขอว่าจะต้องเรียนครบทั้ง ๖ เทอมในส่วนนั้นนะครับ แล้วเป็นข้อเสนอแนะจากทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ ว่าเขาขอให้มีความเท่าเทียมกันในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เพราะเขาพบว่าในส่วนของเด็กที่ จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วไม่สามารถเอนทรานซ์ (Entrance) เข้าที่ไหนได้ ให้ไปยื่น สมัครว่าต้องการเรียนเข้ามหาวิทยาลัยไหน แล้วเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่จะหาโรงเรียน ให้กับเขาในการเรียน พร้อมกับมีทุนสนับสนุนให้ด้วยนะครับ อันนี้คงต้องบอกว่าทางโรงเรียนของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาขอมาว่า ขอให้เป็น มาตรฐานเดียวกัน เพราะว่าถ้าเด็กอ่อน แล้วก็ไม่สามารถที่จะเรียนในคณะที่เขาต้องการ เรียนได้ เมื่อเรียนไปแล้วจบออกมาแล้วก็ไม่สามารถที่จะทำงานให้เป็นผลประโยชน์แก่ ประเทศชาติได้
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ประเด็นสุดท้ายก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเร่งรัดให้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. .... เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม และพัฒนากำหนดทิศทางการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาของประเทศ คือในปัจจุบันนี้ กระทรวงศึกษาธิการไม่มี พ.ร.บ. ที่จะไปควบคุมมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ถือว่าตัวเองนั้นเป็นนิติบุคคลจะกำหนดการสอบหรือการเรียนอะไรต่าง ๆ ก็ได้ตามที่ตัวเองคิด เพราะฉะนั้นการมี พ.ร.บ. นี้ผมคิดว่ามันจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้กระทรวงศึกษาธิการ ใช้เป็นเครื่องมือที่จะกำหนดนโยบายหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของนักเรียนได้
ส่วนการปฏิรูปที่ ๒ ที่ผมขอเสนอต่อที่ประชุม ก็คือการขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทางด้านกีฬา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นจริง ๆ แล้วก็จะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะจากการที่เราออกพื้นที่เราพบว่าโรงเรียน ในรอบปีเขามีงบประมาณที่จะพาเด็กออกไปทัศนศึกษานอกสถานที่ได้ประมาณครั้งหนึ่ง แล้วเขาก็บอกว่าเขาก็ต้องเลือกในสิ่งที่เด็กต้องการ อย่างที่เราไปจังหวัดเชียงใหม่ ที่อำเภอสะเมิง เขาบอกเด็กเขาเลือกที่จะไปเที่ยวทะเล ไม่เลือกที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์หรือไปดู อุทยานประวัติศาสตร์ หรือไปดูโบราณสถานแห่งอื่น ๆ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการ จึงคิดว่าการที่เราอยากจะให้เด็กเข้ามาศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ภาครัฐได้เตรียมเอาไว้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ หน่วยงานนั้นควรจะต้องสนับสนุนงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ สนับสนุนเขาไปเลยในการเข้ามาดูพิพิธภัณฑ์ ดูอุทยานแห่งชาติ การที่จะพาเด็กเข้าวัด พาเด็กไปเล่นกีฬา หรือดูกีฬาต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้องสนับสนุนงบประมาณให้กับเขาด้วย เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วเขาก็ไม่มีงบประมาณในส่วนนั้น และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ ให้กับเด็ก เราพบว่าถ้าเป็นต่างประเทศหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านประวัติศาสตร์ อย่างหอจดหมายเหตุ หรือหอสมุดแห่งชาติเขาจะเป็นคนเตรียมหลักสูตรการเรียนการสอน ด้านประวัติศาสตร์ไว้ให้ เพราะว่าหอจดหมายเหตุ หรือหอสมุดแห่งชาติจะเป็นที่เก็บเอกสาร และข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์มาในทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องรู้ว่าอะไร ควรจะต้องสอน อะไรควรที่จะต้องบอกให้กับเด็ก เพราะฉะนั้นมันควรจะต้องให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นผู้จัดเตรียมหลักสูตร เพื่อให้โรงเรียนเอาไปใช้ ในลักษณะเดียวกันทางด้าน ศาสนาก็เช่นเดียวกัน ควรจะต้องรู้ว่าจะสอนให้เด็กตั้งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรมและจริยธรรม อย่างไร ควรจะต้องมีการกำหนดและให้รายละเอียดเพื่อให้ครูบาอาจารย์ได้เอาไปใช้
และสุดท้ายของข้อเสนอแนะ คือสืบเนื่องจากตามที่ทาง คสช. ได้ใช้ มาตรา ๔๔ ยกเว้นอำนาจบางประการของการศึกษาในพื้นที่ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาโดยให้มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ก็จะมีในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านกีฬา เราก็จะมีกีฬาจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด พุทธศาสนาจังหวัด เข้าไปเป็นกรรมการศึกษาร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปทำงานกันจริง ๆ แล้ว ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้ไม่ได้มีโอกาสในการที่จะนำเสนอว่าเด็กควรจะเรียนอะไรหรือต้องเป็น อย่างไร เพราะว่าในซีกของการศึกษาก็ยังมีการแบ่งเป็นคณะทำงานจัดตารางการเรียน การสอนเสร็จเรียบร้อย แล้วก็มาเสนอในคณะกรรมการศึกษารับทราบ แล้วก็อนุมัติแผนก็ถือ เป็นอันจบ เพราะฉะนั้นที่เราทำไปแล้วมันก็สะท้อนกลับมาว่าในสิ่งที่ทำไปก็ยังมีจุดอ่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะให้เด็กของเราเติบโตไปแล้วเป็นคนดีของสังคมมีคุณภาพ ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเคยมี ผู้กล่าวไว้ว่า กฎหมายอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ การทำให้คนเป็นคนดี เพราะว่าคนถ้าเป็นคนดีแล้วเขาสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติแล้วก็ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม นั่นก็คงเป็นทั้งหมดที่ทางคณะกรรมาธิการด้านกีฬา การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรมได้ศึกษามาและนำเสนอต่อที่ประชุม สภาแห่งนี้เพื่อขอรับทราบข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปดำเนินการต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นท่านละ ๑๐ นาที ขณะนี้มีรายชื่ออยู่แล้ว ๓ ท่านนะคะ คือท่านกษิต ภิรมย์ ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ นะคะ มี ๓ ท่าน เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ผมอ่านเอกสารรายงานที่แจกแล้วก็ฟังการชี้แจงของ คณะกรรมาธิการด้วยความอึดอัดใจนิดนะครับ ทำไมถึงอึดอัดใจ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับศีลธรรม วัฒนธรรม จริยธรรม คุณธรรม ทางฝ่ายคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านกีฬาและวัฒนธรรมสามารถที่จะคิดได้ และน่าจะส่งให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษารับไปพิจารณา หรือไม่ทั้ง ๒ คณะกรรมาธิการนั่งคุยกันให้มันตกผลึกแล้วก็นำเอาเรื่องนี้กลับมาสู่ที่ประชุม สปท. จะงามสง่ากว่าครับ เพราะว่าการชี้แจงของคณะกรรมาธิการเสมือนว่าเป็นผู้ชำนาญการ ทางด้านการศึกษา ซึ่งผมคงไม่มีความสงสัยในข้อนั้น แต่ผมคิดว่าเวทีใครเวทีมัน ใครรับผิดชอบเรื่องใดคนนั้นต้องรับผิดชอบ และเมื่อเรามีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาแล้วเรื่องนี้ควรจะส่งไปหรือว่าให้มีการประชุมร่วม ผมเองก็มีประเด็น ปัญหาอยู่ในมือ ในฐานะผู้ที่รับผิดชอบเรื่องแผนแม่บทว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข ผมจะไปหา กระทรวงศึกษาธิการโดยตรงแล้วก็ไปทำกับเขาก็ได้ แต่ว่าด้วยความเคารพ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ผมจะทำอะไรเกี่ยวกับหลักสูตรว่าด้วยวิชาการเมืองหรือว่า พลเมืองศึกษา หรือวิชาว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมต้องคุย แล้วก็ประสานกับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และผมต้อง กลับมาที่คณะกรรมาธิการทางด้านกีฬาและวัฒนธรรมด้วย เพราะว่าวัฒนธรรมทางการเมือง มันมีส่วนของศีลธรรม ของศาสนาเข้ามาด้วย อันนี้ถ้าเผื่อต่างคนต่างเสนอเรื่องกันขึ้นมา ผู้ที่จะรับภาระก็คือคุณครู โรงเรียน แล้วก็โดยเฉพาะเยาวชน มันจะมีวิชาต่าง ๆ ลงมา แล้วตอนนี้เด็กก็ถูกทับถมด้วยหลายคำสั่ง เรื่องคุณธรรม เรื่องโตแล้วไม่โกง บัญญัติ ๑๒ ประการ ของท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเป็นคนดี ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ต่าง ๆ แล้วนี่ก็จะมี เรื่องของศีลธรรม วัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าไปปรับหลักสูตรของทั้งโรงเรียนเลยในทุก ๆ ระดับ แล้วผมก็จะมีวิชาการเมืองของผมเข้ามาด้วย เราต้องคิดถึงหัวอกหัวใจของเด็กเป็นสำคัญ ของคุณครูผู้บริหารโรงเรียนด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่คำสั่งมา หน่วยงานโน้นก็ส่ง ป.ป.ช. ก็สั่งไป ปปง. ก็สั่งไป ทุกคนก็รุมไปที่เด็กนักเรียนกันทั้งนั้น ผมคิดว่าอันนี้ต้องรอบคอบ สักนิดหนึ่ง แล้วก็ถอยมาสักก้าวหนึ่ง ออกมาสักนิดหนึ่งแล้วก็มาประสานงานกันภายใน สปท. เพราะว่าเรื่องศีลธรรม เรื่องค่านิยม เรื่องทัศนคติ มันเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เป็นปัญหาใหญ่หลวง ของประเทศ ถึงบอกว่าโกงหน่อยก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่นักการเมืองหรือว่า ผอ. เขต เข้ามาทำ ถนนให้ โกงไปแล้วบอกว่ายังไม่ผิดเพราะไม่มีใบเสร็จ โกงไปแล้วบอกว่าศาลยังไม่ตัดสินเลย เพราะว่าเรื่องยังไม่ถึงศาลฎีกา แล้วก็การหาเศษหาเลยมันก็ในทุกวงการของไทยนะครับ เข้าไปอยู่ในตำแหน่งไหนก็หากินกัน ทั้งนั้น เราถึงจะต้องมีศาลอะไรครับทุจริต พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง ผลประโยชน์ ทับซ้อน พ.ร.บ. ที่จะไปตามเอาทรัพย์สินที่เอาไปซ่อนไว้ในต่างประเทศ การเปิดเผยข้อมูล ข่าวสาร แล้วเราก็มีสภาพทั่ว ๆ ไปของอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม ประชานิยม มอมเมาสังคม กันทั้งนั้นนะครับ หนังสือพิมพ์หน้าแรกก็เป็นข่าวสลด วิทยุโทรทัศน์ตอนเช้าก็มีแต่เรื่อง เอนเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) แล้วก็เรื่องของการสูญเสียชีวิต เราเน่ากันทางสังคม นะครับด้วยจิตใจ แล้วก็ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เยาวชนนะครับ เสมือนว่าถ้าเผื่อเราแก้ตรง เยาวชนได้แล้ว สังคมไทยจะมีวัฒนธรรม แล้วก็ศีลธรรมอันดีงาม ผมก็ต้องขอเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปที่กรรมาธิการ แล้วอีกหลาย ๆ กลุ่มชนว่าอย่างไรในสังคมไทย ผมคิดว่า น่าจะมาเสนอเสียก่อนว่าแนวคิดหลัก ๆ หรือแผนแม่บทหลัก ๆ เกี่ยวกับการสร้างศีลธรรมใหม่ ในสังคมไทยนั้นที่จะนำเอาหลักธรรมของศาสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยกลับมาเป็น วิถีชีวิตของคนไทยนี้จะทำอย่างไร เรามีกลุ่มเยาวชนตรงนี้แล้วนะครับ ผมไม่ค่อยเถียงใน สาระเนื้อหา แต่ว่าผมมีข้อแม้ว่าต้องโยนไปให้ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาคุยกันเสียก่อน แต่คราวนี้นักเรียนตำรวจว่าอย่างไรครับ นักเรียน นายร้อย จปร. ว่าอย่างไร รด. ว่าอย่างไร ลูกเสือว่าอย่างไร พนักงาน อบจ. อบต. เทศบาล ว่าอย่างไร ข้าราชการพลเรือนทั้งหมดเลยว่าอย่างไร แล้วก็ที่เดินเข้าแถวกันไปในคุกตารางนี่ สัดส่วนที่ผ่านมาเป็นข้าราชการประจำเสียมากกว่า รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ ธนาคาร ที่เป็นของสาธารณะของประเทศ มันเน่ากันทั้งสังคมนะครับ เราจะมาหยิบทำเป็นบางเรื่อง ไม่ได้ ต้องดูในแผนรวมเสียก่อนว่าเราจะเอาธรรมะกลับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคน อย่างไร ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ เพื่อให้ได้คะแนนครับ มันจะต้องเอามาเป็นวิถีชีวิต อันนี้เป็นเรื่องที่ สำคัญ และประเด็นปัญหาผมขอย้ำมันไม่ได้อยู่ที่เยาวชน ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องทำตน ให้เป็นแบบอย่างด้วย พูดไม่จริงกับประชาชนได้ยินอยู่ทุกวัน ทุกสื่อ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญ แล้วก็ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างด้วย ไม่ว่าจะถามอะไรไปอย่างไรมันก็จะ บอกว่ามีเบี้ยบ้ายรายทางกันทั้งนั้น อยากจะเป็นนักกีฬาแห่งชาติ ขอเปอร์เซ็นต์ก่อนได้ไหม ไม่อย่างนั้นชื่อไม่อยู่ในทีม แล้วเป็นข่าวลือออกมา ต่าง ๆ เหล่านี้มันจะต้องไม่ให้เกิดขึ้นแล้ว จะต้องไม่ให้มีข่าวลือในสิ่งที่ไม่ดีงาม อันนี้เป็ นเรื่องที่สำคัญครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าขอความกรุณานะครับท่านประธานผ่านไปที่คณะกรรมาธิการ เรื่องจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม หลักศาสนา มันต้องเอามาเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งอันหนึ่งของ สปท. ที่นี่ แล้วก็มาร่วมกันคิดร่วมกันทำ เพราะว่าเราถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องขัดเกลาจิตใจของคนไทย ๖๗ ล้านคน ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นอย่างนี้นะครับ แล้วก็มุ่งไปทางด้านวัตถุก็มาก ผมก็วิพากษ์วิจารณ์มาหลายเรื่อง แต่นี่เป็นโอกาสอันดีของประเทศที่เราจะเอาความถูกต้อง กลับมาในสังคม แล้วก็อย่างน้อยจะอย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีและภรรยาชุดนี้ของเรา ไม่มีนอกมีในเป็นแบบอย่าง จะเป็นทหารหรือไม่เป็นทหารไม่สำคัญ แต่ว่าเป็นคนดี เราก็ต้องมา ช่วยกันส่งเสริมแล้วก็เชิดชูคนดีที่เราก็มีมาก แล้วก็ช่วยกันเชิญคนดีให้กล้าออกมาพูด กล้าออกมาทำ แล้วก็ทำตนเป็นแบบอย่าง อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ แล้วก็จะทำอะไร อย่าไปทำอะไรที่มันง่าย ๆ ไปเล่นกับเด็กมันอาจจะง่าย แต่ว่าเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง คนทั้ง ๖๗ ล้านคนให้อยู่ในศีลในธรรม อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็เมื่อเช้าเราก็ได้มี การวิพากษ์วิจารณ์กันอีกโดยท่านวันชัยว่าวันอังคารเราจะทำอะไร ถ้าเผื่อกรรมาธิการ แล้วก็คณะกิจการสภาไม่มีเรื่องเสนอขึ้นมา ผมเสนอเรื่องอย่างนี้สิครับเอามาคุยกัน เพราะอันนี้มันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของชาติ เราเป็นสังคมที่ไร้คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม เราไม่ได้อยู่กับศาสนา เรามีแต่พิธีกรรมทางศาสนา แต่ไม่ได้นำเอามาใช้ใน ชีวิตประจำวัน และผมคิดว่าเรา ๒๐๐ ชีวิตที่นี่มาช่วยกันทำ เราปฏิรูป เราเปลี่ยนแปลง ประเทศให้เป็นประเทศที่มีความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ ทางด้านศีลธรรมได้ ผมคิดว่าอยากจะขอเชิญชวนอย่างนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ สิ่งที่ท่านกษิตพูดก็เป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภา ที่ให้กรรมาธิการด้านกีฬาได้ไปคุยกับกรรมาธิการด้านการศึกษาก่อน เรียบร้อย แล้วถึงมาเสนอรายงาน ณ ที่นี้ เดี๋ยวกรรมาธิการคงจะชี้แจงได้นะคะ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สปท. ครับ เรียนท่านประธานไปถึงท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของผมที่เราให้ความเคารพ แล้วก็เรียนถึง ท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ เรื่องที่ท่านได้นำเสนอต่อสภานี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ ผมจะขอ ต่อยอดของท่านกษิตนิดหนึ่ง ผมคิดว่าพอคุยเรื่องนี้ผมพยายามจะจับความสำคัญของเรื่อง ซึ่งสำคัญมาก ผมจับได้ทั้งหมดว่ามันมี ๘ เรื่องอยู่ในเรื่องนี้ และในขณะเดียวกันมันอาจจะมี ซ้อนทับหรือมีช่องว่างอยู่ครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันมีเรื่องที่ ๑ คือเรื่องกีฬา ก็จะไม่ไปยุ่ง กับเรื่องวัฒนธรรมสักเท่าไร ศิลปะอีกเรื่องหนึ่งเป็น ๒ วัฒนธรรมก็แยกกัน ท่านใช้เว้นวรรค ไว้ตลอดนะครับซึ่งสำคัญ การศาสนาด้วย คุณธรรม และจริยธรรม ตรงนี้ผมจับได้ทั้งหมด ๕ เรื่องแล้ว ซึ่งท่านมารวมไว้เป็นเรื่อง ๑ เรื่อง ทั้งหมดนี้ก็บอกให้เด็กเป็นเด็กดี เรื่องที่ ๖ ที่ผมจับได้คือท่านจะทำเรื่องนี้ ปฏิรูปเรื่องนี้ท่านจะไปใส่ไว้ในเรื่องการบรรจุในหลักสูตร การเรียนการสอน อันนี้เป็นเรื่องที่ ๖ ซึ่งท่านกษิตได้กล่าวไปแล้วนะครับ เรื่องที่ ๗ ผมคิดว่า ใหญ่กว่านั้น คือเรื่องปฏิรูประบบการศึกษาของชาติ ซึ่งมีกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งดูแล ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเรื่องหลักสูตรซึ่งเป็นส่วนเดียว เรื่องที่ ๘ เราอาจจะไม่ได้พูดกันมาก แต่สำคัญมาก คือปฏิรูประบบการเรียนรู้ของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งระบบการเรียนรู้อาจจะไม่ใช่ ระบบการศึกษาของชาติ มันซ้อนทับกันครับ คราวนี้เผอิญ ๕ เรื่องที่ท่านกรรมาธิการชุดนี้ ท่านดูมันจะอยู่ในระบบการเรียนรู้มากกว่าระบบการศึกษาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม นี่มันอยู่ในวิถีสังคม เพราะฉะนั้นระบบ การเรียนรู้สังคมไทยสำคัญมาก ซึ่งท่านกษิตได้กล่าวไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราจะปฏิรูป ตรงนี้เพื่อจะไปปรับอยู่ในเรื่องของหลักสูตรมันจะเพียงพอหรือไม่ มันจะใช่จุดที่เป็นคานงัด หรือไม่นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พอพูดเรื่องนี้ทีไรมันก็จะไปมีเรื่องตลกร้ายอยู่เยอะ ในระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ของไทยนะครับ ผมจะเล่าตลกร้ายเรื่องที่ ๑ นักเรียน ก็ถามครูสอนวิชาอะไร ครูภาษาไทย แล้วทำไมครูไม่สอนภาษาอังกฤษ ทำไมครูไม่สอน คณิตศาสตร์ คุณครูก็บอกว่าสอน ๓-๔ วิชาครูจะไปสอนไหวอย่างไร ครูก็สอนวิชาเดียว เด็กก็บอกแล้วทำไมผมต้องเรียนทุกวิชา อันนี้ก็เป็นตลกร้ายที่ ๑ นะครับ ตลกร้ายที่ ๒ เมื่อกี้นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับที่ท่านพูดถึงตอนรายงานนะครับ อันนี้เรื่องจริง เด็ก ป. ๕ เรียนวิชาวาดเขียน กลับไปบ้านพ่อก็มาดู อันนี้ไม่ใช่ลูกผมนะครับ ลูกของรุ่นน้อง ได้คะแนน ๕ เต็ม ๑๐ ครับวาดเขียน พ่อก็ถามว่าครูให้วาดอะไร ครูบอกให้วาดเรื่องครอบครัว พอเอารูปมาดูก็จะเป็นคล้าย ๆ รูปคน ๒-๓ คน ดูแล้วก็น่าสงสัยว่าทำไมถึงได้ ๕ คะแนน พ่อก็ถามลูกว่าวาดรูปอะไร ลูกบอกว่าวาดรูปตัวเขาดูแลคุณย่าซึ่งไม่สบายอยู่บ้าน นอนติดเตียงมานานแล้ว เด็กก็วาดประสาเด็กนะครับ พ่อก็เลยไปคุยกับครูที่โรงเรียนครับ ถามว่าที่คุณครูให้ ๕ คะแนนเต็ม ๑๐ ให้จากอะไร คุณครูบอกว่าให้เพราะว่าเด็กวาดสัดส่วนคน ไม่ได้สัดส่วนครับ เขาก็เลยถามว่าคุณครูสอนวิชาอะไร คุณครูบอกว่าจบเอกมาทาง คณิตศาสตร์ แต่โรงเรียนไม่มีครูสอนวาดเขียนก็เลยให้มาสอนวาดเขียน ครูเขาก็จะวัดศิลปะ โดยการที่ดูสัดส่วนครับ ไม่ได้ดูศิลปะความงามที่เด็กได้ถ่ายทอดลงไปในงานของเขา อันนี้ ก็เป็นตลกร้ายซึ่งมีอยู่เสมอในระบบการศึกษานะครับ คราวนี้เราจะเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไปฝากในหลักสูตรในระบบการศึกษาใช่ทางออกหรือไม่ อันนี้ผมไม่แน่ใจ
ประเด็นที่ ๒ อยากกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อกี้มีการพูดคุยกัน ถ้าเรา ให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาจนจบมหาวิทยาลัย เรียน ๑๒ ปีต่อเนื่อง ในแต่ละปีให้เรียน ๑๐ เดือน เลยครับ เดือนหนึ่งก็คือ ๒๐ วันให้หยุดวันเสาร์ อาทิตย์นะครับ ปีหนึ่งก็ ๒๐๐ วัน ๑๒ ปี ๒,๔๐๐ วันครับ ถ้าเขาเรียนไปแล้วถึงอายุ ๓๐ ปี เรียนก่อนอายุ ๓๐ ปีพอจบไปแล้วอายุ ๓๐ ปี มีชีวิต ๓๖๕ วัน คำนวณได้เท่ากับ ๑๐,๐๐๐ กว่าวัน ถ้าอายุ ๕๐ ปีคำนวณได้เกือบ ๒๐,๐๐๐ วันครับ เพราะฉะนั้นเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ของชีวิตเท่านั้น ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องศิลปะ กีฬา วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม เป็นการเรียน นอกห้องเรียนในชีวิตมากกว่าเรียนในโรงเรียนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเรียนรู้เรื่อง ขับรถยนต์จะมีวินัย ไม่มีวินัย ซึ่งทุกวันนี้ของเราไม่ค่อยมีวินัย แล้วก็เรียนกันไปเราก็ตามกัน ไปนะครับ จะขับรถดี ขับรถไม่ดีเป็นอย่างไรก็ตามนั้น เราเรียนบนท้องถนนครับ เราไม่ได้ เรียนที่โรงเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ ๕ เรื่องที่เรากำลังจะสอนกันอยู่นอก ห้องเรียนมากกว่าในโรงเรียนครับ ดังนั้นการที่เราจะปฏิรูปเพื่อไปจัดใส่ในหลักสูตร โดยเฉพาะใน ๕ เรื่องนี้ใช่ทางออกที่สำคัญหรือไม่ ผมเองไม่ปฏิเสธครับท่านประธานว่า อาจจะต้องมีการเติมให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ในหลักสูตร แต่อย่าไปหวังว่าการเติมไปใน หลักสูตรแล้วจะได้รับความสำคัญ เราทุกคนมีครูครับ จะพบว่าเราจะเคารพครูที่เป็นคนดี แล้วเป็นแม่แบบให้กับเรา ไม่ใช่เป็นครูสอนคุณธรรม จริยธรรมหรือวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่เป็นครู ที่ท่านดีครับ เป็นครูที่เรากราบไหว้ด้วยความเคารพแล้วเราศรัทธาเป็นโรลโมเดล (Role model) เป็นแบบอย่างให้กับเราไม่ใช่จากวิชาที่เราเรียน ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือเมื่อเราคุย ๕ เรื่องนี้ การบรรจุหลักสูตรอย่างเดียวนั้นพอหรือไม่นะครับ เราควรจะเน้นนอกระบบ มากขึ้นไหมครับ คิดนอกระบบการศึกษาไปสู่ระบบการเรียนรู้ ท่านประธานครับ เมื่อเช้า สื่อมวลชนไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาสัมภาษณ์ผมเรื่องสมัชชาการศึกษา ผมก็ชื่นชมไปว่า ขณะนี้กำลังมีกระบวนการสนับสนุนสมัชชาการศึกษาในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ สิ่งที่ผม ได้ฝากกราบเรียนไปก็คือว่า สมัชชาการศึกษาต้องไม่ใช่เครื่องมือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือของระบบการศึกษา แต่จะต้องเป็นเครื่องมือให้กับคนไทยทุกภาคส่วนเป็นเจ้าของ แล้วใช้เป็นกระบวนการให้ผู้คนทุกวัยครับเหมือนที่ท่านกษิตว่า เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงวัยต้องเป็น กระบวนการมาเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติจริงในชีวิตของผู้คน มีคนดี ๆ ในชุมชน ในท้องถิ่น ในพื้นที่ก็นำมาพูดคุยเป็นครูบาอาจารย์ คนขายก๋วยเตี๋ยว เกษตรกรที่เขาเป็นคนดี ก็มาสอนหนังสือมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ผมคิดว่าถ้าเราจะปฏิรูปกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คงต้องมุ่งสู่ การปฏิรูประบบการเรียนรู้นอกระบบการศึกษาที่เด่นชัดครับ และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ให้เรื่องของการเรียนรู้เพื่อให้คนดี คนเก่ง คนมีความสุข มีสมรรถนะต่าง ๆ เป็นของทุกคน ทุกภาคส่วนในสังคม ดำเนินการโดยเขา เพื่อเขา กระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายครู ฝ่ายรัฐเป็นตัว สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เราจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ใหญ่มากในแผ่นดินครับ ไม่ใช่ไปอยู่แค่ในหลักสูตรในชั่วโมงเรียน แต่จะเกิดการเรียนรู้ทั้งแผ่นดิน เรามีเรื่องราวต่าง ๆ เป็นสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เราควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเรียนก็ต้องเรียนรู้ บนบริบทจริงของสังคมที่เปลี่ยนไป ผมอยากจะกราบเรียนประเด็นนี้ว่าถ้าเราจะปฏิรูป ๕ เรื่องนี้เพื่อมุ่งให้เด็กเป็นคนดี สังคมมีความสุขแล้วเก่งด้วย ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมพูดมา ทั้งหมดนี้เน้นย้ำว่าอยากจะเห็นการเสนอการปฏิรูปที่ระบบการเรียนรู้นอกระบบการศึกษา นอกหลักสูตรด้วยควบคู่กันไป ไม่ปฏิเสธด้านใดด้านหนึ่งครับ แต่จะต้องควบคู่แล้วเน้นตรงนั้น ให้แรงครับ
สุดท้ายผมเหลืออีกประมาณ ๑ นาทีเศษ ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องคิดแบบ บูรณาการครับ ผมมีกรณีตัวอย่าง ๒ กรณี เมื่อเช้าผมเพิ่งเช็ก (Check) ข้อมูล จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เขาเน้นรับนักเรียนจากนักเรียนที่มีคุณสมบัติดี ในจังหวัด คือเป็นเด็กที่เสียสละ มีกิจกรรมต่าง ๆ การเรียนของเขาดีในระดับหนึ่ง แล้วก็มี การตรวจสอบว่าประวัติเป็นอย่างไร ครอบครัวเป็นอย่างไร อยู่ในชุมชนอย่างไร ทำอะไรมา บ้าง แล้วเขารับเด็กพวกนี้เข้าเรียนครับ ทำมาหลายปีแล้ว ขณะนี้เด็กที่เขารับรุ่นแรกจบ ปริญญาเอกไปแล้ว เป็นวิธีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการเข้ารับการศึกษาครับ เพราะฉะนั้น ความดีความงาม คุณธรรม จริยธรรม สิ่งต่าง ๆ ในเด็กจะถูกหล่อหลอมแล้วก็ถูกวัดเขาไปสู่ การเรียนระดับสูงขึ้น เราอาจจะต้องส่งเสริมกรณีตัวอย่างแบบนี้ให้กว้างขวางครับ
สุดท้ายขออนุญาตกราบเรียนนิดหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข ผมขออนุญาต กล่าวถึงนิดหนึ่งนะครับ ในฐานะที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๔๐ ปี แล้วก็เห็นความดีความงามหลายอย่างที่ผมอยากจะกราบเรียน กระทรวงสาธารณสุขได้มี การรับลูกชาวบ้านในจังหวัดต่าง ๆ เข้าเรียนพยาบาล เรียนหมออนามัย แล้วก็ให้เขาเรียน ในวิทยาลัย ในสถานศึกษาในต่างจังหวัด แล้วก็ส่งเขากลับไปอยู่ในบ้านเขา อาจจะระดับ อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค ปรากฏว่าคนเหล่านี้ถ้าเขามาสอบแข่งขันกับเด็กใน กรุงเทพมหานครเขาสู้ไม่ได้ครับ แต่เขาแข่งขันโดยมีระบบการคัดเลือกของเขา วันนี้เรามี หลักสูตรเรื่องของแพทย์ชนบททำมา ๒๐ ปีแล้วครับ รับเขาเข้ามาเรียนแล้วก็เรียนในชนบท ในภูมิภาคแล้วกลับไปทำงานที่บ้าน เราพบว่าคนเหล่านี้เราสามารถคัดเด็กที่มีคุณธรรม จริยธรรม แล้วสามารถที่อยู่ในพื้นที่เขา บ้านเขาได้อย่างยาวนานมากกว่าครับ ลดความเหลื่อมล้ำได้ เพิ่มความเป็นธรรมได้ สร้างคุณธรรม จริยธรรมได้ ถ้าเราปฏิรูปแล้ว ปรับระบบต่าง ๆ ไปด้วยกันนะครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและมีตัวอย่างครับ วันนี้ผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุขระดับรองปลัดกระทรวงก็มาจากเป็นแพทย์ชนบทแบบนี้ก็มีครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเรามองบูรณาการแล้วก็เห็นด้วยกับท่านกษิตครับ อาจจะต้องเป็นประเด็นที่จะต้องมีการทำงานกับกรรมาธิการด้านการศึกษา แต่ที่ผมเรียน เสนอเมื่อครู่นี้ไปไกลกว่านั้นอีกคือจะต้องคิดเรื่องการปฏิรูประบบการเรียนรู้ของสังคมทั้ง สังคม ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ เป็นศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ ครับ สปท. หมายเลข ๑๙๑ ผมเองมาอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าท่าน เสนอให้ลดวิชาเศรษฐศาสตร์นะครับ ผมเองชื่นชมกับการทำเรื่องของการศึกษา เพราะผม มองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นเบ้าหลอมสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ ที่มีคุณค่า ในการทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาตินะครับ แต่ว่าเมื่อลงมาถึงประเด็น แล้วผมเองค่อนข้างเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปราย ๒ ท่านแรกนะครับ ท่านแรกท่านมอง ในเรื่องภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษา ท่านที่ ๒ นั้นท่านมองในเรื่องของการศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ แล้วก็ตามอัธยาศัยนะครับ ท่านมองถึงการบูรณาการนะครับ ผมเอง ขออนุญาตอภิปรายในรายละเอียดแล้วกันเพื่อไม่ให้ซ้อนกับท่านทั้งสองนะครับ ท่านกรรมาธิการได้ระบุปัญหาในปัจจุบันของการศึกษาหลายด้าน เช่น ปัญหาครูสอน ไม่ตรงตามวุฒิการศึกษา หรือจบมาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ปัญหาการขาดแคลนครู ปัญหาการขาดโอกาส ความไม่เสมอภาคในการศึกษานะครับ แล้วก็สถานศึกษาขนาดเล็ก ในชนบท ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ปัญหาอาชญากรรมการศึกษา เยาวชนยกพวก ตีกัน ปัญหาการมุ่งผลิตในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ท่านได้ระบุปัญหาไว้ครบถ้วนนะครับ ทั้งหมดนี้ปัญหาที่กล่าวมาผมว่าท่านก็มองในเชิงโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการ แต่ท่านไม่ได้มองในเรื่องของเนื้อหาในความเห็นของผมนะครับ ท่านชี้จุดด้อยของหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานปี ๒๕๕๑ ว่ามีเนื้อหาสาระมากเกินความจำเป็น เน้นรูปแบบวิธีการ ดำเนินงานมากกว่านำมาใช้จริง มีเคพีไอ (KPI) มากกว่า ๒,๐๐๐ เคพีไอ(KPI) ทำให้ครูมีงาน ล้นมือ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเองเห็นด้วยครับ ไม่มีข้อไหนที่ขัดข้องท่านเลยนะครับ แต่ประเด็น ที่ผมอยากจะอภิปรายนะครับ ผมอยากจะมองแบบนักเศรษฐศาสตร์มองนะครับ วันนี้เด็ก เรียนหนังสือมีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ถ้าเด็กประถมนะครับต่อปี ๑,๒๐๐ ชั่วโมงถ้าเป็น เด็กมัธยมต่อปีนะครับ การปฏิรูปที่ผ่านมาเราจะวนอยู่ตรงนี้ครับว่าเราจะเพิ่มวิชาไหน ลดวิชาไหนนะครับ วิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาในสาขาของผม วิชาคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิชา ในตอนที่ผมเรียนก่อนเรียนปริญญาเอก ก็จะวนกันอยู่อย่างนี้เพิ่มกับลดนะครับ สิ่งที่ขาด อยู่มากคือการพูดถึงเนื้อหาในแต่ละวิชา ซึ่งผมจะขอเข้าไปตรงประเด็นนั้นในทีหลังนะครับ ท่านได้เสนอการปฏิรูปโครงสร้างหลักสูตรการสอนโดยการลดวิชาหลายวิชาแล้วก็ไปเพิ่มใน สาขาทางด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ ในตรงนั้น แต่ประเด็นก็คือว่าเราไปลดในเรื่องของวิชาภาษาไทยตอนประถมต้น ลดคณิตศาสตร์ตอนประถมต้น ลดพัฒนาผู้เรียนเตรียมความพร้อมนะครับ แล้วพอประถมปลาย เราก็ลดวิชาคณิตศาสตร์อีกนะครับ วันนี้เด็กไทยเวลาไปสอบแข่งกับเขา วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์แพ้เขานะครับ ไม่อยากจะพูดแพ้ทั่วโลก แต่ในอาเซียน (ASEAN) เราแพ้แน่ ๆ เรากำลังไปลดวิชาซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วเรากำลังแพ้อยู่ในตลาดในระดับโลกมันจะทำให้ เราเก่งขึ้นมาได้หรือไม่ในการลดน้อยลงคงจะยากนะครับ ระดับมัธยมนั้นท่านเพิ่มวิชาเรียน อีก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านไปลดเตรียมความพร้อม เข้าใจว่าตรงนี้ประเด็น เรื่องเศรษฐศาสตร์ ผมเรียนอย่างนี้ว่ากรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ กรรมาธิการอื่น ๆ กำลังพูดถึง การจะสร้างเยาวชนให้ไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ไปค้าขายแข่งได้ ให้มีเรื่องของเขาเรียกอะไร นะครับ ไฟแนนเซียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ก็คืออ่านออกเขียนได้ทางด้านการเงิน ทางด้านเศรษฐกิจ แต่วันนี้เรามาลดเวลาเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์จากเด็กมัธยม อันนี้เป็นเรื่อง ที่ผมห่วง วันนี้ผมสอนหนังสือผมพบเลยว่าเด็กไทยภาษาไทยในการเขียนรายงานมีปัญหา มาก ท่านไปลดตั้งแต่ประถม อยากจะฝากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วการแก้ไข ปัญหาเรื่องวิชาทางด้านต่าง ๆ มันแก้ปัญหาได้ทั้งในระดับโครงสร้าง จำนวนชั่วโมง แล้วก็เนื้อหารายวิชา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างงานวิจัยที่สภาการศึกษาเป็นเจ้าของทุน ได้มีการชี้ให้เห็นว่าในบรรดาโจทย์คณิตศาสตร์ ๑๐๐ โจทย์นั้นนะครับ เป็นโจทย์เกี่ยวกับ การซื้อของมาบริโภคอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ อีกครึ่งหนึ่ง อีก ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นโจทย์เกี่ยวกับการผลิต เป็นโจทย์เกี่ยวกับการทำบุญทำทาน ให้กับศาสนาเพียงแค่ ๑ หรือ ๒ ข้อไม่ถึงร้อยละ ๕ อันนี้คือการปฏิรูปทางการศึกษา ซึ่งแนวทางของงานวิจัยอันนั้นก็คือว่าให้เพิ่มโจทย์คณิตศาสตร์ที่พูดถึงเรื่องการทำบุญลงไป นะครับ อันนี้คือการปฏิรูปในเรื่องของเนื้อหา งานวิจัยขององค์กรอื่นก็พูดถึงเรื่อง การสอดแทรกเนื้อหาทางด้านสุขศึกษา พลศึกษาไปในบางสาขาวิชาด้วย นี่คือการบูรณาการ ของเนื้อหาอยากจะฝากให้ท่านพิจารณานะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านได้พูดถึงคือเรื่องการสอบเข้าระดับอนุบาล ประถมศึกษา ท่านเสนอให้หลีกเลี่ยงและยกเลิก อันนี้เห็นด้วยมาก ๆ ครับ วันนี้สังคมไปถึงขนาดที่ว่า ไม่เฉพาะเด็กต้องสอบ ตอนนี้เป็นผู้ปกครองต้องไปสอบด้วย ถ้าผู้ปกครองไม่เหมาะสม ถึงแม้เด็กจะเหมาะสมก็เข้าเรียนไม่ได้ในโรงเรียนดัง ๆ แต่คำถามที่ผมตั้งคำถามคือ โรงเรียน ดัง ๆ หลายโรงเรียนเราจะไปห้ามเขาได้หรือที่จะไม่ให้เขาเปิดสอบนะครับ เพราะว่า ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ ก็อยากจะเรียนโรงเรียนดัง ๆ ที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพนะครับ หลายโรงเรียนนั้นจุดเด่นอยู่ที่โลเคชัน (Location) คือที่ตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผมทำงานอยู่เรามีงานวิจัยชี้เลยว่าประเด็นหนึ่งที่ทำให้คนอยากเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก ไม่ใช่เฉพาะชื่อเสียงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและความเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องของ ที่ตั้งที่อยู่ตรงสามย่านด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่หลายโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะมีประโยชน์ มีจุดเด่น ตรงนั้นนะครับ ปัญหาโรงเรียนเล็กนั้นท่านเสนอให้ยุบ อันนี้ผมมีความรู้นิดน้อยนะครับ อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ถ้าเป็นโรงเรียนของภาครัฐก็เห็นด้วยนะครับ เพื่อเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐนะครับ โรงเรียนเอกชนนั้นผมเองไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะว่าน่าจะให้ผู้ประกอบการเจ้าของโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่าว่าเขาจะอยู่หรือไป นะครับ การสร้างแรงจูงใจให้ครูที่มีคุณภาพนั้นเห็นด้วย แต่จะทำอย่างไร จริง ๆ แล้วในเรื่อง ที่ครูเข้าเรียนจบสาขาอื่นแล้วมาทำงานเป็นครู หรือคนจบครูแล้วทำงานสาขาอื่นนั้น มันมีงานวิจัยอยู่มากเรียกว่า มิสแมตช์ เลเบอร์ ฟอร์ซ (Mismatch Labor Force) มิสแมตช์ (Mismatch) ก็คือทำงานผิดสาขา มันมีทั้งระดับ เขาเรียกเวอร์ติคัล (Vertical) แนวตั้ง คือจบโทไปทำงานตรี เพราะว่าตำแหน่งปริญญาโทไม่มี ไปทำงานปริญญาตรีรับเงินเดือน ต่ำกว่าระดับ หรือข้ามสาขาคือจบครุศาสตร์ไปทำงานสาขาหนึ่งไปเป็นเซล (Sale) จบวิทยาศาสตร์มาเป็นครู มันมีองค์ความรู้อยู่มาก แล้วก็วิธีการแก้ไขนั้นหลัก ๆ แล้วเริ่มถึง การให้ข้อมูลให้ความรู้กับเยาวชนก่อนที่เขาสอบเอนทรานซ์ (Entrance) การใช้เงิน เป็นตัวล่อ การใช้กฎหมาย กฎเกณฑ์ ไปควบคุมนั้นทำไม่ได้ครับ อันนี้เป็นงานวิจัยที่ทำกันมา อยู่ในหลายประเทศทั่วโลกอยากให้ทางคณะกรรมาธิการมีโอกาสได้อ่านตรงนั้น เรื่องระดับ มัธยมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยนั้นที่มีปัญหาการกวดวิชา ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นต้นทุน หรือภาระผู้ปกครองและเยาวชนนั้นผมเห็นด้วยมาก ๆ ครับ ผมเองก็เป็นผู้ปกครองของลูก ๓ คน ซึ่งทั้ง ๓ คนต้องผ่านการติวมาเหมือนกันครับ แต่อยาก ให้ท่านมองความเป็นจริงครับว่าในการติวนั้นมันมี ๒ สาเหตุ สาเหตุแรกนั้นเกิดจากว่า รีไควร์เมนต์ (Requirement) จากมหาวิทยาลัยนะครับ คนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้นั้น จะต้องสอบแข่งกันและข้อสอบที่ออกมานั้นก็จะออกจากข้อสอบที่มีอยู่ในเนื้อหา ของหลักสูตร แต่บางครั้งเนื้อหาในหลักสูตรมันไม่สอดคล้องกัน ขออนุญาตยกตัวอย่าง นิดหนึ่งนะครับ เป็นข้อสอบเก่าแก่มากแล้วนะครับ ผมไม่แน่ใจผมเคยยกตัวอย่างที่นี่หรือไม่ เป็นข้อสอบที่ถามเด็กว่าทราบหรือไม่ว่าตรงหัวถนนราชดำเนินนั้นมีสถานที่สำคัญอะไรอยู่ นะครับ ก. มีสนามหลวง ข. มีลานพระรูป ค. มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ง. ไม่มีข้อไหน ถูกเลย เด็กกรุงเทพฯ ก็จะเลือกตอบ ก. ข. ค. อันใดอันหนึ่งนะครับ เด็กต่างจังหวัดหลาย จังหวัดเลือกตอบ ง. ครับ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในหลายจังหวัดนั้นมีถนนราชดำเนิน นะครับ แล้วต้นถนนราชดำเนินนั้นไม่ใช่ลานพระรูป ไม่ใช่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ใช่ สนามหลวงครับ อย่างเช่นเชียงใหม่นั้นต้นถนนราชดำเนินนั้นก็คือวัดพระสิงห์ ถ้าผมจำไม่ผิด ดังนั้นเด็กเลือกตอบ ง. ครับ เฉลยออกมาก็กลายเป็นเด็กผิดนะครับ
ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่าเนื้อหาที่จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะเรียนในสาขา วิชาเฉพาะอันนี้เป็นปัญหาสำคัญมากครับ ในบางคณะบางสาขาวิชานั้นเขาต้องการเด็กที่มี คุณสมบัติแบบที่ไม่มีสอนอยู่ในโรงเรียนนะครับ เด็กเหล่านี้ต้องมาติวในโรงเรียนติวเพื่อให้ ตัวเองสอบได้ ดังนั้นการจะไปแก้ที่โรงเรียนติวมันน่าจะยาก มันน่าจะเป็นการคุยกับทาง มหาวิทยาลัยมากกว่าว่าอยากได้แบบไหน ผมเองนอนเฝ้าลูกถึง ๔ ทุ่มเพื่อให้ลูกเรียน โรงเรียนติวโรงเรียนหนึ่งซึ่ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กโรงเรียนนี้สอบเข้าในสาขาวิชาที่ลูก อยากได้เรียน อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์สอบเข้าได้ปีหน้า ๙๐ เปอร์เซ็นต์เข้าได้ปีนี้นะครับ อย่างนี้ เราจะไปทำอย่างไรครับที่จะแก้ไข ท่านประธานครับ ผมอาจจะขอเวลาเกินสักนิดนะครับ การจะนับคะแนนวิชาสังคมศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม สุขศึกษา พลศึกษา เพิ่มเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงนะครับ คือถ้าท่านต้องการให้มีการนับคะแนนในสาขาวิชาเหล่านี้ ในการสอบเพื่อคัดเลือกคนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับการเพิ่มจำนวน ชั่วโมง น่าจะเกี่ยวกับการคุยกับมหาวิทยาลัย คนที่ดูแลเรื่องการทดสอบการศึกษาว่าจะให้ นับขึ้นมา เรามาเพิ่มชั่วโมงเรียนไม่น่าจะแก้ไขได้นะครับ
ปัญหาสิทธิพิเศษทุนการศึกษานะครับ ผมอยากให้มองอย่างนี้ครับ ท่านกำลัง มองว่าความเหลื่อมล้ำในการศึกษาเป็นต้นเหตุของปัญหานะครับแล้วเป็นภาระแก่ สถานศึกษา ผมอยากชวนท่านมองในทางกลับกันครับ ท่านคุณหมออำพล ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านเอ่ยเรื่องคล้าย ๆ กับผมนะครับ ผมคิดว่าสิทธิพิเศษหรือโควตา พิเศษนั้นมีมาให้กับเด็กซึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาสครับ ไม่ใช่เด็กที่ได้โอกาสนะครับ เด็กด้อย โอกาสนี่ผมยกตัวอย่างท่านนะครับ อย่างเช่นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของผมที่ผมทำงาน อยู่เรามีทุนให้กับเด็กชนบทนะครับ เรามีทุนให้กับเด็กที่เก่งด้านกีฬา เด็กเหล่านี้ได้โควตา พิเศษนะครับ เด็กชนบทเรารู้ว่าเขาด้อยโอกาส เด็กที่ได้โควตากีฬาเราก็รู้เขาทำงานเพื่อชาติ ดังนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรับเข้ามาเป็นโควตาพิเศษ ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ เด็ก ๓ จังหวัดทำไมให้ครับ เพราะว่าโครงการชนบทนั้นไม่คัฟเวอร์ (Cover) ๓ จังหวัด เมื่อโครงการจุฬาชนบทไม่ไปถึง ๓ จังหวัดก็ต้องมีโครงการพิเศษขึ้นมาเพื่อให้โอกาสกับเด็ก ๓ จังหวัด ดังนั้นเวลาพูดเรื่องทุนการศึกษาเราต้องมองครบ อย่าไปมองเฉพาะทุนการศึกษา นะครับ ที่ผมให้อยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์เราให้ทั้งเด็กมลายู มุสลิมและเด็กไทยพุทธ และเด็กเหล่านี้เมื่อจบออกไปแรก ๆ ก็ไม่เก่ง ผ่านไป ๔–๕ ปีตอนนี้ผมก็มีลูกศิษย์ เป็นเกียรตินิยมจากโครงการ ๓ จังหวัด เพราะว่าอะไร เพราะเราให้โอกาสเขา ผมเคยสอนให้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีซึ่งรับเด็กจากชนบทมาเรียนพยาบาลก็พบว่าเด็กเหล่านี้ พอจบไปแล้วสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติมากครับกลับบ้านเกิด อย่าไปมองว่าเขาเป็นปัญหา มองว่าเขาคือผู้ต้องการโอกาส มีเด็กจำนวนมากที่มาจากครอบครัวที่ปีนี้พี่เรียนปีหน้า น้องเรียนครับ เพราะพ่อแม่ไม่สามารถจะส่งลูก ๒ คนให้เรียนพร้อม ๆ กัน คนเหล่านี้ ต้องการความช่วยเหลือครับ เรื่องภาระแก่สถานศึกษาของเด็กเหล่านี้นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมเองดูแลทุนการศึกษาของคณะมานาน แล้วก็เรียนว่าเรา ไม่เฉพาะผม น้อง ๆ ที่ดูแล ทุนการศึกษาของคณะไม่เคยมองว่าเป็นภาระที่ต้องดูแลเด็กด้อยโอกาสเลยนะครับ เรารู้สึก ว่าเป็นความภาคภูมิใจ เป็นความยินดีที่เรามีส่วนร่วมในการดึงเด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสในการศึกษาให้เขามีโอกาส ให้เขาได้เรียนหนังสือจนจบแล้วก็มีงานทำ และเด็กเหล่านี้จำนวนมากเมื่อจบแล้วเขาจ่ายคืน ให้สังคมครับ
ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านนะครับว่า ท่านได้พูดถึงปัญหา สำคัญมาก ๆ ๒ ปัญหา แต่ท่านยังไม่ได้แตะนะครับ คือปัญหาอาชญากรรมทางการศึกษา ทุจริตวิทยานิพนธ์ ทุจริตการสอบ ปัญหายกพวกตีกัน ผมเข้าใจว่าท่านแอสซูม (Assume) ว่า ถ้าเพิ่มชั่วโมงเรียนแล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ผมเรียนอย่างนี้ครับ เพิ่มชั่วโมงเรียนก็ไม่แก้ครับ ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่หัวใจของคนนะครับ อยู่ที่โครงสร้างในโรงเรียนอาชีวศึกษาต่าง ๆ ผมขอ เสนอครั้งสุดท้ายเลยนะครับว่าอยากให้ท่านนำเรื่องนี้มามองอีกครั้งหนึ่ง แล้วมองร่วมกันให้ รอบด้าน เอาหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันมาช่วยกันมองครับ งานของท่าน จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมาก ๆ เลยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๕ ท่านนะคะ คือท่าน ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ท่านนิกร จำนง ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา นะคะ ต่อไปเชิญ ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการอุดมศึกษา อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านและท่านคณะกรรมาธิการ กระผมขอเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการศึกษา และผมก็นั่งประชุมอยู่ด้วย แต่ไม่ได้นำประเด็นนี้มาอภิปราย ณ วันนี้ สิ่งที่ผมต้องการ จะเรียนให้ที่ประชุมทราบก็คือว่าการที่คณะกรรมาธิการชุดนี้มีโจทย์ขึ้นมาว่า การพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี อันนี้เป็นชื่อที่ยาว แต่สุดท้ายคือต้องการสร้างพลเมืองไทยที่ดีนั่นเอง ผมต้องการจะเจาะไปในประเด็นเรื่องของ คุณธรรมและจริยธรรมนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่น่าจะนำเสนอในส่วนนี้ แล้วก็ส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการศาสนานั้นก็โยงกัน ปกติคนเราเวลาพูดเรามักจะพูดสองสามคำพวกนี้ ปนกันหมด คุณธรรม แปลว่าธรรมที่เป็นคุณประโยชน์กับตนเองและสังคม จริยธรรม ก็คือธรรมที่ดี อะไรที่ดีเป็นธรรมทั้งนั้น ศีลธรรม ถ้าไม่มีศีลครบ ๕ ข้อ ธรรมะ ๕ ประการก็ไม่เกิด แต่เราจะพูดว่า สีน ละ ทำ สีน ทำ นี่ปน ๆ กันไป โดยไม่แยกแยะ จนกระทั่งธรรมะ บางบทบางประการที่เราพูดกันว่าหิริโอตตัปปะ เราพูดปนกัน เมตตากรุณาก็พูดปนกัน แต่จริง ๆ คนละเรื่องครับ เมตตาก็ต้องปรารถนาให้เขาเป็นสุข กรุณาปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าการเตรียมบุคคลเพื่อให้เป็นคนดีของสังคม ตามหลัก ศาสนาใด ๆ ก็แล้วแต่นี่นะครับ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการส่งเสริมการเรียนในศาสนาไม่ค่อย ชัดเจน แล้วไม่เป็นกระแสของทั้งประเทศ จะเห็นว่าบริษัท ห้างร้านธุรกิจ ไม่ส่งเสริม ให้กุลบุตรกุลธิดาบวชเรียน ๓ เดือน เหมือนกับราชการนะครับ
แล้วอีกประเด็นถัดมาที่จะพูดครั้งหลัง ๆ ก็คือว่าเราไม่ได้ใช้หนังสือตำรา ที่เป็นประโยชน์และเป็นหนังสือที่ดีจริง ๆ ผมทราบว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้คงจะเคยเห็น หนังสือฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นตำราที่ดีที่สอนด้านจริยธรรม คุณธรรม หรือคนดีให้กับสังคม คือหนังสือธรรมนูญชีวิต ธรรมนูญชีวิตนี้เป็นหนังสือที่เรียนตามตรงว่าพิมพ์ออกมา เป็นแสนเล่มนะครับ ในขณะที่ผมเป็นคณบดีอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ๒ ครั้ง นี่นะครับ แล้วก็ไปเป็นอธิการบดีอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เราก็เคยใช้หนังสือ พวกนี้ละครับแจกทั้งอาจารย์และนักศึกษา นิสิต ทำไมหนังสือเล่มนี้ดีอย่างไร ธรรมนูญชีวิตนี้ แต่งประพันธ์ขึ้นมาโดยท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ หรือท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต หนังสือเล่มนี้ถ้าอ่านดูจะเป็นมงคลชีวิตของแต่ละคน โดยไม่ต้องบวชครับ ผมเองบวช ๒ ครั้ง ยอมรับบวช ๒ ครั้ง บวชที่วัดเบญจมบพิตรด้วย บวชที่ต่างจังหวัดด้วยนะครับ ผมบวชเรียนจริง แต่หนังสือของท่านประยุทธ์ ปยุตฺโตที่เขียน ขึ้นมา เป็นหนังสือที่เป็นรูปแบบของการสร้างคน ให้อยู่ในสังคมที่ดี สังคมประชาธิปไตย ต้องการคนแบบไหน สังคมต้องการชุมชนที่ดี ชุมชนต้องการคนที่ดี มีเขียนไว้หมดเลยครับ จะเป็นลูกที่ดี พ่อที่ดี แม่ที่ดี สามีที่ดี เขียนไว้หมดในนี้ รวมทั้งการจัดการศึกษาก็เขียนครับ ผมจึงเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ควรจะเป็นต้นแบบในการนำมาทำเป็นหนังสือประกอบการเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาโดยเฉพาะเลย คือชั้นประถมศึกษานี่ให้เด็กเล่นครับ เราพูดกันอย่างนั้น แล้วทุกคนทราบดีสมองพัฒนาช่วงนั้น สมองที่ดีที่สุดอยู่ฝั่งขวามือนี่ครับ ผมไม่ใช่แพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมเวลาท่านทูตไปต่างประเทศเข้าเฝ้ารับน้ำสังข์จะพบว่าในหลวง ทรงทัดใบไม้สีเขียวที่ขมับข้างขวา เพราะว่าตรงนี้เป็นสมองส่วนดี เป็นการเตือนว่าคุณต้องไปทำ เพื่อประเทศชาติ หนังสือเล่มนี้จึงน่าจะเป็นต้นแบบในการแปลงโฉมให้มาเป็นตัวอย่าง ในการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ผมยืนยันหนังสือเล่มนี้ดีมากครับ ควรจะแจกให้ทุกคนไปหนุนหัวก็ดี หรือแจกหรือถือไปใช้ ปฏิบัติการเป็นประชาชนที่ดี เป็นนักประชาธิปไตยที่ดี ระบบการปกครองมีรูปแบบหมด ในหนังสือเล่มนี้ ฉะนั้นผมจึงเห็นว่านี่คือต้นแบบของแม่พิมพ์ที่ดี คือตำรานะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะพูดถึงคือการสร้างแม่พิมพ์ การสร้างแม่พิมพ์ของ ความเป็นครู ครูที่จะมาสอนคุณธรรม จริยธรรม ต้องเป็นผู้ที่ซาบซึ้งลึกซึ้งในศาสนา แต่มิใช่ว่าเชิญพระนิมนต์ห่มเหลืองมา หรือมาสอนมาเทศน์ให้ฟัง เสร็จแล้วท่านก็กลับวัดไป เด็ก ๆ ไม่เคยได้สัมผัสชีวิตที่ดีของคนดีกลุ่มนี้เลย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า เมื่อท่าน บวชเป็นพระ ท่านอยู่ในวัดจะเลวจะชั่วอย่างไรเป็นเรื่องของท่าน เด็กไม่ได้สัมผัส เด็กสัมผัส คุณพ่อคุณแม่ ตกเย็นมาพ่อสั่งไปซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ เด็กก็ต้องทำตามปกติ โตขึ้นมาก็เป็น อย่างนั้น เด็กแว้นเด็กอะไรจะมีเต็มไปหมด เพราะเราปล่อยให้คนห่างเหิน
ข้อที่ ๒ ที่ผมจะพูดอย่างนี้เพราะว่า การที่เราทำให้นักศึกษา นิสิต ในมหาวิทยาลัย ชั้นมัธยมศึกษา ชั้นประถมศึกษา เป็นคนดีอย่างไร การพลศึกษานี้ สำคัญนะครับ เมื่อสักครู่ท่านผู้มีเกียรติท่านพูดว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ผมจบที่นั่น นะครับ ผมเป็นคณบดีของทั้งกำแพงแสนและของบางเขน เรานี่คัดเลือกเด็กเหล่านั้นจริง แต่เด็กกลุ่มนี้จะเห็นว่าตอนผมเรียนปริญญาตรีเขาบังคับให้ผมเรียนกีฬา ๔ ภาคด้วยกัน คือตกบ่ายทุกคนต้องลงกีฬา เล่นกีฬาเป็น ๑ ชิ้นตลอดเวลา ๒ ปีที่เรียน ในต่างประเทศ ในอเมริกาโดยเฉพาะเลย หลักสูตรที่เราใช้กันแต่เดิมเราเรียกว่าเจเนอรัลเอดูเคชัน (General Education) ถัดมายุคถัดมาเรียกว่า ลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) ลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) ที่ผู้ใหญ่พยายามผลักดันกันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ลิเบอรัล (Liberal) ไม่ได้แปลว่า อย่างที่เราแปลกันว่าศิลปะ แต่ให้แปลว่าเป็นโพรเกรสซิฟ (Progressive) มันเป็นเทคนิค การแปลตัวหนังสือนะครับ เหมือนที่เราแปลเอนจิเนียร์ (Engineer) มันไม่ใช่เอนจิเนียร์ (Engineer) แต่มันเป็นอินจิเนอร์ (Ingenieur) ของฝรั่งเศสเขานะครับ เมื่อเราทำ อย่างนี้ครูอาจารย์ที่จะมาเป็นผู้สอนในมหาวิทยาลัย ผมอยากจะเรียนว่าเขาเหล่านั้น ควรจะเป็นผู้ที่รู้สึกซาบซึ้ง หรือปฏิบัติจริยธรรมที่ดี ศีลธรรมที่ดี คุณธรรมที่ดี ในส่วนที่สังคมต้องการ แล้วออกมาสอน มาอยู่กับเรา มาคลุกคลีกับเรา ผมต้องการจะชี้ ให้เห็นประเด็นว่าความบกพร่องของประเทศไทยนอกจากจะไม่ส่งเสริมการบวช แล้วยังพูดผิดพูดถูก เช่น พูดว่าไปปฏิบัติธรรมแล้วไปนั่งหลับตาแต่ศีลที่บ้านขาดหมดทุกข้อ อย่างนี้มันเหมาะสมหรือไม่ ศีลข้อที่ ๑ คุณขาดธรรมะความเมตตาคุณไม่มี ศีลข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ผิดหมด ข้อที่ ๔ คุณไม่ซื่อสัตย์ ความสุจริตคุณก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น ข้อที่ ๕ ดื่มเหล้าดื่มสุราทุกวัน ตกเย็นคุณก็ขาดสติ อย่างนี้ครับศีลและธรรม ดังนั้นจึงอยากจะเรียนว่า หลักสูตรในการผลิตครูด้านจริยธรรม คุณธรรม ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งต้องปรับตัว ปรับตัวเพื่อเปิดโอกาสให้กับลูก หรือคนในชุมชนที่ด้อยโอกาสมาเรียนนั้นผมเห็นด้วย ไม่ขัดข้อง เพราะผมเคยไปตรวจมหาวิทยาลัยของสงฆ์หลายจุดด้วยกัน หลายแคมปัส (Campus) เราพบว่าเขาสอนหลักสูตรรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารธุรกิจ เขาสอน แบบสไตล์ (Style) ยุโรปหมด อันนั้นเป็นเวสเทิร์นเอดูเคชัน (Western Education) เป็นคริสเตียนเอดูเคชัน (Christian Education) ขออภัยที่เอ่ยนามศาสนา แต่ศาสนาพุทธ เรามีหลักธรรม หลักคิดมากมาย ในหนังสือธรรมนูญชีวิตมีหลายบทแต่เราไม่เคยประยุกต์ ท่านเหล่านั้นจะสอนอย่างฝรั่ง และบุคคลที่มาสอนก็ไม่เก่ง ดังนั้นครู อาจารย์ที่สอน บุคลากร ทางด้านจริยธรรม ด้านศาสนานี่นะครับเป็นบุคคลที่ขาดด้อยซึ่งคุณภาพ ด้อยทั้งคุณภาพของ ครู ด้อยทั้งสถานที่ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ หลายปีที่ผ่านมาผมสังเกตตลอด ๔๐ ปีที่ทำงาน ในอุดมศึกษามาผมอยากจะเรียนว่าผมจบปริญญาเอกครับ พีเอชดี (Ph.D.) มันแปลว่า เลิฟ ออฟ วิสดอม (Love of Wisdom) นะครับ การเรียนวิทยาศาสตร์คือเราต้องไปสู่ ปลายสุดโต่งของวิทยาศาสตร์ทั้งปรัชญาทุกด้านเลย คือนิว ฟรอนเทียร์ ออฟ ไซเอนซ์ แอนด์ เทคโนโลยี (New frontier of science and technology) เราไปถึงจุดนั้นครับปริญญาเอก จึงเรียกว่า พีเอชดี (Ph.D.) ไม่ใช่พีเอชดี (Ph.D.) ได้เป็น ๔-๕ ฉบับ เขียนตามชื่อ ที่แย่ที่สุด ก็คือว่าพระสงฆ์ของเราหลงทาง ผมต้องขออภัยที่พูดอย่างนี้ในที่ประชุมแห่งนี้ ที่ประชุม อันทรงเกียรตินะครับ หลงทาง และสภาแห่งนี้ก็ไม่ยกย่องพระสงฆ์เราตามสมควร ท่านทราบ ไหมว่าจบเปรียญธรรม ๙ สภาแห่งนี้เคยอนุมัติว่าให้เทียบเท่ากับปริญญาตรีเท่านั้น ทำไมครับ เปรียญธรรมกับปริญญาเป็นตัวเดียวกัน ทำไมจึงไม่เทียบชั้นเป็นช่วงชั้น ๑ ๓ ปริญญาตรี ๔ ๕ ๖ เป็นมหามาสเตอร์ (Master) ก็ให้เป็นปริญญาโท ๗ ๘ ๙ ทำวิจัยเพิ่มเติม เรียนบาลี สันสกฤต อย่างดีแล้วควรจะได้ปริญญาเอก แล้วเทียบชั้นเสียให้เป็นอนุศาสนาจารย์ที่ดี แต่เรากลับไม่เข้าใจครับ เรากลับส่งเสริมให้พระสงฆ์องค์เจ้าของเราไปเรียนอินเดีย ไปเรียนต่างประเทศ แล้วกลับมาก็มีดอกเตอร์นำหน้า ท่านทราบไหมว่าดอกเตอร์แปลว่า อะไร ดอกเตอร์นี่เป็นภาษาเก่าของทางยุโรปเขา สมัยศตวรรษที่ ๑๕ ดอกเตอร์นี่ถูกนำเข้าสู่ มหาวิทยาลัยปารีส แล้วก็ดอกเตอร์นี่มันแปลว่าโดซิเออร์ (Docere) โดซิเออร์ (Docere) แปลว่าไอทีช (I teach) ดังนั้นระดับปริญญาของเขาจึงมี ๓ ช่วงชั้น ถ้าเราไปออกซฟอร์ด ผมเคยไปเรียนที่นั่นก็พบว่าออกซฟอร์ด เด็กปริญญาตรีแขนก็ไม่มีใส่ครุยสั้น ๆ ขี่จักรยาน ปริญญาโทหน่อยก็แขนยาว อย่างนี้เป็นต้น ปริญญาเอกก็ไม่มีแถบมีขีด แต่ถ้าอเมริกัน ก็จะมีขีด ๓ ขีดที่แขน อันนี้เป็นการแบ่งช่วงชั้นการศึกษาตามเปรียญธรรมหรือปริญญา ของเรานี่แหละ แต่เราไม่เข้าใจกลับเอาดอกเตอร์ พระเทพนำชื่อราชทินนาม ที่ได้พระราชทานลงมา ดอกเตอร์พระราช ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เอาศาสนาหนึ่งมาสวมครอบ กับอีกศาสนาหนึ่ง ต้องขออภัยครับที่พูดอย่างนี้ เพราะสภาแห่งนี้ถ้าไม่พูดที่อื่นก็ไม่กล้าพูด ผมเรียนตามตรงว่าผมพูดอย่างนี้ผมต้องการจะชี้นำว่าหลักสูตรการสอนพระให้ออกมาเป็น ผู้สอนจริยธรรมที่ดีควรจะเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง แต่ถ้าท่านต้องการจะสร้าง บุคลากรที่จะเป็นรัฐศาสตร์ เป็นนักบริหารธุรกิจ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พระต้องการจะเสริม โอกาสให้กับลูกชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่มาบวชนี่นะครับ เห็นด้วยครับควรทำ แต่คนที่ดีคนเก่ง รู้ศาสนาดีอยู่ในวัดได้เปรียญธรรมถึง ๗ ๘ ๙ มีคุณวุฒิพร้อมมูล คนกลุ่มนี้ไม่ควรจะอยู่ในวัด อย่างเดียว แต่ควรจะสึกออกมาอยู่กับผม อยู่กับชุมชนผม ทำตัวอย่างที่ดีให้เห็นในชุมชนผมว่า ซื่อสัตย์นะ เป็นอย่างนี้นะ เป็นข้อ ๓ ดีอย่างนี้นะ ข้อที่ ๔ เป็นอย่างนี้นะ ดีหมดเลย ตัวอย่างดี ๆ ไม่อยู่กับเรา ตัวอย่างดี ๆ กลับอยู่แต่ในวัด ซึ่งเด็กไม่ได้สัมผัสเข้าไปต้องกราบ ๓ ครั้ง ไม่กราบ ๓ ครั้งท่านก็โกรธ อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าปรับ ๒ เรื่องนี้ที่ผมอยากเสนอนะครับ เพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรม ที่ดีคือ ๑. ตำราที่ดี ธรรมนูญชีวิตต้องนำมาปรับเขียนเป็น การ์ตูนประกอบทุกช่วงชั้นนะครับ แล้วก็บุคลากรครูที่เป็นแม่พิมพ์ที่เป็นไอดอล (Idol) ทางด้านดี ๆ ทั้งหลายต้องมาอยู่กับเรานะครับ โดยถ้าเป็นไปได้ผมเคยเสนอท่านอธิบดี ขอโทษนะครับ สำนักพุทธศาสนาไปแล้วว่าการส่งเสริมให้พระได้เปรียญธรรมขั้นสูงระดับ ๙ มันควรแบ่งช่วงชั้น และควรจะเปิดโอกาสให้ท่านเทียบชั้นเท่ากับปริญญาเอก เปรียญธรรม ๗ ๘ ๙ พร้อมกับทำวิจัยเชิงลึกเป็นแบบพีเอชดี (Ph.D.) เลิฟ ออฟ วิสดอม (Love of Wisdom) ทางด้านบาลี ทางด้านอภิธรรมอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นขั้นสูงของการศาสนา ควรจะ ให้คนกลุ่มนี้ละครับสึกออกมาอยู่กับเราแล้วมาอยู่กับสังคมเรา หรือว่าทุกคนพัฒนาตนเองเข้าไปแล้วไปอยู่ในวัด ผมเรียนทุกท่านนะครับว่าบวช ๑ พรรษา เราสามารถสอบนักธรรมตรีได้ ส่วนการที่จะเรียนเปรียญธรรมนั้นใช้เวลาครับ แต่เปรียญธรรม แบ่งช่วงชั้นแล้วนี่แล้วปรับให้เขามีงานวิจัยให้เทียบได้กับยุคสมัย ผมก็คิดว่า เป็นการส่งเสริมคนดีมาเป็นครูบาอาจารย์ บรรจุเป็นครูครับ ไม่ใช่บรรจุแค่อนุศาสนาจารย์ อนุศาสนาจารย์นะครับ ส่วนผมนี่เรียกศาสตราจารย์ คนละเรื่องกันนะครับ อย่าเรียก ผิดนะครับ ผมไม่ได้เป็นศาสดาจารย์ แต่ผมเป็นแต่ศาสตรา ดังนั้นในกรณีอย่างนี้ทำความ เข้าใจให้ลึกซึ้งเกี่ยวกับเหตุผลของภาษา เหตุผลของการพัฒนาสังคมที่ดี ต้องเรียน ตรงนี้นะครับว่าผมก็ไม่ใช่คนดีอะไร เป็นอาจารย์ที่ทำหน้าที่ตามปกติแล้วก็อยู่มาตั้ง ๔-๕ มหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง แต่การสัมผัสหลายแห่งอย่างนี้ทำให้ผมเห็นว่า เด็กเขาต้องการไอดอล (Idol) ไอดอล (Idol) ที่ดีก็คือคนดี คนดีอยู่ในศาสนา คนดีในศาสนา ถ้าห่มเหลืองอยู่ในวัดอย่างเดียวไม่มาสัมผัสแตะต้องไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ มันก็เป็นตัวอย่างที่ ไม่ดีครับ ดังนั้นตัวอย่างเลว ๆ จึงพูดย้ำซ้ำเติมให้กับเยาวชน ได้รับ ได้ฟัง ได้เห็น ทุกวัน แล้วก็ผิดเพี้ยนมาตลอดครับ ขอบพระคุณครับ ท่านครับ ผมเสนอ ๒ ข้อเท่านั้นเอง ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ มีผู้ขออภิปรายเพิ่มอีก ๔ ท่านนะคะ รวมทั้งหมดก็เป็น ๑๒ ท่าน ขณะนี้เราเหลืออีก ๘ ท่าน เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาท่านสมาชิกท่านต่อไป ทุกท่านกรุณารักษาเวลา ๑๐ นาทีด้วยนะคะ ต่อไปกราบเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกหมายเลข ๗๙ ที่จริงแล้วเรื่องนี้ผมดูเดิมเป็นเรื่องเกี่ยวกับกีฬา ก็ตั้งใจว่าวันนี้พักนี้ จะพยายามอภิปรายให้น้อยนะครับ ไม่ได้เตรียมการอะไร แต่พอมาฟังมาดูมาอ่านแล้ว มีความกังวลมาก ก็คืออภิปรายด้วยความกังวล ผมเคยไปทำงานอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ประมาณสัก ๔ ปี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชุดท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ท่านอาจารย์ชุมพล ช่วงนั้นนะครับ ก็ได้ศึกษางานทางด้านการศึกษาอยู่บ้างนะครับ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือว่าผมจะเป็นคนที่สนใจเรื่องปรัชญาอะไรต่าง ๆ นี่มาก สนใจเรื่องเหล่านี้ มากทีเดียว จะอยู่ในเส้นทางตรงนี้ชอบคิดชอบอะไรไปอยู่เรื่อย ๆ ผมมาดูเรื่องนี้แล้วผมก็เป็น กังวลมากว่าเรากำลังจะทำอะไรนะครับ ต้องขออนุญาตท่านกรรมาธิการว่าจะขออภิปราย โดยไม่ได้เตรียมการ แต่ว่าด้วยความกังวลจริง ๆ ผลที่จะได้ตรงนี้ก็คือว่าเรากำลังจะให้ นักเรียนระดับประถมศึกษา ผมไปที่ปลายทางเลยนะครับ ได้เรียนรู้ในห้องเรียนและ นอกห้องเรียนอย่างมีความสุข นักเรียนได้รับการปลูกฝังเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความภาคภูมิใจในประเทศชาติ นักเรียนเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังในการพัฒนาบ้านเมือง เป็นนามธรรม ผลลัพธ์เป็น นามธรรม จะเรียกว่าเป็นเอาต์คัม (Outcome) ก็ไม่ได้ คือเรากำลังจะมีนโยบายทำให้ คนเป็นคนดี ประเด็นที่ผมอยากจะทวนเรื่องนี้ก็คือว่า เรื่องนี้จริง ๆ มันคงเป็นความผิดพลาด เมื่อกี้ท่านวิทยาบอกว่าไม่ใช่เป็นความผิดพลาด ผมก็บอกเป็นความผิดพลาดในการเขียน ข้อบังคับ ตอนที่เราเขียนข้อบังคับเราล้อไปตามรัฐธรรมนูญมี ๑๐ ด้านนะครับ แล้วตอนนั้นก็ มีท่านสมาชิกให้ความเห็นว่าอยากจะตั้งกรรมาธิการกีฬาเพราะมีการทำต่อเนื่องมา แต่สุดท้ายมันไม่มีที่ลง พอไม่มีที่ลงก็เลยไปอยู่ในหัวข้อ เพราะเรากำหนดว่ากรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ตอนที่เราเขียนข้อบังคับ ผมย้อนไปถึงต้นทางเลยนะครับ ให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ ตามนโยบายรัฐบาลก็คือมี ๑๐ ข้อ แล้วก็ด้านอื่น ๆ ก็เติมว่ามีด้านอื่น ๆ อยู่ด้วย ที่สามารถจะทำได้ ตอนนั้นคุยกัน ล็อบบี (Lobby) กันตามสมควรทีเดียวในที่ประชุมผมเป็น กรรมาธิการอยู่ด้วย แล้วก็มีความเห็น ๒ อย่างว่าพอเราคุยกันระหว่างนั้น ถ้าท่านประธาน จำได้เราจะมีการทำเวิร์กชอป (Workshop) กัน ตอนทำเวิร์กชอป (Workshop) ข้อสรุปก็คือ เรื่องคอร์รัปชันเป็นอันดับหนึ่ง เราก็เลยตกลงกันว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะเดียว ตามข้อบังคับคือคอร์รัปชัน เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและจาก เวิร์กชอป (Workshop) และตรงนั้นก็คุยกัน แล้วก็เอาความเห็นของ สปช. ที่ว่าเราต้องทำตาม สปช. มีหลายเรื่องมาก รวมกันมาเป็นกรรมาธิการชุดนี้ เรากังวลใจ ผมนี่กังวลใจตั้งแต่ต้น เพราะว่าเรื่องบางเรื่อง ในกรรมาธิการชุดนี้เป็นเรื่องที่เคล้ากันไม่ได้ ไม่สามารถจะเอามาบดและหลอมเป็น อันเดียวได้เลย มันต่างกรรมต่างวาระ และถ้าเราสังเกตว่า ผมไม่ได้ไปก้าวก่ายในเรื่องงาน ของท่านกรรมาธิการ แต่ว่าเราจะเน้นไปเรื่องกีฬาเป็นหลัก ประเด็นขณะนี้เรากำลังมาวาง หลักการเรื่องหลักสูตรในกระทรวงศึกษาธิการ คำถามก็คือว่าได้คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ หรือยัง ไม่ใช่คุยกับกรรมาธิการการศึกษานะครับ เพราะว่าผมเองอยากจะเรียนว่าตอนที่เราทำ ท่านประธานคงจำได้ว่าตอนที่เราทำเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนหน้านี้ ทำไมต้องทำเอ็มโอยู (MOU) เพราะว่าเราเสนอเข้าไปโดยให้ท่านสมาชิกท่านกอบกุลไปคุย แล้วก็หลักสูตรมีอยู่แล้วเรื่องสวีโรด (SweRoad) ทำไว้เดิม ก็เรื่องโรดเซฟตี (Road safety) สำหรับเด็กตั้งแต่ประถมมีอยู่ครบหมด เอาไปเสนอไม่ทันเพราะว่าการตัดสินใจเรื่องหลักสูตร ไปแล้ว เราไม่มีทางเลือกทางอื่นก็เลยต้องไปหาท่านรัฐมนตรีแล้วก็คุยกันทำเอ็มโอยู (MOU) เพื่อจะได้เซ็น เพื่อจะได้ผูกว่าให้ทำกันต่อไปเพราะว่ามันเลยไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักสูตร ของเด็กเป็นเรื่องที่ซีเรียส (Serious) มาก เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเหลือเกิน คือถ้าเราทำกัน เรื่องความไม่ปลอดภัยที่เราคุยกันเมื่อเช้า ให้ไฟไหม้ ให้มีแผ่นดินถล่มเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เรา เราสู้กันไปได้ แต่การที่ไปเขียนอะไรเพื่อมีผลกับเด็กอันตรายมาก และละเอียดอ่อนมาก เกินกว่าที่จะให้ผ่านเลยไปได้ เราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดผลอะไร ผมเรียนก็ได้ว่าจริง ๆ แล้วที่ผม บอกว่ามันเคล้ากันไม่ได้ เหมือนกีฬากับศิลปะ เหมือนกระทรวงที่เราตั้งเหมือนกันนะครับ กีฬาจะเป็นหยาง มันเป็นเรื่องความแข็งแกร่ง เป็นเรื่องอะไร ศิลปะผมเอาแค่กีฬากับศิลปะ กับหยิน คนละอย่างเลย ท่านสังเกตว่าผมนี่ผมเล่นดนตรี ผมไม่เล่นกีฬา คนที่เล่นกีฬา จะไม่ค่อยเล่นดนตรี คนที่เล่นดนตรีก็จะไม่ค่อยเล่นกีฬา อาจจะเป็นเขานอนดึกอะไร ก็แล้วแต่ แต่มันเป็นลักษณะของหยินกับหยาง ความต่างกันของบุคคล เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางที่จะสามารถทำให้คนที่เล่นดนตรีมีความสามารถทางด้านศิลปะไปทำเรื่องกีฬา ได้ดีเลย ทำไม่ได้เพราะมันเป็นสมองคนละปีก เป็นลักษณะคนละอย่างกัน แต่นี่เรากำลังมา ทำหลักสูตรวางรวมลงไปเป็นเมลติงพอต (Melting Pot) เราจะมาหลอมลงในหม้อเดียวกัน ไม่ได้ นี่เฉพาะเรื่องกีฬากับศิลปะที่เป็นของที่ต่างกันคนละอย่างกันเลย ต้องแยกกันดูนะครับ คนอีกแบบหนึ่งกับอีกแบบหนึ่งจะต่างกันมากนะครับ แต่พอเราลึกเข้าไปอีกเรื่องคุณธรรม นี่เมื่อกี้ยังเป็นเรื่องที่อยู่ภายนอกที่เข้ามาตัวมนุษย์ได้ เรียนรู้ได้ เรียนรู้ว่าควรจะออกแบบ วิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นอย่างนี้ ศิลปะต้องเขียนอย่างนี้ ต้องลายเส้นอย่างนี้ ฟอร์ม (Form) อย่างนี้ สเปซ (Space) อย่างนี้ สีเป็นอย่างนี้ พอมาถึงคุณธรรมเรากำลังก้าวเหนือขึ้นไปอีก ชั้นหนึ่งมันเป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม มันเป็นเรื่องที่มนุษย์เรียนรู้ ด้วยตนเอง มันเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องการศึกษามันก็ไปสู่ระดับของต้นร่างของ การศึกษาคือเอดูโค (Educo) มาจากภาษาละตินที่บอกว่า เป็นการเรียนรู้จากภายใน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรียนรู้ด้วยตนเองไม่สามารถจะสอนได้ ไม่สามารถจะชี้นำได้เลย มันเป็นเรื่องของหลายอย่าง พ่อแม่บ้าง สังคมที่กล่อมเกลาเขา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ตัวหิ้ว ตัวที่ประคองไว้คือศาสนา ของท่านมีศาสนาเข้ามาอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ ยิ่งละเอียดเข้าไปใหญ่ ศาสนาผมอยากจะเรียนว่าเป็นตัวส่งเสริมทำให้เกิดคุณธรรมและ จริยธรรม นี่เรากำลังลึกเข้าไปสู่ชั้นที่เหนือขึ้นไปอีกแล้ว เหนือกว่ากีฬา กีฬาคือเป็นเรื่องที่ผม ไม่ได้บอกว่าหยาบ แต่เป็นเรื่องที่ศิลปะก็เป็นเรื่องที่ละเอียดขึ้นมาอีก คุณธรรม จริยธรรม ละเอียด ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นเรื่องศาสนา ศาสนาท่านประธานครับ ผมเองทำเรื่องศาสนา ผมอยู่ที่ภาคใต้ ผมอยากจะเรียนว่ามันมีรายละเอียดบางอย่างที่ครูไม่อาจจะสอนเขาได้ ผมเองเหมือนจะเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่าเคยเข้าไปหาพระพุทธทาส พาลูกเล็ก ๆ คนโตที่ยัง เด็กมากไปที่ไชยาแล้วก็ไปกราบท่าน ท่านก็กำลังเลี้ยงไก่อยู่ ข้างหลังท่านก็มีต้นมะพร้าว นาฬิเกร์ที่หมายถึงอยู่ในวัฏสงสาร ทุกอย่างเป็นปริศนาธรรมหมด ผมก็ไปกราบท่าน แล้วเรียนท่านว่า ท่านครับ สังคมปัจจุบันซับซ้อนมาก ผมจะสอนลูกผมให้เป็นพุทธที่ดีได้ อย่างไร ท่านก็หันมายิ้มแล้วก็บอกว่า แล้วพ่อมันรู้หรือยังว่าเป็นพุทธที่ดีอย่างไร นี่คือพุทธ ซับซ้อนมาก คือมันเป็นเรื่องคำพูดของท่านเป็นปริศนาธรรมให้พ่อ ซึ่งเป็นผมรู้ว่าวิธีที่จะสอน ลูกให้เป็นพุทธที่ดีได้ คือตัวเองต้องเรียนรู้ความเป็นพุทธที่ดีก่อนถึงจะสอนได้ เรากำลังจะมา สอนเด็กให้เป็นพุทธที่ดีได้อย่างไร
อีกประเด็นหนึ่ง ศาสนาอิสลาม ผมเองตั้งแต่เป็น ส.ส. มา ผมไม่เคยเป็น กรรมาธิการศาสนาอิสลามเลย หมายถึงไม่ว่าจะทำอะไร ผมคิดว่าผมรู้ไม่จริง ผมไม่กล้า แล้วก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง มีอยู่คราวหนึ่งขออนุญาตท่านประธานเรื่องเวลานิดเดียวนะครับ มีการคุยกันว่าจะมีการบังคับให้เรียนเป็นหลักสูตร หมายความว่า เรียนเป็นภาคบังคับ ก็มีความ แย้งในศาสนาอิสลามขึ้นมา ส.ส. ที่เป็นอิสลามว่าเราบังคับเป็นปี ผมก็จะให้ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ตอนนั้นผมไม่ได้เป็น ส.ส. ท่านสมศักดิ์เป็น ส.ส. จะไปอภิปรายเรื่องนี้ บอกว่าอย่างในอิสลาม ถ้าหากว่าผู้หญิงมีประจำเดือน เด็กมีประจำเดือนก็สามารถจะมี สามีได้ ก็ไม่ต้องเรียนแล้ว ผมยังคุยกับท่านสมศักดิ์ว่าไปพูดอย่างนี้เลยว่า ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติจะเป็นคนบอก ไม่ใช่ว่าเราไปออกกฎหมายบังคับว่าให้เขาเรียนเมื่อไร ไม่เรียน เมื่อไร ไปบังคับแบบนี้มันผิดหลักศาสนาเขา ส.ส. กูเฮง ยาวอหะซัน ซึ่งนั่งข้าง ๆ มาบอกว่า ท่านครับ ท่านจะพูดแบบนั้นไม่ได้ครับ แย้งผม ผมถามว่า ทำไมกูเฮง ก็เราคิดว่าเราใจกว้าง มากแล้วขึ้นอยู่กับธรรมชาติ อดีต ส.ส. กูเฮงบอกว่า ในอิสลามไม่มีธรรมชาติครับ ท่านประธานลองนึกดูว่ามันละเอียดซับซ้อนขนาดไหน ไม่มีธรรมชาติ หมายความว่า พระเจ้า เป็นคนบอก เป็นคนให้ ไม่มีธรรมชาติ เราเข้าใจว่าธรรมชาตินี่ลึกแล้ว เราเก่งแล้ว ดีแล้ว เรื่องเหล่านี้ละเอียดมากเหลือเกิน เกินกว่าที่เราจะไปวางกรอบ แล้วก็สุดท้าย ถ้าเราไปเป็น หลักสูตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือที่ไหน สมมุติเรามีการเรียนการสอนศาสนา เราจะไปสอนศาสนาพุทธกับอิสลามกันอย่างไรที่จะไม่ให้มีปัญหา
ในอดีตมามีการเอาพระพุทธรูปเข้าโรงเรียนมาระยะหนึ่ง แก้กันเป็นสิบปี กว่าจะแก้ตก ท่านประธานก็ทราบดีว่าปัญหาตรงนี้มันมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่ ละเอียดจริง ๆ ผมก็เลยอยากจะเรียนว่าทั้งหมดเรามีกีฬา ศิลปะ คุณธรรม จริยธรรม ศาสนา เรามีอยู่ครบแล้ว เรามีวัฒนธรรม วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะสอนได้ มันเป็นเรื่องที่ออกมาเอง เป็นเอาต์พุต (Output) จากบุคคล จากผู้คนในสังคม เราจะไปสอนอย่างไร เรื่องวัฒนธรรม มันเป็นสิ่งที่ออกมาเองจากสิ่งที่เขาเป็นคนดีเขาเป็นคนไทย สิ่งเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอฝากตรงนี้ว่าเรื่องนี้ท่านอย่าเดินหน้าไปเลย ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้มากพอที่จะเรียน และผมจะหาความรู้มาจะเขียนเป็นเปลาะ ๆ จะอภิปรายเป็นเปลาะ ๆ แต่ผมกังวลมากว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำ เรากำลังจะทำกับเด็ก ๆ และถ้ามันเกิดผิดพลาด เราไปเคล้าแบบนี้ คือให้เขาทานยาแบบวิตามินรวมยังไม่ได้ มันอันตรายกับเขาแล้วถ้าเราไปคุยกันแล้วมันจะ ผ่านกันไปอย่างไร ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร เรากำลังจะมากำหนดว่าให้เรียน มากขึ้น แล้วก็เพิ่มอย่างโน้นอย่างนี้มันหยาบเกินไปสำหรับเรื่องที่ละเอียดแบบนี้ มันเป็นเรื่อง ที่ให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองต่าง ๆ ก็กราบเรียนไว้ว่า จริง ๆ แล้วผมไม่เคยขอด้วยความเกรงใจว่า เอาเรื่องที่เข้ามาไปทำอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ผมจะขอ เพราะผมเห็นว่ามันซีเรียส (Serious) เกินไปที่จะให้ผ่านออกไปได้ เราไม่รู้เลยว่าการที่ว่าเราทำเรื่องนี้ขึ้นมาให้ครบตามชื่อ คณะกรรมาธิการ เอามาเคล้ารวมกันท่านแยกเป็นส่วน ๆ ดีกว่า กีฬาก็กีฬาไป เรื่องอื่นก็เรื่องอื่นไป ศาสนาก็ให้วัดกับมัสยิดเขาว่าไป ให้โบสถ์ว่าไป เราอย่ามาทำอยู่ในนี้เลยมันสุ่มเสี่ยงเกินไปที่ จะทำให้เด็ก ๆ ของเราต้องมีปัญหาโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็นำเรียนเป็นข้อคิดเห็นด้วยความจริงใจ จริง ๆ และด้วยความเกรงใจด้วยครับ กราบเรียนด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับ การปรับปรุงการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่คณะกรรมาธิการได้ เสนอในประเด็นที่ได้มีผู้อภิปรายมา ๕ ท่านแล้วนะครับ ก็ให้ข้อสังเกตในเรื่องต่าง ๆ ที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ในส่วนผมเองก็อยากจะมองในมุมหนึ่งที่ได้ยินได้รับทราบมา
ประเด็นแรกก่อนคือกรรมาธิการได้ศึกษาสภาพการเรียนการสอนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งปัญหาที่สำคัญก็คือปัญหา เรื่องของการที่จะเตรียมตัวเพื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไป ซึ่งส่วนหนึ่งของนักเรียน ก็จะไปตรงนั้น อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะไม่ได้ไป เพราะฉะนั้นการจะไปเรียนระดับอุดมศึกษาหรือ ระดับมหาวิทยาลัยนั้นก็ต้องมีการเตรียมตัว กรรมาธิการก็ไปค้นพบว่าต้องมีการไปติวไปเรียน กวดวิชา บางคนไม่มีเงินมีทองหรือมีความเสียเปรียบได้เปรียบ การสอบก็สอบกันหลายเดือน ทำให้ขาดความสนใจในการเรียน ซ้ำร้ายระยะหลังนี้ก็ยกเว้นใน ๓ สาระวิชาที่เกี่ยวข้อง ที่เรากำลังพูดถึงนี่ ไม่ต้องอยู่ในข้อสอบกลาง เนื่องจากว่าไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จึงเป็นประเด็นที่เป็นสภาพปัจจุบันที่กรรมาธิการได้ศึกษามา แล้วจึงมีข้อเสนอว่า ควรจะเพิ่มเวลาเรียนในวิชาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา และกีฬา ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะสร้าง เด็กให้เป็นเด็กดี ให้เป็นคนดี ซึ่งแน่นอนครับสิ่งเหล่านี้มันสร้างให้คนเป็นคนดีแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ศาสนาหรือกีฬา ซึ่งท่านประธานท่านเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาของประเทศหมายเลข ๑ อยู่แล้ว ที่ผมจะเรียนคือว่าเมื่อ ๒ วันนี้ก็มีข่าว ออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นข่าวที่ผมคิดว่ามีผลต่อข้อเสนอนี้เป็นอย่างยิ่ง คือการประชุมของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับผู้บริหารระดับสูงอีก ๕-๖ หน่วยงาน แล้วมติของที่ประชุมคือว่าจะยกเลิกแอดมิสชัน (Admission) กลาง ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นไป ไม่ใช่แค่เรื่องการสอบพวกแกต (GAT) กับแพต (PAT) ออกไปนะครับ ให้เป็นหลังการจบการเรียนภาคสุดท้ายของ ม. ๖ แล้ว ยังให้ยกเลิกแอดมิสชัน (Admission) กลางด้วย การสอบแอดมิสชัน (Admission) กลางด้วย โดยจะตั้งเป็นคณะกรรมการ ประสานงานระหว่างสถาบันอุดมศึกษาขึ้นมา ให้เด็กที่จะเข้าเรียนสมัครตรงเลือก ๒ แห่ง จากนั้นแต่ละแห่งก็ไปพิจารณาถึงคุณสมบัติของเด็ก ถ้ารับก็มาประชุมประสานงานกันว่ารับ แล้วตรงนี้อีกอันหนึ่งไม่ต้องรับ หรืออันหนึ่งไม่รับ อันสองรับหรือเปล่า ถ้ายังไม่รับก็ให้ยื่น สมัครใหม่เพิ่มเติม เป็นลักษณะของการสมัครตรงต่อมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีการประสานงาน ระหว่างมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะให้แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับเด็กจนครบถ้วน เพราะฉะนั้น เด็กอาจจะสมัครเป็นครั้งที่ ๒ ถ้าครั้งที่ ๑ สมัครไปแล้วไม่ได้ การสมัครเรียนแบบนี้จะตัด ข้อสอบแอดมิสชัน (Admission) กลางออก โดยพิจารณาการสอบ อาจจะยังมีการสอบ ในเรื่องของวิชาบางวิชา เช่น จีเอที (GAT) หรือพีเอที (PAT) อยู่ แล้วก็พิจารณาผลการศึกษา ของเด็กคือจีพีอาร์ (GPR) หรือจีพีเอ (GPA) ที่เรียนมาในระดับมัธยมศึกษา พิจารณาถึง คุณสมบัติอื่น ๆ เพื่อที่จะให้ทางมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้นตัดสินใจว่าจะรับเด็กคนใดหรือไม่ วิธีการรับนักศึกษาแบบนี้มันจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้พูดถึง ที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง แล้วก็สอดคล้องกับที่ท่านคุณหมออำพลนะครับ ผมขอเอ่ยนาม ได้พูดถึงการรับนักเรียน ในบางแห่งนั้น ผมเองเป็นนักเรียนอเมริกา เรียนที่นั่น ๘ ปี การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสหรัฐอเมริกาทั้งระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก เขามีข้อสอบกลางจริง ถ้าสอบเข้าปริญญาโทก็สอบจีอาร์อี (GRE) หรือสอบจีแมตช์ (G-match) มีโทเฟล (TOEFL) ระดับปริญญาตรี แล้วก็มีวิชาคล้าย ๆ กับโอเน็ต (O-NET) ของเรา แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นเพียงแค่ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับสมัครของ มหาวิทยาลัย เขาพิจารณาประเด็นอื่น ๆ เขาพิจารณาผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย ของระดับ ถ้าจะเรียนโทเขาก็ดูระดับปริญญาตรีว่าเราเรียนมาเป็นอย่างไร การพิจารณา เขาพิจารณาเปรียบเทียบเป็นรีเลทิฟ (Relative) คือว่านักเรียน ๑๐๐ คน เราเรียน เป็นที่เท่าไร เขาบอกว่าถ้าเผื่อไม่ถึงทอปไฟว์ (Top Five) ไม่ต้องมาสมัครมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นี่เป็น ตัวอย่างนะครับ เขาไม่ได้มองว่ามหาวิทยาลัยแห่งไหนดีกว่าใคร เขามองว่าเรานี่เป็นคน อย่างไรในชั้นเรียนในโรงเรียนที่เราเรียน แล้วเขาก็ไปดูจดหมายเรกคอมเมนเดชัน (Recommendation) ที่เราได้มาจากครูอาจารย์ จากผู้ที่เกี่ยวข้อง อันนั้นมันก็จะบ่งบอกถึง อุปนิสัย ถึงความเป็นคนของเราว่าเราเป็นคนที่เหมาะไหม เขาดูกิจกรรมพิเศษที่เรียกว่า เอกซ์ตร้าเคอริคูลัม (Extra Curriculum) พวกกีฬา เป็นนักกีฬา เป็นนักเล่นดนตรี เปียโน (Piano) เป็นนักเขียน นักวาดภาพอะไรหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกประมวลเข้ามาแล้วก็ ประกาศว่าปีนี้มหาวิทยาลัยคณะนี้จะรับใคร มันเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ เข้าเรียนได้ ถ้าเราเป็นครีม (Cream) ของคอลเลจ (College) เล็ก ๆ เราสามารถเข้าเรียนอะไรก็ได้ ผมสมัครเข้าได้ทุกแห่ง ผมก็เรียนจากมหาวิทยาลัยที่จาก คอลเลจ (College) ที่ไม่ใหญ่นักนะครับ ก็เพราะเราเรียนดีที่สุดในโรงเรียนมันก็สามารถไป ได้ที่ไหนก็ได้ อย่างเช่นที่อาจารย์บางท่านได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ในการอภิปราย เพราะฉะนั้น การรับสมัครเด็กก็ควรจะปรับเปลี่ยน อย่างวิธีที่เป็นมติของกระทรวงศึกษาธิการที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งจะทำให้เราก็ลดความกดดันกับเด็กลง แล้วก็ทำให้เด็กหันมาให้ความสนใจในวิชา ที่ทางกรรมาธิการได้พูดถึงว่า เด็กไม่ค่อยสนใจเพราะไม่ได้ถูกนำไปใช้วัดผลในการสอบเข้า และเราก็สามารถที่จะเติมเต็มในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยการสอนนอกเวลาที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายอยู่แล้วนะครับ แต่แน่นอนจำนวนชั่วโมงที่ท่านจะเพิ่มเข้าไป ในแต่ละระดับชั้น ในแต่ละวิชานั้นจะมากจะน้อยเพียงใดผมเองคงจะไม่สามารถไปพิจารณา แทนท่านได้นะครับ แต่ก็เห็นด้วยว่าทุกวิชานั้นมีความสำคัญเท่า ๆ กัน การเรียนของคนนั้น ของนักเรียน ของนักศึกษานั้นไม่ได้เรียนเพื่อจะไปเอาวิชานั้นไปประกอบอาชีพเสียทีเดียว แต่เรียนเพื่อการสร้างความเป็นคน สร้างสติปัญญา สร้างทักษะในการคิดในการวิเคราะห์ คนไทยที่จบมาจากมหาวิทยาลัยผมว่าเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานในสิ่งที่เขาไม่ได้เรียน มานะครับ เอนจิเนียร์ (Engineer) นี่เยอะแยะเลย เป็นหมอที่ไปเป็นนักบริหารการเงินที่เก่ง ไปดูสิครับ ระดับรัฐมนตรีที่บริหารกระทรวงการคลังทั้งหลายจบวิศวะทั้งนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนการสอนจะเป็นเรื่องของการสร้างทักษะ สร้างไอคิว (IQ) เอคิว (AQ) อีคิว (EQ) ทั้งหลาย การปรับหลักสูตรให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณา แต่ว่าที่นี่ก็ไม่ใช่ เป็นที่สุดท้ายนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราส่งออกไปได้ ก็ยังมีอีกหลายด่านที่เขาจะเอาไป พิจารณาร่วมกันว่าถ้าจะปรับเพิ่มตรงนี้ลดตรงนั้น แล้วขณะนี้จะมีนโยบายเปลี่ยนในระดับ การรับนักศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะสอดคล้องกันอย่างไรต่าง ๆ ผมเองก็ยังสนับสนุน ข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่ถ้าหากจะนำข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย ไปปรับเปลี่ยนให้ดูเหมาะสมขึ้น แล้วก็มีความเป็นไปได้ อย่างที่บอกว่าให้กระทรวง ทบวง กรม ตั้งงบประมาณอย่างนี้ อันนี้ก็ต้องไปคิดอีกนิดหนึ่งนะครับ บอกกระทรวงกีฬาตั้งงบประมาณ ไปสอนหนังสือเด็กอย่างนี้นะครับ กระทรวงวัฒนธรรมตั้งงบประมาณไปสอนวัฒนธรรมเด็ก อย่าลืมว่าสถาบันการศึกษา ประถม มัธยม มีตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่งนะครับ มันก็ไม่ใช่ง่าย จะต้องให้เงินกระทรวงวัฒนธรรมเท่าไรเพื่อจะไปสอนวิชาศิลปะ วัฒนธรรมกับเด็ก ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่งนี่ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องจัดระบบให้ชัดเจนขึ้น ให้มันทำได้นะครับ เพราะถ้าไปอนุมัติกันอย่างนั้น อีกหน่อยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็จะมีงบประมาณ เป็นหมื่นล้านกับเขาบ้างละ แข่งกับกระทรวงศึกษาธิการล่ะ เพราะฉันมีหน้าที่สอนทั้งกีฬา และการท่องเที่ยวให้กับเด็กนะครับ ก็ขอฝากเป็นข้อสังเกตครับ แต่ในภาพรวมผมก็คิดว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งแล้วก็ผมสนับสนุนครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านเลิศรัตน์มากค่ะ ต่อไปนะคะ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีก็ไม่ได้เตรียมไว้ที่จะอภิปรายเนื่องจาก ปวดฟันอยู่ แต่ในที่สุดตัดสินใจที่จะกินยาแก้ปวดแล้วก็ขออนุญาตมีส่วนร่วมด้วย เพราะว่า ยิ่งได้ฟังประเด็นต่าง ๆ ก็มันก็ยิ่งแตกออกไปเป็นประเด็นที่กระจัดกระจาย แล้วก็เห็นว่า ทุกประเด็นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก วันนี้จริง ๆ แล้วเรื่องที่เสนอเข้ามาให้เราอภิปราย กันนั้นเอกสารนิดเดียวครับ หนา ๑๗ หน้าแค่นั้นเอง แต่ผมอ่านดูแล้วและพยายามคิดตามไป ผมบอกว่า โอ้โฮเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ใหญ่เกินกว่าเอกสารแค่ ๑๗ หน้า ผมจัดให้เป็นวาระแห่งชาติได้เลยท่านประธานครับ สาเหตุก็เพราะว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ของชื่อเรื่องที่ท่านทำเสนอเข้ามานี่ จุด จุด จุด และลงท้ายด้วยคำว่า เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็น คนดี คีย์เวิร์ด (Keyword) อยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายนี้ ผมจะไม่อภิปรายนอกเหนือไปจากคีย์เวิร์ด (Keyword) คำว่า เพื่อให้เด็กเป็นคนดี เพราะมันจะไปสู่การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งวันนี้เราคงจะไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปการศึกษา ท่านประธานครับ ชื่อของกรรมาธิการนี่ผมเคยอภิปรายไว้ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เป็น ๖ หัวข้อย่อย ๖ หัวข้อย่อยนี้เปรียบเสมือนห่วง ๖ ห่วงที่คล้องไว้ด้วยกันคือ กีฬา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ทั้งหมดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากเป็นประเด็นที่สามารถ ชี้ซ้ายชี้ขวา ชี้ทิศชี้ทางของการพัฒนาการของเด็กได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่ก่อนอนุบาลเลย เพราะมีคำว่า กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นเราลองมาดูอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์นิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันเสาร์ และวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง มีสิ่งที่น่าปลาบปลื้มใจและน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีการมอบรางวัลเด็กดีประเทศไทย โดยมูลนิธิเด็กดีประเทศไทย อุปถัมภ์ โดยซีพี ออลล์ แล้วก็มีสปอนเซอร์ (Sponsor) อีกหลายราย เด็กที่สมควรที่จะได้รับการเชิดชู ในสภาแห่งนี้ในวันนี้เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า เพื่อเน้นให้เด็กเป็นคนดี คือเด็กชายธีรพัฒน์ วงษ์บุญมี หรือน้องเจมส์ อายุเพียงแค่ ๙ ขวบ ปัจจุบันเรียนอยู่ ป. ๔ ๒ ปีที่แล้วน้องเจมส์ เรียนอยู่ ป. ๒ ชีวิตประจำวันของน้องเจมส์ซึ่งพิการตานะครับ มีตาเพียงข้างเดียว ชีวิตประจำวันของน้องเจมส์คือต้องขี่จักรยานไปกลับจากบ้านถึงโรงเรียนเป็นระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรเกือบทุกวันเพื่อไปดูแลพ่อแม่ที่นอนป่วย กลับไปเพื่อที่จะให้อาหาร ให้ยา และเลี้ยงน้องที่อายุขวบกว่าเป็นประจำเกือบทุกวัน บางวันไม่มีอาหารกิน ต้องเที่ยวขอข้างบ้าน หรือขอครูที่โรงเรียน สิ่งเหล่านี้สร้างความสลดหดหู่ใจให้แก่เพื่อนบ้านและครูที่โรงเรียน เป็นอย่างยิ่ง บางวันต้องเอาน้องอายุขวบกว่าสะพายแล้วขึ้นขี่จักรยานไปโรงเรียน แล้วก็นำไว้ หน้าห้องเรียน บางวันก็เอาเข้าไปในห้องเรียน เกือบทุกวันต้องขี่จักรยาน ๑๒ กิโลเมตร เพื่อไปให้อาหารกลางวัน อาหารนี้ได้จากการขอเขามานะครับ ทำอยู่อย่างนี้ปีแล้วปีเล่าจนข่าว กระฉ่อนไปทั้งประเทศ ๒ ปีที่แล้วถ้าท่านติดตามข่าว มีผู้มีจิตกุศลสงสารแล้วก็ช่วยเหลือ ในที่สุดน้องเจมส์ได้รับความช่วยเหลือ จากบ้านที่ปะผุแล้วปะผุเล่า พังแหล่มิพังแหล่ ต่อมามีผู้อุปการะสร้างบ้านให้ และต่อ ๆ มาน้องเจมส์ได้รับรางวัลหลายรางวัล ทั้งรางวัลลูกที่มี ความกตัญญูเป็นอย่างสูงต่อแม่ รางวัลดาราอะวอร์ด (Award) รางวัลเยาวชนต้นแบบ และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เองครับน้องได้รับรางวัลคนดีประเทศไทย นี่ละครับเส้นตรง ๒ เส้น เส้นหนึ่งคือเส้นเยาวชน เส้นที่ ๒ คือเส้นคนดี ได้มาบรรจบกันเมื่อวันศุกร์น้องจึงได้รับ รางวัลคนดีประเทศไทยจากมูลนิธิคนดีประเทศไทย โดยท่านรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ไปมอบรางวัล บทสัมภาษณ์น้องเจมส์บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ครับว่า ตอนนั้นอายุเพียงแค่ ๗ ขวบนะครับ เรียนอยู่ชั้น ป. ๒ แค่นั้นเอง ถึงแม้จะลำบาก แต่ผมไม่เหนื่อย เพราะพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณมาก ถ้าไม่มีพ่อแม่เราก็อยู่ไม่ได้ อีกอย่างพ่อแม่ เหนื่อยกว่าผมมาก นี่คือบทสัมภาษณ์ของน้องเจมส์ คนดีหรือครับ คนดีในความคิดของผม คือคนดีที่ถ้าทำดีแล้วก็ได้ดี ถ้าทำชั่วก็ได้ชั่ว แม่สอนผมเสมอให้เป็นคนดี ใครมีพระคุณต่อเรา เราต้องตอบแทน นี่คือหัวใจเพชรของเด็กชายเจมส์ ซึ่งผมขออนุญาต สดุดีเอาไว้ในที่นี้ รางวัลนี้เป็นรางวัลที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมกำลัง จะพูดครับ เกี่ยวอย่างแน่นอน สิ่งที่น้องเจมส์ทำนั้นคือความดีแน่นอน น้องเจมส์เป็นคนดี แน่นอน แสดงว่าคนดีนั้นไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่เกี่ยวกับการศึกษา น้องเจมส์ เรียนเพียงแค่ ป. ๒ ไม่เกี่ยวกับหลักสูตรในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม หรืออะไรเลย แต่สิ่งที่น้องเจมส์ได้นั้นผมเชื่อ เป็นอย่างยิ่งคือได้รับจากการอบรมสั่งสอนของผู้เป็นพ่อ ผู้เป็นแม่ โดยเฉพาะในกรณีนี้ คือคุณแม่สอนไว้ดี สิ่งที่แม่สอนไว้ย่อมได้มาจากยาย ย่อมได้มาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นก็คือวัด ผมกำลังจะพูดอะไรครับ ผมกำลังจะบอกว่าสิ่งที่จะหล่อหลอมหรือเป็นเบ้า หรือเป็นน้ำรดให้แก่รากแก้วให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นคนดีนั้นได้มาจาก ๓ สถานที่ คือ บ้าน วัด และโรงเรียน คือบวรที่เราท่องจำกันนั่นแหละครับ บ้าน วัด โรงเรียน ทั้ง ๓ สิ่งนี้คือสิ่งที่จะ เป็นเบ้าหล่อหลอมให้กับเยาวชนที่จะเป็นคนดีในอนาคต แต่ ๓ สิ่งนี้ในเวลานี้กำลังเผชิญกับ ศัตรูตัวฉกาจฉกรรจ์นั่นคือ ส หรือตัวเอ็ม (M) คืออะไรครับ ส นี่คือสื่อ เอ็ม (M) ที่ว่านี้คือมีเดีย (Media) เพราะฉะนั้นบ้าน วัด โรงเรียน กำลังเจอกับศัตรูตัวร้ายคือสื่อหรือมีเดีย (Media) ถ้า ๓ สิ่งนี้ไม่สามารถบูรณาการรวมกันที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันนี้ได้ สิ่งที่จะ เกิดขึ้นเลวร้ายที่สุดคือเด็กย่อมจะถูกชี้นำไปสู่แนวทางที่ไม่ดี นั่นก็คือย่อมไม่สามารถเป็นคนดีได้ ทั้ง ๓ สิ่งนี้จะสู้กับศัตรูตัวร้ายนั้นได้อย่างไร ผมเป็นหมอ ผมรู้และผมมีความเชื่อในเรื่องของ หลักการสร้างภูมิต้านทาน ภูมิต้านทานที่ว่านั้นคืออิมมูไนเซชัน (Immunization) คือการสร้างอิมมูน (Immune) ให้กับเด็กย่อมต้องสร้างตั้งแต่ก่อนโรงเรียนด้วยซ้ำ ก่อนประถมด้วยซ้ำ ก่อนอนุบาลด้วยซ้ำ สร้างไปเรื่อย ๆ ปลูกฝังไปเรื่อย ๆ สร้างด้วยวิธีไหนครับ สร้างด้วยวิธีที่ท่านกรรมาธิการกำลังนำเสนอเข้ามานี่แหละครับ ซึ่งผมใช้หลักนี้มาโดยตลอด คือกีฬา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ทั้ง ๖ สิ่งนี้เป็นห่วงคล้องไว้ ด้วยกันที่จะสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็กที่จะมีภูมิต้านทานที่จะต่อสู้กับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งจากชุมชน จากสังคม จากครอบครัว และจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การที่ทางกรรมาธิการท่านได้เสนอแนวทางนี้เข้ามา ถึงแม้จะมีเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพียงบางประการ แต่ผมขออนุญาตเรียนว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ มันคือจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ตัวหนึ่ง จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ในการสร้างให้เด็กเป็นคนดีนั้นมีเยอะแยะครับ เหมือนกับการฉีด วัคซีนเข็มหนึ่งมี คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก รวมไว้อยู่ในเข็มเดียวกัน แล้วก็หยอดโปลิโอ ฉีดให้กับเด็ก ๑ เข็ม มีวัคซีนอยู่ ๓ ตัว ๔ ตัวผสมกัน กรณีนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน การที่จะสร้าง ภูมิต้านทานให้กับเด็กตั้งแต่เป็นเยาวชนนั้นสร้างได้หลายวิธี การศึกษาก็ทำได้หลายวิธี ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปอันนี้ถึงแม้ว่า จะโอเวอร์แลป (Overlap) หรือคาบเกี่ยวกับการปฏิรูปของการศึกษานั้น แต่สิ่งที่จะทำที่จะ เกิดขึ้นกับเยาวชนนั้นมากเหลือเกิน ผมขออนุญาตอัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ มา ผมจดเอาไว้แล้วก็เรคคอร์ด (Record) เอาไว้ตลอดเวลาพูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และผมมักจะยกบทพระราชนิพนธ์นี้ขึ้นมากล่าวอ้างเสมอ ขออนุญาตอัญเชิญครับ ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี ถึงเก่งกาจฉลาดกล้าปัญญาดี ถ้าไม่มี “คุณธรรม” ก็ต่ำคน ท่านทรงเปรียบเทียบคนที่ไม่มีคุณธรรมนั้นต่ำกว่าคนเสียอีก เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสิ่งที่ทางกรรมาธิการกำลังดำเนินการอยู่นั้น จริงอยู่มีการปรับลด วิชาเรียน ชั่วโมงเรียนในบางวิชา ซึ่งย่อมมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้ากรรมาธิการปฏิรูป ด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาก็คงจะบอกว่า อ้าวมาลดชั่วโมงวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ของผมทำไม มีแต่จะเพิ่ม อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นนานาจิตตัง แต่ข้อมูลทางวิชาการเป็นสิ่งที่กรรมาธิการหรือทางรัฐบาล ถ้าหากรับเรื่องนี้ไป ถ้าเรารับเรื่องนี้ไปนะครับ เป็นสิ่งที่เขาจะต้องไปศึกษา ไปวิเคราะห์ ผมเชื่อว่าอย่างไร ๆ ก็คงไม่ได้ใช้ง่าย ๆ การจะไปลดชั่วโมงเรียนในบางวิชานั้นย่อมส่งผล กระทบต่อแนวทางการพัฒนาเด็กในบางสาขาอีก ในบางสาขาเราต้องการสร้างให้เขาเป็น อินเทลลิเจนต์ (Intelligent) แต่ในบางสาขาในภาพรวมเราต้องการสร้างให้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดผมขออนุญาตฝากทางกรรมาธิการท่านเอาไว้ ท่านใช้หลักบ้าน วัด โรงเรียน ในการปฏิรูปเรื่องนี้ ในการพัฒนาหลักสูตรนี้ สิ่งที่จะเข้ามาร่วมด้วยสำคัญที่สุดคือ บ้านหรือชุมชน อันดับถัดไปคือวัด วัดในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าจะเอาเด็กเข้าวัด ไปเรียน หนังสือในวัด แต่เราสามารถหาความร่วมมือร่วมใจบูรณาการกันได้ เรามีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง อย่าปล่อยให้ท่านว่างอยู่ เราสามารถคุยกันได้ สำนักพุทธ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สามารถบูรณาการเรื่องนี้ได้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งนั้นเป็นระดับสากล เป็นระดับโลกนะครับ เราสามารถที่จะ บูรณาการได้ ช่วยกัน เพราะเพียงแค่ผมถามว่าท่านต้องการให้มีการเพิ่มชั่วโมงกีฬา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม คือชั่วโมงสังคม ชั่วโมงพลศึกษา และชั่วโมงศิลปะ คำถามที่ผมจะถามคือ ว่าท่านจะเอาใครมาสอน สอนอย่างไร สอนอะไร สอนแค่ไหน ผมว่าแค่นี้ท่านก็ตอบไม่ได้แล้ว ใครเป็นคนสอน ประเมินอย่างไร แค่นี้ก็ต้องหาคำตอบแล้ว คำว่า ใครสอน สอนอย่างไรนั้น ผมต้องการให้มีการคุยกันกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ว่าพระจะเป็นคนที่จะมาช่วยสอนวิชาต่าง ๆ ได้แต่ต้องมีการทำหลักสูตร หลักสูตรนี้ต้องเป็นหลักสูตรแกนกลางเหมือนกันทั่วประเทศ และไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของศาสนาพุทธ ที่ผมมานำเรียน คือศาสนาใดเป็นไปตาม ความเชื่อและความศรัทธาของบุคคลในกลุ่มชุมชนนั้น ๆ เป็นเรื่องที่ชุมชนและสังคมจะต้อง ไปพิจารณา
ท้ายที่สุดผมขออนุญาตที่จะฝากว่าโลกทุกวันนี้เรามุ่งเน้นที่จะแข่งขันกัน สิ่งที่จะสร้างพละกำลังหรือสร้างสุขภาพนั้นเราบอกว่าให้เคลื่อนไหวเยอะ ๆ กีฬาเป็นสิ่งที่จะ ทำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายให้เป็นประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันหลักที่ผมอยากจะเสนอ เอาไว้ซึ่งท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ท่านบอกเอาไว้ ท่านสอนเอาไว้ ร่างกายให้เคลื่อนไหว แต่จิตใจ ให้นิ่ง นิ่งอย่างไรครับ เจริญภาวนา เจริญสติ นี่คือสิ่งที่ควรจะต้องเป็น แล้วภูมิต้านทานก็จะ เกิดขึ้น เพราะโลกทุกวันนี้ร่างกายอยู่นิ่งเฉย ทุกอย่างใช้รีโมต (Remote) หมด จิตใจวิ่ง กระจัดกระจาย ฟุ้งซ่าน โลกจึงวุ่นวาย จึงฝากเอาไว้นะครับว่าร่างกายให้เคลื่อนไหว จิตใจ ต้องนิ่ง ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม สปท. วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ครับ ขออนุญาตที่จะอภิปราย สนับสนุนของอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม ศิลปะ กีฬา คุณธรรม และจริยธรรมนะครับ โดยกระผมขออนุญาตครับว่าเรื่องทั้งหลายนี้อยากจะให้ ท่านคณะกรรมาธิการดูว่าสิ่งที่ได้อภิปรายมาถึง ณ บัดนี้นั้นเป็นเรื่องที่เราต้องตั้งผลลัพธ์ ของการเรียนรู้ ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่ชัดเจนคืออะไรนะครับ ผมได้มีโอกาสครับ ได้เข้าไป สืบค้นในอินเทอร์เน็ต (Internet) พบว่าวันนี้ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่เขาเอามาเป็นตัวแบบ ทั่วโลกกันก็คือการกล่าวถึงพี ๒๑ (P21) คือพาร์ตเนอร์ชิป ฟอร์ ทเวนตีเฟิสต์ เซ็นจูรี เลิร์นนิง (Partnership for 21st Century Learning) น ะครับ ซึ่งพี ๒ ๑ (P21) นี้ เป็นหน่วยงานที่หลายองค์กรของประเทศสหรัฐอเมริกาครับได้ร่วมประชุมวางแผนกัน มองผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ของการพัฒนาคนของประเทศเขา โดยเน้นไปเรื่องของ เลิร์นนิง (Learning) การเรียนรู้ครับที่มีทักษะหรือเราเรียกกันว่า ทักษะแห่งการเรียนรู้ นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านคงเห็นกันดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม มุ่งเน้นไปสู่หลักสำคัญที่ต้องการจะให้เห็นว่า คนต้องเป็นคนดีคือ ๖ ประเด็นนี้จะต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เรียกว่าคนดี แต่ ๖ ประเด็นนี้ไม่ว่าเรื่องของกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม จริยธรรมตรงนี้นั้น มันคลุกเคล้ากันอยู่ ที่จะต้องทำให้เป็นทักษะออกมาให้ได้ เราเห็นเด็กของเรามีพฤติกรรม ที่ใช้ความรุนแรง ยกพวกตีกัน เราเห็นเด็กของเราต่อให้มีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยแค่ไหน แต่ก็ทำให้เห็นว่าอาชญากรรมมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เรากำลังเห็นเด็กของเราที่กำลังเป็นเหยื่อ มีภูมิต้านทานทางสังคมค่อนข้างต่ำ ตรงนี้ครับผมคิดว่าเราอาจจะต้องมีการทบทวนกันให้ชัด ว่าเป้าประสงค์ที่แท้จริง โดยใช้สาระสำคัญของกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา และคุณธรรม จริยธรรมนั้นจะต้องไปเสริมสร้างสิ่งที่ผมคิดว่าวันนี้ยังด้อย ยังต้องพัฒนา ก็คือ เรื่องของพฤติกรรม โดยอาศัยทักษะ การพัฒนาทักษะจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ ผมพบว่าครับ ประเด็นที่ท่านนำเสนอมาน่าสนใจตรงว่าวิชาแกนต่อไปนี้ จากนี้ไปอีกก่อนถึงศตวรรษที่ ๒๒ ตอนนี้เราอยู่ศตวรรษที่ ๒๑ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเขาเน้นไปถึง ๘ วิชาด้วยกันครับ ซึ่งใกล้เคียงของท่านที่นำเสนอ วิชาที่เขาให้ความสำคัญมากเลยคือ ๑. วิชาภาษาแม่ครับ เขาไม่ได้บอกว่าเป็นวิชาภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส นั้นหมายถึงว่าของเรานั้นเน้นถูกต้อง แล้วครับที่ท่านกรุณานำเสนอภาษาไทย วันนี้เด็กไทยเราอ่านหนังสือได้แค่ไหน เด็กไทยเรา เข้าใจภาษาได้แค่ไหน อย่างไร ตรงนี้ถือว่าภาษาแม่เป็นวิชาสำคัญครับ ต่อมาครับคือวิชา ศิลปะ วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาที่เขาเน้นมากเลยคือการปกครอง และหน้าที่พลเมือง วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ครับ อันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญครับ ผมคิดว่าตรงนี้ในรายงานของกรรมาธิการของท่านนั้นอาจจะไปอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่า เรื่องวิชาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งวิชาภูมิศาสตร์นะครับ ทั้ง ๘ วิชานี้คือ เลิร์นนิงสกิล (Learning Skill) ครับ และจะต้องบูรณาการกันให้ทันยุคสมัยที่จะต้องเป็น สหวิทยาการ ซึ่งตรงนี้เองครับอาจจะต้องไปพัฒนาครูของเรา ครูของเราวันนี้ไม่ใช่เป็นผู้สอน อย่างเดียว สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญครับว่าจะต้องเป็นโค้ชชิง (Coaching) ไม่ใช่ทีชชิง (Teaching) เหมือนเดิมแล้วนะครับ และต้องเอาเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ครับ เรามิได้หมายถึงว่าครูเล่าเรียนมาแล้วมาปฏิบัติงานและไปสอนหนังสือตามห้องเรียนเหมือน ดั้งเดิม แต่ต้องดูสภาพบริบท บริบทที่ดั้งเดิมของเราที่มีคุณค่ามากที่เรียกว่า บวร ครับ บ้าน วัด โรงเรียน จะต้องบูรณาการกัน ต้องทำให้ทั้งบ้าน วัด โรงเรียนนั้นมีพฤติกรรมที่ดี สิ่งแวดล้อมตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ซึ่งตรงนี้เองในหลักของพี ๒๑ (P21) นี้เขาให้ ความสำคัญไป ๓-๔ เรื่องด้วยกัน ที่เขาเรียกว่า ๓ อาร์ (3R) ๗ ซี (7C) เขามองคนในอนาคต อย่างไรครับ ๑. คนต้องอ่านออกแล้ว คนจะต้องเขียนได้ คนจะต้องคิดเลขเป็น นี่คือ ๓ อาร์ (3R) ครับ ส่วน ๗ ซี (7C) ครับ เป็นเรื่องของการพูดถึงทักษะ ทักษะด้านการคิดอย่างมี วิจารณญาณ คือคิดเป็นครับ ทักษะในการแก้ไขปัญหา ทักษะในเรื่องของการเข้าใจ ความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ ต้องเข้าใจนี่คือคนไทย ต้องเข้าใจนี่คืออาเซียน (ASEAN) ต้องเข้าใจว่าคืออียู (EU) มันต่างกระบวนทัศน์ อย่างเช่นเรื่องของการเมือง การปกครอง เราเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เรา ของเขาเป็นประชาธิปไตยแบบสากล หรือเป็นอัตลักษณ์ของเขานั้นมันมีความต่างความเหมือนกันอย่างไร มีทักษะความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมกัน และเรื่องของภาวะผู้นำครับ รวมทั้งทักษะด้านสื่อสารสารสนเทศ รู้เท่าทันสื่อ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และแน่นอนครับ มันไปไกลถึงทักษะอาชีพ และทักษะของการเรียนรู้โดยรวม นี่ละครับคือสิ่งที่พี ๒๑ (P21) พี ๒๑ (P21) เกิดขึ้นจากกลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มของประชาสังคมของ สหรัฐอเมริกาเขาตกผลึกกัน เขาตกลงครับว่าพลเมืองของเขาในศตวรรษที่ ๒๑ นั้นต้องเป็น อย่างนี้ ผมก็เลยคิดว่าจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ เลยนำเอามาอภิปรายตรงนี้ ประกอบกับว่า วันนี้นั้นเรามีทุนเดิมทางสังคมของเราอยู่ค่อนข้างเยอะครับ กีฬาของเราก็โดดเด่น ศิลปะของเราก็ดี วัฒนธรรมก็ดี ศาสนาเรายิ่งใหญ่มากไม่ว่าศาสนาไหน และมีเป้าประสงค์ในเรื่องของการทำให้เป็นคนดี เรื่องของคุณธรรม จริยธรรมทั้งนั้นเลยนะครับ ผมเลยอยากจะขออภิปรายอีกสักเล็กน้อยครับว่า ตรงนี้คือพื้นฐานสำคัญที่ท่านต้องไปขมวด ให้เป็นทักษะ ให้เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ให้ได้ว่าทักษะที่เราอยากเห็นที่อาศัย ศิลปวัฒนธรรม เรื่องของการกีฬา ศาสนานั้นเราต้องไปเติมทักษะอะไรบ้างและนำไปสู่ การทำให้พฤติกรรมของคนเป็นพลเมืองของคนที่เรียกว่าคนดี คนดีมี ๒ นัยนะครับ คือ ๑. คนที่ดีที่ประพฤติตามกฎหมายของบ้านเมือง นัยอีกนัยหนึ่งเราถือว่าคนดีที่ประพฤติ ตามประเพณีวัฒนธรรม ผมคิดว่า ๒ สิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายก็ดีหรือประเพณีวัฒนธรรม ก็ดีนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่งดงาม ที่เราต้องทำให้ทักษะตรงนี้ให้คนรุ่นหลังของเรานั้น เป็นพลเมืองโดยสมบูรณ์และรักษาสิ่งที่งดงามตรงนี้ไปได้ ผมจึงขออนุญาตอีกนิดหนึ่งครับว่า ในเรื่องของการเรียนรู้ ณ ขณะนี้ท่านสังเกตดูครับ การเรียนรู้นั้นเรามุ่งเน้นแต่เชิงเนื้อหา แต่ในเชิงพฤติกรรมตรงนี้อาจจะต้องมีมาตรฐานกระบวนการในการที่จะปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของคนให้ไปสู่พลเมือง ในร่างรัฐธรรมนูญเองหรือที่กำลังผ่าน ๗ สิงหาคมที่ผ่านไป เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตรงนี้มีหลายหมวด หลายหมู่มาตราไม่น้อยครับที่พยายาม จะเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง ที่จะเปลี่ยนสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่ด้อยคุณค่าให้มีคุณค่า เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสังคม ผมคิดว่าท่านมาถูกทางแล้วครับที่พยายามจะเอาบางเรื่อง ที่เป็นกระแสปัจจุบันไม่ว่าเรื่องของโอเน็ต (O-NET) เอเน็ต (A-NET) นะครับ รวมทั้งถึงเรื่อง ของการวัดประสิทธิภาพของครูในการเรียนการสอน รวมทั้งการประเมินผลลัพธ์ ทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ต้องถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบครับ อยากจะขอให้ท่านได้เห็นภาพนะครับว่า วันนี้เรามีกรรมาธิการด้านการศึกษาด้วย ๒ กรรมาธิการนี้น่าจะมีโอกาสแล้วละครับผมว่า ที่จะทำงานร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม น่าจะมีโอกาสได้มากขึ้นนะครับ ถ้าเกิดเรามี บางสิ่งบางอย่างที่เราสามารถอธิบายเป็นการเรียนรู้ทักษะของประเทศไทยให้เกิดขึ้นในอนาคต ว่าเป้าประสงค์เราอยากเห็นคนไทยเป็นแบบไหน อย่างไร ที่มากกว่าคำกว้าง ๆ ว่าคนดี แต่คนดีท่านนิยามไว้ชัดเลยครับว่าควรจะต้องประกอบด้วยทักษะอะไรอย่างไรเพื่อทำให้เกิด ความชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิรูปในครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผมในฐานะที่อยู่ในกรรมาธิการด้านการศึกษาได้ศึกษาแล้วก็ ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการที่นำเสนอแล้ว ทางเรามีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ว่าเราจะต้องสร้างเด็กให้เป็นเด็กดี จริง ๆ แล้วตามที่ผู้อภิปรายหลายท่านได้กล่าว ไปแล้วว่ามันเป็นลักษณะของนามธรรม เพราะฉะนั้นจากการที่ท่านกรรมาธิการหรือ ท่านอนุกรรมาธิการวัฒนธรรมได้กรุณาไปศึกษามานั้น ท่านบวรเวทท่านได้มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ไปศึกษาเรื่องนี้มาก็ทราบถึงสาเหตุต่าง ๆ แล้วก็ข้อมูลต่าง ๆ จริง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าประเด็นปัญหาที่ท่านได้กรุณาเขียนแล้วก็เป็น ข้อเท็จจริงที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๕ หรือปี ๒๕๕๙ ในการพัฒนาคนอย่างรอบด้านอย่างสมดุลก็เขียนไว้ครบถ้วนทั้ง ๓ ข้อ และมีนโยบายที่ปฏิบัติอยู่ ๑๑ ประการอย่างครบถ้วน แม้กระทั่งในเรื่องของหลักสูตร แกนกลางปี ๒๕๕๑ จริง ๆ แล้วเราก็คาดหวังไว้ว่าในการจัดการศึกษาเพื่อให้ครบถ้วน ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานเมื่อปี ๒๕๕๑ เพื่อที่จะเตรียมคนเตรียมมนุษย์ ให้อยู่ในสังคมโลกของศตวรรษที่ ๒๑ อย่างสง่างาม ก็คือ ๑. ต้องเป็นคนที่คิดอย่างมีเหตุมีผล ๒. ทำงานเป็นทีมได้ ๓. สามารถแก้ไขปัญหาได้ ๔. สามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษาแล้วก็ เทคโนโลยี ประการที่ ๕ คือต้องมีอุดมการณ์ขั้นจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามในจุดมุ่งหมาย ของการจัดการศึกษาหลักสูตรแกนกลางนั้นก็เขียนไว้ครบถ้วนว่าเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเอกสารหน้า ๒ นะครับ ชัดเจนครับว่ามีคุณธรรม มีจริยธรรม มีค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นที่ตนนับถือ มีความรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและทักษะชีวิต มีความรักชาติ มีจิตสำนึก มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยที่ดี รักการออกกำลังกาย มีจิตสำนึกในการรักวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้นะครับ ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ถูกกำหนด ออกมาเป็นเนื้อหาของสาระแต่ละสาระ จึงเป็นที่มาของ ๘ สาระ จริง ๆ แล้วในหลักสูตร แกนกลางถ้าเราดูจริง ๆ แล้วมีความสมบูรณ์ ในฐานะที่ผมได้ศึกษาเรื่องผลการสอบ โอเน็ต (O-NET) ตกต่ำ เราก็ลงไปดูในเนื้อหา ปรากฏว่าเนื้อหาตามที่ท่านทราบอยู่แล้วครับว่ามาก แต่จริง ๆ แล้วหลักสูตรแกนกลางที่มีเนื้อหามากเขาไม่ได้ให้เอาเนื้อหามาสอน เขาเอาเนื้อหา มาตั้งโจทย์ มาตั้งกระบวนการ มาตั้งบ่งการ แล้วก็เรียนแบบโรงเรียนนานาชาติ คือเมืองนอก เขาเรียน ไม่ว่าจะเรียนอินเตอร์ (Inter) ก็ดี เรียนสาธิตก็ดี หรือการศึกษาต่างประเทศก็ดี ครูเขาหรืออาจารย์เขานี่เขาไม่ได้เอาเนื้อหามาพูดให้เด็กฟังนะครับ เขาให้เด็กไปอ่านมา หรือครูก็มากล่าวนำในห้อง แล้วก็มีการโต้ตอบกันหรือที่เรียกว่าการสอนแบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) พวกเราคงจะคุ้นเคยต่อการเรียนแบบแพสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) คือมานั่งในห้องและนั่งฟังอาจารย์สอน อาจารย์สอนไม่หมดละครับ วันนี้ ต้องรับผิดชอบสอน ๓ บท ปรากฏว่าอาจารย์พูดตั้งแต่วินาทีแรกถึงวินาทีสุดท้าย ไม่ได้ พักเลยครับ ถามว่าเด็กรับได้ไหม เด็กไม่มีการโต้ตอบครับ เด็กไม่มีโอกาสการคิด เพราะฉะนั้นที่จะสร้างเด็กให้คิดแต่ว่ามาฟังครูพูด มาฟังอาจารย์พูดมาบอกเนื้อหา เพราะฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่เราเข้าใจผิดกันครับว่า ทำไมเนื้อหาเยอะ จริง ๆ แล้วในแต่ละบท ในแต่ละภาคส่วนนั้นเขาจะบอกว่า บทนี้มีมาตรฐานอะไร และมีตัวบ่งชี้อะไร ต้องการให้เด็กรู้ อะไร ตัวอย่างเช่น ครูให้ท่องว่าจริยธรรมคืออะไร คุณธรรมคืออะไร แล้วก็ไปสอบ แล้วก็มาเขียน ถามว่าเด็กคนนั้นมีคุณธรรมไหม มีจริยธรรมไหม ตอบได้ครับ ได้คะแนน เต็มด้วย แต่เด็กคนนั้นไม่มีคุณธรรมกับไม่มีจริยธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผมจะบอกว่าสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ สาระ แม้กระทั่งสาระที่ท่านได้กรุณาเขียนมาว่า ในสาระ ที่ท่านเกี่ยวข้องนั้นมีอยู่ ๓ สาระหลัก ว่าด้วยกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม มีอีก ๕ วิชาย่อยซึ่งดูเหมือนมาก สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาพลศึกษา เช่นกันครับเขามีในวงเล็บ มีการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม สอนทางเนื้อหาแป๊บเดียวครับ ชั่วโมงเดียวจบ แต่ที่จะทำอย่างไรให้เด็ก มีสุขอนามัย รู้จักการเจริญเติบโตของมนุษย์ทั้งชีวิตและครอบครัวอย่างไร ตรงนั้นต่างหากครับ ที่ครูจะต้องตั้งโจทย์ เพราะฉะนั้นจากการที่ผมได้ศึกษาว่าทำไมผลการสอบโอเน็ต (O-NET) จึงตกต่ำ ตอนแรกผมก็ไปโทษว่า สทศ. คงออกข้อสอบไม่ตรงกับที่ครูสอน ปรากฏว่าจริง ๆ แล้ว หลักการออกข้อสอบโอเน็ต (O-NET) นั้น เขาไม่ได้สอบเนื้อหาครับ เราเข้าใจว่าเนื้อหา หรือคอนเทนต์ (Content) ในเนื้อหาที่มีเยอะมากมายนั้นนั่นคือความรู้ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ตัวนั้นคือเนื้อหาพื้นฐานความรู้เดิมที่ต้องมาถกแถลงกันอีกเพื่อให้เกิดความรู้จริงและเกิดการ ปฏิบัติ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้กับกิจกรรมเข้าไปครับ เหมือนกับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการทำอยู่ปัจจุบันนี้ คือลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น การท่องจำเมื่อสอบก็ลืมหมด แต่การเรียนแบบแอ็กทิฟ (Active) หรือการเรียนแบบคิด วิเคราะห์ เมื่อจบการเรียน จบการสอนแล้วจะรู้หลักการและนำหลักการนั้นไปแก้ไขปัญหา ชีวิต ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านได้เสนอว่าจะต้องนำหลักสูตร มีการบรรจุหลักสูตรเข้าไป ผมมาดูในเนื้อในแล้วทั้ง ๓ สาระที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬานั้นอยากจะกราบเรียนว่าผมได้ศึกษาเนื้อในแล้ว จริง ๆ แล้วที่สอนไว้นั้นเพียงพอ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือกระบวนการจัดการเรียนการสอนต่างหากที่จะเป็นตัวชี้ว่าท่านมีความรู้ ตรงนั้นอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านเสนอ จริง ๆ แล้วผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในการปรับ โครงสร้างหรือปรับหลักสูตรนั้น ถ้าสามารถปรับได้ตามภาคผนวกที่ท่านเสนอมานะครับ ก็เป็นสิ่งที่ดี สามารถบรรจุเพื่อให้เกิดความสำคัญ อันนี้ผมไม่ขัดข้อง แล้วก็ค่อนข้างจะเห็นด้วย แต่เกรงว่าเมื่อบรรจุหรือเพิ่มเวลาเรียนเข้าไปแล้วนี่มันจะไปกระทบกับวิชาอื่น สิ่งที่ท่าน จะปฏิบัติได้เลยก็คือว่า เปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน ผมอยากจะเสนออย่างนั้นครับว่า ท่านสามารถเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้มาเป็นการสอนแบบที่เรียกว่า เด็กเป็นศูนย์กลาง หรือชายด์เซ็นเตอร์ (Child Center) หรือเรียนด้วยคำถาม เรียนด้วยกระบวนการ เรียนด้วย กิจกรรม การปฏิบัติ ซึ่งเช่นนี้มีตัวอย่างที่ทำอยู่แล้วคือโรงเรียนสาธิตกับโรงเรียนต่างชาติ หรืออินเตอร์ (Inter) ครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยต่อการที่จะต้อง พัฒนาเด็กให้เป็นคนดี แต่ว่าในการที่ท่านเสนอว่าการพัฒนาและบรรจุหลักสูตร ผมเกรงว่า ตรงนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้ปฏิบัติคงจะปฏิบัติได้ยาก แต่ถ้าปฏิบัติได้ทันที ผมยังอยากจะกราบเรียนว่า การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้วยกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี ตรงนี้ผมว่า จะสามารถปฏิบัติได้เลย แล้วก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่า จากสิ่งที่ท่านอภิปราย หลาย ๆ ท่านมานั้น ผมคิดว่าทุกท่านต่างก็อยากจะเห็นเด็กเป็นเด็กดี แต่ว่าจริง ๆ แล้ว หลักสูตรที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี้นะครับ เพิ่งใช้มาเมื่อปี ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบันนี้เป็นเพียง ๘ ปีครับ เด็กที่เรียนตั้งแต่หลักสูตรแกนกลางประถมศึกษาปีที่ ๑ ปัจจุบันนี้ยังอยู่แค่ ม. ๑ ม. ๒ แต่เด็ก ที่ถูกใช้หลักสูตรนี้ตรงในระหว่างกลาง ผมเชื่อว่าถ้าใช้เมื่อ ม. ๖ เมื่อ ๘ ปีป่านนี้ก็เพิ่งจบ มหาวิทยาลัยมาได้ ๔ ปีนะครับ แต่ถ้าจบถ้าเรียนหลักสูตร ปี ๒๕๕๑ เอามาใช้คนที่อยู่ ม. ๑ ม. ๒ บางคนก็ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยอยู่เลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อว่า ๘ ปีที่ผ่านมานั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๙ จนปัจจุบันนี้ เนื้อหาตรงนี้นะครับ สิ่งที่เรากำลังจะทำก็คือ ต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนของครู ให้ครูสอนด้วยกระบวนการที่สอนแบบให้เด็กรู้ปฏิบัติ แล้วก็เด็กเลิกท่องจำมาคิดวิเคราะห์ครับ ผมขออนุญาตกราบเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปขอเชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ประเด็นที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ดิฉัน ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมา แล้วก็มองว่าการเรียนการสอน ในเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ดิฉันอยากจะยกคำกล่าวสั้น ๆ ของผู้รู้บางคนที่เรารู้จักกันนะคะ อย่างเช่น เบนจามิน แฟรงคลิน บอกว่า เกมเป็นเครื่องผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นเราน่าจะเดินมาถูกทางที่มองเรื่องของกีฬาเป็นเรื่องสำคัญนะคะ นอกจากนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเขาบอกว่า เขาไม่เคยสอนเด็กนักเรียน เขาเพียงแต่ให้เด็กเหล่านั้นมีสภาวการณ์ที่พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่องนี้มีความสำคัญ นะคะ แล้วก็เรื่องของการเน้นตัวอย่างที่จะให้เกิดการเรียนรู้ได้ และศิลปะของการเป็นครู คือการสร้างการตื่นตัว สร้างเวทีให้มีการแสดงออกแล้วก็คิดเรื่องของนวัตกรรมในการเรียนรู้ ดิฉันถือว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมิเช่นนั้นเขาคงเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ ที่เก่งกาจไม่ได้นะคะ
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่อาริสโตเติล เคยบอกก็คือมนุษย์ มีความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความอยากรู้ อยากเห็นจึงมีความสำคัญมาก แล้วก็แม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ยังบอกว่า วิชาการต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนี่นะคะ สุดท้ายสิ่งที่สำคัญก็ต้องหันกลับมาในเรื่องของ การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งดิฉันก็ยังมองไม่เห็นในเรื่องนี้ ในเรื่องที่เราคุยกันอยู่นะคะ เพราะว่าลินคอล์น ยังบอกว่าเราไม่สามารถที่จะสร้างบุคลิกลักษณะของคนได้นะคะ เราไม่สามารถจะสร้างการตื่นตัวต่าง ๆ เหล่านั้นได้ โดยไม่ให้เขามีความริเริ่ม ไม่ให้เขา สามารถที่จะริเริ่มทำอะไรได้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่ให้อิสระในการแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่จะนำมาสู่การออกแบบหลักสูตรในเรื่องของ การเรียนรู้ทั้งหมดเลยนะคะ และจะทำอย่างไรดี ดิฉันมองว่าในเรื่องของทำอย่างไรให้มี การเรียนการสอนที่ผู้เรียนรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ หลังจากที่รู้สึกว่ามันสำคัญแล้วก็จะเกิดสำนึกรับผิดชอบ ทำอย่างไรถึงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อสำนึก รับผิดชอบแล้วก็จะเกิดความเข้าใจ เกิดความเข้าใจก็จะรู้สึกรักและหวงแหน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องเหล่านี้สามารถเอามาใช้ในเรื่องของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การสร้างให้เขา มีความรักในพื้นถิ่น แล้วก็รักในอัตลักษณ์ของตนเอง เพราะว่าเขาได้เรียนรู้โดยไม่ต้องบอกว่า เหตุผลของการเรียนเรื่องนี้คืออะไร เพราะสุดท้ายเขาจะเข้าใจเอง เขาจะเข้าใจว่าทำไม จะต้องรักความเป็นวัฒนธรรมของพวกเขา หรือทำไมจะต้องรักความเป็นชาติ ทำไมจะต้อง รักชาติไทย ทำไมจะต้องทำโน่นทำนี่เพื่อส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วย ตนเองของเขาแล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งนั้นนะคะ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ การสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไปสู่เป้าหมายที่เราอยากจะเห็น เป้าหมายที่เราอยากจะเห็นก็คือเด็กมีความสุขเป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้น กระบวนการที่ไปถึงตรงนั้นทำอย่างไร ซึ่งก็ด้วยความเคารพดิฉันก็อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะดิฉันไม่ใช่นักการศึกษานะคะ ก็อาจจะงงเล็กน้อยกับการเขียนเอกสารตรงนี้นะคะ ก็เลยไม่รู้ว่ากระบวนการมันอยู่ตรงไหน แต่อย่างไรก็ตามดิฉันมองว่าการออกแบบหลักสูตร ต่าง ๆ มันต้องมองให้เหมาะสมกับพื้นที่ เรื่องของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในกรรมาธิการอีกชุดหนึ่ง ที่ดิฉันอยู่ก็คือเรื่องของบริหารราชการแผ่นดินที่เน้นเรื่องแอเรียเบส (Area based) เรื่องของ การจัดการศึกษาที่ควรจะให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจึงมีความสำคัญ แล้วก็เรื่องของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนก็มีความสำคัญ ก็เหมือนกับดิฉันเอาคำกล่าว ของผู้รู้คนเก่งหลาย ๆ คนมาพูดว่ามันต้องมีการมีส่วนร่วมประชาชนแล้วผ่านกระบวนการ เรียนรู้ เพราะฉะนั้นบริบทของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถเอาไปใช้ได้กับทุกที่ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ดิฉันเพิ่งไปทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ที่พะเยาก็เป็นเรื่องของแอเรียเบส (Area based) นี่นะคะ เพื่อเสริมสร้างโรงเรียน แห่งความซื่อตรง เด็ก ๆ เขาก็จะคิดเองว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดความซื่อตรง แล้วเด็กกลุ่มที่ ได้รางวัลจะทำเรื่องของการแก้ปัญหาการลอกข้อสอบ เขาก็จะมีมาตรการวิธีการที่จะไปดูว่า ใครลอกข้อสอบคนอื่นบ้าง แล้วจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เพื่อนที่ลอกข้อสอบเกิดความละอาย นะคะ ก็จะมีการเข้าไปคุย กรรมการของกลุ่มของเขาที่เขาเรียกว่าชมรมซื่อตรงก็จะเข้าไปคุย แล้วก็ช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องของการทำการบ้านเพื่อไม่ให้เกิดการลอกข้อสอบนะคะ สุดท้ายเด็กลอกข้อสอบก็จะลดลง อันนี้เป็นการสร้างความตระหนักในการเป็นคนที่มี ความซื่อตรงแล้วก็สร้างความดีร่วมกัน แล้วสุดท้ายเด็กก็บอกว่าดีใจมากเลยที่ทำงานเป็นกลุ่ม แล้วมีความสามัคคี แล้วรู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะคะ เพราะฉะนั้นมันต้องเรียนรู้ในลักษณะที่แตกต่างกัน แล้วตัวอย่างของหลายประเทศก็จะมี เวลาช่วงหนึ่งให้เด็กไปทำงานกับภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ เป็นโวลันเทียร์ (Volunteer) เป็นอาสาสมัครแล้วก็ได้เกรด (Grade) จากตรงนั้น ซึ่งของเราก็น่าจะมี ในลักษณะนั้น คือเขาจะเรียนรู้ด้วยตนเองแทนการบอกว่าต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือความดีคือ ๑ ๒ ๓ ๔ แต่สุดท้ายเขาเรียนรู้ได้ด้วยตนเองนะคะ แล้วก็นอกจากนี้การศึกษาอีกแบบหนึ่ง ที่เราลืมไปเลย เพราะว่าเราคิดว่าเด็กทุกคนเหมือนกันหมด มาจากตะกร้าเดียวกันหมด แต่จริง ๆ แล้วในตะกร้านั้นมันมีความแตกต่างเด็กที่มีศักยภาพแตกต่างกัน รวมทั้งสรีระ ก็แตกต่างกัน รวมทั้งการพัฒนาทางปัญญาทางสมองก็แตกต่างกัน ซึ่งยังไม่มีการพูดถึงในจุดนี้ ว่าเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการที่มีความแตกต่างทางการพิการจะอยู่ตรงไหนของจุดที่ท่าน ออกแบบ แล้วเขาสามารถที่จะดูแลศิลปวัฒนธรรม เขาสามารถจะเล่นกีฬาอย่างไร มีการ ออกแบบอย่างไร ตรงนั้นยังไม่เห็นนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพัฒนาตรงนี้ก็อยากจะ ให้เพิ่มเติม แล้วก็ในเรื่องของการศึกษาเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่สำคัญสำหรับเด็กที่เราอยากจะ เห็นมันเป็นอย่างไรแน่ อะไรที่เรียกว่าพลเมือง อะไรที่เรียกว่าเป็นคนดี เพราะว่าสิ่งที่สำคัญ คือการเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่เป็นแค่เป็นคนดี เพราะว่าพลเมืองดีนี่มันหมายถึงเรื่องของทำ เพื่อส่วนรวม แต่ถ้าเป็นคนดีเราทำเพื่อตัวเองต่างหาก ดิฉันคิดว่ามันต้องมองไปไกลถึงตรงนั้น นะคะ ก็ต้องขอขอบคุณที่ทุกท่านกรรมาธิการชุดนี้มีความพยายามที่จะทำให้เกิดสิ่งดีขึ้น ในสังคมไทย ขอบพระคุณค่ะ
เหลือผู้อภิปรายอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านปานเทพ ท่านกิตติ และท่านสุวิระ เป็นท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และอดีตประธาน ป.ป.ช. ครับ ขอเชิญ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. ๙๗ ครับ ผมเห็นว่ารายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อมุ่งให้เด็กเป็นคนดีนำเสนอต่าง ๆ เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยทั้งในปัจจุบัน และอนาคตเป็นอย่างยิ่งนะครับ โดยมุ่งที่จะสอนให้เด็กมีการพัฒนาอย่างรอบด้านที่สุด นะครับ มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจด้วยนะครับ สามารถจะ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างดีสิ่งที่ผมอยากจะให้เพิ่มเติมนะครับ นอกจากในเรื่องของ ที่ท่านใส่แล้ว คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมต่าง ๆ ผมเห็นว่าเรื่องของการสำนึก การรักษา ผลประโยชน์ของส่วนรวมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอยากจะให้เพิ่มส่วนนี้ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องความเข้าใจในการใช้ประยุกต์หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต การเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กต่าง ๆ นะครับ เพื่อให้เกิดค่านิยม ความมีวินัยและความรับผิดชอบ ต่าง ๆ ผมคิดว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อจะเสริมสร้างฐานของเด็กนะครับ เหมือนกับเป็น เสาเข็มเพื่อให้เด็กเป็นพลเมืองที่ดี เป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีที่ดีต่อไปนะครับ ผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของหลักสูตรต่าง ๆ ที่ท่านได้นำเสนอ ผมคิดว่าสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ควรจะเน้นวิธีการให้เขาเข้าใจในทางปฏิบัติให้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเหลือเกิน ต้องให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วก็ดำรงตนอย่างพอเพียง พอประมาณ มีเหตุผลต่าง ๆ ที่ระบุ อยู่ในนั้นนะครับ ให้สามารถที่จะรับทราบแล้วก็ได้มีการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีนะครับ นอกจากนั้นแล้วผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านได้นำเรียนแล้วนะครับ ในเรื่องของการบรรจุหลักสูตรต่าง ๆ ที่จะเข้าไปในหลักสูตรนะครับ เพื่อให้เด็กสามารถ ที่จะต่อยอดวิชาการต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นวิธีเขาเรียกว่าวิธีกระบวนการเรียน การสอนแบบแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) คือในทางปฏิบัติให้มากกว่าการสอน บรรยายในห้องเรียน มุ่งให้เป็นการแพรกทิซ (Practice) ให้มากนะครับ เพื่อให้เขาเห็นสภาพ ที่จริง ๆ นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่าคุณครูผู้สอนเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ เลยนะครับ จะต้อง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียนทั้งความรู้ความสามารถแล้วก็พฤติกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น แล้วในส่วนของผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญ ควรจะได้มีโอกาสเข้ามา มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ คือสร้างบรรยากาศให้มันเอื้อต่อการเรียนการสอน ตลอดจนให้เด็กได้รับผิดชอบต่อชุมชนต่อสังคมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ จะจรรโลงให้เด็กคนนั้นหล่อหลอมขึ้นมานะครับ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งนะครับ ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ถวิลวดีว่า มันควรจะเอาสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นเครดิตของเด็ก สมมุติว่าเด็กที่ได้มีการเรียนรู้อย่างนี้ มีพฤติกรรมที่ดีแล้วมันน่าจะเป็นเครดิตให้เด็กคนนี้ สามารถจะไปต่อยอดการศึกษาในระดับ ที่สูงขึ้นไปได้นะครับ ก็จะทำให้เด็กนี้มีความภาคภูมิใจต่อการที่เขาได้ประพฤติปฏิบัติต่าง ๆ นะครับ แต่โดยภาพรวมแล้วผมคิดว่าข้อเสนออันนี้เป็นข้อเสนอที่ดีมากนะครับ แล้วก็บูรณาการ เข้ากับเรื่องการศึกษาทั้งระบบครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เป็นนักการศึกษา เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะนำเสนอบ้างก็เป็นเรื่องของประสบการณ์กับความคิดเห็นบางประการที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของการศึกษา วันนี้เราพูดถึงเรื่องทำอย่างไรเราจะได้เด็กดี เด็กเก่ง ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยากครับ ผมจำได้ว่าครั้งที่แล้วผมเคยนำเสนอพูดคุยในเชิงของ การอภิปรายในที่ประชุมบอกว่า คุณแม่ของผมเป็นครูคนแรก คุณแม่ผมเป็นครูคนแรก ของผมครับ ท่านสอนผมให้เป็นคนที่รักพี่รักน้อง ก็เป็นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ผมคิดว่า เริ่มต้นจากครอบครัวนั้นเป็นเรื่องใหญ่ คุณแม่ผมท่านสอนผมอย่างนี้ครับ ลูก ๆ ที่คลาน มาจากพ่อแม่คู่เดียวกันไม่มีสิทธิทะเลาะกันครับ จนถึงขณะนี้ผมมั่นใจว่าในระหว่างพี่น้อง ๖ คนด้วยกันนั้น หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่สอนหลักธรรมหลักคำสอนอันนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านได้หลักคำสอนอันนี้มาจากขงจื๊อหรือว่าเต๋าผมไม่ทราบไม่ได้ค้นคว้ามา ก็ทำให้ผม ๖ พี่น้องเรื่องที่จะทะเลาะชกต่อยกันเราไม่กล้าทำ เพราะคุณแม่คอยให้แนวทางปฏิบัติว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้ลูกทะเลาะกัน เอาเปรียบกัน รังแกกัน ต่างคนต่างก็คอยดูแลกัน ผมว่า อันนี้เป็นความปรารถนาของสังคมไทยเหมือนกันที่ไม่อยากจะให้เยาวชนเรามาทุบตีไล่ต่อย ฆ่าฟันกันอย่างเช่นทุกวันนี้ อันนี้เราอยากจะได้อย่างนั้น นั่นประการที่ ๑ ที่เราต้องการ อยากเห็นเยาวชนของเราเป็นอย่างนั้น
ประการที่ ๒ ก็คือว่าแค่เป็นเด็กดีเราก็ยังไม่พอ อย่างที่ท่านกรรมาธิการ ได้นำเสนอขึ้นมา เราต้องการเด็กฉลาดครับ เด็กเก่ง ดีและฉลาด เก่ง อันนี้สุดยอดของความ ปรารถนา เยาวชนวันนี้ถ้าเป็นอย่างนี้ผู้ใหญ่ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีที่เก่ง มันก็จะนำพา ประเทศชาติไปสู่ที่หมายด้วยความภูมิใจอย่างที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในประการที่ ๒ คุณแม่ผมก็อีกเหมือนกันซึ่งเป็นครูคนแรกท่านก็ให้ข้อคิด จากบริบทในสังคมในขณะนั้นซึ่งเป็นสังคมชนบท เห็นชาวบ้านชาวช่องแต่งตัวเปรอะเปื้อน สกปรกมอมแมมจูงวัวผ่านหน้าบ้านเต็มไปด้วยขี้โคลนสกปรก ท่านก็ชี้ไปที่วัวกับคนที่จูงวัว ซึ่งเป็นชาวบ้าน ท่านสอนอย่างนี้ครับ ใครขี้เกียจเรียนหนังสือจะซื้อวัวให้เลี้ยง เราเด็ก ๆ เราไม่อยากจะเลี้ยงวัวเพราะมันสกปรกครับ ผมคิดว่าคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนเขาไหวพริบ ในการสอนลูกสอนหลานชั้นหนึ่งครับตามความรู้สึกของผม เพราะว่าคุณแม่ของผมเป็นครู คนแรกที่มีคุณภาพเอาเรื่องธรรมชาติในตำบลในหมู่บ้านมาสอนลูกสอนหลาน เพราะฉะนั้น ด้วยความเอาจริงเอาจังในเรื่องที่เอาหลักคำสอน ๒-๓ ประการนี้ ทำให้ผมขยันเรียนหนังสือ ผมไม่อยากจะเลี้ยงวัวครับ ต้องขยันเรียนหนังสือ ในส่วนความขยันของผมเรียนหนังสือ ที่คุณแม่คอยกำกับเรื่องเวลา ทำให้ผมสอบได้ที่ ๑ ของโรงเรียนครับ โรงเรียนชนบทที่ ๑ มันไม่ได้เก่งละครับ พอจบชั้น ป. ๔ คุณแม่คิดว่าเก่งจังแล้ว โน่นส่งไปสอบแข่งที่โรงเรียน มหาวชิราวุธที่สงขลาครับ ผลปรากฏการสอบนี่เกือบตกครับ แต่ก็ไม่ได้เรียน เกือบตก แต่ไม่ได้เรียน นั่งคอยเป็นเดือนเนื่องจากว่าติดสำรองครับท่าน ต้องคอยเป็นเดือนครับ พอถึง คนก่อนเขาลาออกเขาไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ก็เรียกสำรองขึ้นมา ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ ห้อง ค ขนาดที่ ๑ ของตำบล หมู่บ้านไปได้ห้อง ค ครับ อยู่ไปประมาณ ๑ เดือน คุณครู ก็บอกว่าเอาละนายกิตติ คนอื่นเขาละลายพฤติกรรมหมดแล้วเหลือแต่เธอคนเดียวยังไม่ได้พูด ไม่จาไปบอกเพื่อนเลยว่าเธอเป็นคนมาจากไหน พ่อแม่เป็นคนอย่างไรไหนลองเล่าให้เพื่อนฟังสิ ผมก็ขึ้นไปหน้าชั้นก็ไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่าผมนี่มาจากไหน ที่ไหน อย่างไร เด็กจากบ้าน กำปงปีแซ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส คุณพ่อคุณแม่เป็นคนอย่างไรนะครับ พอจบแล้ว ผมกลับไปนั่งที่กับเพื่อนใกล้ ๆ เพื่อนว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ขออนุญาตนะครับพูดเป็นภาษา บ้านผม ติมึงแรกเดียวพูดภาษาอะไรกูฟังไม่รู้เรื่อง บอกว่าแกฟังไม่รู้เรื่องว่าสิ่งที่ผมขึ้นไปพูด นั่นแสดงว่าภาษาผมแย่ครับ มันก็ไปสอดคล้องอย่างที่ท่านกรรมาธิการเมื่อกี้ที่บอกว่า เด็ก ๓ จังหวัดภาคใต้ของผม นั่นก็คือยะลา ปัตตานี นราธิวาส ผลการเรียนมันต่ำกว่าเกณฑ์ มาตรฐานครับ อันนี้จริงครับ ผลการประเมินโอเน็ต (O-NET) ทุกสาขาวิชาต่ำกว่าภาคอื่นครับ จนถึงขณะนี้ ที่ผมไปสอบมา ๖๐ ปีที่แล้วยังสู้เขาไม่ได้ เดี๋ยวนี้มันก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะโทษใครเรื่องการเรียนครับ ยังแย่อยู่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ถ้าประเทศไทยมี ๑๐๐ จังหวัด ผมคิดว่า ๙๘ ๙๙ ๑๐๐ มันก็ยังเป็น ๓ จังหวัดอีกเช่นเคย จนถึงขณะนี้ก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเรื่องผลการประเมินครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เราจะโทษใครคงไม่ได้ ก็เป็นเรื่องภาพรวมของประเทศที่ว่าเราไม่เข้าใจเขา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขามาขอว่าทำอย่างไรโอกาสการศึกษาต้องให้เกิดความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น อันนี้ต้องเปิดโอกาสให้ครับ ปัญหาก็อยู่ตรงไหนครับ เด็กมันจะดีไม่ดีนอกจากคุณพ่อคุณแม่ อย่างที่ผมนำเรียนเสนอเมื่อกี้ก็คือเรื่องของครูบาอาจารย์ อันนี้เราทิ้งไม่ได้ ผมคิดว่าเรื่อง ครูบาอาจารย์เป็นเรื่องใหญ่ ไม่อย่างนั้นวันนี้มันคงจะไม่มีปัญหาเด็กตีกัน ทะเลาะกัน ไล่แทงกัน จนเป็นปัญหาที่เราเองก็เบื่อหน่าย ทางฝ่ายความมั่นคงบอกว่าเอาไปฝึกในค่าย ทหารแล้วก็ส่งไปทางภาคใต้ก็ไม่ว่าอย่างนั้น อันนั้นผมคิดว่าผิดทาง เอาคนที่งอแงขี้ยงขี้ยา ฝึกแล้วไป มันควรไปฝึกเรื่องการเกษตรมากกว่าที่จะฝึกเสร็จแล้วไปอยู่ทางใต้ อันนั้น น่าจะไม่ถูกทางครับ เพราะฉะนั้นเรื่องครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นต้นแบบที่จะหล่อหลอม ที่จะปลูกฝังให้บรรดาเด็กและเยาวชนของทั้งประเทศละครับ หลักสูตรผมคิดว่าอันนั้นน่าจะ ไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาหลักก็อยู่ตรงที่ว่าคนที่จะเป็นต้นแบบสอนคนตั้งแต่ในบ้าน โรงเรียน ชุมชน หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ ว่าอย่างไร เอาใกล้ตัวที่เราพูดกันนี้ก็คือครูบาอาจารย์ เมื่อกี้ผมฟังได้ความว่าทำอย่างไรเราจะได้ครูบาอาจารย์ที่เป็นมืออาชีพ อันนี้ผมคิดว่าถูกครับ หาเหตุจูงใจให้ครู คนที่อยากมาเป็นครู มาเป็นครูที่มีคุณภาพ ผมจำได้ว่าสมัยก่อนนั้น สังคมไทยเรายกย่องบุคคล ๓ ประเภทด้วยกันท่านประธานครับ ๑. ก็คือพระ ๒. ก็คือหมอ ๓. ก็คือครู พระ ครู หมอก็คือแพทย์ พระ ครู หมอ ๓ ประเภทนี้เป็นบุคคลที่สังคมไทยยกย่อง เห็นที่ไหนไหว้ที่นั่น เคารพที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้มันกลับตรงข้าม เพราะทั้งพระ ทั้งครู ทั้งหมอ ทำท่าจะเป็นนักการเมืองหมดครับ ท่านครับ เพราะว่ามันง่ายดี ทีนี้ทำอย่างไรเราจะได้คุณครู ที่เป็นต้นแบบของการที่จะปลูกฝังอุดมการณ์ให้กับเด็ก ๆ เพราะฉะนั้นครูต้องมาก่อน เราได้ครูไร้ซึ่งเสียอุดมการณ์ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณและทักษะของการเป็นครูที่มีอาชีพ มีทักษะ แล้วมันยากที่จะปั้นเด็ก ๆ ให้เป็นคนดีคนเก่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอข้อหนึ่ง ที่ผมเห็นด้วยก็คือทำอย่างไรจะคัดสอบคนที่จะมาเป็นครูให้มีคุณภาพด้วยการสอบตั้งแต่ แรกเริ่ม ผมจำได้ครับว่าเพื่อน ๆ เขาบอกว่าเอ๊ะ เข้าโรงเรียนนายร้อย ตั้งแต่วันแรก จนจบมีค่าตอบแทนเลี้ยงดูอย่างดี แล้วก็ขณะที่อยู่โรงเรียน สอนอย่างดีเลยครับ วินัยปลูกฝัง อุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณธรรม จริยธรรมเพียบ เพราะฉะนั้นทหาร ที่ออกมาจากโรงเรียนระเบียบเฉียบครับ วินัยเขาเฉียบ ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำอย่างไรเราจะได้ครูที่เป็นคนลักษณะคล้ายอย่างนี้ให้ได้ ตั้งโรงเรียน ให้โควตาพิเศษ แล้วก็เอามาสอบฝึกปรือให้อยู่ในสถาบันที่มีเงินเดือนค่าตอบแทนตลอด ระยะเวลาที่เรียนจบแล้วบรรจุทันที ไม่ต้องมานั่งสอบใหม่ครับ ผมคิดว่าเราจะได้คุณครู ที่มีความตั้งใจอยากจะเป็นครู จิตวิญญาณของความเป็นครู เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านนำเสนอ ที่อยู่ในเอกสารที่อยากจะได้คุณครูที่เป็นมืออาชีพนั้น ผมคิดว่าโดยส่วนตัวผิดถูกอย่างไร ผมไม่ทราบ ทำได้หรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ว่าครูชั้นประถมนี้จำเป็น เพราะเป็นพื้นฐานเบื้องต้น อย่างน้อย ๔ ปีก็ยังดี หรือ ๗ ปีก็ยังดี ดีกว่าปล่อยให้แล้วแต่เป็นอย่างไรก็ได้ ไปหาเอาเอง ติวอะไรก็แล้วแต่ อันนั้นผมคิดว่าปล่อยให้เด็กและเยาวชนตัวเล็ก ๆ เสี่ยงมากเกินไป ก็ขออนุญาตนำเรียนเพื่อฝากเป็นข้อคิดเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ
มีท่านสมาชิกแสดงความจำนงเพิ่มเติมอีก ๑ ท่าน ก่อนที่ท่านสุวิระจะปิดท้าย นะครับ ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมคงไม่ใช้เวลาถึง ๑๐ นาที ก็อยากจะเรียนว่าได้ศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ในหัวข้อเรื่องการพัฒนา และบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีแล้ว ก็มีความเป็นห่วงและมีความเป็นกังวล ในหลาย ๆ เรื่องนะครับ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเราต้องการเห็น เด็กไทยและคนไทยเป็นผู้มีจริยธรรม แต่ข้อเสนอในหลาย ๆ ประเด็นที่ท่านนำเสนอนี่ผม ก็ออกจะเป็นห่วงว่ามันจะปฏิบัติได้หรือไม่ เมื่อส่งไปที่รัฐบาล ส่งไปที่กระทรวงศึกษาธิการ แล้วบางเรื่องมันก็โอเวอร์แลป (Overlap) กับงานของกรรมาธิการการศึกษาด้วย ซึ่งน่าจะมี การบูรณาการกันมากกว่านี้ ประเด็นที่ผมเป็นห่วงก็คือท่านสรุปว่าปัจจุบันนี้หลักสูตร ที่เด็กไทยเรียนอยู่นี้มันมากเกินไป ทำให้เด็กล้า ก็รัฐบาลเขาก็เห็นด้วย เขาก็ถึงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ อันนี้ทุกคนก็เห็นด้วย ท่านเห็นว่าครูที่จะสอนเรื่องหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม นี่ไม่ควรเป็นครูที่จบภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตร์ ก็ควรเป็นครูที่จบด้านสังคมศึกษามา ก็จริง ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าอัตรากำลังที่ราชการกำหนดมันมีเท่านี้ มันก็ต้อง เมก (Make) ดู เขาถึงพยายามจะควบรวมโรงเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านเสนอก็คือว่า ท่านเสนอว่า จะให้เพิ่มสาระของหมวดการเรียนรู้กลุ่มที่ ๘ หรือกลุ่มสังคมศึกษา กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ในประถมศึกษาจาก ๒๔ เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียนเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ต้องไปเบียด วิชาหลักของวิชาอื่นด้วย ในระดับมัธยมศึกษาท่านก็เสนอจะเพิ่มจาก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ เด็กไทยเมื่อไปประกวดกับอาเซียน (ASEAN) ตอนนี้เรามีความล้าหลังอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน แล้วถ้าเราจะเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ก้าวพ้น มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) มันก็ต้องมีวิชาหลัก ก็คือวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาอังกฤษ แล้วถ้าท่านไปลดเวลาเหล่านี้ คือท่านเวลาไปเพิ่มรวมไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นผมเป็นห่วงจริง ๆ ว่าเรื่องนี้มันจะหาจุดลงตัว ได้อย่างไร แล้วจริง ๆ ผมคิดว่าคนจะดีนี่ไม่ใช่ว่ามีครูสอนวิชาสังคมศาสตร์มาก ๆ มันอยู่ที่การอบรมที่บ้านด้วย แล้วนอกเวลาเรียนอย่างผมโตมานี่นอกเวลาเรียนก็ไปเล่นกีฬา กับเพื่อน ก็ได้เรียนรู้ มีน้ำใจนักกีฬาต่าง ๆ มันเรียนนอกห้องเรียนด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ที่ผมเป็นห่วงแล้วก็อยากจะฝากท่านไปทบทวน
อีกเรื่องหนึ่งก็คือบางข้อเสนอรู้สึกว่าท่านก็จะเสนอว่าในเชิงที่เกี่ยวกับหน้าที่ ของกรรมาธิการการศึกษาเขาโดยตรง อย่างเช่นที่บอกในหน้า ๙ รัฐบาลใช้มาตรา ๔๔ ตั้งกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ท่านไปตรวจสอบดูแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเวิร์ก (Work) เป็นตรายางเสียมากกว่า น่าจะบูรณาการกับเขตการศึกษา อันนี้ก็ควรจะต้องมีข้อมูล มากกว่านี้ อาจจะมีสักเขต ๒ เขต ท่านควรจะปรึกษากับกรรมาธิการการศึกษา แล้วเรื่องของ การสอบเอนทรานซ์ (Entrance) สอบแอดมิสชัน (Admission) เข้ามหาวิทยาลัย ท่านก็เสนอในหลาย ๆ ประการ แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าสิ่งที่เขาดำเนินมาในปัจจุบันนี้ มันก็มีประวัติศาสตร์ มีที่มาของมัน อย่างท่านบอกว่าตอนนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางแห่งมีสิทธิโควตาพิเศษจัดทุนการศึกษาให้ด้วย ทำให้ไม่มีความเท่าเทียมกัน ผมคิดว่า หลักที่เขาคิดคือต้องการให้มีความเท่าเทียมกัน เด็กด้อยโอกาสในต่างจังหวัด เด็กมีความสามารถพิเศษ เด็กนักกีฬาจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้ ที่ท่านจะเสนอยกเลิก หรือว่ายกเลิกการสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ที่ความจริงเขาไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ นะครับ เป็น ทปอ. เขากำหนดว่ามหาวิทยาลัยสามารถสอบรับตรงได้ เพราะฉะนั้น ในประเด็นเหล่านี้ ผมอยากจะฝากท่านช่วยไปทบทวนกับกรรมาธิการการศึกษาว่าจะหาจุด ลงตัวได้อย่างไร เพราะจริง ๆ เราก็ทราบว่ารัฐบาลเขากำลังเห็นว่าเด็กก็เรียนเยอะอย่างที่ ท่านว่า เขาถึงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้ไปเรียนนอกห้องเรียนมากขึ้น แต่ท่านเห็นว่า คนไทยไม่มีจริยธรรม ไม่มีศีลธรรม ก็เลยจะเพิ่มหลักสูตรนี้เข้าไป แล้วก็ไปลดหลักสูตรหลัก ที่จะทำให้ประเทศแข่งขันได้ ผมเองก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าไม่ค่อยเห็นด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่าน พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศึกษา คุณธรรมและจริยธรรม ที่ได้เสนอเรื่องนี้นะครับ เรื่องที่ท่านเสนอผมก็เห็นว่าท่านเห็นว่า ควรเพิ่มในเนื้อหาวิชาเหล่านี้ ผมเห็นว่าถูกต้องครับ แต่วิธีการเพิ่มของท่านนั้นผมไม่เห็นด้วย นะครับ ผมอยากจะให้ท่านหาใช้วิธีการอื่นนะครับ โดยที่จะมีประเด็นที่จะนำเสนอท่านดังนี้
ท่านได้นำเสนอว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาเรื่องสื่อการสอนและ ตำราเรียน เมื่อกี้ท่านพูดนะครับเรื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ในเรื่องตำราเรียนในวิชา ต่าง ๆ นะครับ อันที่ ๒ ท่านบอกว่าปัญหาครูไม่มีความรู้ ความสามารถในวิชาที่สอน ข้อ ๓ ท่านบอกว่าปัญหาการบรรจุครูไม่ตรงกับสายวิชาที่ขาดแคลน ประการที่ ๔ ท่านบอกว่า การสอบเข้าในอุดมศึกษาโดยใช้คะแนนโอเน็ต (O-NET) นั้นไม่เหมาะสม แล้วท่านบอกว่า ก็แก้ไขด้วยวิธีการลดวิชาคณิตศาสตร์แล้วก็เศรษฐศาสตร์ แล้วก็เพิ่มวิชาศิลปะ วัฒนธรรม ตามที่ท่านบอกนี่นะครับ ผมเห็นว่าปัญหาท่านตั้งอย่างหนึ่ง แต่วิธีแก้ไขท่านแก้ไขอีกอย่างหนึ่ง มันไม่สอดคล้องกัน อันนี้เลยฝากท่านพิจารณาครับ
แล้วก็ที่บอกไม่เห็นด้วยอีกอันหนึ่งครับ บอกว่า เด็กไทยอ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็นก็พอ แต่ในข้อเท็จจริงผมอยากให้เป็นอย่างนี้นะครับว่า เด็กไทยต้องอ่านเข้าใจ เขียนดี คำนวณเก่งครับ เพราะตอนนี้เด็กไทยอ่านออกแต่จับใจความไม่ได้ครับ สอบแล้ว อยู่ในเลเวิล (Level) ๑ จาก ๖ เลเวล (Level) เด็กไทยเขียนได้ครับ แต่เขียนแล้วคนอ่าน ไม่รู้เรื่องครับ สื่อใจความไม่ได้ และเด็กไทยคำนวณเป็นครับ แต่คิดไม่เก่งครับ คิดเลขไม่เก่งครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะแก้ไข เรียกสโลแกน (Slogan) หรือว่าค่านิยมหรือว่า แนวความคิดของผู้บริหารการศึกษาที่บอกว่า เด็กไทยแค่อ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็น เปลี่ยนใหม่นะครับเป็น อ่านเข้าใจ เขียนดี คำนวณเก่งครับ
แล้วก็ในหัวข้อที่ท่านบอกว่า จะปรับเพิ่มนี่นะครับ ผมขอเพิ่มเติมนะครับ นอกเหนือจากที่ท่านกล่าวแล้ว ผมเห็นว่ายังขาดในเรื่องสำคัญอยู่นะครับ ที่สำคัญอันดับหนึ่ง เลยของเยาวชนแล้วก็คนไทยทั้งชาติขณะนี้นะครับคือเรื่องวินัยครับ อยากให้เอาคำว่า ปลูกฝังวินัย ขึ้นต้นครับ แล้วก็ตามด้วย ความมีอุดมการณ์และความรักชาติ ตามขึ้นมาครับ แล้วก็ความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละครับ และจริยธรรม คุณธรรมครับ แล้วก็ตามด้วย การกีฬาครับ
ทีนี้ผมจะนำเสนอท่านเป็นหัวข้อ ๆ ดังนี้นะครับ หัวข้อแรก พูดถึงเรื่อง เนื้อหาวิชาที่เพิ่มขึ้นนะครับ ประเด็นที่ ๒ ช่วงเวลาที่สามารถดำเนินการได้นี่นะครับ ก็คือช่วงเวลาที่ ๑ นะครับ คือช่วงเวลาเรียนรู้ตามปกติ ทุกนาทีในโรงเรียน ก็คือตั้งแต่ เดินทางจากบ้านมาโรงเรียนระหว่างทางก็ได้นะครับ ขึ้นรถเรียบร้อยไหม รักษากฎจราจร หรือเปล่า พอเข้าประตูโรงเรียนครับ ก่อนเข้าประตูโรงเรียน อันที่จริงเช้า ๆ มีครูไปยืน หน้าประตูโรงเรียน ตรงนั้นนี่นะครับเริ่มตั้งแต่กวดขันวินัย จริยธรรม คุณธรรมของเด็ก แล้วครับ นี่ละครับคือไม่จำเป็นต้องไปเข้านั่งเรียนในชั่วโมงเรียนแล้วต้องไปลดวิชาชั่วโมงอื่น ทุกวินาทีที่เด็กอยู่ในโรงเรียนนั้นสามารถทำแบบนี้ได้นะครับ แล้วก็ช่วงพักกลางวัน ช่วงเลิกเรียน ช่วงเดินทางกลับบ้าน แล้วก็นอกเหนือจากนั้นที่จะดูวินัยของเด็กดีที่สุด ดูว่ามี จริยธรรม คุณธรรมหรือไม่ ดีที่สุดก็คือว่าเด็กทำการบ้านหรือเปล่า หรือว่าลอกการบ้านมาส่ง ส่งการบ้านหรือเปล่า ตรงนี้ครับเป็นตัวสำคัญที่จะมาพิจารณาแล้วก็ปลูกฝังในประเด็นที่ท่าน เป็นห่วงว่าขาดไปนะครับ ๒.๒ ช่วงเวลาเรียน เมื่อกี้ช่วงเวลาเรียนอยู่ตามปกตินะครับ อันที่ ๒ ช่วงเวลาวันหยุด วันเสาร์ วันอาทิตย์ครับ มีการเข้าวัดไปฟังพระเทศน์ ไปปฏิบัติธรรมบ้าง อันนี้ก็ถือเป็นชั่วโมงเรียน เป็นเวลาเรียนได้ แล้วจริง ๆ แล้ววัดทุกวัดครับ โบสถ์ก็ว่าง ศาลา ก็ว่าง พระก็ว่างครับ แต่ครูยังไม่ได้จัดนักเรียนเข้าไปที่วัดนั่นเอง ทั้งที่โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตของวัดครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้ อย่างเพียงพอนะครับ อยากให้ไปปรับยุทธวิธีใหม่ ๒.๓ ช่วงปิดเทอมในภาคเรียนที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๒-๓๑ ตุลาคม ๑๙ วัน ช่วงที่ ๑ นะครับ และช่วงที่ ๒ ช่วงปิดเทอม ภาคปลายหรือภาคเรียนที่ ๒ ตั้งแต่ ๑ เมษายนถึง ๑๕ พฤษภาคม ประมาณ ๔๕ วัน ขอเรียนท่านตรงนี้นะครับ ผมได้สัมภาษณ์เด็กที่ติดยาเสพติดหลายร้อยคนครับ ผลสรุปว่า เริ่มจากการเสพยาเสพติดครั้งแรกในช่วงที่ปิดภาคเรียน ๑ กับภาคเรียน ๒ และสัมภาษณ์เด็ก ทั้งเด็กหญิงเด็กชาย โดยเฉพาะเด็กหญิงที่มั่วสุมเตร็ดเตร่ แล้วก็ที่มั่วสุมกันทางเพศแล้วเราไป ทลายแก๊งแล้วมาสัมภาษณ์นี่นะครับ เด็กนักเรียนหญิงเด็กประถมนี่นะครับ จะเริ่มมี เพศสัมพันธ์หรือเริ่มมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนตั้งแต่ปิดภาคเรียน ก็ถามต่อว่าทำไมไปมีพฤติกรรม เบี่ยงเบนเมื่อปิดภาคเรียน เขาบอกว่าปกติไปโรงเรียนก็ไม่มีปัญหาอะไรไปเช้าเย็นกลับ กลับมาถึงก็มาเจอคุณพ่อคุณแม่ แต่ช่วงปิดเทอมพ่อแม่ไปทำงานทิ้งลูกอยู่กับบ้านลูกเหงา ครับไม่รู้จะไปไหนก็เลยนัดกันไปเที่ยว ไปเที่ยวเสร็จก็เตร็ดเตร่แล้วก็มั่วสุมแล้วก็เริ่มมี พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เริ่มไปเสพยาเสพติดครั้งแรก ทั้ง ๒ อย่างนี้เมื่อเสพครั้งแรกหรือ เบี่ยงเบนครั้งแรกมันจะเบี่ยงเบนตลอดไปและยากต่อการเยียวยาแก้ไข เพราะฉะนั้น คงจะต้องหาวิธีการให้เด็กและเยาวชนในช่วงปิดเทอมมีกิจกรรมครับ และกิจกรรม ที่เหมาะสมที่สุดก็คือกิจกรรมที่ท่านได้นำมาเสนอนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปลดเวลาเรียน เขาครับ ท่านเอามาเพิ่มในช่วงเวลาว่างเสียเลยครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมจะพูดถึงก็คือว่าสถานที่ล่ะใช้ที่ไหน เมื่อกี้มีผู้ที่อภิปราย ก่อนหน้านี้หลายท่านพูดถึงเรื่องจะทำอย่างไร ผมก็จะบอกเลยนะครับสถานที่ที่ใช้ก็คือ โรงเรียนนั่นแหละ เพราะในช่วงปิดภาคเรียนก็ไม่ได้ใช้อะไรนะครับ หรือที่วัด หรือมัสยิด หรือโบสถ์คริสต์ ในการฝึกอบรมตำรวจผมใช้มัสยิดสำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมก็ได้ผลนะครับ หรือถ้าเป็นคริสต์ก็โบสถ์คริสต์นะครับ ๓.๓ ค่ายลูกเสือหรือค่ายเยาวชน ๓.๔ ค่ายทหาร ไม่ว่าทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ มีหมดนะครับ ค่ายที่ดี ๆ ยกตัวอย่างนะครับ ค่ายบุรฉัตรของทหารช่าง ราชบุรี เขาก็ฝึกค่ายเยาวชนได้อย่างดีนะครับ อันนี้แค่ตัวอย่าง ๓.๕ ค่าย ตชด. ทั่วประเทศ มี ๒๖ กองกำกับครับ แล้วก็ ๓.๖ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจ ทั้ง ๙ ภาคนะครับ แล้วก็ศูนย์ฝึกอบรมของส่วนราชการอื่น ๆ ด้วย
ประเด็นที่ ๔ ครูผู้ฝึกหรือวิทยากร หรือครูสอนใช้ที่ไหนครับ ๔.๑ ใช้ครู ทุกคนในโรงเรียน ก็คือว่าครูทุกคนในโรงเรียนนั่นแหละคือครูสอนจริยธรรม คุณธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม เพราะครูต้องเป็นต้นแบบกับนักเรียนเขาเหล่านั้น ๔.๒ ภิกษุ สามเณร ๔.๓ ตำรวจ ๔.๔ ทหาร ๔.๕ วิทยากรค่ายลูกเสือหรือค่ายเยาวชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเสนอนี้คือ ๔ ประเด็น ทีนี้ใน ๔ ประเด็นที่ผมนำเสนอนี่นะครับ ก็สอดคล้องกับท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วก่อนหน้านี้นะครับ ยกตัวอย่างเลยนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เสนอให้ไปหารือกับกรรมาธิการการศึกษาก่อน
ท่านที่ ๒ ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อนะครับ ท่านอำพล จินดาวัฒนะ บอกว่า ครูทุกคนคือต้นแบบในเรื่องจริยธรรม ผมเห็นด้วยตรงนี้เพราะอะไร เพราะในเรื่องคุณธรรม ครูในโรงเรียนต้องไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันให้ลูกศิษย์เห็นครับ ผมเห็น หลายโรงเรียนเลยครับ ตั้งโต๊ะดื่มเหล้าให้ลูกศิษย์เห็นเลยครับ อันนี้ก็ไม่ถูก ครูสูบบุหรี่ ให้ลูกศิษย์ดูเลย ลูกศิษย์ก็เลียนแบบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องไม่มีครับ ทางด้านศาสนา ครูต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรมบ้าง ครูเองไม่เข้าวัดแล้วจะให้นักเรียนเข้าวัดมันก็ยาก ทางด้าน วัฒนธรรม การแต่งกายของครูต้องถูกต้องเหมาะสมตามวัฒนธรรม ครูสุภาพสตรี ก็ต้องไม่นุ่งกระโปรงสั้นเกินไปนะครับ ด้านกีฬา
ช่วยกรุณาสรุปได้แล้วนะครับ
ครับ ทางด้านกีฬานะครับ ครูก็ต้องมีน้ำใจ เป็นนักกีฬาไม่ใช่ดูกีฬาเพราะเล่นการพนัน ไม่ว่าพนันมวยหรือพนันบอล ที่ผมเจอตรงนี้ เพราะทำไม ผมเป็นตำรวจอยู่พื้นที่ ผมมักจะจับครูในวงการพนันได้บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นข้อที่เป็นต้นแบบอย่างหนึ่งนะครับ
สำหรับท่านอิศรานะครับ ท่านบอกว่าการช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาส ควรเปิด ผมเห็นด้วยนะครับ ควรเปิดให้โรงเรียนจัดติวให้นักเรียนเองไม่ต้องไปเข้าโรงเรียนติว ผมเรียนว่าตอนผมเรียนประถมหรือเรียนมัธยมโรงเรียนเขาเปิดติวครับ ติววันเสาร์แต่เขาติว โดยครูมาติวให้ ผมขอเรียนนะครับ ทุกวันนี้เราบอกว่าไม่ให้มีติว ผมขอเรียนเรื่องจริงนะครับ ผมเป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจสัมภาษณ์เด็กแล้วเด็กที่ได้มาผมสัมภาษณ์ดู ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ คนที่สอบได้ล้วนที่จะมีการเข้าโรงเรียนติวทั้งนั้น แล้วผมถามว่าเวลา ผมออกข้อสอบผมออกข้อสอบอะไร ผมเอาอาจารย์ ม. ๔ มาออกข้อสอบแล้วก็รับสมัคร นักเรียน ม. ๔ เอาอาจารย์ ม. ๖ มาออกข้อสอบเพื่อรับสมัครนักเรียน ม. ๖ แล้วก็ให้ออก ตามในหนังสือตามที่ครูสอน แล้วก็เน้นอีกครับ มีอีกคณะหนึ่งมาตรวจสอบว่าข้อสอบจะต้อง ไม่ตรงกับสถาบันติว แต่อย่างไรก็ตามเด็กที่ติวก็ยังสอบได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นเราบอกว่า ไม่ต้องติว ไม่ต้องติว แต่มีคนไปแอบติว แล้วคนแอบติวได้มันก็ยิ่งไม่ธรรมใหญ่ เพราะฉะนั้น ขอเรียนท่านว่าควรให้มีติว แต่เป็นการติวโดยโรงเรียนจัดเสียเองจะทำให้เด็กด้อยโอกาส เขาได้มีโอกาส ถ้าบอกไม่ให้มีติวเลย เด็กที่เป็นคนจนไม่มีเงินไปเข้าโรงเรียนติวจะเสียโอกาส ตรงนี้ก็ขอฝากครับ
ส่วนท่านธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ท่านบอกว่าควรมีการเปรียบเทียบวุฒิ การศึกษาของพระ อันนี้ถูกต้องเลยครับ ผมจะขอเรียนให้นะครับ ขอฝากไปถึงกรรมาธิการ ทางด้านการศึกษาด้วยอยากให้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ถูกต้องเหมาะสมนะครับ เพราะว่า พระที่เรียนอภิธรรมมีเรียนเปรียญ ๑ ถึงเปรียญ ๙ ประโยคนะครับ กว่าจะสอบได้ยากมาก และข้อสอบมาตรฐานนะครับ พระทั่วประเทศมารวมกันสอบ แล้วเอาพระผู้ใหญ่ทั่วประเทศ มาตรวจข้อสอบนะครับ ซึ่งได้ยาก และท่านทราบไหมว่าความศักดิ์สิทธิ์ของเปรียญนั้น ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าปริญญาบัตรของเรานะครับ เปรียญ ๑ เปรียญ ๒ ก็รับเอง พอเปรียญ ๓ ประโยค ผู้แทนพระองค์คือสมเด็จพระสังฆราชเป็นคนประทานพัดยศ แล้วก็ทรงตั้ง เปรียญธรรมด้วยนะครับ พอถึงเปรียญ ๖ ประโยคต้องเข้ารับพระราชทานอีกครั้งหนึ่ง รับพระราชทานพัดยศจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเป็นเปรียญ ๖ ประโยค แล้วก็เปรียญ ๙ ประโยคก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นรับพระราชทานถึง ๓ ครั้ง ทั้งพระราชทานพัดยศ ทั้งรับคำพระราชทานทรงตั้งด้วย หมายถึงทรงแต่งตั้งด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ควรจะปรับให้เขานะครับว่าถ้าเปรียญ ๓ ประโยคนั้นควรจะได้ปริญญาตรี เปรียญ ๖ ประโยคควรจะได้ปริญญาโทและเปรียญ ๙ ประโยคควรจะได้ดอกเตอร์หรือปริญญาเอกนะครับ ทุกวันนี้เปรียญ ๙ ให้เขาแค่ ปริญญาตรีเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นข้อด้อยอีกอย่างหนึ่งว่า เราจะใช้พระมาเป็นผู้สอน เด็กนักเรียนในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ผมมั่นใจว่าพระท่านสอนได้ดีกว่าครูแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะใช้พระมาสอนตรงนี้เราก็ควรจะให้ความเป็นธรรมกับพระและปรับวุฒิ ของท่านให้ถูกต้องตามเนื้อหาวิชาที่ท่านเรียนตามชั่วโมงเรียนด้วย อันนี้เป็นอันหนึ่งนะครับ มาดูอีกส่วนหนึ่งนะครับ
ท่านสุวิระครับ ท่านต้องสรุปใน ๓๐ วินาทีครับ
ผมขอสรุปก็แล้วกันนะครับ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ผมขอบอกว่าอยากให้ท่านดำเนินการตามที่ผมนำเสนอแล้วเพื่อจะได้ตรงตามหลัก วิชาการเรียนการสอนที่เน้นแอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) นะครับ แล้วก็เป็นการ บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคีเครือข่ายและใช้ประโยชน์จากทุกส่วนที่มีอยู่นะครับ ไม่ว่าบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนะครับ แล้วก็เป็นการใช้เวลาว่างของ นักเรียนในช่วงปิดภาคเรียนให้เป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชน มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนในช่วงปิดภาคเรียนครับ การดำเนินการดังกล่าวนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีวินัย มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตใกล้ชิด หลักธรรม มีอุดมการณ์ความรักชาติ มีความเสียสละ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เป็นทั้งคนดี คนเก่ง คนเข้มแข็ง แข็งแรง และเป็นเยาวชนที่ดีของชาติครับ ขอบคุณครับ
สมาชิกได้อภิปรายพอสมควรแล้วนะครับ ทั้งหมด ๑๕ ท่านด้วยกัน ผมขอปิด การอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถาม ของสมาชิกครับ เชิญท่านบวรเวทครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณต่อคำชี้แนะจากท่านสมาชิกสภาทั้ง ๑๔ ท่านนะครับ ที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ผมขออนุญาตกล่าวในภาพรวมนะครับ คือในส่วนของการศึกษา เรื่องการพัฒนาหลักสูตรนั้น เราได้มีการประชุมร่วมกันกับทางคณะกรรมาธิการศึกษา แล้วนะครับ โดยส่วนตัวผมก็ได้มีการหารือกับทางท่านประธานกรรมาธิการศึกษานะครับ อันนี้ต้องขออนุญาตท่านอ้างอิงนะครับว่าได้มีการคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว แล้วก็ประชุม กันทั้งเต็มคณะ เพราะเราก็ทราบอยู่ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับทาง คณะกรรมาธิการศึกษา เพราะฉะนั้นเราจึงแยกอย่างที่ผมเรียนนะครับ เราแยกวาระ การปฏิรูปในเรื่องเกี่ยวกับเราขอเพิ่มเวลาเรียน แต่เรื่องอื่นนั้นเราขอเป็นข้อเสนอแนะ ที่แล้วแต่คณะกรรมาธิการศึกษาจะนำไปพิจารณาดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ส่วนเรื่องเพิ่มระยะเวลาในการเรียนในสาระวิชาที่เกี่ยวข้องกับทางคณะกรรมาธิการกีฬานั้น เราเห็นว่าในรุ่นของเด็ก ๆ เด็กประถมนั้นน่าที่จะมีการอบรมบ่มนิสัยได้ง่ายกว่าพอโต ขึ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จึงแบ่งเป็นทั้งประถมศึกษาตอนต้นและตอนปลายนะครับ ส่วนหลังจากโตไปแล้วนั้นก็จะเพิ่มสัดส่วนกันขึ้นไปตามเอกสารที่ว่านะครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ กระผมขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๓ ท่านนะครับ ที่ได้กรุณาขึ้นมาอภิปรายให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตามที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้กรุณา อภิปรายแนะนำมา ถือว่าเป็นประโยชน์ทุกประเด็นนะครับ ที่ทุกท่านได้อภิปรายไปในวันนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำไปพิจารณาประกอบการดำเนินการในการพัฒนาแล้วก็บรรจุ หลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่เด็กนักเรียนในการที่จะมุ่งเน้นให้เด็ก เป็นคนดีต่อไปนะครับ แล้วก็จะได้ดำเนินการเริ่มประชุมกันตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป หลังจากนั้นก็จะได้ดำเนินการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปให้เป็นไปตามกำหนด แล้วก็บังเกิด ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปครับ ผมก็ขอขอบคุณทุกท่านในโอกาสนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบพระคุณครับ
เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าในทำนองว่าเราจะมี ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ เราจะมี ๒ หลักสูตร ให้กับเด็กนักเรียนของเราที่ไปจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกีฬาและวัฒนธรรม แล้วก็มีหลักสูตรที่จะไปจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ ผมขอเสนอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ให้โอนเรื่องทั้งหมดมาที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาครับ ผมไม่เห็นด้วยที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการกีฬาและวัฒนธรรม จะทำโดยตรงผ่านท่านประธาน สปท. ไปที่รัฐบาล ไม่ครับ เราต้องเคลียร์ (Clear) กันที่นี่ ให้เสร็จ ตกผลึกเป็นเอกสารเดียวกัน แล้วก็ ๒ กรรมาธิการเห็นชอบ แล้วก็ สปท. เห็นชอบด้วยครับ มันงานใครงานมันครับในอันนี้ และมันไปเกี่ยวกับเด็กทั้งชาติ ผมไม่เห็นด้วยที่เราจะมาทำงานกันแบบนี้ครับ ผมขอเสนอด้วยความเคารพผ่านท่านประธาน ไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าให้มีการทำงานกัน ๒ คณะกรรมาธิการ ผมไม่ได้ไปเถียง เรื่องสาระเนื้อหา แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิกอีก ๑๐ กว่าคนก็ได้พูดในเรื่องสาระเนื้อหา แต่ว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วก็การบูรณาการใน สปท. ต้องเกิดขึ้นก่อนครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ทางกรรมาธิการจะตอบไหมครับ หรือว่ารับข้อสังเกตไป เชิญท่านบวรเวท
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ ผม บวรเวท รุ่งรุจี คณะกรรมาธิการนะครับ ก่อนอื่นก็คงต้องเรียนว่า ทางคณะกรรมาธิการกีฬานี้ เราไม่ขัดข้อง เพราะจริง ๆ แล้วเราก็ได้มีหารือกับทางท่าน กรรมาธิการศึกษา ซึ่งจริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวผมก่อนที่ไปประชุมร่วม ผมก็จะกำหนดกรอบ ของผมว่า ผมทำแค่ตรงเรื่องเกี่ยวกับห้วงระยะเวลาในการเรียนการสอนเท่านั้น เพราะเรา มองว่าอันนี้เราได้น้อย ส่วนในรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาระวิชา จะเรียนมากน้อย แค่ไหน อะไรบ้าง เราถือว่ามันเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการศึกษาอยู่แล้วที่จะต้องไปดูว่า ในแต่ละหลักสูตรนั้นจะเรียนวิชาไหน มากน้อยอะไรต่าง ๆ แค่ไหน หรือแม้แต่ที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพอพลท่านพูดถึงเรื่องเทคนิคการเรียนการสอน อันนั้นเราก็มองว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งเราเองเราก็ไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปในลักษณะนั้น อันนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับว่าเราเองเรารู้ดีว่าในส่วนของเรา เรามีกรอบของเรา อยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสนอที่เราได้มาจากในพื้นที่แล้วก็มีการประชุม คณะทำงาน ผมขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ เราก็มีคณะทำงานจากกระทรวงศึกษาธิการ นะครับ ที่เราเชิญมาเป็นคณะทำงานที่มาประชุมร่วมกัน ซึ่งเขาเองเขาก็บอกว่าตอนนี้ หลักสูตรการเรียนการสอนแกนกลางนี่นะครับ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กำลังปรับปรุงอยู่ เขาก็มีเอกสารมาให้ดูเพียงแต่ว่ามันยังไม่ตกผลึก แล้วเขาก็เป็นคนบอกเราเองว่าในการทำ หลักสูตรแกนกลางนั้นใน ๘ สาระวิชานั้นจะมีอาจารย์ประจำแต่ละสาระวิชา ซึ่งเขาเอง ต่างคนก็ต่างจะรักษาสภาพของตัวเอง เพราะฉะนั้นมันก็จึงไม่สามารถที่จะไปขยับเขยื้อน อะไรได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราก็จึงจะไม่ลงรายละเอียดว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ผมก็คิดว่าในส่วนของคณะกรรมาธิการกีฬาและวัฒนธรรม เราเองเราไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าในส่วนนั้นจะเอาไปแล้วทางคณะกรรมาธิการศึกษาจะเอาไปพิจารณาเพิ่มเติมหรือทำ รายละเอียดอะไรต่าง ๆ ตามที่เห็นควรจะประชุมร่วมกันอะไรต่าง ๆ เราก็ไม่ขัดข้องครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุวิระ แล้วก็ท่านสุรินทร์ ขอสั้น ๆ นะครับ ถามเฉพาะประเด็นที่ กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบนะครับ
ก็คืออยากจะขอให้ทางท่านกรรมาธิการ ชัดเจนครับว่าตกลงว่าจะขอกลับไปปรึกษากับกรรมาธิการทางด้านการศึกษาแล้วเสนอ มาใหม่ หรือว่าอย่างไร เพราะเดี๋ยวก่อนโหวตลงคะแนนไปแล้ว พอลงคะแนนแล้วเดี๋ยวแก้ไข อะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอชัดเจนก่อนครับ
เชิญท่านสุรินทร์ก่อนแล้วกันครับ แล้วก็ตอบทีเดียว
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่ สปท. เรามี กรรมาธิการ ๑๒ คณะ ก็จะต้องคำนึงถึงว่า กมธ. อะไรที่เป็นหลักเป็นรอง ถ้าถามผมนะ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของการศึกษาเป็นหลัก ส่วนเรื่องของกีฬา จริยธรรม กีฬาเป็นเรื่องของ กีฬาเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันต้องมีหลักรอง ถ้าไม่มีหลักรองเราจะเขวไป ผมคิดว่าน่าจะให้ ท่านกรรมาธิการกีฬาด้วยความเคารพนะครับ ถอนเรื่องกลับไปเสียก่อนอย่าลงมติเลย แล้วจะเป็นปัญหา แล้วก็ไปคุยกันให้สะเด็ดน้ำ คือไม่จำเป็นต้องแข่งกันทำ ถ้าออกไปเขาถาม ท่านประธานอลงกรณ์ว่างานนี้งานหลักของใคร งานรองของใคร ผมคิดว่าตอบลำบาก แต่ว่าเนื้อหาผมเห็นด้วยไหม ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อโต้แย้ง กราบขอบคุณด้วยความเคารพครับ
ท่านประธานกรรมาธิการครับ ความจริงในช่วงแรกก็ได้แจ้งไว้แล้วว่า ทางกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาได้พิจารณาเมื่อครั้งที่ทางกรรมาธิการกีฬาได้ส่งรายงาน เข้าไป แล้วเห็นว่ามีเรื่องเกี่ยวข้องกับกรรมาธิการการศึกษา ก็เลยให้ทั้ง ๒ คณะได้ไปประชุม หารือกันจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำกลับมาเข้าสู่สภา ก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไรในแง่ของ กระบวนการ เพราะว่าทางวิป (Whip) ก็ได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ ก็ได้ดำเนินการ แต่ว่าอย่างไรก็ตามอยากเชิญทางประธานกรรมาธิการศึกษาท่านวิวัฒน์ ได้ชี้แจงสมาชิกด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทุกท่านครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการได้กรุณานำเรื่องนี้มาหารือกับกรรมาธิการ ศึกษาเรียบร้อยแล้ว แล้วที่ประชุมในกรรมาธิการศึกษาก็เห็นชอบในหลักการว่า ทั้ง ๓ ประเด็นที่กรรมาธิการเสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม ศาสนา วัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขศึกษา พลศึกษา รวมทั้งศิลปะด้วยทั้ง ๓ ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าด้วยข้อเท็จจริงทางกรรมาธิการก็เตรียมทำเรื่องนี้เสนอพร้อมกัน คือต้องปรับ ทั้งเงื่อนเวลาและเนื้อหาวิธีการเรียนการสอนซึ่งอาจจะไม่สามารถได้เวลาทั้งหมดตามที่ กรรมาธิการได้กรุณาเสนอแนะไว้ แต่อย่างไรก็ตามด้วยบทบาทหน้าที่ของกรรมาธิการคณะนี้ สามารถจะเสนอมาได้เพราะว่าเป็นความเห็นของกรรมาธิการด้านศิลปะ วัฒนธรรมเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญแล้วกรรมาธิการด้านการศึกษาก็เห็นชอบในหลักการแล้ว ถ้าจะเสนอ ไปที่รัฐบาลก็ไม่น่าเป็นปัญหาอาจจะเพิ่มเติมไปว่ากรรมาธิการศึกษาเห็นชอบในหลักการที่จะ นำเรื่องนี้ไปหารือกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อดำเนินการปรับให้เป็นไปตามนี้ต่อไปเท่าที่จะ เป็นไปได้ ในหลักการก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับก็สามารถเสนอผ่านไปได้ แล้วเราก็จะไป ประสานงานกันในระดับกระทรวงได้ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเลิศรัตน์และท่านนิกรนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องที่เรากำลัง พิจารณาว่าเราจะลงมติหรือถอนก็อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการด้านศึกษาได้เรียนว่า ได้มีการหารือกันแล้ว ผมก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ก็ได้ยินได้ฟังได้ทราบถึงการที่วิป (Whip) ได้มีมติให้นำเรื่องนี้ไปหารือกับกรรมาธิการศึกษา ก่อนซึ่งก็ได้หารือแล้ว ส่วนข้อเสนอถ้าเรามาดูกันอย่างจริงจัง หลัก ๆ ก็มีอยู่ ๒-๓ ข้อ คือข้อเสนอในการเพิ่มวิชาใน ๓ สาระสำคัญที่เกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา กีฬา ผมได้เรียนตอนผมอภิปรายว่าการจะเพิ่มมากเพิ่มน้อยอย่างไรนั้นเป็นข้อคิดเห็น ของกรรมาธิการซึ่งก็คงยากที่จะรู้ใจผู้ที่จะมีอำนาจตัดสิน เพราะฉะนั้นเมื่อส่งขึ้นไปสู่รัฐบาล รัฐบาลส่งไปกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการก็คงจะตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณา ความเหมาะสมอีกชั้นหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายว่าเขาจะไม่เห็นด้วย เพียงแต่ว่า จำนวนชั่วโมง วิชาไหนควรจะสอนข้างในสอนข้างนอกต่าง ๆ ก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เราเสียหายถ้าเราจะส่งไปเลย ส่วนประเด็นที่ผมได้อภิปรายไว้ ก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่าการที่จะไปเสนอให้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาและให้กับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อดำเนินการไปในเรื่องของการส่งเสริมให้มี การสอนด้วย ผมก็อยากจะให้มีความชัดเจนขึ้นถ้าจะเสนอตรงนี้นะครับ หรือไม่ก็ไม่ควร จะเสนอประเด็นนี้เพราะว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวกับข้อเสนอในชั้นต้น ผมยังยืนยันว่าเราน่าจะ ลงมติได้ แล้วก็คิดว่าการส่งไปในนามของกรรมาธิการกีฬาและศิลปะ วัฒนธรรมนั้นไม่น่า จะเสียหายอะไรครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านนิกรขอสั้น ๆ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ใช่เป็นการไปก้าวก่ายงาน แต่ว่าเป็นความเห็น คือเรื่องนี้ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรกับกระทรวงวัฒนธรรม ในเมื่อเกี่ยวกับวัฒนธรรม คือมันพันกันไปหมด ทีนี้ประเด็นก็คือว่าเนื้อหา เรียนท่านประธานครับ ความเห็นก็คือว่าแทนที่เราทำและให้มีเควสชัน (Question) ว่าตกลงของใครกันแน่ ผมคิดว่าเราน่าจะร่วมกันก็คืองานนี้เฉพาะเรื่องนี้ให้ร่วมกัน ๒ คณะออกไปในนามคู่ก็ไม่ได้ผิด ตรงไหนเลย คือเท่ากับว่าเรื่องทั้งหมดบังเอิญว่าเราไม่ได้ทำเองอย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้ วัฒนธรรมถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปเกี่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรมใช่หรือไม่ ไม่ใช่ เพราะเรื่อง ทั้งหมดไปลงที่ตัวเด็กหมด พอลงที่ตัวเด็กกระทรวงศึกษาธิการเป็นคนป้อน พอป้อนแล้ว ด้านการศึกษาก็กรรมาธิการศึกษาศึกษามาชัด แต่เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม เรื่องกีฬาอันนี้ ก็ชัดก็เอาไปแพ็ก (Pack) รวมกันออกไปในนามคู่มันจะดูแน่นดูดีเสียด้วยซ้ำก็เลย เป็นความเห็นว่าถึงแม้ว่าเราตกลงกันได้ภายในแต่ว่าพอคนถามมาแล้ว ผมไม่ทราบว่า จะเป็นอย่างไรผมแค่เป็นห่วง เหมือนกับว่าเราผสมยาและไปฉีดให้เด็ก เราไม่ได้เป็นคนฉีด กระทรวงศึกษาธิการเป็นคนฉีดนะครับ ก็นำเรียนเป็นข้อหารือเท่านั้นละครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เมื่อมีมติก็จะเป็นมติของ สปท. ส่งไปนะครับ แล้วก็จะไปที่ ๓ ฝ่าย ยังมีเส้นทางอีกพอสมควร เพราะฉะนั้นก็จะไปรวมในส่วนนั้น กรรมาธิการ ๒ คณะ ได้หารือกันแล้วครับ อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาได้ยืนยันนะครับ ท่านกษิตพอแล้วกระมังครับ เพราะว่าเขายืนยัน ท่านโหวตไม่เห็นด้วยได้
ผมมีสิทธิครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้จะโหวตอะเกนสต์ (Vote Against) ผมเห็นด้วย
ท่านสุรินทร์ผมยังไม่ได้อนุญาตให้ลุกขึ้นพูดครับ ตามลำดับครับ เดี๋ยวผม อนุญาตท่าน เชิญท่านกษิตและต่อด้วยท่านสุรินทร์ครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ผมไม่เคยพูดอะไรที่ไร้เหตุผลหรือไร้ซึ่งประสบการณ์นะครับ ถ้าเผื่อ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการศึกษายืนยันว่าได้มีการปรึกษาหารือ ผมขอถามว่า เราเห็นชอบทั้งดุ้นเลยหรือเปล่าครับ ถ้าเผื่อเห็นชอบทั้งดุ้นผมไม่มีปัญหา แต่จะมาพูดเพียงว่า ได้มีการปรึกษาหารือแล้วก็จะมีการลงมติ แล้วก็ให้เรื่องนี้ไปที่สภา โดยที่มีคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปศึกษานั่งหัวโด่อยู่ มันก็จะมี ๒ หลักสูตรสิครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมี คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา เพราะทั้งหมดที่ได้เสนอมามันเข้าไปเปลี่ยน เวลาการเรียนไปปรับหลักสูตรนะครับ และเราจะมาปฏิรูปศึกษาในกรอบงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างไร มันไม่เป็นตรรกะ มันไม่เป็น เหตุผล และผมเพียงแต่เสนอว่าให้ ๒ กรรมาธิการร่วมกันแล้วก็เป็นข้อยุติออกมา ตกผลึก แล้วก็มาเสนอกับเรา หรือว่าเราจะลงคะแนนให้ความเห็นชอบแต่ว่ามีเงื่อนไขว่าเนื้อหา ทั้งหมดจะต้องเอามาพูดกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา นั่นพูด ด้วยเหตุด้วยผลครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เข้าใจครับ ขอบคุณครับ คือปกติแล้วเมื่อมีมติแล้ว กรรมาธิการต้องไปปรับปรุง ก็นำความเห็นข้อสังเกตของสมาชิกหรือกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง คราวนี้เนื่องจากว่า วิป (Whip) ได้มีมติให้ ๒ คณะไปทำงาน ดังนั้นเมื่อพิจารณาวันนี้แล้ว ช่วงของการปรับปรุง ก็มอบอย่างที่ข้อสังเกตท่านกษิตนั่นละครับ ก็คือให้คณะกรรมาธิการศึกษาได้ไปร่วมกัน ในการที่จะปรับปรุงนะครับ ท่านประธานคงไม่ขัดข้องนะครับ ทั้ง ๒ ท่าน ผมจะขอมติ แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เจ้าหน้าที่เช็ก (Check) สัญญาณไฟหน่อยครับ ของผมไม่ขึ้นนะครับ มีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ท่านพะจุณณ์ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ สมาชิก ได้ใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ ท่านพะจุณณ์เรียบร้อยหรือยังครับ ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนนะครับ แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๕ ท่าน เป็นอันว่า ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การพัฒนา และบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นำ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๕ ท่าน เห็นด้วย ๗๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๕ ท่าน งดออกเสียง ๔๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดีแล้วนะครับ จบการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณสมาชิกและ คณะกรรมาธิการ รวมทั้งผู้ชี้แจงที่มาประชุมในวันนี้ ขอปิดประชุมครับ